ทาสรักดวงใจฟาโรห์ (ประกาศรายชื่อ)

ตอนที่ 4 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,812
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 ก.ค. 54






บทที่ 4




            แสงสว่างลอดเข้ามาทางผ้าม่านที่หลุดจากการหมัดไว้อย่างหลวมๆ เพราะลมที่พัดเข้ามาค่อนข้างแรงพอสมควร ร่างหนาที่นอนอยู่บนเตียงบรรทมค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิดจนเต็มตา พระองค์หันหน้าออกไปมองทางด้านหน้าต่าง ริมฝีปากหนานั้นคลี่ยิ้มบางๆ ให้กับเช้าวันใหม่ พระองค์กระถดตัวลุกขึ้นจากเตียง ขายาวก้าวไปตรงระเบียงก่อนที่จะสูดอากาศบริสุทธิ์ในตอนเช้าเข้าเต็มปอด

            “อืม..อากาศดีจริง” พระองค์เอ่ยกับตัวเองก่อนที่จะหันไปตามเสียงเคาะประตู

           “ก๊อก! ก๊อก! ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เสียงองครักษ์เซราสเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกสำรับอาหารเข้ามา ตามมาด้วยนางข้าหลวงอีกสองคน

           “เจ้ามาแต่เช้าเลยนะเซราส” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นก่อนหันไปทางระเบียงอีกครั้ง

           “พ่ะย่ะค่ะ เพราะว่าวันนี้ฝ่าบาทต้องเสด็จไปทางตอนใต้ หากล่าช้าเราจะถึงเย็นนะพ่ะย่ะค่ะ”

           “หึหึ..เจ้านี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ต้องตรงต่อเวลาทุกครั้ง” พระองค์ส่ายหัวในความตรงต่อเวลาของเซราส ตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อพระราชบิดา พระองค์ยังไม่เคยเห็นเซราสเหลวไหลต่อหน้าที่เลยสักครั้ง

           “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ หากกระหม่อมทำเช่นนั้น กระหม่อมก็ไม่สมควรดำรงตำแหน่งองครักษ์ของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

            “เอาล่ะๆ ข้ารู้ดีเรื่องนั้น แล้วนี่ทหารเตรียมพร้อมหรือยัง”

            “เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากที่เซราสเอ่ยตอบยังไม่ทันจบดี เสียงของเจ้าหญิงเรมีน่าก็ดังขึ้นแทรกมาทันที

            “ท่านพี่เพคะ” เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่เดินเข้ามาภายในห้องพระบรรทมของฟาโรห์ราเมเนสทันทีโดยไม่รอรับคำอนุญาตเลยแม้แต่น้อย ร่างบางเดินเข้ามาเกาะแขนของพระเชษฐาทันทีที่มาถึง

            “ว่ายังไงเรมีน่า ทำไมมาหาพี่แต่เช้า” คิ้วเข้มเลิกขึ้นถามด้วยความสงสัย เพราะถ้าไม่มีอะไร พระขนิษฐาอย่างเรมีน่าคงไม่มาหาพระองค์แต่เช้าขนาดนี้หรอก

            “เฮ้อ!..เบื่อคนรู้ทันจังเลย” เจ้าหญิงเรมีน่าถอนหายใจออกมาดังๆ พร้อมกับสีหน้าที่เซ็งสุดๆ ที่โดนพระเชษฐาจับได้

            “ก็เพราะว่าถ้าเจ้าไม่มีเรื่องให้พี่ช่วยล่ะก็ คงไม่มาปลุกพี่แต่เช้าอย่างนี้หรอก จริงมั๊ยเรมีน่า?” มือหนาเอือมไปจับหัวของพระขนิษาด้วยความรักและเอ็นดูน้องสาวๆ แท้คนเดียวที่เหลืออยู่

            “ก็ต้องอย่างนั้นแน่นอนอยู่แล้วเพคะ” เจ้าหญิงเรมีน่ายิ้มหวานให้พระเชษฐา

            “ตกลงว่าเจ้ามีเรื่องอะไรว่ามา พี่คงต้องรีบแล้ว เดี๋ยวทุกคนจะรอ”

            “คือว่า หม่อมฉันต้องการจะไปอียิปต์ใต้ด้วยเพคะ ท่านพี่ให้หม่อมฉันไปด้วยนะเพคะ” ตาโตสีน้ำผึ้งกระพริบปริบๆ แขนเรียวดึงแขนฟาโรห์ราเมเนสอย่างออดอ้อน

             “ไม่ได้!” เสียงเข้มเอ่ยขึ้น ใบหน้าคมเข้มแปรแปลี่ยนเป็นขึงขังทันที ไม่มีแววล้อเล่นเหมือนเมื่อครู่

             “ทำไมไม่ได้ล่ะเพคะ ท่านพี่ใจร้าย หม่อมฉันขอไปด้วยแค่นี้เอง” คนที่โดนปฏิเสธเอ่ยด้วยความน้อยใจ

             “พี่ไม่ได้ไปพักผ่อนนะเรมีน่า พี่ไปว่างาน แล้วอีกอย่างอาจจะมีการลักลอบสินค้าด้วย คงไม่เหมาะและไม่ปลอดภัยถ้าเจ้าจะไปด้วย เจ้ารอพี่อยู่ทางนี้น่ะดีแล้ว ถ้าเจ้าไป พี่คงเป็นห่วงไม่น้อย” สีหน้าของพระองค์ดูกังวลไม่น้อยจริงๆ หากว่าเรมีน่าจะตามไปในครั้งนี้ด้วย

             “หม่อมฉันจะไม่ดื้อไม่เกเร แล้วก็จะไม่วุ่นวายตอนที่ท่านพี่ทรงงานหรอกเพคะ งั้นให้หม่อมฉันไปด้วยนะเพคะ” หญิงสาวยังคงออดอ้อนหวังจะไปให้ได้

             “เฮ้อ!” ฟาโรห์ราเมเนสถอนหายใจเสียงดังอย่างปลงตกกับนิสัยที่ช่างตื้อและเอาแต่ใจไม่มีใครเกินของนาง แล้วไอ้แววตาใสซื่อนั่นอีกที่โผล่มาเมื่อใดพระองค์ต้องใจอ่อนเสียทุกที ขืนปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่ได้การ พระองค์จึงหันไปหาเซราสเพื่อขอให้ชายหนุ่มช่วย

             ทันทีที่ฟาโรห์ราเมเนสถอนหายใจพร้อมกับสีหน้าที่กังวลไม่น้อยหันมองมาที่เซราส หวังให้เซราสช่วยอีกที เขาเองก็ทำตัวไม่ถูก ขนาดฟาโรห์ราเมเนสที่ทุกคนต่างก็แกล้งกลัวยังแพ้สายตาหวานๆ นั่นเลย แล้วคนอย่างเขาจะห้ามเจ้าหญิงเรมีน่าได้อย่างไรกัน ฝ่าบาทน่าจะทรงรู้ แต่ถ้าเกิดไม่เอ่ยอะไรออกไป เขาก็คงจะโดนฟาโรห์ราเมเนสลงโทษเช่นกัน เฮ้อ.. ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนที่จะเอ่ย “เอ่อ..เจ้าหญิงเรมีน่าพะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าเจ้าหญิงทรงไปครั้งหน้าดีกว่าไหมพ่ะย่ะค่ะ ครั้งนี้กระหม่อมว่าคงไม่ปลอดภัยหากว่าเกิดมีการปะทะกันขึ้นมา”

             “เซราส! ข้าไม่ได้ถามความคิดเห็นของเจ้า ข้าถามท่านพี่ แล้วเจ้าคิดว่าจะห้ามข้าได้หรือไง” เอ่ยตอบเสียงห้วนจัดไม่สบอารมณ์ที่องครักษ์คนสนิทของพระเชษฐากำลังจะทำให้ความหวังอันน้อยนิดของเธอต้องสลายไปต่อหน้าต่อตา
   
             “จริงอย่างที่เซราสบอกเรมีน่า พี่จะพาเจ้าไปครั้งหน้า ครั้งนี้เจ้าอยู่ที่วังนี่แหละ แล้วพี่จะรีบกลับมา”

             “ท่านพี่ ให้หม่อมฉันไปด้วยคนน๊า” เสียงหวานใสยังคงตื้อต่อไปไม่ยอมหยุด

              “เรมีน่า! พี่หวังว่าครั้งเดียวที่พี่เอ่ยไปเจ้าจะเข้าใจได้เป็นอย่างดี แล้วห้ามทำอะไรแผลงๆ ล่ะ ถ้าพี่พบว่าเจ้าไปอยู่ทางใต้ล่ะก็ เจ้าโดนพี่ลงโทษอย่างหนักแน่นอน รับรองได้เลย” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้พระองค์คงจะตามใจเรมีน่าไม่ได้อีกแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นมาแล้วล่ะก็ พระองค์คงจะรู้สึกเสียใจอย่างแน่นอน ที่พระขนิษฐาคนเดียวของพระองค์ต้องมาบาดเจ็บ

              “เซราส! จำเอาไว้ด้วยนะว่าวันนี้เจ้าทำอะไรไว้กับข้า” เจ้าหญิงเรมีน่าที่โดนห้ามไม่ให้ไปทางใต้ฉุนจัดแต่ลงกับใครไม่ได้เลยหันมาที่องครักษ์เซราสที่ยืนทำหน้าเหยเกอยู่แทนทันที

              “กระหม่อมขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะเจ้าหญิง” เซราสเอ่ยตอบอย่างรู้สึกผิด แต่จะให้ทำไงได้ ฟาโรห์ราเมเนสขอความช่วยเหลือมาอย่างนั้น แล้วองครักษ์อย่างเขาก็ต้องทำตามอยู่ดี เฮ้อ..องครักษ์หนุ่มแอบถอนหายใจอีกครั้ง

              “ข้าไม่ยกโทษให้เจ้า ท่านพี่ก็เช่นกัน หม่อมฉันจะไม่มาหาท่านพี่แล้ว” พูดจบใบหน้าเรียวหวานที่บัดนี้งอง้ำก็เชิดขึ้นก่อนที่สะบัดหน้าหนีด้วยความโมโหที่โดนขัดใจ พร้อมกับเดินลงส้นเท้าตึงๆ ออกไปจากห้องของฟาโรห์ราเมเนสทันที

              “เฮ้อ! ข้าไม่น่าตามใจเรมีน่าจนเป็นแบบนี้เลย” พระองค์ส่ายหัวไปมาพร้อมกับถอนหายใจ นัยน์ตาสีเหล็กมองตามหลังของเจ้าหญิงเรมีน่าไปจนสุดตา


               ประเทศอียิปต์ยุคปัจจุบัน
                แสงแดดยามเช้าปลุกคนที่นอนคุดคู้อยู่บนเตียงพลิกตัวหนีทันทีที่แสงแดดส่องเข้ามา มือบางเลิกผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าตัวเองเพื่อหนีสิ่งที่จะเข้ามาปลุกเวลาอันแสนสุขของเธอ

               “นี่ยัยปอ! ตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนกันเนี่ย ตื่น ตื่น ตื่นนนนน..” มนปรียาดึงผ้าห่มที่ปอฉัตรคลุมโปงอยู่ออก พร้อมกับดึงแขนเรียวให้ลุกขึ้นจากเตียงทันที แต่คนที่นอนอุตุยังคงงัวเงียๆ ไม่ยอมลืมตาขึ้นมา

               “ยัยปอ! ฉันบอกให้ตื่น ไม่ได้ยินหรือไง” ร่างบางโถมตัวเข้าไปใกล้พร้อมกับตะโกนเข้าไปในหูของคนที่ไม่ยอมลุกขึ้นจากเตียง

               “โอ๊ย! ไอ้ม่อน แกจะตะโกนทำไมห๊า แก้วหูฉันได้แตกกันพอดี” คนที่โดนตะโกนใส่หูทนไม่ไหวลืมตาขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่บูดเบี้ยวเพราะโดนปลุก

               “ก็ถ้าฉันไม่ตะโกนแบบนี้แกจะตื่นหรือไงฮะ สายแล้วไปแต่งตัวจะได้ออกไปข้างนอกกัน” มนปรียาพยายามฉุดกระชากมือของอีกฝ่ายให้ลุกตามเธอ แต่คนที่โดนดึงกลับยื้อเอาไว้ นัยน์ตาสวยเหลือบมองไปยังนาฬิกาบนผนังห้อง ก่อนที่จะโวยวายออกมาสุดเสียง

               “โห..อะไรกันยัยม่อน นี่มันเพิ่งจะหกโมงเช้าเองนะ แกจะรีบไปไหนกันเนี่ย ขอนอนต่ออีกแปบล่ะกันนะ” เอ่ยจบร่างบางก็ล้มตัวลงนอนต่อทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากเพื่อนแม้แต่น้อย

              “เฮ้ย! ยัยปอ แกลุกขึ้นมาเลยนะ ถ้าแกไม่ลุก ฉันจะไปคนเดียวแล้วปล่อยแกทิ้งไว้ที่นี่จริงๆ ด้วย แล้วแกก็เตรียมตัวไว้ได้เลยว่า ค่าตั๋วเครื่องบินกลับแกต้องจ่ายเอง ฮ่าๆ” หญิงสาวหัวเราะอย่างเป็นต่อเมื่อปอฉัตรไม่มีทีท่าว่าจะยอมลุกจากเตียงง่ายๆ ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่ต้องใช้แผนสุดท้ายแบบนี้ ทางเดียวที่จะทำให้เพื่อนรักสุดงกของเธอลุกขึ้นจากเตียงได้

               “เฮ้ย! ได้ยังไงล่ะ แกอย่ามากลับคำนะโว๊ย” ทันทีที่ได้ยินว่าต้องออกเงินเองเท่านั้น ร่างบางที่ล้มตัวลงนอนเมื่อครู่ก็กระเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงอย่างรวดเร็ว

               “ก็ต้องอย่างงั้นสิ แกไม่ไปกับฉันนี่ งั้นก็นอนต่อให้สบายเลยแล้วกันนะ แล้วเจอกันตอนเย็นนะจ๊ะคนสวย” หญิงสาวยิ้มหวานให้ปอฉัตรพร้อมกับหันหลังเตรียมออกจากห้อง แต่ทว่า..

               “เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนไอ้ม่อน ฉันตื่นแล้วๆ รอด้วยสิ ฉันอาบน้ำก่อน ถ้าแกไปก่อนฉันบีบคอแกแน่ไอ้ม่อน” พูดพร้อมกับกระโดดลงจากเตียงไปหยิบผ้าเช็ดตัว ขาเรียวก้าวฉับๆ ตรงไปยังห้องอาบน้ำด้วยหน้าตาเลิกลั่ก

                “เร็วๆ ล่ะ ฉันให้เวลาแกสิบนาที” มนปรียาเอ่ยพร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจที่เห็นอาการลุกลี้ลุกลนของเพื่อน ไอ้ปอเอ๊ย แก้ไม่หายสักทีไอ้ความงกเข้าขั้นเนี่ย..หญิงสาวยิ้มขำกับคนที่หันมาทำหน้ายักษ์ใส่ก่อนที่จะผลุบหายเข้าไปในห้องอาบน้ำ

                 ..ไอ้เพื่อนบ้าเอ๊ย ชอบใช้ไม้นี้มาทำให้เธอต้องยอมทุกที ฝากไว้ก่อนเถอะ กลับเมืองไทยเมื่อไหร่จะเอาคืนให้เข็ด ไอ้ม่อนนะไอ้ม่อน..ปอฉัตรหมายหมาดในใจขณะที่กำลังทำธุระส่วนตัวในห้องอาบน้ำ


                 หลังจากผ่านไปได้เพียงแค่ห้านาทีเศษ ปอฉัตรก็รีบวิ่งออกมาจากห้องน้ำทันทีด้วยความเร่งรีบเพราะกลัวว่าจะไม่ทันเวลาที่เพื่อนบอกไว้

                “เฮ้ย!” มนปรียาที่นั่งอ่านหนังสือรอเพื่อนอาบน้ำเสร็จร้องเสียงดังลั่นห้องด้วยความตกใจทันทีที่ปอฉัตรวิ่งพรวดพราดออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว

                “จะร้องทำไมเนี่ยยัยม่อน” คนที่วิ่งออกมาสร้างความแตกตื่นให้เพื่อนเอ่ยถามเสียงแหลม

                “คงไม่ตกใจล่ะมั่งที่แกเล่นวิ่งพรวดออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูห่อตัวเพียงผืนเดียวแบบนี้” นิ้วเรียวชี้ไปยังเพื่อนรักที่อยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่

                “แหะๆ ก็ฉันรีบนี่ แกอยากมาเร่งฉันทำไมล่ะ” ปอฉัตรยิ้มแหยๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นหน้างอหงิก ก็เพราะว่าเธอโดนเร่งนั่นแหละถึงได้วิ่งออกมาในสภาพแบบนี้ ขืนให้แต่งตัวในห้องน้ำ หากช้าหน่อยไอ้เพื่อนบ้ามันจะได้ชิ่งหนีเธอไปก่อนน่ะสิ

              ..ฮือ! เวลานอนอันแสนสุขของไอ้ปอหมดไปทันทีเพราะแกคนเดียวไอ้ม่อน..

              “เออๆ รีบไปแต่งตัวเร็วๆ เข้าเถอะ มัวแต่พูดมาก เดี๋ยวก็ไม่ได้ออกไปกันพอดี” มือบางโบกไล่เพื่อนให้ไปแต่งตัวก่อนที่จะหันกลับมาสนใจกับหนังสือที่อยู่ในมือตัวเองต่อ

              เพียงไม่นานปอฉัตรที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีโอรสตัวโคล่งสกรีนลาย ข้างในเป็นเสื้อกล้ามตัวยาวสีดำ สวมกับกางเกงยีนส์ขาสั้นครึ่งเข่าพร้อมกระเป๋าสะพายคู่ใจสีน้ำตาลใบใหญ่กับรองเท้าผ้าใบสีขาวคาดแดงก็เตรียมตัวพร้อมสำหรับการเริ่มต้นเที่ยวอียิปต์มายืนอยู่ตรงหน้าของมนปรียา

             “ยัยม่อน!” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียงดังไม่น้อย ทำให้คนที่กำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือถึงกับสะดุ้งสุดตัว

              “เฮ้ย! จะตะโกนไปไหนยัยปอ ฉันอยู่ใกล้แค่เนี่ยเอง” เงยหน้าจากหนังสือทันทีที่ปอฉัตรตะโกนเรียกชื่อเธอ

              “ใครจะไปรู้ เห็นแกนั่งอ่านไอ้หนังสือเล่มนี้จนไม่สนใจอะไรเลย ฉันมายืนอยู่ตั้งนานแล้ว แกยังไม่รู้สึกเลย ไม่น่าซื้อหนังสือบ้าๆ เล่มนี้มาให้แกเลยไอ้ม่อนเอ๊ย” พูดจบมือบางก็คว้าหนังสือของมนปรียาไปปิดทันที

              “แล้วถ้าฉันไม่อ่านเนี่ย แกกับฉันจะไปตามหาของที่หายไปได้งั้นสิ?” เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย

              คนที่เจอคนคำถามนี้เข้าไปทำหน้าแห้ง ก่อนที่จะส่งหนังสือคืนเจ้าของ “เออๆ เอาไปเลยไป แต่ขออย่างเดียว อย่าอ่านคำจารึกนั้นก็แล้วกัน ฉันยังไม่อยากเจอเรื่องแปลกๆ ตอนนี้”

             “ฮ่าๆ กลัวหรอยัยปอ คนอย่างแกไม่เคยกลัวอะไรง่ายๆ นี่น่า ทำไมเรื่องนี้ดันกลัวได้” ว่าพร้อมกับยิ้มขำ ปกติปอฉัตรเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวอะไร ออกจะกล้าบ้าบิ่นเสียด้วยซ้ำ แต่แปลกที่แค่เจอพายุครั้งนั้นที่บ้านของเธอกลับทำให้ร่างบางตรงหน้ากลัวจนถึงขนาดนี้

             “เออสิ..ไม่กลัวก็บ้าแล้วล่ะ อยู่ดีๆ ก็มีพายุมาจากไหนก็ไม่รู้ หรือว่าจะเป็นอาถรรพ์ฟาโรห์” ปอฉัตรทำตาโตประกอบคำพูดตัวเอง

              “นี่แน่ะ! แกว่าฉันบ้า แกนั่นแหละไอ้ปอที่บ้ากว่าฉันเสียอีก” หมอนใบใหญ่ถูกฟาดลงบนหัวของปอฉัตรทันทีที่พูดจบ ทำให้คนที่โดนประทุษร้ายลูบหัวตัวเองป้อยๆ

              “เจ็บนะวุ้ยไอ้ม่อน หรือที่ฉันพูดไม่จริง หากแกไม่อ่านพายุก็คงไม่พัดมา”

              “เออๆ แล้วตกลงจะไปกันได้หรือยัง” เลิกคิ้วถามพร้อมกับยัดหนังสือเมื่อครู่ลงกระเป๋าเป้สีดำขนาดกำลังดี

              “ก็ไปสิ แต่ก่อนไป กองทัพมันต้องเดินด้วยท้องนะจ๊ะคนสวย” หญิงสาวลูบท้องตัวเองประกอบคำพูด ทำให้มนปรียาส่ายหัวระอากับเพื่อน

              ..ให้มันได้อย่างนี้นะ งกอย่างเดียวไม่พอนะยัยปอ แกยังบ้ากินอีกต่างหาก เฮ้อ เพื่อนฉัน..

              “อืม งั้นก็รีบๆ ลงไปกินที่ห้องอาหารก่อนแล้วค่อยเดินทางกัน” มนปรียาที่อยู่ในชุดเสื้อยืดผ้าคอตตอนสีเทาคอกลมไม่มีลาย ทับด้วยกางเกงขาสั้นครึ่งเขาสีดำมีกระเป๋าข้างพร้อมสะพายกระเป๋าเป้ก็เดินนำหน้าปอฉัตรออกจาห้องพักลงไปยังห้องอาหารของทางโรงแรมทันที

   
               หลังจากจัดการอาหารตรงหน้าไปได้เพียงครึ่ง มนปรียาก็ดื่มน้ำเปล่าจนหมดรวดเดียวทันทีเพราะความเผ็ดร้อนของเครื่องแกงอาหรับ ยังดีที่ว่ามีสลัดอียิปต์[1]กับแป้งนาน[2]พ่วงมาด้วย ไม่อย่างนั้นปากของเธอคงได้เจ่อตามความเผ็ดระดับไม่บันยะบันยังของอาหารที่นี่อย่างแน่นอน รู้อย่างนี้เธอหยิบเจ้าขนมปังมาสักชิ้นสองชิ้นคงจะดีกว่า ไม่น่าไปดูแต่หน้าตาของอาหารที่สีสันสวยงามเลยจริงๆ

               ส่วนปอฉัตรก็ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว หญิงสาวเลือกกาบับ[3]ที่ทำมาจากไก่แทนที่จะเป็นแพะกับน้ำส้ม ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยของหวานอย่างบาสบูซา[4]

              “โอย..อิ่มจริงๆ เลย” ปอฉัตรลูบท้องตัวเองพร้อมกับเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยความอิ่มจัด

              “แต่ฉันนี่สิ เผ็ดเป็นบ้าเลย ดีที่หยิบสลัดมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงจอดไปตั้งแต่คำแรกแล้ว” มนปรียาพูดจบก็ยกแก้วน้ำส้มที่อยู่ข้างๆ อีกแก้วมาดื่มดับความเผ็ดร้อนอีกรอบหลังจากดื่มน้ำเปล่าไปจนหมด

               “ฮ่าๆ ก็รู้ว่ากินเผ็ดไม่เก่งแล้วยังจะเลือกของเผ็ดๆ อีกยัยม่อนเอ๊ย แค่ดูจากหน้าตาและสีสันก็น่าจะรู้อยู่แล้ว” ปอฉัตรทำเสียงสูงพร้อมกับส่ายหน้า

              “ก็มันน่าลองนี่ สีสันดูสวยดี ฮ่าๆ” พูดไปก็ขำตัวเองไปที่มองแต่ภายนอก ลืมไปว่าเครื่องแกงและเครื่องเทศของอาหรับนี่รสชาติจัดจ้านขนาดไหน

             “อืม แล้วตกลงเราจะไปไหนกันก่อนล่ะ” หลังจากที่กินอิ่ม ปอฉัตรก็เริ่มถามถึงทริปการเดินทางของวันทันที

             “จากในหนังสือที่ฉันอ่าน เราน่าจะไปลองหาตามร้านหนังสือเก่าๆ ดูนะ หรือว่าจะลองไปดูที่พีระมิดฟาโรห์ราเมเนสก่อนดี เราจะได้เห็นสถานที่จริง” เลิกคิ้วถามด้วยความลังเล

            “แล้วมันมีตัวอย่างหนังสือที่หายไปบ้างไหมล่ะ ไม่อย่างนั้นเราคงตามไม่เจอหรอก”

             “เออ..จริงสิ ฉันลืมคิดถึงข้อนี้ไปเลย เดี๋ยวก่อนนะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงหนังสืออีกสองสามเล่มในกระเป๋าเป้ของตัวเองออกมาวางบนโต๊ะ

             “เฮ้ย! ไปเอาหนังสือมากมายนี้มาจากไหนเนี่ยยัยม่อน” ปอฉัตรที่รอคำตอบของมนปรียาร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนเธอจะจริงจังมากมายขนาดนี้ ก็นึกว่าแค่อยากลองหาหนังสือที่ว่านั้นเล่นๆ

             “หนังสือพวกนี้ฉันซื้อมานานแล้วล่ะ แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย จนกระทั่งแกซื้อหนังสือประวัติศาสตร์และสิ่งเร้นลับประเทศอียิปต์มาให้ฉันนี่แหละ ฉันเลยไปหยิบหนังสือพวกนี้ขึ้นมาดูอีกรอบ เพราะว่ามันคุ้นๆ” ปากอิ่มสวยของมนปรียาค่อยๆ อธิบายให้เพื่อนรักที่ตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างใจจดจ่อ

              “แล้วมีอะไรที่เป็นเบาะแสให้เราได้บ้างล่ะ” มือบางเอื้อมมือไปหยิบหนังสือที่มนปรียาวางไว้มาเล่มหนึ่งพร้อมกับเปิดๆ ดู แต่ก็ยังไม่เห็นว่าน่าจะมีอะไรนำพาไปยังหนังสือเล่มที่หายไปได้เลยสักนิด

             “มีสิ..เล่มที่แกจับอยู่น่ะ เปิดไปเกือบๆ ท้ายเล่มนะที่ฉันคั่นเอาไว้” มนปรียารอจนปอฉัตรเปิดไปยัง
หน้าที่ตัวเองบอกก่อนเอ่ยอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเพื่อนยังทำหน้างง

            “เห็นรูปหนังสือเล่มนั้นมั้ย หน้าปกเก่ามาก ทำมาจากปาปิรุส หน้าปกเป็นรูปของไม้ตะขอและไม้นวดข้าว ตรงกลางของทั้งสองสิ่งนั้นเป็นรูปงูแผ่แม่เบี้ย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฟาโรห์ราเมเนส ด้านล่างมีข้อความที่เขาแปลไว้” ร่างบางอธิบายอย่างคล่องแคล่วแม้ว่าจะไม่ได้ดูหนังสือที่ปอฉัตรกำลังถืออยู่ เพราะเธออ่านหลายรอบจนขึ้นใจแล้ว งานนี่ล่ะ ไม่ว่ายังไงเธอจะต้องหาหนังสือเล่มนี้ให้พบให้ได้

            “ดวงใจแห่งข้า!” ปอฉัตรก้มหน้าลงไปดูหนังสือตามที่มนปรียาบอก ริมฝีปากอิ่มเอ่ยข้อความที่แปลไว้เสียงดัง

            “ใช่..ดวงใจแห่งข้า นั่นก็น่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับองค์ราชินีของพระองค์อย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอย่างภูมิใจที่หลายวันมานี้เธอพยายามค้นหาทุกวิธีเพื่อให้เจอแหล่งข้อมูลที่จะนำพาเธอไปเจอกับหนังสือที่หายไป

             “หมายความว่า..ฟาโรห์ราเมเนสมีองค์ราชินีแล้วอ่ะสิ” น้ำเสียงของปอฉัตรที่ดูเสียดายมากเมื่อรู้ว่าฟาโรห์ราเมเนสมีองค์ราชินีแล้วทำให้มนปรียาหัวเราะออกมาเสียงดัง

             “ฮ่าๆ ถูกต้อง แล้วทำไมทำเสียงน่าสงสารอย่างนั้นล่ะยัยปอ”

              “แหม..ไอ้เราก็นึกว่าเฮียแกจะโสดน่ะสิ เผื่อว่ายัยม่อนที่บ้านิยายเข้าขั้นถึงขนาดอยากเป็นราชินีของอเมนเนปจะเปลี่ยนใจอยากย้อนเวลากลับไปยุคของฟาโรห์ราเมเนสเหมือนในนิยายบ้างยังไงล่ะ ฮ่าๆ” ทำเสียงหวานล้อเลียนคนที่บ้าฟาโรห์อเมนเนปที่ตอนนี้นั่งค้อนตาหลับตาเหลือกให้ปอฉัตร

             “ย่ะ! ถ้าย้อนไปได้จริงๆ ฉันจะเอาหนังสือที่หาเจอไปคืนเฮียแกเลยดีไหมล่ะ อ่อ แล้วต้องทำเหมือนแพรพิงค์ด้วยไหมยัยปอ ฉันจะได้ทำตาพริบๆ ใสๆ เฮียแกจะได้หันมาปิ๊งๆ” มนปรียาเอ่ยประชดเพื่อนที่นั่งยิ้มหวาน แถมลอยหน้าลอยตาได้กวนโมโหเธอจริงๆ

             “ฮ่าๆ ได้ก็ดี แต่อย่างแกน่ะ แน่ใจหรอว่าจะอ่อนหวานแบบแพรพิงค์ได้ แต่ก็นะ..ฉันจะจำไว้ว่าแกพูดไว้อย่างไร ถ้าย้อนไปได้จริงๆ ฉันจะหัวเราะสักสองวันสองคืนเลย แล้วทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน” ปอฉัตรหัวเราะเสียงดังอย่างถูกใจที่ได้แซวเพื่อน แต่คำพูดเหล่านั้นทั้งสองคนไม่รู้เลยว่าบางทีสิ่งที่มองไม่เห็น อาจจะทำให้คำพูดนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้

             “ไอ้เพื่อนบ้า! ใครจะย้อนเวลาไปได้” มนปรียาเอ่ยกลับ ใบหน้าสวยงอสนิท ดูมันล้อเธอไม่เลิก แล้วใครที่ไหนจะบ้ากลับไปได้เหมือนในนิยาย ถ้าเธอบ้า ไอ้ปอมันคงบ้ากว่าเธอแล้วล่ะ

              “ฮ่าๆ” ปอฉัตรหัวเราะร่าพร้อมกับรีบลุกเดินตามมนปรียาที่ก้าวฉับๆ ตรงไปยังทางออกของโรงแรมโดยไม่คิดรอเธอสักนิดทันที

               ..ดูมันนะ พูดแทงใจดำหน่อยเดินงอนฉับๆ ไปโน้นแล้ว เฮ้อ! ยัยม่อนเอ๊ย หากแกย้อนเวลาไปได้จริงฉันคงตกใจน่าดู..ปอฉัตรเอ่ยกับตัวเองพร้อมกับส่ายหัวกับความคิดแผลงๆ ของเธอเมื่อครู่


                อียิปต์สมัย 2,000 ปีก่อนคริสตกาล
                ลานด้านหน้าที่ใกล้กับประตูทางเข้าออกของพระราชวังตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าทหารและนางกำนัลรวมกันแล้วเกือบครึ่งร้อยคนเห็นจะได้ กำลังยืนเรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อรอฟังคำบัญชาจากฟาโรห์ราเมเนส เจ้าแห่งชีวิตของชนชาวอียิปต์ทุกคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าคู่ใจอย่างสง่างาม

               “เอาล่ะทุกคน..วันนี้ข้าจะเดินทางไปยังอียิปต์ใต้ ที่นั่นกำลังมีเหตุการณ์ไม่น่าไว้ใจ ข้าขอให้ทุกคนระวังตัวเอาไว้ด้วย” พระองค์เอ่ยบอกกับทหารและนางกำนัลที่ติดตามทุกคนด้วยเสียงอันดังกึกก้องไปทั่วลาน

                “ระหว่างการเดินทาง หากมีอะไรเกิดขึ้น สิ่งแรกที่พวกจำต้องทำก็คือ จงมีสติ เอาล่ะ ออกเดินทางกันได้” เอ่ยจบพระองค์ก็ชักบังเหียนมุ่งหน้าออกไปยังอียิปต์ใต้ทันที โดยมีองครักษ์เซราสและแม่ทัพใหญ่เคลิคตามมาติดๆ


                หลังจากที่ออกเดินทางจากพระราชวังได้ครึ่งค่อนวัน จากแสงอาทิตย์ที่แรงขึ้นเรื่อยๆ จนบัดนี้เริ่มคล้อยต่ำลง ฟาโรห์ราเมเนสหันไปมองเหล่าทหารและนางกำนัลที่เริ่มปาดเหงื่อกันเป็นระยะๆ เพราะความร้อนของแสงอาทิตย์กลางทะเลทรายเช่นนี้ ทำให้การเดินทางเริ่มช้ากว่าช่วงแรกที่ออกเดินทางมา อีกทั้งมีสัมภาระที่ติดมามากมาย พระองค์รู้สึกเห็นใจไม่น้อยจึงหันไปทางเซราสที่ควบม้าเข้ามาเมื่อเห็นว่าพระองค์ชะเง้อคอมองมาที่ตัวเอง

                “มีอะไรหรือเปล่าพะย่ะค่ะฝ่าบาท” ชายหนุ่มเอ่ยถามทันทีที่ควบม้าเข้ามาใกล้

                “ทันทีที่มีโอเอซิสข้างหน้า เจ้าบอกกับทหารทุกนายว่าให้หยุดพักกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ”

                “แต่เราอาจจะถึงที่หมายล่าช้ากว่าที่วางไว้นะพ่ะย่ะค่ะ”

                “ไม่เป็นอะไรหรอก ช้ากว่าไม่นานก็ยังดีกว่าพวกทหารไม่มีแรง ข้าลืมไปว่าก่อนหน้านี้เหล่าทหารได้ฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันจนบางคนแทบจะไม่ได้พัก” พระองค์เอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลง

                “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” องครักษ์เซราสรับคำเสร็จก็ไปกระจายข่าวแก่ทหารทันที

                เพียงไม่นานทั้งหมดก็มาปักหลักกันที่โอเอซิสแห่งหนึ่งที่อยู่ระหว่างทางไปอียิปต์ใต้ ที่นี่เป็นโอเอซิสขนาดกลางที่ดูแล้วค่อนข้างสมบูรณ์ แม้จะเทียบกับโอเอซิสที่มีขนาดใหญ่ไม่ได้มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าโอเอซิสขนาดเล็กที่มีเพียงบ่อน้ำเล็กๆ เอาไว้ใช้ดับกระหายและชำระร่างกายได้นิดหน่อยเท่านั้น

                โอเอซิสแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นกกมากมายที่ขึ้นอยู่อย่างสมบูรณ์ ใกล้ๆ กันนั้นยังมีต้นอินทผลัมที่ขึ้นเป็นแนวยาวหลายต้น บางต้นเริ่มออกผลบางแล้ว ทำให้สามารถเก็บมาเป็นผลไม้ยามหิวได้อย่างสบายๆ

                ฟาโรห์ราเมเนสทอดสายตามองไปรอบๆ อย่างนักสำรวจที่พระองค์ชอบทำเป็นประจำ ด้วยความต้องระวังภัยอยู่เสมอ นัยน์ตาสีเหล็กดูอ่อนล้าไม่น้อย

               “ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ กระโจมจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซราสเอ่ยบอกเจ้าเหนือหัวทันทีที่เหล่าทหารและนางกำนัลจัดเตรียมที่พักเสร็จ

               “ขอบใจมากเซราส แต่ข้ายังไม่อยากเข้าไปตอนนี้ ข้าจะไปเดินเล่นรอบๆ โอเอซิสเสียหน่อย เจ้าไม่ต้องตามข้าไปหรอก” พูดจบร่างสูงใหญ่ก็ค่อยๆ เดินไปยังโอเอซิส โดยไม่ฟังคำคัดค้านขององครักษ์แม้แต่น้อย

               เซราสได้แต่อ้าปากค้าง เพราะยังไม่ทันที่จะเอ่ยห้าม ฝ่าบาทก็เสด็จไปยังบริเวณบ่อน้ำเสียก่อน ชายหนุ่มเลยได้แต่ถอนหายใจออกมา หวังว่าคงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกนะ..เฮ้อ!


               ฟาโรห์ราเมเนสค่อยๆ เดินไปยังรอบๆ บ่อน้ำที่มีแต่ต้นกกขึ้นอยู่มากมาย นัยน์ตาสีเหล็กทอดมองไปยังบ่อน้ำที่มีคลื่นเป็นระลอกเล็กๆ เวลาที่มีลมพัดมา ภายในใจของพระองค์นึกไปถึงดวงหน้าของหญิงสาวที่เจอในความฝันโดยที่พระองค์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตั้งแต่ที่พระองค์ฝันถึงนาง ใจของพระองค์ก็จะคอยนึกไปถึงนางตลอดเวลาเหมือนเช่นเวลานี้

              “เจ้าเป็นใครกันแน่?” พระองค์เอ่ยถามกับตัวเองด้วยเสียงอันแผ่วเบาก่อนที่จะสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านให้ออกไป แต่ไม่ว่ายังไงภาพของหญิงสาวที่วิ่งหนีพระองค์ก็ไม่สามารถลบออกไปได้

              “โอ๊ย! ข้าอยากจะบ้าจริงๆ ทำไมนางช่างทำให้ข้าอยากรู้ได้มากขนาดนี้นักนะ” พระองค์สบถออกมาเสียงดังด้วยความโมโห ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่านางเป็นใคร จะลืมนางไม่อยากคิดเกี่ยวกับนางก็ทำไม่ได้ นี่เทพหรือเทพีองค์ใดเล่นตลกกับข้ากันแน่เนี่ย สองมือหนากุมหัวตัวเอง

               “ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ทรงเป็นอะไรไปหรือพะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เคลิคที่เดินผ่านมาพอดีได้ยินเสียงร้องของพระองค์จึงรีบเข้ามาดู

              “ไม่มีอะไรเคลิค..แล้วเจ้ามาทำอะไรแถวนี้” มือหนาปล่อยจากการกุมศีรษะตัวเองพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่

              “กระหม่อมเดินมาตรวจตราแถวนี้พ่ะย่ะค่ะ ต้องการตรวจดูความเรียบร้อย เพราะคืนนี้ฝ่าบาททรงพักค้างแรมก่อนเดินทางต่อ” แม่ทัพใหญ่เคลิคเอ่ยทูลด้วยความนอบน้อม

               “แล้วเป็นอย่างไรบ้าง มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่” คิ้วหนาเลิกขึ้นถาม

               “เรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ”

               “งั้นก็ดีแล้ว ว่าแต่..เมคาฟส่งข่าวอะไรมาบ้างมั้ย นอกจากรายงานที่ส่งมาก่อนหน้านี้” ฟาโรห์ราเมเนสเอ่ยถามถึงเมคาฟที่เป็นขุนนางชั้นสูงที่พระองค์ให้คอยควบคุมดูแลเรื่องการค้าทั้งหมดในอียิปต์ใต้

               “ยังไม่มีข่าวความคืบหน้าเลยพ่ะย่ะค่ะ”

               “งั้นเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ ถ้าได้ข่าวจากเมคาฟแล้วเจ้ารีบมาบอกข้าด้วย” พระองค์เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ มือหนาโบกให้แม่ทัพใหญ่เคลิคไปได้ ชายหนุ่มจึงค่อมตัวเล็กน้อยก่อนเดินกลับไปยังกระโจม


                ในขณะเดียวกันอียิปต์ทางตอนใต้ตอนนี้กำลังดูวุ่นวายไม่น้อย ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างท้วมกำลังยืนสั่งการเหล่าคนงานกันอย่างเซงแซ่ หลังจากที่ขุดค้นพบเหมืองทองคำในอาณาเขตที่ติดต่อกับนูเนีย

                “ท่านเมคาฟขอรับ” เสียงของคนงานชายรูปร่างผอมสูงเอ่ยเรียกเมคาฟซึ่งเป็นขุนนางชั้นสูงและควบคุมคนงานทั้งหมดด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจไม่น้อย

                “มีอะไรเบยาส” ชายร่างท้วมหยุดสั่งการและหันมาทางเบยาสลูกน้องของตัวเองทันทีที่เอ่ยเรียก

                “ท่านทราบเรื่องที่ฝ่าบาทจะทรงเสด็จมาที่นี่หรือไหมขอรับ”

                “ข้ารู้แล้ว แล้วข้าคิดว่าจะบอกเรื่องเหมืองทองคำที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้กับฝ่าบาทด้วยเมื่อพระองค์เสด็จมาถึง เจ้าจะถามทำไม?” เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย

                “มีอีกเรื่องที่ข้าจะบอกกับท่าน” เบยาสเขยิบเข้ามาใกล้ผู้เป็นนายก่อนที่จะกระซิบบอก

               ขณะที่เบยาสบอก สีหน้าของเมคาฟก็ค่อยๆ ซีดสลับกับแดงจนเบยาสเล่าจบ มือหยาบกร้านลูบหน้าตัวเองด้วยความหนักใจ

               “แล้วข้าจะทำอย่างไรดี” เมคาฟกุมมือตัวเอง เท้ายาวก้าวเดินไปมาอย่างคนใช้ความคิด

               “จัดการยังไงดีขอรับท่านเมคาฟ” เบยาสที่ยืนกระสับกระส่ายเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

               “เอายังงี้ เจ้ากับทหารอีกสี่ห้าคนออกไปตรวจอีกที หากพบว่ามีอะไรผิดปกติก็จัดการได้เลย แต่ถ้าจับเป็นได้ก็เอามันไปขังไว้ ทำเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด เข้าใจไหม?” เมคาฟเอ่ยเสียงเข้ม เขาอยากจัดการเรื่องนี้ให้คนรู้น้อยที่สุด หากเป็นไปได้ ควรจะทำให้เสร็จก่อนที่ฟาโรห์ราเมเนสจะเสด็จมา

                “ขอรับท่านเมคาฟ” รับคำเสร็จเบยาสก็เดินไปทำตามที่ผู้เป็นนายสั่งทันที


               ประเทศอียิปต์ยุคปัจจุบัน
               หลังจากที่มนปรียาเดินออกมาจากโรงแรม ปอฉัตรก็รีบเดินตามมาให้ทันร่างบางทันที

              “เฮ้ย! ยัยม่อน รอฉันด้วยสิ ล้อเล่นนิดเดียวเอง อย่างอนเลยน๊า” น้ำเสียงติดหอบเอ่ยขึ้นทันทีที่รู้สึกว่าจะตามเพื่อนไม่ทัน

              “เออ..ฉันไม่ได้งอนแกแล้ว แล้วแกก็เดินให้มันเร็วๆ สิยัยปอ วันนี้เราต้องไปหลายที่นะ” มนปรียาเอ่ยเสียงดุพร้อมกับหยุดรอเพื่อน

              “แล้วตกลงเราจะไปที่ไหนเนี่ย แกยังไม่ได้บอกฉันเลยนะ” หลังจากที่ตามมนปรียามาทัน หญิงสาวก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อยังไม่ได้รับคำตอบ ไอ้เพื่อนตัวดีมันก็ดันรีบออกจากโรงแรมมาซะก่อน

              “ฉันคิดว่าน่าจะไปที่ร้านหนังสือเก่าดูก่อน แล้วค่อยไปที่พีระมิดฟาโรห์ราเมเนส หรือแกว่ายังไง” คิ้วสวยเลิกขึ้นถามเพื่อนอย่างขอความเห็น

             “ว่าไงก็ว่าตามกัน ฉันยังไงก็ได้อยู่แล้ว ขอให้หาหนังสือเจอทีเถิดเจ้าประคู้น” ปอฉัตรเอ่ยพร้อมกับทำท่าพนมมือขึ้นเหนือศีรษะของตัวเอง 

             “บ้าไปแล้วเพื่อนฉัน” มนปรียาส่ายหัวกับการกระทำของปอฉัตร

             “ไปหาหนังสือกันเถอะ เลทโก!” ปอฉัตรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ใบหน้าสวยยิ้มเฉ่งอย่างคนอารมณ์ดี

             “ไปกัน..สู้ๆ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง มือเรียวกำขึ้นเป็นกำปั้นประกอบคำว่าสู้ๆ

             “สู้!” ปอฉัตรเอ่ยตามด้วยน้ำเสียงแข็งขัน

             ..ถ้าหากว่าคุณอยากได้หนังสือเล่มนั้นคืน ก็ให้ฉันตามหาหนังสือเล่มนั้นให้เจอด้วยแล้วกัน..มนปรียาคิดในใจ มือบางกระชับกระเป๋าเป้ตัวเองให้เข้าที่ ขาเรียวก้าวไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่มีเต็มเปี่ยม

             ..แน่นอนลูกของข้า เจ้าจักได้ตามที่เจ้าขออย่างแน่นอน มนปรียา..เทพีไอซิสที่ติดตามดูมนปรียาและปอฉัตรมานานเอ่ยขึ้น รอยยิ้มหวานถูกส่งมาให้หญิงสาวทั้งสองคนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือเก่าโดยที่หญิงสาวทั้งสองคนไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต้น้อย


.................................................................................................................................................
[1] สลัดอียิปต์ หรือ สลัดอาหรับ คือ สลัดผักเหมือนของไทย ประกอบด้วย ผักกาดแก้ว มะเขือเทศ แตงกวา มะนาวฝานบางๆ มินต์สดและต้นหอม น้ำสลัดประกอบด้วย กระเทียม มะนาวและเกลือ รสชาติจะออกเปรี้ยวนำ

[2] นาน (Naan) เป็นแผ่นแป้งสีขาว คล้ายๆ กับโรตีของอินเดีย นำมาย่าง ทำมาจากแป้งสาลีผสมกับโยเกิร์ตและยีสต์

[3] กาบับ (Kabab) เป็นอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ เช่น แพะหรือไก่ นำมาย่างโดยมีเหล็กแหลมเสียบเนื้อสัตว์ไว้และหมุนๆ บนเตาให้ไฟเลียไปทั่ว ทานคู่กับผักสด เช่น แตงกวา มะเขือเทศ และแป้งนาน

[4] Basbousa (ในอียิปต์) และ Revani (ในตุรกี) หรือเรียกว่า แป้งเซมะลีเนอร์เค้กกับน้ำเชื่อม เป็นขนมที่ทำมาจากแป้งเค้ก น้ำตาล เนย นมสด กลิ่นวนิลา ผงฟู ไข่ อัลมอนด์ วิปปิ้งครีมและเบกกิ้งโซดา  ตัวน้ำเชื่อมทำมาจาก น้ำตาล น้ำ  น้ำมะนาวและน้ำผึ้ง นำมาราดที่ตัวเค้กจนกว่าเค้กจะไม่ซึมน้ำเชื่อมที่ราดไป





.................................................................................................................................................
จบบทที่ 4 แล้วนะคะ สนุกไม่สนุกหรือว่าเป็นอย่างไรบอกกันบ้างนะคะ


ขอบคุณนักอ่านทุกๆ คนมากๆ นะคะที่ติดตามอ่านกันมาตลอด ยังไงแล้วอ่านต่อกันจนจบเรื่องเลยนะคะ ขอบคุณคะแนนโหวตด้วยนะคะ ^^


>>ตอบคอมเม้นท์หน่อยนะคะ<<

คุณ ตกร่อง , ฮ่าๆ ค้างตลอดเลยเนอะ แหะๆ ขอบคุณค๊าที่คุณตกร่องไม่โกรธดาวเหงานะคะ มามะๆ ขอกอดทีนึงเนอะ ^^


คุณ ^..NuTTy..^ , ดาวเหงาแวะมารับความคิดถึงค๊า มีความสุขจังเลย ยิ้มแก้มบาน อิอิ ^^


คุณ iammafia , ขอบคุณคุณ iammafia มากๆ ค่ะ ดีใจจังเลยที่ยังไม่ลืมกันะนะคะ เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้างบอกดาวเหงาบ้างนะคะ ^^


คุณ มือสังหารไร้นาม , ขอบคุณมากๆ เลยค๊า ดีใจที่คุณ มือสังหารไร้นาม บอกว่าสนุกค่ะ ดาวเหงาอมยิ้มบานแล้วค๊า อิอิ ^^


เฮียเอก, ฮ่าๆ ค๊า มาช่วยกันลุ้นนะคะว่าจะเจอหรือเปล่า ^^


คุณ เดือนเสี้ยว , โอ้..ดาวเหงาเสียใจด้วยนะคะ แล้วก็ขอบคุณคุณเดือนเสี้ยวมากๆ เลยค่ะที่หายเหนื่อยแล้วแวะมาอ่านต่อ ฮ่าๆ ได้เลยค่ะสำหรับนางเอก อิอิ จินตนาการได้ตามสบายเลยน๊าค๊า ดีใจมากเลยค่ะที่เขียนแล้วทำให้หลายๆ คนจินตนาการตามได้  จริงๆ แล้วดาวเหงาแอบทำแบบคุณเดือนเสี้ยวบ่อยๆ เหมือนกันนะคะอิอิ (ความลับถูกเปิดเผย ก๊าก) ขอบคุณสำหรับเอาบุญมาฝากนะคะ ยกมือประนมรับก่อน สาธุๆ อิอิ ^^


คุณ boom , สวัสดีค่ะคุณ boom ดาวเหงาดีใจเหมือนกันค่ะที่คุณ boom ตามมาเรื่องนี้ต่อ ยิ้มหวานให้คุณ boom อ่านแล้วเป็นยังไงบอกกันบ้างนะคะ ^^


ช่วงนี้อากาศแปลกๆ ทั้งฝนตก ทั้งร้อน แทนที่ฝนตกจะเย็น ยังไงแล้วรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ แล้วพบกันตอนหน้าในวันศุกร์ที่ 29 ก.ค. 54 นี้นะคะ ^^

ด้วยรัก..จากใจ

ดาวเหงา (Lonely Star)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

497 ความคิดเห็น

  1. #74 นาธาน โอมาน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 / 15:34
    ไม่ค่อยมีเหตุผลที่ว่าพวกนางเอกจะไปค้นหาหนังสือที่ดูจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ขนาดนั้นเพียง 2 คนได้ ไม่นึกบางหรือไงว่าคนธรรมดา 2 คนยังคิดได้ แล้วพวกนักโบราณคดีหัวใสอัจฉริยะทั้งหลายจะคิดเรื่องพวกนี้ไม่ออก และถ้านางเอกพบได้จริงก็จะดูปัญญาอ่อนมาก แล้วยังไงก็ต้องส่งคืนให้ทางการอยู่ดี เพราะว่ามันเป็นโบราณวัตถุที่มีความสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์ แล้วอย่างนี้จะหามันไปเพื่ออะไร ไม่ค่อย จะ make sense สักเท่าไร
    #74
    0
  2. #73 Aburame_Shino (@Nara_nicharee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2554 / 16:02
    อ๊าย  เจอกันซะที ๆ ลุ้นอ่ะ 55555
    #73
    0
  3. #72 dekkaset56 (@goay56) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2554 / 00:04
    จะได้เจอกันแล้ว รอๆๆ
    #72
    0
  4. #71 เดือนเสี้ยว (@siriwan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 / 20:32
     อีตาฟาโรห์เริ่มติดตาตรึงจายหนูๆ แล้วสิ รออีกหน่อยเถอจะได้เจอยัยตัวป่วนสมใจแร้วจะหาว่าลาวไม่เตือน
    #71
    0
  5. #70 『HoneyCafe』 (@xanxus220) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 / 11:43
    ค้างงงง~ อ่ะ พี่นิ่มหนูม่อนเริ่มป่วนใจเฮียฟาโหร์แระ
    #70
    0
  6. #69 เอก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2554 / 08:01
    กำลังหนุกเลย อิอิ
    #69
    0
  7. #68 ^..NuTTy..^ (@khoewfuang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 / 23:15
    ม่ะไหร่เทพีไอซิสจาพาทั้งสองมาเจอกานซะทีคะ
    #68
    0
  8. #67 MiSuO KunSaRuSang (@mightym1) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 / 23:05
    ค้างงงงงงงงง!!!~ เจ้าค่ะคุณไรทเตอร์~~~*&#65381;&#12444;&#65439;&#65381;*:.&#65377;..&#65377;.:*&#65381;'(*&#65439;&#9661;&#65439;*)'&#65381;*:.&#65377;. .&#65377;.:*&#65381;&#12444;&#65439;&#65381;*
    #67
    0