ครั้งหนึ่งวันนั้นของเจ้าหญิงทรอยแมร์

ตอนที่ 9 : ครั้งหนึ่งวันนั้น...ที่ลูคบันทึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    17 พ.ค. 62


 

การเดินทางมาอัลสโตเรียครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว ตัวเมืองไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไร ยังคงเป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม ผู้คนสวมชุดเกราะเดินเล่นเต็มไปหมด และเสียงกระทบกันของเหล็กดังสะท้อนทั่วทุกหัวมุมเมือง

เมื่อสี่ปีก่อน ผมมาอัลสโตเรียครั้งแรกในฐานะเจ้าชาย และมาพร้อมกับท่านพ่อในงานเจรจาติดต่อเรื่องกองกำลังอัศวินและอาวุธเพื่อใช้ปกป้องอาณาจักร แต่คราวนี้ ผมมาในฐานะของนักเดินทางเพียงคนเดียว

ผมมั่นใจว่าหน้าตาของผมไม่ได้เปลี่ยนไปจากสี่ปีที่แล้วมากนัก แต่กลับไม่มีใครจำผมได้สักนิด...ผมสีเงินออกจะสะดุดตาแต่กลับไม่มีใครมองเห็น ตาสีทองที่ค่อนข้างหายาก เมื่อมาอยู่บนในหน้าของผมแล้วคงจืดจา...ง

อ่า...รู้สึกว่าพวกพี่สาวเคยบอกว่าผมจืดจาง...ท่าจะจริง

เรื่องที่ได้เรียนรู้ในการเดินทางครั้งนี้มีมากมากจริงๆ ผมจะเขียนเล่าเป็นเรื่องๆไป

 

*          *          *          *          *          *          *          *          *          *

 

เรื่องที่หนึ่ง – ห้าม! เหม่อลอยตอนเดินอยู่คนเดียว

 

มันเป็นนิสัยที่ผมพึ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็น....ในตอนที่เริ่มออกเดินทางคนเดียวมาได้สักพัก ผมมักจะเดินกินลมชมนกชมไม้ไปเรื่อย ไม่ได้มองทางสักเท่าไร มีหลงทางบ้าง สะดุดบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ลำบากอะไรนัก

พักหลังก็เริ่มดีขึ้นนะ....แต่ว่าผมดันถูกปีศาจกินฝันทำร้ายเข้าจนได้ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้น ผมกำลังเดินอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างก่อนเข้าตัวเมืองอัลสโตเรีย

อย่างน้อยปีศาจกินฝันก็ยังรู้ว่าผมเป็นเจ้าชายอะนะ พวกมันรุมโจมตีซะพลังงานทุกอย่างของผมหมด

ผมไม่ตายหรอก วางใจได้ เพราะเมื่อมีอันตรายจนถึงแก่ชีวิต แหวนนั่นจะดึงตัวผมเข้าไปในนั้น

แหวนนั่นที่ว่าคือแหวนเงินแท้ประดับพลอยสีน้ำเงินเข้ม เป็นของกำนัลจากราชาเมืองทรอยแมร์ที่แจกให้เจ้าชายเจ้าหญิงของทุกอาณาจักร

ผมเคยสงสัยนะ ว่าหน่วยข่าวกรองของทรอยแมร์ต้องดีมากแน่ๆ เพราะขนาดเมืองที่ล่มสลายไปแล้ว พวกเขายังจัดส่งแหวนไปให้อดีตเชื้อพระวงศ์ได้ถูกที่ถูกคน......

อืม.... พอลองนึกย้อนกลับไป แหวนที่พี่สาวได้สวยกว่าของผมตั้งเยอะ

ตามความเห็นของผมแล้ว แหวนจากทรอยแมร์น่าจะแยกชายหญิง เพราะเมื่อผมมองแหวนในนิ้วของอาร์วีและเมดี้ มันเหมือนกับแหวนของผมเป๊ะ ในขณะที่แหวนของอากิเป็นแหวนสีทองที่มีลวดลายแบบเดียวกันกับของพี่สาวของผม...เริ่มนอกเรื่องแหะ

 

กลับมาที่แหวน(ที่ไม่รู้ว่าจะออกมาได้เมื่อไรอ่ะนะ)

แหวนวงนี้จะคอยป้องกันผู้สวมใส่จากปีศาจกินฝัน ไม่ให้โดนกิน แต่เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ไม่สามารถออกมาเองได้ และจะมีสภาพเหมือนหลับใหล จำศีล อะไรประมาณนั้น อยู่ภายในแหวนนั่นล่ะ

ตอนผมเด็กๆ พระราชาทรอยแมร์เคยบอกกับพ่อของผมว่า ทันทีที่ผมโดนปีศาจกินฝันทำร้ายจนต้องเข้ามาอยู่ในแหวน เจ้าหญิงเจ้าชายหรือเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรทรอยแมร์ จะรีบออกเดินทางไปหาผมทันที โดยพวกเขาสามารถรับรู้ได้จากแหวนของพวกเขาเอง...

หืม...นี่ใส่เวทย์ติดตามตัวเอาไว้เลยเรอะ?!

แต่ถ้าหมดอายุไขไปก่อนที่โดนปลุกแล้วละก็ ......อ่ะ อย่าไปพูดถึงมันดีกว่านะ

อืม...เอาเป็นว่าอย่าเหม่อเป็นดี แถมการมีแหวนจะทำให้เราโจมตีปีศาจกินฝันได้แรงมากขึ้นด้วย

 

อีกเรื่องเกี่ยวกับแหวนที่เพิ่งรู้จากนาวิคือ แหวนวงนี้จะกลับมาหาเจ้าของเสมอไม่ว่ามันจะหลุดหล่นกลิ้งตกหายไปไหน มันจะกลับมาหาเจ้าของภายในหนึ่งชั่วโมงเสมอ และสลายไปเมื่อเจ้าของแหวนนั้นสิ้นชีวิต...แน่นอนว่าเชื้อพระวงศ์ของทรอยแมร์ที่ดูแลเราก็จะรู้เช่นกัน...

นาวิครับ กรุณาอย่าเล่าเรื่องสยองขวัญเหมือนพูดเรื่องลมฟ้าอากาศก็ดีนะครับ

บรื้ย~

 

อ่อ เกือบลืมเล่า

นาวิ คือชื่อของพ่อบ้านของเจ้าหญิงทรอยแมร์ ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนตุ๊กตาหมาจิ้งจอกยืนสองขา ขนปุกปุยสีขาวตัวสูง(รวมความตั้งของหูแล้ว) ประมาณต้นขาของผม

ส่วนเจ้าหญิงทรอยแมร์ เธอชื่อ อากิ ตาสีดำผมประบ่าสีน้ำตาล สูงกำลังดี ก้มมองไม่ปวดคอเท่าไร

ทั้งสองกำลังเดินทางไปทรอยแมร์ เพราะอากิพึ่งกลับมาจากโลกคู่ขนาน ส่วนสาเหตุที่เธอไปอยู่ที่นั่น เห็นนาวิบอกว่า เพื่อกันเธอออกจากความวุ่นวายในทรอยแมร์จนกว่าจะถึงเวลาเดินทางกลับ

แต่ระหว่างที่เดินทางกลับมา คงจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้เธอมาโผล่ที่อัลสโตเรียแทนที่จะเป็นทรอยแมร์ และมันทำให้ความทรงจำของเธอหายไปหลายอย่าง ซึ่งนาวิต้องคอยบอกและสอนสิ่งต่างๆที่เธอลืมไป

และเธอก็เป็นคนปลุกผมออกมาจากแหวนด้วย ช่างเป็นพระคุณอย่างสูง

ขอบคุณครับ //ทำหน้าหล่อที่สุดในมิวเซ่

 

 

*          *          *          *          *          *          *          *          *          *

รื่องที่สอง – ผมพึ่งรู้ว่า ขลุ่ยของผมใช้ตีปีศาจกินฝันตายได้...ก็วันนี้

 

เรื่องมันเริ่มจาก...

วันหนึ่งหลังจากที่อากิฝึกซ้อมเวทมนต์ประจำวันกับนาวิเสร็จ เธอหยิบก้อนหินในแม่น้ำตอนที่พวกเราพักอยู่บนลานกว้างข้างๆ มาใส่พลังความฝันของเธอลงไป

เธอบอกว่าเธอเพิ่งได้เรียนเวทใหม่ที่น่าสนใจมากๆ แต่ใช้ได้เฉพาะทางมากๆเช่นกัน

พวกเราไม่ได้สนใจอะไร เพราะเวทย์ก่อนหน้าที่เธอเรียนได้คือเวทชำระล้าง ซึ่งทำให้การอาบน้ำมันง่ายขึ้น...คือ มันเป็นเวทย์ธรรมดาแต่เธอตื่นเต้นมาก มากจนพวกผมเริ่มเฉยๆตอนที่เธอตื่นเต้นไปแล้ว

[อ่อ ผมลืมเล่าว่าคณะเดินทางของผมตอนนี้มีกัน 4 คน กับ 1 ตัว คือ เจ้าหญิงอากิจากทรอยแมร์ เจ้าชายอาร์วีจากอัลสโตเรีย เจ้าชายเมดี้จากเฟรเชียน และผม เจ้าชายลูคจากมิวเซ่

และเมดี้ยังตั้งชื่อพวกเราว่า คณะเดินทางส่งเจ้าหญิงทรอยแมร์กลับบ้าน อีกด้วย]

เธอถามหาถุงผ้าเล็กๆจากเมดี้ ซึ่งเมดี้ก็บังเอิญมีซะด้วย และผมก็เห็นเธอเก็บก้อนหินไว้ในนั้น

 

 

เมื่อเผชิญหน้ากับปีศาจกินฝันในวันถัดมา เธอหยิบหินจากออกมาจากถุงที่เธอเก็บไว้ ปาเข้าใส่ปีศาจกินฝัน ทันทีที่หินก้อนนั้นถูกตัวของปีศาจกิน ปีศาจกินฝันฝันก็สลายไปทันที ส่วนหินก็ปลิวไปตามแรงขว้างและตกลงพื้นในที่สุด

และยังมีบางก้อนที่คอมโบ ปาทีเดียวเก็บปีศาจกินฝันได้สองตัวอีกด้วย

ผมที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะอยู่แนวหลังกับเธอ ถึงกับทำอะไรไม่ถูก อึ้งสุดๆ

ท่าปาหินก็ธรรมดา วิถีของก้อนหินก็ธรรมดา ความแรงในการปาก็ธรรมดา....แต่ปีศาจกินฝันสลายไป...คนอื่นเค้าสู้กันแทบตาย จนมีเมืองล่มสลายไปหลายแห่งเพราะปีศาจกินฝัน แต่เธอกลับใช้หินขว้างใส่นี่นะ!?

อืม...เป็นวิธีกำจัดแบบธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

เมื่อหินหมด ผมที่ยืนอยู่ข้างๆเธอตอนนั้น จึงถูกขอขลุ่ย ที่เป็นเครื่องมือในการร่ายเวทเสียงเพลงของผมไป

ผมมองนิ้วชี้ของเธอที่ขยับวาดวงเวทย์ลงบนขลุ่ย....ดูไม่ค่อยรู้เรื่องแหะ

และเราสองคนก็ปล่อยให้อาร์วีกับเมดี้ต่อสู้กับปีศาจกินฝันเพียงสองคนอยู่พักหนึ่ง

พอเสร็จ เธอส่งกลับมาให้ผมลองเป่าอีกครั้ง ความสามารถของเวทย์ที่ออกมาจากขลุ่ยก็รุนแรงขึ้น (ตรงนี้ผมรู้สึกได้เอง)  และเมื่อปีศาจกินฝันหลุดออกมาจากแนวโจมตีของอาร์วี มันก็พุ่งเข้าประชิดตัวผมกับเธอ ผมเผลอยกขลุ่ยขึ้นมากัน ทันทีที่ปีศาจกินฝันโดนขลุ่ย มันก็สลายไป

ด้วยความไม่แน่ใจ ผมเลยลองใช้ขลุ่ย ฟาดเคาะไปที่ปีศาจกินฝันอีกตัวเบาๆ

มันก็สลายไป

อากิเห็นดังนั้น จึงตะโกนเรียกเมดี้กลับมาแนวหลังแทน และสั่งให้ผมไปอยู่แนวหน้ากับอาร์วี ผมงงๆในตอนแรกแต่ก็ทำตามที่เธอบอก...

เอาจริงๆนะ ผมรู้สึกเหมือนค้นพบโลกใบใหม่เลยทีเดียว

หลังต่อสู้ อากิบอกว่าพลังแฝงของผมไม่ใช่พลังประเภทสายสนับสนุน เพราะฉะนั้น ควรจะฝึกสายอื่นเอาไว้บ้าง...เพราะฉะนั้นไปอยู่ข้างหน้าซะ!!

 

 .....ดังนั้น ผมจะคิดนอกกรอบให้มากขึ้น  เผื่อจะเจอวิธีใช้งานขลุ่ยมากกว่านี้

**หมายเหตุ - ความแข็งแรงของขลุ่ยไม่มีผลอะไรกับปีศาจกินฝัน ผมต้องระวังไม่ให้ขลุ่ยไปฟาดโดนอย่างอื่น ไม่งั้นขลุ่ยอาจแตกร้าวเสียหายได้ อากิบอกผมภายหลังด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

 

 

*          *          *          *          *          *          *          *          *          *

เรื่องที่สาม – จากการที่ได้เดินทางไปทั่วอัลสโตเรียโดยร่วมทางกับอากิ ผมก็ได้รู้ว่า อย่าทำให้ผู้หญิงที่ร่าเริงเป็นนิจนั้นรู้สึกโกรธ เพราะเธอจะจดบัญชีแค้นไว้ และสะสางทั้งหมดในคราเดียว

 

...ซึ่งมันน่าสยองมาก เธอยิ้มทั้งๆที่กำลังทำการแก้แค้นทารุณกรรมอยู่...ขณะเขียนตอนนี้ผมยังรู้สึกขนลุกไม่หาย

 

เรื่องนี้เริ่มจากตอนที่เราไปหยุดแวะ เมืองศูนย์กลางอัศวิน ซึ่งมันเป็นน่าจะเป็นช่วงวันที่สามของการเดินทาง

หลังจากกำจัดปีศาจกินฝันของเมืองนี้ได้ทั้งหมด ก็มีกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าตัวเองเป็นนักวิจัยของสถาบันแม็กน่า เข้ามากล่าวหาอากิว่า เธอเป็นคนที่ทำให้ปีศาจกินฝันมาที่เมืองนี้

ตามที่พวกเขาอ้าง มีเนื้อหาประมาณว่า...

เนื่องจากเธอเป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรความฝัน มีพลังความฝันสูงลิ่ว ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังกับความฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปีศาจกินฝันชอบกินมาก ดังนั้นไม่แปลกที่เธอจะเป็นตัวดึงดูดความซวย...ไม่ใช่สิ ปีศาจกินฝันต่างหาก  

ประมาณนี้

 

อืม...คิดพวกเขาอย่างนี้จริงดิ...

 

ผมลองนึกย้อนไปคืนแรกที่เราสี่คน+หนึ่งตัว พักแรมในเต็นท์กลางทุ่งหญ้าของอัลสโตเรีย ...หลังจากเราออกเดินทางจากปราสาทแล้ว

ระหว่างที่อากิกำลังเรียนวิธีใช้เวทมนต์กับนาวิ อากิได้ถามนาวิว่า มีวิธีจะทำให้ปีศาจกินฝันที่กระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆในเมืองมารวมกันเป็นกระจุกเดียวกันหรือเปล่า เพราะเธออยากจัดการในคราวเดียว ไม่อยากเดินไปรอบๆเมืองเพื่อค่อยๆกำจัดหรือลากมันออกมารวมกันแล้วกำจัดทีเดียวเหมือนที่เธอทำในวันนี้ ซึ่งนาวิบอกว่าใช้ได้ แต่พลังของเธอตอนนี้ยังมีไม่พอที่จะใช้สกิล(?)นั้น  

อากิยอมรับอย่างหงอยๆ

ว่าแต่ สกิลมันคืออะไร?

 

ในวันถัดมาอากิต้องเดินลากปีศาจกินฝันจากทั่วทั้งเมืองให้มารวมกันในที่กว้างๆ เช่นลานกลางเมือง หรือ ลานพักก่อนเข้าเมือง แล้วพวกเราสี่คนค่อยจัดการทีเดียว

โดยตัวปกติของแหวนจากทรอยแมร์เอง มันจะช่วยดึงความสนใจของปีศาจกินฝันได้ระยะหนึ่งอยู่แล้ว เพราะแหวนนั้นมีพลังที่ปีศาจกินฝันกลัว แต่เรียกปีศาจกินฝันออกมาไม่ได้หรอก

ตามหลักทั่วไป อะไรที่อันตรายกับมัน มันก็ต้องกำจัดก่อนใช่ไหมล่ะ

ดังนั้น เมื่อปีศาจกินฝันปรากฏตัว มันก็ต้องกำจัดอันตรายก่อนจึงค่อยทานอาหาร (พลังความฝัน)

 

สรุปคือ อากิเพียงคนเดียวยังไม่สามารถเป็นตัวเรียกปีศาจกินฝันเคลื่อนที่ได้หรอกนะข้อกล่าวหาจึงตกไป

ไม่อย่างนั้น บรรดาเจ้าชายเจ้าหญิงของทุกเมืองได้เป็นตัวซวยดึงดูดปีศาจกินฝันกันหมดพอดี

 

 

กลับมาตอนที่อากิกำลังโดนกล่าวหาเธอนั้นยืนฟังนิ่งๆ

กลับกันอาร์วีเริ่มโกรธจัด เขาจริงจังกับการมีความฝันแล้วความหวังมาก เพราะมันเป็นวิถีอัศวิน? (...ที่ผมกำลังทำความเข้าใจจากคำบอกเล่าของเขา)  และจะเข้าไปบวกกับพวกแม็กน่าทันทีโดยไม่รอพวกนั้นพูดจบ

...อ่า...ขอบคุณเมดี้ที่รั้งตัวไว้ได้ทัน

แต่อากิที่ยืนประจันหน้า ก็โดนอีกฝ่ายกล่าวหาไปไม่น้อย

เธอยิ้มน้อยแบบหน้านิ่งๆ และถามกลับพวกเขาเมื่อหยุดพูดว่า

พูดจบยัง ถ้าจบแล้วฉันจะพูดบ้าง

และเธอก็พูดด้วยเสียงเรียบๆ

ถ้าจะกล่าวหา ช่วยเอาหลักฐานมายืนยันด้วยค่ะ ว่าฉันเป็นตัวเรียกปีศาจกินฝันมา

ปริมาณความฝันมันต้องมากจริงๆถึงจะทำให้ปีศาจกินฝันปรากฏตัวได้ แถมเมื่อปรากฏตัวแล้วมันก็จะไม่หายไปจนกว่ามันจะอิ่ม...เรื่องนี้ทุกคนก็รู้กันดีอยู่ไม่ใช่หรือไงค่ะ

ปีศาจกินฝันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าคิดว่าใส่ความใครที่ดูอ่อนแอสักคนแล้ว จะช่วยให้ความคับแค้นในใจหายไปได้...มันดูไม่ยุติธรรมกับคนที่โดนกล่าวหาไปหน่อยนะคะ

เอาเถอะ ปากที่พูดก็เป็นปากของคุณ คำพูดก็ของคุณ รับผิดชอบกันด้วยนะ ส่วนตัวฉันเองไม่มีเวลามากขนาดนั้น จะไปกำจัดปีศาจกินฝันที่เมืองถัดไปต่อ ขอตัวก่อนค่ะ

 

เธอเดินกลับมาหาพวกเรา หันหลังให้พวกเขาอย่างเท่ๆ

นาวิพุ่งเข้าไปปลอบใจอากิ ผมเห็นเธอกลอกตามองบนไปที ก่อนจะคว้าตัวนาวิตรงหน้ามากอดและซุกหน้าลงไปบนขนที่ดูนุ่มฟูนั่น

เธอบอกว่าเธอโกรธมาก แต่แค่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าทันที เท่านั้น

พวกเราจึงไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ยืนอยู่ข้างๆเธอตลอดแทน

 

 

เมื่อพวกเราเดินทางไปยังเมืองถัดไป...เธอก็ร่าเริงขึ้น...แต่ ก็ยังคงเจอพวกแม็กน่าเข้ามาพูดจาไม่ดีใส่ เสมอๆหลังจากที่กำจัดปีศาจกินฝันหมดไป...ทุกครั้ง

มันแปลก...ทำไมต้องมาหลังจัดการเสร็จด้วยล่ะ? ทำไมไม่มาช่วยกันกำจัดล่ะ

 

 

หลายวันผ่านไป ประมาณวันที่แปดนับตั้งแต่ออกเดินทางมา

เมื่อผ่านเมืองใหญ่หนึ่ง อาร์วีได้จัดการให้อัศวินหน่วยหนึ่งของดยุกที่รู้จักกันมาช่วยคุ้มกันระหว่างเดินทางด้วย เพราะเริ่มรำคาญพวกแม็กน่าที่เข้ามาต่อว่าอากิทุกครั้งที่กำจัดปีศาจกินฝันเสร็จ

อากิดีใจ จึงได้มอบเวทที่เธอเรียกอย่างหรูๆยาวๆว่า “การลงอาคมกำจัดปีศาจกันฝันใส่ในอาวุธซึ่งจะทำให้ใช้กำจัดปีศาจกินฝันได้ชั่วคราว” ให้กับอาวุธทุกชนิดของหน่วยอัศวิน มันเป็นเวทเดียวกับที่ลงบนขลุ่ยของผมนี่แหละ

หมายเหตุ**เมดี้วาดรูปประกอบชื่อเวทย์ของอากิได้แย่มาก...

 

ซึ่งผมไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงไปลงอาคมฯให้หม้อและตะหลิวของพ่อครัวในกองทัพด้วย?

ผมลองหยิบดาบที่เธอร่ายเสร็จแล้วมาดูสักเล่ม ถามเธอไปเรื่องจำนวนวงเวทย์ที่ผมมองเห็น เธอทำสีหน้างงงวย พอผมชี้ให้เธอดู เธอกลับบอกว่าเธอมองไม่เห็น

(อ่าว เฮ้ย!)

พอผมบอกจำนวนวงเวทย์ให้เธอฟัง เธอก็บอกว่านั้นเป็นจำนวนเดียวกันกับจำนวนเทิร์น?ของบทเวทย์ที่เธอร่ายทับๆกันลงไป...เพราะถ้าไม่ลงไว้เยอะๆ พอกำจัดปีศาจกินฝันไปได้ปริมาณหนึ่ง ฤทธิ์ของอาคมฯก็จะหมดไปกลับไปเป็นอาวุธธรรมดาที่กำจัดปีศาจกินฝันไม่ได้

ผมเลยยื่นขลุ่ยของผมให้เธอ และยิ้มกว้าง

รบกวนด้วยนะครับ

เธอก็พูดแค่ว่า

ลูค...นายเปลี่ยนไปนะ และหัวเราะแห้งๆ

เราเพิ่งรู้จักกันกี่วันเอง...เธอ...

 

 

จนวันสุดท้ายที่พวกเราจะอยู่ในอัลสโตเรีย พวกเราเดินทางกลับมาที่เมืองริมแม่น้ำอีกครั้ง... ซึ่งวนครบทุกเมืองของอัลสโตเรียแล้ว

อาร์วียังกล่าวแบบอึ้งๆว่า เป็นการเดินทางที่เร็วที่สุดเท่าที่ตัวเองเคยทำมา เมืองหนึ่งอยู่ไม่ถึง 3 ชั่วโมง

 

ขณะที่เดินเล่นในเมืองเพื่อรอมูนโร้ดปรากฏ

จู่ๆ ก็มีนักบวชของสถาบันแม็กน่ามาพูดใส่ร้ายอากิอีกครั้ง คราวนี้ ...กลางตลาด....เลยทีเดียว

(หมายเหตุ** คราวนี้ไม่ได้รอให้พวกเรากำจัดปีศาจกินฝันก่อนเรอะ? – อาร์วีบอก แล้วผมรู้สึกตลกดี จึงจดไว้)

อากิกลอกตา มองบน ถอนหายใจเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง เธอมองจ้องไปที่บรรดานักบวช

“ไม่เหนื่อยกันบ้างหรือไงนะ”

ผมขำกับคำพูดของเธอ จะมองโลกในแง่ดีไปไหม แต่อีกห้าวินาทีถัดมา ผมต้องกลืนคำชมที่จะบอกเธอลงคอไป....เพราะ...

อากิวิ่งตรงเข้าไปที่นักบวชคนหนึ่ง เฮตบัตใส่คางของเขาอย่างจัง กดเขาล้มลงไปนอนบนพื้น และเธอก็ตามลงไปนั่งคุกเข่าบนตัวของเขา กระฉากคอเสื้อขึ้นแล้วข่มขู่...ไม่สิ สอบถามว่าทำไมต้องมาตามเธอไปทุกเมืองด้วย

และผมก็เจอภาพ สาวน้อยผมสีน้ำตาลที่แสนร่าเริงกำลังหักนิ้วของศัตรูพร้อมๆรอยยิ้ม

กระแสเวทที่ออกมากจากตัวของเธอนั้นแรงมาก เส้นแสงสีต่างๆทั้ง แดง ฟ้า เขียว เหลือง ม่วง พุ่งออกมาวนรอบตัวเธอ และส่วนหนึ่งก็ช่วยเธอกดตัวของคาซ่าเอาไว้

ผมสติหลุดไปตอนที่เธอหักนิ้วที่สาม...เมดี้บอกว่าผมมองเธอหักนิ้วต่างๆได้นิ่งมาก

 

 

รู้ตัวอีกที ก็ตอนที่อากิบอกให้ผมเข้ามาค้นตัวคาซ่า...อืม...โดยที่เธอยังนั่งอยู่บนร่างของเขาพร้อมจับมือที่มีแต่นิ้วหักๆไว้

ผมค้นเจอแผ่นไม้เล็กๆจากช่องในเสื้อคลุมของเขา

คาซ่านี่ใครนะ ไอหมอนี้หรอ?

แว็บหนึ่งที่เธอละสายตาจากคาซ่ามามองผม สายตาที่ดุดันและโกรธเกรี้ยวเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนที่มาพร้อมคำพูดว่า ขอบคุณค่ะ ลูค

พร้อมๆกับเสียงกร๊อบ นิ้วของคาซ่าหักไปอีกหนึ่งนิ้ว

ผมยิ้มค้างๆ แอบรู้สึกดีใจ ที่ไม่ได้เป็นศัตรูกับเธอ

 

อาร์วีเห็นดังนั้น จึงสั่งให้พวกอัศวินค้นตัวพรรคพวกคาซ่าทุกคน

ทันทีที่แผ่นไม้ทั้งหมดถูกนำออกมาจากตัวของนักบวชทุกคนตามคำสั่งของอาร์วี ไม่นาน ปีศาจกินฝันออกมาอีก

อากิวาดแขนโบกมือวาดเวทสองสามที ผมแอบเห็นว่าเธอปาก้อนหินเล็กๆ ออกไปโดนปีศาจกินฝันอย่างเนียนๆด้วย

ปีศาจกินฝันหายตัวไปอย่างรวดเร็ว

เธอให้เมดี้รักษานิ้วมือของคาซ่า พร้อมพูดอะไรบ้างอย่างกับชาวเมือง ตรงนี้ผมไม่ได้ฟัง เพราะผมเอาแต่มองใบหน้าของเธอ ท่าทางตอนพูดของเธอ และเส้นกระแสเวทย์ที่ปล่อยออกมาจากตัวเธอ

ผมรู้สึกเหมือนว่าจะแต่งเพลงได้อีกเพลงซะแล้วสิ

อยากให้ชื่อเพลงว่า พายุโหมกระหน่ำในวันที่ท้องฟ้าสดใส จัง

 

น่าจะเข้ากับอากิได้ดี....

 

จะใส่คำร้องว่าอะไรดีนะ

 

...แต่ตอนแต่งเพลงผมห้ามมองภาพวาดของเมดี้เด็ดขาด...เพราะมันทำให้มู้ดของผมหายไปหมด

 

เอาเป็นว่า

อย่าทำให้ผู้หญิงที่ไม่ค่อยสนอะไรโกรธ เพราะเธอจะทำทุกทางจนกว่าคุณจะยอมแพ้

 

 

*          *          *          *          *          *          *          *          *          *

 

เรื่องที่สี่ – ในหัวของอาร์วีกับเมดี้น่าจะมีปัญหา ผมว่าผมต้องปรึกษาอากิดูถ้ามีโอกาส

 

สามสี่วันที่พวกเรา คณะเดินทางส่งเจ้าหญิงทรอยแมร์กลับบ้านขี่ม้าไปตามเมืองต่างๆของอัลสโตเรีย ผม อาร์วี เมดี้ และ อากิ พวกเราสี่คนสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ

จนเริ่มไม่เรียกว่า เจ้าหญิงเจ้าชายแล้ว เรียกชื่อเพียวๆนี่ล่ะ

สำหรับผมถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่จริงผมเป็นคนสุดท้ายที่เริ่มเปลี่ยนวิธีเรียก ผมอยากสนิทกับทุกคนนะ แต่กังวลว่าเขาหรือเธอนั้นอยากให้ผมสนิทได้หรือเปล่า

ผมเลยลองอ่านใจทั้งสามคนเป็นระยะ

แน่นอน ผมอ่านใจตลอดเวลาไม่ได้ พลังพิเศษที่ได้จากมูนโร้ดนั้น จะใช้พลังอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรามี ผมมีพลังกาย กับ พลังเวทย์ พลังความฝัน ซึ่งการใช้พลังพิเศษนี้มันกินพลังเวทย์ของผมเป็นระยะๆ

อากิมักจะบอกว่าพลังเวทย์ของผมไม่เต็มหลอดเลยสักครั้ง

ผมไม่รู้หรอกว่าพลังเต็มๆผมมีเท่าไร แต่เมื่อเริ่มรู้สึกมีพลังเวทย์พอแล้ว ผมก็ใช้อ่านความนึกคิดของคนรอบๆทันที

 

อย่างตอนที่พวกเรากำลังพักค้างคืน อยู่บนลานกว้างริมชายป่าระหว่างสองเมือง

 

อากิดูคล่องแคล่วในการกางเต้นท์มาก และเมื่อผมอ่านใจดู พบว่าเธอกำลังคิดทบทวนเกี่ยวกับวิธีการกางเต้นท์ที่พี่ชาย(ในโลกเดิมของเธอ) เคยสอน และค่อยๆทำความเข้าใจกับชิ้นส่วนของเต้นท์ในโลกนี้ และมีความคิดที่จะซ้อมลากลูกแก้ว(มันคืออะไรฟะ?) เพื่อให้ตัวเองใช้เวทย์ได้คล่องขึ้น...ตรงนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่เหมือนเธอเคยบอกว่าเป็นวิธีใช้พลังความฝันของทรอยแมร์...

อาร์วีที่กำลังย่างปลาอย่างขะมักเขม้น แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยเรื่องดาบ เขาอยากเอาดาบสั้นไปสอนเด็กๆที่เรียนดาบกับเขา เพราะมีเด็กหลายคนเริ่มโตพอที่จะใช้ดาบจริงได้แล้ว แต่ถ้าให้ใช้ดาบยาวก็คงหนักเกิน และมีเด็กคนหนึ่งบอกว่าอยากใช้ทวน อาร์วีเลยตัดสินใจว่า จะให้เริ่มจากกระบองยาวก่อนน่าจะเข้าท่า....และเจ้าตัวก็ตระหนักได้ว่า ถ้าเดินทางกับเจ้าหญิงทรอยแมร์แล้ว จะไม่ได้ไปสอนเด็กๆอีกพักใหญ่เลย เพราะฉะนั้น เมื่อเดินทางถึงเมืองถัดไป เขาจะต้องเขียนจดหมายไปหาผู้ที่ดูแลการสอนและฝากให้เขาไปจัดการเรื่องของเด็กๆตามนี้

นาวิที่กำลังทำซุป....คือ ความคิดของนาวิมันซับซ้อนมากจนผมปวดหัวทันทีที่อ่าน จึงเลิกอ่านไป แปลกจังนะครับ ตัวเล็กแค่นี้ แต่เรื่องอะไรไม่รู้มากมายเต็มหัวไปหมด เล่นเอาซะพลังเวทย์ของผมเกือบเกลี้ยงหลอด แต่กลับอ่านได้แค่ว่า ติวเข้มอากิเพื่อให้เป็นเจ้าหญิงที่สมบูรณ์แบบให้ได้.....เออ อากิก็เป็นเจ้าหญิงอยู่แล้วนี่ครับ ....ไม่ค่อยเข้าใจเลยครับ

ส่วนเมดี้....ที่กำลังช่วยผมกับอากิกางเต้นท์ หมอนี่ไม่ต้องอ่านก็รู้ความคิดแล้วครับ เพราะเล่นพูดออกมาหมด พูดไม่หยุดเลยตั้งแต่พวกเราเริ่มกางเต้นท์จนทำเสร็จ

ศิลปะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงๆครับ

 

 

มีคืนหนึ่ง ผมลองอ่านใจอาร์วีที่นั่งมองท้องฟ้า

เขาคิดว่า เจ้าหญิงทรอยแมร์คนนี้ บ้าพลังดีแหะ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าปีศาจกินฝันคืออะไรก็วิ่งกำจัดไปซะทั่วเมือง...ดูเป็นคนเอาการเอางานดี

จากนั้นพลังเวทย์ผมก็หมด จึงอ่านต่อไม่ได้

 

อีกคืนหนึ่งผมก็ลองอ่านใจเมดี้ดู

ตอนที่เมดี้กำลังมองแผ่นกระดาษเปล่า

จะวาดภาพอะไรดีนะ เอาให้ลูคตบมุกถูก เอาให้อากิหัวเราะด้วย

แต่ถ้าเป็นคนนั้น คงขำแห้งๆ และบอกว่าตัวเองไม่ค่อยเข้าใจศิลปะ แต่อากิกลับถามเอาๆว่าภายนี้คืออะไร ตรงนี้คืออะไร และมันสื่อถึงอะไร...ไม่เจอคนที่พยายามเข้าใจแบบนี้มานานแล้ว

 

และพลังเวทย์ของผมก็หมดไปอย่างรวดเร็ว

 

ผมรู้สึกไปเหยียบแดนสนทยาของทั้งคู่ยังไงก็ไม่รู้สิ

 

เอาเป็นว่าเรื่องที่อ่านใจได้ ผมจะไม่พูดถึงมันอีก เพราะตอนที่ข้ามมายังดินแดนที่เต็มไปด้วยหิมะนี่ พลังพิเศษของผมก็เปลี่ยนเป็นเพิ่มการโจมตีซะแล้วล่ะ ว่าแต่...ผมจะลองถามทั้งสี่คนดูดีไหม ว่าได้พลังพิเศษอะไรมา



To be continue...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #14 My min@Tea (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 12:09
    กลับมาอ่านใหม่อีกรอบแล้วอยากกลับไปเล่นยูเมะร้อยใหม่ทันทีเลยค่ะ TwT
    #14
    1
    • #14-1 nightya(จากตอนที่ 9)
      18 พฤษภาคม 2562 / 10:20
      สู้​ๆนะคะ​ ทางนี้ก็กลับมาเล่นใหม่เหมือน​กัน
      #14-1