12 God of Prevent เทพผู้คุมครองทั้ง 12

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 นักล่าแห่งวอร์มวู๊ด 30%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 ก.พ. 56



4
นักล่าแห่งวอร์มวู๊ด




                     เสียงฝีเท้าม้าย่ำใบไม้ดังกรอบแกรบท่ามกลางดึกดึนที่เงียบสงบ ชายร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำค่อยๆดึง ฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะป้องกันเหมยและไอน้ำในตอนกลางคืน ผมสีดำสั้นระต้นคอปลิวสยายกับสายลมที่พัดพาความหนาวเหน็บมาสู่ตัวเขา ดวงตาสีแดงเปล่งแสงในความมืดขณะจับความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆรอบตัว
                "นี้ ท่านซันดาร์ค ท่านจะเงียบเป็นเป่าสากไปจนถึงที่พักเลยหรืออย่างไง" เสียงของชายผู้เป็นเจ้าของดวงตาสีน้ำเงินประกายแสงฉายแววขี้เล่น ผมสีน้ำตาลยาวระต้นคอ ซึ่งกำลังขี่อยู่บนหลังม้าตัวหนึ่ง

                  ชายผมสีดำสนิทขี่ม้าสีดำขนมันเงารุดหน้าต่อไป โดยจงใจหุบปากเงียบและไม่สนใจเสียงบ่นจาก
'ลูเฟอร์' ทหารม้าผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้คนหนึ่งของคณะ
                 
                 "ข้าว่าเราน่าจะหาที่พักนะ ท่านซันดาร์ค ม้าของเราเดินทางไกลมาหลายชั่วโมงแล้ว มันต้องการน้ำและอาหาร ข้าเองก็ง่วงมากแล้วเหมือนกัน" คราวนี้เป็นเสียงหวานสดใสของหญิงสาวผมดำมัดผมทรงอาหมวย ดวงตาสีม่วงของเธอดูสะลึมสะลือเนื่องจากความมืดและความหนาวเย็น ซึ่งอาจจะทำให้เธอหลับได้ทุกเมื่อ ม้าของเธอเป็นสีน้ำตาลอ่อนรูปร่างปราดเปรียว
                 
                  ซันดารค์ลูบหลังเจ้าม้าสีสวยของเขาที่ชื่อ 'เชสเตอร์' อย่างเบามือ พลางตอบกลับหญิงสาวว่า "อีกประมาณหนึ่งไมล์ จะเป็นที่ราบป่าใหญ่ใกล้แม่น้ำ เราจะพักกันที่นั้น"
                  เสียงนุ่มขรึมมีเสน่ห์ของชายหนุ่ม ที่พึ่งจะหลุดออกจากปากไปเป็นประโยคแรก ทำเอา "คาเรน" สาวน้อยเจ้าของผมทรงอาหมวยสีดำ หน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอก้มหน้างุดพยายามไม่ให้ใครเห็นหน้าเธอในความมืด

                   บทสนทนาของคนทั้งหมดจบลงเพียงแค่นั้น เพราะต่างก็ต้องใช้สมาธิในการเพ่งหาถนนหนทางในความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันและเวทไฟเท่านั้น คณะหน่วยลอบสังหารเดินทางกันโดยพยายามให้มีเสียงน้อยที่สุด เพราะจะทำให้พวกเขาได้ยินเสียงจากที่ไกลๆได้ รวมถึงจะได้คอยระแวดระวังภัยอยู่เสมอหากมีการดับซุ่มโจมตีเกิดขึ้น
                   
                  เมื่อเวลาผ่านไปนานราวครึ่งชั่วโมง ทั้งหมดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นที่โล่งที่มีต้นไม้อยู่ประปรายรอบบริเวณเหมาะสำหรับการตั้งค่าย ซันดาร์คสั่งให้คณะทั้งหมดหยุดเพื่อพักผ่อนโดยมีกำหนดการนัดหมายให้มารวมพลกันในเวลาหกโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ เพื่อออกเดินทางต่อ
                   
                  เมื่อรับทราบกันถ้วนหน้าแล้ว ทั้งหมดก็แยกย้ายกันไปตั้งที่นอนของตัวเอง ซันดาร์คเข้าไปเจรจากับทหารในค่ายห้าถึงหกคนเพื่อรับสั่งให้พวกเขาทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนเวรยามในตอนดึก แล้วจึงกลับมานั่งพิงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พร้อมกับทำการเช็ดทำความสะอาดอาวุธของตน ซึ่งเป็นเคียวยมฑูตที่มีรูปร่างใหญ่ และมีพลังอำนาจมากกว่าเคียวทั่วๆไป มันสามารถแปลงสภาพเป็นดาบหรือเคียวก็ได้

                  เขาเช็ดอยู่อย่างนั้นจนมันสะอาดเอี่ยมแวววาวประกายแสงอยู่ในความมืด ชายหนุ่มมองมันอย่างต้องมนต์สะกดก่อนจะเอื้อมมือไปแตะตรงส่วนคมเบาๆ มันบาดนิ้วเป็นรอยขีดเล็กๆก่อนจะมีเลือดซึมออกมาให้เห็นอยู่หน่อยๆ ซันดาร์คยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางคิดอยู่ในใจ

                 'คมดีใช้ได้'

                  ชายหนุ่มวางมันอิงลงกับข้างต้นไม้ ซึ่งอยู่ในระยะที่มือเขาจะสามารถหยิบโฉยมันได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้น ซันดาร์คกวาดตามองรอบๆค่าย ที่ตอนนี้ไม่มีใครออกมาเดินเผ่นพ่านแล้ว นอกจากทหารยามห้าหกคนออกมาผลัดเปลี่ยนเวรยามกัน ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังขบคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ความพูดหนึ่งก็แทรกเข้ามาในหัว

                  'จงอย่าไว้ใจใคร' คือสิ่งที่ท่านพี่ซันไลท์บอกกับเขาก่อนที่จากมา

    "หมายความไงว่ากัน" เขาเผลอพูดออกมาเบาๆ ในใจก็คิดถึงว่าตอนนี้ท่านพี่กับพวกเทพคนอื่นๆกำลังทำอะไรอยู่ เขาจึงลองส่งกระแสจิตไปหาท่านพี่ซันไลท์ ซึ่งการส่งกระแสจิตนี้ทำได้เฉพาะเขาและพี่เท่านั้น ชายหนุ่มหลับตา ก่อนจะรวบรวมสมาธิไปหาซันไลท์
         ...
        'ว่าไง ซันดาร์ค เจ้ามีปัญหาอะไรรึปล่าว?' น้ำเสียงร่าเริงแกมกวนประสาทขององค์มหาเทพซันไลท์ดังเข้ามาในโสตประสาทของเขา

        'ปล่าวหรอก ข้าแค่อยากจะมาถามว่าทางนั้นเรียบร้อยดีไหม' 

ปลายเสียงหยุดคิดนานพอสมควร ก่อนที่ซันไลท์จะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเครียดๆว่า ' ไม่ สถาณการณ์ไม่ค่อยดีซักเท่าไหล่ ซีนัทกับซีไลท์หายตัวไป เราต้องรีบตามหานางก่อนที่พวกเธอจะโดนปีศาจจับตัวไป'

          ซันดาร์คขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ในใจก็นึกเป็นห่วงน้องสาวของเขา ซีนัทกับซีไลท์ ถึงแม้สองคนนั้นจะไม่ได้เกิดจากท้องแม่คนเดียวกันกับเขาและพี่ซันไลท์ก็ตาม แต่ทั้งสี่ก็มีสายเลือดพ่อคนเดียวกัน เขาและพี่ซันไลท์เกิดจากแม่คนที่หนึ่ง ส่วนซีนัทและซีไลท์เกิดจากแม่คนที่สอง ทั้งหมดผูกพันกัน ถึงแม้จะโดนเลี้ยงดูมาแตกต่างกันก็ตาม..

            ' เฮ้! ข้าเห็นเจ้าเงียบไป มีอะไรรึปล่าว?' เสียงของท่านพี่ซันไลท์ดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ซันดาร์คต้องสลัดความคิดทั้งหมดออกไป เพื่อจะได้มีสมาธิคุยสื่อสารทางจิตกับพี่ชาย

            'ไม่ ไม่มีอะไรครับ พอแค่นี้ก่อนนะ ข้าเริ่มจะหมดแรงแล้ว' เขาบอกอย่างเหนื่อยๆ การคุยผ่านจิตในระยะทางไกล ทำให้เขาเสียพลังไปมาก ประกอบกับการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อย ซันดาร์คจึงตัดสินใจตัดบทสนทนาไปเสียดื่อๆ
               เขานอนเอนหลังกับต้นไม้นั้น พร้อมๆกับเปลือกตาที่ค่อยๆหนักอึ้ง จนกระทั่งปิดสนิท...



             เวลาหกโมงเช้าของวันใหม่ อากาศขมุกขมัวราวกับตอนกลางคืน แสงอาทิตย์ยังไม่สาดแสงลงมายังเบื้องล่าง เหล่าคณะทหารลอบสังหารทั้งหมด 30 ชีวิต กับพาหนะซึ่งก็คือม้า อีก 30 ชีวิต ต่างเข้าแถวเรียงหน้ากระดานกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีทหารหนึ่งในสามคนขึ้นมายืนในแถวหน้าสุด ซึ่งทหารสามคนนี้ล้วนแต่เป็นรองหน่วยลอบสังหารทั้งมือหนึ่ง มือสอง และมือสาม..
             
             ชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นรองหัวหน้าหน่วยลอบสังหารมือหนึ่ง นั้นก็คือ ลูเฟอร์ กับม้าสีน้ำตาลอิฐท่าทางฮึกเฮิม รองลงมานั้นก็คือรองหัวหน้าหน่วยลอบสังหารสาวมือสอง หญิงสาวในชุดออกรบรัดรูปสีดำสุดเซ็กซี่ ผมสีขาวปล่อยยาวสลวย ดวงตาสีทับทิมสุกสว่าง เธออยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลแดงข้างๆกับหญิงสาวอีกคนซึ่งเป็นรองหัวหน้าหน่วยลอบสังหารมือสาม นั้นก็คือ คาเรน กับม้าสีน้ำตาลอ่อนของเธอนั้นเอง

              ซันดาร์คในชุดฮู้ดคลุมสีดำตัวเดิมกับเคียวยมฑูตทมิฬซึ่งอยู่ในสถานะของดาบที่มีลายแกะสลักลายมังกรดำ และมีอัญมณีกลมมลสีน้ำเงินมหาสมุทรอยู่บนหัวของมังกร ขับให้ดาบเล่มนี้ดูทรงอำนาจ และมีมนต์เสน่ห์ในเวลาเดียวกัน.. ชายหนุ่มสั่งการทหารทุกคนบนหลังเจ้าเชสเตอร์อย่างเคร่งครัด
               
             " เราจะออกเดินทางไปทางเลียบแม่น้ำ มุ่งไปทางใต้อีกแค่หกไมล์ และจะไปถึงที่หมายก่อนค่ำ" ซันดาร์คเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะชักม้ามุ่งไปทางป่าลึก โดยมีเหล่าทหารขี่ม้าตามมาเป็นขบวน เสียงกีบม้ากระทบกับพื้นดินดัง 'กุบ กับ กุบ กับ..' อย่างพร้อมเพียง ไม่นานนักเสียงเหล่านั้นก็เงียบลง จากพื้นที่ที่เคยมีแต่เสียงพูดคุยจอแจบัดนี้ไม่มีแม้เสียงลม ราวกับไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่เลย..
              แต่ในขณะนั้น..ยังมีใครอีกคนหนึ่งอาศัยหลบอยู่หลังพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบมาโดยตลอด บุรุษลึกลับที่ซ่อนตัวและกลบกลิ่นไอปีศาจได้อย่างแนบเนียน ร่างนั้นยิ้มแสยะอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะพุ่งตัวหลบหลีกเหล่าแมกไม้ มุ่งหน้าไปทางป่าลึก.. "หึ..หึ"



              
               เมื่อแสงสว่างของเช้าวันใหม่เริ่มคืบคลานเข้ามาบดบังความมืดมิดของตอนเช้ามืด เกิดเป็นลำแสงเล็กๆลอดผ่านช่องระหว่างกิ่งไม้ของเหล่าต้นไม้หนาทึกนับพัน เสียงน้ำไหลรินกระทบกันดังเซ็นซ่ามาจากบริเวณใกล้ๆ
                ทั้งหมดเดินทางมาจนถึงต้นน้ำซึ่งเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงด้านความงดงามของธรรมชาติ 'กาลาเซีย' 


 


21 ความคิดเห็น

  1. #21 TyfuuN (@fuun2) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มีนาคม 2556 / 18:08
    รอครบ 100 % นะคะ
    #21
    0