อุ่นรัก ณ.ใจ (ขออนุญาตลบเนื้อหาบางส่วนนะคะ)

ตอนที่ 8 : บทที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 826
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    10 พ.ค. 54

บทที่ 7

 

            “สวัสดีครับคุณครูพี่กุ้งนาง” น้ำเสียงบอกถึงความเหนื่อยล้าของผู้พูดได้เป็นอย่างดี

            “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” สุพิชญาถามคนปลายสายอย่างเป็นห่วง

            “เป็นครับ” เสียงก็ยังคงอ่อยเช่นเดิม

            “มีอะไรให้กุ้งนางช่วยหรือเปล่าคะ”

            “ช่วยเอาหัวใจพี่ไปดูแลหน่อยได้ไหมครับ” เหวอ! คำนี้คงเป็นคำเดียวที่บ่งบอกสีหน้าและท่าทางของสุพิชญาได้ดีที่สุด ด้วยไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเสียงทุ้มนุ่มออดอ้อนออเซาะแบบนี้ กว่าจะเรียกสติตัวเองได้ก็เกือบหนึ่งนาที

            “ล้อเล่นแบบนี้ เกิดกุ้งนางคิดเป็นจริงเป็นจัง คุณคิวท์จะลำบากนะคะ” สุพิชญาแก้เก้อด้วยการหัวเราะเบาๆ นำไปก่อน

            “ว้า! เราพูดจริงๆ ก็หาว่าเราล้อเล่นอีก” ปวเรศพูดทีเล่นทีจริง เขาไม่อยากรุกเธอเร็วเกินไป เกรงว่าเธอจะรับความเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้ไม่ทัน และกลัวเธอจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาต้องการเธอมาแทนที่ใคร

            “สรุปว่าอาจารย์ปวเรศมีอะไรให้รับใช้คะ”

            “เรียกว่าขอรบกวนดีกว่าครับ ไม่ทราบว่าค่ำนี้กุ้งนางว่างหรือเปล่าครับ” ปวเรศวกเข้าธุระที่ทำให้เขาต้องติดต่อเธอ เรียกว่าเป็นธุระที่มาในเวลาที่เหมาะสมจริงๆ

            “ไม่ว่างค่ะ” สุพิชญาตอบโดยไม่เสียเวลาคิด ปกติหลังเลิกงานเธอจะว่างทุกวัน ยกเว้นวันที่เพื่อนๆ ชวนไปโน่นไปนี่ซึ่งก็น้อยมาก ส่วนใหญ่เราจะนัดเจอกันวันหยุดมากกว่า แต่ที่บอกชายหนุ่มไปเช่นนั้น เพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำยังไงต่อไป เพราะทุกครั้งที่เขาต้องการเวลา เธอไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง

            “ว้า! ตอบมาแบบนี้พี่ก็หมดทางไปเลยสิ ไม่ว่างก็ไม่เป็นไรครับ” ปวเรศอดเสียได้โอกาสงามๆ นี้ไม่ได้ แต่ในเมื่อเธอไม่ว่าง เขาจะไปบังคับกะเกณฑ์ให้เธอต้องว่างเพื่อเขาได้อย่างไร

            “กุ้งนางล้อเล่นค่ะ ว่าแต่คุณคิวท์จะให้กุ้งนางช่วยอะไรคะ” ขณะที่เอ่ยปากถาม ใบหน้าของสุพิชญาก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

            “สรุปว่าว่างใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ความหวังที่จะได้พบเธอในคืนนี้ก็เรืองรองขึ้นมาอีกครั้ง ไม่อยากบอกเลยว่าตั้งแต่ค้นพบหัวใจตัวเอง แค่เสียงของเธอก็ทำให้เขาหัวใจพองโตแล้ว แบบนี้จะเรียกว่าโรครักกำเริบได้หรือเปล่าน้า

            “ว่างค่ะ”

            “พี่จะชวนกุ้งนางไปงานแต่งงานของอาจารย์ที่ภาควิชาหน่อยครับ พี่ไม่อยากไปคนเดียว” จริงๆ งานนี้เขากะว่าจะฝากซองไปกับอาจารย์ท่านอื่นๆ เพราะไม่อยากขับรถไปขับรถกลับ แต่ตอนนี้เขามีเหตุจูงใจให้อยากไปหาดใหญ่แทบทุกวันแล้ว งานแต่งจึงกลายเป็นข้ออ้างชั้นเยี่ยมที่ทำให้เขาจะได้พบเธอ

            “จะดีหรือคะคุณคิวท์ กุ้งนางไม่รู้จักคู่บ่าวสาวสักหน่อย” สุพิชญาปฏิเสธกลายๆ

            “ไปถึงงานแล้วพี่จะแนะนำให้รู้จัก” ปวเรศถูกๆ ไถๆ ไปเรื่อย

            “แน้” สีข้างถลอกหมดหรือยังคะอาจารย์ สุพิชญาคิด

            “ไม่โน้ ไม่แน้ล่ะ กุ้งนางไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยนะ นะครับ น้า” ปวเรศออกอาการอ้อนอีกครั้ง กิริยาแบบนี้เขาไม่เคยปฏิบัติกับใครเลยนะ ทำกับเธอเป็นคนแรกเลย หวังว่ามันจะได้ผล

            “แต่ว่า...”

            “ไม่เป็นไรครับ ถ้ากุ้งนางไม่สะดวกใจ พี่ไปคนเดียวก็ได้ครับ ขอโทษด้วยนะครับที่โทรมารบกวนเวลา” ปวเรศขัดขึ้นก่อนเธอจะหาข้ออ้างจบ ด้วยการตัดพ้อเล็กน้อย

            “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ...เฮ้อ! กุ้งนางไปเป็นเพื่อนก็ได้ค่ะ” ด้วยกลัวว่าเขาจะน้อยใจเธอจริงๆ สุพิชญาจึงตัดสินใจตกปากรับคำ เขาถึงว่าความรักทำให้เรายอมทำได้ทุกอย่าง

            “ขอบคุณครับ ประมาณหกโมงครึ่งพี่ไปรับที่บ้านนะครับ”

            “ค่ะ” สิ้นเสียงรับคำของเธอ เขาก็ชวนคุยอีกสองสามประโยคก่อนวางสายไป

 

            งานเลี้ยงยังไม่ทันเลิกรา ปวเรศก็ชวนคู่ควงของตัวเองกลับ สุพิชญามองเขาอย่างไม่เข้าใจ ถ้าคิดว่าจะมาแค่แสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว ไม่ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ จะชวนเธอมาทำไม มาคนเดียวก็ได้ แม้จะงงกับการกระทำของชายหนุ่มแต่ก็ขยับลุกตามพร้อมกับขอตัวกับผู้ร่วมโต๊ะ โดยไม่เอ่ยปากถาม

            “หิวไหมครับ” ปวเรศถามหลังจากพาหญิงสาวเดินออกมาหน้าโรงแรม คุณครูโรงเรียนอนุบาลถึงกับตอบไม่ถูก ไม่รู้จะตอบว่าหิวหรือไม่หิวดี เพราะในงานเลี้ยงอาหารเพิ่งยกมาเสิร์ฟแค่สองอย่าง อย่างแรกออร์เดิร์ฟ อย่างที่สองก็คือกระเพาะปลาน้ำแดง     และเธอก็ได้ชิมอาหารไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย จานที่สามยังไม่ทันออก ชายหนุ่มก็ช่วยเธอกลับแล้ว แบบนี้สมควรตอบว่าอะไรดีล่ะ

            “ไม่ทราบค่ะ” สุพิชญาตอบแบบประชดเล็กๆ ตามด้วยค้อนน้อยๆ

            “หึหึ แบบนี้แสดงว่าหิว เดี๋ยวจะพาไปกินราดหน้าเจ้าอร่อย” อะไรของเขาเนี่ย สุพิชญางงมากๆ มางานแต่งงาน แต่กลับชวนเธอไปกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ของในงานมีให้กินไม่กินเวรกรรม

            “กินในงานไม่อร่อยเท่ากับเราไปกินกันเองสองคนหรอก อาหารจานเดียวแย่งกันคีบตั้งสิบคน แต่ละจานกว่าจะเสิร์ฟ รอจนเซ็ง แถมต้องมานั่งเกรงอกเกรงใจ จะตักคนแรกก็ไม่กล้า จะตักเยอะก็ไม่ได้ สุดท้ายก็กินไม่อิ่ม ต้องออกมาหาราดหน้ากินอยู่ดี เราอย่าไปแยกเขากินเลยนะกุ้งนาง” นั่นยังมารู้ความคิดของเธออีก แต่ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาบอก จะค้านอยู่อย่างเดียวก็เรื่องการเสิร์ฟอาหาร เขาก็ไม่ได้ออกอาหารช้าขนาดนั่งแกร่วรอสักหน่อย

            “รู้แบบนี้แล้วทำไมคุณคิวท์ไม่ฝากซองมาล่ะคะ จะได้ไม่ต้องขับรถมาให้เหนื่อย อย่าบอกนะคะว่าอยากทานราดหน้าเจ้านี้มาก” คุณครูพี่กุ้งนางของเด็กๆ อดถามไม่ได้

            “อยากพากุ้งนางมาทานด้วยกันไงครับ” ปวเรศตอบด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้ส่อความหมายใดๆ ชวนให้เธอคิดไปไกลกว่าเป็นเพื่อนกัน

            “เชื่อดีไหมคะ” สุพิชญาค้อนใส่เขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยปากชวน “งั้นก็ไปกันเถอะค่ะ” ไม่ต้องบอกว่าราดหน้าเจ้าไหนเธอก็รู้ เพราะราดหน้าเจ้านี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมนี่เอง เป็นร้านดังร้านหนึ่งของหาดใหญ่ เป็นที่นิยมของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะซบเซายังไง ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าร้านนี้ก็ยังขายดีเสมอ

            ทุ่มกว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในร้านแน่นขนัด ไม่รวมอีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนรอใส่ห่อกลับบ้านบริเวณหน้าร้าน ปกติเธอก็ไม่ค่อยได้มาใช้บริการร้านนี้ เพราะแค่เห็นปริมาณคนซื้อ เธอก็หมดความอยากแล้ว อีกทั้งเธอคงไม่ใช่เซียนก๋วยเตี๋ยวราดหน้า จึงรู้สึกว่ารสชาติมันก็ไม่ต่างจากหลายๆ ร้านในหาดใหญ่ สรุปว่าในความคิดของเธอ ยังมีหลายเจ้าให้เลือกกิน อร่อยเหมือนกัน ได้ความต่างตรงที่ไม่ต้องยืนรอเป็นชั่วโมงๆ เธอ กมลทิพย์ และพวงเพชรเคยคิดเล่นๆ ว่าที่นี่ขายดีเพราะรอนานจนหิวไส้แทบขาด เวลานั้นอะไรลงท้องก็คงอร่อยไปหมด แต่ในความเป็นจริงคงต้องฝีมือดีจริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นเขาจะขายดิบขายดีมาเป็นสิบๆ ปีหรือ

            “เส้นใหญ่ราดหน้าสอง หมี่เหลืองผัดซีอิ้วหนึ่ง น้ำอ้อยสอง” ปวเรศสั่งโดยไม่ถามสาวที่มาด้วยเลย จนสุพิชญาต้องลอบถอนหายใจ ถ้าเกิดเธองอนขึ้นมาเขาจะง้อไหมนะ แล้วดูสิชุดสวยกับร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่มีควันโขมงโฉงเฉง เข้ากั๊นเข้ากัน...เดทครั้งแรกของเธอคนเดียว (คิดไปเอง) สุดแสนจะประทับใจ

            “คราวหน้าเราไปกินข้าวต้มเงินแสนกันนะกุ้งนาง” สุพิชญาขมวดคิ้วเรียวอย่างงุนงง อะไรของเขากันเนี่ย เห็นหน้าเธอแล้วมันชวนให้หิวหรือยังไงกัน

            “อย่าบอกนะว่าไม่รู้จัก” ปรเวศเห็นหน้าฉงนฉงายของเธอก็อดถามไม่ได้ แม้ว่าข้าวต้มเจ้านี้จะไม่ได้ชื่อร้านว่าข้าวต้มเงินแสนอย่างที่เขาพูด แต่ถ้าเอ่ยถึงข้าวต้มเงินแสนใครๆ ก็รู้ว่ามันคือร้านไหน ถ้าใครหลงเข้าไปกินครั้งแรกและไม่รู้กิตติศัพท์ของร้าน คงตกใจตอนที่เจ้าของร้านคิดเงิน ข้าวต้มกุ๊ยธรรมดาๆ ทำไมถึงได้แพงนักเก็บเงินทีเป็นหมื่นเป็นแสน แต่นี่ล่ะเป็นการสร้างเอกลักษณ์ประจำร้าน จากร้านข้าวต้มกุ๊ยธรรมดาร้านหนึ่ง กลายเป็นร้านที่คนเกือบทั้งประเทศรู้จัก เพราะเขาคิดเงินหน่วยเป็นสตางค์ เรียกว่าเข้าไปในร้าน รัศมีคนรวยก็จับเลยล่ะ หลายคนพกเงินในกระเป๋าเป็นล้าน แต่เป็นล้านสตางค์นะ

            “ทำไมจะไม่รู้จักคะ คุณคิวท์อย่าลืมสิ เมื่อก่อนกุ้งนางเป็นมัคคุเทศก์นะคะ เพียงแต่กุ้งนางกำลังสงสัยว่า บนหน้ากุ้งนางน่ะมีโบว์ชัวร์ร้านอาหารติดอยู่หรือคะ คุณคิวท์ถึงได้คิดถึงแต่ของกิน” หญิงสาวค้อนใส่อาจารย์หนุ่มอีกรอบ

            “เปล่าสักหน่อย แค่อยากพากุ้งนางไปทานของอร่อยๆ ด้วยกันเท่านั้นเอง” ปวเรศหัวเราะเบาๆ ก่อนจะให้คำตอบที่เป็นกลางที่สุด

            “แหม! ทำยังกับทุกครั้งที่เจอกันไม่ใช่เพราะของกินอย่างนั้นแหละ นัดรวมกลุ่มกันทีไรก็นัดกินกันทุกที” อันนี้เรื่องจริงล้วนๆ ถ้าไม่ใช่พวกเธอไปที่ร้านของเขา เขาก็มาทานข้าวกับพวกเธอและพ้องเพื่อน สรุปว่าถ้าไม่ใช่เรื่องกินก็เป็นไปได้ยากมากที่จะนัดเจอกัน

            “อ้าว! กุ้งนางอยากให้พี่ชวนไปที่อื่นก็ไม่บอก งั้นดีเลยวันอาทิตย์เราไปเที่ยวน้ำตกโตนงาช้างกันนะ” สุพิชญาออกอาการเหวอเป็นครั้งที่สองของวัน มองปวเรศตาปริบๆ ประสาทหูเธอไม่ดี หรือว่าชายหนุ่มกินยาลืมเขย่าขวด เขาถึงได้ดูแปลกไปจากทุกครั้งที่เจอกัน

            “คุณคิวท์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” จริงๆ แล้วเธออยากถามว่าเขาประสาทกลับหรือทำงานมากเกินไปจนเพี้ยนหรือเปล่า แต่ยังไม่กล้าพอ

            “เปล่านี่ครับ ราดหน้ามาแล้ว กินกันดีกว่า เสร็จแล้วเราค่อยไปล้างปากด้วยเต้าทึงคนละถ้วย” ถ้าเขาปกติดี คนที่ไม่ปกติคงเป็นเธอสินะ เฮ้อ!

            หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารคาวแล้ว ชายหนุ่มก็พาเธอไปทานของหวานล้างปากตามที่เขาบอก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้านัก เมื่อเห็นรถเข็นที่มีชามแก้วใบใหญ่เรียงรายจนเต็มคันรถ แต่ละชามก็บรรจุส่วนผสมต่างๆ ที่นำมาทำเต่าทึงตามความต้องการของลูกค้า มีหลายครั้งที่เธอสงสัยว่า เต่าทึง หรือที่หลายคนเรียกว่า เต้าทึง มันมีความหมายว่าอย่างไร ในที่สุดผู้ให้ความกระจ่างกับเธอไม่ใช่ใครที่ไหนก็ไกด์ไจ่ไจ๋นั่นแหละ เพื่อนร่วมอาชีพบอกเธอว่า คำว่า เต่า ในภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า ถั่ว ส่วนคำว่า ทึง ก็คือน้ำตาล เมื่อเอามาร่วมกันเต่าทึงในความหมายของคนจีนก็คือถั่วต้มน้ำตาลนั่นเอง ถ้าสังเกตให้ดีๆ จะรู้ว่าส่วนผสมหลักของเต่าทึง แล้วแต่จะเป็นพืชตระกูลถั่วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว ถั่วแดง ลูกเดือย เม็ดบัว เม็ดแปะก๊วย ส่วนผสมอื่นๆ ก็แล้วแต่จะนำมาประยุกต์ใส่ เพื่อมูลค่าและประโยชน์ ปัจจุบันไม่ว่าจะขายอะไรก็เน้นเรื่องสุขภาพเอาไว้ก่อน แพงไม่ว่าแต่ขอให้ดีต่อสุขภาพเป็นพอ

           

            จบทัวร์กินแล้วก็ถึงเวลากลับบ้าน รถเก๋งคันงามที่เธอมีโอกาสนั่งไม่บ่อยนัก เคลื่อนตัวออกจากโรงแรมที่เธอและเขาตั้งใจจะมางานเลี้ยง สุดท้ายอาหารเหลาก็กลายเป็นอาหารตามสั่ง แต่ก็ถือว่าโอเค เพราะได้ทานทั้งของคาวและของหวาน ซึ่งปรากฏว่าของหวานแพงกว่าของคาวเสียอีก      

            “กุ้งนาง” สุพิชญาเหล่ตาไปมองคนขับ เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปหลังจากเรียกชื่อเธอ

            “ขอคำปรึกษาหน่อยได้ไหมครับ” ศิราณีเจ้าประจำค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำนี้ของเขา แต่รู้สึกสมเพชตัวเอง สำหรับเธอเขาคือคนสำคัญแต่เขาเห็นเธอเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษา

            “ค่ะ”

            “ถ้าพี่จะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน พี่ผิดไหม” ปวเรศถามขึ้นลอยๆ แต่หารู้ไม่ว่าประโยคนั้นกระแทกใจคนนั่งข้างกายอย่างจัง จนรู้สึกจุกและเจ็บไปหมด ร่างกายชาเหมือนจะเป็นอัมพาตชนิดเฉียบพลัน

            “อะไรที่ทำให้คุณคิวท์รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดล่ะคะ” สุพิชญาพยายามอย่างยิ่งที่จะปรับระดับเสียงของตัวเองให้เป็นปกติ ไม่อยากให้เขาจับกระแสความเสียใจจากน้ำเสียงของเธอได้

            “พี่กลัวเธอจะเข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็นตัวแทนของม่าน” ชายหนุ่มบอกอย่างที่ใจคิด

            “แล้วคุณคิวท์เห็นเธอเป็นตัวตายตัวแทนของใครหรือเปล่าคะ”

            “เธอก็คือเธอ พี่ชอบเธอที่เธอเป็นเธอ ไม่ใช่เพราะพี่ไม่มีใคร สำหรับพี่ไม่มีใครแทนที่ใครได้หรอก” อาจารย์หนุ่มตอบอย่างมั่นใจ

            “ถ้างั้นคุณคิวท์จะกลัวทำไมคะ แล้วเธอรู้จักคุณม่านด้วยหรือคะ ถ้าไม่รู้จักก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” ในความคิดของหญิงสาว ใครบ้างไม่มีอดีต ถ้ามัวแต่สนใจอดีตว่าเขาเคยมีใคร รักกันมากแค่ไหน มีเยื่อใยให้แก่กันอีกหรือเปล่า ความรักของคนสองคนมันจะมีความสุขได้อย่างไร

            “ใช่ เธอรู้จักม่าน และพี่ก็รู้จักกับเธอก่อนที่ม่านจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เรื่องที่พี่เลิกกับม่านเธอก็รู้ดี พี่กลัวว่าหากพี่สารภาพกับเธอว่าพี่ชอบเธอ จะทำให้เธอรู้สึกไม่ดีและไม่ยอมให้โอกาสกับพี่ เพราะเรื่องของพี่กับม่านก็เพิ่งจบไปไม่นานนัก” เพียงแค่เขาสารภาพว่าชอบคนอื่น หัวใจของสุพิชญาก็เหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ความเจ็บแล่นจี๊ดเข้าสู่ขั้วหัวใจ อกหักโดยที่คนทำไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

            “เรื่องระหว่างคุณคิวท์กับคุณม่าน ไม่ว่าจบไปนานแล้วหรือจะเพิ่งจบ มันไม่สำคัญเท่ากับใจของคุณคิวท์หรอกค่ะ ถ้าคุณคิวท์พร้อมจะมอบหัวใจให้กับเธอทั้งดวงโดยไม่มีเงาของใครติดพ่วงไปด้วย กุ้งนางว่าเธอพร้อมที่จะให้โอกาสคุณคิวท์ได้พิสูจน์ตัวเอง” ที่เธอพูดออกมาทั้งหมด ไม่ได้พูดแทนใคร แต่เธอพูดจากใจของเธอเองเลย เพียงแต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นเท่านั้นเอง

            “กุ้งนางว่าอย่างนั้นจริงๆ หรือ” ปวเรศถามย้ำ รอยยิ้มที่มุมปากเกิดขึ้น ดวงตาที่จ้องมองทางส่อแววเจ้าเล่ห์ เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับว่าเขากำลังจะกำชัยชนะในเกมส์รักครั้งนี้

            “ค่ะ”

            “แสดงว่าพี่ไม่ควรปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป ควรจะสารภาพกับเธอสักทีว่าพี่ชอบเธอ ใช่ไหมครับ”

            “ก็คงงั้นมั้งคะ ถึงบ้านพอดี กุ้งนางเข้าบ้านก่อนนะคะ” นับว่าโชคดีที่ชายหนุ่มเลี้ยวเข้าซอยบ้านของเธอพอดี เพราะเธอก็ไม่แน่ใจว่าจะกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจไว้ได้นานแค่ไหน

            “ครับ อาทิตย์นี้อย่าลืมนะครับว่าเรามีนัดไปเที่ยวน้ำตกกัน ชวนสามสาวจอมป่วนด้วยนะครับ แล้วพี่ก็จะชวนเพื่อนๆ พี่ไปด้วย ไม่ได้ไปนานแล้ว” ปวเรศย้ำหมายกำหนดการที่ไม่ได้อยู่ในแผนการของตัวเอง แต่บังเอิญว่าโชคเข้าข้างคนจะมีความรักเท่านั้นเอง

            “กุ้งนางไม่รับปากนะคะ ถ้ายังไงกุ้งนางจะให้ทิพย์แจ้งให้คุณคิวท์ทราบ” สุพิชญาโบ้ยความรับผิดชอบไปให้กมลทิพย์

            “พี่จะรอคำตอบจากกุ้งนาง ไม่ใช่ทิพย์ ฝันดีนะครับ” ปวเรศตัดบท ชนิดที่ทำให้คุณครูอนุบาลอึ้ง ไปต่อไม่ถูก จึงรีบลงจากรถและบอกลาเขาอีกครั้ง เขาก็รอจนกระทั่งเธอปิดประตูรั้วเรียบร้อยแล้ว จึงออกรถไป

            สุพิชญาถอนหายใจออกมาอีกหลายเฮือก ไม่เข้าใจการกระทำของปวเรศเลยสักนิด มันจะอะไรกันนักหนา ต่อไปเธอจะทำอย่างไรดีล่ะ จะปล่อยให้หัวใจของตัวเองเจ็บอยู่แบบนี้หรือ จะปล่อยให้เขาเข้ามามีอิทธิพลเหนือจิตใจของเธองั้นหรือ ถ้าเป็นแบบนั้น ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เธอไม่ต้องปวดร้าวไปทั้งร่างกายและจิตใจหรือยังไง และถ้าเขาพาคนรักใหม่มาด้วย เธอจะตกอยู่ในสภาพไหนนะ....สุพิชญานะสุพิชญาริจะรักทั้งที ทำไมไม่รักคนที่สนใจตัวเอง...โอ๊ย! อยากจะบ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

72 ความคิดเห็น

  1. #17 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 15:47
    พี่คิวท์ สารภาพไวๆ ค่ะ อย่ารอให้กุ้งนางเข้าใจผิดมากกว่านี้
    #17
    0
  2. #16 muLaTAE (@maxxim69) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 / 21:30
    อ่านทันแล้ว

    กุ้งนางเหวอเลย   เจอคำพูดคุณคิวท์บอก เอาหัวใจไปดูแลให้หน่อย
    ยังดีนะที่ตอบที่เล่นที่จริงกลับอะ
    คุณคิวท์  จะบอกชอบสาวทั้งที ทำไม ... ต้องรอเวลาด้วยช้าจัง
    กลัวจะมีมาร

    รอตอนต่อไปนะคะ


    #16
    0