กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 9 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 8《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,998
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,042 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 8《


 


 


 

หนัก


 

ทั้งร่างของผมรู้สึกหนักไปหมด


 

ผมพยายามต่อสู้กับความหนักที่มีค่อยๆ ลืมตามขึ้นทีละนิด ภาพตรงหน้าพร่าเบลอจนมองออกไม่ออกว่าเป็นอะไร เท่าที่จำได้ผมไม่ใช่คนสายตาสั้น ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ๆ ก็สายตาสั้นลงก็คงเป็นสมองที่ยังเบลอๆ อยู่


 

พอลองกะพริบตาปรับโฟกัสของสายตาใหม่ในที่สุดภาพตรงหน้าก็ชัดเจนขึ้น เพดานสีขาวสะอาดกับกลิ่นสะอาดๆ อันเป็นเอกลักษณ์แบบนี้มีแค่ที่เดียว...โรงพยาบาล


 

ผมมาอยู่นี่ได้ยังไง


 

เมื่อเริ่มใช้ความคิดความเจ็บปวดแล่นไปทั่วสมองพร้อมกับภาพความทรงจำมากมายที่แล่นเข้ามาเป็นฉากๆ ตั้งแต่ตัวผมที่เกิดอุบัติเหตุ ตื่นมาอีกครั้งอยู่ในร่างกระต่าย ถูกหลานเยี่ยนซื้อไปเลี้ยง สามารถพูดคุยภาษามนุษย์ได้รวมไปถึงความผูกพันสนิทสนมที่มีต่อหลานเยี่ยน จากนั้นภาพก็ถูกตัดก่อนจะเริ่มฉากใหม่ ตัวผมในร่างกระต่ายใช้ตัวเองปกป้องหลานเยี่ยนจนถูกยิงเสียชีวิต นั่นคือความทรงจำล่าสุดที่จดจำได้


 

ถ้าหากผมตายไปแล้วจริงๆ แล้วตัวผมที่มีสติขึ้นมาตอนนี้คืออะไร


 

หรือความจริงผมยังไม่ตายแค่สลบไป แล้วได้หลานเยี่ยนพาไปโรงพยาบาล?


 

ผมนึกถึงความเป็นไปได้ขึ้นมาทีละอย่าง ระหว่างนั้นก็ลองหันซ้ายขวาเพื่อมองรอบกายแต่เพราะร่างกายหนักๆ ที่เหมือนถูกหยุดใช้งานไปนานทำให้กว่าจะหันหน้าไปทางขวาได้ก็กินเวลาไปพอสมควร


 

ด้านขวาของผมมีน้ำเกลือขวดใหญ่ห้อยอยู่ กะจากปริมาณน่าจะมากเกินกว่าที่กระต่ายตัวเล็กๆ จะรับไหวแถมยังเครื่องที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจด้านข้างอีก


 

จะว่าไปก็รู้สึกเหมือนมีอะไรครอบอยู่บริเวณปากและจมูก...เครื่องช่วยหายใจ?


 

หลายๆ อย่างที่สัมผัสได้กำลังบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง ในหัวผมมีข้อสันนิษฐานหนึ่งเพียงแต่ยังไม่กล้าฟันธงจนกว่าจะเห็นหลักฐาน


 

ผมรวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิดบังคับแขนขวาของตัวเองให้ยกขึ้นมาในระดับสายตา ฝ่ามือขาวซีดที่ประกอบด้วยนิ้วทั้งห้าปรากฏอยู่ในสายตาผม เมื่อลองขยับฝ่ามือนั้นก็ขยับตาม บ่งบอกว่ามือนี้มีผมเป็นเจ้าของ


 

นี่ผม...กลับมาเป็นมนุษย์แล้ว?


 

แกร็ก!


 

เสียงเปิดประตูด้านข้างดังขึ้นก่อนเสียงฝีเท้าหนักๆ จะก้าวเข้ามาใกล้ ผมอยากจะหันไปมองแต่ด้วยพละกำลังในตอนนี้เหมือนจะหมดลงซะแล้ว คนที่เดินเข้ามาชะโงกหน้ามองผม ดวงตาสีน้ำตาลสองคู่ประสานกันนิ่งๆ ก่อนฝ่ายที่ชะโงกมาจะเบิกตากว้างขึ้น


 

“ลืมตาแล้ว? ต่ายฟื้นแล้วโว้ย! พยาบาล ไม่สิ คุณหมอ!” ผู้มาเยือนตะโกนลั่นก่อนจะวิ่งออกไปด้านนอกด้วยความร้อนรน


 

ใบหน้าและเสียงแบบนั้นคงเป็นต้องเพื่อนสนิทของผมเอง พวกเรารู้จักกันตั้งแต่ตอนม.ต้น พอม.ปลายก็ยังได้อยู่ห้องเดียวกันอีกเลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น ผมกับต้องไม่ได้เรียนคณะเดียวกัน ต้องไปเรียนโรงเรียนนายร้อยสำหรับเข้าไปเป็นตำรวจตามที่ครอบครัววางแผนไว้ ส่วนผมที่เด่นเรื่องกีฬาก็เรียนคณะวิทย์กีฬา ถึงไม่ได้อยู่คณะเดียวกันแต่ความเป็นเพื่อนไม่ได้จางหาย ทุกครั้งที่มีเวลาว่างกลับมาจากเรียนอีกฝ่ายมักจะชวนผมออกไปเที่ยวเล่นเสมอ


 

ถ้าถามถึงเพื่อนที่สนิทที่สุดของผมก็คงไม่พ้นหมอนี่


 

“คุณหมอ คุณพยาบาลเร็วๆ ครับ เพื่อนผมฟื้นแล้ว” เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นพร้อมเสียงประตูที่ถูกกระชากอีกครา เห็นต้องเสียงดังๆ แบบนี้แต่ไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนเพียงแต่เวลาเจอเหตุการณ์ตกใจมักจะพูดเสียงดังขึ้น


 

จากนั้นรอบเตียงผมก็มีหมอหนึ่งคนและพยาบาลอีกสามคนยืนรายล้อม คุณหมอประเมินอาการผมอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างการให้ขยับลูกตา การขยับนิ้วซึ่งผมสามารถตอบสนองทุกอย่างได้เป็นอย่างดี


 

ทางด้านพยาบาลเข้ามาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม เครื่องช่วยหายใจยังไม่ได้ถูกถอดออก แม้จะมีเรื่องที่อยากถาม อยากคุยอีกมากแต่เพราะทนต่อความง่วงไม่ไหวผมจึงหลับไปอีกครั้ง


 

ครั้งต่อไปที่ผมฟื้นขึ้นมาคือช่วงสายของอีกวัน อาการผมค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับแต่ยังคงอ่อนแรงเป็นอย่างมากเนื่องจากร่างกายไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวมาเป็นเวลานาน กว่าจะเริ่มขยับตัวหรือพูดได้ชัดๆ ก็กินเวลาไปเกือบอาทิตย์ซึ่งแทบทุกวันจะมีเพื่อนมาเยี่ยมผมทีละคนสองคน ดูท่าแล้วคงเป็นต้องที่ไปกระจายข่าว


 

เพื่อนของผมทุกคนรู้จักและสนิทกับต้องเป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นคนเฟรนรี่เข้าถึงง่าย เห็นยิ้มง่ายแบบนี้แต่พอเป็นเรื่องงานจะได้เห็นต้องในโหมดเคร่งขรึมและเอาจริงเอาจัง ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่จับพ่อค้ายา ต้องถีบอกอีกฝ่ายซะกระเด็น น่ากลัวสุดๆ


 

“หกเดือน?” ผมทวนเวลาที่ตัวเองนอนหลับไม่ได้สติกับเพื่อนสนิทอีกครั้ง วันนี้เป็นครั้งที่สามที่ต้องมาเยี่ยมผมตั้งแต่รู้สึกตัว ครั้งแรกมาผมหลับ ครั้งที่สองผมอ่อนแรงจนพูดไม่ค่อยเป็นคำอีกฝ่ายจึงไม่ได้คุยอะไรมากแค่มาคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้แล้วกลับไป มีครั้งนี้ที่สภาพผมสมบูรณ์พร้อมจะพูดคุย


 

“ใช่ หลับสนิทไปครึ่งปี หมอบอกว่านายอาจเป็นเจ้าชายนิทราจากอุบัติเหตุที่กระทบบริเวณศีรษะอย่างแรง ได้ยินครั้งแรกฉันนี่อยากจะไปกระทืบไอ้คนขับรถที่เมาแล้วขับซะจริง” ต้องทำหน้าเหมือนอยากอัดคนขณะพูด


 

อีกฝ่ายเล่าให้ฟังว่าคนที่ขับรถมาชนผมนั้นดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในปริมาณที่มากพอดูจึงไม่ทันสังเกตว่าผมกำลังข้ามถนนผลที่ตามมาคือผมถูกชน ศีรษะกระแทกเข้ากับพื้นถนนอย่างแรงจนเลือดคลั่ง ยังดีที่พามาส่งโรงพยาบาลทันผ่าตัดออกมาได้สำเร็จทว่าผมกลับไม่ฟื้นขึ้นมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ผมจะกลายเป็นเจ้าขายนิทราตลอดชีวิต


 

“เป็นตำรวจอย่าพูดว่าจะกระทืบใครง่ายๆ สิ” ผมเตือนเพื่อน เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายคงลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นตำรวจที่มีทั้งยศทั้งตำแหน่งไม่น้อย


 

“ก็มัน...แล้วนี่เป็นไงบ้าง” ต้องเปลี่ยนเรื่องถาม


 

“ก็ดี จากนี้ต้องทำกายภาพต่อเนื่องแล้วถึงจะกลับบ้านได้” ถึงร่างกายผมจะไม่เป็นไรแล้วแต่เพราะนอนมากว่าครึ่งปีทำให้ต้องใช้การกายภาพเข้ามาช่วยซึ่งเท่าที่คุณหมอประเมินคาดว่าไม่กี่อาทิตย์ผมจะกลับมาเป็นปกติ


 

ที่น่าตกใจคือผมไม่ได้สติมาตลอดหกเดือน แต่พอมาย้อนนึกถึงเวลาที่อยู่ร่วมกับหลานเยี่ยนก็เหมือนจะเป็นเวลาราวๆ นี้


 

นี่ผมถูกรถชนจนวิญญาณหลุดเข้าไปอยู่ในร่างกระต่าย แล้วพอกระต่ายตายวิญญาณผมก็กลับเข้าร่างสินะ


 

ผมสรุปประสบการณ์อันแสนแฟนตาซีที่ตัวเองเพิ่งเผชิญมาอยู่ในใจ ขืนเล่าเรื่องนี้ให้ต้องฟังผมคงได้ถูกเพื่อนสนิทพาไปตรวจสมองอีกรอบ ยิ่งการอยู่ร่วมกับไห่หลานเยี่ยนราชสีห์ขนทองคนนั้น เชื่อเถอะว่าอีกฝ่ายได้หัวเราะจนน้ำตาไหลแน่


 

“ได้ยินแบบนั้นก็เบาใจ ฉันติดต่อคนที่ทำงานนายแล้วถ้าหายดีก็ค่อยติดต่อไปอีกทีละกัน”


 

“ได้ ขอบใจมากนะ” ตั้งแต่ย่ากับแม่ผมเสียไปผมก็ไม่มีใครมาคอยเป็นห่วงหรือคอยดูแลอีก จะมีก็แต่พวกเพื่อนๆ ที่เมื่อวานเพิ่งขนกันมาเกือบเต็มห้องพัก


 

การมีเพื่อนดีๆ นี่ดีจังนะ


 

“เล็กน้อย ปราบกับปรายร้องอยากเจอนายทุกวันไว้จะพามาเยี่ยม” ต้องส่งยิ้มมาให้ผม ปราบกับปรายคือชื่อลูกชายและลูกสาวของต้องกับภรรยาที่คบหากันตั้งแต่ตอนม.ปลาย ในบรรดาเพื่อนที่มีต้องมีครอบครัวเร็วที่สุดแล้ว


 

“เอาสิ อยากเจอเหมือนกัน” ผมพยักหน้าตกลง


 

“อ้อ...นี่ที่นายขอครั้งก่อน” ต้องส่งโทรศัพท์เครื่องใหม่มาให้ผม ครั้งก่อนผมฝากเขาจัดการหาซื้อโทรศัพท์กับเปิดซิมใหม่ให้เพราะอันเก่าเละไปแล้ว


 

“ขอบใจ รบกวนแย่เลย” ผมอยากจะไปจัดการเองอยู่หรอกแต่ร่างกายนี่สิไม่พร้อมจะเคลื่อนไหวเลย


 

“รบกวนอะไร เพื่อนกัน ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ”


 

“ได้ ไว้ขอเลี้ยงข้าวขอบคุณนะ”


 

“ทั้งครอบครัวใช่ป่ะ” อีกฝ่ายส่งสายตาเป็นประกายมาให้


 

“มีงบพันเดียว” ผมฉีกยิ้มพลางชูหนึ่งนิ้วส่งไปให้


 

“สบายๆ ซื้อข้าวสารสักถุง น้ำปลาสักขวด ที่เหลือซื้อเบียร์ไปดื่มกัน” ต้องยักคิ้วกวนๆ กลับมา


 

“แทนที่จะเอาเงินซื้อเบียร์ไปซื้อกับข้าว” อยากให้คนรักมาได้ยินจริงๆ


 

“ฮะฮะฮะ เออ...จะว่าไปวันนี้มีข่าวเด็ดมาเล่าด้วย” ต้องเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมขึ้น แปลว่าเรื่องนี้ต้องไม่ใช่เรื่องตลกหรือข่าวซุบซิบดารา


 

“ข่าวอะไร” ทุกวันนี้ผมได้รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกจากเพื่อนที่มาเยี่ยมเยียนนี่แหละ เวลาอื่นถ้าไม่ทำกายภาพก็หลับพักผ่อน


 

“ไห่หลานเยี่ยน”


 

กึก!


 

ชื่อที่ต้องเอ่ยออกมาเป็นชื่อเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในหัวผมแทบจะตลอดเวลา ผมยอมรับว่าค่อนข้างเป็นห่วงและเป็นกังวลเกี่ยวกับหลานเยี่ยนมาก อยากรู้ว่าจัดการคนที่คิดจะทำร้ายได้รึยัง ปลอดภัยรึเปล่าและที่สำคัญคือมีความสุขไหม


 

ความจริงอยากถามต้องแต่ก็รู้ว่าหากอยู่ๆ ถามออกไปอีกฝ่ายต้องสงสัยแน่ แต่ต้องเปิดบทสทนาเองแบบนี้ผมจะได้ยิงคำถามยาวๆ เลย


 

“มีอะไรเกี่ยวกับไห่หลานเยี่ยนเหรอ” ผมถามกลับ


 

“ทำหน้าตาสนอกสนใจมากนะ แหน่ะๆ”


 

“ตัวเองเปิดมาแท้ๆ” ผมแทบจะเอื้อมมือไปชกอีกฝ่าย


 

“ล้อเล่นน่า ข่าวใหญ่เลยล่ะ คงรู้จักเหย่าอู๋สินะ” ต้องเริ่มต้นด้วยการเกริ่น


 

“เจ้าพ่อพนัน” ไม่ใช่แค่รู้จักชื่อแต่ผมยังเคยเข้าไปกัดขาอีกฝ่ายมาแล้ว จำได้ว่าวันนั้นผมตื่นมาก็พบว่าหลานเยี่ยนและคนสินทั้งสองถูกพวกของเหย่าอู๋ถือปืนจ่ออยู่ ด้วยฝีมือของพวกหลานเยี่ยนหากมีโอกาสคงสามารถจัดการพวกเหย่าอู๋ได้ผมจึงสร้างโอกาสนั้นด้วยการเข้าไปกัดอีกฝ่าย


 

“ใช่ เช่าพื้นที่ของไห่หลานเยี่ยนเพื่อเปิดบ่อนกาสิโน มีข่าวออกมาว่าผิดใจกับไห่หลานเยี่ยนเรื่องการต่อสัญญาที่ดินอะไรสักอย่างจึงวางแผนเร่งงาน ว่าจ้างมือปืนให้ยิงไห่หลานเยี่ยนในขณะกำลังชุลมุนกับการจัดการพวกลูกน้องมันที่วิ่งเข้าใส่” เหตุการณ์ที่ต้องเล่าดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่ผมเจอก่อนจะตาย


 

“แล้วยังไงต่อ”


 

“ก็ไม่สำเร็จไงล่ะ ได้ยินมาว่าตอนนั้นไห่หลานเยี่ยนรอดตายมาได้เพราะสัตว์เลี้ยงแสนรักเอาชีวิตเข้าปกป้องจนตายแทน กระสุนยิงโดนสัตว์แทนที่จะเป็นคน”


 

“อ่าฮะ” ผมจำภาพเหตุการณ์นั้นได้เป็นอย่างดี


 

“ไคลแม็กซ์มันอยู่ต่อจากนี้ นายต้องได้เห็นคลิปที่มีคนถ่ายมา พวกของไห่หลานเยี่ยนตามล่าตัวการจนรู้ว่าเป็นเหย่าอู๋ที่ซ่อนตัวอยู่ เหย่าอู๋ถูกไล่ล่าเหมือนลูกมดตัวเล็กๆ ในกรงของราชสีห์ วิ่งหนีออกไปกลางถนนแต่ไห่หลานเยี่ยนไม่ยอมปล่อยยิงปืนใส่ทั้งแขนขาไม่ยอมให้ตายง่ายๆ ปล่อยให้ทรมานกับความเจ็บปวดอยู่แบบนั้น ร่างของเหย่าอู๋ชุ่มโชกไปด้วยเลือดก่อนจะตายลงเพราะทนฤทธิ์บาดแผลไม่ไหว ข่าวที่รายงานบอกว่ากระสุนที่ยิงไปนับแล้วเกือบสามสิบนัด น่ากลัวสุดๆ ไปเลย” เล่าไปต้องก็กอดแขนตัวเองทำท่าทางหวาดกลัวซะเต็มประดา


 

“...โหดจัง” ผมที่นึกภาพตามยังเหมือนเห็นฉากสยดสยองนั่นกับตาเลย เท่าที่ผมรู้จักหลานเยี่ยนเขาไม่ใช่คนที่จะไล่ล่าฆ่าใครขนาดนี้ นั่นแปลว่าเหย่าอู๋ปลุกราชสีห์ขนทองให้โกรธเกรี้ยวขึ้นมาจริงๆ


 

“ใช่ไหมล่ะ คนที่กล้าคิดจะลองดีกับไห่หลานเยี่ยนไม่ตายดีสักคน”


 

“อืม” ให้เดาสิ่งที่ทำให้หลานเยี่ยนโกรธได้ขนาดนั้นไม่ใช่เพราะถูกจ้องเร่งงานแต่คงเป็นเพราะการตายของผม


 

“ภาพในคลิปนั่นยังติดตาอยู่เลย”


 

“แล้วจากนั้นเป็นยังไงต่อ” ผมถามอีก


 

“ยังไงคือ? ก็จบแล้ว เหย่าอู๋ตายอนาถ” ต้องทำหน้างงคล้ายไม่เข้าใจว่าผมต้องการถามอะไร


 

“หมายถึงไห่หลานเยี่ยนหลังจากนั้นเป็นยังไงบ้าง”


 

“ไม่รู้เหมือนกัน นี่เป็นข่าวล่าสุดที่เพิ่งรู้ว่าถือเป็นสถานการณ์สดๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ก่อนฉันจะมาหานาย ซึ่งหลังจากนี้เป็นไงฉันก็ไม่รู้แล้ว” อีกฝ่ายส่ายหน้าไปมา


 

“อ่า...” ดีที่อย่างน้อยก็รู้ว่าหลานเยี่ยนยังปลอดภัย


 

หวังว่าหลังจากจัดการเหย่าอู๋ได้จะทำให้หลานเยี่ยนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้นะ


 

ต้องอยู่พูดคุยกับผมอีกพักใหญ่ก่อนจะกลับบ้านไป ระหว่างรอเข้ารับการกายภาพผมหยิบโทรศัพท์มาเปิดไลน์หาที่ทำงานพร้อมกับสอบถามว่าผมสามารถกลับไปทำงานต่อได้ไหม หากเป็นปกติไม่มาทำงานหกเดือนก็ย่อมโดนไล่ออก ดีที่เจ้าของที่ทำงานผมไม่ได้ใจร้าย เขาบอกให้ผมรักษาตัวให้หายสนิทก่อนไม่ต้องรีบ หายเมื่อไหร่ค่อยกลับมา


 

ในช่วงที่หลายอาทิตย์นับจากนี้ผมทำกายภาพอยู่ทุกวัน มีเพื่อนๆ มาหา มาให้กำลังใจไม่ขาด ล่าสุดต้องพาหน่อยภรรยาสุดสวยกับปราบและปรายมาเยี่ยมผมถึงห้อง ร่างกายผมฟื้นฟูเร็วมาก ตามที่หมอบอกคาดว่าอีกไม่กี่วันผมก็สามารถออกจากโรงพยาบาลกลับไปใช้ชีวิตปกติได้แล้ว


 

วันที่ผมได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ผมแวะไปวัดซึ่งมีอัฐิของคุณย่าและคุณแม่อยู่ ผมเล่าเรื่องทุกอย่างที่เจอตลอดหกเดือนให้พวกท่านฟังก่อนจะกลับมายังคอนโดหรือบ้านที่ผมอาศัยอยู่ปัจจุบัน คอนโดนี้แม่ผมซื้อให้เพื่อเตรียมเป็นของขวัญเข้ามหาลัย


 

ผมก้าวเข้ามาในห้องที่ไม่ได้รกแต่มีฝุ่นจับอยู่ไม่น้อย กว่าจะจัดการทำความสะอาดเสร็จก็กินเวลาไปถึงช่วงค่ำ ดีที่ซื้อข้าวกล่องมาเตรียมไว้เลยไม่ต้องลำบากลงไปไหนอีก


 

ตอนกินข้าวผมเปิดโทรทัศน์เพื่อตามข่าวสารไปด้วย ความเคลื่อนไหวของหลานเยี่ยนแทบไม่มีปรากฏในรายงานข่าวช่องไหนๆ หรือแม้แต่พวกเพจเอง ไห่หลานเยี่ยนเงียบหายไปหลังจากมีการรายงานข่าวพร้อมกับคลิปจัดการเหย่าอู๋ ผมเองก็ได้ดูคลิปนั้น...เป็นคลิปที่น่ากลัวอย่างที่ต้องบอก โหดเหี้ยมและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ขนาดร่างของเหย่าอู๋ล้มลงไปแล้วหลานเยี่ยนก็ยังไม่หยุดยิง ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเรียบ มีเพียงความโกรธที่แผ่ออกมา


 

จากวันที่ร่างกระต่ายจื่อจื่อตายไปก็ผ่านมาเกินหนึ่งเดือนแล้ว หวังว่าหลานเยี่ยนจะทำใจได้และก้าวต่อไป


 

ผมเองก็จะก้าวต่อไปเหมือนกัน


 

หยุดพักอีกหนึ่งวัน วันต่อมาผมกลับไปทำงานตามเดิม ที่ทำงานของผมเป็นฟิตเนตซึ่งจะมีให้ซื้อคลาสเรียนเฉพาะด้านกับฝึกแบบเข้าคลาสออกกำลังกายตามแต่ความชอบซึ่งผมนั้นรับหน้าที่ฝึกสอนเฉพาะคาราเต้เท่านั้น


 

จริงอยู่ผมเป็นกีฬาหลายอย่างแต่ถ้าถนัดจนสามารถสอนได้ก็มีแค่คาราเต้ส่วนกีฬาอื่นๆ ก็รู้แค่พวกกฎกับเล่นได้นิดหน่อย


 

หน้าที่ของผมจะสอนนักเรียนทั้งแบบกลุ่มและแบบเดี่ยวที่ต้องการจะเรียนคลาสคาราเต้โดยเฉพาะ มีบ้างที่ไปเป็นผู้ช่วยคลาสออกกำลังคลาสอื่น


 

“พี่หลาม สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้เจ้าของฟิสเนตออกกำลังกายสูงสี่ชั้นด้วยรอยยิ้ม


 

“ไง หายดีแล้วเหรอต่าย” พี่หลามที่เห็นผมวางมือจากเอกสารที่กำลังอ่านเดินมาหาผม


 

“หายดีแล้วพี่ ขอบคุณนะครับที่ยังไม่ไล่ผมออก” เงินเก็บที่มีทั้งหมดของผมเอาไปจ่ายค่าพยาบาลเกือบหมดแล้ว ขืนต้องหางานใหม่ผมต้องแย่แน่ๆ


 

“ฝีมือดี แถมลูกค้าถามหาขนาดนี้จะไล่ออกได้ยังไง” พี่หลามส่งยิ้มกวนๆ มาให้


 

“พี่พูดเกินไป”


 

“วันก่อนคุณนุยังถามหาต่ายอยู่เลย”


 

“อ่า...ครับ” คุณนุที่พูดถึงเป็นนักเรียนคลาสคาราเต้ของผมที่ซื้อคอร์สแบบตัวต่อตัว แต่จะว่ายังไงดี ผมรู้ว่าเขาซื้อคอร์สเพื่อจะมาจีบผมละกัน


 

“ถ้าไม่ชอบก็ปฏิเสธไปตรงๆ ซะ” อีกฝ่ายแนะนำเพราะรู้ว่าคุณนุตามจีบผมมานานหลายเดือนแล้ว นี่ขนาดผมหายไปครึ่งปียังไม่ตัดใจเลย


 

“ผมปฏิเสธไปหลายรอบแล้วครับ” ใช่ว่าผมไม่เคยบอกปฏิเสธ บอกแล้วแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ลามือ


 

"ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็มาบอกพี่ จะช่วยเท่าที่ช่วยได้”


 

“ขอบคุณครับ”


 

“พวกเด็กๆ กับสาวๆ ก็คิดถึงต่ายเหมือนกันนะ ถ้าวันนี้รู้ว่าครูต่ายกลับมาคงรีบวิ่งมาแน่ๆ”


 

“วิ่งมาเรียนเหรอครับ”


 

“เปล่า วิ่งมาถามว่าหายไปไหนมา”


 

“ฮะฮะฮะ” ผมหลุดหัวเราะออกมา ถ้าเทียบกันแล้วผมชอบการสอนแบบกลุ่มมากกว่าเพราะสนุกไปการพูดคุยแถมบรรยากาศยังผ่อนคลายกว่า อย่างกลุ่มเด็กๆ ที่พูดถึงเป็นเด็กม.ต้นที่เหล่าคุณแม่อยากให้ลูกๆ ได้ออกกำลังและฝึกวิชาเลยเลือกให้ฝึกคาราเต้ ส่วนสาวๆ นั้นส่วนมากจะเป็นนักศึกษามหาลัยที่รวมกลุ่มกันเล่นคาราเต้


 

วันนี้ผมมีตารางสอนสาวๆ ช่วงบ่าย ช่วงเช้านี้คงออกกำลังเบาๆ ให้ร่างกายกลับมาเข้าที่ก่อน ร่างกายผมไม่ได้กำยำมาก ออกแนวสมส่วนติดผอมไปนิดเพราะกินแค่น้ำเกลือกับอาหารทางสายยางมาครึ่งปี ถึงอย่างนั้นร่างกายก็ยังจดจำถ่วงท่าต่างๆ ได้


 

ที่นี่มีคนเป็นคาราเต้อยู่ทั้งหมดสามคนซึ่งตอนนี้มีน้องใหม่เพิ่มเข้ามาเป็นสี่คน ช่วงที่คนน้อยๆ ผมได้ฝึกกับพี่ๆ น้องๆ ไปหลายยก คาราเต้เป็นกีฬาที่เน้นใช้ความคล่องตัวกับไหวพริบในการล้มคู่ต่อสู้ พละกำลังมีส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด


 

นักคาราเต้ผอมๆ สามารถเอาชนะนักกีฬามวยปล้ำได้หากมีไหวพริบมากพอ


 

ตัวผมเองไม่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดแต่คิดว่าเก่งพอที่จะปกป้องตัวเองและคนรอบข้างได้


 

ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ร่างกายผมฟื้นฟูจนฟอร์มเกือบจะกลับมาสมบูรณ์ ในทุกๆ วันผมวิ่งและซิตอัพเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ เวลาว่างก็หาคู่ซ้อมกับพวกพี่ๆ ไม่จำเป็นต้องซ้อมกับคู่ที่เป็นคาราเต้เท่านั้น กีฬาไหนๆ ก็สามารถมาเป็นคู่ซ้อมได้ ล่าสุดผมเพิ่มปะทะกับพี่หลามซึ่งเป็นวิชามวยผลปรากฏว่าผมแพ้ราบคาบ


 

ครืดดด~ ครืดดด~


 

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นหลังผมกลับเข้ามาในห้องเรียบร้อย ชื่อที่ปรากฏขึ้นทำให้ผมยกยิ้มก่อนจะกดรับสาย


 

“โทรมาแบบนี้มีอะไรให้ทำสินะ” ผมบอกกับปลายซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผมอย่างต้อง


 

(รู้ใจ สมแล้วที่เป็นเพื่อน ว่าแต่หายดีแล้วใช่ไหม)


 

“หายดีแล้ว มาลองสักยกไหม”


 

(เปลี่ยนเป็นดวลปืนแทนได้รึเปล่า) ต้องถามกลับ


 

“งั้นทางนี้ก็แพ้สิ” ผมยิงปืนเป็นแต่ไม่ได้เก่งถ้าเทียบกับต้องที่จับใช้อยู่ทุกวัน


 

(ถ้าสู้ด้วยคาราเต้ทางนี้ก็ไม่รอดเหมือนกันแหละ นายกระโดดเตะก้านคอฉันทีเดียวก็ลาโลกเลยนะ) อีกฝ่ายพูดติดตลก


 

“เว่อร์ไป มีอะไรว่ามา”


 

(อยากมาเป็นคนล่อซื้อยาหน่อยไหม) คำถามที่ได้ยินทำเอาผมหลุดขำออกมา


 

“ซื้อมาไม่รู้กี่สิบครั้งแล้วยังจะถามอีกเนอะ” ถ้ายังจำได้ผมเคยเล่าว่าตัวเองเข้าร่วมกับทางตำรวจเพื่อทำภารกิจอย่าง การล่อซื้อ การเป็นนกต่อหรือการจับพ่อค้ายาเป็นสิ่งที่ผมเคยทำมาแล้วทั้งนั้น


 

งานอันตรายจริงแต่ผมคิดว่ามันคุ้มหากจับตัวพวกพ่อค้ารายใหญ่ได้ จะบอกว่าเป็นพลเมืองดีก็ไม่ผิดแค่อยากช่วยเท่าที่จะช่วยได้ก็เท่านั้น


 

(ไม่ได้ทำมาตั้งนานกลัวว่าตื่นสนาม) ปลายสายพูดต่อ


 

“งั้นไม่ทำ...”


 

(อย่าพูดแบบนั้นสิเพื่อนรัก คนที่เหมาะจะทำงานนี้มีแค่เพื่อนต่ายเท่านั้นนะ)


 

“ต้องดีใจใช่ไหม” ที่ตัวเองเหมาะกับการเป็นคนล่อซื้อยาน่ะ


 

(งานแบบนี้ต้องให้คนที่ดูไม่เป็นอันตรายทำ)


 

“จะให้ทำอะไรว่ามา” ผมรู้เหตุผลที่ต้องให้ผมช่วยดี เดี๋ยวนี้ขบวนการค้ายารอบคอบขึ้นมา ต่อให้ล่อซื้อได้แต่ถ้าฝ่ายนั้นเห็นว่าเราทำตัวน่าสงสัยหรือมีพิรุจก็จะหนีไปทันที การล่อซื้อก็เป็นอันชวด แต่ผมที่มีรูปลักษณ์ที่ดูภายนอกไม่เป็นพิษเป็นภัยออกจะซื่อและเรียบร้อยแบบนี้ล่อซื้อกี่ครั้งก็สำเร็จตลอด


 

(จะส่งไอดีติดต่อให้ ให้สั่งซื้อ50เม็ดนัดเอาที่ผับZเวลาสองทุ่มคืนวันพุธ)


 

“เข้าใจแล้ว ให้ทางนี้จับหรือว่าทางนั้นจะจับเอง” ผมถามต่อ ไม่สงสัยว่าทำไมต้องนัดรับผับ พวกพ่อค้าชอบเวลานัดยังสถานที่ที่คนเยอะๆ เพราะง่ายต่อการเข้าหาและหนีหาย


 

(ทางนี้จะติดตามต่อเองเพื่อจะได้ปลาตัวใหญ่)


 

“ระวังด้วยล่ะ”


 

(คนที่ต้องระวังคือใครกันแน่ ไปผับระวังถูกสาวหรือหนุ่มฉุดล่ะ) อีกฝ่ากทำเสียงล้อเลียน


 

“ถ้าสาวนี่จะยอมให้ฉุดเลย”


 

(แล้วถ้าหนุ่ม?)


 

“ถ้าไม่หล่อเทียบเท่าหรือหล่อกว่าไห่หลานเยี่ยนก็คงไม่ยอม” ผมยกยิ้มขึ้นเมื่อนึกถึงใบหน้าของหลานเยี่ยน


 

(...เล่นของสูงเลยนะ ในโลกนี้จะมีสักกี่คนกัน)


 

“มัวแต่คุยไม่กลับไปหาลูกเมียเหรอ”


 

(กำลังกลับนี่แหละ บาย)


 

“บาย” ผมบอกลาก่อนจะวางโทรศัพท์ลง


 

วันนี้วันจันทร์ ...คืนวันพุธ...อีกสองวันสินะ


 

ผมออกไปทำงานช่วงเช้ากลับเข้ามาช่วงเย็นทำกิจวัตรทุกอย่างเป็นปกติแต่เมื่อถึงคืนวันพุธผมกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่เหมาะกับการไปผับอย่างเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีกรมท่ากับกางเกงยีนขายาว


 

ผับZเป็นผับชื่อดังที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดนผมนัก นั่งรถไฟฟ้าแล้วค่อยต่อแท็กซี่อีกทีจึงมาถึง ผับสี่ชั้นถูกออกแบบให้เป็นกระจกทั้งหมดทำให้สามารถมองเห็นได้จากข้างนอกและข้างใน


 

ผมเงยหน้าขึ้นมองยังผับเบื้องหน้าก่อนจะสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่อยู่บนชั้นสี่ ด้วยความสูงของตึกทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดนักแต่เพราะความใกล้ชิดที่มีมาตลอดครึ่งปีทำให้ผมรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


 

ไห่หลานเยี่ยน?


 

ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้


 

ถ้าไม่เห็นกับตาผมคงไม่เชื่อว่าไห่หลานเยี่ยนจะมาเยือนประเทศไทย ไม่เห็นมีข่าวออกมาเลย...หรือว่าปิดข่าวไว้?


 

ผมตั้งข้อสงสัยไว้หลายอย่าง ถึงจะสงสัยแต่ผมในตอนนี้ไม่สามารถเข้าใกล้อีกฝ่ายได้หรอก จะให้ผมเข้าไปบอกว่าอะไร...ผมคือจื่อจื่อที่ตายไปงั้นเหรอ


 

ผมเคยคิดนะว่าถ้าได้เจอหลานเยี่ยนอีกผมจะเข้าไปหาอีกฝ่ายรึเปล่า คำตอบที่ได้คือไม่ ผมมีชีวิตของผมและหลานเยี่ยนก็มีชีวิตของหลานเยี่ยน ชีวิตของพวกเราบรรจบกันเพียงเพราะวิญญาณผมเข้าไปอยู่ในร่างกระต่ายตัวหนึ่งซึ่งตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม พวกเราต่างต้องก้าวต่อไปในเส้นทางของตัวเอง


 

ดวงตาสีน้ำตาลของผมหลับลงเพื่อไล่ความรู้สึกหลายๆ อย่างออกไปก่อนจะก้าวเข้าไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด


 

ก่อนจะมานี่ผมได้ทำการติดต่อกับคนขายไว้ล่วงหน้าและได้นัดสถานที่บริเวณชั้นหนึ่งโต๊ะที่อยู่เกือบมุมด้านใน เป็นจุดซึ่งไม่สะดุดตานัก ทางผู้ค้าไลน์มาหาผมถามเรื่องลักษณะการแต่งตัวก่อนจะมีชายคนหนึ่งเข้ามายืนขนาบข้างผมด้วยภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างจะเรียบร้อยเกินกว่าที่คิด ใส่เสื้อคอปกดูสะอาดสะอ้านแต่กลับยื่นซองยามาให้ผมอย่างเนียนๆ ผมส่งกระเป๋าเงินที่ใส่เงินสดให้ ทันทีที่การแลกเปลี่ยนสำเร็จอีกฝ่ายรีบก้าวยาวๆ ออกไป


 

การซื้อขายจบลงโดยไม่มีการได้ยินเสียงกันและกัน ในขณะที่คุยกับคนขายผมเองก็คุยกับต้องไปด้วย คนในทีมต้องแฝงตัวเข้ามาเพื่อติดตามคนขายออกไปด้านนอกโดยมีคนหนึ่งมารับยาที่ผมถือไว้ไปด้วย หน้าที่ผมจบลงแล้วที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของต้องกับคนในทีมจัดการต่อ


 

ผมควรจะกลับคอนโดไปอาบน้ำนอนถ้าไม่ติดว่าภาพใบหน้าของหลานเยี่ยนยังปรากฏขึ้นมาไม่หยุด


 

การหักห้ามใจตัวเองเป็นสิ่งที่ยากที่สุด บอกเหตุผลไปเป็นร้อยแต่สุดท้ายก็ขึ้นมาจนถึงชั้นสี่จนได้ ชั้นนี้เป็นชั้นบนสุดที่ถ้าเงินไม่ถึงก็อย่าได้ก้าวเข้ามา แน่นอนว่าเงินผมไม่ถึงแต่ผมก็ยังเลือกที่จะก้าวเข้าไป ด้านในเงียบกว่าชั้นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเรียกว่ามีทั้งความสงบและความเป็นส่วนตัว


 

ผมเดินเข้าไปด้านในท่ามกลางสายตาของพนักงานที่จับจ้องมาไม่วางตา เมื่อถึงบริเวณหนึ่งผมเห็นเจียงฮุยกับไป๋หยางที่ยืนทำหน้าที่คุ้มกับพร้อมกับบอดี้การ์ดอีกหลายคนอยู่รอบนอก ด้านในมีโต๊ะอยู่หลายตัวแต่กลับมีเพียงตัวเดียวที่มีคนนั่งอยู่ ชายคนนั้นถือแก้ววิสกี้ขึ้นมากระจกทอดสายตามองไปด้านนอกอย่างเหม่อลอย มองด้วยตาก็รู้ว่าสติของหลานเยี่ยนไม่ได้อยู่ครบ


 

เมาแล้วแน่ๆ


 

“คุณครับ จากตรงนี้เข้าไม่ได้นะครับ” พนักงานชายคนหนึ่งเข้ามาเตือน


 

“ครับ ผมรู้แล้ว” ผมหันไปตอบ แค่อยากมาเห็นกับตาว่าเป็นหลานเยี่ยนจริงๆ แต่ไม่รู้ทำไมขาผมถึงไม่ยอมก้าวออกไปตรงกันข้ามกับเดินเข้าไปหาซะอีก


 

“ตรงนี้บอสของเราจองแล้ว ห้ามเข้า” ไป๋หยางหรี่ตามองผมที่ก้าวเข้าไป ใบหน้าและรูปร่างที่น่ากลัวไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวเพราะจดจำความอ่อนโยนของอีกฝ่ายได้


 

“ผม...ผมอยากเข้าไปหาหลานเยี่ยนได้รึเปล่า” คำขอโต้งๆ ทำเอาทุกคนถึงกับเงียบกริบ


 

ผมไม่ได้หวังว่าจะได้เข้าไปเพราะรู้ว่าพวกเขาไม่ปล่อยให้คนที่ไม่รู้จักเข้าใกล้หลานเยี่ยนแน่นอน


 

ผมคิดว่าการที่ตัวเองยังเฝ้าคิดถึงอีกฝ่ายเป็นเพราะการจากลาของพวกเรามันค่อนข้างน่าเศร้า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเข้าไปพูดเพื่อจะได้จากลากันด้วยดี


 

ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้ไหม


 

“เท่าที่ผมรู้...พวกเราไม่รู้จักคุณ” ครั้งนี้เจียงฮุยเป็นฝ่ายพูดบาง เขาใช้ดวงตาคมกริบไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแทนการสำรวจ


 

“...นั่นสิ” ผมยิ้มให้กับคำพูดนั้น ผมในตอนนี้ไม่รู้จักกับพวกเขา


 

“เชิญกลับไปด้วยครับ” อีกฝ่ายเอ่ยคำสุภาพด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


 

“บอสคุณเมามากแล้ว ควรจะพาเขากลับไปพักผ่อนนะ”


 

“ไม่ใช่หน้าที่คุณต้องเป็นห่วงครับ”


 

“มันห้ามได้ที่ไหนล่ะ ให้ผมเดาเขาคงไม่ยอมกลับใช่รึเปล่า” ผมอยู่กับหลานเยี่ยนมานาน นิสัยของเขาทำไมผมจะไม่รู้


 

“คุณ...”


 

“ผมอาจช่วยให้เขายอมกลับได้”


 

“คุณต้องการอะไรกันแน่” สายตาของพวกเขากำลังระแวงผม


 

“ผมแค่อยากคุยกับหลานเยี่ยน ค้นตัวผมก็ได้ ผมไม่คิดจะทำร้ายเขา” ดวงตาสีน้ำตาลของผมประสานเข้ากับดวงตาอีกสองคู่ของคนสนิท ผมคงทำได้เพียงแสดงความจริงใจออกมา


 

“พวกเราไม่จำเป็นต้องทำตาม”


 

“ได้โปรด...ผมขอร้อง” พอเห็นสภาพของหลานเยี่ยนที่กระดกวิสกี้นั่นเหมือนน้ำเปล่าผมรู้สึกใจไม่ดีเลย เหมือนเขากำลังทรมานตัวเอง


 

“...” เจียงฮุยกับไป๋หยางมองหน้าผมพักใหญ่ก่อนจะหันไปมองหน้ากันคล้ายจะปรึกษาทางสายตา


 

“ห้านาที” เจียงฮุยเอ่ยเสียงเรียบ


 

“ขอบคุณครับ” ผมเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเจียงฮุยยอมเปิดทางให้ผมเข้าไปด้านใน


 

ผมไม่รอช้ารีบก้าวไปยังโต๊ะที่อยู่มุมด้านในสุด กลิ่นของแอลกอฮอล์รุนแรงถึงขนาดยังเดินไม่ถึงตัวก็ยังได้กลิ่นอย่างชัดเจน ไม่อยากเดาเลยว่าอยู่แบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว


 

“หลานเยี่ยน” ผมเอ่ยเรียกก่อนจะเข้าไปนั่งยังโซฟาตัวเดียวกัน ใบหน้าของอีกฝ่าสเป็นสีแดงก่ำด้วฤทธิ์ของแอลกอฮอล์


 

“อื้อ...ใคร” อีกฝ่ายหันมามองผมพร้อมกับคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากัน บนโต๊ะมีทั้งเหล้า ขวดวิสกี้ยันขวดไวน์วางระเกะระกะอยู่


 

“กินมั่วขนาดนี้คุณไม่รักชีวิตแล้วรึไง” ผมอยากจะกระชากอีกฝ่ายมาเขย่าแรงๆ ให้หายเมาหากไม่ติดว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นกำลังหลั่งน้ำตาออกมา


 

“จื่อจื่อ...” ชื่อที่หลานเยี่ยนเอ่ยออกมาทำให้หัวใจผมบีบรัดแน่น คนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ก็คือผม


 

เพราะงั้นคนที่ต้องจัดการเรื่องนี้ก็ควรต้องเป็นผม


 

หมับ!


 

ผมขยับเข้าไปกอดร่างของหลานเยี่ยนไว้แน่น มือสองข้างลูบแผ่นหลังนั้นเบาๆ แทนการปลอบประโลมก่อนจะเอ่ยสิ่งที่อยากพูดมาตลอดแต่ไม่มีโอกาสได้พูด...


 

“อย่าโทษตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของคุณ ผมยอมที่จะตายเพื่อให้คุณมีชีวิตไม่ใช่เพื่อให้คุณมาทำลายชีวิตตัวเองแบบนี้นะหลานเยี่ยน”


 

“...จื่อจื่อ?”


 

“ถึงผมไม่อยู่คุณก็ต้องเดินหน้าต่อ ต้องทำให้ตัวเองมีความสุขสิ อย่าจมอยู่กับความทุกข์แบบนี้ ผมไม่อยากเห็นคุณเป็นแบบนี้เลย” ผมใช้มือสองข้างสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่าย หลานเยี่ยนที่ผมรู้จักแทบจะไม่แตะของพวกนี้ด้วยซ้ำ มาวันนี้เขากลับกินมันเหมือนอาบ


 

“จื่อจื่อ...นาย...จื่อจื่อ” หลานเยี่ยนปล่อยแก้วใสในมือทิ้งเปลี่ยนมากอดรัดตัวผมแน่นคล้ายจะหาที่ยึดเหนี่ยว


 

“อย่ากินอีก พอได้แล้ว กลับไปพักซะ เข้าใจไหม”


 

“จื่อจื่อ...” อีกฝ่ายเหมือนคนไม่มีสติเอาแต่เรียกอีกชื่อของผมพร้อมกับกอดรัดแน่นไม่ยอมปล่อย


 

“ผมจะเรียกเจียงฮุยกับไป๋หยางมาพาคุณกลับ”


 

“ไม่...จื่อจื่อ...ไม่ไป...กลับมานี่” หลานเยี่ยนไม่ยอมให้ผมขยับตัวหรือแม้แต่ยกแขนขึ้น เขาแทบจะโถมใส่ผมทั้งตัวด้วยซ้ำ


 

“หลานเยี่ยน...”


 

“ขอโทษ...ขอโทษ...ที่ช่วยไม่ได้” น้ำเสียงสั่นๆ กับความเปียกชื้นที่สัมผัสได้ทำเอาหัวใจผมเจ็บไปหมด หลานเยี่ยนที่อ่อนแอขนาดนี้ไม่ใช่หลานเยี่ยนที่ผมรู้จัก


 

เมาขนาดนี้ตื่นมาก็คงจำอะไรไม่ได้อยู่ดี


 

เพราะงั้นไม่เป็นไรถ้าผมจะพูดในสิ่งที่อยากพูด


 

“คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษ คุณไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น เป็นผมเองที่ตัดสินใจแบบนั้นและต่อให้ย้อนกลับไปได้ผมก็จะทำแบบเดิม ผมยอมเห็นคุณตายไม่ได้หลานเยี่ยน จำได้ไหมผมบอกคุณว่าผมอยู่กับคุณเสมอเพียงแค่คุณจดจำผมไว้ผมจะยังอยู่กับคุณ...เพราะงั้นเลิกทำร้ายตัวเองตัวเองเถอะนะ”


 

“...ฉันเป็นเจ้าของ...ที่แย่มาก...ทำอะไรเพื่อนายไม่ได้สักอย่าง...เอาแต่แกล้ง...แล้วสุดท้ายก็ช่วยชีวิตนายไม่ได้” หลานเยี่ยนยังคงโทษตัวเองไม่หยุด


 

“หลานเยี่ยน...คุณเป็นเจ้านายที่ดี ถึงคุณจะชอบแกล้งชอบแหย่แถมยังเอาแต่ใจแต่ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้อยู่กับคุณ ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมันดีมากจริงๆ ผมดีใจที่มีคุณเป็นเจ้าของนะ”


 

“จื่อจื่อ...จื่อจื่อ”


 

“สัญญากับผม อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้นี้อีก”


 

“จื่อจื่อ...”


 

“สัญญาก่อนหลานเยี่ยน” ผมทวงคำสัญญาขณะลูบแผ่นหลังนั้นไม่หยุด สายตาผมหันไปเห็นเจียงฮุยและไป๋หยางกำลังเดินเข้ามา แปลว่าเวลาผมคงหมดแล้ว


 

“...จื่อจื่อ...อย่าไปไหน...”


 

“หลานเยี่ยน...”


 

“อยู่กับฉัน”


 

“ผมอยู่กับคุณเสมอ กลับได้แล้ว” ไม่ได้คำสัญญาก็ช่างเถอะ อย่างน้อยให้ระบายออกมาน่าจะช่วยได้เยอะแล้ว ผมขยับตัวลุกขึ้นโดยมีหลานเยี่ยนขยับตามมาติดๆ


 

“ไม่กลับ...จื่อจื่อ” หลานเยี่ยนเอื้อมมือมาหมายจะคว้าตัวผมที่ก้าวถอยห่างเมื่อไป๋หยางเข้ามาช่วยพยุงร่างของหลานเยี่ยนไว้


 

“พักผ่อนเยอะๆ ฝันดีนะหลานเยี่ยน” ผมเอ่ยบอกประโยคสุดท้ายก่อนจะก้มหัวขอบคุณเจียงฮุยและไป๋หยางที่ยอมให้ผมเข้ามาหาหลานเยี่ยน


 

“เดี๋ยวครับ” เจียงฮุยเอ่ยรั้ง


 

“...?”


 

“คุณ...คุณคือจื่อจื่อของท่านหลานเยี่ยนใช่ไหมครับ” คำถามของเจียงฮุยทำเอาคิ้วของผมขมวดแน่น


 

ทำไมถึงถามแบบนั้น


 

หรือว่าหลานเยี่ยนเล่าเรื่องของผมให้ทั้งคู่ฟัง


 

“ผมไม่เข้าใจว่าคุณพูดถึงใคร ขอตัวก่อนนะครับ” ผมพยายามทำหน้าใสซื่อสุดชีวิตก่อนจะหันหลังเดินออกไป


 

ผมแค่อยากมาคุยกับหลานเยี่ยนเป็นครั้งสุดท้าย


 

จากนี้คงไม่มีโอกาสได้เจอกันแล้วล่ะมั้ง

.........................................

มาเซอร์ไพรส์ค่า!!

จากตอนที่แล้วหลายคนเรียกร้องกันมามาก

เราเลยเค้นพลังออกมาจนสามารถแต่งจบได้อย่างรวดเร็ว

บอกเลยว่าเหนื่อยมาก

และคาดว่าคงไม่ทำให้ทุกคนค้างแล้ว(มั้ง)

อาทิตย์นี้เราจะอัพให้2ตอนนะคะ เจอกันอีกทีวันอาทิตย์ค่ะ

เราดีใจมากๆ กับคอมเม้นท์ที่ถล่มทลาย เกินกว่าที่คิดไว้มากเลย

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจด้วยนะคะ


 

แฟนอาร์ตของจื่อจื่อที่นักอ่านวาดมาให้ค่ะ

น่ารักมากๆ เลย

ขอบคุณ คุณ@Nokk_JK มากๆ เลยนะคะ

ปกติเราไม่ค่อยได้เข้าไปอ่านในแท็กเท่าไหร่ ไม่คิดว่าพอเข้าไปแล้วจะได้เจอหลายๆ โพสที่พูดถึง

ขอบคุณมากๆ สำหรับกำลังใจนะคะ

นอกจากนี้เรายังได้จ้างวาดรูปพระนายของเรื่องด้วย ลงไว้ที่หน้าแรกของเรื่องเข้าไปดูกันได้นะคะ

จะเอามาอวดท้ายตอนในวันอาทิตย์น้าา(วันนี้คุยยาวแล้ว555)

ไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ

เราขอไปนอนก่อนน้า ฝันดีค่า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.042K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,078 ความคิดเห็น

  1. #1058 โคมวิเศษ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 02:57
    ต่ายคือยังไม่รักหลานเยี่ยนใช่ไหมคะ แค่พูกพันกับรู้สึกดีเฉยๆ?
    เพราะดูไม่พยายาม ไม่ทำเพื่อให้ได้มามาก หรืออาจะแค่จะเจียมตัว เอาเถอะ แต่ไม่ถูกใจเลยจริงๆ
    #1,058
    0
  2. #1038 ... (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 18:15

    แอบเฟลนิดหน่อยช่วงแรกๆของตอนที่น้องเหมือนจะตัด/ไม่คิดถึงอีกแล้ว... คือถ้าพี่ไม่มาไทย ก็คงไม่ได้เจอกันอีกเลย เพราะน้องคือเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องมีเขาอะ T T เราว่าตอนนี้หน่วงกว่าตอนที่แล้วอีกนะ ตอนที่ผ่านมาคือสัมผัสได้ถึงความรักอะ ._.

    #1,038
    0
  3. #967 0804211939 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 18:44
    ตอนที่แล้ว ตัดตอนจื่อจื่อตาย ก็ว่าเศร้าแล้ว ตอนนี้มันหน่วงมากกก หน่วงไปหมด น้ำตาเกือบไหล สงสารพระเอกเลย
    #967
    0
  4. #800 krixi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 06:26
    สนุกมาก แต่งดีมาก ๆ
    #800
    0
  5. #799 krixi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 06:26
    สนุกมาก แต่งดีมาก ๆ
    #799
    0
  6. #763 0984363270 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 22:36
    ร้องไห้ฮืออออออออๆๆๆๆๆ
    #763
    0
  7. #727 sakura17 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 08:22
    เจียงฮุ่ยอาจจะจำเสียงได้รึเปล่า ทำงานใกล้ชิดต้องมีบางครั้งที่บังเอิญไปได้ยินบ้างรีเปล่านะ
    #727
    0
  8. #597 IamonRead (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 12:52

    พอบรรยายถึงตอนที่น้องต่ายอยากจับหลานเยี่ยนมาเขย่าแต่ทำไม่ได้เพราะหลานเยี่ยนน้ำตาไหล คนอ่านคือน้ำตาไหลพรากเลย...
    #597
    0
  9. #473 อัพแล้วหายกันเก่งงง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 21:39
    หลานเหยี่ยนนนไม่เป็นไรนะคะ น้อนอยู่ตรงเน้
    #473
    0
  10. #428 pimchasri (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 23:12
    อร้ายยยยยย
    #428
    0
  11. #414 peace_in_apple (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 00:15
    ทำไมน้องช่างน่ารักอ่อนโยนขนาดนี้
    #414
    0
  12. #339 «PhuengAugust» (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 18:01
    หลายเยี่ยนต้องเล่าให้ฟังแน่เลยยย
    #339
    0
  13. #308 kung21k (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 13:37
    รอๆๆอ่านวนไปมาทีนะ
    #308
    0
  14. #289 a0988072790 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 12:21
    ในที่สุดวันนี้ก็วันอาทิตย์แล้ว!!🤧
    #289
    0
  15. #288 เอบี (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 12:07

    วันนี้วันอาทิตย์แล้วน้า..

    #288
    0
  16. #287 UZUKI (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 07:58

    ฮือออินดูหลานเหยียน น้อลลลลลลลอ่า

    #287
    0
  17. #286 Ice1234567891011 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 01:37

    ยาวจุใจจริงๆ

    #286
    0
  18. #285 nutwu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 16:18
    สนุกมากๆเลยค่ะเป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะสนุกมากก
    #285
    0
  19. #284 Lalaland332221 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 14:17
    กรี๊ดดดดกก คืออ่านมารวดเดียว วางไม่ลงเลยจ้าา สนุกมากกกก รอตอนต่อไปค่ะะ
    #284
    0
  20. #282 Lady Luna (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 02:46
    คือแอบรู้สึกชอบที่น้องมันมูฟออนนะ แบบดูเป็นคนใช้ชีวิตกับปัจจุบันอ่ะ ไม่ยึดติดแต่เก็บความทรงจำทุกอย่างไว้อ่ะ
    #282
    0
  21. #281 halfmoonx_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 00:44
    บอสน่าจะเล่าเรื่องจื่อให้ฟังแล้วมั้ยนะ เห็นบอสเป็นงี้แล้วใจบาง ;-; น้องจื่อไม่ต้องมูฟองมูฟออนอะไรทั้งนั้น!! ไปต่อสิลูก ฮือ ถ้าบอสสร่างเมาคงได้พลิกแผ่นดินหา5555
    #281
    0
  22. #275 i-lom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 22:09
    พึ่งนึกออกน้องในร่างมนุษย์คุยจีนกับพี่รึคุยอิ้ง??
    #275
    0
  23. #274 rugnadegde (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 21:18
    ไรท์คะคือหนูมีคำถาม ทำไมวันนี้เป็นวันศุกร์คะ มันน่าจะเป็นวันอาทิตย์ได้แล้วนะ หนูกุมขมับแป๊บ
    #274
    0
  24. #272 mopq1234 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:26
    รอค่าาา
    #272
    0
  25. #270 09427201 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 17:04
    ตามน้องไปปปปปปป!!! อย่าปล่อยมือออ อย่าปล่อยมือ
    #270
    0