กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 7 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 6《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,008 ครั้ง
    3 พ.ค. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 6《


 


 

เมื่อยามเช้ามาเยือนดวงตาสีเทาของผมลืมขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปลุก ร่างกายเหมือนจะจดจำได้ว่าต้องตื่นเวลานี้ สิ่งแรกที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาผมคือภาพของก้อนกลมๆ สีเทาเข้มที่นอนขดอยู่บนเตียงนอนส่วนตัวด้านข้างหมอนหนุนของผม


 

จื่อจื่อ


 

นั่นคือชื่อของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ กว่าอีกฝ่ายจะยอมขึ้นมานอนด้วยกันนั้นไม่ง่ายเลยแต่จะว่ายากก็ไม่ยาก เรียกว่ายังงงๆ อยู่เลยด้วยซ้ำไป วันแรกที่จัดเตรียมทุกอย่างพร้อมให้เข้านอนจื่อจื่อปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมนอนกับผม ถูกปฏิเสธขนาดนั้นถ้าผมยังบังคับก็ออกจะใจร้ายเกินไปหน่อยจึงยอมรามือ วันต่อมาผมดันป่วยและได้จื่อจื่อนอนเฝ้าอยู่ข้างๆ นับจากวันนั้นเขาก็นอนด้วยกันกับผมมาตลอด


 

ตั้งแต่จำความได้ผมนอนคนเดียวมาตลอด และด้วยความที่พื้นที่ส่วนตัวค่อนข้างสูงจึงแทบไม่มีใครได้เหยียบเข้ามาในห้องนี้กระทั่งได้เจอกับจื่อจื่อ ยอมรับว่าแปลกใจที่อยากให้อีกฝ่ายอยู่ข้างๆ อยู่ในสายตาตลอด ยิ่งอยู่ใกล้เท่าไหร่ยิ่งดี


 

ผมชอบเวลาได้มองเห็นกระต่ายตัวจ้อยในกิริยาบทต่างๆ มีทั้งออดอ้อน น่ารัก น่าเอ็นดูและน่าแกล้ง


 

เพียงแค่มองก็ทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาได้แล้ว รอยยิ้มจริงๆ ที่ไม่ได้เสแสร้งหรือแกล้งทำ นับวันผมยิ่งรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติที่รู้สึกกับกระต่ายตัวหนึ่งได้มากขนาดนี้


 

ผมใช้เวลาหลายนาทีเฝ้ามองกลุ่มขนสีเทาปุกปุยซึ่งอยู่ตรงหน้าก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสลูบไล้ตามความเคยชินทว่าร่างกายสั่นๆ ของอีกฝ่ายทำเอาผมเด้งตัวขึ้นมองด้วยความตกใจ


 

ร่างของจื่อจื่อสั่นระริกซึ่งมองด้วยแทบไม่รู้แต่พอจับตัวถึงรับรู้ได้ทันว่าร่างนั้นกำลังสั่นเทิ้มอย่างน่าสงสาร อีกทั้งอุณหภูมิที่แผ่มาสูงกว่าปกติที่ผมสัมผัสอยู่ทุกวัน


 

“จื่อจื่อ” ผมเอ่ยเรียกพลางใช้มือจับร่างนั้นอีกครั้งเพื่อรับรู้ถึงแรงสั่นและอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าปกติ


 

“งี๊ด” เสียงเล็กๆ ครางสูงทั้งที่ดวงตายังปิดสนิททำเอาผมรู้สึกกังวลขึ้นมา


 

“เป็นอะไรจื่อจื่อ ไม่สบายเหรอ” ความจริงไม่จำเป็นต้องถามผมก็ควรจะเดาได้แต่เพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้ผมร้อนรนและสับสน สติที่มีไม่ครบถ้วนเหมือนอย่างเคย


 

“...หลานเยี่ยน” ดวงตาสีดำสนิทปรือขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่าถูกผมอุ้มขึ้นมา


 

“ตัวนายสั่นมากเลย ร้อนมากด้วย” ยังดีที่สามารถพูดคุยกันได้


 

“ผมปวดไปทั้งตัวเลย” เสียงของจื่อจื่อฟังดูอ่อนแรงจนน่าสงสาร


 

“ฉันจะโทรตามหมอ” ผมตัดสินใจวางจื่อจื่อลงบนที่นอนตามเดิมก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาเปิดเครื่องและโทรหาหนึ่งในรายชื่อที่ถูกบันทึกไว้อย่างไมเคิล โจวทว่ากลับโทรไม่ติด เป็นไปได้ว่าฝ่ายนั้นคงจะหลับอยู่ผมจึงเปลี่ยนไปกดเบอร์ของไป๋หยางแทน


 

(ครับบอส ผมกับเจียงฮุยกำลังจัดทีมบอดี้การ์ดสำหรับวันนี้ครับ) ปลายสายรายงานสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังทำอยู่ เขาคงคิดว่าผมโทรไปถามเรื่องนั้น


 

“ตามหมอมา” ผมพูดเข้าธุระทันที


 

(หมอ? บอสป่วยเหรอครับ)


 

“จื่อจื่อป่วย”


 

(จื่อจื่อป่วย?)


 

(ว่าไงนะ) เสียงของเจียงฮุยดังแทรกเข้ามาในสายเมื่อได้ยิน


 

“ไปตามไมเคิล โจวมา ” ผมพูดอีกครั้ง


 

(รับทราบครับผมจะไปตามเอง) ไป๋หยางอาสา


 

“ให้เร็วที่สุด”


 

(ได้ครับ แล้วงานวันนี้บอส...)


 

“ไม่ไป” ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยจบประโยคผมก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะถามอะไร ในสถานการณ์ที่จื่อจื่อป่วยแบบนี้ผมไม่คิดจะออกไปทำงานหรอกนะ


 

ถึงไปก็คงไม่มีสมาธิทำงานอยู่ดี ดังนั้นจะไปหรือไม่ไปก็มีค่าไม่ต่างกัน


 

(ครับ)


 

เมื่อคุยเสร็จผมวางสายลงแล้วหันกลับมาสนใจร่างบนเตียงอีกครั้ง มองด้วยสายตาอีกฝ่ายดูปกติแต่พอผมเอื้อมมือไปแตะร่างกายนั้นกลับสั่นมากกว่าเดิมอีก


 

“จื่อจื่อ”


 

“ผมปวดไปทั้งตัวเลยหลานเยี่ยน” จื่อจื่อพึมพำเสียงเบาก่อนจะพลิกตัวมาทางผม ดวงตาคู่นั้นกำลังสั่นระริกบ่งบอกถึงความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญอยู่


 

“ฉันตามหมอแล้ว มีอาการยังไงบอกมาให้หมด” หมออาจวินิจฉัยได้จากการตรวจเบื้องต้นแต่คงไม่ตรงเท่าให้เจ้าตัวบอกอาการเอง แน่นอนว่าเรื่องที่จื่อจื่อพูดได้มีเพียงผมที่รู้จึงต้องถามอาการให้เรียบร้อยก่อนไป๋หยางจะไปตามหมอมา


 

“ปวดหัวมาก ร่างกายก็ปวดไปหมด ตัวร้อนๆ เหมือนเป็นไข้ หนาวๆ ร้อนๆ” อีกฝ่ายบอกอาการทั้งหมดให้ฟัง


 

“ไหวไหม” พอได้ฟังอาการแล้วผมใจไม่ดีเลย


 

อยากจะช่วยแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยได้ยังไง


 

“...อื้อ...ห่มผ้าให้หน่อย”


 

“ได้” ผมหยิบผ้าห่มผืนเล็กมาห่มให้ทันที


 

“เปิดตรงขาไว้หน่อยผมร้อน”


 

“ได้” สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการผมไม่ขัด


 

ระหว่างเฝ้าจื่อจื่อมีสายจากไป๋หยางโทรเข้ามาอีกครั้งว่ากำลังจะกลับมาถึงแล้วผมเลยบอกให้อีกฝ่ายพาไมเคิล โจวขึ้นมาบนห้องผมได้เลย ผมไม่อยากจะขยับหรือเคลื่อนไหวจื่อจื่อในตอนนี้


 

ผมลุกขึ้นไปหยิบเสื้อเชิ้ตสีเทามาใส่ก่อนจะเดินไปเปิดประตูที่มีเสียงเคาะดังขึ้น ด้านนอกมีลูกน้องคนสนิทของผมทั้งสองคนยืนขนาบข้างหมอที่ถูกพามาซึ่งหมอตรงหน้านี่แหละเป็นคนที่ผมให้ไป๋หยางไปเอาตัวมา


 

“มาช้าโจว” นี่คือประโยคแรกที่ผมเอ่ยทักหมอที่นับว่าเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่ผมมี


 

“เร็วสุดแล้วเพื่อน รู้ไหมว่านี่มันกี่โมง พูดกับเพื่อนแบบนี้กลับไปนอนซะดีไหม คิดว่าการถูกปลุกตั้งแต่ไก่โห่มันดีนักเหรอ” อีกฝ่ายก็ไม่น้อยหน้าตอบกลับผมอย่างเจ็บแสบ ดูจากเสื้อผ้าและทรงผมก็รู้ว่าถูกปลุกและยัดเข้ารถมาเลย


 

“รักษาจื่อจื่อได้ไหม” ผมเข้าประเด็น


 

“พูดอยู่กับใคร นี่ไมเคิล โจว สัตวแพทย์ที่เก่งที่สุด ฉันรักษาสัตว์ได้ทุกอย่าง คงไม่ลืมนะว่าฉันมีปริญญาสัตวแพทย์ ปีก่อนเพิ่งจบปริญญาโทด้านการรักษาสัตว์กลับมาเปิดคลินิคโดยเช่าพื้นที่ของไห่หลานเยี่ยนอยู่” โจวโบกมือไปมาตรงหน้าผมพร้อมกับสาทยายประวัติตัวเอง


 

ไมเคิล โจว ลูกครึ่งจีนอังกฤษมีพ่อเป็นคนอังกฤษและเป็นสัตวแพทย์ฝีมือดี โจวที่จบสัตวแพทย์และเพิ่งจบปริญาโทกลับมาเมื่อปีก่อน เห็นนิสัยแบบนั้นแต่มีหัวด้านนี้มากก่อนจะเรียนจบปริญญาตรีก็สอบควบปริญญาโทไปด้วยส่งผลให้จบปริญญาโทเร็วกว่าคนอื่น เขาเช่าพื้นที่ประมาณสามคูหาเพื่อเปิดเป็นคลินิคสามชั้นซึ่งเป็นคลินิคที่มีคนรู้จักไม่น้อย


 

“รีบเข้าไปดูอาการจื่อจื่อ” ผมเปิดทางให้เพื่อนสนิทเข้าไปด้านใน


 

“ได้ ว่าแต่เพิ่งรู้ว่านายเป็นคนรักสัตว์นะหลานเยี่ยนแถมยังเลี้ยงในห้องที่แทบจะไม่ยอมให้เพื่อนเข้าอีก โอ๊ะ...นี่นายยอมให้กระต่ายนอนบนเตียงด้วย? พระเจ้า! ขอโทรไปเม้าท์กับกรอเซียก่อนได้ไหม” โจวเบิกตากว้างอย่างหมดหล่อเมื่อเห็นว่าบนเตียงผมมีเตียงกระต่ายวางอยู่


 

“รีบไปดูอาการ” ผมแทบจะถีบอีกฝ่ายให้เข้าไปตรวจจื่อจื่อ กรอเซียในบทสนทนาก่อนหน้านี้คือเหม่า กรอเซีย ลูกครึ่งอเมริกาและจีนเป็นเพื่อนสนิทอีกคนของผมซึ่งทำแบรนด์เสื้อผ้าอยู่ ซึ่งก็เป็นแบรนด์เดียวกับที่ผมสั่งตัดชุดให้จื่อจื่อนั่นแหละ


 

พวกเรารู้จักและสนิทกันได้เร็วเพราะต่างฝ่ายต่างเป็นลูกครึ่ง เวลาอยู่ด้วยกันจะสบายใจกว่าจึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างงงๆ แม้จะอยู่คนละคณะก็ตาม


 

โจวก้าวเข้าไปข้างเตียงจับตัวจื่อจื่อสลับกับพลิกตัวเพื่อตรวจดูทีละส่วนอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างที่รู้กันว่าสัตว์พูดไม่ได้เวลาที่สัตวแพทย์ตรวจจึงต้องใช้ทักษะอย่างมากในการตรวจประเมิน


 

“มีอาการปวดหัว ปวดไปทั้งร่าง ตัวร้อนๆ เหมือนเป็นไข้ และยังหนาวๆ ร้อนๆ ด้วย” ผมบอกสิ่งที่ได้ยินมาจากจื่อจื่อให้โจวฟัง


 

“ฮืม? ทำไมรู้ขนาดนั้นได้ ฉันรู้ว่าจากอาการสั่นๆ กับอุณหภูมิที่สูงผิดปกตินี้เป็นเพราะเจ้าหนูนี่เป็นไข้และอาจมีอาการปวดตามตัวบ้าง” โจวหันมามองผมด้วยสายตาสงสัย


 

“รู้ละกัน” ใครจะบอกว่ารู้จะปากกระต่ายล่ะ


 

“อ้อ...หรือว่ากลายเป็นทาสกระต่ายโดยสมบูรณ์ถึงขนาดสามารถสื่อสารกับกระต่ายได้ล่ะ นี่มันสุดยอด” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อๆ


 

“โจว” ใช่เวลาเล่นไหม


 

“รู้น่า เอากระเป๋าฉันมา” โจวหันไปกวักมือเรียกไป๋หยางที่ถือกระเป๋าใบหนึ่งอยู่


 

ภายในกระเป๋ามีอุปกรณ์สำหรับตรวจรักษาและยาอีกหลายอย่าง โจวหยิบปรอทวัดไข้ออกมาก่อนจะจับหางของจื่อจื่อยกขึ้น...


 

“จะทำอะไร” ผมรีบความมือนั้นไว้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคิดจะสอดมันเข้าไป


 

“ก็วัดไข้ไง” อีกฝ่ายทำหน้างงคล้ายจะถามว่าถามทำไม


 

“ไม่มีวิธีอื่นรึไง” จื่อจื่อตัวนิดเดียวถึงปรอทจะไม่ใหญ่มากแต่ก็ยังใหญ่อยู่ดี


 

“มี ถ้าไม่ใช้ปรอทก็ต้องนิ้วฉัน” โจวชูนิ้วก้อยของตัวเองขึ้นมา


 

“โจว”


 

“ฉันพูดจริงนะ สรุปจะเอายังไง”


 

“ปรอทก็ได้” ยังดีกว่านิ้วของโจวละกัน


 

“ก็แค่นี้”


 

“งี๊ดด~!” จื่อจื่อที่เหมือนจะสลบไปลืมตาขึ้นพร้อมกับออกแรงดิ้นเมื่อรับรู้ถึงสิ่งปกติ


 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว โจวเบาๆ” ผมเข้าไปลูบตัวจื่อจื่อก่อนจะหันไปบ่นโจวให้เบาหน่อย


 

“ฉันเบาสุดแล้ว ตัวเล็กขนาดนี้ตอนถูกผสมพันธุ์จะไว้เหรอ” พูดจบปรอดวัดไข้ก็ถูกนำออกมาดูอุณหภูมิ


 

“จื่อจื่อเป็นตัวผู้” ผสมพันธุ์อะไร


 

“ตัวผู้ด้วยกันก็ผสมได้ แล้วแต่ความชอบไง”


 

“ไม่ให้ใครมาผสมทั้งนั้น แล้วก็จะไม่ให้ผสมใครด้วย” ผมตอบเสียงแข็ง ใครจะไปยอมให้กระต่ายตัวอื่นมาแตะจื่อจื่อกัน


 

“โห ครับพ่อคนขี้หวง แบบนี้ตอนไปเลยดีไหมล่ะฤดูผสมพันธุ์จะได้ไม่ร้องหาคู่ กระต่ายยิ่งเป็นสัตว์ที่ชอบเซ็กด้วย”


 

“อาการเป็นไง” ผมเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากพูดเรื่องพวกนี้ จื่อจื่อไม่ใช่กระต่ายปกติผมจึงไม่คิดว่าต้องพาไปตอนหรอกแต่ถ้าเกิดอีกฝ่ายอยากมีคู่ขึ้นมา...


 

ไม่...จื่อจื่อของผมจะไม่มีใครนอกจากผม


 

ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ตัวเมียจะยิงให้ตายให้หมด


 

“ครับๆ ไข้สูงมาก สูงขนาดนี้คงปวดไปทั้งตัวจนขยับไม่ได้ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนวันเดียวมีทั้งร้อน หนาว ฝน พวกสัตว์เลยทนต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วไม่ไหวจนล้มป่วยกันเป็นว่าเล่น” โจวอธิบายอาการ


 

“รักษาได้สินะ”


 

“ได้แต่ต้องใช้เวลา ช่วงนี้อย่าเพิ่งให้นอนห้องแอร์ อาหารก็คงไม่อยากกินฉันจะให้น้ำเกลือกับพวกยาเข้าเส้น ประมาณสามถึงห้าวันจะหายเป็นปกติ” โจวพูดสลับกับหยิบทั้งเข็มและขวดน้ำเกลือออกมา


 

“นานไป” ตั้งสามวันห้าวัน ผมไม่อยากให้จื่อจื่อต้องทรมานนานแบบนั้น


 

“ฮุ้ย! นี่เร็วสุดแล้วครับคุณหลานเยี่ยน”


 

“มั่นใจใช่ไหมว่าจะหายดี” ผมถามต่อ


 

“มั่นใจ ไม่เป็นไรหรอก ดูจะแข็งแรงด้วยนี่ใช่รึเปล่า” โจวถามกลับ


 

“...ก็แข็งแรงอยู่” ภาพของกระต่ายตัวน้อยที่กระโดดหมุนตัวเตะมือผมปรากฏขึ้นในหัว


 

“งั้นก็หมดห่วง ให้นอนพักเยอะๆ หรือจะเอาไปฝากที่คลินิคฉันไหมล่ะจะดูแลให้อย่างดี คิดราคาพิเศษให้เลยเอ้า” อีกฝ่ายเสนอความคิด


 

“ไม่ล่ะ” ดูแลเองดีกว่า


 

“นายมีเวลาดูแลเหรอไหนจะทำงานอีก...หรือให้แม่บ้านดู?”


 

“ดูเอง”


 

“แล้วงาน...”


 

“ไม่ทำ”


 

“...” คำตอบฉะฉานของผมทำเอาทั้งห้องเงียบสนิท โจวที่หมดคำพูดหันไปมองหน้าเจียงฮุยและไป๋หยางด้วยความเห็นใจที่ต้องมาอยู่กับผม


 

“ระหว่างนี้ไป๋หยางกับเจียงฮุยกับจัดการงานแทนฉัน หากเป็นเอกสารด่วนค่อยเอามาให้ที่ห้องละกัน” ผมสรุปให้ทั้งคู่ฟัง จะไร้ความรับผิดชอบถึงขนาดต้องทิ้งงานก็คงไม่ได้


 

“รับทราบครับ” ทั้งคู่ขานรับ


 

“ห่วงขนาดนี้รักมากสินะ” โจวอมยิ้มขณะมองมาทางผม


 

“ไม่ได้รักมาก”


 

“โกหก”


 

“เปล่า”


 

“อย่ามาโกหก ดูก็รู้ว่าทั้งรักทั้งหลง”


 

“ไม่ปฏิเสธ”


 

“เห็นไหม แล้วมาบอกว่าไม่รัก”


 

“ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าไม่รัก” ผมหันไปสบกับดวงตาสีน้ำตาลของโจว


 

“ฮะ?”


 

“ไม่ได้รักมาก...รักที่สุดต่างหาก” ระหว่างพูดผมเอื้อมมือไปลูบตัวของจื่อจื่อที่นอนนิ่งโดยมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ นอกจากน้ำเกลือแล้วจื่อจื่อยังถูกฉีดยาไปอีกหลายเข็มแต่เจ้าตัวไม่ได้ร้องหรือดิ้น เป็นไปได้ว่าคงหลับไปอีกรอบด้วยฤทธิ์ไข้


 

“...นี่ถ้าไม่ติดว่าจื่อจื่อเป็นกระต่ายฉันคงคิดว่านายมีคนรักแน่ๆ” โจวพูดต่อหลังเงียบไปนาน


 

“หึหึ” ผมไม่ได้ตอบอะไร


 

คุยกันอีกไม่กี่ประโยคโจวก็กลับไปโดยมีไป๋หยางและเจียงฮุยตามออกไปด้วย ผมให้โจวมาคอยตรวจดูอาการให้จื่อจื่อจนกว่าหาย โดยโจวจะมาตรวจดูวันละสองครั้ง


 

หลังทุกคนกลับออกไปทั้งห้องก็กลับมาเงียบอีกครา กระต่ายตัวน้อยยังคงนอนหลับสนิท สายของน้ำเกลือที่ต่อเข้ากับเข็มทิ่มเข้าเส้นเลือดของจื่อจื่อ มองดูแล้วรู้สึกสงสาร ตัวก็เล็กนิดเดียวแต่ต้องมาถูกเข็มแทง


 

การที่จื่อจื่อป่วยไม่ใช่แค่เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรอก ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของผมเองที่ดูแลอีกฝ่ายไม่ดีทั้งที่เคยบอกว่าจะดูแลไปตลอดชีวิตแท้ๆ


 

“ขอโทษนะ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดพยายามลูบอีกฝ่ายให้เบามือที่สุด


 

“...อื้อ...หลานเยี่ยน?” จื่อจื่อปรือตาขึ้นมามองผม


 

“ทำให้ตื่นเหรอ โทษทีนอนต่อเถอะ” ผมรีบชักมือกลับ


 

“คุณไม่ไปทำงานเหรอ” อีกฝ่ายถามต่อ


 

“ไม่ไป” เขาป่วยขนาดนี้ผมจะไปได้ยังไง


 

“ผมอยู่ได้นะ...คุณไม่ต้องห่วงหรอก”


 

“ห้ามได้ที่ไหน” ใช่ว่าบอกว่าห้ามห่วงแล้วผมจะเลิกห่วงได้ ความรู้สึกนี้คงยังไม่หายไปจนกว่าจะเห็นอีกฝ่ายหายดีกลับมาร่าเริงเหมือนเดิม


 

“ผมคงหลับทั้งวัน”


 

“ก็หลับไปสิ” ไม่ได้ห้ามสักหน่อย


 

“คุณจะเสียเวลาไปเปล่าๆ นะ” จื่อจื่อยังคงพูด ดวงตาสีดำปรือมองผมนิ่งๆ ไม่สดใสเหมือนอย่างเคย


 

“ไม่เป็นไร”


 

“...จะดีเหรอ” อีกฝ่ายถามย้ำ


 

“ดีสิ”


 

“ถ้างั้นคุณลงไปกินข้าวก่อนเถอะ”


 

“กินแล้ว” ผมเอ่ยโกหกคำโต ตั้งแต่ตื่นมาผมยังไม่หาอะไรลงท้องแม้แต่น้ำสักหยด ยิ่งเห็นว่าจื่อจื่อกินไม่ได้ต้องให้น้ำเกลือแทนความอยากอาหารก็แทบไม่เหลือ


 

“โกหก”


 

“...” เหมือนจื่อจื่อจะรู้ทันผมเลยเลือกที่จะเงียบ


 

“ไปกินข้าวซะหลานเยี่ยน”


 

“ต้องดูนาย”


 

“ผมจะหลับแล้ว มีอะไรให้ต้องดู”


 

“ไม่รู้” ไม่รู้มีอะไรรู้แค่อยากดู...อยากอยู่ข้างๆ


 

“หลานเยี่ยน” จื่อจื่อเรียกชื่อผมอีกครั้ง


 

“หลับไปจื่อจื่อ” ผมเอื้อมมือไปลูบหัวเล็กๆ ของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา


 

“ผมจะไม่หลับถ้าคุณไม่ยอมกินข้าว”


 

“จื่อจื่อ...”


 

“ผมปวดหัวมากรู้ไหม ปวดไปทั้งตัวเลยด้วย”


 

“ฉันรู้ เพราะงั้นนอนได้แล้ว”


 

“ผมควรจะนอนแต่เพราะคุณทำให้ผมห่วงจนนอนไม่หลับ ถ้าคุณห่วงผมจริงก็ขอให้ห่วงตัวเองด้วย”


 

“...” ประโยคที่ได้ยินทำเอาผมพูดไม่ออก ไม่คิดว่าการที่ผมห่วงและอยากอยู่ข้างๆ คอยเฝ้าดูจะทำให้อีกฝ่ายเป็นห่วงผมกลับ ห่วงเพราะผมไม่ยอมลงไปกินข้าว


 

“นะหลานเยี่ยน...ไปกินข้าวเถอะ” จื่อจื่อพูดต่อ ทั้งน้ำเสียงและสายตาเขาพยายามจะอ้อนทั้งที่ยังป่วยอยู่


 

“อ้อนไม่ดูสภาพตัวเองเลย รู้แล้ว...ฉันจะลงไปกินข้าว” บ่นไปแบบนั้นสุดท้ายผมก็ต้องเป็นฝ่ายใจอ่อนยอมทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ


 

“อืม”


 

“นอนซะ แล้วจะขึ้นมาหา” ผมลูบตัวจื่อจื่ออีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นและก้าวออกจากห้องไป


 

ทางห้องอาหารจัดเตรียมมื้อเช้าเสร็จนานแล้วรอแค่ผมลงมาเท่านั้น มื้อเช้าวันนี้เป็นกาแฟกินคู่กับปาท่องโก๋ไส้ฟักทองบด ไม่ถือว่าหนักมากผมจึงหยิบเข้าปากไปสองสามตัวนับว่าการกินมื้อเช้าเสร็จสิ้น


 

เมื่อกลับขึ้นมาจื่อจื่อนอนหลับสนิท เสียงหายใจดังขึ้นในจังหวะที่เร็วกว่าปกติซึ่งคงเป็นเพราะฤทธิ์ไข้ พอลองวางมือบนร่างนั้นอีกครั้งอาการสั่นแทบไม่มีแล้ว


 

ค่อยวางใจหน่อย


 

โชคดีที่อากาศวันนี้ไม่ร้อนจึงสามารถอยู่ในห้องได้โดยไม่ต้องเปิดแอร์ ถ้าต้องให้จื่อจื่ออยู่ไกลสายตาผมยอมที่จะทนอยู่ในห้องร้อนๆ ไม่เปิดแอร์ดีกว่า


 

ผมกลับขึ้นไปนอนบนเตียงโดยหันหลังพิงกับหัวเตียง ใช้มือข้างหนึ่งไล่อ่านข่าวสารต่างๆ ในโซเซียล ผมไม่ค่อยเล่นโซเซียลแต่ใช่ว่าจะเล่นไม่เป็น เห็นแบบนี้ผมเข้าพวกเฟส ไอจีหรือทวิตเตอร์ทุกวันเพียงแต่ไม่ได้อัพเดตเรื่องราวชีวิตของตัวเองก็เท่านั้น ใช่...ไม่ได้อัพเดตชีวิตของตัวเองแต่ถ้าเป็นชีวิตของจื่อจื่อน่ะผมอัพเดตเกือบทุกวัน


 

ในไอจีผมสร้างอีกแอคเคาน์หนึ่งขึ้นมาชื่อว่าจื่อจื่อคอยอัพรูปน่ารักๆ ของจื่อจื่อลงไปในแต่ละวัน ก่อนหน้านี้ผมเอาแต่ถ่ายภาพเก็บไว้เพิ่งมาเริ่มลงไอจีเมื่อไม่นานมานี้ เป็นไอจีที่ผมไม่ติดตามใครสักคนแต่มีหลายคนเข้ามาติดตามความน่ารักของจื่อจื่อโดยมีลูกน้องคนสนิททั้งสองคนของผมกดติดตามอยู่ด้วย คนที่ติดตามส่วนมากจะเม้นท์ถามประมาณพวกชุดไปซื้อที่ไหน น้องน่ารักจัง ซึ่งผมก็ไม่ได้ตอบใครไปสักคน


 

พื้นที่นี้มีไว้สำหรับเก็บภาพจื่อจื่อก่อนที่ผมจะถ่ายรูปจนเมมเต็ม ขนาดเล่นมาได้ไม่นานรูปที่ผมอัพลงก็มีเกินกว่าร้อยรูปและมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


 

เวลาผมว่างและจื่อจื่อนอนหลับไปแล้วผมจะใช้เวลาที่มีไล่ย้อนดูรูปภาพในกิริยาบทต่างๆ บางครั้งผมลงเป็นคลิปแต่เลือกที่จะปิดเสียงไว้อย่างคลิปที่ผมดูตอนนี้เป็นคลิปที่ให้จื่อจื่อยืนสองขาก่อนจะยื่นขนมให้ เป็นหนึ่งในคลิปที่มีคอมเม้นท์เยอะมาก ส่วนใหญ่มาถามว่าใช้วิธีสอนยังไง อยากตอบอยู่หรอกนะว่าผมไม่สอนแค่บอกทีเดียวก็ทำได้แล้ว


 

ช่วงที่จื่อจื่อป่วยผมไม่ได้ออกไปทำงาน และจะออกจากห้องแค่ตอนลงไปกินข้างแต่ละมื้อ ไมเคิล โจว สัตวแพทย์เพื่อนสนิทผมมาดูอาการให้ตอนเช้าและเย็นโดยมีการสอนผมให้เอาสายน้ำเกลือออกหลังน้ำเกลือหมด


 

ผ่านมาสองวันอาการของจื่อจื่อดีขึ้นมาก ไข้ลดลงจามลำดับแต่ยังไม่หายดี แน่นอนว่าผมไม่เสี่ยงที่จะพาจื่อจื่อไปทำงานเลยหยุดงานต่ออีกวัน วันนี้จื่อจื่อกินอาหารเหลวแทนน้ำเกลือเพื่อให้ง่ายต่อการย่อย กินได้ไม่เยอะก็กลับมานอนต่ออีก


 

ผมไม่ได้เข้าไปชวนคุยอะไร นานๆ ทีจะเอื้อมมือไปลูบสักครั้ง งานด่วนที่ต้องเร่งจัดการได้เจียงฮุยและไป๋หยางเอามาให้ที่ห้อง ผมจึงทำงานไปมองจื่อจื่อไปด้วย


 

“...หลานเยี่ยน” เสียงเรียกชื่อผมดังขึ้น


 

“ตื่นแล้วเหรอ” ผมวางแฟ้มเอกสารลงด้านข้างหันมาสนใจจื่อจื่อที่พลิกตัวมามองผม ดวงตาสีดำสนิทสดใสขึ้นมากทีเดียว


 

“...ยังง่วงอยู่”


 

“ง่วงก็นอนต่อ” ผมเอื้อมมือไปลูบท้องให้


 

“งื้อ~ ลูบอีกสิ” จื่อจื่อพลิกตัวนอนหงายส่งสายตาอ้อนๆ มาให้ ผมเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์เข้ากล้องถ่ายรูปแล้วกดถ่ายรัวๆ


 

“อยากให้ลูบตรงไหน” ผมถามกลับหลังวางโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม


 

“ตรงไหนก็ได้...ช่วงนี้คุณไม่ค่อยลูบผมเลย”


 

“ก็นายป่วย” ผมให้เหตุผล มือผมใช่ว่าจะเบาแม้จะพยายามแต่ลูบทีจื่อจื่อก็จะปรือตาขึ้นมาตลอด ผมอยากให้อีกฝ่ายหลับสนิทเลยไม่ค่อยลูบ


 

“ผมชอบให้ลูบ มือคุณอุ่นดี” จื่อจื่อซุกส่วนหัวเล็กๆ กับฝ่ามือผมแล้วถูไถไปมา


 

“อืม” ถ้ายกมือข้างนี้ให้ได้ผมคงทำไปแล้ว เล่นทำท่าทางน่ารักซะขนาดนี้


 

อาการป่วยของจื่อจื่อหายสนิทในอีกสองวันต่อมาหลังโจวมาตรวจให้ในช่วงเย็น อาหารเองก็สามารถกลับมากินปกติได้แล้วเช่นกัน เมื่อสามารถกินได้ปกติจื่อจื่อก็กินเยอะขึ้นคล้ายจะหิวโหยที่กินไม่อิ่มมาหลายวัน


 

ในวันต่อมากิจวัตรประจำวันแบบเดิมๆ ก็กลับมา ผมตื่นเช้า เล่นกับจื่อจื่อ เข้าไปอาบน้ำ ลงไปกินข้าวโดยมีจื่อจื่อๆ อยู่ในกระเป๋าก่อนจะพาไปทำงานและกลับด้วยกัน


 

วันเวลาผ่านไปอย่างปกติสุขกระทั่งวันที่มีแขกมาเยี่ยมเยือนยังห้องทำงานผมที่ไม่ค่อยจะมีแขกมาเยี่ยมเยือนสักเท่าไหร่ แขกในวันนี้คือเหย่าอู๋ที่รู้จักกันในนามเจ้าพ่อพนัน เขาเช่าพื้นที่แห่งหนึ่งของผมเพื่อเปิดบ่อนและคาสิโน รายได้แต่ละวันนับว่าดีเยี่ยม ปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าอีกฝ่ายอ่าน ทำความเข้าใจและทำตามข้อตกลงในสัญญา


 

เมื่อหมดสัญญาเช่าและต้องการต่อสัญญาแน่นอนว่าต้องมีการเสียค่าสัญญาฉบับใหม่ซึ่งจำนวนเงินนั้นมากกว่าสัญญาครั้งก่อน แต่ทั้งหมดนั่นมีการเขียนบอกไว้ในสัญญาแล้วว่าเพราะอะไรแต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมบอกว่าผมขึ้นราคาตามใจและเขาจะยอมจ่ายให้ที่ราคาเดิมไม่เพิ่มแม้แต่สตางค์เดียว


 

“ถ้าไม่จ่ายสัญญาก็เป็นอันยกเลิก” ผมนั่งไขว่ข้างอยู่บนโซฟาสีขาวโดยมีเจียงฮุยและไป๋หยางยืนอาลักขาอยู่ด้านหลัง


 

เบื่อจริงๆ ที่ต้องมาทำธุรกิจกับพวกที่ในสมองมีแต่ความคิดอยากจะกวาดเงินเข้ากระเป๋าตัวเองให้มากที่สุด


 

“คุณจะยอมเสียค่าเช่าหลักล้านที่ฉันจ่ายให้ทุกเดือนรึไง” เหย่าอู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับตัวเองเหนือกว่ามากมายทั้งที่ยังต้องเช่าที่ผมทำมาหากินแท้ๆ


 

จริงอยู่ว่าค่าเช่าที่ซึ่งได้ในแต่ละเดือนนั้นไม่น้อยแต่หากเทียบกับที่ผมได้รับจากพื้นที่อื่นมันไม่ได้มากมายอะไรเลยอีกอย่าง...


 

“มีคนติดต่อมาว่าอยากเช่าที่พื้นนี้อยู่หลายคน” ผมบอกไปตามจริง และผมคิดแล้วด้วยว่าจะเปลี่ยนมือให้คนอื่นเช่าแทน


 

ผมรู้นิสัยของเหย่าอู๋เพราะงั้นจึงจงใจเพิ่มจำนวนเงินในการต่อสัญญาเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ยินยอมที่จะจ่ายแน่ๆ จากนั้นค่อยให้คนอื่นเช่าต่อ


 

ผมเป็นเจ้าของที่ ผมมีอำนาจมากพอที่จะไล่ไปเลยก็ได้แต่แบบนั้นมันง่ายไป อยู่ในพื้นที่ผมแต่ไม่ให้เกีรยติผม ทำตัวสูงส่ง ระรานธุระกิจข้างเคียงในพื้นที่ของผม มีรายงานเรื่องที่เหย่าอู๋ทำยาวเป็นหางว่าวผมจึงต้องแสดงฝีมือให้เห็นหน่อยว่าเมื่อมายุ่งกับไห่หลานเยี่ยนแล้วจะเป็นยังไง


 

“วะ...ว่าไงนะ!” อีกฝ่ายมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด


 

“ตามที่ได้ยิน”


 

“แต่ฉันบอกจะต่อสัญญา”


 

“เมื่อครู่ยังพูดอยู่เลยว่าจะไม่ยอมจ่ายเพิ่มแม้แต่สตางค์เดียว นั่นหมายถึงเป็นการละเมิดข้อสัญญาไม่จำเป็นต้องเปลืองน้ำลายคุยด้วยอีกต่อไป” ผมอยากยุติการสนทนานี่ลงซะที เสียงดังขนาดนี้ผมกลัวจื่อจื่อจะตื่นซะก่อน


 

“แก...คิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้รึไง”


 

“ใช่ ก็เป็นเจ้าของนี่” ผมพยักหน้าส่งไป


 

“ถ้าคุยกันดีๆ ไม่ได้ก็ต้องเจอนี่” เหย่าอู๋หยิบปืนหันมาทางผมโดยที่ลูกน้องอีกสองคนเองก็จ่อปืนไปยังไป๋หยางกับเจียงฮุยด้วย


 

อืม...สถานการณ์น่าเบื่อดี


 

“...” ผมเงยหน้าขึ้นเหล่มองลูกน้องคนสนิทสองคนเล็กน้อยซึ่งทั้งคู่ก็ส่งสายตาคล้ายจะระอากับสถานการณ์นี้เต็มทน อยากถามเหลือเกินว่าการข่มขู่นี่ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่าชักปืนจ่อแล้วเหรอ


 

อยู่ในวงการนี้มานานผมเจอกับปืนมาไม่รู้กี่กระบอกอย่างในห้องนี้ก็มีอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบกระบอก บนตัวผมอีกสอง ผมค่อนข้างใจเย็นกับการโดนปืนจ่อมากเพราะรู้ดีว่าต้องจัดการยังไง


 

“หึ ถึงกับเงียบเลยเหรอไห่หลานเยี่ยน สุดท้ายแกมันก็แค่นี้ กลัวตายเหมือนๆ กัน ทำท่าทางเหมือนตัวเองเหนือกว่าซะเต็มประดาทั้งที่ความจริงกลับอาศัยสิ่งที่บรรพบุรุษมีมาเป็นของตัวเอง...”


 

ระหว่างที่ปล่อยให้อีกฝ่ายพล่ามผมเหลือบไปเห็นจื่อจื่อที่ตื่นแล้ว และกำลังเดินมาทางนี้ ดวงตากลมโตสีดำสนิทของจื่อจื่อเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นสถานการณ์ที่ผมและคนสนิทถูกปืนเล็งมา


 

อยากจะบอกให้อีกฝ่ายกลับไปนอนไม่ต้องห่วงแต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ควรพูดอะไร


 

จื่อจื่อมองผมสลับกับพวกเหย่าอู๋ที่ยังพล่ามไม่หยุดหลายรอบคล้ายกำลังคิดอะไรบ้างอย่าง ผมเองก็พยายามจะคิดตามแต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่


 

ผ่านไปไม่นานจื่อจื่อก็มีการเคลื่อนไหวอีกครั้งซึ่งการเลื่อนไหวนี้ทำเอาดวงตาสีเทาของผมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก กระต่ายตัวจ้อยที่มีขนาดตัวเล็กเท่าแก้วกาแฟกระโจนเข้าไปกัดขาของเหย่าอู๋โดยการมุดเข้าไปในขากางเกง


 

“โอ๊ย! อะไรวะเนี่ย” เหย่าอู๋สะดุ้งสุดตัวปล่อยมือจากกระบอกปืนฉับพลันก่อนจะสะบัดขา ร่างของจื่อจื่อที่ตกลงมาถูกเท้าข้างนั้นหมายจะเหยียบซ้ำ


 

ผั๊วะ!


 

“งี๊ดด~”


 

ผมไม่รอให้เท้านั้นได้โดนตัวจื่อจื่อพุ่งเข้าไปต่อยเหย่าอู๋จนเซตกไปหลังโซฟาก่อนจะตามไปกระทืบซ้ำอีกที ในจังหวะนั้นเองที่เจียงฮุยกับไป๋หยางพุ่งเข้ามาจัดการคนของอีกฝ่าย ด้วยทักษะและฝีมือที่ห่างชั้นทำให้การปะทะจบลงอย่างรวดเร็ว


 

ทันทีที่จัดการเสร็จผมรีบมองหาจื่อจื่อ เจ้าตัวก็เหมือนจะรู้ว่าผมหาอยู่จึงมุดออกมาจากใต้โซฟา ผมก้มลงไปรวบตัวอีกฝ่ายขึ้นมาหมุนดูว่ามีบาดแผลอะไรไหม เมื่อเห็นว่าปลอดภัยผมค่อยหายใจโล่งหน่อย


 

“จัดการต่อด้วย” ผมหันไปบอกเจียงฮุยและไป๋หยางที่เรียกบอดี้การ์ดด้านนอกมาเสริมพาทั้งสามคนออกไปจัดการต่อ


 

ตอนแรกว่าจะจัดการเบาะๆ แต่ตอนนี้ต้องเพิ่มความผิดโทษฐานที่คิดจะมาเหยียบจื่อจื่อ


 

เมื่อประตูห้องปิดสนิทภายในก็เหลือเพียงผมและจื่อจื่อ ผมเดินไปนั่งยังเก้าอี้ทำงานตัวเดิมโดยไม่มีบทสนาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างกัน ตอนนี้ผมกำลังระงับอารมณ์ตัวเองอยู่ หากถามว่าเป็นอารมณ์อะไรก็บอกได้ว่าเป็นอารมณ์โกรธ โกรธอะไร...แน่นอนว่าโกรธจื่อจื่อไงล่ะ


 

“หลานเยี่ยน...คุณเป็นไงบ้าง เจ็บรึเปล่า” ฝ่ายที่เปิดฉากก่อนคือจื่อจื่อ เขายืดตัวขึ้นบนท่อนแขนผมใช้เท้าหน้าวางไว้บนแผ่นอก พยายามยืดตัวเพื่อดูอาการของผมว่าเป็นยังไงบ้าง


 

“ทำอะไรอันตราย” ผมก้มหน้าลงใช้ดวงตาคมกริบมองกระต่ายด้านล่าง


 

“หลานเยี่ยน...”


 

“ถ้าเกิดโดนเหยียบเข้าจะทำยังไงฮะ ก่อนจะทำอะไรคิดหน่อยสิว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว อีกฝ่ายทั้งตัวใหญ่กว่าแถมยังมีปืนด้วย!” ผมระบายความโกรธด้วยการตะคอกเสียงดังจนสัมผัสได้ว่าร่างนั้นเริ่มสั่นน้อยๆ


 

เป็นห่วง


 

กังวล


 

และกลัว


 

ไม่อยากให้จื่อจื่อต้องบาดเจ็บหรือเป็นอะไร


 

“...ผมขอโทษ” จื่อจื่อก้มหน้าลงใช้ส่วนหัวคลอเคลียแผ่นอกผมไปมาคล้ายจะช่วยคลายโทสะ


 

“อย่าทำอีก ฉันเป็นห่วงนายมากนะจื่อจื่อ” ผมใช้โทนเสียงที่อ่อนลงในการพูด


 

“ผมเองก็เป็นห่วงคุณเหมือนกัน ในสถานการณ์ที่คุณเป็นอันตรายผมอยากจะช่วย แต่ผมรู้ว่าตัวผมเล็ก ไม่ได้มีพละกำลังมากมายเลยคิดว่าแค่ช่วยสร้างโอกาสให้คุณจัดการอีกฝ่ายได้ก็พอ” จื่อจื่อสารภาพสิ่งที่คิดอยู่ออกมา


 

ตอนที่มองผมสลับกับเหย่าอู๋คือคิดแบบนี้อยู่สินะ


 

ไม่ใช่แค่ผมที่เป็นห่วง เขาเองก็เป็นห่วงผมไม่ต่างกัน


 

“...ขอโทษที่ตะคอก” อยู่ๆ ก็รู้สึกผิดขึ้นมา


 

“ไม่เป็นไร คุณไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่รึเปล่า” อีกฝ่ายถามต่อ น้ำเสียงนั้นดูเป็นกังวลไม่น้อย


 

“อืม ไม่เป็นไร”


 

“ดีแล้ว”


 

“ฉันน่าจะต่อยไปอีกสักหมัด” พอถึงถึงภาพที่เท้านั้นเกือบจะเหยียบจื่อจื่อผมก็อยากโทรตามให้ลากเหย่าอู๋ขึ้นมาอีกสักรอบ


 

“เขาเหยียบไม่โดนผมหรอก เห็นแบบนี้ผมเร็วนะ หลบเก่งด้วย” จื่อจื่อเงยหน้าขึ้นทำท่าเหมือนอยากปืนขึ้นมาสูงกว่านี้ผมจึงอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาจนสายตาของพวกเราอยู่ในระดับเดียวกัน


 

“ฉันจำได้ว่าได้ยินเสียงนายร้อง”


 

“นั่นร้องเพราะตกใจที่คุณพุ่งเข้ามาต่างหาก”


 

“เชื่อได้แค่ไหน”


 

“ผมพูดจริงนะ” ดวงตาคู่นั้นทำให้ผมรู้สึกอยากเชื่อ


 

“เชื่อก็ได้”


 

“อืม ผมไม่เป็นไรหรอก จะปกป้องคุณเอง” จื่อจื่อยื่นหน้าเข้ามาก่อนจะใช้ปลายจมูกตัวเองแตะสัมผัสปลายจมูกผม ระยะห่างของพวกเราแทบจะเป็นศูนย์


 

ใกล้มากจนหัวใจเต้นรัวขึ้นมา


 

“หึ...จะปกป้องฉันเหรอ” ผมหาเรื่องคุยเพื่อปกปิดอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น


 

“อืม...ผมจะปกป้องคุณ”


 

“ฉันสิจะเป็นฝ่ายปกป้องนายเองจื่อจื่อ” ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายแตะปลายจมูกตัวกับอีกฝ่ายบ้างทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือหัวใจที่เต้นรัวไม่ต่างกัน


 

ความรู้สึกที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้เพิ่งจะเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก


 

ราวกับกำลังตกหลุมอะไรสักอย่าง...

.............................................

เอาจื่อจื่อมาเสิร์ฟแล้วค่าา

ตอนนี้ให้เป็นบทของหลานเยี่ยนอีกตอน

ไม่รู้ทำไม่ถึงได้อยากเขียนบทของหลานเยี่ยนอีกตอน เรารู้สึกว่าหลานเยี่ยนเวลาอยู่กับจื่อจื่อนั้นน่ารักมาก และคิดว่าทุกคนที่ได้อ่านก็คงคิดเหมือนกัน มาหลงจื่อจื่อไปพร้อมกับหลานเยี่ยนกันนะ

หลายคนถามเมื่อไหร่จื่อจื่อจะกลายเป็นคน

บอกเลยว่าตอนนี้เป็นการส่งท้ายความหวานก่อนจะเข้าสู่ดราม่า

ตอนหน้าพบกับดราม่าหนึ่งตอนของเรื่องที่เคยบอกไป ใครใจไม่แข็งแนะนำให้รอเราอัพอีกตอนก่อนค่อยอ่านรวบได้น้าา

ความจริงก็ไม่ได้ดราม่าอะไรมากแต่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนของเรื่องที่ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น

มาเป็นกำลังใจให้ทั้งคู่กันเถอะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และกำลังใจเลยนะคะ

ปล.คำผิดอาจมี ขออภัยล่วงหน้าค่ะ พยายามอ่านทวนแล้วแต่ไม่แน่ใจว่ายังมีคำผิดอยู่ไหม ถ้าเจอแจ้งเรามาได้น้าา

มาเอ็นดูจื่อจื่อกันเยอะนะคะ

ไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.008K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,079 ความคิดเห็น

  1. #1077 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 23:43
    สู่ขิต
    #1,077
    0
  2. #1073 maemond (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 23:35
    ทำไมอ่านเเล้วน่ำตาไหลง่าาา
    #1,073
    0
  3. #803 Arany Min Crystal (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 07:33
    สาระเด้อ
    กระต่ายอยู่ในหมวด Exotic Pet หรือสัตว์ป่า เพราะงั้นสัตวแพทย์ทั่วไปไม่เชี่ยวชาญกัยน้องเด้อ มันเป็นสาขาเฉพาะ ใบสอบก็ต่างกันฝึกงานต่ายกัน
    #803
    1
    • #803-1 Arany Min Crystal(จากตอนที่ 7)
      6 กรกฎาคม 2563 / 07:38
      อย่างพี่โจวในเรื่องต้องต่อโทถึงจะรักษาน้องได้ และในไทยมีไม่กี่คลินิกเป็นแบบนี้นะ...
      #803-1
  4. #773 PwachS (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 09:29
    ตกหลุมรักขึ้นไม่ไหว เธอใช่ไหมเป็นคนผลักชั้น~
    #773
    0
  5. #761 0984363270 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 22:26
    น้องงเปนคนนได้ม้ายยยย
    #761
    0
  6. #724 sakura17 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 08:02
    นอกจากเป็นกระต่ายดุแล้วยังเป็นกระต่ายห้าวอีก
    หลานเยี่ยนหวงกระทั่งจะยิงกระต่ายตัวผู้ตัวเมียอื่นทิ้งเลย55
    #724
    0
  7. #657 llollwld (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 08:32
    งุ้ยยยยยย น่ารักมากกกกกกก
    #657
    0
  8. #540 Eyely_mylove (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 11:35

    ตกหลุมรักขึ้นไม่ไหว เธอใช่มั้ยเป็นคนผลักฉัน
    #540
    0
  9. #427 pimchasri (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 22:49
    ตอนน้องป่วยเราอ่านไปจิร้องไห้เลย
    #427
    0
  10. #422 koko (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 10:32

    อ่านเรื่องนี้แล้วอยากหากระต่ายพันธุ์นี้มาเลี้ยงบ้าง แต่คงหาที่ฉลาดแบบจื่อจื่อไม่ได้ แถมแมวที่บ้านคงไม่ใจดีแบบอาเยี่ยน

    #422
    0
  11. #413 tarnroma2 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 00:04
    แหม่มีความเป็นห่วงเป็นใยนะ
    #413
    0
  12. #398 sunshineinjuly (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 05:13
    น้องตายในร่างกระตุ่ยแน่เลย ฮื่อ
    แต่ว่านะคะคุณบอส เค้าเรียกว่าตกหลุมรักค่ะ 5555555555
    #398
    0
  13. #337 «PhuengAugust» (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 14:41
    น้อนจื่อออออ กับพี่หลานเยี่ยนน่ารักมากอ่ะ แง้
    #337
    0
  14. #279 halfmoonx_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 00:20
    น้องจื่อจะเป็นอะไร แง้ แค่น้องป่วย โดน-บ้านั่นทำเจ็บใจก็หล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้ว ;-;
    #279
    0
  15. #160 janjao_jann (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 08:57
    น้องต้องยังไม่ตายแน่ๆเลยแล้วกลับไปร่างคนอีกที!
    #160
    0
  16. #159 ฉันคือนางเงือก (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 18:22

    อยากให้มีฉากจื่อจื่อปฏิบัติกับหลานเยี่ยนให้รู้สึกว่าตัวเองโดนปกป้องทะนุถนอม แบบหลานเยี่ยนตัวเล็กตัวน้อย มันคงน่ารักน่าดู
    #159
    0
  17. #158 D.I.N. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 20:33

    น่ารักให้หลายเยี่ยนบรรยายก็ได้นะคะ น่ารัดมากๆเลย
    #158
    0
  18. #157 Ice1234567891011 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 00:52

    น้อนนนนนน่ารักมาก

    #157
    0
  19. #156 Bnbnbnbnbn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 16:17
    ถ้าน้องจื่อตายใจเราคงไม่ไหวไม่นับพี่หลานเลยนั้นโลกเค้าเลยนะแงงง เตรียมตับกับผ้าเช็ดหน้ารอเลยค่ะอย่าม่ามากได้มั้ยคะใจเรามีนิดเดียวแงงงงง ดูแลตัวเองด้วยนะคะไรท์สู้ๆ ปล.คำผิดมีประมาณสี่ห้าจุดค่ะไม่เยอะมาก ขอบคุณค่า
    #156
    0
  20. #155 ลัลลิต (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 14:20

    อย่าบอกนะว่า-อ้วงจื่อจื่อจะตาย ฮือๆๆๆๆๆ ม่ายน้าาาา

    #155
    0
  21. #154 เจ้าเมฆน้อยฯ. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 23:15
    ชั้นคนนึงแหละที่ทนอ่านไม่ได้

    ขออ่านรวบก็แล้วกัน;-;
    #154
    0
  22. #153 Now13 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 23:12
    ไหนบอกไม่มีดราม่าไงฮือออ รู้สึกไม่ดีเลยเก็บไว้ก่อนแล้วค่อยมาอ่านรวดเดียวกลัวร้องไห้แล้วอารมณ์ค้างมันต้องร้องทีเดียว!!
    #153
    0
  23. #152 000 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 22:33

    อะไรจุดเปลี่ยนอะไรง่าา จะมาม่าหนักมั้ยอ่า ฮืออ ไม่อยากปวดตับเลย

    #152
    1
    • #152-1 Sarunghaja(จากตอนที่ 7)
      4 พฤษภาคม 2563 / 02:29
      เราว่าไม่น่าหนักนะคะ....
      #152-1
  24. #151 CHOLLY_SMO (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 19:19
    โอ้ยต้าวจื่อจื่อ~~~~อยากมีจื่อจื่อเป็นของตัวเอง อิจฉาหลานเยี่ยนมากกกกกกกกกกก
    #151
    0
  25. #150 deb-za (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 18:34

    รออ่าน 2 ตอนรวดไม่อยากค้างง
    #150
    0
  26. #144 Prixah (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 15:00
    อิพี่ตกหลุมกระต่ายน่ารักแล้วววววว พวก รี๊ดเองก็กองๆกันอยู่ในหลุมเหมือนกัน 55555
    #144
    2
    • #144-1 CHOLLY_SMO(จากตอนที่ 7)
      3 พฤษภาคม 2563 / 19:21
      และในหลุมนั้นก็มีเราอยู่ด้วยเหมือนกัน เมื่อตกลงไปแล้วก็ไม่คิดจะปีนขึ้นมา5555555
      #144-1