กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 6 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 5《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,476
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,017 ครั้ง
    26 เม.ย. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 5《

 


 


 

“งี๊ด” เสียงเล็กๆ ของกระต่ายสีเทาเข้มสายพันธุ์ฮอลแลนด์ลอปนามว่าจื่อจื่อดังขึ้น เรียกดวงตาสีเทาของผมที่กำลังไล่อ่านข้อมูลในแฟ้มเอกสารให้เงยขึ้นมา


 

ภาพตรงหน้าเป็นภาพที่ค่อนข้างตลก ลูกน้องผมเจียเจียงฮุยและซางไป๋หยางนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นพรมโดยมีกระต่ายตัวน้อยอยู่ตรงกลาง ในมือของไป๋หยางมีของเล่นที่ทำจากขนอะไรสักอย่างไล้ไปตามหน้าท้องของจื่อจื่อซึ่งนอนหงายใช้ขาทั้งสี่พยายามจับของเล่นตรงหน้าไว้พร้อมกับเสียงครางคล้ายกำลังสนุก


 

คงเป็นภาพที่น่าเอ็นดูไม่น้อยถ้าลูกน้องผมทั้งสองคนไม่ใช่มาเฟียและกระต่ายตัวนั้นเป็นกระต่ายธรรมาดา การที่ทั้งสองคนมาเป็นมาเฟียลูกน้องคนสนิทของผมนั้นเป็นเพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเท่ากระต่ายที่ร้องงี๊ดๆ อยู่ตรงนั้นเคยเป็นมนุษย์มาก่อน


 

เอาเข้าไปสิ คิดว่าเรื่องหลอกเด็กแบบนั้นใครจะไปเชื่อ


 

ผมก็ไม่เชื่อจนกระทั่งได้ยินเสียงพูดจากกระต่ายตัวนั้นจริงๆ พูดคล่องปรื๋อเหมือนฝึกมานับสิบปี ไม่ว่าใครก็ต้องระแวงซึ่งผมก็เช่นกัน


 

ตอนแรกกะว่าจะเอาไปปล่อยแต่เจ้าตัวดันบอกให้เปิดประตูให้ก็พอจะเป็นฝ่ายออกไปเอง


 

สภาพของกระต่ายตัวจ้อยที่ทำหน้าหงอยกระโดดบันไดลงไปทีละขั้นทำเอาผมถึงกับทนไม่ไหวคว้าตัวอีกฝ่ายกลับขึ้นมาตามเดิม ความผูกพันธ์รวมไปถึงสายสัมพันธ์ที่มีทำให้ผมที่ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ รู้สึกอยากจะเชื่อขึ้นมา เพราะแบบนั้นจึงยอมรับเลี้ยงกระต่ายประหลาดตัวนั้นแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายพูดได้ก็ตาม


 

พอรู้ความจริงว่าอีกฝ่ายเคยเป็นมนุษย์มาก่อนหลายๆ อย่างที่ผมตั้งข้อสงสัยก็คลี่คลายไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่เจอกันอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีกลัวผมเหมือนอย่างสัตว์ตัวอื่นที่แทบจะมุดหนี กล้าที่จะจ้องมองสบตากับผมตรงๆ จนเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมา ไหนจะเรื่องความฉลาดและเรียนรู้ไวนั่นอีก


 

ไม่มีทางที่จะเป็นกระต่ายปกติธรรมดาไปได้


 

ผมเองก็น่าจะเอะใจ แต่อย่างว่าเรื่องแฟนตาซีเหนือจินตนาการแบบนี้หากไม่ใช่ในนิยายก็คงจะเป็นหนังสักเรื่อง ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ในชีวิตจริง


 

น่าแปลกที่พอหายจากอาการสับสนผมกลับยอมรับได้อย่างน่าประหลาด ยอมให้กระต่ายพูดได้ตัวหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลกับตัวเองมากขึ้นทุกที จากที่ซื้อแค่อาหาร เตียงนอนก็เริ่มมีทั้งขนม ของเล่นหรือแม้แต่เสื้อผ้ามาไม่หยุด แต่ละอย่างมีจำนวนมากพอจะใช้สลับกันได้หลายอาทิตย์โดยไม่ซ้ำกัน


 

จะให้เรียกอะไรถ้าไม่ใช่ทาสกระต่าย ไม่สิ ถ้าคิดดูดีๆ กับกระต่ายตัวอื่นผมไม่ได้รู้สึกอยากซื้อ อยากเปย์หรืออยากดูแลแต่อย่างใด มีแค่จื่อจื่อที่ทำให้ผมรู้สึกเอ็นดูได้ขนาดนี้


 

ไม่ใช่ทาสกระต่ายแต่เป็นทาสจื่อจื่อสินะ


 

น่าขำ!


 

ไม่มีทางให้เจ้าตัวรู้โดยเด็ดขาดไม่งั้นผมได้โดนล้อไปอีกนานแน่


 

จื่อจื่อชอบบอกว่าผมขี้แกล้ง ทำเหมือนกับตัวเองไม่แกล้งผม ความจริงผมก็แค่หมันเขี้ยวเลยอาจทำอะไรรุนแรงไปสักหน่อยทว่าอีกฝ่ายก็หาทางเอาคืนผมตลอด


 

คนที่รู้ว่าผมคือไห่หลานเยี่ยนแล้วยังกล้ามาแกล้งหรือเอาคืนผมแบบต่อหน้าไม่เคยมีมาก่อน ต่อให้เป็นคนในตระกูลเดียวกันอย่างพวกญาติพี่น้องที่เหลืออยู่ไม่มากก็ยังต้องมีเกรงใจกันอยู่หลายส่วน


 

อาจเพราะแบบนั้นเลยทำให้ผมรู้สึกสนิทใจกับจื่อจื่อได้อย่างรวดเร็ว เขาเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำหรือประจบเอาใจ ทุกอย่างที่แสดงออกคือตัวตนของเขาจริงๆ


 

เป็นคนนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเป็นมนุษย์เลยสินะ


 

คนเราคงไม่เปลี่ยนนิสัยกันได้ง่ายๆ เพราะวิญญาณมาอยู่ในร่างของกระต่ายหรอกมั้ง


 

อยากรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายตอนเป็นมนุษย์จะเป็นยังไง รูปร่างหน้าตาแบบไหน ทำงานอะไร อายุเท่าไหร่ จะว่าไปผมไม่เคยถามเขาแม้แต่ชื่อตอนยังเป็นคนด้วยซ้ำ


 

ผมมองจื่อจื่อที่พลิกตัวจากที่นอนหงายมาเป็นนอนคว่ำด้วยสายตาอ่อนโยนจนตัวเองยังแทบไม่อยากเชื่อว่าจะสามารถใช้สายตาแบบนี้ได้ ตั้งแต่รู้จักกับจื่อจื่อทำให้ผมเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์หลายๆ อย่างที่อยู่ภายในออกมา อย่างการแกล้งหรือเย้าแหย่ก็ไม่ใช่นิสัยปกติที่ผมแสดงออก ยิ่งการยิ้มหรือหัวเราะยิ่งไม่ใช่ทว่าหลายเดือนมานี้ผมกลับหัวเราะมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา


 

รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายที่จะได้อยู่กับกระต่ายตัวนี้ที่ทำให้ผมเป็นตัวผมได้จริงๆ


 

“จื่อจื่ออยากเล่นอันนี้ไหม” เจียงฮุยโชว์วัตถุทรงกลมที่ทำจากพลาสติก ตรงกลางกลวงและมีกระดิ่งอันเล็กใส่อยู่ตรงกลาง เวลาขยับจะมีเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง


 

“งี๊ด” กระต่ายตัวจ้อยตาลุกวาวกับของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งมาส่งเมื่อกลางวัน


 

“อยากเล่นเนอะ”


 

“งี๊ด” จื่อจื่อพยักหน้ารัวๆ เรียกรอยยิ้มจากลูกน้องทั้งสองคนของผมได้ทันที


 

“ผมจะโยนไป จื่อจื่อต้องไปเก็บแล้วเอามาให้ผมเข้าใจรึเปล่า” เจียงฮุยอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังเหมือนคุณครูกำลังสอนเด็กในห้องเรียน


 

“งี๊ด” ถ้าเป็นกระต่ายปกติแน่นอนว่าไม่มีทางที่จะเข้าใจแต่นี่เป็นกระต่ายประหลาด ดังนั้นแค่พูดครั้งเดียวก็รู้เรื่องแล้ว


 

“ไปเอามา” เจียงฮุยกลิ้งของเล่นออกไปโดยมีจื่อจื่อวิ่งไล่ตาม ความเร็วของกระต่ายมีมากกว่าที่ผมคิดไว้ เพียงไม่นานก็สามารถนำของเล่นกลับมาให้เจียงฮุยได้แล้ว


 

“ฉลาดที่สุดเลยจื่อจื่อ” ไป๋หยางเอื้อมมือมาลูบหัวของจื่อจื่อที่ส่งสายตาอ้อนๆ ให้เจียงฮุยคล้ายจะบอกว่าอยากเล่นอีก


 

ว่ากันตามจริงห้องผมไม่ใช่ห้องที่พวกเขาจะมานั่งเล่นอะไรแบบนี้ได้ ในขณะที่พวกเขานั่งเล่นผมต้องนั่งจัดการงานที่เกือบจะกองทั่วหัวเนี่ยนะ แค่เสียงกระดิ่งก็ทำลายสมาธิไปหลายส่วนแล้ว


 

แต่จะว่าก็ไม่ได้เพราะคนที่บอกให้เล่นในห้องนี้ได้ก็คือผมเอง ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยคุยกับผมเรื่องนี้มาก่อนว่า...


 

‘บอส พวกเราไม่อยากกวนสมาธิบอสแต่อยากเล่นกับจื่อจื่อ’ ไป๋หยางเกริ่นประโยคแรกขึ้นมาหลังวางแฟ้มบนโต๊ะทำงาน


 

‘ผมด้วยๆ เพราะงั้นพวกเราเลยอยากขอพาจื่อจื่อไปเล่นข้านอกได้ไหมครับท่านหลานเยี่ยน’ เจียงฮุยพูดต่อจากไป๋หยางก่อนทั้งคู่จะก้มมองจื่อจื่อที่นอนหลับอยู่บนตักผม


 

เวลาที่เจอกับปัญหาหรือเครียดกับงานผมมักจะอุ้มจื่อจื่อให้มานอนบนตักแล้วลูบไปมาอยู่เป็นชั่วโมง เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้ผมผ่อนคลายได้แล้ว


 

‘ไม่ได้’ ผมตอบทั้งคู่แทบจะทันที ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดใดๆ ยังไงผมก็ไม่มีทางปล่อยให้จื่อจื่อหายไปอยู่นอกสายตาต่อให้เจียงฮุยกับไป๋หยางจะเป็นคนสนิทที่ผมไว้ใจก็ตาม


 

‘ถ้าแบบนั้น...’


 

‘อยากมาเล่นก็เล่นที่นี่’


 

เพราะประโยคนั้นที่ลั่นออกไปทำให้ผมต้องทำใจก้มหน้าทำงานต่อท่ามกลางเสียงพูดคุยระหว่างสองมนุษย์และหนึ่งกระต่าย


 

เอาตามตรงผมค่อนข้างแปลกใจที่จื่อจื่อเป็นที่รักของเจียงฮุยกับไป๋หยางขนาดนี้ ก็รู้ว่าเจ้าตัวเล็กๆ ขนปุกปุยที่ตอนนี้เพิ่มความน่ารักด้วยการใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวลายดาวสีเทานั่นจะยิ่งทำให้คนที่เห็นใจสั่นแต่ก็ไม่คิดว่าทั้งคู่จะชอบจื่อจื่อถึงกับหาเวลามาเล่นด้วยบ่อยๆ อย่างมากสุดก็วันละสองครั้ง


 

ส่วนเจ้าตัวหรือจื่อจื่อที่มีคนมาเล่นด้วยก็ยิ่งดีใจที่ไม่ต้องนั่งๆ นอนๆ รอเวลากลับบ้านก็ยิ่งทำตัวออดอ้อนจนคนสนิทผมแปรพรรคไปอยู่ฝ่ายกระต่ายกันหมดแล้ว


 

ดูอย่างตอนนี้สิ...


 

“งี๊ดด~” เสียงออดอ้อนเล็กๆ ที่ครางยาวนั่นดึงความสนใจของทุกคนไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง จื่อจื่อยกตัวขึ้นยืดด้วยเท้าหลังใช้ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องมองไปยังเจียงฮุยด้วยสายตาออดอ้อนเต็มพิกัด


 

“อยากเล่นสินะ มาเล่นกันอีกรอบเนอะ” เจียงฮุยที่กำลังจะเก็บของเล่นถูกจื่อจื่ออ้อนจนไปไม่เป็น ยอมกลิ้งของเล่นนั้นอีกรอบ


 

“น่ารักเกินไปแล้ว” ไป๋หยางที่มองอยู่เอ่ยชมไม่หยุด


 

“นั่นสิ ขี้อ้อนสุดๆ” ผมแอบพยักหน้าเห็นด้วยกับทั้งคู่ บทจื่อจื่อจะดื้อก็ดื้อมากแต่บทจะอ้อนก็บอกเลยว่าตายกันเรียบ ขนาดผมที่พยายามไม่แสดงออกยังมีแต่ของกระต่ายส่งมาทุกวี่วัน


 

“อยากกอดแน่นๆ สักครั้ง”


 

กึก!


 

คำพูดของไป๋หยางทำเอาผมเผลอกำด้ามปากกาแน่นขึ้น อยู่ๆ ความรู้สึกไม่พอใจก็ประดังเข้ามาราวกับผมไม่อยากให้จื่อจื่อถูกใครกอด...นอกจากตัวเอง


 

จื่อจื่อเคยบอกว่าชอบเวลาถูกผมอุ้มไว้ในวงแขน ไออุ่นที่ได้รับทำให้รู้สึกดีและอยากนอน ผมเป็นคนเดียวที่ได้สัมผัสจื่อจื่อต่างจากอีกสองคนที่จะใช้เวลาส่วนมากไปกับเล่น มีบ้างที่ลูบขนหรือเกาพุงแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นอุ้มแนบอกเหมือนอย่างผม


 

ความจริงการแสดงออกว่าสนิทสนมของจื่อจื่อกับลูกน้องทั้งสองคนของผมก็มีหลายครั้งที่ผมเกิดความรู้สึกไม่พอใจเล็กๆ และมีความกลัวอยู่หน่อยๆ กลัวว่าจื่อจื่อจะสนิทหรืออยากอยู่กับคนอื่นมากกว่าตัวเอง


 

ผมไม่มีเวลามาเล่นด้วยมากมาย ระหว่างทำงานผมมีสมาธิอยู่แต่กับตัวอักษรบนหน้ากระดาษแต่ผมก็มั่นใจว่าทุกครั้งที่มีเวลาสิ่งแรกที่ผมให้ความสนใจก็คือจื่อจื่อ


 

ผมบอกตัวเองว่าความรู้สึกนั้นเป็นเพราะผมเป็นเจ้าของจื่อจื่อ เป็นเจ้าของกระต่ายตัวนั้น...ผมจึงไม่ชอบเวลามีใครมายุ่งกับของของตัวเองมากเกินไป


 

“ถ้านายกอดจื่อจื่อสลบแน่” เจียงฮุยหันไปบอกไป๋หยางที่คิดจะกอดจื่อจื่อ


 

“ก็จริง ตัวเล็กขนาดนี้นี่นะ” สายตาของไป๋หยางดูเสียดายที่ไม่สามารถกอดจื่อจื่อได้


 

“อืม มาแล้วเหรอจื่อจื่อ โอ๊ะ...ท่านหลานเยี่ยน?” เจียงฮุยกับไป๋หยางถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นผมเดินไปนั่งพื้นอีกคน


 

“จื่อจื่อ เอามานี่” ผมเอ่ยเรียกกระต่ายตัวจ้อยที่กำลังนำของเล่นกลับมา


 

“งี๊ด!” เจ้าของชื่อได้ยินและเข้าใจในทันทีจึงเปลี่ยนทิศจากที่วิ่งไปหาเจียงฮุยมาเป็นกระโดดขึ้นตักผมแทน


 

พอได้รับความสนใจผมก็รู้สึกดีขึ้นทั้งที่เมื่อครู่ยังรู้สึกแย่ที่ลูกน้องอาจสนิทกับจื่อจื่อมากกว่า


 

“เล่นพอรึยัง” ผมถามพลางช้อนตัวจื่อจื่อขึ้นแนบอก


 

“งื๊ด~” อีกฝ่ายทำตาแป๋วส่งมาคล้ายจะบอกว่าพอก็ได้แต่ก็อยากเล่นอีกสักครั้ง


 

“อีกครั้งเดียวพอ” ถ้าจื่อจื่อเล่นเยอะเขาจะเหนื่อยและง่วงเร็ว มีหลายวันที่พอถึงห้องเขาหลับสนิทไปจึงเช้าทำให้คืนนั้นผมไม่ได้คุยเล่นอะไรเลย


 

เมื่อได้รับการพยักตอบกลับมาผมจึงยอมกลิ้งของเล่นออกไป จื่อจื่อเด้งตัวขึ้นกระโดดออกจากแขนแล้วไล่ตามของเล่นชิ้นนั้น


 

“พูดครั้งเดียวก็เข้าใจ ผมไม่เคยเจอกระต่ายที่ฉลาดขนาดนี้มาก่อน” เจียงฮุยพูด


 

“ผมด้วย” ไป๋หยางเสริม


 

“ฉันก็คิดแบบนั้น” ไม่มีกระต่ายตัวไหนฉลาดไปกว่าจื่อจื่อหรอก


 

“บอสดูรักจื่อจื่อมาก”


 

“...ไม่ขนาดนั้น” ผมเอ็นดูมากก็จริงแต่ถึงขั้นรักไหม...คงยัง แต่คิดว่าอีกไม่นานคงใช้คำนั้นได้


 

สิ่งที่ผมจะใช้คำว่ารักด้วยจนถึงตอนนี้มีเพียงไม่กี่อย่าง ถ้ามีจื่อจื่อเพิ่มเข้ามา...ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร


 

“พวกเรามองอยู่ตลอด ท่านหลานเยี่ยนมีความสุขขึ้นมากตั้งแต่มีจื่อจื่อ” เจียงฮุยพูดเสริม สีหน้าของอีกฝ่ายคล้ายจะยินดี


 

“ก็ไม่ผิด” ชีวิตที่วันอยู่แต่กับการทำงาน งานสังสรรค์และก็ห้องนอนมันช่างน่าเบื่อและไร้ซึ่งความสุข แต่เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ได้รับสืบทอดผมจึงต้องรับมาและทำให้ดีที่สุด


 

จื่อจื่อเข้ามาทำให้วัฏจักรเหล่านั้นมีสีสัน การทำงานบนโต๊ะเดิมๆ ไม่ได้น่าเบื่ออีกต่อไปเมื่อมีก้อนกลมๆ นอนหลับสนิทหายใจสม่ำเสมออยู่บนตัก ทุกๆ ช่วงเวลาเริ่มมีสีสัน...สีของจื่อจื่อ


 

“งี๊ด” จื่อจื่อวิ่งเตาะแตะวางของเล่นลงบนมือผมก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตา คอที่เอียงน้อยๆ ราวกับรอคอยคำชมน่าเอ็นดูจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวเบาๆ


 

“ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว อีกครึ่งชั่วโมงจะลงไป เตรียมรถให้พร้อม” ผมหันไปบอกกับลูกน้องคนสนิททั้งสองคนขณะลุกขึ้นยืนโดยไม่ลืมอุ้มจื่อจื่อขึ้นแนบอกเดินกลับไปนั่งยังโต๊ะทำงานตัวเดิม


 

“รับทราบครับ” ทั้งคู่ขานรับแล้วพากันออกจากห้องไป


 

เมื่อภายในห้องเหลือเพียงสองชีวิตความเงียบก็เข้าปกคลุม ทั้งผมและจื่อจื่อไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยมืออีกข้างลูบไปทั่วตัวจื่อจื่อที่นอนนิ่งปล่อยให้ผมลูบตามใจ แม้จะเงียบสงัดทว่าเป็นความเงียบที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายจนไม่อยากให้เวลาเดินหน้า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะหยุดเวลาเอาไว้ในตอนนี้


 

งานที่เหลืออยู่มีไม่กี่งานที่ต้องรีบจัดการให้เสร็จในวันนี้ ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีก็เสร็จทั้งหมดผมจึงสามารถละสายตาจากหน้ากระดาษมาเป็นกระต่ายสีเทาที่เหมือนจะผล๋อยหลับไป


 

“เหนื่อยสินะ หลับปุ๋ยเลย” ผมเปลี่ยนมาใช้มือขวาลูบบ้าง


 

“...ยังไม่หลับ” เสียงจากกระต่ายด้านล่างดังขึ้นโดยดวงตาทั้งสองข้างยังไม่ยอมลืม


 

“นึกว่าสลบไปแล้ว”


 

“ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น แค่พอโดนคุณลูบมันเลยรู้สึกเคลิ้มขึ้นมา”


 

“นอนไปก่อนก็ได้ ถึงบ้านแล้วจะปลุก” ให้หลับตอนนี้ยังดีกว่าให้อีกฝ่ายหลับยาว


 

“ไม่ล่ะ ผมตื่นแล้ว” ดวงตาสีดำลืมขึ้นพร้อมกับร่างขนาดเล็กที่ลุกขึ้นบิดขี้เกียจจนตูดโด่ง


 

“ตูด” ผมคว้าหมับเข้ายังหางกลมๆ ของจื่อจื่อจนอีกฝ่ายสะดุ้ง


 

“ทำอะไรน่ะหลานเยี่ยน ตกใจหมด” จื่อจื่อหันมามองค้อน


 

“ตูดโด่งน่าจับ”


 

“คุณเป็นโรคจิตเหรอ”


 

“หึ” ผมไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธเพราะตูดกลมๆ นั่นน่าจับ น่าขย้ำจริงๆ


 

“นี่หลานเยี่ยน” อีกฝ่ายเรียกเสียงเบา


 

“ฮืม?”


 

“ช่วงนี้ไม่ออกไปไหนเลยเหรอ”


 

“หมายถึงออกไปไหนล่ะ” ถ้าหมายถึงพวกงานเลี้ยง ปาร์ตี้หรือพวกงานสังสรรค์ผมแทบจะไม่ได้ไปเลย จะเสียเวลาไปกับสิ่งไร้ประโยชน์ที่หาความสุขไม่ได้ไปทำไม


 

ไม่จำเป็นเป็นสักนิดที่ต้องแสดงตัวให้คนอื่นรู้ว่าเรารวยหรือมีฐานะอะไร เพราะงั้นผมถึงไม่ชอบออกงาน พวกงานทวงหนี้ก็ไม่จำเป็นต้องออกหน้าด้วยตัวเอง หากเมื่อไหร่ที่ผมลงมือเองนั่นแปลว่าอีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์แม้จะร้องขอชีวิต เพราะงั้นเอาเวลาพวกนั้นมานั่งแกล้งจื่อจื่อยังมีความสุขมากกว่า


 

“ก็อย่าง...ออกไปเดินตรวจตราในตลาดเหมือนอย่างวันที่ไปซื้อผม”


 

“ไม่บ่อยที่จะไป” ถ้าไปเดินตามพื้นที่ให้เช่านานๆ ทีผมจะไปเดินสักครั้งเพื่อดูว่าพื้นที่จริงมีปัญหาอะไรที่ต้องจัดการรึเปล่า ไม่ใช่แค่ตลาดที่ผมไปบางครั้งยังมีพวกห้าง ผับหรือแม้แต่คาสิโน


 

“งั้นเหรอ...เตรียมตัวกลับกันเถอะ” จื่อจื่อรีบเปลี่ยนเรื่อง ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถปกปิดน้ำเสียงที่คล้ายจะผิดหวังได้


 

“มีอะไรรึเปล่า” ผมถามย้ำ


 

“ไม่มี” อีกฝ่ายส่ายหัวน้อยๆ


 

“แต่ฉันว่ามี”


 

“...” ความเงียบนั่นเป็นคำตอบว่าผมคิดถูก


 

“จื่อจื่อ” ผมกดดันผ่านทางน้ำเสียงและสายตาเพื่อให้เขาพูดสิ่งที่ปกปิดไว้ออกมา


 

“...เรื่องเล็กน้อย อย่าใส่ใจเลย กลับกันเถอะได้เวลาแล้วนี่”


 

“อย่าเปลี่ยนเรื่อง”


 

“หลานเยี่ยน...”


 

“บอกฉันมาจื่อจื่อ” จะให้ปล่อยผ่านทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นผมทำไม่ได้ ยิ่งอีกฝ่ายพยายามปกปิดผมก็ยิ่งอยากกระชากมันออกมา


 

“ผมก็แค่...อยากไปเดินข้างนอกบ้าง” พอเห็นว่าผมเอาจริงจื่อจื่อก็ยอมสารภาพ


 

“หมายถึงอยากให้พาไปเดินตลาด”


 

“อืม ตั้งแต่อยู่ในร่างกระต่ายผมอยู่แค่ที่นี่กับคฤหาสน์เลยอยากลองออกไปที่อื่นบ้าง แต่ถ้าคุณไม่มีแพลนจะไปก็ไม่ต้องหรอก ไว้รอคุณไปผมค่อยไปด้วย” จื่อจื่อพูดต่อ


 

“ตลาดคนเยอะ เชื้อโรคก็เยอะ นายอาจป่วยได้” ไม่เกี่ยวว่าตลาดนั้นจะได้รับการดูแลหรือทำความสะอาดดียังไง บนตัวของมนุษย์มีเชื้อโรคติดมาได้ง่ายๆ ผมไม่อยากเสี่ยงพาจื่อจื่อไปเดินตลาดที่คนแออัดแบบนั้น แต่ถ้าเป็นสถานที่อื่นที่ปลอดภัยกว่าก็ใช่ว่าจะพาไปไม่ได้


 

“เข้าใจแล้ว ไม่ไปก็ได้” จื่อจื่อยอมตัดใจโดยดีแม้สายตานั้นจะดูอยากไปมากก็ตาม


 

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่พาไป”


 

“หมายถึงคุณจะพาผมไปเหรอ” ดวงตากลมโตขยายใหญ่ขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของผม


 

“ใช่”


 

“ไปไหนล่ะ คุณบอกว่าไปตลาดไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”


 

“ไปห้างได้” ถึงห้างจะเป็นสถานที่ปิดทว่าปัจจุบันมีกฏหมายด้านความปลอดภัยมากขึ้นส่งผลให้แทบทุกห้างมีการติดตั้งเครื่องกรองเชื้อโรค ปลอดภัยกว่าเดินตลาดที่คนแออัด


 

“ห้าง? เขาจะให้เอาสัตว์เข้าได้เหรอ” จื่อจื่อถามอีก


 

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นใครเอาเข้าไป” ถ้าเป็นคนปกติหากยามเจอก็กักไว้ตั้งแต่หน้าประตูแล้ว แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นโดยเฉพาะกับผมไห่หลานเยี่ยน


 

“...ผมลืมได้ไงว่าคุณเป็นใคร ไห่หลานเยี่ยนที่ครองพื้นที่กว่าครึ่งของเมืองS พ่อครับขอผมติดตามไปตลอดชีวิตเลยนะ” จื่อจื่อซุกหน้าลงกับพุงผมระหว่างพูด


 

“หึ...เว่อร์”


 

“พูดจริงหรอก”


 

“ก็ไม่ได้ห้ามนี่” ผมบอกก่อนจะลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าสำหรับใส่กระต่ายขึ้นมาแล้วยัดจื่อจื่อเข้าไปด้านในเตรียมออกจากห้อง


 

“เดี๋ยวสิ ผมยังงงอยู่เลย คุณหมายถึงอะไรน่ะ” กระต่ายในกระเป๋าขยับตัวไปมา


 

“ลองคิดเอาเองสิ” ผมจบการสนทนาลงทั้งๆ แบบนั้น


 

พูดเองแท้ๆ ว่าขอติดตามผมไปตลอดชีวิต


 

ก็ตอบแล้วไงว่าไม่ได้ห้าม


 

อยากอยู่ตลอดชีวิตก็อยู่เลย...ผมจะดูแลเอง


 

เดินลงมาจนถึงชั้นล่างมีรถยนต์คันสีดำจอดรออยู่หน้าประตูเรียบร้อย เมื่อผมเดินไปถึงเจียงฮุยก็รีบเปิดประตูให้ผมเข้าไปนั่งด้านในทันที กระเป๋าใส่กระต่ายวางอยู่ด้านข้างติดกับตัวผม


 

จื่อจื่อเดินไปมาสลับกับเงยหน้ามองผมผ่านหน้าต่าง สายตานั้นคล้ายจะย้ำเตือนให้รู้ว่าจุดหมายของวันนี้ไม่ใช่คฤหาสน์เหมือนอย่างทุกวัน


 

“ไปห้างHY” ผมบอกชื่อห้างที่จะไปให้ไป๋หยางที่เป็นคนขับได้ยิน


 

“บอสจะไปห้างเหรอครับ” อีกฝ่ายถามกลับคล้ายจะไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยินนัก ทั้งเจียงฮุยและไป๋หยางรู้ดีว่าผมไม่ใช่คนที่ชอบเดินห้างหรือออกไปไหน ด้วยฐานะที่มีการไปสถานที่พวกนั้นอาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้


 

“อืม” ครั้งนี้ผมยอมไปเพราะจื่อจื่อ น่าแปลกที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้อ้อนหรือร้องขอ ประโยคที่ได้ยินออกแนวเข้าใจด้วยซ้ำแต่เพราะน้ำเสียงกับใบหน้าหงอยๆ นั่นทำให้ผมใจอ่อนยวบ


 

“รับทราบครับ”


 

รถยนต์คันสีดำแล่นไปตามถนนสายหลักซึ่งเป็นเส้นที่การจราจรค่อนข้างติดขัดในช่วงเย็น ไป๋หยางจึงเปลี่ยนเส้นทางขับไปตามซอยจนทะลุกับทางเข้าห้างที่มีถึงสามทิศ


 

ระหว่างรถกำลังเคลื่อนที่ผมแอบมองกระต่ายในกระเป๋าตลอด ก่อนหน้านี้ยังง่วงอยู่แท้ๆ พอรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวตื่นเต้นไม่หยุดเชียว


 

กลับไปคงได้สลบยาวจนถึงเช้าอีกตามเคย


 

เอาเถอะ แค่อีกฝ่ายมีความสุขก็คุ้มแล้ว


 

เมื่อรถแล่นเข้าไปด้านในไป๋หยางสามารถขับเข้าไปยังที่จอดรถโซนวีไอพีได้โดยไม่ต้องลดกระจกด้วยซ้ำ ถึงผมจะไม่ค่อยมาแต่พวกเขาก็รู้ดีว่าผมเป็นใคร แทบทุกสถานที่ที่ผมเป็นเจ้าของพื่นที่จะมีการเว้นที่จอดรถไว้ให้เพื่ออำนวยความสะดวก


 

ผมเปิดประตูลงจากรถโดยในมือถือกระเป๋าซึ่งมีจื่อจื่อที่พยายามชโงกดูสิ่งรอบตัวด้วยความตื่นเต้น


 

“ยังไม่ทันเข้าเลย ตื่นเต้นอะไร” ผมยกกระเป๋านั้นขึ้นมาขณะพูด


 

“งี๊ดด~” เพราะมีพวกเจียงฮุยกับบอดี้การ์ดด้านหลังอยู่จื่อจื่อจึงใช้การครางและการพยักหน้าเพื่อบอกความตื่นเต้น


 

“จะพาออกมา อย่าดื้อล่ะ” ผมรูดซิปกระเป๋าออกจับตัวจื่อจื่อมาไว้บนท่อนแขน เจ้าตัวยกส่วนหัวขึ้นใช้ดวงตากลมโตสีดำสนิทมองดูรอบๆ หากหูนั้นสามารถตั้งได้คงเห็นหูทั้งสองข้างตั้งตรงเลยมั้ง


 

กระเป๋าเปล่าถูกส่งให้เจียงฮุยที่อยู่ใกล้สุดถือต่อ ผมพาจื่อจื่อเดินเล่นยังชั้นล่างไล่ขึ้นไปทีละชั้นผ่านร้านค้ามากมายทั้งขายของกินและของใช้ หลายคนที่มองมายังไม่ทันได้เห็นจื่อจื่อแค่เห็นหน้าผมกับบอดี้การ์ดในชุดดำก็พากันเปิดทางให้โดยดี ผมไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะจับกลุ่มพูดคุยอะไรกันพากระต่ายในวงแขนเดินไปเรื่อยๆ


 

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนสุดผมบอกให้พวกเจียงฮุยรออยู่ด้านนอกโดยที่ตัวเองพาจื่อจื่อเข้าไปในโซนซุปเปอร์ขนาดใหญ่ รถเข็นด้านหน้าถูกนำมาใช้ ผมลองวางตัวจื่อจื่อไว้ด้านบนของรถเข็นบริเวณที่นั่งซึ่งมีไว้ให้เด็กนั่ง


 

“นั่งได้ไหม” ผมเอ่ยถามโดยที่ยังไม่ปล่อยมือที่จับไว้


 

“ขาผมตกลงไปในช่อง หยิบนมซักแพ็คมาวางแล้วให้ผมอยู่ด้านบนได้รึเปล่า” จื่อจื่อมองไปยังชั้นนมที่อยู่ใกล้สุดขณะเสนอความเห็น


 

“อืม” ผมไม่รอช้าเข็นรถเข้าหยิบนมมาหนึ่งแพ็ควางไว้ด้านล่างค่อยวางตัวจื่อจื่อลงอีกที


 

“แบบนี้ค่อยดีหน่อย” อีกฝ่ายเหมือนจะพอใจขยับตัวหมุนไปมาแทบจะรอบทิศทางอยู่แล้ว


 

“ไม่เคยมาห้างรึไง ตื่นเต้นขนาดนี้” ผมส่งเสียงถามพร้อมกับออกเดิน บริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนผมจึงสามารถคุยกับจื่อจื่อได้


 

“เคยสิ ผมไปห้างบ่อยนะทั้งไปดูหนัง เดินเล่นแล้วก็ซื้อของแต่ถ้าพวกอาหารส่วนมากจะซื้อตลาดเอา ประหยัดกว่า” น้ำเสียงของจื่อจื่อเหมือนกำลังระลึกความหลังอยู่ จะบอกว่าเสียงนั้นเศร้าก็ไม่เชิงคงมีหลายๆ ความรู้สึกปะปนอยู่


 

ถ้าเป็นตัวผมที่วิญญาณต้องเข้ามาอยู่ในร่างกระต่ายคงใช้เวลานานน่าดูกว่าผมจะยอมรับความเป็นจริงได้


 

“ขนาดเคยมายังตื่นเต้นขนาดนี้”


 

“ผมเพิ่งเคยมาห้างของต่างประเทศครั้งแรก”


 

“ก็เหมือนๆ กันนี่” ผมเดินทางไปมาก็หลายประเทศแต่ไม่เห็นว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นโดยเฉพาะในห้าง


 

“ไม่เหมือน” อีกฝ่ายเถียง


 

“ยังไง”


 

“ความรู้สึก”


 

“ฮืม...” ความรู้สึกเหรอ


 

“ของหลายอย่างอาจเหมือนกันก็จริงแต่ความรู้สึกของเราเมื่อเข้าไปเดินมันต่างกัน แต่ละที่ล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ผมไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินห้างของจีน” จื่อจื่ออธิบายให้ฟังด้วยน้ำเสียงติดตื่นเต้น จนถึงตอนนี้หัวเล็กๆ นั่นก็ยังหันไปมาไม่หยุด


 

“นี่จื่อจื่อ” ผมหยุดรถเข็นยังบริเวณที่ไร้ผู้คนก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อจะได้เข้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น


 

“อะไรเหรอ” ดวงตาคู่นั้นหันกลับมามองผม


 

“ก่อนจะชื่อจื่อจื่อนายชื่ออะไร” นี่เป็นสิ่งที่ผมสงสัยแต่ยังไม่เคยถามมาก่อน พอมาย้อนนึกดูสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับอีกฝ่ายนอกจากอยู่ที่ประเทศไทยกับโดนอุบัติเหตุรถชนก็ไม่รู้อย่างอื่นเลย


 

มีโอกาสก็ถามสักหน่อย


 

“ต่าย”


 

“ฮืม?”


 

“ผมชื่อกระต่าย”


 

“ทู่จื่อ?”


 

“ใช่ ความหมายเดียวกัน เพื่อนๆ จะเรียกผมว่าต่าย ผมคิดมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าตัวเองผูกพันธ์กับกระต่ายเหลือเกินทั้งชื่อกระต่าย เกิดก็ปีกระต่าย บ้านเคยเลี้ยงกระต่ายและตอนนี้ก็ยังมาเป็นกระต่าย” ใบหน้าของจื่อจื่อคล้ายจะยิ้มยามเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง


 

“มาเป็นกระต่ายที่ชื่อกระต่ายอีกครั้งน่ะเหรอจื่อจื่อ” พอนึกแล้วก็ตลกดีขนาดวิญญาณหลุดมาเข้าร่างใหม่ก็เหมือนตายแล้วเกิดใหม่แต่ยังได้ชื่อที่มีความหมายเดิมอีก


 

“คุณตั้งให้เองนะ” อีกฝ่ายเริ่มทำหน้ามู่ทู่


 

“อยากเปลี่ยนรึเปล่าล่ะ” ผมเริ่มออกเดินอีกครั้ง จุดหมายต่อไปคือโซนสำหรับสัตว์เลี้ยงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าซุปเปอร์ชั้นล่าง


 

“ไม่ ผมชอบชื่อนี้...ชื่อที่คุณตั้ง”


 

“หึ” อยู่ภายในอกก็มีความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา ชักแปลกขึ้นทุกวันแล้วสิตัวผม


 

“ใหญ่มาก” จื่อจื่อถึงกับยกตัวขึ้นเพื่อมองชั้นวางข้าวของสัตว์เลี้ยงที่เรียงรายอยู่มากมาย


 

“ใหญ่กว่าที่เคยเห็น?”


 

“ใช่ ปกติผมเห็นมีอยู่แค่ช่องเดียวสั้นแค่นี้เอง ไม่คิดว่าที่นี่จะมีโซนสัตว์เลี้ยงใหญ่ขนาดนี้” พูดไปจื่อจื่อก็มองซ้ายขวาไม่หยุด


 

“ก็ใหญ่กว่าชั้นล่าง” ผมพาเดินไปยังส่วนของใช้ต่างๆ


 

“คุณพามาเพราะรู้ว่าใหญ่กว่าสินะ”


 

“อืม” ไม่ปฏิเสธ


 

“จะซื้ออะไรอีก ที่มีอยู่ยังไม่หมดเลยนะ” จื่อจื่อมองตามผมที่หยิบขวดแชมพูสำหรับกระต่ายสามขวดใส่รถเข็น


 

“ไม่เหมือนกัน” ทั้งยี่ห้อและสรรพคุณ เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้ซื้อไปทั่ว อย่างแรกที่ดูคือราคาหากถูกไปผมก็ไม่ซื้อ อย่างที่สองคือสรรพคุณของมันที่ต่างจากของเดิมที่มีอยู่


 

“เปลืองเงิน”


 

“ฉันรวย” คำเดียวจบทุกอย่าง


 

คนฟังอย่างจื่อจื่อแทบจะกรอกตามองบนกับคำตอบของผม จะเถียงกลับว่าผมไม่รวยก็ไม่ได้อีก


 

ทำหน้าตลก


 

มองใบหน้ามู่ทู่สักพักผมก็เอื้อมมือไปหยิบกระดาษเช็ดเปียกแบบแพ็คมาใส่รถเข็น กระดาษเช็ดเปียกเป็นของที่หมดเร็วที่สุดเพราะต้องใช้เช็ดเช้าเย็น การเช็ดแต่ละครั้งก็ใช้ไปหลายแผ่น


 

“พอ...พอแล้วหลานเยี่ยน” จื่อจื่อมองผมหยิบสองแพ็คแรกด้วยใบหน้านิ่งเฉยแต่พอหยิบถึงแพ็คที่สิบอีกฝ่ายก็ทนเงียบไม่ไหว


 

“ยังไม่พอ” ผมหยิบเพิ่มไปอีกหลายแพ็คเมื่อเห็นว่ามีแบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นในเว็บมาก่อน สูตรอ่อนโยนต่อขนแถมยังมีกลิ่นใหม่อีก


 

“เยอะไปแล้ว ครั้งก่อนที่ซื้อไปยังไม่หมดเลย”


 

“เดี๋ยวก็หมด” ใช้ทุกวันนี่นะ


 

“คุณคิดจะซื้อตุนไปสำหรับใช้กี่ปีกัน” คำถามนั้นทำเอาผมที่กำลังหยิบกระดาษเช็ดเปียกชะงัก รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะหยิบกระดาษเช็ดเปียกอีกสามแพ็คใส่รถเข็นเพิ่ม


 

“ทั้งชีวิต” ผมตอบเสียงเบาทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นและเต็มไปด้วยความจริงจัง


 

“...คุณบอกว่าอะไรนะ”


 

“ทั้งชีวิต” ผมเอ่ยประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง


 

“...” จื่อจื่อที่ได้ยินมองผมคล้ายจะไม่เข้าใจ


 

ถ้ายังไม่เข้าใจผมก็จะขยายความให้


 

“จะซื้อตุนสำหรับทั้งชีวิตของนายเลยจื่อจื่อ”


 

ความหมายของผมคือจะเลี้ยงเขาทั้งชีวิตนั่นแหละ


 

ไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะเป็นเอามากขนาดนี้


 

รับผิดชอบด้วยการอยู่ด้วยกันทั้งชีวิตด้วยล่ะ

...........................................

ขอกรี๊ดดังๆ ให้กับความหลงกระต่ายของหลานเยี่ยน

ความจริงต้องบอกว่าหลงจื่อจื่อถึงจะถูก กระต่ายตัวอื่นคงไม่ได้รับความรักมากมายแบบนี้แน่

ความน่ารักของตอนนี้มห้10เต็ม10

ฮือออ ทำไมจื่อจื่อน่ารักขนาดนี้

เราแต่งแล้วอยากเลี้ยงกระต่ายมากเลย

ที่บ้านเราไม่เคยเลี้ยงกระต่ายมาก่อน ตอนแรกที่คิดพล๊อตนี้ขึ้นมาก็กังวลว่าจะสามารถสื่อความน่ารักของกระต่ายออกมาได้ไหม แต่งได้ขนาดนี้เราภูมิใจกับตัวเองมาก จินตนาการไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ

บ้านใครเลี้ยงกระต่ายพันธ์ส่งภาพมาให้ดูได้น้า เราอยากเห็นความน่ารักมากเลย

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจและการโเนทในRAWด้วยค่า

ไว้เจอกันตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.017K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,079 ความคิดเห็น

  1. #1076 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 23:36
    อายุขัยน้องต่ายนี่อยู่ได้กี่ปีนะ
    #1,076
    0
  2. #974 nep7 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 22:19
    เริ่มกลัวว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว;____;
    #974
    0
  3. #888 MTKxx (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 12:26
    อยากรวยแบบนี้มั้ง ไม่ซื้อเพราะถูกไป
    #888
    0
  4. #821 bophobia (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 22:17
    อยากกรี๊ดออกมาให้คนข้างบ้านได้ยิน55555
    #821
    0
  5. #813 ฺBenja (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 22:54
    ตายเพราะความน่ารัก
    #813
    0
  6. #760 0984363270 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 22:14
    น่องแปลงเปนคนได้มั้ยยยงืออออ
    #760
    2
    • #760-1 0984363270(จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2563 / 22:15
      **น้อง
      #760-1
    • #760-2 0804211939(จากตอนที่ 6)
      3 สิงหาคม 2563 / 09:01
      เราอ่านแล้วเราก็อยากเลี้ยงกระต่ายมากเหมือนกันค่ะ
      #760-2
  7. #723 sakura17 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 07:51
    อ่านไปอ่านมาดราม่าที่ว่าน่าจะเกิดจากมีอะไรทำให้จื่อจื่อตาย หรือไม่ก็วิญญาณต่ายกลับร่าง
    #723
    0
  8. #469 CynthiaMalisa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 16:55
    ไม่น่าคิดเลยยยยยเผลอไปคิดว่า ถ้าน้อนตายยจะเป็นยังไง แงงงง;-;
    #469
    0
  9. #406 น้องจ๋าขนปุย (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 14:24
    เขินนนนนน
    #406
    0
  10. #397 sunshineinjuly (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 05:03
    น้องจะโดนใครฆ่าในร่างกระต่ายรึเปล่าเนี่ยย พวกคู่แข่งของหลานเยี่ยน
    #397
    0
  11. #342 Peerayanun Sripet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 22:31
    นอกจากไรท์จะภูมิใจกับตัวเองแล้ว เราขอภูมิใจในตัวไรท์ด้วยย งื้ออ น้องน่ารักมากกก เก่งมากเลยค่ะไรท์
    #342
    0
  12. #278 halfmoonx_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 00:08
    อยากรู้ว่าน้องจะกลับไปร่างคนยังไง แต่น้องในร่างกระต่ายคือน่ารักมากๆ ฮือ อยากเลี้ยงกระต่ายเลย คุณไรท์สู้ๆค่ะ บรรยายน้องกระต่ายได้น่ารักมาก~
    #278
    0
  13. #132 Kon--Kon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 08:30
    น้องจะวิญญาณกลับไรงี้เปล่า *-* ออกจากร่างต่าย
    #132
    0
  14. #130 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 00:41
    หลง จื่อจื่อ เข้าแล้ว หลานเยี่ยน
    #130
    0
  15. #121 namaing2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 02:08
    โง้ยยยย~หน้าร้ากกกกอิพ่อแกเปย์ได้ทั้งชีวิต5555
    #121
    0
  16. #120 TEN_5646 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 23:46
    อยากรู้ว่าจะกลายเป็นคนได้รึป่าวอ่ะ
    #120
    0
  17. #119 ฉันคือนางเงือก (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 22:35
    ตาย เรานี่แหละตาย อยากมีคนมาอยู่ทั้งชีวิตด้วยกันจัง
    #119
    0
  18. #118 Bnbnbnbnbn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 00:16
    ชอบผู้ชายนิสัยรวยแบบพี่ท่านจริงๆ หวงเก่งไม่ไหวป๊าไปหมดรวยได้รวยดีจริงๆคนนี้555555 พอเห็นไรท์แต่งแบบนี้แล้วอยากเลี้ยงเลยค่ะแต่ไม่น่ารอดเพราะใช้ชีวิตไทม์โซนยุโรปถ้าเลี้ยงคงโดนน้องถีบ555555 ปล.เราไม่เห็นว่าไรท์มาตอบกลับเลยไม่ได้มาตอบขอโทษด้วยนะคะไม่ได้ตั้งใจเมินน้าาาาา รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    #118
    1
  19. #117 Tiankai (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 23:14
    หลงน้องหนักมากก
    #117
    0
  20. #116 sirinapa123456 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 21:16
    อ๊ากกกฟินนอ่าาาชอบๆๆ
    #116
    0
  21. #115 ยามฝนหยุด (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 16:21
    ผิดตรงธรรมาดา=ธรรมดา

    งานทั่วหัว=งานท่วมหัว
    นาาา
    #115
    0
  22. #114 qixx (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 16:05
    หลงเจ้าจื่อจื่อมากไหมหลานเยี่ยน
    #114
    2
    • #114-1 CHOLLY_SMO(จากตอนที่ 6)
      26 เมษายน 2563 / 21:00
      ทำเขาหลงหัวปักหัวปำขนาดนี้ต้องรับผิดชอบอยู่กับหลานเยี่ยนทั้งชีวิตแล้วหล่ะจื่อจื่อ
      #114-1
  23. #113 กะเจี๊ยบ กะเจี๊ยบ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 15:32
    จื่อจื่อจะกลับไปเป็นคนอีกไหม
    #113
    1
  24. #112 rugnadegde (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 14:07
    ความจะเลี้ยงไปตลอดชีวิตอะนะ555 ถ้าจื่อจื่อไปปิ๊งกระต่ายสาวคุณบอสเค้าคงไม่ฆ่าล้างพันธุ์กระต่ายหรอกนะ
    #112
    0
  25. #111 Sarunghaja (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 13:54
    มีแววจะหลงจะโงหัวไม่ขึ้นซึ่งดีค่ะ!!!!!!!
    #111
    0