กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 4 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 3《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,519
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,077 ครั้ง
    12 เม.ย. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 3《

 

 

“จื่อจื่อเด็กดี ชอบใช่ไหมครับ” เสียงของหนึ่งในคนสนิทของหลานเยี่ยนที่ชื่อว่าไป๋หยางดังขึ้นขณะใช้มือข้างหนึ่งกันตัวผมไม่ให้ขยับหนีส่วนมืออีกข้างนั้นกำลังใช้หวีแปรงขนให้ผมด้วยน้ำหนักมือที่ไม่มากจนเกินไป

 

หลานเยี่ยนมีลูกน้องคนสนิทหลายคนทว่ามีเพียงสองคนที่ไว้ใจมากที่สุด ไม่เพียงแค่เป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดแต่ยังพ่วงตำแหน่งเลขาด้วย คนแรกคือเจียเจียงฮุย เป็นชายหนุ่มสูงโปร่งรูปร่างดีหน้าตาออกแนวขี้เล่นซึ่งนิสัยก็คล้ายกับหน้าตา อีกคนคือซางไป๋หยางคนนี้ รูปร่างนั้นออกแนวบึกบึนทั้งตัวเต็มไปด้วยมัดกล้ามแต่ไม่ได้กล้ามใหญ่เหมือนพวกนักกล้ามให้ความรู้สึกน่าเกรงขามเวลาอยู่ใกล้

 

ทั้งคู่จะสลับผลัดเปลี่ยนกันมารายงานเรื่องต่างๆ ในแต่ละวัน บางวันเจียงฮุยมาบางวันไป๋หยางมา หรือบางวันเข้ามาทั้งคู่ก็มี

 

หลังจากทั้งคู่รายงานเสร็จมักจะเดินมาหาผมในคอกเพื่อเล่นหรือพูดคุยด้วย หากผมอยู่บนตักหลานเยี่ยนพวกเขาจะทำเพียงเดินเข้ามาลูบหัวไม่ก็ส่งเสียงทักทายค่อยกลับออกไป นับว่าทั้งสองคนเอ็นดูผมอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะกับไป๋หยางที่เหมือนจะชอบผมเป็นพิเศษ

 

จะใช้คำว่าชอบผมก็อาจจะฟังดูแปลกๆ ว่าตามจริงคืออีกฝ่ายเหมือนจะชอบสัตว์มากแต่ด้วยใบหน้าและรูปร่างที่ค่อนข้างน่าเกรงขามสัตว์ส่วนมากเลยหลีกหนีต่างจากผมที่ยอมให้ลูบให้จับหรือให้อุ้มได้ ไป๋หยางจึงมักหาเวลาช่วงก่อนเลิกงานมาเล่นกับผม

 

วันนี้ไม่ได้มาแค่เล่นแต่ยังมาพร้อมกับหวี ตอนแรกผมนอนอยู่บนตักหลานเยี่ยนก่อนจะถูกส่งไปให้ไป๋หยางที่บอกว่าจะแปรงขนให้ผม ตอนนี้ผมเลยนั่งอยู่บนโซฟาสีขาวโดยมีไป๋หยางนั่งอยู่ด้านล่าง เขาก้มหน้าลงเพื่อจะได้มองผมในระดับเดียวกัน มือข้างหนึ่งแปรงขนอีกข้างกันไม่ให้ผมหนีแต่พอเห็นว่าผมอยู่นิ่งๆ ยอมให้แปรงขนโดยดีเขาก็เปลี่ยนมาลูบหัวผมแทนแถมยังชวนคุยไม่ขาดปาก

 

“งี๊ด” ผมส่งเสียงครางเบาๆ ตอบกลับไป ใบหน้าเคลิ้มๆ ของผมยามถูกแปรงขนและเกาคางไล่ไปจนถึงแผงอกทำให้รู้สึกดีกว่าที่คิด

 

ไม่คิดเลยว่าไป๋หยางเวลาอยู่กับสัตว์จะใช้เสียงสองแบบนี้ จะบอกว่าไม่เข้าก็ไม่ใช่ มองแล้วค่อนข้างน่ารักเลยล่ะ ตอนผมเล่นกับพวกสัตว์ก็มักจะดัดเสียงพูดคุยแบบนี้เหมือนกัน

 

คงชอบสัตว์มากจริงๆ

 

“ทำหน้าเคลิ้มเชียว น่ารักจังจื่อจื่อ” ไป๋หยางพูดต่อ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและเอาใจใส่จนอดไม่ได้ที่จะขอบคุณด้วยการใช้ส่วนหัวคลอเคลียถูไถไปกับฝ่ามือหนาๆ นั้น

 

“งี๊ด” ขอบคุณนะ

 

ปกติคนรับใช้ในคฤหาสน์จะแปรงขนให้ผมหลังใช้กระดาษเช็ดเปียกเช็ดทำความสะอาด เพิ่งเคยถูกไป๋หยางแปรงขนให้ครั้งแรก

 

มือเบากว่าคนที่คฤหาสน์อีก

 

“น่ารัก”

 

“ไป๋หยาง” เสียงเรียกของเจ้าของห้องอย่างหลานเยี่ยนดังขึ้นขัดจังหวะ

 

“ครับบอส” ไป๋หยางเปลี่ยนโทนเสียงทันควัน

 

“อย่าไปชมมาก”

 

“ครับ?”

 

“เดี๋ยวได้กลายเป็นกระต่ายหลงตัวเองกันพอดี” หลานเยี่ยนใช้ดวงตาสีเทาจับจ้องมาทางผมระหว่างพูด

 

“งี๊ด” ใครหลงตัวเองกัน

 

ถ้าไม่ติดว่ามีไป๋หยางอยู่ผมคงพูดออกไปแบบนั้นแล้ว เรื่องที่ผมสามารถพูดคุยสื่อสารภาษามนุษย์ได้มีแค่หลานเยี่ยนที่รู้เพราะงั้นในเวลาที่มีคนอื่นอยู่ด้วยผมจะส่งเสียงงี๊ดแทน

 

“อย่าว่าจื่อจื่อสิบอส ออกจะน่ารักขนาดนี้ บอสไม่รักจื่อจื่อเหรอครับ” ประโยคสุดท้ายไป๋หยางอุ้มผมขึ้น หันหน้าไปหาหลานเยี่ยนพร้อมกับดัดเสียงน่ารัก น่าเสียดายที่ผมไม่ได้แสดงออกให้เข้ากับคำพูดนั้นแต่แล่บลิ้นให้แทน

 

การกระทำของผมทำเอาคนมองอย่างหลานเยี่ยนถึงกับคิ้วกระตุก ผมกับหลานเยี่ยนพวกเราไม่ได้โกรธเคืองหรือไม่ได้ไม่ชอบหน้ากันจริงๆ การแสดงออกแบบนี้เป็นการเย้าแหย่ปกติที่มักเกิดขึ้น ตั้งแต่รู้ความจริงไม่นับช่วงแรกที่เขาสับสนจนไล่ผมไปก็ถือว่าพวกเราสนิทกันมากขึ้น อาจเพราะสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้จริงๆ เลยยิ่งทำให้สนิทกันได้เร็ว อีกฝ่ายมักจะหาเรื่องแกล้งผมอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นคว้าคอผมสะบัดไปมา แย่งอาหารที่ผมกำลังกินและบอกให้ขอมือ เดี๋ยวนี้พัฒนาให้ผมยืนสองขาก่อนจึงจะให้อาหาร

 

ผมถูกกลั่นแกล้งสารพัด

 

และแน่นอนว่าด้วยขนาดตัวที่เล็กกระจ้อยไม่สามารถต่อกรกับอีกฝ่ายได้ผมจึงมักทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูกับไป๋หยางและเจียงฮุยจนได้ทั้งคู่คอยช่วยห้ามหลานเยี่ยน

 

ให้รู้ไปเลยว่าคนสนิทของราชสีห์ขนทองกำลังถูกกระต่ายซื้อใจ

 

“จื่อจื่อ” หลานเยี่ยนกัดฟันเรียกชื่อผมเสียงเข้ม

 

“บอสอย่าทำหน้าน่ากลัวสิครับ เดี๋ยวจื่อจื่อกลัวนะ” ไป๋หยางเอาตัวผมแนบอกคล้ายจะปกป้อง

 

“กลัว? ดูยังไงว่ามันกลัวน่ะ” หลานเยี่ยนสวนกลับ เขารู้อยู่แล้วว่าผมไม่กลัวหรอกกับไอ้แค่ทำเสียงเข้มแบบนั้น

 

“งี๊ดด~” ผมแกล้งส่งเสียงครางยาวคล้ายหวาดกลัวซะเต็มประดา

 

“นี่ไงบอส จื่อจื่อตัวสั่นแล้ว”

 

ที่สั่นเพราะกลั้นหัวเราะหรอกไป๋หยาง

 

“จื่อจื่อ” น้ำเสียงของหลานเยี่ยนเข้มขึ้นอีกหลายระดับ

 

“บอส...ได้เวลาเลิกงานแล้วจะกลับเลยไหมครับ” ไป๋หยางเปลี่ยนเรื่องก่อนที่เจ้านายตัวเองจะเดินมาคว้าคอผมที่แกล้งทำเป็นกลัวไปเหวี่ยงทิ้ง

 

“ชิ...กลับเลย ไปเตรียมรถให้พร้อม”

 

“ครับบอส” รับคำสั่งเสร็จไป๋หยางก็วางผมลงบนพื้นก่อนจะขอตัวออกจากห้องไป

 

หลังจากรู้ถึงตัวตนของผมหลานเยี่ยนไม่ได้จำกัดบริเวณผมให้อยู่แต่ในคอกอีก บริเวณคอกถูกเปิดให้มีช่องว่างสำหรับเข้าออก ทำให้ตอนนี้ผมสามารถเดินเล่นได้ทั่วทั้งห้อง

 

“จื่อจื่อ” หลานเยี่ยนเรียกชื่อผมอีกครั้ง

 

“งี๊ด” ผมขานรับด้วยเสียงของกระต่าย

 

“ไม่ต้องมาแกล้งทำเสียงกระต่าย คงไม่ได้ลืมวิธีพูดไปแล้วหรอกนะ”

 

“ใครจะลืมกัน” ผมตอบกลับไป

 

“เห็นเอาแต่ร้องงี๊ดๆ อ้อนลูกน้องฉันทั้งวัน”

 

“อยากให้อ้อนคุณบ้างล่ะสิ”

 

“ใครจะอยากให้อ้อนกัน”

 

“คุณไงหลานเยี่ยน” ทำไมผมจะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายรู้สึกดีเวลาผมเข้าไปอ้อนหรือคลอเคลีย

 

ผมอาจแกล้งแหย่หลานเยี่ยนบ่อยๆ แต่การกระทำนั้นผมไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่าโกรธ การกลั่นแกล้งหรือเย้าแหย่ถือเป็นการสร้างความสนิทสนมวิธีหนึ่ง เช่นเดียวกันการอ้อนและคลอเคลียก็เป็นการสร้างความสนิทสนมอีกวิธี

 

ผมวิ่งดุ๊กๆ เข้าไปจนถึงชายกางเกงของหลานเยี่ยน ใช้ขาหน้าสองข้างตะกุยชายกางเกงเพื่อเรียกคนด้านบนที่ถอยเก้าอี้ออกมาโดยระวังไม่ให้โดนตัวผม ยังไม่ทันได้เงยหน้ามองผมก็ถูกคนด้านบนรวบตัวขึ้นไปอยู่บนตักซะแล้ว ดวงตาสีเทาก้มลงประสานกับดวงตากลมโตของผมนิ่งๆ ไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกมา มีเพียงมือข้างเดิมที่ลูบหัวและลำตัวของผมไปมาผมจึงขยับส่วนหัวเข้าไปคลอเคลียกับฝ่ามืออุ่นๆ นั้นมากขึ้น

 

“ชอบให้ลูบสินะ” อีกฝ่ายถามพลางเปลี่ยนมาเกาคางและบริเวณหน้าอกแทน

 

“อืม...ชอบ” คงเป็นจุดที่ทำให้รู้สึกดี เวลาถูกสัมผัสเลยชวนให้รู้สึกเคลิ้ม

 

“ทำหน้าเคลิ้มเชียว”

 

“งื้ออ~”

 

“ทำเสียงตลก”

 

“คิกคิก นี่ต่างหากเสียงตลก” ผมย้อนหลังจากส่งเสียงหัวเราะ

 

“ชักกล้าหือมากขึ้นทุกวันแล้วนะจื่อจื่อ” หลานเยี่ยนใช้มือข้างเดิมเปลี่ยนมาดึงแก้มผมแทน

 

“อย่าทำร้ายสัตว์สิ”

 

“หึ”

 

“ไม่กลับบ้านเหรอ” ผมถามอีก ไป๋หยางออกไปเตรียมรถตั้งนานแล้วแต่หลานเยี่ยนยังไม่ยอมลุกจากเก้าอี้สักที

 

“กลับ เข้ากระเป๋าจื่อจื่อ” หลานเยี่ยนวางผมลงบนพื้นก่อนจะสั่ง

 

“ครับบอส” ผมวิ่งเข้ากระเป๋าตามคำสั่งทันที กระเป๋าที่ว่าทำมาจากผ้าซึ่งมีการเปิดปิดด้วยซิป ด้านข้างสามารถเปิดเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ ทุกวันนี้หลานเยี่ยนจะเปิดกระเป๋าวางไว้พอถึงเวลากลับบ้านผมจะวิ่งเข้าไปโดยดี กระเป๋านี่ก็มีอยู่หลายสิบอันซึ่งแน่นอนว่าหลานเยี่ยนเป็นคงสั่งซื้อมา ในแต่อาทิตย์ผมจะได้ใช้แบบไม่ซ้ำ

 

หลานเยี่ยนเดินมารูดซิปปิดก่อนจะพาผมเดินออกไปจากห้อง ด้วยความที่ห้องทำงานอยู่ขั้นบนสุดจึงใช้เวลาพอสมควรกว่าจะลงมาถึงชั้นล่าง เมื่อลงมาถึงชั้นล่างก็เจอกับเจียงฮุยและไป๋หยางรวมไปถึงบอดี้การ์ดอีกหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว

 

“ท่านหลานเลี่ยนลงมาช้าแบบนี้เล่นกับจื่อจื่ออยู่ใช่ไหมครับ” เจียงฮุยเอ่ยด้วยรอยยิ้มคล้ายจะรู้ทัน

 

“ใครจะเล่น มัวแต่จับเข้ากระเป๋าอยู่ต่างหาก” พูดจบหลานเยี่ยนก็ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ

 

“คนโกหก” ผมสามารถพูดได้เพราะตอนนี้บนรถยังไม่มีใคร

 

กล้าพูดนะว่ามัวแต่จับผมเข้ากระเป๋า พูดคำเดียวผมก็วิ่งเข้าแล้วไหมล่ะ

 

“เงียบไปเลย”

 

บทสนทนาของพวกเราหยุดลงเมื่อทั้งเจียงฮุยและไป๋หยางขึ้นมาบนรถ ช่วงเวลาประมาณห้าโมงหน่อยๆ นี่เป็นช่วงที่การจราจรติดขัดและแออัดเป็นพิเศษ ยิ่งเป็นเมืองที่ครึกครื้นช่วงหลังพระอาทิตย์ตกอย่างเมืองSยิ่งแล้วใหญ่

 

ด้วยความที่รถติดมากทำให้ระยะทางใกล้ๆ ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมงกว่าจะกลับถึงคฤหาสน์ หลานเยี่ยนพาผมตรงไปยังห้องครัวเพื่อกินมื้อเย็น อาหารของอีกฝ่ายดมจากกลิ่นมื้อนี้คงเป็นสเต็ก ส่วนผมนั้นแน่นอนว่าเป็นหญ้าชนิดต่างๆ

 

เคี้ยวหญ้าไปก็อิจฉาคนที่ได้กินเนื้อชิ้นโต

 

ระบบการย่อยของกระต่ายไม่รับเนื้อสัตว์ต่อให้อยากกินก็ไม่สามารถขอกินได้อยู่ดี น่าเสียดายจริงๆ อย่างน้อยถ้าเป็นสัตว์ที่กินได้ทั้งเนื้อและผักก็คงดีแท้ๆ เชียว

 

ผมกินหญ้าบนถาดของตัวเองสลับกับมองชิ้นเนื้อที่ถูกตัดเข้าปากอย่างพอดีคำ หลานเยี่ยนเหมือนจะรู้ว่าถูกผมมองอยู่เลยยิ่งแกล้งด้วยการจิ้มเนื้อชิ้นใหญ่ขึ้นมาแกว่งไปมา มองดูแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที ด้วยความโกรธที่มีทำให้ผมวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายใช้เท้าหน้าที่มีเล็บทู่ๆ ข่วนเท้าของหลานเยี่ยนแทนการระบายจนอีกฝ่ายยกเท้าหนีแทบไม่ทัน

 

จากนั้นผมก็ถูกเตะกลิ้งกลับไปชนถาดอาหารของตัวเอง แรงแตะอาจไม่เยอะแต่เพราะกลิ้งมาผมเลยรู้สึกมึนๆ และผมก็กินต่อทั้งที่ยังมึนๆ นั่นแหละ

 

เสร็จจากมื้อเย็นผมถูกหิ้วคอขึ้นมายังชั้นสามโดยจุดหมายนั้นแน่นอนว่าเป็นห้องของหลานเยี่ยน เจ้าของห้องหย่อนผมลงบนฟูกนอนในบ้านกระต่าย ส่งสายตาคล้ายจะบอกให้รอเดี๋ยวก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป กลับออกมาอีกทีท่อนล่างก็สวมกางเกงนอนส่วนท่อนบนนั้นเปลือยเปล่าเหมือนทุกวัน

 

ผมที่กำลังมุดหน้าลงยังผ้าห่มถูกจับหิ้วเหมือนหมาแมววางลงบนเตียงขนาดใหญ่ตามมาด้วยเจ้าของเตียงอย่างหลานเยี่ยนที่นั่งลงข้างๆ

 

“หลาน...เฮ้ย...ทำอะไร” ดวงตากลมโตของผมเบิกกว้างเมื่ออยู่ๆ ถูกจับให้พลิกตัวนอนหงายโชว์หน้าท้องอันเต็มไปด้วยกลุ่มขนฟูๆ สีเทาเข้ม

 

“ลงโทษ”

 

“ฮะ?” ขาหน้าเล็กๆ ของผมถูกจับขึงไว้ด้วยมือข้างเดียวก่อนที่มืออีกฝ่ายจะเอื้อมมาขยำหน้าท้องผมเล่น

 

“วันนี้แกล้งฉันหลายครั้งแล้วนะ”

 

“คุณเองก็แกล้งผมหลายครั้งเหมือนกันนี่ อ๊ะ...ไม่เอา คิก...ฮะฮะฮะ” ผมไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ พอพูดได้ไม่กี่คำฝ่ามือของหลานเยี่ยนก็จะเกาตรงที่ผมรู้สึกจั๊กจี้ทำเอาหลุดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

 

“ทำตัวน่าแกล้งเอง” หลานเยี่ยนบอกพลางออกแรงมากกว่าเดิม

 

“ฮะฮะ...ไม่...หยุด...ฮะฮะ”

 

“ไม่หยุด”

 

“หลานเยี่ยน....ฮะฮะ” ผมพยายามดิ้นแต่อย่างที่รู้กันว่าแรงของกระต่ายตัวจ้อยไม่มีทางหนีพละกำลังของอีกฝ่ายพ้น

 

“ยังกล้าแกล้งฉันอยู่ไหม”

 

“ฮะฮะฮะ...ผมจะเอาคืนคุณ...คิก...แน่” แม้จะยังไม่รู้ว่าจะเอาคืนยังไงแต่ผมไม่ยอมถูกแกล้งฝ่ายเดียวหรอก

 

“หึ...ได้ จะทำให้ล้มเลิกความคิดนั้นเอง” หลานเยี่ยนยกยิ้มขึ้นก่อนจะเปลี่ยนจากใช้มือมากเป็นก้มหน้าลงใช้ปลายจมูกซุกไซร้ขนผมแทน

 

“คิก...ไม่เอาแล้ว...พอเถอะ” ผมขำจนรู้สึกปวดหัวแล้วเนี่ย

 

“ก็ยอมแพ้สิ”

 

“ผมไม่ยอม คิก”

 

“งั้นก็เตรียมใจให้พร้อมซะ” แววตาของหลานเยี่ยนทอประกายซุกซนปนสนุกเป็นแววตาที่ไม่เคยแสดงออกในยามปกติ

 

“ไม่เอา...ปล่อยผมไป”

 

“ไม่ปล่อย”

 

“หลานเยี่ยน!” ครั้งนี้ผมตะโกนเสียงดังลั่นหวังให้อีกฝ่ายปล่อยตัวผมไป แค่ฝ่ามือก็หนักพอแล้วนี่ดันมาซุกทั้งหน้า ตัวผมเล็กแค่นี้รับน้ำหนักเยอะๆ ไม่ไหวหรอกนะ

 

หลานเยี่ยนไม่สนใจเสียงตะโกนของผมหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะเริ่มทำการแกล้งผมต่อ เสียงหัวเราะสองเสียงดังประสานกันต่อเนื่องยาวนานกระทั่ง...

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

“คุณชายคะ”

 

เสียงเคาะประตูกับเสียงเรียกของแม่บ้านที่ดังขึ้นทำเอาเสียงหัวเราะหยุดชะงัก หลานเยี่ยนลุกขึ้นจากเตียงเดินไปทางประตูด้วยใบหน้าเขร่งขรึมต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน โดยตัวผมนั้นนอนหอบแฮ่กอยู่บนเตียง

 

หัวเราะจนเหนื่อยหอบ

 

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยหัวเราะหนักเท่านี้มาก่อน

 

“เข้ามา” หลานเยี่ยนเดินไปปลดล๊อกประตูให้แม่บ้านเดินเข้ามาพร้อมกับถาดใส่นมหนึ่งแก้วและแอปเปิ้ลสับถ้วยเล็ก

 

“มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าคะ เหมือนจะได้ยินเสียงของคุณชายกับใครสักคน” แม่บ้านวางถาดนมลงบนโต๊ะเตี้ยๆ ข้างเตียงแล้วยิงคำถาม

 

เสียงหัวเราะของผมกับหลานเยี่ยนไม่ใช่เบาๆ ซะด้วย

 

อยู่ในห้องคนเดียวแต่หัวเราะสองเสียง มองยังไงก็เหมือนคนสติไม่สมประกอบ

 

หึหึ...หลานเยี่ยนจะจัดการยังไงล่ะ

 

“ดูรายการตลกอยู่” หลานเยี่ยนตอบกลับโดยไม่มีการชะงัก

 

“นานๆ ทีจะได้ยินเสียงหัวเราะของคุณชาย น่าดีใจจริงๆ” อีกฝ่ายดูจะไม่สงสัยกับคำตอบที่ได้รับ คุยกันอีกไม่กี่ประโยคก็กลับออกไป

 

หลานเยี่ยนเป็นคนที่มีพื้นที่ส่วนตัวสูงมาก ขนาดอยู่ในคฤหานส์ตัวเองยังต้องล๊อกห้องแทบจะตลอดเวลา การที่ผมสามารถเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวนี้ได้ถือว่าผมได้รับการยอมรับมากทีเดียว

 

ผมไม่รอให้หลานเยี่ยนเดินกลับมาถึงกระโดดลงจากเตียงสู่พื้นกระเบื้องด้านล่าง อาจเพราะความลื่นเลยทำให้ร่างผมไถลไปบนพื้นก่อนจะหยุดลง

 

“เล่นอะไร” หลานเยี่ยนหรี่ตามองผมที่เงยหน้าขึ้นมาหลังการไถลพื้น

 

“ไม่ได้เล่นสักหน่อย แค่กะจังหวะพลาด”

 

“ครั้งหน้าคงไถลไปชนประตู”

 

“ไกลไป” ระยะห่างจากเตียงไปถึงประตูตั้งหลายเมตร แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไถลไปไกลขนาดนั้น

 

“เดี๋ยวจะซื้อบันไดมาติดข้างเตียง” ระหว่างพูดหลานเยี่ยนหยิบถ้วยแอปเปิ้ลสับวางลงบนพื้นให้ผมเลียกินก่อนจะหยิบส่วนที่เป็นแก้วขึ้นจิบ ในหนึ่งอาทิตย์จะมีประมาณสองถึงสามวันที่ผมจะได้กินแอปเปิ้ลสับเป็นมื้อดึกซึ่งผมค่อนข้างชอบรสชาติของมันมาก

 

กินแต่หญ้าอยู่ทุกวันได้กินอย่างอื่นบ้างก็ดี

 

“ไม่ต้องก็ได้ ผมไม่ได้ขึ้นเตียงคุณทุกวันสักหน่อย” ด้วยความสูงของเตียงตอนลงน่ะลงได้แต่จะให้ขึ้นนั้นทำไม่ได้หรอก ปกติถ้าหลานเยี่ยนไม่ได้อุ้มผมขึ้นไปผมก็ขึ้นเองไม่ได้

 

“ก็ขึ้นทุกวันสิจะได้คุ้มเงิน” คนพูดกระดกนมในแก้วจนหมดค่อยช้อนตัวผมที่กินเสร็จแล้วขึ้นไปอยู่บนเตียงด้วยกันอีกครั้ง

 

“ทำไมผมต้องขึ้นมาบนเตียงด้วย” ผมไม่ได้อยากกวนหรืออะไร ผมแค่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมผมต้องขึ้นมา

 

ขึ้นเตียงทีไรถูกแกล้งตลอด ขอกลับไปนอนในบ้านกระต่ายหลังใหม่ดีกว่า

 

“เอาเตียงนายมานอนด้วยกันก็ได้ เตียงมีที่ว่างเยอะ” หลานเยี่ยนนอนตะแคงบนเตียงโดยหันหน้ามาทางผมที่นั่งอยู่ข้างหมอน

 

“ให้คุณพลิกตัวมาทับผมน่ะเหรอ ไม่เอาล่ะ” ผมส่ายหัวดิ๊กๆ ปฏิเสธสุดตัว

 

“มีแต่คนอยากนอนเตียงเดียวกับฉันรู้รึเปล่า”

 

“ผมคนหนึ่งที่ไม่อยาก” ข่าวของหลานเยี่ยนผมได้ยินมาบ่อย มีหนุ่มสาวมากมายอยากจะขึ้นเตียงด้วย น่าเสียดายที่เจ้าตัวโลกส่วนตัวสูงถึงขนาดที่ไม่อยากให้ใครร่วมเตียง

 

ไม่สิ ตอนนี้เขาอยากให้ผมซึ่งเป็นกระต่ายนอนร่วมเตียงด้วย

 

เชื่อเถอะว่าหนุ่มสาวทั่วโลกต้องอิจฉาและพร้อมที่จะโยนผมลงหม้อน้ำร้อน

 

แค่คิดก็สยองแล้ว

 

“เดี๋ยวหาเตียงที่วางข้างหมอนให้ก่อน” หลานเยี่ยนไม่ฟังที่ผมพูดเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ก่อนจะพลิกตัวนอนคว่ำปลดล๊อกโทรศัพท์

 

“ซื้ออีกแล้ว? อันล่าสุดเพิ่งใช้ได้สองวันเอง” บ้านกระต่ายหลังล่าสุดเพิ่งส่งมาเมื่อสองวันก่อนซึ่งก่อนหน้านี้ผมมีเตียงนอนหรือบ้านกระต่ายมาไม่ต่ำกว่าสิบอัน

 

เหมือนหลานเยี่ยนจะเริ่มเสพติดการซื้อของกระต่ายมากขึ้นทุกวัน

 

“อันนั้นอยู่พื้น อันนี้อยู่บนเตียง” อีกฝ่ายให้เหตุผล

 

“ผมบอกแล้วไงว่าจะไม่นอนบนเตียงน่ะ” ที่ผมพูดนี่เข้าหูบ้างไหม

 

“แบบไหนดี มาเลือกเร็วจื่อจื่อ” หลานเยี่ยนเรียกผมให้เข้าไปช่วยเลือก

 

“คุณนี่นะ” สุดท้ายผมก็จำต้องกระโดดเข้าไปอยู่ในวงแขนตรงหน้าหลานเยี่ยน เบื้องหน้าผมเป็นหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดหน้าแสดงภาพที่นอนกระต่ายแบบต่างๆ ไว้

 

“ฉันว่าแบบนี้น่าสน” หลานเยี่ยนจิ้มไปยังที่นอนกระต่ายทรงสี่เหลี่ยม

 

“ผมว่าไม่ต้องเอาหรอก”

 

“สีขาวก็ดี สีเทาก็เหมาะ”

 

“หลานเยี่ยน”

 

“เอาทั้งคู่ละกัน ค่อยสลับกันใช้” อีกฝ่ายกดเลือกสินค้าลงตะกร้าโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของผม

 

“อันเดียวก็พอแล้ว”

 

“ต้องซื้อเตียง เบาะกับผ้าห่มใหม่ด้วย เอาที่สีเข้ากัน”

 

“นี่คุณไม่คิดจะฟังผมเลยเหรอ” เรียกผมมาทำไมถ้าสุดท้ายก็ไม่ฟังความเห็นกันเลย เอาแต่กดสั่งๆ ไม่ดูแม้แต่ราคาของด้วยซ้ำ

 

“ฟังอยู่” พูดเสร็จก็กดผ้าห้าผมกับฟูกขนาดเล็กลงตะกร้าอีกสี่อัน

 

“ฟังตรงไหนเนี่ย”

 

“พูดแต่อะไรก็ไม่รู้”

 

“เอาแต่ใจ”

 

“เพิ่งรู้?”

 

“เหอะ พอแล้ว ไม่เอาพวกที่นอนแล้ว ถ้าจะซื้อขอขนมดีกว่า” ผมยกเท้าหน้าขึ้นปัดหน้าจอให้ออกจากหน้าเตียงกระต่าย

 

“เอาสิ อยากกินอะไรก็กดสั่ง” หลานเยี่ยนกดเข้าโซนขนมกระต่ายให้ ทุกวันนี้ผมมีขนมกินเล่นที่หลานเยี่ยนสั่งให้อยู่หลายแบบแต่ไม่เคยได้มาสั่งเองแบบนี้

 

“ไม่อั้นเนอะ” ดวงตากลมโตสีดำสนิทของผมทอประกายวิบวับจ้องมองไปยังหลานเยี่ยน

 

“หึ...กินจนกว่าจะอ้วนเป็นหมูไปเลย”

 

“ขอบคุณ” คำอนุมัติที่ได้ยินเรียกรอยยิ้มแม้จะอยู่ในร่างกระต่าย

 

“ทำเสียงดีใจเชียว”

 

“ก็ผมดีใจจริงๆ นี่ อันนี้...อันนี้น่าอร่อยรสแอปเปิ้ล” ผมใช้เท้าหน้าชี้ไปยังขนมทรงสี่เหลี่ยมที่ทำจากธัญพืชโดยตรงกลางมีไส้ต่างๆ อย่างไส้ที่ผมสนใจคือไส้แอปเปิ้ล นอกจากนี้ยังมีไส้แครอท รสมิ้นท์และรสเบอร์รี่ด้วย

 

“เอาทุกรส อันไหนอร่อยค่อยสั่งเพิ่ม” คนด้านหลังทำการกดทุกรสลงตะกร้าในชั่วพริบตา

 

“จะเยอะไปไหม” ผมเงยหน้าถาม จากขนาดตัวผมวันหนึ่งคงกินได้ไม่กี่ชิ้น

 

“ไม่เยอะ อันนี้ล่ะแบบเป็นแท่ง”

 

“น่ากิน” ดวงตาผมลุกวาวเมื่อเห็นธัญพืชบดถูกทำออกมาในรูปแบบแท่ง ทั้งที่ผมไม่ใช่คนชอบกินแท้ๆ ทำไมพอมาอยู่ในร่างนี้ถึงกินเก่งจัง

 

“สั่ง” หลานเยี่ยนกดสั่งทันทีที่เห็นใบหน้าอยากกินของผม

 

พวกเราเลือกพวกขนมกันอยู่พักใหญ่ก่อนผมจะเป็นคนบอกให้พอ ผมอยากกินก็จริงแต่ไม่ได้กดสั่งทุกอย่าง เลือกเฉพาะที่อยากกินมากๆ เท่านั้นต่างจากหลานเยี่ยนที่เห็นว่าผมลังเลก็กดสั่งมันไปทั้งหมดจนผมต้องให้ลบรายกายที่สั่งออกหลายรายกายก่อนชำระเงิน จำนวนเงินที่เสียไปในวันนี้มากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของผมตอนเป็นครูสอนคาราเต้ซะอีก

 

ใช้เงินมากขนาดนี้ในวันเดียวไม่รวยจริงคงทำไม่ได้ แน่นอนว่าระดับไห่หลานเยี่ยนจำนวนเงินแค่นี้ไม่เท่าไหร่

 

“ผมไปนอนก่อนล่ะ” ผมบอกลาก่อนจะกระโดดลงจากเตียง การลงครั้งนี้หน้าผมก็ยังคงไถลไปกับพื้นเหมือนเดิม

 

“ระวังหน่อย ทำไมไม่รอฉันพาลง” หลานเยี่ยนส่งสายตาไม่พอใจมาให้

 

“แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”

 

“เดี๋ยวได้กระดูกหัก”

 

“เป็นห่วงผมล่ะสิ” ผมทำตาแป๋วมองกลับไปยังคนบนเตียง

 

“ไปนอนได้แล้ว”

 

“ครับๆ ฝันดีหลานเยี่ยน” ผมไม่ได้ซักไซร้เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงถึงได้พูดแบบนั้น

 

ผมก้าวกลับเข้าไปยังบ้านกระต่ายมุดหน้าลงซุกกับผ้าห่มซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ไฟทั้งห้องดับลงด้วยฝีมือของหลานเยี่ยน

 

“...ฝันดี” เสียงบอกฝันดีแผ่วๆ ลอยเข้ามาในหู ผมอมยิ้มกับความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย ก่อนหน้านี้ตอบกลับแค่อืมตอนนี้กลับยอมบอกฝันดีตอบ

 

ผมหลับตาลงพร้อมรอยยิ้มที่ประดับท่ามกลางความมืด แม้วันนี้จะถูกแกล้งอยู่หลายครั้งแต่ก็เป็นอีกวันที่มีความสุขมาก

 

วันต่อมาเหล่าเตียง ฟูก ผ้าห่ม บันไดข้างเตียงและบรรดาขนมของกระต่ายก็ถูกจัดส่งมาถึงคฤหาสน์ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้มาส่งเร็วขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งสั่งไปเมื่อคืนเอง

 

หลานเยี่ยนจัดที่นอนใหม่สีขาวของผมให้อยู่ข้างหมอนบริเวณหัวเตียงโดยจัดวางบันไดขั้นเล็กๆ ไว้ด้านข้าง พอผมไต่บันไดนั้นขึ้นมาก็เจอเข้ากับที่นอนพอดี ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่หลานเยี่ยนต้องการยกเว้นผมที่ไม่ยอมไปนอนยังเตียงใหม่นั้น

 

พวกเราต่อสู้กันยกใหญ่ วิ่งไล่จับกับทั่วทั้งห้องทั้งใต้เตียง ตามตู้หรือบนพื้นเรียบ สถานที่ที่การต่อสู้ยาวนานที่สุดก็คือในบ้านกระต่ายซึ่งตั้งอยู่ริมผนัง ผมมุดเข้าไปด้านในก่อนจะถูกหลานเยี่ยนคว้าตัวผมไว้และออกแรงดึง ผมใช้เท้าหน้าเกาะบ้านหลังน้อยไว้ไม่ยอมปล่อย ต่อให้อีกฝ่ายยกผมขึ้นก็จะมีบ้านติดมาด้วย

 

ผมบอกปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เอาติดกันนับสิบรอบ สุดท้ายก็เป็นหลานเยี่ยนที่ยอมแพ้ปล่อยให้ผมนอนในบ้านเดิมด้วยความหงุดหงิด

 

ผมหลับไปทั้งแบบนั้นด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้น ตั้งใจไว้ว่าวันพรุ่งนี้จะยอมนอนบนเตียงใหม่นั่นดูก็ได้

 

สิ่งที่ผมตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามนั้นเมื่อเช้าวันต่อมาหลานเยี่ยนป่วย เพราะอีกฝ่ายลุกไม่ขึ้นจนถึงช่วงสายคนด้านนอกเลยใช้กุญแจไขเข้ามา ผมเองตอนแรกก็เอะใจที่หลานเยี่ยนตื่นสายพอลองปีนขึ้นไปหาก็พบว่าตัวร้อนมาก เมื่อคืนยังไม่มีอาการอะไรแต่วันกลับนอนซมด้วยฤทธิ์ไข้ ไม่แน่ว่าการที่เขายอมผมเมื่อคืนอาจเพราะรู้ตัวว่าอาการไม่ดีรึเปล่า หรือการที่วิ่งไล่กับผมจะทำให้ป่วย

 

ภายในหัวผมคิดไปต่างๆ นาๆ และอยากจะคุยกับหลานเยี่ยนแต่ตอนนี้อีกฝ่ายมีคนรายล้อมอยู่ไม่ขาด ตอนแรกก็เป็นพ่อบ้านกับแม่บ้าน จากนั้นก็เป็นคุณหมอกับพวกเจียงฮุย ตอนนี้ก็เป็นเด็กรับใช้ที่กำลังเช็ดตัวให้ ห้องไม่ได้ว่างเลย

 

ตัวผมเองตอนแรกก็จะถูกพาออกไปอยู่ข้างนอกแต่ผมไม่ยอมร้องเสียงดังจนหลานเยี่ยนต้องเปิดปากให้ผมอยู่ในห้องได้ รอจนห้องเงียบผมมุดออกจากบ้านกระต่ายตรงไปยังเตียงขนาดใหญ่ใช้บันไดด้านข้างปีนขึ้นไปจนมาอยู่ข้างหมอนของหลานเยี่ยนที่หลับไปเพราะฤทธิ์ไข้ ความจริงควรใช้คำว่าสลบจะตรงกว่า

 

ผมลองใช้ปลายจมูกแตะบริเวณแก้มดูและก็ได้พบว่าไข้ของอีกฝ่ายสูงกว่าที่คิด

 

“คุณตัวร้อนมากเลยหลานเยี่ยน” ผมพึมพำเสียงเบาด้วยความเป็นห่วง เจลลดไข้ที่แปะอยู่บนหน้าผากไม่รู้ว่าจะช่วยให้ไข้ลดลงได้มากแค่ไหน

 

“อื้อ...มาทำอะไรตรงนี้” ดวงตาสีเทาของหลานเยี่ยนปรือขึ้นคล้ายจะแปลกใจเมื่อเห็นว่าผมอยู่ด้านข้าง

 

“คุณนอนเถอะ ตัวร้อนมากเลย” ผมอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ใช้ใบหน้าคลอเคลียแก้มของคนป่วย

 

“ตอบสิจื่อจื่อ” แม้จะป่วยแต่อีกฝ่ายก็เหมือนจะมีแรงเค้นคำตอบจากผม

 

“ผมเป็นห่วงคุณ” คำตอบนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง

 

“ลงไปนอนที่เดิม”

 

“คุณไม่อยากให้ผมอยู่ข้างๆ เหรอ” ผมถามกลับเมื่อถูกไล่กลับลงไป

 

“ใช่”

 

“แต่เมื่อคืนคุณยังบังคับให้ผมนอนด้วยอยู่เลย” ภาพสงครามไล่ล่าเมื่อคืนยังอยู่ในหัวจนถึงตอนนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าหากเป็นกระต่ายตัวอื่นจะสามารถลอดตายไปได้สักกี่วัน

 

กระต่ายปกติคงช้ำตายตั้งแต่อาทิตย์แรกแน่ๆ

 

“มันไม่เหมือนกัน”

 

“ไม่เหมือนยังไง”

 

“...ถ้าไม่ลงไปจะตามคนมาพาไปข้างนอก” หลานเยี่ยนเอ่ยขู่ด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

 

“คุณเป็นห่วงกลัวผมติดไข้ใช่รึเปล่า” ผมพอจะเดาเหตุผลที่ไล่ผมไปออก

 

“ใครบอก”

 

“ใจคุณบอก” ผมตอบกลับไป

 

“...ถ้ารู้แล้วก็ลงไป” เมื่อเห็นว่าขู่ก็ไม่ได้ผล ไล่ก็ไม่ไปจึงทำได้เพียงบอกตรงๆ

 

“ไม่ลง”

 

“จื่อจื่อ” เสียงของคนป่วยแข็งขึ้นทันควัน

 

“ผมอยู่ได้ ไม่ติดไข้หรอก จะอยู่เป็นเพื่อนคุณเอง”

 

“ฉันอยู่ได้”

 

“ผมรู้ แต่มีคนอยู่ด้วยมันดีกว่าใช่ไหมล่ะ ปวดหัวมากไหม” ผมหาเรื่องคุย หลานเยี่ยนนอนไปหลายชั่วโมงแล้วคงยังไม่ง่วงในทันทีหรอก

 

“นิดหน่อย”

 

“คุณไม่ควรฝืนรู้ไหม ถ้าคุณรู้สึกไม่ดีตั้งแต่เมื่อคืนก็ควรจะกินยากันไว้”

 

“ขี้บ่น”

 

“บ่นเพราะห่วงคุณหรอก”

 

“ไม่ได้บอกให้ห่วงนี่” พูดแบบนั้นแต่ผมเห็นนะว่าดวงตาคู่นั้นกำลังทอประกายยินดีที่ได้ยินคำพูดนั้นจากปากผม

 

“จะไม่ห่วงได้ยังไง” ผมบ่นพลางใช้ปลายจมูกแตะแก้มอีกฝ่ายเล่น

 

“เดี๋ยวนี้หัดลวมลาม?”

 

“ใครลวนลามกัน” คำพูดนั่นทำเอาผมเด้งหน้าออกมาแทบไม่ทัน

 

“หอมแก้มฉันแบบนี้ไม่ลวนลามก็ฉวยโอกาส” อีกฝ่ายพูดต่อ ริมฝีปากเริ่มยกยิ้มขึ้นน้อยๆ

 

“ผมเปล่า”

 

“หลักฐานคาตา”

 

“ผมแค่หาอะไรทำหรอก”

 

“โดยการหอมแก้มคนอื่น?”

 

“ผมจะไม่ทำอีกแล้ว เลิกพูดถึงสักที” จากนี้ไปผมจะไม่เล่นแบบนี้อีกแล้ว เล่นครั้งเดียวโดนล้อจนเหมือนจะติดไข้ไปอีกคนแล้วเนี่ย

 

“...ไม่ได้บอกว่าห้ามทำนี่” หลานเยี่ยนเอ่ยเสียงเบาหวิว ดวงตาสีเทาคู่เดิมประสานมาคล้ายจะดึงดูดให้ผมขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น

 

“หลานเยี่ยน...”

 

“ทำอีกสิ”

 

“...ไม่ทำแล้ว” ผมปฏิเสธเสียงสั่น

 

อยู่ๆ มาบอกให้ทำใครจะไปทำกัน

 

“จื่อจื่ออย่าดื้อ”

 

“ผมเปล่า”

 

“ฉันไม่สบาย”

 

“ผมรู้ เพราะงั้นคุณควรนอนพักได้แล้ว” พวกเราคุยกันมานานพอสมควรแล้วคงได้เวลาให้หลานเยี่ยนได้พักผ่อนสักที หลับอีกสักตื่นไข้คงลดลง

 

“ทำก่อนแล้วฉันจะนอน” หลานเยี่ยนยังคงพูดเรื่องเดิมไม่หยุด

 

“ไม่ทำ”

 

“ถ้าไม่ทำฉันก็ไม่นอน”

 

“หลานเยี่ยน” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงขุ่น

 

“เร็วสิ” อีกฝ่ายเร่งพลางมองมาทางผมไม่หยุด

 

“...ก็ได้” ผมจำใจต้องขยับเข้าไปใกล้แนบจมูกชื้นๆ กับแก้มของหลานเยี่ยนก่อนจะผละออกในทันที

 

“ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”

 

“ฮะ?”

 

“อีกที”

 

“ผมทำไปแล้ว คุณเองก็เห็นนี่”

 

“อีกที” หลานเยี่ยนพูดย้ำเป็นครั้งที่สอง ใช้ดวงตาคมๆ จ้องมองมาแทนการเร่ง ไม่ยอมให้ผมได้ปฏิเสธ สุดท้ายผมเลยต้องยอมแนบจมูกกับแก้มอีกฝ่ายอีกครั้งซึ่งครั้งนี้ผมคาสัมผัสไว้นานกว่าเดิม

 

ทำไมหัวใจถึงเต้นเร็วได้ขนาดนี้นะ

 

เร็วจนกลัวว่าจะหลุดออกมา

 

“พอแล้วใช่ไหม” ผมย้อนถามหลังจากผละออก

 

“จะอีกครั้งก็ได้”

 

“ไม่เอาแล้ว คุณรีบนอนไปเลย”

 

ใครจะไปทำอีกครั้งกัน

 

“บอกฝันดีหน่อย” หลานเยี่ยนหลับตาลงแต่ก็ยังไม่วายพูดทั้งๆ ที่หลับตา

 

“ฝันดีหลานเยี่ยน” ประโยคแค่นี้ผมบอกให้ได้ตลอดแหละ

 

“อืม”

 

หลังจากนั้นไม่นานหลานเยี่ยนก็หลับสนิทอีกครั้งโดยมีผมนอนซุกตัวอยู่ข้างๆ อาการของหลานเยี่ยนพอนอนหลับเต็มอิ่มไข้ก็ลดลงจนแทบจะหายเป็นปกติในช่วงเย็น ถึงอย่างนั้นผมก็ยังบอกให้อีกฝ่ายกินยากันเอาไว้อีกวัน หลานเยี่ยนยอมกินยาแลกกับการที่ผมต้องมานอนด้วยบนเตียงซึ่งการที่ผมนอนมุดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหม่ข้างหลานเยี่ยนก็เป็นคำตอบได้อย่างดีว่าผมตกลงรึเปล่า

..............................................

จบกันไปอีกหนึ่งตอนค่า

มีเรื่องอยากแจ้งเล็กน้อย

หลายคนอาจคิดไปไกลว่าเดี๋ยวจื่อจื่อจะกลายร่างเป็นร่างมนุษย์ อยากบอกตรงนี้เลยว่าถึงเรื่องนี้จะเป็นกึ่งแฟนตาซีทว่าแฟนตาซีเดียวของเรื่องคือการที่จื่อจื่อมาอยู่ในร่างกระต่ายและพูดได้ ส่วนอื่นๆ นั้นไม่มีที่เป็นแฟนตาซีแล้ว

สำหรับดราม่า มีแค่1ตอน

ตอนเดียวเท่านั้น หากผ่านไปได้ทุกอย่างจะเจอกับความหวานระดับน้ำตาลขึ้นจอ

ดราม่านี้ไม่ใช่ดราม่าในความสัมพันธ์แต่เป็นเนื้อเรื่องที่เราวางไว้

อย่างไรก็ขอฝากทุกคนติดตามต่อไปด้วยนะคะ

มาเอ็นดูจื่อจื่อกันเยอะๆ น้า

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และกำลังใจค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่ตามมาจากธัญวลัยด้วยนะคะ

ไว้เจอกันตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.077K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,079 ความคิดเห็น

  1. #1064 ppvs_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 22:38
    อ้ากกกกกกก
    #1,064
    0
  2. #972 nep7 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 22:00
    ร่างเดิมแน่ๆๆๆ
    #972
    0
  3. #876 PPruedee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 18:44
    ดราม่านี่ตอนน้องตายในร่างกระต่ายละกลับร่างจริงมั้ยอะ ขอแค่นี้เลย 5555555
    #876
    0
  4. #822 Nuna7446 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 11:37
    น้องต่ายต้องตายเเล้วกลับเข้าร่างเดิมเเน่เลย
    #822
    0
  5. #819 bophobia (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 21:50
    อยากกอดปุกปุย
    #819
    0
  6. #810 xrxrose (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 18:46
    น่ารักกันเกินไปแน้ววว
    #810
    0
  7. #758 0984363270 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 21:46
    ตกลง หลานเยี่ยหรือว่า ฟลานเยี่ยนคะ???
    #758
    1
    • #758-1 0984363270(จากตอนที่ 4)
      30 มิถุนายน 2563 / 21:47
      หลานเยี่ยน
      #758-1
  8. #737 nuaskook (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 16:05
    น่ารักกกก
    #737
    0
  9. #721 sakura17 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 07:21
    หลานเยี่ยนไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรกับคนที่ไว้ใจแล้วเลยนะ ดูจากทั้งบอดี้การ์ดทั้งแม่บ้านที่กล้าคุยเล่นด้วย
    #721
    0
  10. #591 katooyaoi9080 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 22:44
    น้อนน่ารักมากกกก

    ปอลิง ตอนนี้มีคำผิดนิดนึงนะคะ
    #591
    0
  11. #404 น้องจ๋าขนปุย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 14:03
    น้องน่ารักกกกก
    #404
    0
  12. #273 halfmoonx_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 21:11
    ฮึ่ยยยย อ่อยให้น้อนจื่อหอมแก้มอ่ะ!
    #273
    0
  13. #128 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 23:50
    จื่อจื่อ หลานเยี่ยน มีความอ้อน น่ารัก อิอิ
    #128
    0
  14. #100 Yanidaexo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 11:16
    เราไม่สามารถลบเสียงของสโนวบอลตอนน้องพูดออกมาได้555555555 พยายามคิดเป็นเสียงอื่นแล้วแต่ก็ทำไม่ได้5555555555
    #100
    0
  15. #82 ฉันคือนางเงือก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 20:00
    อยากขยำๆเจ้าก้อน
    จะแปลงร่างไม่ได้จริงหรอ
    #82
    1
  16. #81 Bnbnbnbnbn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 02:10
    ชอบลูกเขยนิสัยรวยค่ะ555555 ทำไมเราคิดว่าน้องต้องยังไม่ตายให้พี่ท่านมาตามหาถึงไทยกันนะ #มองโลกแง่บวกบวกแม่ง-ชัดอิอิ ล้อเล่ง แงงงงง ก็ไม่อยากให้เค้าจากกันนี่นาเป็นตามนี้เถอะนะธุจ้าเพี้ยง สู้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้
    #81
    2
  17. #77 Sarunghaja (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 18:06
    แงงงงงงงงแปรงร่างไม่ได้จริงหรอแล้วงี้จะมีNCมั้ยถ้าน้องอยู่ในร่างกระต่ายไปตลอดอายุขัยกระต่ายประมาณ6ปีเองไม่ใช่หรอคะหรือจะแฟนตาซีตรงอยู่ได้ไปยาวๆแล้วเรื่องผญคนอื่นนี่จะมีมั้ยคะ
    แง
    #77
    2
  18. #75 JH_SNT (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 17:16
    แงงงงงงงงงงงงง ชอบมากเลยอ่าาาาา
    #75
    0
  19. #71 ku_ro (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 11:48
    น้องยังไม่ตาย เชื่อฉัน!!!! เเต่วิญญาณหลุดเเหละ! เเล้วพอกระต่ายตายก็จะกลับเข้าร่าง /เตรียมผ้า รองรับเเรงกระเเทก
    #71
    0
  20. #68 hitsuo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 04:22
    ตามใจกันทุกคนเลย~ จื่อจื่อจะกลายเป็นหมูแล้วน้า~~>.<
    #68
    0
  21. #67 SK.Ryo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 19:28
    จื่อจื่ออออออ
    #67
    0
  22. #66 ミ★galaxybrownie (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 18:39
    มันเป็นน่ารัก แงงงงงงงงง
    #66
    0
  23. #65 1Monkey1 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 15:49

    ความน่ารักนี้~~~
    #65
    0
  24. #64 ^ จู ^ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 14:27

    ชอบเรื่องนี้มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อัพบ่อยๆได้ไหมคะ จะขาดใจ

    #64
    0
  25. #63 ^ จู ^ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 14:26

    เดาว่าจื้อจื้อ(คน)ยังไม่ตายอาจแค่เป็นเจ้าชายนิทราแล้ววิญญาณหลุดมาเท่านั้น ดราม่าคงเป็นตอนที่จื้อจื้อ(กระต่าย)ตาย เพื่อที่วิญญาณกลับไปเข้าร่างคน ก็คงต้องลุ่นว่าพี่เยี่ยนจะหาน้องที่เป็นคนเจอไหม

    #63
    0
  26. #59 มายาแห่งฝัน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 13:41
    พอบอกว่าแฟนตาซีเดียว ก็พอจะเดาออกเลยว่าดราม่าคืออะไร ขอเตรียมผ้านวมซับน้ำตาตั้งแต่ตอนนี้ ;—;
    #59
    2
    • #59-1 สุนัขน่ารัก(จากตอนที่ 4)
      12 เมษายน 2563 / 15:04
      อย่าเพิ่งเตรียมผ้านวมมม รออ่านฉากน่ารักๆ ก่อนค่า มีมาอีกหลายตอนให้ได้ยิ้มกันน
      #59-1
    • #59-2 Sarunghaja(จากตอนที่ 4)
      15 เมษายน 2563 / 18:08
      เดาว่าอะไรคะเราเดาไม่ออกบอกบุญทีแงงงงงงงงจะได้
      เตรียมใจ
      #59-2