กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 3 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 2《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,755
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,179 ครั้ง
    5 เม.ย. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 2《


 


 


 

ชีวิตของผมในร่างกระต่ายนั้นช่างแสนสุขสบายถ้าไม่ติดเรื่องเจ้านายที่ชอบแกล้ง ชอบแหย่เกินไปสักหน่อย ราชสีห์ขนทองหรือไห่หลานเยี่ยนถือเป็นเจ้านายของผมในยามนี้ หลังเสร็จจากการทำงานผมถูกพามายังคฤหาสน์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่พักของอีกฝ่าย


 

แค่รั้วด้านนอกก็มีคนเฝ้ายามอยู่เกือบสิบคนนับว่าเฝ้าระวังตัวเป็นอย่างดี


 

ภายในเขตรั้วนอกจากคฤหาสน์แล้วยังมีสนามหญ้าอยู่ด้านข้างอีก หากไม่มีเงินจริงไม่มีทางที่จะปลูกคฤหาสน์ขนาดใหญ่แบบนี้ใจกลางเมืองSได้แน่


 

ตอนแรกผมคิดว่าคงได้อาศัยอยู่แถวๆ สนามหญ้าทว่าความจริงผมกลับได้เข้ามาอยู่ในห้องนอนของหลานเยี่ยนซึ่งเรียกว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้ามาได้และผม...กระต่ายตัวน้อยได้รับสิทธิ์พิเศษนั้น


 

วันนี้เองก็เป็นอีกวันที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ดวงตากลมโตสีดำปรือขึ้นก่อนจะมุดตัวออกมาจากกองผ้าห่มหนานุ่มบนฟูกนอน ทันทีที่ออกมาร่างกายผมสัมผัสถึงความเย็นของเครื่องปรับอากาศได้ทันทีทำเอาอดไม่ได้ที่จะมุดตัวกลับเข้าไปในผ้าห่มและโผล่ออกมาแค่ส่วนหัวเท่านั้น


 

ผมว่าตัวเองไม่ใช่คนขี้หนาวแต่อาจเพราะอยู่ในร่างกระต่ายเลยรับรู้ถึงอุณหภูมิได้มากกว่าปกติไม่ก็เจ้าของห้องปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศต่ำเกินไป


 

ตัวผมอาศัยอยู่ในคอกสีเหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มากวางกลั้นอยู่มุมห้องในบริเวณที่ลมแอร์พัดมาไม่ถึงซึ่งขนาดพัดมาไม่ถึงผมยังหนาวเลย เตียงของหลานเยี่ยนตั้งอยู่กลางห้องโดยมีฟอร์นิเจอร์หลายอย่างอาธิ ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของและโต๊ะคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ชิดริมผนัง


 

ก่อนหลานเยี่ยนจะพาผมเข้าห้องเขาบอกเรื่องการขับถ่ายว่าห้ามขับถ่ายในห้องนอนและจะให้ผมออกไปขับถ่ายยังห้องน้ำกระต่ายที่วางอยู่หน้าประตูเป็นช่วงเวลาซึ่งความจริงผมไม่ได้อยากอยู่กับเขา แต่ในเมื่ออยู่แล้วผมก็ไม่คิดที่จะขับถ่ายในห้องนอนหรอก


 

มันเสียมารยาทเกินไป


 

มองจากแสงของพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างเข้ามาคาดว่าเวลาในตอนนี้คงอยู่ในช่วงเจ็ดโมงนิดๆ


 

นี่ผมตื่นเช้าจังแฮะ


 

แม้จะตื่นแล้วแต่ผมไม่คิดจะขยับตัวหรือเคลื่อนไหวไปไหนทำเพียงใช้สายตาจ้องมองไปยังเตียงขนาดใหญ่ซึ่งมีร่างของไห่หลานเยี่ยนนอนอยู่ จ้องมองไปเรื่อยๆ จนในที่สุดอีกฝ่ายก็เริ่มขยับตัวและลุกขึ้นมานั่ง ทั้งที่ภายในห้องอุณหภูมิต่ำซะขนาดนี้แต่คนบนเตียงก็ยังนอนโดยไม่ยอมใส่เสื้อเผยให้เห็นกล้ามอกขาวๆ ของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำให้ดูทุกเช้า


 

รูปร่างของหลานเยี่ยนไม่ได้ล่ำหรือกำยำ เป็นรูปร่างสมส่วนมีกล้ามเนื้อพอเหมาะ นับว่าฝึกมาดี ตัวผมเองก็มีรูปร่างใกล้เคียงกับหลานเยี่ยน กีฬาคาราเต้ไม่จำเป็นต้องทำรูปร่างให้บึกบึนหรือกำยำ รูปร่างที่พอเหมาะจะช่วยให้การเคลื่อนไหวเฉียบคมขึ้น


 

มองท่อนบนเปลือยเปล่าของหลานเยี่ยนมาได้เกือบอาทิตย์ผมก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา...


 

อยากหากล้องมาถ่ายรูปส่งให้พวกนักข่าวไม่ก็นิตยสารสักฉบับ


 

ผมเชื่อเหลือเกินว่าต้องมีการแย่งชิงรูปภาพตอนตื่นนอนของไห่หลานเยี่ยนกันเกิดขึ้น ราคาคงสูงลิ่วเป็นแน่ น่าเสียดายที่ผมไม่มีกล้อง


 

ถือว่าคุณรอดไปนะไห่หลานเยี่ยน


 

“มองอะไรจื่อจื่อ” เสียงเรียกจากหลานเยี่ยนทำเอาผมที่จดจ่ออยู่กับความคิดตัวเองถึงกับสะดุ้ง


 

“งื้ด” อะไร


 

“มองฉันทำไม อ้อ...หล่อล่ะสิ” คำพูดนั้นทำเอาผมอยากขย้อนเอาหญ้าที่กินเข้าไปเมื่อตอนเย็นออกมากองซะเดี๋ยวนี้


 

ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน


 

ถึงจะไม่ปฏิเสธว่าหล่อจริงๆ ก็เถอะ


 

“งี๊ด!” คนหลงตัวเอง!


 

ผมอยากตะโกนให้อีกฝ่ายเข้าใจแต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่สามารถสื่อสารกันได้เลยเลือกที่จะมุดเข้าไปในผ้าห่มยื่นส่วนหางออกไปให้หลานเยี่ยนเห็น เอาให้ชัดไปเลยว่าไม่สนใจคนหลงตัวเอง


 

“จื่อจื่อ” เสียงเรียกผมมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้


 

ไม่นานหลานเยี่ยนก็ก้าวเข้ามาในคอกและตวัดผ้าห่มผมออก อากาศเย็นๆ เข้าปะทะร่างกายฉับพลันทำเอาผมตวัดสายตาขุ่นเคืองไปให้ในเสี้ยววินาที


 

มาเฟียที่ไหนเขามาแกล้งกระต่ายกันบ้างฮะ


 

“...” ผมไม่ได้ส่งเสียงอะไรตอบรับแต่จ้องมองการเคลื่อนไหวที่เข้ามาประชิดด้วยความหวาดระแวง เพียงพริบตาที่หลานเยี่ยนเอื้อมมือมาผมรีบกระโดดตัวลงจากฟูกนอนวิ่งหนีการจับกุมนั้นอย่างดุเดือด


 

หลานเยี่ยนไล่ตามผมราวกับผมติดหนี้เขาไว้หลายพันล้าน พยายามต้อนผมเข้ามุมเพื่อจะได้จับได้ง่ายๆ น่าเสียดายที่ผมไม่ใช่กระต่ายปกติแผนการธรรมดาแบบนั้นทำอะไรผมไม่ได้ ผมซึ่งรู้ทันกระโดดเปลี่ยนทิศทางก่อนจะวิ่งลอดใต้หว่างขาของหลานเยี่ยนไปอีกฝั่ง การเคลื่อนไหวอันดุเดือดกินเวลายาวนานนับสิบนาทีก่อนผมจะยอมหยุดให้อีกฝ่ายรวบตัวไว้ได้


 

ใช่ ผมยอมหยุดให้อุ้ม ไม่ใช่หลานเยี่ยนต้อนจับผมได้ ทุกวันนี้พวกเราเคลื่อนไหวไล่จับกันแทนการออกกำลังกายในยามเช้าอยู่ตลอด ผลัดกันแพ้บ้างชนะบ้าง บางวันหลานเยี่ยนวางแผนจับผมซะดิบดีไม่กี่นาทีผมก็ตกอยู่ในอุ้งมืออีกฝ่ายแต่ก็มีบางวันที่ผมสามารถหลบหนีได้ตลอด วิ่งจนเหนื่อยผมเลยยอมหยุดนิ่งให้อุ้มได้ตามใจ


 

จำไม่ได้แล้วว่าการวิ่งไล่ในยามเช้าแบบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร


 

เป็นการกระทำอันไร้สาระที่ผมทำอยู่ทุกวัน


 

อย่างว่าแหละ ถือเป็นการออกกำลังกายก่อนมื้ออาหาร


 

“จับได้สักที ฉลาดขึ้นทุกวันเลยนะ” หลานเยี่ยนก้าวออกจากคอกกลับไปนั่งบนเตียงก่อนจะวางผมลงบนตัก กางเกงนอนของอีกฝ่ายเป็นผ้ามันๆ ที่ออกจะบางไปสักหน่อยทำให้อาวุธร้ายกาจของบุรุษเพศที่มีสุขภาพแข็งแรงผงาดขึ้นมาทักทายต้อนรับอรุณ


 

“งี๊ดด~!” ไปไกลๆ เลย


 

ผมที่สัมผัสได้ถึงความแข็งขืนนั้นกระโดดลงไปบนเตียงสีขาวด้วยความเร็วสูง ปิดท้ายด้วยการส่งสายตาไม่พอใจไปให้หลานเยี่ยนที่หลุดขำออกมา


 

“ทำไมจื่อจื่อ แกก็ตัวผู้คงไม่บอกว่าไร้อารมณ์ทางเพศหรอกนะ” หลานเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นขณะจ้องมองมายังผม


 

“งี๊ด!” มีคนบ้าที่ไหนมาพูดเรื่องลามกกับกระต่ายแบบนี้กัน!


 

เดี๋ยวก็กระโดดกัดให้ขาดเลย


 

ไม่สิ ขยะแขยงจะตายกัดไม่ลงหรอก


 

“มานี่มา” อีกฝ่ายมองดูท่าทีของผมด้วยรอยยิ้มขบขันไม่นานก็แบบมือข้างหนึ่งลงบนเตียงบอกตำแหน่งให้ผมเข้าไปหา ผมเห็นว่าเลิกคุยเรื่องลามกหรอกนะเลยยอมก้าวเข้าไปหา


 

ฝ่ามืออุ่นๆ ของหลานเยี่ยนไล่ลูบตั้งแต่ส่วนหัวไปจนถึงแผ่นหลัง อุณหภูมิในตัวของมนุษย์ให้ความรู้สึกดีกว่าผ้าห่มเยอะเลย


 

เพราะความรู้สึกสบายนั้นทำให้ผมยอมถูกอีกฝ่ายลูบเล่นไปทั้งตัว นี่เป็นกิจกรรมยามเช้าที่เกิดขึ้นในทุกวันก่อนหลานเยี่ยนจะอุ้มผมออกไปยังห้องน้ำหน้าห้องเพื่อขับถ่ายและพากลับมาไว้ในห้องโดยที่ตัวเองก็เข้าไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกไปข้างนอก


 

หลานเยี่ยนในสุดสูทสีเข้มกับเส้นผมสีทองหม่นซึ่งมัดรวบไปด้านหลังให้ความรู้สึกอันตรายเหมือนมาเฟียซึ่งในความจริงก็ใช่ อีกฝ่ายเป็นมาเฟีย...แต่...เป็นมาเฟียที่เหมือนจะติดกระต่ายอย่างผมมากขึ้นทุกวัน


 

“จื่อจื่อ เข้ากระเป๋า” หลานเยี่ยนเรียกผมที่ซุกตัวอยู่ใต้เตียงให้ออกมา หลังจากพาผมออกไปขับถ่ายเขาไม่ได้ให้ผมกลับเข้าไปอยู่คอกแต่ปล่อยให้วิ่งเล่นอยู่ในห้อง


 

บางวันที่ผมนึกอยากแกล้งก็จะหาที่หลบไม่ยอมออกไปตามเสียงเรียก ปล่อยให้หลานเยี่ยนตะโกนเรียกสลับกับค้นหาผมจนกว่าจะเจอ ตรงกันข้ามวันไหนที่ผมขี้เกียจซ่อนก็จะออกไปเข้ากระเป๋าอย่างว่าง่ายเหมือนอย่างในวันนี้ที่ผมมุดออกจากใต้เตียงเดินเข้าไปยังกระเป๋าสำหรับพาผมออกไปข้างนอก


 

ผมไม่รู้ว่ากระต่ายตัวอื่นจะเป็นอะไรไหมที่ต้องถูกจับพาออกไปทุกวัน สำหรับผมค่อนข้างชอบมากกว่าถูกขังอยู่แต่ในคอกหรือกรงไปตลอดชีวิต


 

“วันนี้เป็นเด็กดีนี่” หลานเยี่ยนเดินมาหา ก่อนจะปิดกระเป๋าเขาเอื้อมมือมาลูบหัวผมแทนการให้รางวัล


 

ผมอยู่เฉยๆ ให้หลานเยี่ยนพาออกไปนอกห้อง คฤหาสน์แห่งนี้มีทั้งหมดสามชั้น ห้องนอนของหลานเยี่ยนอยู่บนชั้นสามซึ่งได้ยินมาว่าเป็นชั้นส่วนตัวมีเพียงครอบครัวคนสนิทเท่านั้นที่สามารถขึ้นมาได้ ขนาดแม่บ้านหรือเด็กรับใช้นอกจากช่วงทำความสะอาดก็แทบจะไม่เห็นใครกล้าก้าวขึ้นมายังชั้นสาม


 

ยิ่งอยู่ก็ยิ่งคิดว่าตัวเองนี่ช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคนที่มีพื้นที่ส่วนตัวมากขนาดนี้ได้


 

หลานเยี่ยนพาผมลงมายังชั้นล่างสุดซึ่งนอกจากห้องรับแขกแล้วยังมีห้องอาหารขนาดใหญ่ด้วย กระเป๋าขนาดเล็กที่ผมอยู่ถูกเปิดออกให้ก้าวออกมาโดยมีเด็กรับใช้คนหนึ่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพร้อมกับขออนุญาตอุ้มด้วยความสุภาพจนผมไม่สามารถปฏิเสธได้


 

เธออุ้มผมไปเช็ดทำความสะอาดตัวด้วยผ้าเช็ดเปียกสำหรับสัตว์เพื่อทำความสะอาดให้ทุกวันในช่วงเช้าและช่วงเย็นก่อนขึ้นห้อง ดูแลผมเหมือนเป็นคุณชายก็ไม่ผิด


 

อาหารเช้าของผมจะได้รับหลังจากเช็ดตัวเสร็จโดยบนถาดสีเงินจะมีหญ้าชนิดต่างๆ รวมไปถึงอาหารเม็ดสีเขียววางเรียงอยู่อย่างพอเหมาะคู่กับถ้วยน้ำสะอาด ถาดอาหารผมวางอยู่ไม่ห่างกับหลานเยี่ยนนักทำให้อีกฝ่ายสามารถลดสายตามามองผมได้ตลอด


 

สังเกตมานานอีกฝ่ายเหมือนจะไม่ค่อยแตะอาหารเช้า ส่วนใหญ่จะสั่งแต่กาแฟ อย่างมากก็จะกินขนมปังไปอีกแผ่น ไม่ให้ความสำคัญกับมื้อเช้าเอาซะเลย


 

น่าบ่นซะจริง


 

“มองหน้าเหมือนมีเรื่องอยากพูดนะ” หลานเยี่ยนยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบขณะขยับตัวเอียงมามองผมที่จับจ้องไป


 

“งี๊ด” มีเยอะเลยล่ะ


 

มีหลายเรื่องที่อยากพูด อยากถามและอยากคุยแต่ก็รู้ว่าตัวเองในตอนนี้ไม่สามารถสื่อสารกับอีกฝ่ายได้ ตัวตนของผมเป็นแค่กระต่ายตัวหนึ่งที่ฉลาดกว่ากระต่ายปกติก็เท่านั้น


 

ผมเคยคิดนะว่าอย่างน้อยถ้าสามารถพูดคุยภาษาเดียวกันได้ก็คงดี


 

ไม่มีใครให้พูดคุยด้วยแบบนี้มันออกจะเหงาไปหน่อย ถึงความเหงาพวกนั้นจะถูกทดแทนด้วยการเย้าแหย่จากหลานเยี่ยนก็ตาม


 

“เป็นอะไร ทำไมกินน้อย ไม่ถูกปาก?”


 

“งี๊ด” ผมส่ายหน้าแล้วก้มลงกินต่อ


 

อาหารของกระต่ายไม่ได้มีหลากหลายเหมือนสัตว์ชนิดอื่น ยิ่งอายุของผมในตอนนี้สามารถกินได้แค่บางอย่างเท่านั้น ผมรู้จึงไม่คิดจะเลือกกิน รสชาติเองก็ใช่ว่าจะไม่อร่อย


 

ก็รสหญ้าอ่ะนะ


 

ผมเคี้ยวหญ้าในขณะที่ในหัวนึกถึงหมูกระทะ


 

อยากกินหมูกระทะ


 

“กินให้หมดล่ะ” หลานเยี่ยนพูดต่อ


 

“งี๊ด” รู้น่า ไม่ต้องมาบังคับ


 

“มา ฉันช่วย” พูดจบอีกฝ่ายก็กระดกแก้วกาแฟจนหมดก่อนจะขยับตัวมานั่งขัดสมาธิบนพื้นข้างถาดอาหารผม หญ้าที่ถูกนำมาวางเป็นก้านถูกเด็ดเอาแต่ใบอ่อนๆ มาวางกองตรงหน้าผม


 

พอมีกองอาหารตรงหน้าผมก็เลิกแทะใบอ่อนของหญ้าเปลี่ยนมากินตามที่หลานเยี่ยนวางไว้ ถ้าให้พูดความจริงหลานเยี่ยนเป็นเจ้านายที่ดีมากไม่ว่าจะเป็นสถานที่พักที่มีเครื่องฟอกอากาศตั้งไว้หลายตัว อาหารที่เหมาะกับช่วงเจริญเติบโตหรือแม้แต่การดูแลก็ล้วนดีเยี่ยม อยู่สบายถ้าไม่ติดเรื่องความเย็นของเครื่องปรับอากาศกับการชอบแกล้ง


 

“งื๊ด” ขอบคุณ


 

เมื่อผมกินหมดก็ไม่ลืมขอบคุณหลานเยี่ยนที่ช่วยโดยการก้าวเข้าไปหาใช้หัวแตะฝ่ามือนั้นแล้วถูไถเบาๆ


 

“ขี้อ้อนจังเลยนะคะท่านหลานเยี่ยน” เสียงของฟูเหม่ยแม่บ้านวัยห้าสิบปีดังขึ้นเมื่อเห็นผมถูไถหัวกับมือนั้น


 

“ไม่ใช่ทุกวันที่จะอ้อน คงอยากขอบคุณละมั้ง” หลานเยี่ยนยอมรับคำขอบคุณด้วยการลูบหัวผมคืน รอยยิ้มมุมปากปรากฎขึ้น


 

หลานเยี่ยนเป็นคนที่มีรอยยิ้มประดับอยู่ไม่น้อยแต่รอยยิ้มประดับนั้นก็ตรงตามชื่อ...ประดับไว้เฉยๆ หาความจริงใจไม่ได้ เป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้ก่อกวนอารมณ์ผู้พบเห็น ต่างจากรอยยิ้มยามยิ้มให้ผม...รอยยิ้มตรงหน้าผมนี้เป็นรอยยิ้มจริงของชายที่ชื่อไห่หลานเยี่ยน


 

ถ้ายิ้มแบบนี้บ่อยๆ ก็คงดี


 

เข้าใจว่าในวงการนี้รอยยิ้มที่ประดับล้วนเป็นหน้ากากเท่านั้น คงมีแทบนับครั้งได้ที่สามารถยิ้มได้จากใจจริง


 

ผมอดไม่ได้ที่จะดีใจที่ตัวเองเป็นสิ่งที่สามารถทำให้หลานเยี่ยนยิ้มออกมาจากใจได้


 

หลังจากผมกินมื้อเช้าเสร็จก็เป็นเวลาออกไปทำงาน ด้านหน้าประตูจะมีรถจอดรอไว้ล่วงหน้า เพียงก้าวขึ้นไปนั่งก็สามารถออกรถได้ทันที สถานที่ทำงานของหลานเยี่ยนคือตึกสูงสิบชั้นใจกลางเมืองS แน่นอนว่าทั้งตึกมีหลานเยี่ยนเป็นเจ้าของโดยจะแบ่งเป็นฝ่ายละชั้น


 

หลานเยี่ยนพาผมเข้าทางประตูหน้าของตึก ในวันแรกทุกคนที่เห็นกรงกระต่ายในมือหลานเยี่ยนมีทีท่าตกใจปนแปลกใจกันมากแต่เมื่อผ่านไปหลายวันทุกอย่างจึงกลับมาเป็นปกติ ตอนนี้แทบไม่มีใครสนใจแล้ว


 

ห้องบนชั้นสิบเป็นห้องทำงานส่วนตัวของหลานเยี่ยนซึ่งตอนนี้ผมไม่อาจเรียกว่ามันเป็นห้องส่วนตัวได้อีกแล้วเนื่องจากมีผมเข้ามาอยู่ด้วยทุกวัน


 

คอกของผมตั้งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของหลานเยี่ยน ภายในมีทั้งห้องน้ำกระต่าย ฟูกสำหรับนอน ผ้าห่มนุ่มๆ ไปจนถึงกองหญ้าแห้งและถ้วยน้ำ สิ่งเดียวที่ไม่มีคือถาดอาหารเนื่องจากมื้อกลางวันหลานเยี่ยนจะเป็นคนป้อนผมกับมือ วันแรกที่มายังมีถาดอาหารวางไว้แต่วันต่อมากลับถูกเก็บไป


 

นับจากเหตุการณ์ที่โดนผมอ้วกใส่หลานเยี่ยนก็ไม่ยัดอาหารใส่ปากผมอีกเลย ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจนอยากปรบมือดังๆ


 

ช่วงที่หลานเยี่ยนทำงานเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากสำหรับผมที่ไม่มีอะไรทำ ถ้าไม่นอนหลับก็เดินวนไปวนมา มีบ้างที่เจียงฮุยหรือไป๋หยางคนสนิทของหลานเยี่ยนจะมาเล่นด้วยแต่เล่นได้ไม่นานก็ต้องกลับไปทำงานต่อ


 

บรรยากาศภายในห้องจะเป็นตัวบ่งบอกถึงระดับความยากง่ายในการจัดการ อย่างตอนนี้บรรยากาศในห้องอบอวนไปด้วยความกดดันอันมหาศาล เจือไปด้วยความหงุดหงิดที่พานให้รู้สึกไม่ดี


 

แปลว่าคงมีเรื่องที่จัดการยากเกิดขึ้น


 

ผมมองหลานเยี่ยนนั่งขมวดคิ้วติดกันนานนับชั่วโมงด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก


 

คงเพราะความผูกพันธ์ที่มีทำให้ผมอยากจะช่วยอีกฝ่ายบ้าง ต่อให้ช่วยงานไม่ได้อย่างน้อยก็ช่วยคลายเครียดได้สักหน่อยแหละน่า


 

ผมหวังแบบนั้นนะ


 

“งี๊ด” ผมส่งเสียงเรียกหลานเยี่ยนให้หันมาสนใจ


 

“...” อีกฝ่ายไม่มีท่าทีอะไรกับเสียงที่ผมส่งไปเอาแต่ก้มหน้าพลิกเอกสารตรงหน้าไปมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด คิ้วเองก็ขมวดจนผมกลัวว่าจะกลับคืนรูปปกติไม่ได้


 

“งี๊ด!” ครั้งนี้ผมส่งเสียงเรียกดังขึ้นกว่าเดิม


 

ดังขนาดนี้ต้องได้ยินแล้ว


 

“เงียบก่อน” หลานเยี่ยนเอ่ยเสียงเย็นชาเป็นเสียงโทนต่างจากปกติที่ใช้กับผม


 

ให้ความรู้สึกน่ากลัวและกดดัน


 

แต่โดนแค่นั้นแล้วจะให้ผมหยุดอยู่เฉยๆ ก็คงไม่ใช่ผม


 

คอกที่กักตัวผมไว้เป็นคอกที่ทำขึ้นจากเหล็กซึ่งมีซ่องว่าเป็นเหมือนตางรางค่อนข้างถี่ ที่เลือกแบบนี้มาคงกลัวว่าผมจะรอดออกไปได้ แต่บอกเลยว่าต่อให้เป็นอันนี้ผมก็สามารถออกไปได้อยู่ดี


 

ผมค่อยๆ ยืดตัวขึ้นกะความสูงของคอกเพื่อวัดระยะก่อนจะก้าวถอยหลังคำนวณระยะทางและแรงกระโดด เมื่อมั่นใจผมไม่รอช้าวิ่งเข้าใส่คอกสุดแรง ในจังหวะที่เกือบชนผมกระโดดตัวลอยพาตัวเองขึ้นมาด้านบน แม้จะขึ้นมาได้ไม่สุดแต่ก็สามารถปีนต่อไปจนถึงยอดได้


 

เมื่อมาถึงยอดการจะลงไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก ผมจะโดดลงสู่พื้นอย่างสวยงาม บนพื้นห้องปูด้วยพรมสีเทาต่อให้พลาดตกลงไปก็ไม่เจ็บเท่าไหร่


 

ผมวิ่งมาถึงเก้าอี้ทำงาน ใช้ฟันกัดชายกางเกงแล้วออกแรงดึงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนด้านบนซึ่งเหมือนจะได้ผลเพราะอีกฝ่ายละสายตาลงมามองจริงๆ


 

“จื่อจื่อ? ออกมาได้ยังไง” คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วยิ่งขวดแน่นกว่าเดิม


 

“งี๊ด” ขมวดคิ้วแน่นไปแล้วเดี๋ยวก็คลายไม่ได้หรอก


 

“กลับเข้าคอกไป ฉันกำลังยุ่ง” หลานเยี่ยนช้อนตัวผมขึ้นด้วยมือข้างเดียวเตรียมจะลุกจากเก้าอี้เพื่อพาผมไปส่งแต่ผมกลับดิ้นอย่างแรงกระโจนไปนั่งอยู่บนตัก


 

“งี๊ด!” ไม่ไป


 

ให้กลับเข้าคอกผมก็จะออกมาอีก


 

“จื่อจื่อ”


 

“งี๊ดด~” ผมส่งเสียงครางยาวใช้ส่วนหัวคลอเคลียหน้าท้องของหลานเยี่ยนผ่านเสื้อผ้า การกระทำของผมทำให้อีกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างลง ไม่ได้จะพาผมกลับไปคอกอีก


 

“...มาอ้อนเหรอ” หลานเยี่ยนก้มมองผมหลางใช้มือข้างหนึ่งลูบตัวผม


 

“งี๊ด” เปล่า แค่อยากช่วยให้หายหงุดหงิด


 

ผมปฏิเสธแม้จะรู้ดีว่าการกระทำของผมในตอนนี้ไม่ต่างกับการอ้อน


 

“รู้ว่าฉันอารมณ์ไม่ดีสินะ”


 

“งี๊ด” ดูออกง่ายจะตาย ทำไมจะไม่รู้


 

ไม่เพียงแค่นั่งแต่ผมยังนอนหมอบลงบนตักอย่างถือสิทธิ์ขาดให้ตักหลานเยี่ยนกลายเป็นที่นอนโดยไม่ขอความเห็นหรือคำอนุญาตใดๆ การกระทำของผมเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ให้ดังขึ้น คิ้วที่ขมวดแน่นกับบรรยากาศหนักๆ เริ่มคลายลง


 

“หึ แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร กล้าใช้ฉันเป็นที่นอน?”


 

“งี๊ด” รู้ว่าเป็นมาเฟีย แล้วจะทำไม


 

ครั้งก่อนยังนั่งกินหญ้าบนตักมาแล้ว อ้วกใส่ก็ทำมาแล้ว กะไอ้แค่นอนไม่ทำให้ผมกลัวหรอก


 

“หึๆ ฉันยอมแกเลยจื่อจื่อ” หลานเยี่ยนส่ายหน้าเบาๆ กับภาพกระต่ายสีเทาเข้มตัวกลมที่นอนอยู่บนตัก สายตาที่มองมาไม่มีความขุ่นมัวหรือหงุดหงิดแม้แต่น้อย


 

ตอนนี้มือข้างซ้ายของหลานเยี่ยนลูบขนผมไปมาด้วยจังหวะเชื่องช้าในขณะที่มือข้างขวาจับปากกาเขียนจัดการงานลงบนแฟ้มเอกสาร ผมเคยได้ยินมาว่าการลูบขนสัตว์จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายซึ่งผมคิดว่าเป็นความจริง ดูอย่างหลานเยี่ยนในตอนนี้ก็รู้ว่าผ่อนคลายลงจากเดิมมากขนาดไหน


 

ดีแล้ว


 

อย่างน้อยผมก็สามารถช่วยเขาได้


 

เพราะถูกลูบในจังหวะเชื่องช้าคล้ายจะขับกล่อมทำให้ผมรู้สึกง่วงขึ้นมา ก่อนที่สติผมจะดับลงผมได้ยินเสียงของหลานเยี่ยนที่เอ่ยประโยคหนึ่งออกมาแม้จะแผ่วเบาทว่าผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน...


 

“จื่อจื่อ...ขอบคุณ”


 

วันเวลาผ่านไปจากอาทิตย์กลายเป็นเดือน จนถึงตอนนี้ผมกลายเป็นกระต่ายและอยู่ร่วมกับหลานเยี่ยนมาเกินหนึ่งเดือนแล้ว เป็นระยะเวลาที่เหมือนจะนานแต่กลับไม่นานเท่าไหร่นัก ผมยังจำภาพการเจอกันครั้งแรกของตัวเองกับหลานเยี่ยนได้อยู่เลย


 

หากวันนั้นผมไม่ได้ถูกหลานเยี่ยนซื้อมาก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองจะมีสภาพเป็นยังไง จะมีใครซื้อไปเลี้ยงไหม และคนเลี้ยงจะดูแลผมดีเหมือนหลานเยี่ยนรึเปล่า


 

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณเขาที่ถูกใจผมและซื้อกลับมาเลี้ยงดูแลอย่างดี จนถึงตอนนี้น้ำหนักผมคงมากกว่าเดิมเกือบเท่าหนึ่งได้เนื่องจากได้หลานเยี่ยนแอบหยิบหญ้ามาป้อนให้ช่วงก่อนนอนเพิ่มจากสามมื้อมาเป็นสี่มื้อ ช่วงแรกผมปฏิเสธอยู่หรอกแต่พอถูกยัดเข้าปากผมเลยจำต้องเคี้ยวและกลืนลงไป


 

เคยมีความคิดว่าอยากคายทิ้งแต่ก็เสียดายอาหาร ทุกวันนี้ผมเลยรู้สึกเหมือนตัวเองอ้วนขึ้นทุกวัน


 

กระต่ายอ้วนๆ จะน่ารักเป็นพิเศษ


 

เหมือนเคยได้ยินประโยคนั้นจากที่ไหนสักแห่ง ยังไงผมในตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องฟิตหุ่นให้มีกล้ามเนื้อ ดังนั้นถ้าอยากกินก็กินเถอะ


 

อาหารของผมแน่นอนว่าเป็นหญ้าชนิดต่างๆ กับอาหารเม็ดที่ทำจากหญ้าซึ่งเอาตามจริงคือผมไม่ได้เบื่อแต่อยากกินอาหารที่มีรสชาติมากกว่านี้ จำได้ว่าตอนเลี้ยงกระต่ายมีพวกขนมกระต่ายขายด้วย ขนมกระต่ายส่วนมากทำมาจากผักและผลไม้อย่าแอปเปิ้ลหรือแครอท


 

ตั้งแต่มาอยู่นี่ผมไม่เคยได้กินพวกขนมเลยไม่แน่ใจว่าหลานเยี่ยนจะมีรึเปล่า ถ้าไม่มีต้องทำยังไงถึงบอกให้ซื้อได้นะ


 

ผมครุ่นคิดพลางจ้องมองไปยังแผ่นหลังของหลานเยี่ยนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวเดิม เวลาในตอนนี้เป็นช่วงบ่ายหลังมื้อกลางวัน ถ้าไม่ออกไปประชุมหรือตรวจงานที่ไหนก็จะนั่งทำงานอยู่ถึงช่วงเย็นค่อยกลับ


 

นับตั้งแต่วันที่ผมช่วยคลายเครียดให้หลานเยี่ยนได้เวลามีงานหนักๆ หรือยากแก่การตัดสินใจอีกฝ่ายก็มักจะรวบตัวผมให้ไปนอนอยู่บนตักเสมอ วันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าห่วง


 

ที่น่าห่วงคงเป็นผมที่อยากกินขนมนี่แหละ


 

“ทำหน้าหงอยอะไรจื่อจื่อ” เพราะมัวแต่จมอยู่ในห้วงความคิดเลยไม่ทันเห็นว่าแผ่นหลังที่จ้องมองนั้นกลายมาเป็นใบหน้าของหลานเยี่ยนแทน


 

“งี๊ด” อยากกินขนม มีขนมกระต่ายไหม


 

ผมลองส่งเสียงถามแม้จะรู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็คงไม่เข้าใจ การสื่อสารคนละภาษามันยากแบบนี้นี่เอง


 

“เป็นอะไรฮืม” หลานเยี่ยนวางปากกาลงก่อนจะลุกเดินมาหาผมถึงคอก


 

“งี๊ด” อยากกินขนม


 

ผมยอมถูกมือนั้นรวบตัวขึ้นไปอยู่ในวงแขนโดยดี นับวันผมยิ่งทำตัวสมเป็นกระต่ายมากขึ้นทุกทีจนรู้สึกกลัวตัวเองว่าจะลืมความเป็นมนุษย์เข้าสักวัน


 

หลานเยี่ยนไม่ได้พาผมกลับไปนั่งโต๊ะทำงานแต่เปลี่ยนมานั่งยังโซฟาขนกำมะหยี่กลางห้องแทน ในห้องทำงานแห่งนี้มีชุดโซฟาสีขาววางอยู่กลางห้องแต่เท่าที่จำได้ผมยังไม่เคยเห็นมีแขกเข้ามานั่งเลยสักคน


 

ผมถูกจับให้อยู่บนแผงอกของหลานเยี่ยนที่นอนราบลงกับโซฟาตัวยาว ใบหน้าหล่อคมคายอยู่ใกล้ในระยะประชิดให้ความรู้สึกแปลกๆ


 

พวกเราไม่เคยใกล้กันขนาดนี้มาก่อน


 

“จื่อจื่อ เป็นอะไรฮืม” หลานเยี่ยนถามคำถามเดิมพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบขนผมไปมา


 

“งี๊ด” ไม่ได้เป็นไรแค่อยากกินขนม


 

“ถ้าสามารถคุยภาษาเดียวกันได้ก็คงดี” น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูอ่อนโยนลงเมื่อพูดประโยคนี้


 

“งี๊ด” ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน


 

ถ้าสามารถเข้าใจกันได้ละก็...


 

อืม...ผมคงถูกจับโยนทิ้งแน่ๆ


 

กระต่ายที่ไหนจะเข้าใจและพูดภาษาเดียวกันได้เล่า


 

“ทำหน้ามู่ทู่เชียว หรือจะเปลี่ยนให้ชื่อทู่ทู่ดี”


 

“งี๊ด” ใครทำหน้ามู่ทู่กัน


 

“รู้แล้ว...หิวละสิ” มือทั้งสองข้างเปลี่ยนจากลูบไปทั่วตัวเป็นยกหูที่ตกลงของผมให้กางออก ภาพของผมในยามนี้เรียกรอยยิ้มจากผู้กระทำได้เป็นอย่างดี


 

ช่างแกล้งจริงๆ


 

“...” ผมพยักหน้าตอบคำถามนั้น


 

หิวก็จริงอยู่แต่เป็นหิวขนมนะ


 

“เพิ่งกินไปยังไม่ถึงสองชั่วโมงเลย นี่ฉันซื้อกระต่ายหรือซื้อหมูมากัน กินเยอะเหมือนหมู โตอีกหน่อยคงตัวเท่าหมู” คำบ่นลอยๆ มาพร้อมกับปลายนิ้วชี้ที่จิ้มจมูกสีดำชื้นๆ ของผมเล่น


 

“งับ” ผมอ้าปากงับปลายนิ้วนั้นตอบแทนที่มาบอกว่าผมเหมือนหมู


 

ผมไม่ได้อ้วนสักหน่อยแค่ขนฟูเอง


 

“อึก! กล้ากัดฉันเหรอจื่อจื่อ” หลานเยี่ยนถึงกับสะดุ้งเมื่อได้รับแรงขบกัดเมื่อครู่ ผมกะแรงแล้วว่าไม่ทำให้เลือดออกแค่อาจจะเจ็บสักหน่อย


 

“งี๊ด” ผมไม่ได้อ้วนนะ


 

“กล้ามากนะ ต้องเจอนี่” หลานเยี่ยนลุกขึ้นมานั่งคว้าคอผมแล้วเริ่มเหวี่ยงไปมากลางอากาศด้วยความเร็วที่ชวนให้รู้สึกมึนหัว


 

“งี๊ดดด~!” ปล่อยนะ


 

ผมส่งเสียงร้องลั่น


 

“ไม่ปล่อย ยังจะดุอีกไหมจื่อจื่อ”


 

“งี๊ดด~” อย่าให้หลุดไปได้นะ จะกัดให้เลือดอาบเลย


 

“ว่าไงกระต่ายดุ” น้ำเสียงนั่นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดมากขึ้น


 

“งื๊ด...ปะ...”


 

“ฮืม...ว่าไง จะดุอีกไหม”


 

“ปล่อยนะหลานเยี่ยน อยากถูกกัดเลือดสาดไหม!”


 

กึก!


 

สิ้นเสียงพูดของผมทุกอย่างก็เหมือนจะหยุดชะงัก หลานเยี่ยนหยุดแกว่งและวางผมลงบนโซฟาโดยที่ดวงตาสีเทาคู่นั้นจับจ้องมาทุกการเคลื่อนไหวไม่ให้เล็ดรอด ส่วนตัวผมเองนั้นก็ชะงักไม่ต่างกัน เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงงี๊ดเหมือนปกติแต่มาเป็นประโยคเหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน


 

ผมหูเพี้ยนไปเหรอ


 

หรือว่าผมสามารถพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว?


 

ไม่จริงมั้ง


 

ต่อให้จะอยากพูดสื่อสารภาษาเดียวกันมากแค่ไหนแต่การที่อยู่ๆ กระต่ายตัวหนึ่งซึ่งส่งเสียงงี๊ดๆ กลายมาพูดภาษามนุษย์ได้มันหาความปกติไม่เจอเลย


 

แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ปกติตั้งแต่ที่ผมเข้ามาอยู่ในร่างกระต่ายแล้วด้วยซ้ำ


 

จะเป็นความจริงหรือแค่คิดไปเอง...ลองพูดดูอีกครั้งก็น่าจะรู้ความจริง


 

ดวงตากลมโตสีดำสนิทของผมเงยขึ้นประสานกับดวงตาสีเทาของหลานเยี่ยนที่จ้องเขม็งมองมาก่อนจะค่อยๆ อ้าปากเปล่งเสียงออกไป...


 

“เอ่อ...คุณเข้าใจที่ผมพูดรึเปล่า” ผมพยายามบอกตัวเองไม่ให้เสียงสั่นระหว่างเอ่ย เอาตามตรงคือผมไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถกลับมาพูดภาษามนุษย์ได้อีกครั้ง


 

“...นายพูด”


 

“...เหมือนจะพูดนะ” บอกตามตรงว่าผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันนี้


 

“...นาย...เป็นตัวอะไรกันแน่” หลานเยี่ยนพยักหน้าตอบกลับมา แม้จะพยายามทำตัวนิ่งๆ ให้เป็นปกติแต่ผมก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังสับสนและไม่เข้าใจซึ่งตัวผมเองก็ใช่ว่าจะเข้าใจสถานการณ์แฟนตาซีที่เกิดขึ้นนี้นัก


 

“...ถ้าผมบอกว่าเคยเป็นมนุษย์จะเชื่อไหม” ผมลอบมองใบหน้าของหลานเยี่ยนที่เริ่มขมวดแน่นด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก


 

“เคยเป็นมนุษย์?”


 

“ใช่ ผมเคยเป็นมนุษย์มาก่อน”


 

“แล้วทำไมถึงมาอยู่ในร่างกระต่าย”


 

“เรื่องนั้น...ผมก็ไม่รู้” คนที่อยากจะรู้เรื่องนี้มากที่สุดก็คือตัวเองนี่แหละ


 

“นายไม่รู้? แล้วฉันต้องรู้ไปกับนายไหม” ดวงตาสีเทาคมกริบของหลานเยี่ยนจับจ้องมาไม่วางตา พอรู้ว่าผมไม่ใช่กระต่ายปกติก็เริ่มเกิดช่องว่างระหว่างพวกเราขึ้น


 

“ผมเกิดอุบัติเหตุโดนรถชน พอรู้ตัวก็มาอยู่ในร่างกระต่ายแล้ว มันอาจเป็นความผิดพลาดหรือลิขิตสวรรค์ซึ่งเกิดอะไรขึ้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมเล่าเท่าที่พอจะรู้ออกไป


 

“นายหลอกว่าพูดไม่ได้มาตลอดสินะ...ดูเหมือนจะรู้จักฉันด้วย คิดจะหลอกลวงไปถึงเมื่อไหร่!” เสียงตะหวาดนั่นทำเอาความกลัวแล่นไปทั่วทั้งร่าง


 

“ผมไม่ได้หลอกคุณ ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าสามารถพูดภาษามนุษย์ได้”


 

“คิดว่าฉันจะเชื่อ?”


 

“ผมไม่รู้ว่าคุณจะเชื่อไหม แต่สิ่งที่ผมบอกล้วนเป็นความจริง ผมไม่ได้หลอกคุณ” ไม่ได้คิดจะหลอกหรือปิดบังแม้แต่นิดเดียว


 

“ก็ว่าอยู่ว่าทำไมถึงฉลาดนักที่แท้ก็เป็นมนุษย์ในคราบกระต่าย ฉันไม่คิดจะเก็บกระต่ายอย่างนายไว้”


 

“...” คำพูดที่ได้ยินทำเอาร่างกายผมแข็งทื่อไปชั่วขณะ


 

“ออกไปซะ ไม่สิ ต้องเอาไปปล่อยไกลๆ”


 

“คุณมันใจร้าย!” ผมตะโกนลั่น แค่ไล่กันผมก็เจ็บมากพอแล้วแต่ยังจะเอาผมไปปล่อยไกลๆ อีก


 

ความอ่อนโยนที่ผมสัมผัสได้ก่อนหน้านี้มันเป็นภาพลวงตาหรืออะไร


 

“ถ้านายรู้จักฉันก็น่าจะรู้นะคำว่าใจดีไม่เคยมีบรรยายอยู่ในนิสัยของไห่หลานเยี่ยน”


 

“...นั่นสิ ผมรู้อยู่แล้วแค่คิดว่าคุณที่ผมรู้จักอ่อนโยนกว่านี้ก็เท่านั้น” ไม่แน่ว่าความอ่อนโยนพวกนั้นคงมีให้กับกระต่ายที่ชื่อจื่อจื่อไม่ใช่ตัวผมที่เคยเป็นคนมาก่อน


 

“...” อีกฝ่านิ่งเงียบ แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความสับสนคล้ายความคิดในหัวกำลังตีกันวุ่น


 

ไม่แปลกที่จะไม่ได้รับการยอมรับ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะเชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ต่อให้เป็นตัวผมเองก็คงยากที่จะยอมรับเช่นกัน


 

ผมเข้าใจ...แต่ก็ยังมีความรู้สึกอยู่ดี...เสียใจ


 

“ไม่ต้องเอาผมไปปล่อยไกลๆ หรอก แค่เปิดประตูให้ก็พอ อ่อ...ประตูหนีไฟได้รึเปล่าผมคงลงลิฟต์ไม่ได้ ผมจะจากไปเองและจะไม่กลับมาให้คุณลำบากใจอีก...เปิดประตูให้ที” ผมกระโดดลงจากโซฟาก้าวไปยังประตูก่อนจะหันกลับไปมองหลานเยี่ยนที่มองมาด้วยแววตาที่ยังคงสับสน


 

“...” หลานเยี่ยนไม่ตอบอะไรแต่ก้าวมาเปิดประตูห้องให้ หนึ่งมนุษย์หนึ่งกระต่ายก้าวไปยังทางหนีไฟซึ่งอยู่ริมสุดของทางเดิน ทันทีที่ประตูเปิดอ้าผมหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับหลานเยี่ยนเป็นครั้งสุดท้าย


 

“ก่อนจะไปผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากบอกคุณมาตลอด ผมคิดว่าหากพวกเราเข้าใจกันได้สิ่งแรกที่ผมจะบอกกับคุณคือขอบคุณ ขอบคุณที่ซื้อผมมาเลี้ยง ขอบคุณที่คอยดูเอาใจใส่ ขอบคุณสำหรับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ถึงคุณจะชอบแกล้งชอบแหย่แต่ผมก็มีความสุขมากที่ได้อยู่ด้วยกัน ผมไม่ได้อยากจะบ่นหรือสอนอะไรแต่มื้อเช้าเป็นสิ่งสำคัญหาอะไรหนักๆ รองท้องเถอะนะ ผมไปก่อนล่ะ” เมื่อพูดจบผมหันหลังกลับกระโดดลงบันไดขั้นแรก


 

บันไดทางหนีไฟของตึกนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนหลายๆ ตึกที่เคยเจอ บางตึกช่องระหว่างขั้นจะกรวงแต่ที่นี่เป็นแบบทึบทำให้ผมไม่ต้องกังวลว่าจะตกลงไปจากชั้นสิบ


 

ผมกระโดดลงบันไดมาทีละขั้นโดยที่ยังคงใช้หูฟังเสียงการเคลื่อนไหวด้านบน จนถึงตอนนี้ผมยังไม่ได้ยินหลานเยี่ยนปิดประตูเลย


 

หรือเขาจะรอส่งผม


 

แค่คิดแบบนี้ก็รู้สึกดีขึ้นมาแล้ว


 

ผมรู้ว่าหลานเยี่ยนสับสนและเกิดความระแวดระวังขึ้นมาเมื่อรู้ว่าผมเคยเป็นมนุษย์มาก่อน ด้วยฐานะของเขาสามารถไว้ใจสัตว์ได้แต่กับมนุษย์คงไม่ง่ายที่จะทำให้ไว้ใจ ยิ่งกับสัตว์ที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อนยิ่งไม่ต้องพูดถึง


 

“...เดี๋ยว” เสียงเรียกจากด้านบนดังขึ้นในจังหวะที่ผมกำลังกระโดดลงทำให้มองเผินๆ เหมือนเมินเสียงนั่นแล้วมุ่งหน้าลงบันไดต่อไป


 

“มีอะ...” ผมที่กำลังจะหันกลับไปถามถูกหลานเยี่ยนที่วิ่งลงมาช้อนตัวผมขึ้นไปแนบอกในเสี้ยววินาที


 

“ฉันบอกว่าเดี๋ยวไง!” หลานเยี่ยนขึ้นเสียงขณะก้าวยาวๆ กลับขึ้นไปด้านบน


 

ผมอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้ตัวเองถูกอุ้มกลับเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของหลานเยี่ยนอีกครั้งด้วยความมึนงงเพราะไม่รู้ว่าควรทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดี โซฟาสีขาวตัวเดิม คนที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นคนเดิมกับก่อนหน้านี้เพียงแต่ความน่ากลัวนั้นเหมือนจะลดลง


 

“หลานเยี่ยน?” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงเบาหวิว พวกเรานั่งจ้องตากันมาสักพักใหญ่แล้วแต่ยังไม่มีการเปิดบทสนทนาใดๆ สักที


 

“นายเป็นคนของใคร มาจากที่ไหน คิดจะทำอะไร” พอเปิดบทสนทนาก็ทิ้งคำถามคล้ายผมเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย


 

“หลานเยี่ยนผมไม่ใช่ผู้ร้ายนะ คุณเห็นไหมว่าตอนนี้ผมเป็นเป็นกระต่าย กระต่ายตัวเป็นๆ ที่เพิ่งจะพูดภาษามนุษย์ได้ไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ ไม่ต้องระแวงหรือระแวดระวังผมขนาดนั้นก็ได้ ผมทำอะไรคุณไม่ได้หรอก” ผมเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ไว้ใจ ไม่มีทางที่จะไว้ใจกระต่ายที่อยู่ๆ ก็พูดภาษามนุษย์ได้อยู่แล้ว


 

“...” เมื่อได้ยินคำพูดผมอีกฝ่ายก็เงียบไป


 

“ถ้าคุณอยากรู้ผมก็จะบอก ผมไม่ได้เป็นคนของใครทั้งนั้น ไม่ได้คิดที่จะทำร้ายหรือขัดขวางอะไร ผมมาจากประเทศไทยอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมคิดแค่ว่าอยากหาคนเลี้ยงสักคนใช้ชีวิตสบายๆ ไปจนตายก็เท่านั้น” ผมบอกสิ่งที่หลานเยี่ยนต้องการจะรู้ให้


 

เขาเป็นมาเฟีย...การจะซื้อใจนั่นหมายถึงเราต้องให้ใจด้วย


 

อย่างน้อยการที่เขาอุ้มผมกลับเข้ามาก็นับว่าเป็นลางดี


 

“ถูกชนตายที่ประเทศไทยแต่วิญญาณมาถึงจีน?”


 

“ยังไม่แน่ว่าผมจะตายสักหน่อย ปากเสีย” สวนกลับไปแบบนั้นก็จริงแต่เปอร์เซ็นต์ที่จะรอดชีวิตทั้งที่วิญญาณหลุดมันน้อยเอามากๆ


 

“ไม่ตายแล้วจะมาอยู่ในร่างกระต่ายตัวกระจ้อยได้ยังไง” หลานเยี่ยนจับหลังคอผมแล้วยกขึ้นเหวี่ยงไปมา


 

“ปล่อยนะ มันเวียนหัว” ผมบ่นเสียงดังขณะดิ้นไปมา


 

“ถ้าทำตัวดีๆ ฉันอาจรับเลี้ยงนายก็ได้นะ”


 

“ตลอดเวลาที่อยู่กับคุณผมใช่ว่าจะทำตัวดีสักหน่อย คุณต้องการให้ผมทำตัวดี เรียบร้อย อยู่ในโอวาทผมทำได้แต่ผมอยากที่จะเป็นตัวเองมากกว่า”


 

“ทำไม”


 

“คุณเจอคนแสแสร้ง สวมหน้ากากมามากแล้ว ผมไม่อยากเป็นอีกคนที่ทำแบบนั้นเวลาอยู่ต่อหน้าคุณ”


 

“นายจะบอกว่าตัวตนที่แสดงออกมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้หรือกระทั่งตอนนี้ก็เป็นตัวตนจริงๆ ของนายไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ?”


 

“ใช่ นี่คือตัวตนจริงๆ ของผม ปล่อยผมได้รึยัง” ให้คุยทั้งที่ตัวห้อยอยู่แบบนี้มันรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย


 

“ไม่กลัวฉันไล่ไปอีกเหรอ” หลานเยี่ยนถามอีก


 

“ผมไม่ปฏิเสธว่าไม่กลัว เพียงแต่ถ้าเลือกได้ผมอยากให้คุณไล่ผมที่เป็นตัวเองมากกว่าตัวผมที่เสแสร้งแกล้งทำประจบเอาใจคุณ” ไม่มีใครอยากถูกไล่ แค่ครั้งเดียวก็ทำเอาผมถึงกับน้ำตาตกในแล้ว แต่ก็อย่างที่บอกไปผมยอมที่จะถูกไล่ไปเพราะตัวตนจริงๆ มากกว่าการมาทำตัวประจบเอาใจแล้วโดนไล่ อย่างน้อยๆ ก็ให้รู้ไปเลยว่าถูกไล่เพราะตัวเองไม่ใช่ใครอื่น


 

“...ความคิดดี” เงียบไปสักพักหลานเยี่ยนก็วางผมกลับลงบนโซฟาตามเดิม


 

“ขอบคุณ”


 

“ฉันจะเลี้ยงนายก็ได้ ยังไงก็เลี้ยงกระต่ายประหลาดอย่างนายมาเป็นเดือนแล้วเลี้ยงต่ออีกหน่อยคงไม่เสียหาย”


 

“ขอบคุณนะหลานเยี่ยน โอ๊ะ...ผมเรียกชื่อคุณแบบนี้ได้รึเปล่าหรือจะให้เรียกบอส ท่านหลานเยี่ยนก็ได้นะ” ผมเล่นเรียกเอาเองตามที่สะดวกปากยังไม่ได้ถามความสมัครใจจากเจ้าของชื่อ การเป็นตัวเองกับการเสียมารยาทนั้นไม่เหมือนกัน ผมควรจะมีมารยาทต่อคนที่เลี้ยงดู


 

“เรียกแบบเดิม”


 

“ได้” ผมพยักหน้าเข้าใจ


 

“ฉันจะปฎิบัติกับนายแบบเดิม นายเป็นกระต่ายส่วนฉันเป็นเจ้านาย เรื่องที่นายพูดได้จะไม่มีใครรู้นอกจากฉัน” หลานเยี่ยนเอ่ยเสียงนิ่ง


 

“แบบนั้นก็ดี” ทำตัวเป็นแบบเดิม และหลานเยี่ยนจะเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องของผม


 

“ดี”


 

“ผมถามได้ไหมว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไล่ผมให้ออกไปแต่กลับพากลับมา


 

“...”


 

“บอกไม่ได้เหรอ” ผมถามซ้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบลง


 

“ฉันไม่รู้” อีกฝ่ายตอบเสียงเบาหวิวขณะจ้องมายังผม ฝ่ามือทั้งสองข้างเอื้อมเข้ามาหาและรวบตัวผมขึ้นไป ดวงตาสีเทาคู่นั้นสั่นไหวน้อยๆ คล้ายจะหาคำตอบให้ตัวเองไม่เจอ


 

“ไม่รู้ผมก็ไม่ถาม ขอบคุณนะที่รับผมไปเลี้ยง" ผมที่ถูกอุ้มมาตรงหน้าหลานเยี่ยนแสดงการขอบคุณด้วยกันเลียปลายจมูกโด่งๆ นั้นจนอีกฝ่ายสะดุ้ง


 

“ทำอะไร”


 

“ขอบคุณไง”


 

“นี่เป็นวิธีขอบคุณของกระต่ายรึไง”


 

“ผมตอนนี้เป็นกระต่ายก็นับว่าเป็นวิธีขอบคุณของกระต่ายละกัน” ผมไม่แน่ใจว่าปกติกระต่ายขอบคุณกันด้วยวิธีไหน


 

“มโนเอาเองสินะ” หลานเยี่ยนสรุป


 

“หยาบคาย” ดวงตากลมโตของผมจับจ้องไปยังหลานเยี่ยนด้วยความขุ่นเคือง


 

“น่ากลัวจังกระต่ายน้อย” อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่ากลัวเหมือนที่พูดแม้แต่น้อย รอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฎขึ้นอีกครั้ง เพียงแค่นั้นก็มากพอให้ผมรับรู้ถึงระยะห่างที่แคบลงจนแทบจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม


 

“อยากถูกผมงับอีกไหมล่ะ” ครั้งนี้ผมอ้าปากออกให้เห็นฟันหน้าที่ยาวกว่าซี่อื่นๆ


 

“กระต่ายดุ”


 

“ดุไม่เท่าคุณหรอก”


 

“ขอบคุณที่ชม”


 

“ผมไม่ได้ชมนะ”


 

“งั้นเหรอ”


 

“คุณไม่ทำงานต่อรึไง” ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้ว่าเถียงต่อก็ไม่มีทางชนะหลานเยี่ยนได้


 

“กำลังจะไปทำ”


 

“ผมจะอยู่เงียบๆ ในคอกละกัน” เวลาทำงานก็ควรจะมีสมาธิจดจ่อ ผมเองก็เริ่มง่วงแล้วด้วย พอเข้าคอกแล้วหลับสักตื่นท่าจะดี


 

“ใครบอกจะให้กลับคอก” หลานเยี่ยนลุกจากโซฟาเดินกลับไปยังเก้าอี้ทำงานโดยไห้ผมอยู่ในตำแหน่งเดิมๆ อย่างบนตัก


 

“จะให้ผมอยู่นี่เหรอ” ว่ากันตามจริงผมไม่คิดว่าหลานเยี่ยนจะยังให้ผมอยู่บนตักอีกแบบนี้


 

“ใช่ เวลาลูบขนนายรู้สึกผ่อนคลายดี” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายลูบขนผมด้วยมือข้างซ้ายโดยที่มือขวาเริ่มจับปากกาอีกครั้ง


 

การลูบขนสัตว์จะช่วยให้ผ่อนคลาย...ดูเหมือนว่าที่เคยได้ยินมาจะเป็นเรื่องจริงสินะ


 

“ผมเริ่มง่วงแล้ว”


 

“ก็นอนสิ ปกติก็หลับปุ๋ยบนตักฉันนี่”


 

“ก็ใช่ งั้นคุณตั้งใจทำงานนะผมหลับก่อน” ถึงจะฟังดูเหมือนเอาเปรียบหลานเยี่ยนไปหน่อยแต่ก็ช่วยไม่ได้ คนมันง่วงนี่นา


 

“อืม” หลายเยี่ยนขานตอบด้วยคำสั้นๆ ทว่าฝ่ามือที่ลูบไล้กลับแผ่วเบาราวกับจะบอกว่าหลับฝันดี


 

ผมสะลึมสะลืออยู่พักใหญ่ก่อนจะหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราโดยมีฝ่ามืออุ่นๆ ของหลานเยี่ยนลูบอยู่ไม่ห่าง

................................................

มาแล้วค่าา

ดีใจมากที่หลายคนรอคอยเรื่องนี้กัน

ถูกกระต่ายน้อยจื่อจื่อตกกันแล้วล่ะสิ

อย่าว่าแต่นักอ่านโดนตกเลย พระเอกของเราก็ไปไหนไม่รอด 555

บอกเลยว่าหลานเยี่ยนกำลังจะกลายเป็นทาสจื่อจื่อเต็มตัว

ตอนนี้จื่อจื่อของเรา(?)ได้พูดภาษามนุษย์ได้เรียบร้อย

จากนี้จะเป็นอย่างไรต้องติดตามตอนต่อไปนะคะ

เราจะอัพในทุกวันอาทิตย์นะคะ รอกันหน่อยน้า

ไม่ทิ้งไปไหนแน่นอนค่า

ไว้เจอกันตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.179K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,074 ความคิดเห็น

  1. #1063 ppvs_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 22:21
    น้อง555555555
    #1,063
    0
  2. #1036 phoyphaylin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 02:22
    น้องงงขนมล่ะ55
    #1,036
    0
  3. #1012 Alial_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 10:24
    พี่ไม่สะทกสะท้านอะไรกับการที่จื่อจื่อพูดได้เลย สุดยอดมาก 555555
    #1,012
    0
  4. #931 PLOYSOIYXX (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 12:31
    เอาจริงถ้าแมวที่เลี้ยงอยู่พูดได้หลอนเลยนะ55555
    #931
    0
  5. #891 zenandzun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 15:33
    แอบน้ำตาไหลตอนน้องโดนไล่
    #891
    0
  6. #805 Raina. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 09:28
    มาเฟียคงจิตแข็งสินะ เพราะเป็นเราคงไม่กล้าเลี้ยงต่อค่ะ กลัวววว 55555
    #805
    0
  7. #757 0984363270 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 21:40

    ทำไมเราถึงเพิ่งมาเจอเรื่องนี้
    #757
    0
  8. #720 sakura17 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 07:05
    พออยากให้พูดภาษาเดียวกันได้ก็พูดได้เลย หรือว่าฟังออกแต่หลานเยี่ยน
    #720
    0
  9. #664 nonocong (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 22:48

    เขารู้เรารู้
    #664
    0
  10. #594 IamonRead (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 13:21

    ตอนบอกลาคือน้ำตาคลอไปเลย กรดโดดลงบันไดจึ๋งๆไปแบบ.. แงงง ดีนะที่หลานเยี่ยนไหวตัวทัน โถ่ โดนน้องจื่อตกจริงๆนะทั้งพี่เยี่ยนทั้งคนอ่านเลย //บีบแก้มน้อง
    #594
    2
    • #594-1 IamonRead(จากตอนที่ 3)
      19 มิถุนายน 2563 / 13:21
      **กระโดดพอ
      #594-1
    • #594-2 0984363270(จากตอนที่ 3)
      30 มิถุนายน 2563 / 21:40
      น้ำตาไหลพรากกเลยทำไมเราเพิ่งมาเจอเรืาองนี้
      #594-2
  11. #581 vodkanaja2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 00:04
    น้องพูดได้ ไม่แปลงร่างเป็นคนก้อวิญญานอาจจะกลับเข้าร่างเก่าได้ ไม่แน่ๆ
    #581
    0
  12. #577 ychibi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 15:16
    ต่อไปน้อนต้องแปลงร่างวันพระจันทร์เต็มดวงแน่ๆ
    #577
    0
  13. #516 อศินาย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 16:32
    อย่าว่าแต่หลานเยี่ยนช็อค อิชั้นก็ช็อค ไม่คิดว่าจู่ๆก็พูดภาษามนุษย์ได้ น้องเอ้ยยย
    #516
    0
  14. #477 baby-m2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 00:04
    ตอนจื่อจื่อกระโดดดึ๋งๆๆลงบันไดไปทีละขั้น ชั้นรู้สึกเหมือนจะขาดใจ ฮืออออ มันปวดใจไปหมด น่ำตาคลอด้วย ดีนะหลานเยี่ยนรู้สึกอ่ะ เลยทนไม่ได้จนต้องห้ามละวิ่งไปอุ้มจื่อจื่อกลับมาอ่ะ แงงง ไม่งั้นชั้นจะแช่งหลานเยี่ยน! นี่อยู่บนตึกชั้นตั้งที่เท่าไหร่! บันไดชั้นนึงมีกี่ขั้น! ละทั้งตึกละมีกี่ขั้น! กระโดดเหนื่อยตายพอดีกว่าจะถึงชั้น1อ่ะ!!!
    #477
    0
  15. #403 น้องจ๋าขนปุย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 13:51
    แงงง ใจหายหมดตอนโดนไล่
    #403
    0
  16. #348 Klis (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 19:19
    น้อนพูดได้แล้วว!!
    #348
    0
  17. #346 KanyaphakC (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 14:07
    นึกว่าจื่อจื่อจะโดนอัปเปหิไปซะเเบ้ว
    #346
    0
  18. วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 00:53
    โอ๊ยยยยไม่ไหวแล้วววว ยิ้มจมูกบานไปหมดแล้ว ที่บ้านไม่มีกระต่ายมีแต่หมาอ้วนๆ555เอามันมาลูบแก้ขัดก่อนละกัน555
    #344
    0
  19. #125 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 00:32
    จื่อ จื่อ คุยภาษามนุษย์กันแล้ว
    #125
    0
  20. #80 Bnbnbnbnbn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 01:45
    น้องจะมีการแปลงร่างอันตราโมด้าสัมติงไรมั้ยคะไหนๆก็พูดได้มาขนาดนี้ หรือน้องจะกลับร่างเดิมได้น้าาาาแต่กระต่ายอายุสั้นนะคะมันจะไม่แบดเอนใช่มั้ยคะแง
    #80
    0
  21. #76 Sarunghaja (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 17:30
    บ้านเราก็มีกระต่ายพันธุ์นี้ตัวสีขาวน้องชื่อวอดก้าอ้านแล้วไปเอาน้องมาลูบก่อนนะ555555555
    #76
    0
  22. #57 qixx (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 19:46
    แงงงงงงแอบเศร้าไปนิดนึง แต่น้องยังน่ารักเหมือนเดิม
    #57
    0
  23. #54 i-lom (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 13:33
    ดราม่ามานิดเดียวยังไม่มันสัมผัสอะไรหายไปแล้ว555 ช็อคตอนจื่อจื่อโดนไล่สุดท้ายอาการเป็นไงคะพี่ทำไมเอาน้องกลับมา
    #54
    1
    • #54-1 i-lom(จากตอนที่ 3)
      8 เมษายน 2563 / 13:33
      ยังไม่ทัน*
      #54-1
  24. #53 lemonyx (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 12:59
    กรี้ดดดดีมากกก รอค่ะ
    #53
    0
  25. #52 salinishukul (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 19:09
    น่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #52
    0