กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 17 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 16《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,817
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 643 ครั้ง
    5 ก.ค. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 16《


 


 

'อ๊ะ! หลานเยี่ยน'


 

'จื่อจื่อ...อ่า'


 

'...อ๊า...หลานเยี่ยน...อย่า...'


 

'จื่อจื่อ...ไม่ไหวแล้ว'


 

'อ๊า!'


 

เฮือก!


 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงลามกมากมายที่ผุดเข้ามาเป็นฉากๆ เสียงครางหวานที่ชวนให้ลุ่มหลงจนอยากรีดเค้นเสียงนั้นให้ครางดังยิ่งกว่านี้...เสียงนั้นเป็นเสียงของจื่อจื่อไม่ผิดแน่


 

นี่มันเกิดอะไรขึ้น


 

จำได้ว่าพวกเรานั่งกินข้าวจิบวิสกี้กันอยู่ที่ระเบียง ผมซึ่งดีใจที่ได้ดื่มกับจื่อจื่อจึงกระดกไปหลายแล้วจนสุดท้ายก็เริ่มเบลอ ความทรงจำสุดท้ายคือตอนที่ผมขึ้นคร่อมจื่อจื่อพร้อมกับบอกว่าขอฟัด นับจากเหตุการณ์นั้นผมก็จำอะไรไม่ได้นอกจากเสียงครางอย่างเร้าอารมณ์ที่ผุดขึ้นมาเป็นช่วงๆ


 

สิ่งแรกที่ผมทำคือหันไปมองจื่อจื่อซึ่งนอนอยู่ข้างๆ ผ้าห่มสีขาวคลุมตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงปลายคางเรียกว่ามีแค่ส่วนหัวที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา


 

ว่าแต่...ทำไมวันนี้จื่อจื่อไม่นอนกอดผม?


 

ปกติตื่นมาทีไรภาพแรกที่ผมเจอก็จะเป็นภาพของจื่อจื่อที่กอดผมแน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าขาวๆ ของคนหลับสนิทซุกอยู่บริเวณแผ่นอกเปลือยเปล่า แต่วันนี้จื่อจื่อนอกจากจะไม่ซุกไม่กอดแล้วยังพลิกตัวตะแคงไปอีกฝั่ง ด้วยความอยากรู้ผมจึงค่อยๆ ดึงผ้าห่มออกจากร่างนั้น หัวไหล่ขาวเนียนเป็นภาพแรกที่ดึงดูดสายตาของผมเป็นอย่างดี ตามมาด้วยแผ่นหลังขาวๆ ลากยาวมาจนถึงสะโพกเปลือยเปล่า...


 

เปลือยเปล่า?


 

ผมจ้องช่วงสะโพกเปลือยเปล่านั้นแทบตาถลน ขาข้างหนึ่งของจื่อจื่อยกขึ้นก่ายหมอนข้างอยู่ นั่นทำให้ผมรู้ถึงสาเหตุที่จื่อจื่อไม่กอดผมเหมือนทุกวัน เพราะอีกฝ่ายไปกอดหมอนข้างแทนยังไงล่ะ!


 

ถ้าเป็นเตียงที่ห้องผมจะไม่มีหมอนข้างเนื่องจากผมไม่ชอบให้มีอะไรมาขวางบนเตียงซึ่งแบบนั้นดีแล้ว ผมไม่ได้อยากให้จื่อจื่อกอดหมดข้างแต่อยากให้เขามากอดผมต่างหาก เรื่องหมอนข้างไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมตกใจ...สิ่งผมตกใจจริงๆ คือการที่ร่างของจื่อจื่อเปลือยเปล่าต่างหาก


 

ผมกวาดสายตามองทั้งร่างของจื่อจื่ออีกครั้ง...ไม่สิ...อีกหลายครั้ง เพราะกำลังตะแคงข้างกอดหมอนข้างอยู่ภาพที่เห็นจึงเหมือนภาพศิลปะที่ทั้งงดงามและชวนให้ลุ่มหลง มันไม่ได้โป๊แต่ดูเซ็กซี่และเย้ายวนเป็นอย่างมาก


 

จื่อจื่อไม่ได้มีร่างกายบอบบางหรืออ้อนแอ้น กล้ามเนื้อที่พอเหมาะนั่นช่วยส่งเสริมให้ทั้งร่างดูเย้ายวนขึ้นจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสกล้ามเนื้อบริเวณแผ่นหลังนั้นตรงๆ ร่องรอยรักสีกุหลาบปรากฏขึ้นเต็มตัวโดยเฉพาะบริเวณลำคอ แค่มองก็รู้ว่าคนที่สร้างรอยนั้นมีอารมณ์เพียงใด


 

“อึก...” แค่สัมผัสผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมีอารมณ์ พอหันกลับมามองตัวเองก็พบว่าท่อนล่างที่ควรจะสวมกางเกงกลับว่างเปล่า กลายเป็นว่าคนที่เปลือยกายบนเตียงไม่ได้มีแค่จื่อจื่อแต่ยังมีผมด้วยอีกคน


 

คนสองคนร่างกายเปลือยเปล่านอนด้วยกัน จะให้คิดอะไรได้ล่ะ อีกทั้งเสียงครางที่ได้ยินเป็นช่วงๆ ในความทรงจำอีก นอกจากนี้บริเวณลำคอของจื่อจื่อยังมีร่องรอยเป็นจ้ำสีแดง มองก็รู้ว่าถูกขบเม้มอย่างแรง และคนที่ทำได้คงมีแค่ผมคนเดียว


 

นี่ผม...มีอะไรกับจื่อจื่อไปแล้ว?


 

“อื้อ...หนาว” เสียงละเมอแผ่วเบากับร่างกายสั่นๆ ของจื่อจื่อทำให้ผมรีบดึงผ้าห่มกลับมาคลุมตัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว


 

“...ทำไปแล้วจริงๆ สินะ” ผมถามกับตัวเอง พยายามค้นหาความทรงจำของเมื่อคืนแต่กลับจำอะไรที่มากกว่าเดิมไม่ได้


 

เสียใจเหรอที่ทำไป แน่นอนว่าผมต้องเสียใจ เสียใจมากๆ เลยด้วย ต่อให้ผมจะชอบจื่อจื่อมากจนสามารถใช้คำว่ารักได้เต็มปากแต่ไม่ได้ต้องการที่จะบังคับขืนใจทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน


 

ผมอยากรอให้อีกฝ่ายชอบตอบแล้วจึงค่อยๆ ครอบครองร่างกายและหัวใจของจื่อจื่อให้กลายเป็นของตัวเองอย่างช้าๆ


 

แต่นี่อะไร...ผมจำได้ว่าในเสียงที่ได้ยินมีคำว่า ‘อย่า’ ที่จื่อจื่อบอก แปลว่าเขาพยายามห้ามผมแล้วแต่ผมไม่ยอมหยุด


 

การกระทำแบบนี้ก็ไม่ต่างกับข่มขืนจื่อจื่อ


 

ทั้งที่รักมากและอยากถนอมจื่อจื่อให้มากที่สุดแท้ๆ


 

“บ้าจริง” ผมอยากจะชกตัวเองแรงๆ สักที


 

“อื้อ...อะไร หลานเยี่ยน?” คนที่หลับสนิทอยู่ปรือตาขึ้นมาเพราะเสียงของผมที่อาจดังเกินไปสักหน่อย


 

“ขอโทษ หลับต่อเถอะ” ผมขยับเข้าไปลูบเส้นผมสีดำสนิทอย่างอ่อนโยน จำได้ว่าตอนดื่มกันก็เป็นเวลาเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ตอนนี้เพิ่งเจ็ดโมง ผมอยากให้จื่อจื่อพักอีกหน่อย


 

“...อื้อ ยังง่วงอยู่แต่ไม่อยากนอนแล้ว” จื่อจื่อพลิกตัวมาทางผมที่นั่งมองอยู่ ผมมีผ้าห่มผืนใหญ่วางพาดอยู่บนตักจึงไม่ใช่ภาพอนาจารแต่อย่างใด


 

“ถ้ายังง่วงก็อย่าฝืน”


 

“ความผิดใครล่ะ เพราะคุณนั่นแหละที่ทำให้ผมเหนื่อยขนาดนี้” คำพูดนั้นทำเอาความรู้สึกผิดเข้าจู่โจม


 

“ขอโทษ...นี่จื่อจื่อ” ผมเรียกพร้อมกับตัดสินใจแล้วว่าจะทำยังไงต่อไป


 

“ฮืม?”


 

“ฉันจะรับผิดชอบนายเอง”


 

“ฮะ?”


 

“ฉันขอโทษที่บังคับขืนใจนายจนต้องมานอนหมดแรงแบบนี้ ฉันควรจะควบคุมตัวเองให้ได้ ถ้านายโกรธก็มาลงที่ฉันได้เลย” การถูกบังขับขืนใจไม่มีผู้ชายปกติที่ไหนยอมได้หรอก ผมรู้ว่าจื่อจื่อต้องโกรธมากซึ่งผมไม่อยากให้อีกฝ่ายเก็บความโกรธนั้นไว้กับตัว อยากให้ระบายออกมามากกว่า


 

ผมจะรับไว้เอง


 

“เดี๋ยวก่อน ใครบังคับขืนใจใคร” จื่อจื่อลุกขึ้นมานั่งเผชิญหน้ากับผมตรงๆ ด้วยสีหน้ามึนงง


 

“ฉันบังคับขืนใจนาย”


 

“...คุณคิดว่าผมถูกคุณบังคับขืนใจ” อีกฝ่ายชี้นิ้วไปยังตัวเองขณะถาม


 

“...” ผมพยักหน้าส่งไป


 

“อุ๊บ...คิก! ฮะฮะฮะ” จื่อจื่อหลุดหัวเราะออกมา มือสองข้างทุบหมอนหนุนอย่างบ้าคลั่ง


 

“มีอะไรน่าขำ” ผมยังไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไรให้ตลก มีแต่เรื่องซีเรียสทั้งนั้น


 

“หลานเยี่ยนนะหลานเยี่ยน การที่พวกเราตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายเปลื่อยเปล่าทั้งคู่ไม่ได้แปลว่าพวกเรามีอะไรกันสักหน่อย”


 

“ฉันจำได้ว่านายคราง”


 

“คุณจำได้ไม่หมดใช่รึเปล่า” อีกฝ่ายถามต่อ


 

“อืม...แค่บางช่วง” ผมยอมรับ


 

“พวกเราไม่ได้มีอะไรกัน”


 

“ไม่ได้มี?”


 

“ใช่ ไม่ได้มี” จื่อจื่อย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง


 

“แล้วเสียงคราง...”


 

“คุณกับผมแค่ช่วยกันปลดปล่อย” คนตรงหน้าเฉลยโดยไม่รอให้ผมพูดจบ


 

“งั้นเสื้อผ้าไปไหน” ทำไมต้องโป๊ทั้งคู่ด้วย


 

“ชุดนอนพวกเราเลอะน้ำที่ปล่อยออกมาหมดแล้ว ผมไม่กล้าใส่ซ้ำแล้วก็ไม่อยากให้คุณใส่ด้วย เล่าตรงๆ นะเมื่อคืนหลังปลดปล่อยเสร็จคุณหลับปุ๋ยแทบจะทันทีส่วนผมนี่สิต้องมาจัดการเอาเสื้อผ้าส่งซัก เช็ดตัวให้คุณก่อนจะไปอาบน้ำอีกรอบถึงจะได้หลับ เพราะคุณทำผมเหนื่อยรู้ไหมหลานเยี่ยน” จื่อจื่อเล่าทุกอย่างให้ฟังจนหมด


 

“...” พอได้ฟังเรื่องราวกลายเป็นผมซะเองที่เป็นฝ่ายพูดไม่ออก อยู่ๆ ใบหน้าก็รู้สึกร้อนๆ เหมือนกำลังจะเป็นไข้


 

นี่ผมเข้าใจผิดทุกอย่างงั้นสิ


 

ก็ว่าอยู่มันมีจุดที่น่าสงสัยเยอะเกินไป


 

น่าอาย


 

น่าขายหน้าสุดๆ


 

ไม่รู้จะเอาหน้าไปไหวไหนแล้ว


 

“เขินเหรอหลานเยี่ยน” จื่อจื่อขยับใบหน้าเข้ามามองหน้าแดงๆ ของผมพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน


 

“...ใครจะไปรู้ล่ะ นึกว่าเผลอบังคับนาย...”


 

“ขนาดตัวผมกับคุณไม่ต่างกันมากแถมคุณยังเมาด้วย ไม่มีทางที่ผมจะสลัดคุณไม่หลุด” จื่อจื่อพูดต่อ


 

“นายหมายถึง...นายยอมให้ฉันสัมผัสเหรอ”


 

“...ก็ไม่เชิง”


 

“หมายถึงยังไง”


 

“ไม่ใช่คุณที่สัมผัส ผมเองก็สัมผัสคุณเหมือนกัน...ถ้าคุณจำได้ละก็นะ” อีกฝ่ายใช้ดวงตาสีน้ำตาลประสานมา


 

“...จำไม่ได้” ผมไม่เคยรู้สึกอยากจำอะไรได้มากขนาดนี้มาก่อน


 

จื่อจื่อเป็นฝ่ายสัมผัสผม?


 

ทำไมถึงจำไม่ได้กัน!


 

“จำไม่ได้ก็ดีแล้ว”


 

“ดียังไง...ฉันอยากจำได้”


 

“ไม่มีอะไรน่าจำหรอกน่า...เสื้อผ้าที่ส่งซักน่าจะมาแล้ว คุณจะให้ผมอาบก่อนหรือคุณจะอาบก่อน” คนตรงหน้าพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่อง


 

“ฉันว่ามันต้องน่าจำมากแน่ เล่าให้ฟังหน่อยจื่อจื่อ” ผมขยับเข้าไปใกล้จื่อจื่อมากขึ้น


 

“เล่าอะไรอีก ผมเล่าไปหมดแล้ว” อีกฝ่าสเองก็ขยับถอยหลังไปทีละน้อยเช่นกัน


 

“เล่าให้หมดอย่างนายสัมผัสฉันยังไง ครางด้วยเสียงแบบไหม ปลดปล่อยด้วยสีหน้ายังไง...”


 

“หลานเยี่ยน อย่ามาพูดเรื่องลามกแต่เช้านะ” จื่อจื่อรีบใช้มือตะครุบปากผมไว้ไม่ให้พูดต่อได้อีก


 

“ฉันอยากรู้นี่”


 

“ผมไม่เล่าเรื่องลามกพวกนั้นแน่”


 

“นายจำได้คนเดียวแบบนี้ขี้โกงนี่”


 

“คนเมาอย่างคุณไม่ต้องมาพูดเลย ผมจะไปอาบน้ำแล้ว...อ๊ะ...ปล่อยผมนะหลานเยี่ยน” จื่อจื่อที่กำลังจะลุกไปถูกผมรวบเอวอีกฝ่ายเข้ามากอดแน่น เอวเปลือยเปล่าที่ปราศจากเสื้อผ้าให้ความรู้สึกลื่นๆ นุ่มๆ


 

ผมชอบความรู้ยามได้สัมผัสผิวกายจื่อจื่อโดยตรงแบบนี้


 

“บอกหน่อยจื่อจื่อ” ผมอยากรู้จริงๆ นะ


 

“ไม่บอก ยังไงก็ไม่บอก”


 

“นายไม่ใช่คนใจร้าย”


 

“ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมขอเป็นคนใจร้าย”


 

“จื่อจื่อ” เขาจะไม่บอกผมจริงๆ เหรอ


 

“คุณอย่าถามผมมากไปกว่านี้เลยหลานเยี่ยน...ผมเองก็อยากลืมเหมือนกัน” อีกฝ่ายเลิกดิ้นเปลี่ยนมานั่งก้มหน้าแทน


 

“ฉันขอถามแค่คำถามเดียว ที่อยากลืมเพราะฉันทำให้นายรู้แย่เหรอจื่อจื่อ” ท่าทางที่แสดงออกว่าไม่อยากให้พูดถึงขนาดนี้หากไม่เขินก็แปลว่าต้องรู้สึกแย่


 

หากเป็นความเขินผมคงดีใจแต่หากจื่อจื่อรู้สึกแย่ผมคง...


 

“...ทำไมคุณคิดแบบนั้น” จื่อจื่อหันมามองใบหน้าผมขณะถาม


 

“เพราะนายดูไม่อยากพูดถึง”


 

“ไม่อยากพูดถึงไม่จำเป็นว่าต้องรู้สึกแย่นี่”


 

“เพราะฉันไม่รู้เลยอยากถามตรงๆ”


 

“...ไม่ได้รู้สึกแย่” จื่อจื่อประสานดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังสั่นระริกมาระหว่างบอก


 

“จริงเหรอ”


 

“อืม” อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ


 

“แล้วรู้สึกดีรึเปล่า”


 

“คุณบอกจะถามแค่คำถามเดียว ปล่อยผมไปอาบน้ำได้แล้วหลานเยี่ยน”


 

“ตอบก่อนแล้วจะปล่อย” ผมกอดเอวอีกฝ่ายแน่นไม่ยอมให้แม้แต่จะขยับเคลื่อนไหว หากไม่ได้คำตอบผมไม่ยอมปล่อยจื่อจื่อไปแน่


 

“...รู้สึกดี...ทำกับคุณแล้วรู้สึกดีหลานเยี่ยน” คำตอบที่ได้ยินทำเอาหัวใจผมเต้นแรงขึ้น ภาพตรงหน้าคล้ายจะเบลอไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีก็เผลอจูบอีกฝ่ายไปซะแล้ว


 

“จื่อจื่อ” ผมซุกใบหน้าลงกับผิวขาวๆ ตรงหน้า ใช้ปลายจมูกคลอเคลียไล่ไปตามลำคอและแนวไหล่


 

ความรู้สึกยามผิวหนังสัมผัสเสียดสีโดยปราศจากเสื้อผ้าช่างรู้สึกดีจนไม่อยากปล่อย


 

อยากอยู่แบบนี้ไปตลอด


 

“ผมตอบแล้ว...คุณก็ปล่อยผมสิ” จื่อจื่อทวงคำสัญญาที่ผมให้ไว้


 

“ไม่ปล่อย”


 

“คุณบอกว่าจะปล่อยนี่” อีกฝ่ายเริ่มขึ้นเสียงเมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอกอีกครั้ง


 

“นายทำให้ฉันไม่อยากปล่อย” รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเสพติดสัมผัสจากจื่อจื่อ


 

“ผมไม่ได้ทำอะไร”


 

“ทำสิ หลงจะตายอยู่แล้ว”


 

“หลานเยี่ยน ปล่อยเลยไม่งั้นผมแทงศอกจริงๆ ด้วย”


 

“กระต่ายดุ”


 

“ผมทำจริงนะ” จื่อจื่อทำเสียงขู่ยกแขนขึ้นมาเตรียมตั้งท่า


 

“นายไม่ทำหรอก” อยู่ด้วยกันมาตั้งนานทำไมผมจะไม่รู้ ขนาดกัดยังไม่ยอมกัดแรงเพราะไม่อยากทำให้ผมเจ็บ


 

น่ารักจริงๆ


 

“หลานเยี่ยน ทำไมคุณชอบแกล้งผมนักนะ”


 

“ก็นายอยากน่ารักน่าแกล้งเองนี่” ไม่ใช่ความผิดผมสักหน่อย


 

“คนใจร้าย”


 

“ขออีกแป๊บ”


 

“ผมเชื่อคุณได้ไหมเนี่ยหลานเยี่ยน” น้ำเสียงอีกฝ่ายเหมือนคนกำลังระแวงซึ่งก็สมควรแล้วกับการกระทำของผมก่อนหน้านี้


 

“แล้วแต่นาย”


 

“งั้นไม่เชื่อ”


 

“หึ...ถ้าไม่เชื่องั้นก็ไม่ปล่อย”


 

“หลานเยี่ยน!”


 

“ขอฉันฟัดหน่อยนะจื่อจื่อ” พูดจบผมก็ก้มลงไปฟัดแก้มขาวๆ นั่นต่อ


 

กว่าผมจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายได้ลุกจากเตียงก็เป็นตอนที่มีเสียงเคาะประตูดังออกมาจากหน้าห้องพร้อมกับเสียงของเจียงฮุยที่บอกว่าใกล้ได้เวลาเช็กเอาค์แล้ว


 

จำได้ว่าตอนตื่นยังเช้าอยู่เลย ไม่รู้ทำไมพอได้เริ่มฟัดจื่อจื่อทีไรเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงทุกที


 

จื่อจื่อลุกออกจากเตียงเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยใบหน้าแดงก่ำทว่าสายตาเหมือนคนกำลังเบลอๆ ผมเปิดประตูออกไปหยิบเสื้อผ้าที่ส่งมาหลังซักแห้งและคุยกับเจียงฮุย แน่นอนว่าไม่ได้ลืมที่จะพันผ้าขนหนูก่อนออกไป


 

กลับเข้ามาอีกทีประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับร่างของจื่อจื่อก้าวออกมาพร้อมเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวซึ่งเป็นสิ่งที่ผมควรเห็นจนชินตาแต่จนแล้วจนรอดกลับจ้องมองร่างนั้นไม่วางตา จื่อจื่อก้าวเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าขุ่นเคือง หมัดหนักๆ ที่ออมกำลังไว้หลายส่วนชกเข้ายังแผ่นอกผมพร้อมกับเสียงตะโกนลั่น...


 

“ผมจะไม่ยอมให้คุณฟัดอีกแล้ว!”


 

ดูเหมือนว่าจื่อจื่อจะเพิ่งนึกออกว่าควรเขินผม


 

เป็นกระต่ายที่ทั้งน่ารักและน่าแกล้งจนไม่อยากให้อยู่ห่างสายตาแม้แต่วินาทีเดียว


 

พวกเรามุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์ในช่วงสายกว่าจะกลับถึงก็เกือบเที่ยง หลังจบมื้อเที่ยงจื่อจื่อและผมขึ้นไปนอนกลางวันบนห้อง และลงมาอีกครั้งในช่วงเย็น


 

มื้อเย็นวันนี้มีเจียงฮุยกับไป๋หยางมาร่วมโต๊ะด้วย ใบหน้าของทั้งคู่แค่มองก็รู้ว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น จื่อจื่อเองก็รู้เช่นกันทว่าไม่มีใครเอ่ยคุยหรือเปิดประเด็นอะไรเนื่องจากไม่อยากทำให้การกินอาหารมื้อนี้หมดอร่อย


 

“บอส คุณต่าย พวกเรามีเรื่องต้องรายงานครับ” ไป๋หยางพูดขึ้นหลังมื้ออาหารจบลง


 

“ว่ามา” ผมพยักหน้ารับฟัง พวกเราย้ายสถานที่ไปยังห้องรับแขกเพื่อให้สะดวกในการพูดคุย


 

“ตอนนี้มีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นครับ รอบๆ ตัวคนที่เป็นพันธมิตรกับพวกเรามีการเกิดอุบัติเหตุขึ้นหลายครั้ง ตอนนี้ผู้นำตระกูลจวนเสียชีวิตแล้ว” ข้อมูลแรกที่เจียงฮุยบอกทำเอาบรรยากาศในห้องเงียบสนิท


 

ตระกูลจวนเป็นหนึ่งในตระกูลที่เป็นพันธมิตรกับตระกูลไห่มาอย่างยาวนาน ความไว้ใจนั้นไม่ต้องพูดถึง นับเป็นพี่น้องกันได้ด้วยซ้ำ การที่ผู้นำของตระกูลเสียชีวิตลงนั่นคงไม่ใช่เรื่องปกติ


 

“อุบัติเหตุหรือลอบฆ่า” ผมถามกลับเสียงนิ่ง


 

“เป็นการลอบสังหารซึ่งคนร้ายเป็นคนใกล้ชิดครับ คนร้ายเป็นคนสนิทของท่านผู้นำก่อนตายได้มีการเขียนจดหมายบอกประมาณว่าตัวเองถูกใครคนหนึ่งข่มขู่เรื่องครอบครัวจึงไม่มีทางเลือกแต่สุดท้ายครอบครัวกลับถูกฆ่าจึงยอมตายชดใช้ความผิด”


 

“เป็นไปได้ว่าคนร้ายที่เคยก่อเหตุในสนามบินเคลื่อนไหวมานานแล้วแต่เริ่มจากคนที่เป็นพันธมิตรของพวกเราเพื่อตัดกำลังโดยการซื้อความเชื่อใจหรือข่มขู่อะไรสักอย่างให้คนคนนั้นทรยศและจัดการนายตัวเอง” ไป๋หยางพูดเสริมหลังจากที่เจียงฮุยบอก


 

“แจ้งข่าวไปยังผู้นำทุกคนให้ระวังตัวไว้โดยเฉพาะกับคนที่สนิทและไว้ใจ” ผมออกคำสั่ง


 

“รับทราบครับ”


 

“บอสเองก็ต้องระวังนะครับ เป็นไปได้ว่าตอนนี้อาจมีใครสักคนแฝงตัวเข้ามาอยู่ใกล้ๆ”


 

“อืม...เพิ่มการคุ้มกัน สืบประวัติบอดี้การ์ดทุกคน ใครมีครอบครัวหรือสิ่งที่อาจใช้ข่มขู่ได้ให้เฝ้าระวังไว้” ผมสั่งการต่อทันที เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการโดยเร็วที่สุดก่อนจะเกิดปัญหาขึ้น


 

“ได้ครับ”


 

“อ่อ...ขอผมแทรกหน่อยได้ไหมครับ” จื่อจื่อที่นั่งเงียบตั้งแต่เริ่มเอ่ยแทรกขึ้น


 

“ว่ามา” ผมอนุญาต


 

“เห็นด้วยที่คุณจะเพิ่มการคุ้มกันและสืบประวัติทุกคน แต่ถ้าจะตามหาตัวคนที่แฝงเข้ามาเป็นสายไม่ต้องเสียเวลาหาหรอกนะ”


 

“หมายความว่ายังไง” ผมขมวดคิ้วมองไปทางจื่อจื่อ


 

“ก็...คนที่ว่านั่นเป็นผมเองแหละ” เจ้าตัวหัวเราะแหะๆ หลังพูดจบ


 

“...” ส่วนผม เจียงฮุยและไป๋หยางตกใจจนลืมพูดไปแล้ว


 

หมายความว่ายังไงที่ว่าเป็นสาย


 

จื่อจื่อ...


 

“อย่าเพิ่งจะยิงผมทิ้งนะ เมื่อวานตอนบอดี้การ์ดหน้าห้องออกไปมีคนมาหาผมแล้วบอกให้เป็นสายคอยรายงานความเคลื่อนไหวของคุณกับเขา” จื่อจื่อยกมือสองข้างขึ้นเป็นเชิงบอกว่าตัวเองยอมจำนน


 

“ใคร” ผมถามเสียงนิ่ง


 

“ผมไม่รู้ ที่รู้คือเขาเป็นลูกน้องอีกที ให้เล่ามันเล่ายากเอาเป็นว่านี่คือรูปของคนที่ว่า” จื่อจื่อวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะโดยมีรูปของคนสวมชุดฮูดสีครีมยืนอยู่ จากที่มองภาพน่าจะถ่ายจะช่องตาแมว


 

“นายถ่ายไว้?”


 

“ใช่ แล้วก็อยากให้ฟังนี่ด้วย” อีกฝ่ายกดเปลี่ยนไปเปิดเครื่องอัดเสียง


 

'หากคุณยอมเป็นสายให้บอสเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของไห่หลานเยี่ยนคุณจะได้รับทุกสิ่งที่คุณต้องการ'


 

'สายให้บอสคุณ? ทำไมผมต้องทำด้วย บอสคุณเป็นใครผมก็ไม่รู้ จะไว้ใจได้รึเปล่าก็ไม่รู้อีก'


 

'แล้วคุณคิดว่าไห่หลานเยี่ยนไว้ใจได้เหรอ เขาเพียงแค่ถูกใจคุณชั่วครั้งชั่วคราว คนอย่างเขาน่ะหากหมดความสนใจก็สามารถพรากลมหายใจของคุณได้ในทันที ผมสืบเรื่องของคุณมาหมดแล้วครอบครัวไม่มีเหลือ ประสบอุบัติเหตุเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ครึ่งปี อยู่ๆ ไห่หลานเยี่ยนก็เข้ามาตีสนิทคิดว่าคุณเป็นกระต่ายที่ตายไปของตัวเองสติคงไปหมดแล้ว เห็นว่ารักกระต่ายตัวนั้นมาก น่าขำ'


 

'แล้วยังไง'


 

'คุณก็เป็นได้แค่ตัวแทนของสัตว์ตัวหนึ่ง ที่ถูกกักขังอยู่ในพื้นที่แคบๆ อย่างน่าสงสาร ผมรู้ว่าคุณอยากมีอิสระ อยากจะก้าวออกมา เพราะงั้นมาร่วมมือกันสิ เป็นสายให้พวกเราและจัดการไห่หลานเยี่ยนไปด้วยกัน'


 

'คุณพูดถูกหลานเยี่ยนคิดว่าผมเป็นกระต่ายของเขา เขาให้ผมอยู่ในพื้นที่แคบๆ มีคนคอยตามอยู่ตลอดและผมอยากมีอิสระ'


 

'ได้ยินแบบนี้แปลว่าคุณตกลง...'


 

'ผมจะเชื่อใจพวกคุณได้งั้นเหรอ'


 

'คุณมีแต่ต้องเชื่อ'


 

'เข้าใจแล้ว'


 

'เดี๋ยวจะมีคนแอดไลน์คุณไป ให้รายงานความเคลื่อนไหวทุกอย่างของไห่หลานเยี่ยนส่งมา เมื่อทุกอย่างจบคุณจะได้อิสระและสิ่งที่คุณต้องการจากบอส'


 

นั่นคือบทสนทนาทั้งหมดที่อัดไว้ ผมขมวดคิ้วตลอดเวลาที่นั่งฟัง เช่นเดียวกับที่เจียงฮุยและไป๋หยางที่พากันทำหน้าเครียด


 

“อย่างที่ฟังไป ตอนกลางวันเพิ่งมีคนแอดไลน์ผมมาแต่ผมยังไม่ได้ตอบรับหรือพิมพ์อะไรไป ผมว่าจะมาคุยเรื่องนี้กับพวกคุณก่อน ก่อนอื่นผมอยากถามคุณหลานเยี่ยน...คุณไว้ใจผมรึเปล่า” ดวงตาสีน้ำตาลของจื่อจื่อหันมาประสานกับดวงตาสีเทาของผมเพื่อขอคำตอบ


 

“จื่อจื่อ...”


 

“คุณจะสงสัยไหมว่าทำไมถึงถ่ายภาพไว้ ทำไมถึงอัดเสียง ทำไมถึงมีสติทำได้ขนาดนั้น ทำไมถึงมาสารภาพและบอกทุกอย่าง” จื่อจื่อไม่รอให้ผมพูดจบเอ่ยต่อทันที


 

หมับ!


 

ผมไม่ได้ตอบอะไรแต่คว้าตัวอีกฝ่ายมากอดไว้โดยไม่สนว่าจะมีเจียงฮุยและไป๋หยางมองอยู่ ร่างกายของจื่อจื่อที่อยู่ในวงแขนผมกำลังสั่นบ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังกลัวและกังวลแต่พยายามข่มมันไว้อย่างเต็มที่


 

จื่อจื่อหรือต่าย เขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดามีชีวิตปกติสุขในโลกที่ไม่ได้นองไปด้วยเลือด จะมีก็แค่ตอนที่ให้ความร่วมมือกับเพื่อนเพื่อล่อซื้อยาหรือเป็นนกต่อ แต่นั่นเป็นเพียงพ่อค้ารายเล็กๆ ไม่ใช่กับผมที่เป็นมาเฟียเต็มตัว คนที่จ้องจะเล่นงานมีแต่พวกที่สามารถฆ่าคนอื่นได้อย่างเลือดเย็นทั้งนั้น


 

ต่อให้พยายามทำเหมือนไม่เป็นไรแต่ผมรู้ว่าใจลึกๆ เขากังวลไม่น้อย และในความกังวลนั้นเขามีแผนการบางอย่าง...เป็นแผนที่จะช่วยให้ผมจบเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น


 

“ฉันเชื่อใจนาย เชื่อทั้งใจ” ผมพรมจูบเบาๆ ยังเส้นผมสีดำสนิทนั่นเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล


 

“หลานเยี่ยน...”


 

“นายมีสติและจัดการได้ดีมาก ขอบคุณจื่อจื่อ...ขอบคุณที่อยู่ข้างกัน” ผมขอบคุณจากใจจริงๆ การจะหาใครสักคนที่เชื่อใจได้นั้นไม่ง่ายยิ่งในวงการนี้ผลประโยชน์มันมากมายมหาศาล สิ่งล่อตาล่อใจก็เยอะถึงอย่างนั้นจื่อจื่อก็ยังเลือกผมมากกว่าสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น


 

“...ผมเคยบอกแล้วว่าผมอยู่ข้างคุณเสมอ” จื่อจื่อตอบกลับเสียงอู้อี้เพราะใบหน้านั้นฝังอยู่ที่แผ่นอกผม


 

“อืม” ผมเผยรอยยิ้มกว้างออกมา น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่ได้เห็นมัน ดวงตาสีเทาของผมหันไปมองคนสนิททั้งสองที่พยักหน้ากลับมาอย่างพร้อมเพรียง


 

ทั้งคู่เองก็เชื่อใจจื่อจื่อเช่นกัน


 

“ผมคิดจะเป็นสายให้พวกนั้น”


 

“ฉันพอจะเดาสิ่งที่นายคิดได้ แต่มันอันตราย” ถ้าแค่รายงานความเคลื่อนไหวน่ะไม่เป็นปัญหาหรอกที่เป็นปัญหาคือขั้นต่อไปเพื่อจะซื้อความเชื่อใจและเข้าหาบอสทางฝ่ายนั้นต่างหาก


 

ไม่รู้ว่าจะโดนสั่งให้ไปทำอะไรหรือไปสถานที่ไหนตามลำพังซึ่งผมทำใจยอมให้อีกฝ่ายเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นไม่ได้


 

“ผมทำได้ ให้ผมทำเถอะ พวกเราจะได้จบเรื่องนี้กันก่อนที่คนซึ่งเป็นพันธมิตรคุณเป็นอันตรายไปมากกว่านี้”


 

“ถ้าเร่งเกินไปพวกนั้นอาจสงสัยได้” ผมเตือนไว้ ดูจากแผนการที่ฝั่งนั้นใช้แปลว่าต้องเตรียมการมาดี หากทำตัวมีพิรุธแม้เพียงเล็กน้อยคงถูกสั่งเก็บในทันที


 

“ก็จริง แต่ผมอยากทำ ให้ผมทำนะหลานเยี่ยน ให้ผมช่วยคุณเถอะ” จื่อจื่อเอื้อมมือมาจับมือผมแน่น ครั้งนี้อีกฝ่ายไม่ได้สั่นแล้ว


 

“เข้าใจแล้ว แต่มีอะไรต้องบอกฉันทันทีรู้ไหม”


 

“ได้” อีกฝ่ายพยักหน้า


 

พวกเราพูดคุยกันเรื่องแผนการต่อจากนี้ซึ่งก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนอกจากให้จื่อจื่อรายงานความเคลื่อนไหวของผมเรื่อยๆ เพื่อให้ฝ่ายนั้นเริ่มเชื่อใจ ระหว่างนั้นจื่อจื่อบอกว่าจะลองถามเกี่ยวกับบอสดู เป็นไปได้มากว่าก่อนจะได้รับความเชื่อใจจะมีภารกิจมาให้ทำ หากเรื่องมาถึงจุดนั้นได้คงไม่ยากที่จะสืบสาวไปถึงตัวการที่อยู่เบื้องหลัง


 

ถ้าให้เดาอีกฝ่ายต้องเป็นคนที่มีทั้งอิทธิพลและอำนาจที่มากพอดูซึ่งถ้าลองจำกัดวงให้แคบก็มีอยู่หลายชื่อที่น่าสงสัย แต่เรื่องนี้ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นได้


 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์หรือก็คือวันหยุดของผม ในช่วงวันหยุดผมกับจื่อจื่อจะใช้เวลาช่วงสายๆ ไปกับการออกกำลังกายบนเครื่องเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลู่วิ่งหรือปั่นจักรยาน แม้แต่ยกเวทก็ยังมี


 

ผมไม่ค่อยชอบไปสถานที่ที่มีคนเยอะ พวกฟิตเนสหรือสโมสรสุขภาพย่อมไม่มีทางเห็นหน้าผมอย่างแน่นอน ทุกวันนี้ผมพยายามหาเวลาว่างออกกำลังกายให้ได้มากที่สุดเพื่อรักษารูปร่างไว้ จื่อจื่อเองก็เหมือนจะกังวลว่าผมจะเลี้ยงดูดีจนอ้วนเขาจึงมักจะหาเวลามาออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานบ่อยๆ


 

ช่วงสายออกกำลังกาย ส่วนในช่วยบ่ายนั้นเป็นช่วงเวลาอันแสนสงบสุขที่ผมรอคอยในรอบอาทิตย์ ภายในห้องหนังสือขนาดกลางมีโซฟายาวสีเทานุ่มนิ่มวางอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือหลากหลายภาษา จื่อจื่อกับผมมักจะมาพักผ่อนอยู่ในห้องนี้เสมอเมื่อถึงวันหยุด


 

ต่างฝ่ายต่างเลือกหยิบหนังสือที่สนใจมานั่งอ่านที่โซฟาโดยนั่งหันหลังชนกัน แผ่นหลังที่แนบสนิทจนไม่เหลือช่องว่างรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่ส่งผ่านมาเป็นเหมือนเครื่องทำความร้อนช่วยให้ภายในห้องที่เปิดแอร์อยู่อุ่นขึ้นมาโดยไม่ต้องไปหาผ้าห่มที่ไหน บรรยากาศแสนเงียบสงบปราศจากเสียงพูดคุยทว่ากลับให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ หากเป็นไปได้ก็อยากจะอยู่ในช่วงเวลานี้ไปตลอด


 

ระหว่างที่ผมเปิดหนังสือหน้าถัดไปอ่านก็มีไลน์เด้งขึ้นบนหน้าจอผม ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเล่นซึ่งคนที่ส่งไลน์มาเป็นคนที่เพิ่งรู้จักและมาสนิทกันเมื่อไม่นานมานี้อย่าเหม่าจงอี้ น้องชายต่างมารดาของเหม่า กรอเซียเพื่อนสนิทของผม ตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายชอบจื่อจื่อแต่มารู้ความจริงภายหลังว่าให้จื่อจื่อเป็นที่ปรึกษาด้านความรักระหว่างตัวเองกับไห่หลินเซียนหรือน้องสาวของผมนั่นเอง


 

จากที่รู้จักกันมาได้พักใหญ่ผมรับรู้ได้ถึงความรู้สึกชอบที่มีต่อน้องสาวผมอย่างจริงใจไม่ใช่เพราะชาติตระกูล และดูเหมือนน้องสาวผมก็มีใจให้เช่นกัน ผมเพิ่งรู้เมื่อวันก่อนว่าจงอี้กับหลินเซียนตกลงคบกันเป็นที่เรียบร้อย ความหวานนั้นอย่างให้ต้องพูดถึงเพราะน้องสาวเองก็ส่งไลน์มารัวๆ เพื่อบรรยายความรู้สึกเขินอายแต่เพราะผมไม่ค่อยสนใจเลยตอบไปแค่อืม ส่วนจงอี้นั้นมักจะส่งความคืบหน้าเล็กๆ น้อยๆ มาให้ผมดูประจำอย่างครั้งก่อนถ่ายรูปนาฬิกาข้อมือที่ซื้อให้หลินเซียน วันนี้เองก็เป็นภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือของหลินเซียนที่เป็นรูปถ่ายคู่กัน


 

‘พี่หลานเยี่ยนลองตั้งรูปคู่เป็นภาพหน้าจอของพี่ต่ายสิครับ เวลายกขึ้นมาจะได้เห็นหน้ากัน’


 

นั่นคือข้อความที่ส่งตามมา


 

ตั้งเป็นภาพหน้าจอเหรอ


 

ผมมองภาพหน้าจอของตัวเองที่เป็นรูปจื่อจื่อตอนเป็นกระต่ายกำลังนอนหงายท้อง ส่วนรูปพักหน้าจอนั้นเป็นรูปของจื่อจื่อที่ฉีกยิ้มกว้างจนตาแทบปิดซึ่งถ่ายในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำตอนอยู่ประเทศไทย


 

ภาพคู่เพียงภาพเดียวที่ผมมีคู่กับจื่อจื่อคือภาพรอยยิ้มเกร็งๆ ของอีกฝ่ายกับใบหน้าแข็งทื่อของผม มองกี่ทีก็รู้สึกตลกแถมอายจนไม่กล้าเอามาตั้งเป็นภาพหน้าจอ ผมไม่ใช่คนที่ชอบถ่ายรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาเห็นกล้องใบหน้ามันก็จะนิ่งไปเอง มีแค่ตอนที่จื่อจื่อเป็นคนถ่ายผมถึงสามารถผ่อนคลายและยกยิ้มขึ้นมาได้


 

อยากได้ภาพคู่ดีๆ เหมือนกันนะ


 

“จื่อจื่อ” ผมเอนตัวไปด้านหลังที่มีจื่อจื่อนั่งพิงอยู่


 

“ฮืม?” อีกฝ่ายส่งเสียงมา


 

“ขอยืมโทรศัพท์หน่อย”


 

“โทรศัพท์ผม?” จื่อจื่อยืดตัวขึ้นเอียงคอมาคล้ายจะสงสัย


 

“ใช่ ขอโทรศัพท์นายหน่อย”


 

“เอาไปทำอะไร ของคุณก็มีนี่”


 

“ถ่ายรูปกัน” ผมบอกความต้องการออกไปตามตรงก่อนจะขยับตัวเปลี่ยนท่าทางการนั่งอย่างกะทันหันจนจื่อจื่อหงายหลังมา ดีที่ผมหมุนตัวกลับไปอ้าแขนรับไว้ทันอีกฝ่ายจึงไม่เป็นไร


 

ภาพของจื่อจื่อที่นอนหงายอยู่ในอ้อมแขนผมด้วยใบหน้าเหวอๆ เป็นภาพที่น่าเอ็นดูจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ถ้าเป็นไปได้อยากรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเก็บไว้สักสิบรูป


 

“ถ้าจะขยับก็บอกผมก่อนสิ เกือบหงายหลังแล้ว” อีกฝ่ายบ่นพลางทำหน้ามู่ทู่


 

ใบหน้าแบบนี้ก็น่ารัก


 

“โทษที มาถ่ายรูปกันจื่อจื่อ”


 

“...ถ่ายรูป? กับคุณน่ะเหรอ” จื่อจื่อกะพริบตาปริบๆ ขณะถาม


 

“อืม”


 

“คุณไม่ชอบนี่ ครั้งก่อนถ่ายก็ได้แต่รูปตลกๆ”


 

“นั่นมันรูปนายรึเปล่า รูปฉันมีแต่หล่อๆ” ถึงจะมีรูปที่ดูตลกอยู่บ้างแต่มั่นใจว่ารูปหล่อมีมากกว่า ไม่เหมือนกับจื่อจื่อที่เก๊กท่าหล่อทีไรเป็นต้องออกมาตลกทุกที


 

“รูปผมหล่อๆ ก็มีเยอะเถอะ” คนในวงแขนสวนกลับมา


 

“หึ...ฉันอยากมีรูปคู่กับนาย” ผมบอกความต้องการออกไปอีกครั้ง


 

“อ่า...จำได้ว่ารูปคู่ของพวกเรามีรูปเดียวตอนไปพิพิธภัณฑ์แถมเป็นภาพที่ตลกสุดๆ” เหมือนอีกฝ่ายจะจำได้ว่าเป็นภาพไหนถึงได้หลุดหัวเราะออกมา


 

“อืม ฉันเลยอยากถ่ายใหม่”


 

“เอาสิ มาถ่ายกัน แต่ถ้าถ่ายกล้องคุณจะสวยกว่านะ” จื่อจื่อขยับตัวนั่งดีๆ โดยมีผมขยับเข้าไปกอดจากด้านหลัง จื่อจื่อชอบพูดเรื่องกลิ่นอายของผมซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจนักแต่พอได้ลองกอดเขาบ่อยๆ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของผิวกายที่ประสานกับกลิ่นของสบู่อาบน้ำ เป็นกลิ่นที่ชวนให้อยากเข้าไปฟัดอยู่ร่ำไป


 

“กล้องฉันก็ได้” ผมส่งโทรศัพท์ตัวเองที่ปลดล็อกรหัสไปให้


 

“ดี เอาล่ะ ขอหล่อๆ นะ” จื่อจื่อรับโทรศัพท์ไปกดไอค่อนกล้องและเปลี่ยนเป็นโหมดกล้องหน้าเผยให้เห็นภาพของจื่อจื่อที่นั่งอยู่ด้านหน้าโดยมีผมซ้อนอยู่ด้านหลังในระยะประชิด


 

“หล่ออยู่แล้ว” ผมยกยิ้มมุมปากมองดูตัวเองในกล้อง มุมนี้ใช้ได้เลยแสงเข้าพอดี ภาพจะออกมาสวยไหมก็ขึ้นอยู่กับท่าทางของพวกเราแล้ว


 

“หลงตัวเอง”


 

“รอจื่อจื่อมาหลงด้วยอีกคน” ผมเอ่ยคำหยอดไป


 

“...ใครจะหลงกัน” ใบหน้าขาวๆ นั้นแดงระเรื่อ แม้จะเบนหน้าหนีแต่เพราะเปิดกล้องหน้าไว้ผมเลยมองเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน


 

“นายไงจื่อจื่อ” การแสดงออกของจื่อจื่อที่ผมเฝ้าสังเกตมา เขามีความรู้สึกดีๆ ให้ผมไม่น้อยแต่จะเท่ากับที่ผมรู้สึกรึเปล่าเรื่องนั้นผมยังไม่แน่ใจ ผมอยากให้เวลากับจื่อจื่อมากกว่านี้ ให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ไม่อยากบังคับให้มาชอบแต่อยากให้ชอบด้วยความรู้สึกจริงๆ


 

“จะถ่ายรูปไม่ใช่เหรอ เลิกแกล้งผมได้แล้ว” จื่อจื่อเปลี่ยนเรื่อง


 

“ก็กดถ่ายสิ ฉันรออยู่”


 

“จะถ่ายแล้วนะ”


 

ภาพแรกที่ออกมาค่อนข้างดูดี จื่อจื่อคลี่ยิ้มบางๆ ใบหน้ามีรอยริ้วแดงเพราะยังไม่หายเขินส่วนผมนั้นยื่นหน้าเข้าไปเกยคางอีกฝ่ายขณะยกยิ้มมุมปาก ดีกว่าภาพคู่ตอนอยู่พิพิธภัณฑ์มาก


 

พวกเราถ่ายภาพกันอีกหลายภาพด้วยท่วงท่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าสิ้นคิดอย่างการชูสองนิ้วตามรีเควสของจื่อจื่อ หรือภาพที่ทำท่ามินิฮาทตามความคิดของจื่อจื่ออีกเช่นกัน ตัวผมอย่างที่รู้ว่าไม่ชอบถ่ายรูป ในเมื่อไม่ชอบถ่ายย่อมไม่มีท่าที่อยากถ่าย แค่อยากอยู่ใกล้ๆ อีกฝ่ายให้มากที่สุดก็เท่านั้น


 

ผ่านไปเกือบชั่วโมงจื่อจื่อก็ส่งโทรศัพท์คืนมาให้ผมส่วนเจ้าตัวก็ขยับไปนั่งพิงโซฟาด้านข้าง ผมเลื่อนรูปที่เพิ่งถ่ายเสร็จดูทีละรูป ยิ่งดูยิ่งมีความสุขจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา


 

“จื่อจื่อขอโทรศัพท์” ผมแบมือไปตรงหน้าจื่อจื่อที่ยืดแขนคลายกล้ามเนื้อ


 

“ถ่ายกล้องคุณไปตั้งเยอะแล้วยังจะถ่ายกล้องผมอีกเหรอ” อีกฝ่ายหันมาถาม


 

“เปล่า ไม่ได้จะถ่าย”


 

“งั้นจะเอาไปทำไม”


 

“ได้รึเปล่า”


 

“ได้สิ” จื่อจื่อกะพริบตาปริบๆ มองหน้าผมก่อนจะยื่นโทรศัพท์ที่ปลดล็อกแล้วมาให้


 

ผมรับโทรศัพท์นั้นมาพร้อมกับส่งรูปเข้าไปทางไลน์ของจื่อจื่อ พอยื่นให้อีกฝ่ายใส่รหัสเสร็จก็เข้าไปเซฟรูปล่าสุดที่ส่งไปเข้าเครื่อง ผมจัดการตั้งภาพหน้าจอโทรศัพท์ของจื่อจื่อเป็นรูปเดี่ยวที่คิดว่าดูดีที่สุด ส่วนภาพพักหน้าจอเป็นรูปคู่ที่จื่อจื่อเอนตัวมาพิงไหล่ผม สายตาของพวกเราประสานกันพร้อมรอยยิ้มที่คลี่ออกอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เป็นภาพที่ผมชอบที่สุดและผมก็ได้ตั้งภาพนี้เป็นภาพพักหน้าจอแทนภาพเดิม


 

“เสร็จแล้ว” ผมยืนโทรศัพท์คืนให้เจ้าของ ก่อนจะส่งคืนผมไม่ลืมถ่ายภาพพักหน้าจอใหม่ของจื่อจื่อไว้แล้วส่งกลับไปให้จงอี้พร้อมกับข้อความว่า...


 

‘ขอบใจ เปลี่ยนเรียบร้อย’


 

“อะไรเนี่ย มาแอบเปลี่ยนภาพหน้าจอคนอื่นได้ไง” จื่อจื่อรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทันที


 

“ไม่ได้?”


 

“ภาพนี้หล่อสุดแล้ว?” อีกฝ่ายไม่ตอบแต่ชูภาพพื้นหลังที่เป็นภาพผมกำลังส่งยิ้มมุมปากให้กล้องอยู่ ภาพนี้เป็นภาพที่จื่อจื่อถ่ายให้ครั้งก่อน


 

“ไม่หล่อเหรอ” ผมถามกลับ


 

“ไม่หล่อเท่าภาพนี้” พูดจบจื่อจื่อก็จิ้มหน้าจอสักพักก่อนจะหันจอมาทางผมอีกรอบ ครั้งนี้ภาพหน้าจอเปลี่ยนไปอีกครั้งเป็นภาพที่ผมนอนหลับตาพริ้มเปลือยแผ่นอกอยู่บนเตียงมีผ้าห่มสีขาวคลุมไว้จนถึงบริเวณหน้าท้อง นอกจากผมที่หลับสนิทอยู่ยังมีจื่อจื่อที่ตื่นก่อนนั่งขัดสมาธิฉีกยิ้มกว้างใช้นิ้วชี้มาทางผม


 

“แอบถ่ายกันนี่” ไม่เห็นรู้ตัวเลยว่าโดนถ่ายตอนนอนไว้


 

“อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าคุณก็แอบถ่ายภาพผมไว้ไม่น้อย”


 

“...ก็ใช่” ผมไม่ปฏิเสธเพราะในเครื่องผมมีภาพจื่อจื่อที่แอบถ่ายไว้นับร้อยภาพแต่เป็นภาพเดี่ยวไม่ใช่ภาพคู่


 

สงสัยครั้งหน้าผมควรจะลองถ่ายภาพตอนที่จื่อจื่อละเมอกอดผมแน่นไว้สักสิบยี่สิบรูป


 

“รูปนี้คุณหล่อแล้ว รูปนี้แหละ”


 

“ตามใจ” แค่มีผมอยู่ในรูปด้วยจะรูปไหนก็ได้ทั้งนั้น


 

“อืม”


 

“นี่จื่อจื่อ”


 

“ฮืม?”


 

“นายอึดอัดมากรึเปล่า”


 

“หลานเยี่ยน?”


 

“นายอึดอัดไหมที่ฉันกำจัดอิสรภาพนายไม่ให้ออกไปไหน ต้องอยู่แต่ในสายตาและพื้นที่ที่ฉันกำหนด อยากมีอิสระรึเปล่า” เมื่อวานตอนได้ฟังสิ่งที่จื่อจื่ออัดไว้ผมถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ฝ่ายนั้นคิดจะนำมาแลกกับจื่อจื่อคืออิสรภาพ ยอมรับว่ากังวลเพราะผมเป็นพวกหวงของ ยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญหรือสิ่งที่รักผมจะยิ่งหวงมาก ไม่อยากให้อยู่ห่างสายตาด้วยซ้ำแต่ในทางกลับกันฝ่ายจื่อจื่อที่ต้องอยู่แต่ในขอบเขตที่ผมกำหนดคงจะอึดอัดและอยากวิ่งหนีออกไปให้ไกล


 

“คุณกังวลเรื่องนี้เหรอหลานเยี่ยน” จื่อจื่อขยับตัวมานั่งเผชิญหน้ากับผม


 

“ใช่” ยอมรับว่ากังวลมาก


 

“ผมไม่โกหกหรอกนะว่างไม่อยากมีอิสระ ไม่ว่าใครย่อมต้องการอิสระทั้งนั้น ตัวผมเองก็เช่นกัน”


 

“จื่อจื่อ...”


 

“แต่ว่านะหลานเยี่ยน อิสระในความหมายผมคือการที่มีคุณอยู่ด้วย หากการเป็นอิสระนั่นไปถึงการก้าวออกห่างจากคุณผมก็พร้อมที่จะอยู่อย่างไร้อิสระ”


 

หมับ!


 

ทันทีที่ได้ยินจื่อจื่อเอ่ยจบผมก็คว้าตัวคนตรงหน้ามากอดแน่น แน่นมากเท่าที่จะแน่นได้ หัวใจของผมกำลังเต้นรัวด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก ดีใจ ตื้นตัน ชอบ รัก ทุกความรู้สึกนี้อยากมอบให้กับคนคนเดียวคือจื่อจื่อ


 

ผมไม่เคยจินตนาการถึงความรักของตัวเองเพราะคิดว่าในชีวิตนี้คงไม่ได้มีหรอกไอ้ความรู้สึกที่เรียกว่าความรักนั่นน่ะ


 

ใครจะไปคิดล่ะว่าอยู่ๆ ความรู้สึกนั้นก็ปรากฏขึ้นมาแถมทำยังไงก็ไม่หายไป มีแต่จะจมลึกลงไปในห้วงแห่งความรักมากขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก


 

จื่อจื่อเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมสามารถพูดคำว่ารักได้เต็มปาก


 

“ฉันรักนายจื่อจื่อ” ผมเอ่ยบอกความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในออกมา หากไม่พูดออกไปผมคงได้อึดอัดจนหายใจไม่ออกแต่พอพูดแล้วกลับรู้สึกอายขึ้นมา ยังดีที่กอดจื่อจื่อไว้อีกฝ่ายจึงมองไม่เห็นว่าตอนนี้หน้าผมแดงแค่ไหน


 

“หลานเยี่ยน...”


 

“ถ้านายชอบฉันบ้างก็คงดีนะ” ผมไม่ได้อยากจะคาดคั้นเอาคำตอบหรืออะไร แค่อยากให้อีกฝ่ายชอบผมบ้างก็เท่านั้น


 

จื่อจื่อมีความรู้สึกดีๆ ให้ผม นั่นเป็นเรื่องที่ผมมองออกและมั่นใจ แต่อย่างที่บอกไปว่าผมไม่รู้ว่าความรู้สึกดีนั้นมันจะมากพอให้จื่อจื่อเอ่ยคำว่าชอบหรือรักรึเปล่า


 

“...ผม...”


 

“อย่าทำเสียงลำบากใจแบบนั้น ฉันไม่ได้จะบังคับนาย”


 

“ก็ใช่ที่ผมลำบากใจเพราะมัน...มันไม่ง่ายที่จะพูด”


 

“พูดอะไร” คงไม่ได้บอกว่าไม่ชอบผมหรอกนะถึงได้บอกว่าลำบากใจแบบนั้น


 

“ผมคิดว่าอยากจะรอนานกว่านี้อีกนิดค่อยบอก แต่พอคุณพูดขึ้นมาผมเลยอยากจะบอกซะเดี๋ยวนี้แต่อย่างว่ามันไม่ง่ายจริงๆ นะหลานเยี่ยน” จื่อจื่อเอื้อมมือจับเสื้อผมแน่นคล้ายกำลังรวบรวมความกล้า


 

“จื่อจื่อ...”


 

“ผมจะพูดครั้งเดียว ฟังดีๆ นะ”


 

“อืม” ผมจะตั้งใจฟัง


 

“ผมเอง...ก็ชอบคุณ ชอบคุณนะหลานเยี่ยน” จื่อจื่อไม่ได้ตะโกนเสียงดัง เขาเอ่ยเสียงเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเคอะเขินทว่าในหัวผมกลับเล่นเสียงคำว่าชอบด้วยน้ำเสียงของจื่อจื่อซ้ำไปซ้ำมา


 

ไม่คิดว่าจะได้ยินคำว่าชอบจากปากของจื่อจื่อในทันที


 

ดีใจและมีความสุขมากๆ


 

“ฉันรักนาย” ผมตอบกลับคำว่าชอบด้วยคำว่ารัก และผมคิดว่าคำต่อไปที่จื่อจื่อจะบอกก็คงเป็นคำว่ารักนี่แหละ


 

ถ้าถึงตอนนั้นผมคงทนไม่ไหวลากอีกฝ่ายขึ้นเตียงและแสดงความรักจนหนำใจ


 

แค่คิดก็ทนไม่ไหวแล้ว


 

รีบๆ บอกรักผมเร็วๆ ล่ะจื่อจื่อ

...................................................

จื่อจื่อรีบหนีไป!!! //ตะโกนบอกบอกจื่อจื่อ

วันนี้มาอัพเพราะเราต้องออกไปทำธุระข้างนอก

จากตอนที่แล้วหลายคนกลัวจะมีดราม่า และหลายคนถามทำไมจื่อจื่อไม่บอกหลานเยี่ยน

เอาจริงๆ คือเราวางให้ตอนเจอกับคนร้ายและตอนที่บอกความจริงเป็นตอนเดียวกันแต่เพราะตอนที่แล้วค่อนข้างยาวเราเลยตัดแบ่งให้มาอยู่ในตอนนี้เลยดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะยาวไปและอาทิตย์ที่แล้วเรายังแต่งไม่จบด้วย

ช่วงนี้เราติดอ่านนิยายมาก ความเร็วในการแต่งจึงเทียบเท่าระดับเต่าคลาน ยังดีที่สามารถแต่งมาลงได้ทัน//ปาดเหงื่อ

ขอบคุณทุกๆ คนสำหรับคอมเม้นท์และกำลังใจที่มีให้เสมอนะคะ

เรื่องนี้เหลืออีกไม่กี่ตอนแล้ว อยู่ด้วยกันจนจบด้วยน้าา

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 643 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,078 ความคิดเห็น

  1. #1037 Whalewhales (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 07:01
    น่ารักมากกกกกกกก
    #1,037
    0
  2. #1030 Alial_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 15:07
    คลั่งรักจัดๆ
    #1,030
    0
  3. #853 Raina. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 08:07
    จื่อจื่อน่าจะอาศัยตอนหลานเยี่ยนเมาพลิกตำแหน่งเนอะ /แค่ก
    #853
    0
  4. #850 halfmoonx_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 12:30
    หลานเยี่ยนหลงจื่อมากกกกก คนคลั่งรัก
    #850
    0
  5. #828 000 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 22:36

    แกรรร น้ำตาย100กระสอบก็ยังต้องก้มกราบอะบอกเลย

    #828
    0
  6. #825 อุ้ยแม่ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 20:40
    หวานอะไรกันขนาดเน้้้้ เอื้อกก
    #825
    0
  7. #824 Sirayugi (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 15:35
    เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่แล้วบิน…อยากอ่าน ฮรุก
    #824
    0
  8. #816 namton_Armybts (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 11:33
    💜💜💜💜💜💜💜
    #816
    0
  9. #815 xrxrose (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 10:14

    เฮือกกก เขิงงงง
    #815
    0
  10. #814 Come here!! (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 08:38
    โต้รุ่งอ่านเรยนะเนี่ยยยรอตอนต่อไปนะค้ะ😘😘❤️
    #814
    0
  11. #811 CHOLLY_SMO (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 19:22

    อินซูลินอยู่หน๊ายยยยย...ฉันต้องการอินซูลินด่วนๆค๊าาาาา
    #811
    0
  12. #809 Arany Min Crystal (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 16:29
    หวานจนปวดใจแล้วค่ะพี่น้องงงง//กุมอก
    #809
    0
  13. #808 Bnbnbnbnbn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 15:33
    ไปเถิดทั้งคู่ไปสู่ประตูสวรรค์ จัยคลเปงแม่แบบนัมันอุ้บอิ้บนุ้บนิ้บไพหมดเรยลิ้นเปลี้ยนิ้วเบียดไม่ไหวโอ้ย ขนาดนี้มันรักละรึปะลูกมี๊อีกนิดตายแทนกันได้แล้วไม่รอดพี่หลานแน่ๆมี๊เตรียมถักถุงเท้ารับขวัญหลานแล้วนะคะคนดี รีบปิดคดีละไปฮันนีมูนค่ะพี่หลานหนูรู้พี่ไม่เคยทำให้หนูผิดหวัง!!!! ปล.อย่าลืมพักผ่อนนะคะไรท์เตอร์สู้ๆนะคะ
    #808
    0
  14. #806 280944 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 14:32
    อยากจะบอกว่า จือจือหนีไป แต่คือจือจือเดินเข้าไปในอ้อมอกเองไง5555
    #806
    0
  15. #804 Lalaland332221 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 08:59
    รออออออ
    #804
    0
  16. #798 Abracadabra (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 00:49
    ยิ้มทั้งตอน งื้อออ
    #798
    0
  17. #797 montasukruksa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 00:37
    ติดตามอ่านทั้ง2ที่เลยค่ะสนุกมากรออยู่นะคะไรท์
    #797
    0
  18. #796 komemaruy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 00:09
    ชอบทั้งหลายเยี่ยนและจือจื่อเลย ต่างฝ่ายต่างดูแลกันและกัน คอยใส่ใจ เข้าใจ และเชื่อใจกัน มีเหตุผล//ไรท์แต่งได้สนุกและน่ารักมากๆเลยค่ะ
    #796
    0
  19. #795 key10994 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 21:14

    ชอบที่ไรท์สามารถเขียนสื่ออารมณ์ของตัวละครออกมาได้ดีมากๆ ตอนนี้เป็นพาร์ทของหลานเยี่ยนก็อ่านแล้วซึนๆ ชอบมากเลยค่ะะ!! หายากมากอ่านแบ้วเข้าถึงตัวละครแบบนี้
    #795
    1
    • #795-1 key10994(จากตอนที่ 17)
      5 กรกฎาคม 2563 / 21:14
      ***แล้ว
      #795-1
  20. #794 nutwu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 20:50
    รี๊ดเขินแทนแล้วค่ะแอแงง เป็นกำลังใจให้คุณไรท์นะคะ
    #794
    0
  21. #793 @A.S.E. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 20:04
    อยากขย้ำกระต่ายตัวนี้
    #793
    0
  22. #792 baby-m2 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 19:58
    รอวันที่จื่อจื่อบอกรักน้าา555 ผ่านอุปสรรคนี้ไปให้ได้ค่ะหลานเยี่ยน! อยากเห็นภาพหลานเยี่ยนนอนอยู่บนเตียงที่จื่อจื่อบอกจัง555555 แอแงงง
    #792
    0
  23. #791 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 19:25
    น่ารักจริงๆเลยอ่ะ
    #791
    0
  24. #789 kuropop (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 18:52
    เขินหนักมาก
    #789
    0
  25. #788 ฉันคือนางเงือก (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 18:12
    บอกรักเมื่อไร ไม่ได้ก้าวขาออกจ่กห้องแน่นอน
    #788
    0