กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 14 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 13《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,052
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 838 ครั้ง
    14 มิ.ย. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 13《

 


 

“ทำอะไรอยู่จื่อจื่อ” เสียงเรียกของหลานเยี่ยนดังขึ้นจากด้านหลัง อาจเพราะกำลังเหม่อยู่เลยลืมไปว่าอีกฝ่ายเพิ่งออกมาจากห้องน้ำทำให้เมื่อหันไปมองจึงพบเข้ากับร่างเปลือยเปล่าที่มีผ้าขนหนูผูกอยู่เหนือเอว


 

“มะ...มายืนทำอะไรตรงนี้” ภาพตรงหน้าทำเอาหน้าผมถึงกับเห่อแดง ผมรีบหันหน้ากลับมาทันควัน


 

“มาแต่งตัวไง นายนั่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้านะ” เพราะคำพูดนั้นผมจึงนึกออกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า


 

“โทษที” ผมเตรียมจะเลื่อนลิ้นชักปิดแต่กลับถูกคนด้านหลังขืนไว้ซะก่อน


 

“ชุดจื่อจื่อ?” อีกฝ่ายก้มหน้าลงมาใกล้ มองดูลิ้นชักที่ผมเปิดไว้ซึ่งเป็นชั้นที่มีแต่ชุดของจื่อจื่อ ใช่...ชุดของผมตอนเป็นกระต่ายน่ะ


 

“อืม...อยู่ๆ ผมก็คิดถึงชุดพวกนี้ขึ้นมา อ่อ...คุณแต่งตัวก่อนไหมหลานเยี่ยน” ผมเงยหน้าขึ้นมองคนด้านบน หลานเยี่ยนเพิ่งสระผมออกมาพอก้มลงหยดน้ำจากเส้นผมสีทองยาวๆ นั่นเลยหยดใส่ผมด้วย


 

“ใส่ตัวไหนดี” หลานเยี่ยนเปิดตู้เสื้อผ้า ยืนมองชุดด้านในที่เรียงรายอยู่ภายใน


 

“วันนี้วันหยุดใส่สบายๆ ก็ดีนะ คอปกสีฟ้านั่นเป็นไง” ผมเสนอโดยไม่จำเป็นต้องเงยหน้ามองเสื้อผ้าในตู้ เสื้อผ้าด้านในมีอะไรบ้างหรือตัวไหนอยู่ตรงไหนผมรู้หมดเพราะก่อนหน้าที่เจียงฮุยจะจัดเสื้อผ้ามาให้ผมก็ใส่ชุดของอีกฝ่ายอยู่


 

“ได้” ข้อเสนอผมได้รับการตอบรับหลานเยี่ยนหยิบเสื้อตัวนั้นมาสวมตามด้วยกางเกงขาสามส่วนสีดำ แต่งตัวเสร็จแทนที่จะไปนั่งเช็ดผมดีๆ บนเตียงกลับนั่งลงบนพื้นข้างๆ ผมซะอย่างนั้น ดวงตาสีเทาคู่คมมองเสื้อเชิ๊ตลายปักสุดปรานีตในมือผมด้วยสายตาสงสัย


 

“ไม่ไปเช็ดผมดีๆ ล่ะ”


 

“นั่งกับนายดีกว่า คิดถึงชุดพวกนี้?” หลานเยี่ยนเช็ดผมสลับกับยิงคำถาม


 

“อืม คิดถึง บางตัวผมยังไม่เคยใส่เลย” อย่างเสื้อในมือผมนี่ก็ยังไม่เคยใส่เลยสักครั้งเดียว


 

น่าเสียดาย


 

“ชอบตัวนี่เหรอ”


 

“มีหลายตัวที่ชอบ น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ใส่แล้ว” ผมมองชุดพวกนั้นด้วยสายตาที่มีหลากหลายความรู้สึกปะปนกัน


 

“หมายถึงตัวนี้” พูดจบหลานเยี่ยนก็เอื้อมมือไปหยิบชุดสีชมพูหวานที่หลบอยู่ในซอกหลืบออกมาแกว่งเบื้องหน้าผม


 

“ยังมีอีกเหรอ” น้ำเสียงของผมแข็งกระด้างจนคนฟังข้างๆ หลุดขำออกมา พวกชุดหวานๆ พวกนี้ผมจำได้ว่าฉีกกระชากจนกลายเป็นเศษผ้าไปแล้วนี่นา ทำไมยังมีอยู่ในตู้อีก


 

หรือว่า...


 

“ฉันแอบซื้อมา” อีกฝ่ายเฉลยให้


 

“คุณจะซื้อมากวนโมโหผมใช่ไหม” แค่เห็นก็ทำเอาผมอารมณ์ขึ้นแล้ว


 

“หึหึ...”


 

“คุณนี่มัน...นี้แน่ะ” ผมคว้ามืออีกฝ่ายมากัดแทนการลงโทษ


 

“...ไม่เจ็บสักนิด” หลานเยี่ยนยอมให้ผมกัดโดยไม่ชักมือกลับ มองจากสีหน้าแล้วเหมือนจะชอบการกระทำผมด้วยซ้ำ


 

“คุณอยากให้ผมกัดเต็มแรงไหมล่ะ”


 

“นายไม่ทำหรอก”


 

“รู้ดี” เป็นตามที่ฝ่ายนั้นพูดผมไม่คิดจะกัดแรงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


 

“ตอนเป็นกระต่ายก็ดุ ตอนเป็นคนก็ดุไม่ต่างกัน...ไม่สิ...ดุกว่าหน่อย”


 

“หน้าตาคุณเหมือนไม่กลัวสักนิด” ผมสวนกลับไป


 

“จะกลัวทำไม ยังไงก็เป็นกระต่าย”


 

“ตอนนี้ผมเป็นมนุษย์” ตัวขนาดนี้ยังดูผิดถ้าไม่สายตาสั้นก็แปลว่าจงใจกวนโมโหผม


 

“แยกไม่ค่อยออก”


 

“กวน” ขอมอบคำนี้ให้เลย


 

“หึ...ตัวนี้เป็นยังไง จำได้ว่านายเคยบอกว่าชอบมาก” หลานเยี่ยนหยิบชุดสูทไซส์กระต่ายสีส้มขึ้นมาจากในลิ้นชัก


 

“ใช่ๆ เป็นตัวโปรดของผมเลย สีส้มอ่อนๆ แบบนี้ดูสบายตาและสดใส ผมเคยลองเดินหาตามตลาดกับห้างแต่ไม่มีร้านไหนมีสีส้มแบบนี้เลย น่าเสียดายจริงๆ” ผมหยิบชุดในมือหลานเยี่ยนออกมากางพร้อมระลึกความหลังไปพลางๆ


 

“แล้วตัวนี้ล่ะ เอี๊ยมสีเขียว”


 

“ผมว่าดูเด็กไปหน่อยแต่เหมาะกับตอนผมเป็นกระต่ายมาก”


 

“ฉันชอบเวลานายใส่ตัวนี้” คนข้างกายหยิบชุดที่เป็นฮูดซึ่งทำจากยีนสีขาวขึ้นมา ปกติผ้ายีนไม่ค่อยมีทำเป็นแบบฮูด พอเห็นครั้งแรกเลยสะดุดตาแถมยังมีลายปักสีเทาตรงขอบล่างด้วย สวยมากๆ


 

“ตัวนี้ผมก็ชอบ โอ๊ะ...คุณจำตัวนี้ได้ไหม” ผมหยิบชุดสีขาวข้างๆ ขึ้นมาชู


 

“จำได้สิ ใส่สีขาวแต่ดันวิ่งไม่ดูทางตกแอ่งโคลนจนดำทั้งตัว” อีกฝ่ายยกยิ้มขึ้นยามเอ่ยถึงความทรงจำในอดีต


 

“ผมดูทางแล้วเหอะแต่เพราะหญ้ามันลื่นผมเลยหลบไม่พ้น”


 

“อย่ามาโทษหญ้า ตัวนี้อีก กินขนมจนเลอะเทอะสร้างลายใหม่ให้เสื้อ”


 

“สร้างสรรค์จะตาย”


 

“หึ...”


 

พวกเราผลัดกันหยิบชุดในลิ้นชักออกมา หลายๆ ตัวมีความทรงจำที่ทั้งดีและไม่ดีทว่าพอมาได้ย้อนนึกดูกลับทำให้มีรอยยิ้มอยู่ไม่ขาด


 

หลานเยี่ยนแยกเสื้อผ้ากระต่ายผมไว้ส่วนหนึ่งก่อนจะบอกให้ผมเก็บที่เหลือเข้าลิ้นชัก ส่วนเจ้าตัวน่ะเหรอเดินออกไปโทรศัพท์ที่ระเบียง เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดหลานเยี่ยนจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบไปทำงาน อาหารเองเดี๋ยวค่อยลงไปกินก็ได้แค่อย่าให้เลยเวลามากก็พอเดี๋ยวจะพากันปวดท้องเอา


 

เมื่อจัดเสื้อผ้าเข้าลิ้นชักเสร็จผมก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่หลานเยี่ยนกลับเข้ามาพอดี


 

“คุณมีธุระอะไรรึเปล่า” ผมถามเพราะปกติอีกฝ่ายไม่ค่อยได้คุยโทรศัพท์กับใครนัก


 

“จะว่ามีก็มี ตอนเที่ยงโจวกับกรอเซียจะมา” หลานเยี่ยนโยนผ้าเช็ดผมลงตะกร้าด้านข้างขณะบอก


 

“...เพื่อนสนิทของคุณ?” ทั้งสองชื่อผมจำได้แต่ที่เคยเจอตัวจริงมีแค่โจวคนเดียวแต่เป็นการเจอกันในร่างกระต่ายน่ะนะ


 

“ใช่”


 

“ถ้าจะออกไปไหนกันก็ตามสบายเลยนะ แต่อย่าเมามากก็พอ” เข้าใจว่าเวลาเพื่อนสนิทมารวมกลุ่มกันก็มักจะไม่พ้นเรื่องพากันไปเที่ยวดื่มซึ่งภาพของหลานเยี่ยนตอนเมาปลิ้นยังติดตาอยู่เลยต้องพูดกันไว้ก่อน


 

“ไม่ได้จะไปไหน พวกนั้นจะมาบ้าน”


 

“อ้อ...งั้นผมจะอยู่บนห้องเงียบๆ ละกัน” เพื่อนสนิทมาเจอกันก็ต้องมีเรื่องคุยกันเยอะซึ่งผมที่แทบไม่รู้จักกับพวกเขาก็ไม่ควรเข้าไปทำบรรยายให้กร่อย


 

“นายต้องมากับฉัน”


 

“จะให้ผมไปหาเพื่อนคุณด้วย?”


 

“ใช่”


 

“ทำไมล่ะ เพื่อนมาทั้งทีก็อยู่คุยกันเถอะ ผมไม่รู้จัก ไม่ได้สนิทอะไรกับเพื่อนคุณนะ”


 

“ก็พาไปทำให้สนิท” หลานเยี่ยนตอบ


 

“ผมปฏิเสธได้ไหม”


 

“ได้”


 

“จริงดิ” ทำไมผมรู้สึกว่ามันง่ายผิดปกติ


 

“อืม นายไม่ไปก็ได้เดี๋ยวฉันพาเพื่อนมาเอง”


 

นั่นปะไร คิดไว้แล้วไม่มีผิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง ไม่มีทางที่หลานเยี่ยนจะยอมง่ายๆ อยู่แล้ว


 

“คือยังไงผมก็ต้องเจอเพื่อนคุณสินะ”


 

“ใช่” หลานเยี่ยนพยักหน้า


 

“ก็ได้...เจอก็ได้” มาขนาดนี้แล้วผมจะตอบอะไรได้อีกล่ะ


 

“ก็แค่นี้ ดื้อแต่เช้าเลยนะจื่อจื่อ” หลานเยี่ยนเอื้อมมือมาบีบจมูกผมเล่น


 

“อื้ออ~ อย่าแกล้ง” ผมปัดมืออีกฝ่ายทิ้งก่อนจะลูบจมูกตัวเองปรอยๆ


 

“หึ...อยากทำตัวน่าแกล้งเอง”


 

“ไม่ได้ทำ” ผมค้านสุดเสียง


 

จะมีใครอยากทำตัวน่าแกล้งบ้างเล่า!


 

พูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคผมก็เป็นฝ่ายยกมือยอมแพ้เปลี่ยนเรื่อง ลงไปกินมื้อเช้าที่ห้องอาหารโดยวันนี้พวกเจียงฮุยออกไปจัดการงานเลยไม่อยู่ร่วมโต๊ะด้วย


 

หลังมื้ออาหารผมออกไปเดินเล่นพักท้องยังสวนด้านข้าง ส่วนหลานเยี่ยนน่ะเหรอนั่งอยู่บนโซฟามองดูผมจากด้านในห้องรับแขก ประตูเลื่อนในห้องรับแขกเป็นประตูแบบกระจกตอนผมเป็นกระต่ายก็ออกมาเดินเล่นทางนั้นบ่อยๆ


 

เดินเล่นจนเบื่อผมจึงกลับเข้ามานั่งข้างๆ หลานเยี่ยนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นบ้าง รอจนถึงเวลาที่เพื่อนทั้งสองคนของหลานเยี่ยนมาซึ่งก็เป็นช่วงเที่ยงพอดี


 

เสียงรถยนต์สองคันแล่นเข้ามาจอดอยู่ด้านหน้า คนด้านในเปิดประตูลงมาก่อนคนของหลานเยี่ยนจะขึ้นไปแทนที่เพื่อขับรถคันนั้นไปไว้ยังที่จอดอีกฝั่งหนึ่ง


 

“ไง อุตส่าห์ออกมารับถึงหน้าประตูแบบนี้ซึ้งจริงๆ” คนแรกที่เอ่ยทักทายหลานเยี่ยนคือไมเคิล โจวหนุ่มลูกครึ่งอะไรสักอย่างที่ผมจำไม่ได้ อาจเพราะได้เชื้อลูกครึ่งมามากตัวเลยสูงที่สุดในบรรดาพวกเราทั้งสี่คน สำหรับรูปร่างหน้าตาสามารถใช้คำๆ เดียวมาอธิบายได้คือ ดี


 

หน้าตาดี รูปร่างก็ดี เท่าที่รู้จักเหมือนจะเป็นคนเฟรนลี่คุยเก่ง แต่เห็นหลานเยี่ยนบอกบ่อยๆ ว่าพูดมาก ถึงอย่างนั้นผมคิดว่าเขาเป็นคนที่อัธยาศัยดีมากคนหนึ่งเลย


 

“พูดมาก” เจอกันปุ๊บก็เอ่ยคำติดปากทันที


 

“ใจร้าย กรอเซียนายดูเพื่อนสุดที่รักของพวกเราสิ มาว่าฉันพูดมากได้ยังไงกัน เนอะ” โจวหันไปขอความเห็นจากชายอีกคนที่เดินตามมา


 

“ก็จริงนี่ พูดมาก” กรอเซียถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ


 

“นายจะเข้าข้างหลานเยี่ยนไม่ได้นะกรอเซีย”


 

กรอเซียคือชื่อที่ผมรู้ส่วนนามสกุลอะไรนั้นผมไม่แน่ใจ หากเทียบกันทั้งสามคนไม่รวมผมกรอเซียตัวเล็กที่สุด แต่ถึงจะตัวเล็กสุดแต่ไม่ได้เตี้ยหรือมีท่าทีอ่อนแอแต่อย่างใด ส่วนสูงน่าจะพอๆ กับผม รูปร่างหน้าตานั้นก็สามารถใช้คำคำเดียวกับโจวมาอธิบายได้นั่นคือดี


 

รูปร่างดี หน้าตาดีออกแนวสุภาพมากกว่าโจวที่ออกแนวขี้เล่น สำหรับนิสัยนั้นเท่าที่เห็นการตอบโต้น่าจะเป็นคนที่ใจเย็นที่สุดของกลุ่มแล้ว


 

“มาถึงก็เสียงดังเลย” หลานเยี่ยนบ่นแต่ใบหน้าดูเหมือนชินกับการมาพร้อมเสียงพูดคุยของเพื่อนฝูง


 

“จะให้เดินมาเงียบๆ แล้วกลับไปเงียบๆ โดยไม่มีการพูดคุยรึไง แบบนั้นไม่ต้องมาก็ได้มั้ง จะว่าไปคนคนนั้นล่ะ” โจวหันมองซ้ายขวา เท่าที่แอบฟังจากด้านหลังผมคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะหาผมอยู่


 

ตอนนี้ผมยืนหลบอยู่ด้านข้างตู้ที่มีหลานเยี่ยนยืนพิงอยู่อีกทีทำให้มองเผินๆ เหมือนหลานเยี่ยนยืนอยู่คนเดียว


 

ผมควรจะออกไปตอนนี้เลยดีไหม


 

ผมว่าตัวเองเข้ากับคนอื่นได้ดีทว่าช่วงเวลาที่เจอหน้ากันครั้งแรกมักจะเกิดอาการประหม่าเสมอ


 

“คนไหน” หลานเยี่ยนถามกลับพลางเอียงตัวมาดันตัวผมให้แนบสนิทกับผนังคล้ายจะบอกว่าอย่าเพิ่งออกมา


 

“ก็คนที่หลินเซียนบอกว่าเป็นคนรักของนายไงเพื่อน”


 

“แค่ก! แค่ก!” ผมที่ฟังอยู่ถึงกับสำลักอากาศ


 

หลินเซียน?


 

นี่เอาอะไรไปพูดให้โจวฟังเนี่ย!


 

“โอ๊ะ อยู่นี่เอง” โจวชะโงกหน้าส่งยิ้มกว้างมาให้ผมที่กำลังไอค่อกแค่กอยู่


 

“...สวัสดีครับ ผมชื่อต่ายยินดีที่ได้รู้จักทั้งสองคนครับ” ผมก้าวออกไปยืนด้านหน้าเอ่ยทักทายทั้งคู่ด้วยความสุภาพ


 

“ไม่ต้องสุภาพๆ รุ่นเดียวกันนี่ ฉันไมเคิล โจว ยินดีที่พบต่าย” อีกฝ่ายยื่นมือมาผมเลยต้องยื่นมือไปจับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท


 

“ครับ...อืม ยินดีเช่นกัน” ผมเปลี่ยนคำพูดให้เป็นกันเองขึ้น


 

“พอได้แล้วโจว” หลานเยี่ยนใช้สายตาคมกริบจ้องมายังมือผมที่ถูกจับแน่นไม่ยอมปล่อย


 

“มีหงมีหวง แบบนี้แปลว่าจริงสินะที่บอกว่าเป็นคนรักของนาย” โจวถามต่อด้วยรอยยิ้มแพรวพราว


 

“ผมกับหลานเยี่ยนเป็นเพื่อนกัน” ผมคิดว่าต้องพูดเรื่องสถานะของพวกเราให้ชัดเจนแม้ผมจะรู้สึกแปลกๆ ตอนพูดคำว่าเพื่อนก็ตาม


 

“เพื่อน? เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อล่ะสิ” โจวหันไปยักคิ้วส่งให้หลานเยี่ยน


 

“หมายถึงอะไร” ผมถามเพราะไม่เข้าใจ


 

“เพื่อนกันคงไม่เรียกกรอเซียมาวัดตัวให้ถึงบ้านหรอกมั้ง สิทธิพิเศษเกินไปแล้ว น่าอิจฉาสุดๆ เลยต่าย”


 

“วัดตัว?” หมายถึงอะไร


 

“ผมยังไม่ได้แนะนำตัว ผมเหม่า กรอเซียเป็นดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์GS เผื่อคุณอาจจะรู้จักแบรนด์ผม ยินดีที่รู้จักต่าย” กรอเซียเบียดโจวจนจำต้องปล่อยมือผมก่อนจะยื่นมือมาจับเบาๆ แล้วปล่อย


 

“...แบรนด์GS?” ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ


 

“ใช่”


 

“ผมชอบเสื้อผ้าของแบรนด์คุณมากเลย ดีใจที่ได้เจอคุณมากๆ” ผมคลี่ยิ้มกว้างด้วยความดีใจส่งไปให้กรอเซีย


 

ไม่คิดว่าเจ้าของแบรนด์GSจะเป็นเพื่อนสนิทของหลานเยี่ยน ก็ว่าอยู่ทำไมในตู้ถึงมีแต่เสื้อผ้าแบรนด์นี้แถมยังสามารถสั่งตัดไซส์กระต่ายได้อีกด้วย


 

“ดีใจเช่นกันที่ชื่นชอบผลงานของผม เสื้อที่คุณใส่ตอนนี้ก็เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่ตอนนี้ไม่มีขายแล้ว หลานเยี่ยนคงยกให้คุณ เหมาะกับคุณมาก” กรอเซียส่งยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน


 

“...รุ่นลิมิเต็ด? ไม่มีขายแล้ว?”


 

“...” กรอเซียพยักหน้า


 

“ผมไม่เห็นรู้เลย” ผมหันไปมองหน้าหลานเยี่ยนที่ยังคงทำหน้านิ่งไม่เปลี่ยนแปลง


 

“ก็นายไม่ได้ถาม” อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด


 

“ก็ผมไม่คิดว่าคุณจะยกรุ่นลิมิเต็ดให้ผมนี่” เสื้อตัวนี้ผมขอหลานเยี่ยนมาเพราะใส่แล้วรู้สึกชอบมาก เสื้อคอวีสีขาวธรรมดามีลวดลายของการสะบัดสีกับแถบสีน้ำตาลอ่อนอยู่ตรงอกซึ่งสวยมาก พอผมลองขอหลานเยี่ยนก็พยักหน้าให้ง่ายๆ


 

“อยากได้ตัวไหนก็เอาไป”


 

“สายเปย์” โจวที่เงียบมานานส่งเสียงล้อ


 

“แล้วไง”


 

“พูดเหมือนเขาสามารถเดินเข้าห้องนายไปเปิดตู้เสื้อผ้าได้งั้นแหละ”


 

“อืม” หลานเยี่ยนยอมรับตรงๆ ส่วนเพื่อนอีกสองคนมองผมสลับกับหลานเยี่ยนแบบอึ้งๆ


 

“เดี๋ยวก่อนนะ นายเข้าห้องหลานเยี่ยนได้” โจวหันมาถามผม


 

“...” ผมพยักหน้าเบาๆ ตอบกลับไป


 

“เปิดตู้เสื้อผ้าหมอนี่ได้ หยิบเสื้อผ้าออกมาใส่ได้?” อีกฝ่ายยิงคำถามต่อ


 

“...” ผมยังคงพยักหน้า


 

“นี่คงไม่บอกว่านอนห้องเดียวกันหรอกนะ” เหมือนคำถามนี้โจวจะออกแนวประชดซึ่งผมก็ไม่ได้พยักหน้าตอบกลับไปแต่...


 

“นอนแล้วยังไง” หลานเยี่ยนดันตอบแทนซะอย่างนั้น


 

“พูดจริง?” ดวงตาสองคู่จ้องเขม็งไปทางเพื่อนสนิท ขนาดกรอเซียยังพลอยมีสีหน้าอยากรู้ไปด้วย


 

“อืม”


 

“ต่าย นายบอกว่าเป็นอะไรกับหลานเยี่ยนนะ” โจวหันมาถามผมอีกรอบ


 

“...เพื่อนครับ”


 

“อ้อ...เพื่อนสินะ งั้นเพื่อนสนิทแสนรักอย่างฉันก็สามารถเปิดประตูเข้าห้อนนาย ล้มตัวนอนกลิ้งบนเตียงนายแล้วหยิบเสื้อในตู้มาใส่ได้ตามใจใช่รึเปล่า” โจวเท้าเอวจ้องหน้าหลานเยี่ยนเร่งรัดเอาคำตอบ


 

ถ้าเป็นเพื่อนสนิทก็คงรู้ดีว่าหลานเยี่ยนมีพื้นที่ส่วนตัวมากแค่ไหน ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวนั้นได้


 

“อย่าแม้แต่คิด” สายตาของหลานเยี่ยนจริงจังขึ้น


 

“เพื่อนเหมือนกันทำไมได้สิทธิ์ไม่เหมือนกัน”


 

“เพราะเป็นคนละคนไง” กรอเซียตอบแทน


 

“ความเท่าเทียมอยู่ที่ไหนกรอเซีย พวกเรามาก่อนแท้ๆ แต่แค่จะเข้าห้องนอนยังต้องขอแล้วขออีกจนแทบกราบถึงจะสามารถก้าวไปได้แต่ห้ามแตะอะไร” โจวระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมา


 

“ก็บอกแล้วว่าเพราะเป็นคนละคน ความเท่าเทียมมันมีที่ไหน ว่าแต่พวกเราจะยืนกันอยู่อีกนานไหมผมจะได้วางของก่อน” กรอเซียพูดถึงกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมใบใหญ่ที่ถือมาด้วย


 

“เข้าไปคุยต่อในห้องรับแขก” หลานเยี่ยนสรุปก่อนจะเดินนำเข้าไป


 

“นี่ต่าย”


 

“ฮืม?” ผมหันไปมองหน้าคนเรียก


 

“คิดจริงๆ เหรอว่าพวกนายเป็นเพื่อนกัน”


 

“...ผมไม่รู้ว่าควรจะใช้คำไหนถ้าไม่ใช่เพื่อน”


 

“คำที่ฉันบอกไปตอนแรกไง คนรักน่ะ”


 

“ผมกับหลานเยี่ยนไม่ได้รักกัน” ผมตอบกลับด้วยใบหน้าที่เห่อร้อนขึ้น


 

“เหรอ งั้นฉันก็โอบไหล่นายได้สินะ คงไม่มีใครมาทำตาขว้างใส่ฉันใช่รึเปล่า” พูดจบโจวก็โอบไหล่ผมข้างโอบไหล่กรอเซียข้างเดินเข้าไปยังห้องรับแขก


 

“โจว...ปล่อย” เสียงเข้มๆ ของหลานเยี่ยนดังขึ้นเมื่อหันมาเห็น


 

“ปล่อยคนไหน กรอเซียเพื่อนสนิทสุดที่รักที่ให้ส่วนลดพิเศษใช่ไหมล่ะ” โจวแกล้งถามทั้งที่ก็น่าจะรู้อยู่ สายตาของหลานเยี่ยนแทบจะกลายเป็นคมมีดตัดแขนโจวทิ้งอยู่แล้ว


 

“โจว”


 

“โอเค ปล่อยแล้วครับ” เมื่อเห็นสายตาของหลานเยี่ยนโจวรีบยกมือออกจากไหล่ผมทันที


 

“จื่อจื่อ มานี่” หลานเยี่ยนเรียกผมให้ไปยืนข้างตัวเอง


 

“อืม” ผมเดินไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ


 

“อืมๆ ไม่รักกัน ไม่รักกันเลย ไม่ได้หวงสักนิด” โจวพึมพำไล่หลังมา


 

“จะให้ผมเริ่มวัดตัวต่ายเลยไหม” กรอเซียมองผมสลับกับหลานเยี่ยน


 

“ให้วัดตัวผมทำไมหลานเยี่ยน” ผมหันไปหาคนที่น่าจะให้คำตอบผมได้มากที่สุด


 

“วัดไปตัดเสื้อ”


 

“ตัดเสื้อ? ผมมีเสื้อเยอะแล้วไม่ต้องหรอก”


 

“มันไม่เหมือนกัน”


 

“ไม่เหมือนยังไง” ผมถามต่อ


 

“จะให้กรอเซียตัดชุดพวกนี้เป็นไซส์นาย” กล่องที่หลานเยี่ยนส่งไปให้กรอเซียเป็นชุดของจื่อจื่อหรือก็คือชุดของผมตอนเป็นกระต่ายนั่นแหละ ก็ว่าอยู่ทำไมแยกออกมาที่แท้หลานเยี่ยนก็คิดจะให้กรอเซียตัดเสื้อผ้าให้ผมตั้งแต่แรกแล้ว


 

“หลานเยี่ยนคุณไม่ต้อง...”


 

“ฉันจะทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ ในเมื่อฉันอยากที่จะทำใครก็ขัดไม่ได้” หลานเยี่ยนเอ่ยเสียงเข้มเพราะรู้ว่าผมคิดจะปฏิเสธ


 

“เอาแต่ใจ”


 

“นายก็รู้อยู่แล้วนี่”


 

“...ขอบคุณนะ” เสื้อผ้าของจื่อจื่อที่อยู่ในกล่องมีแต่แบบที่ผมชอบทั้งนั้น


 

“อืม ให้กรอเซียวัดตัว”


 

“อืม” ผมพยักหน้าตกลง


 

กรอเซียวางกระเป๋าลงก่อนจะเปิดเอาสายวัดด้านในออกมาพร้อมกางสมุดจด ผมถูกบอกให้กางแขนเพื่อวัดรอบอกเป็นอย่างแรกก่อนจะตามมาด้วยความยาวของแขนทั้งสองข้างไปจนถึงเอวและขา


 

หลานเยี่ยนนั่งมองผมอยู่บนโซฟาโดยมีโจวขยับเข้ามานั่งข้างๆ


 

“นี่หลานเยี่ยน ฉันได้ยินนะนายเรียกต่ายว่าจื่อจื่อ” โจวคุยกับหลานเยี่ยน


 

“แล้ว?”


 

“นายคิดจะให้ต่ายเป็นตัวแทนของจื่อจื่อรึไง”


 

“เขาไม่ใช่ตัวแทนแต่เป็นจื่อจื่อ” ถ้าคนที่ไม่รู้ความจริงคงคิดว่าหลานเยี่ยนกำลังกวนอยู่


 

“งั้นระหว่างต่ายกับจื่อจื่อรักใครมากกว่ากัน” คำถามนี้เรียกให้ผมหันไปมองหลานเยี่ยน


 

“เท่ากัน”


 

“อะไรของนายเนี่ย เดี๋ยวต่ายก็เสียใจหรอก”


 

“ไม่เสียใจหรอก ใช่ไหม” หลานเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาถามกันตรงๆ


 

“...อืม” เพราะไม่ว่าจะเป็นจื่อจื่อหรือต่ายก็คือตัวผมทั้งนั้น แค่อยู่ในรูปร่างที่แตกต่าง ออกจะดีใจด้วยซ้ำที่เขายังเห็นผมในตอนนี้น่ารักเหมือนตอนอยู่ในร่างกระต่ายขนฟู


 

“เห็นไหม”


 

“ครับๆ เห็นนายกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ดีแล้ว ตอนที่รู้ข่าวว่ากระต่ายน้อยตัวนั้นไม่อยู่แล้วฉันยังคิดเลยว่านายแย่แน่ แล้วก็แย่ยิ่งกว่าที่คิดซะอีก ยังคิดอยู่เลยว่าช่วยนายได้ยังไง” เห็นแบบนี้แต่ผมสัมผัสได้ว่าโจวเป็นห่วงหลานเยี่ยนจากใจจริง


 

“ขอบใจ ตอนนี้ไม่ป็นไรแล้ว”


 

“เพราะมีต่ายอยู่ด้วย?”


 

“เพราะจื่อจื่อกลับมาแล้ว”


 

“ยิ่งถามยิ่งปวดหัว พอๆ เลิกถาม วัดตัวเสร็จแล้วไปทำอะไรกินกันดีกว่า” โจวพูดถึงกำหนดการหลังจากนี้


 

“ทำ?”


 

“ใช่ ฉันจะแสดงฝีมือ...”


 

“ผมคงต้องขอสั่งอาหารข้างนอกมา” กรอเซียที่วัดความยาวขาผมอยู่พูดแทรก


 

“ฉันเอาด้วย สั่งอะไรดี” หลานเยี่ยนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมสั่ง ไม่ได้มีสายตาเหมือนล้อกันเล่นสักนิด แปลว่าฝีมือการทำอาหารของโจวน่าจะไม่ดีนัก


 

“เฮ้ยๆ อย่ามาดูถูกฝีมือกันนะ” โจวทำหน้าไม่ยอม


 

“อาหารโรงแรมฝั่งตรงข้ามอร่อยอยู่ ผมมีเบอร์ ไล่หาชื่อโรงแรมได้เลย” กรอเซียโยนโทรศัพท์ส่งไปให้หลานเยี่ยนที่รอรับอยู่


 

หลานเยี่ยนกดโทรออกและสั่งอาหารไปหลายอย่างท่ามกลางเสียงคัดค้านที่ไม่เป็นผลของไมเคิล โจว ความจริงผมก็อยากจะช่วยนะแต่ดูใบหน้าจริงจังของกรอเซียกับหลานเยี่ยนผมก็ขออยู่เงียบๆ ต่อไปดีกว่า น่าจะทำให้กระเพาะผมปลอดภัยมากกว่า


 

เมื่อเสร็จสิ้นการวัดตัวก็เป็นเวลาเดียวกับที่อาหารจากทางโรงแรมมาส่งพอดี โจวซึ่งบ่นไม่หยุดแต่ก็ตักอาหารเข้าปากมากกว่าคนอื่น ช่วงบ่ายพูดเราคุยเล่นกันเรื่อยเปื่อยๆ  บรรยากาศสบายๆ ทำให้ผมไม่รู้สึกเกร็งหรืออึดอัด สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนสนิทของหลานเยี่ยนได้อย่างรวดเร็ว


 

“ต่าย มีเรื่องอะไรอยากเผาหลานเยี่ยนไหม” โจวถาม ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเผาเพื่อน


 

“คุณอยากให้ผมเผารึเปล่า” ผมหันไปถาม


 

“จะเผาก็เผา”


 

“จริงน่ะ?” เผาได้เหรอ


 

“เผาหนึ่งอย่าง ฟัดหนึ่งครั้ง”


 

“...” ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นผมก็เลือกที่จะรักษาความปลอดภัยของชีวิตมากกว่าความสนุกเพียงชั่วครู่


 

โจวกับกรอเซียอยู่คุยจนถึงหลังมื้อเย็นจึงพากันแยกย้ายกลับไป แน่นอนว่าตอนขากลับผมกับหลานเยี่ยนเดินไปส่งทั้งคู่ด้วยกัน


 

แม้จะไม่ได้ออกไปไหนแต่เป็นวันที่สนุกมาก


 

วันเวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ วันหยุดได้หมดลง และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่หลานเยี่ยนนั่งทำงานอยู่บนโต๊ะตัวเดิม ส่วนผมนั้นก็ไม่ต่างนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาสีขาวรอเวลาเลิกงาน


 

เวลาในตอนนี้เป็นช่วงบ่ายหลังมื้อกลางวันที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผมที่ขยับตัวนั่งดีๆ ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงหันไปมองหลานเยี่ยนกำลังก้าวเข้ามาหา


 

“หลานเยี่ยน?” มีอะไรรึเปล่า


 

“ง่วงมาก” หลานเยี่ยนนั่งลงข้างๆ ตาสองข้างเหมือนใกล้จะปิดเต็มที


 

“เพราะคุณนอนดึกน่ะสิ ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องอยู่ดูหนังเป็นเพื่อนผมหรอก” ช่วงนี้ผมกำลังติดหนังสืบสวนเลยนอนดึกกว่าที่เคย ผมทั้งปิดไฟทั้งเสียบหูฟังเพื่อจะได้ไม่รบกวนอีกฝ่ายนอนแต่หลานเยี่ยนกลับไม่ยอมนอนจนกว่าผมจะนอนด้วย เลยกลายเป็นว่าต้องเปิดดูด้วยกันจนจบตอนผมถึงจะยอมนอน


 

“ไม่มีนายกลิ้งมากอดแล้วมันนอนไม่หลับ” อีกฝ่ายตอบเสียงนิ่งฟังดูไม่รู้ว่ากำลังแกล้งหรือพูดจริงกันแน่


 

“นอนกอดหมอนข้างแทนสิ”


 

“ไม่อุ่นเหมือนจื่อจื่อ”


 

“ผมจะแอบหนีไปนอนห้องอื่น”


 

“เอาสิ จะตามไปถึงอีกห้องเลย” หลานเยี่ยนสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้


 

“ทำหน้าง่วงขนาดนี้ยังมีแรงกวนผมได้อีกนะ นอนพักสักชั่วโมงไหม” ผมเสนอความเห็น ฝืนทำงานต่อก็ไม่มีสมาธิเปล่าๆ


 

“ก็ดี”


 

“งั้นคุณนอนโซฟานี้เลย ผมจะไปนั่งอีกข้าง...เฮ้ย!” ผมถึงกับสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ หลานเยี่ยทิ้งตัวนอนบนตักผม


 

“จะนอนแบบนี้”


 

“ตักผมเป็นหมอนไม่ได้หรอกนะ”


 

“ได้สิ ก่อนหน้านี้นายก็นอนบนตักฉันแล้วหลับปุ๋ย” หลายเยี่ยนคงหมายถึงตอนผมเป็นกระต่าย


 

“สรุปจะนอนตักผมให้ได้ใช่รึเปล่า”


 

“อืม” อีกฝ่ายพยักหน้าทั้งที่หลับตา


 

“ตามใจ” ปฏิเสธได้ที่ไหนล่ะ


 

“ปลุกด้วยล่ะ”


 

“ได้ นอนสักชั่วโมงเดี๋ยวผมปลุก” ผมเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่บอกเวลาบ่ายโมงครึ่งเพื่อจับเวลา


 

“อืม” ใช้เวลาไม่กี่นาทีลมหายใจของหลานเยี่ยนก็สม่ำเสมอ นอนเร็วขนาดนี้แปลว่าคงง่วงมาก


 

“ฝันดีนะหลานเยี่ยน”


 

ผมปล่อยให้อีกฝ่ายนอนหลับเงียบๆ มือข้างหนึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปใบหน้ายามหลับของหลานเยี่ยนไว้เป็นที่ระลึกส่วนอีกมือนั้นแอบลูบเส้นผมสีทองหม่นเบาๆ คอยระวังไม่ให้อีกฝ่ายตื่น


 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก


 

เสียงเคาะประตูด้านหน้าดังขึ้นทว่าคนที่นอนหนุนตักผมดูเหมือนจะหลับลึกจนไม่ได้ยิน ผมลังเลว่าควรจะปล่อยไว้หรือว่าบอกให้คนด้านนอกเข้ามาดี แต่สภาพของผมตอนนี้มันค่อนข้างน่าอาย พอลองคิดดูอีกทีคนที่จะเข้ามาห้องนี้ได้คงมีไม่กี่คนเพราะงั้น...


 

“เข้ามาได้ครับ” ผมเอ่ยอนุญาตก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออก คนที่เข้ามาคือเจียงฮุยซึ่งหอบแฟ้มเอกสารมาถึงห้าแฟ้ม


 

เจียงฮุยมองโต๊ะทำงานที่ปราศจากคนด้วยสีหน้าแปลกใจ แต่พอจะหันมาถามผมก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าใครหลับสนิทอยู่บนตักผม


 

“ท่านหลานเยี่ยน?”


 

“นอนหลับอยู่น่ะครับ ช่วงนี้ผมทำให้เขานอนดึก ขอโทษด้วยนะครับ” เหมือนเป็นความผิดผมที่ทำให้หลานเยี่ยนต้องมาหลับในเวลางาน


 

“อย่าโทษตัวเองแบบนั้นเลยครับคุณต่าย งานพวกนี้ไม่ค่อยเร่งด่วนอะไรรอท่านหลานเยี่ยนตื่นค่อยเปิดดูก็ได้” เจียงฮุยเดินไปวางแฟ้มบนโต๊ะขณะพูด


 

“ได้ครับ ผมจะบอกให้”


 

“คุณต่ายครับ”


 

“ครับ”


 

“ผมอยากขอบคุณคุณต่าย”


 

“ขอบคุณผม?” เรื่องอะไร


 

“ขอบคุณที่คุณกลับมาอยู่ข้างกายท่านหลานเยี่ยน ช่วยอยู่กับท่านหลานเยี่ยนตลอดไปด้วยนะครับ” เจียงฮุยบอก


 

“...คุณก็รู้ว่าผมคงไม่สามารถอยู่ได้ตลอดไป” ผมตอบไปตามที่คิด ตอนนี้ผมยังอยู่ได้เพราะยังจับตัวคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ แต่เมื่อไรที่เรื่องจบลงผมก็ต้องกลับไปในสถานที่ของผมอยู่ดี


 

จะให้ผมอยู่นี่ในฐานะอะไร


 

“คุณต่ายรู้จักนิสัยของท่านหลานเยี่ยนดี ท่านหลานเยี่ยนไม่มีทางปล่อยคุณไปแน่”


 

“...” ผมไม่ตอบอะไรกลับไปทำเพียงก้มมองใบหน้าของหลานเยี่ยนที่อยู่บนตัก


 

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบเจียงฮุยก็ออกจากห้องไป


 

เมื่อภายในห้องเหลือเพียงแค่ตัวเองกับคนที่กำลังหลับผมก็ถอนหายใจออกมา ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้คืออะไรกันแน่


 

อยากกลับไป ไม่อยากกลับไป


 

ที่รู้แน่ๆ คือผมอยากอยู่ข้างหลานเยี่ยน


 

แต่อยากอยู่ในฐานะอะไรล่ะ


 

เพื่อน...แค่เพื่อนจะมากพอให้อยู่ข้างๆ ได้รึเปล่า


 

คนรัก...ผมไม่เคยคิดถึงสถานะนี้มาก่อน


 

แต่ตอนนี้ผมว่าตัวเองอาจต้องลองคิดอย่างจริงจังดูสักที

........................................

มาต่อแล้วค่ะ

ตอนนี้พาเพื่อนๆ ของหลานเยี่ยนมาให้รู้จักกัน

ขนาดเพื่อนยังมองออกเลยว่าหลานเยี่ยนรู้สึกอะไรกับจื่อจื่อ แต่ดูทั้งสองคนสิ...ไม่ได้รู้ตัวเลยยย

มองจากนอกโลกก็รู้ว่ารักกัน 555

ความสัมพันธ์จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นทีละนิด และอาจต้องมีสิ่งกระตุ้นสักหน่อยให้หลานเยี่ยนได้รู้ใจตัวเอง

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ

ดีใจที่ทุกคนชอบและเอ็นดูจื่อจื่อค่ะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 838 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,078 ความคิดเห็น

  1. #1033 LoliDark (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 22:26
    คือนักเขียนคะ คือเราอ่านแล้วสงสัยนึง คือเรื่องความต่างของภาษาค่ะ ตอนแรกน้องต่ายเป็นคนไทยพอตายมาเข้าร่างกระต่ายที่จีน ตรงนี้เข้าใจได้ว่าแฟนตาซีเลยทำให้เข้าใจภาษาจีน แต่ตอนนี้น้องอยู่ในร่างคนแล้วซึ่งหมายความว่าน้องไม่รู้ภาษาจีนรึเปล่าคะ หรือหลานจ่านพูดไทยอยู่? ซึ่งมันก็ไม่น่าเป็นไปได้ค่ะ อยากให้บรรยายนิดนึงว่าน้องอาจจะรู้ทั้ง 2 ภาษาหรือยังไงอะไรประมาณนี้ค่ะ หรือเราคิดมากไปเองก็ขอโทษด้วยค่ะ
    #1,033
    0
  2. #598 Eszee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 02:17
    เลิฟฟฟฟฟฟฟ
    #598
    1
    • #598-1 สุนัขน่ารัก(จากตอนที่ 14)
      21 มิถุนายน 2563 / 12:30


      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 มิถุนายน 2563 / 13:19
      #598-1
  3. #596 Bnbnbnbnbn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 14:44
    ต่ายคะชัดกว่านี้ก็ขอแต่งแล้วค่ะคิดเถอะอีกนิดพี่แกจะโอนบ้านให้แล้ว คิดสักทีค่ะ!!!!! เพื่อนกันไม่นอนกอดกันนะคะฝากไว้ให้คีสสสสสส นุบ่ต้องบ่ายเบี่ยงคับเพิ่ลไม่จริงมากพี่หลานแกก็พยายามแน้วนุลูกรีบๆคิดได้เร็วๆนะคะสู้ๆ
    #596
    0
  4. #592 Pooh645 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 09:18

    งื้อออ น่ารักกก
    #592
    0
  5. #590 comet2522 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 19:26

    เย้ย แบบนี้มันมากกว่าเพื่อนอ่า อยากให้ทั้งคู่รู้ตัวไวๆ จะได้ไม่เจ็บอีกตอนแยก

    #590
    0
  6. #589 Chid~❤ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 22:35
    ฮือออ น่ารักกกกก รีบรู้ใจตัวเองกันเน้ออ :)
    #589
    0
  7. #586 ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 20:56
    นิยายเรื่องนี้มีแต่คำว่าน่ารัก น่ารักไปหมด! ใจฉันนนนน
    ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้นักเขียนนะคะ เราชอบนิยายคุณมาก❤
    #586
    0
  8. #583 Midnight2602 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 15:00
    งืออออออ เค้าเริ่มคิดจริงจังล่ะจ้า
    #583
    0
  9. #580 mynameismiko (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 23:27
    ใกล้ได้ออกจากเฟรนโซนแล้ววว
    #580
    0
  10. #578 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 16:06
    น่ารักมากๆเลยจ้า ต่ายเข้ากับเพื่อนๆหลานเยี่ยนได้ทุกคน
    #578
    0
  11. #575 LittleJune (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 12:09
    ขอบคุณค่ะ น่ารักมากๆ
    #575
    0
  12. #574 smile1432 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 09:15
    คิดเลยจ้าคิดเลย ข้ามขั้นไปเลยก็ได้นะ5555
    รอค้าบบ
    #574
    0
  13. #573 J☆ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 07:03
    สถานะแฟนไม่คิด สถานะเมียไปเลยน้อง
    #573
    0
  14. #572 hitsuo (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 04:24
    นี่แค่เพื่อนน่ะ=..=
    #572
    0
  15. #570 000 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 23:57

    น้องไม่ต้องคิดถึงสถานะแฟนแล้วววไปคิดสถานะเมียเลย5555

    #570
    0
  16. #568 nutwu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 23:13
    เพื่อนนจ้าาาเพื่อน เป็นกำลังใจให้ไรท์ค่ะ
    #568
    0
  17. #567 nutwu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 23:07
    เพื่อนนจ้าาาเพื่อน เป็นกำลังใจให้ไรท์ค่ะ
    #567
    0
  18. #566 581412 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 22:34
    ไม่ต้องคิดแล้วจ้าา คนอ่านคิดแทนแล้ว55555
    #566
    0
  19. #564 ammykjd (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 21:59
    สนุกกกกก
    #564
    0
  20. #563 Mota27 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 21:06
    ระดับนี้ไม่ต้องลองแล้ววววว
    #563
    0
  21. #562 For_Mr-Loki (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 21:06

    นี่ขนาดยังไม่เป็นเป็นแฟนกันนะ....ถ้าเป็นแล้วฉันต้องปวดแด้มขนาดไหนกัน //หนูลูก หลานเยี่ยนชัดเจนเบอร์นี้แล้ว 😂

    #562
    0
  22. #561 JH_SNT (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 21:02
    แงงงง น้องครับบบ
    #561
    0
  23. #560 ploybrf2 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 19:39
    ยัยน้อนรู้ใจตัวเองเร็วๆนะ
    #560
    0
  24. วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 16:39
    น้องไม่เคยคิด แต่คนที่คิด มันคิดไปไกลโขแล้วค่ะ
    #559
    0
  25. #558 Sarunghaja (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 16:29
    ยังไม่ชัดเจนพอหรืออะไร
    #558
    0