กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 12 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 11《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,093 ครั้ง
    31 พ.ค. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 11《


 


 


 

“...ยังไงดี” เสียงพึมพำเบาๆ จากคนที่นั่งด้านข้างดังขึ้น จื่อจื่อหรือต่ายกำลังทำหน้าคิดหนักจ้องมองโทรศัพท์ในมือ อีกฝ่ายกดพิมพ์ข้อความในไลน์แต่จนแล้วจนรอดกลับลบทิ้งและพิมพ์ใหม่อยู่หลายรอบจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้กดส่งสักที


 

ตอนนี้ผมและจื่อจื่อนั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวมุ่งหน้าสู่เมืองS ผมที่เผชิญหน้ากับความเศร้าเสียใจจากการจากไปของจื่อจื่อกระต่ายตัวน้อยซึ่งเรียกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักตัวแรกและตัวเดียวทำให้ผมเสียศูนย์ไปไม่น้อย


 

ในตอนแรกมีเพียงความเกรี้ยวโกรธและเคียดแค้นตามล่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมาปลิดชีวิตอย่างเหี้ยมโหดให้สมกับที่มันกล้าพรากเอาสิ่งสำคัญของผมไป เมื่อจัดการได้ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ก็ยังเหมือนไม่ได้รับการระบาย


 

ผมโกรธแค้นทุกอย่างที่พรากเอาจื่อจื่อไป อารมณ์รุนแรงจนแม้แต่คนสนิทยังไม่กล้าเข้าใกล้ แม้แต่น้องสาวหรือเพื่อนสนิทของผมก็ยังต้องเว้นระยะห่าง


 

อีกหนึ่งความรู้สึกที่กระหน่ำเข้ามาไม่หยุดคือความรู้สึกผิด รู้สึกผิดที่ปกป้องอีกฝ่ายไม่ได้ ตลอดมาตัวผมชอบแกล้งชอบแหย่อีกฝ่ายไม่ค่อยได้ทำหน้าที่เจ้าของที่ดี ผมจมอยู่กับความรู้สึกยามสูญเสียนานมากกว่าจะนึกได้ว่าจื่อจื่อเคยเป็นมนุษย์มาก่อน เขาอาจจะกลับไปเป็นคนอีกครั้งก็ได้


 

แต่ไหนแต่ไรผมไม่เคยอินกับพวกนิยายแฟนตาซีแต่ผมหวังว่าสิ่งที่ผมคิดจะกลายเป็นความจริง


 

เมื่อคิดได้แบบนั้นผมไม่รอช้าจัดการนั่งเครื่องไปยังประเทศไทย ระหว่างนั้นเองที่ผมได้เล่าเรื่องของจื่อจื่อทั้งหมดให้เจียงฮุยกับไป๋หยางฟัง แน่นอนว่าพวกเขาไม่เชื่อในทันทีผมจึงเปิดคลิปที่จื่อจื่อกำลังพูดนับสิบคลิปให้ฟังจนสุดท้ายพวกเขาก็เชื่อ


 

การตามหาจื่อจื่อไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากข้อมูลที่มีนั้นน้อยมาก ชื่อกระต่าย อยู่กรุงเทพฯ ประสบอุบัติเหตุเมื่อหลายเดือนก่อน การตามหาแทบจะเรียกว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ นั่นยิ่งทำให้ผมเครียดและเลือกจะใช้ของมึนเมาเพื่อแก้ปัญหา


 

ผมเข้าผับดื่มตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ดื่มเยอะมากจนคนสนิทต้องเอ่ยเตือน แต่ก็รู้ดีว่าพวกเขาหยุดผมไม่ได้ ผ่านไปหลายวันในขณะที่ผมเมาหนักก็ได้เจอกับคนคนหนึ่งที่เข้ามานั่งด้านข้าง ความสงสัยในคราแรกหายไปทันทีเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


 

จื่อจื่อ


 

ไม่มีทางที่จะมีคนปลอมเป็นจื่อจื่อได้ นิสัยของเขา ตัวตนของเขาผมรับรู้ได้และมั่นใจว่านี่คือจื่อจื่อ


 

ด้วยความที่ตอนนั้นเมาปลิ้นการจะจับอีกฝ่ายจึงทำไม่ได้ แต่พอสร่างเมาผมไม่รอช้าสั่งให้คนไปสืบเรื่องของอีกฝ่ายจนได้รู้ข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนถึงน้ำหนักปัจจุบัน แล้วบุกไปหาอีกฝ่ายถึงที่ทำงาน และก็เป็นไปตามคาดเขาคือจื่อจื่อ


 

จื่อจื่อของผม!


 

ผมใช้เวลาอยู่กับเขาแทบจะทั้งวันยกเว้นเวลานอน ระหว่างนั้นผมก็เฝ้าวางแผนว่าจะพาอีกฝ่ายกลับเมืองSด้วยยังไงดี แผนแรกคือให้อีกฝ่ายยอมยกลงไปกับผมด้วยตัวเอง ส่วนแผนที่สองนั้นคือการลักพาตัว เพาสปอร์ตของเขาผมแอบหยิบมาตั้งแต่เข้าห้องอีกฝ่ายที่เหลือก็แค่พาตัวไปเท่านั้น ผมคิดนะว่าสุดท้ายอาจต้องทำให้สลบแล้วพาขึ้นเครื่องไป ไม่ก็ฉุดกระชากไปตรงๆ


 

ไม่รู้ว่าควรจะนับเป็นเรื่องดีได้รึเปล่าที่มีกลุ่มคนหมายหัวเอาชีวิตผมท่ามกลางผู้คนมากมายในสนามบินทำให้ผมมีข้ออ้างในการพาอีกฝ่ายขึ้นเครื่องกลับมายังเมืองSในที่สุด


 

เรื่องชื่อความจริงจะเรียกว่าต่ายก็ได้แต่ผมเป็นพวกชอบแสดงความเป็นเจ้าของ ถ้าเรียกต่ายมันก็จะเหมือนกับที่คนอื่นเรียก แต่หากเป็นจื่อจื่อซึ่งเป็นชื่อที่ผมตั้งเอง เวลาเรียกแล้วอีกฝ่ายหันมาเป็นเหมือนการแสดงความเป็นเจ้าของไปในตัว


 

“ทำอะไรอยู่” ผมเอียงหน้าเข้าไปใกล้เพื่ออ่านข้อความบนจอโทรศัพท์


 

“ผมจะลางานยังไงดี ลากี่วันก็ไม่รู้ นี่ผมกลับมาทำงานยังไม่ถึงเดือนก็หยุดยาวอีกแล้ว ถึงพี่หลามจะใจดีแต่แบบนี้โดนไล่ออกแน่ๆ” ใบหน้าของต่ายตอนนี้สมกับชื่อกระต่ายมาก มันดูตื่นตูมสุดๆ


 

“ก็ลาออกซะเลยสิ” ผมบอกวิธีแก้ปัญหา


 

“ได้ที่ไหนกัน”


 

“ทำไมจะไม่ได้ บอกตามจริงฉันไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นใครและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาในการสืบนานแค่ไหน ถึงจะสืบได้แต่กว่าจะจัดการก็ต้องใช้เวลาวางแผนอีกนาน”


 

“ตอนเหย่าอู๋ได้ยินว่าคุณสืบหาและจัดการจบทุกอย่างได้ในสองอาทิตย์?” อีกฝ่ายพูดถึงคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของจื่อจื่อ


 

“มันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นฉันโกรธและต้องการลากมันออกมาโดยเร็วที่สุดแถมเหย่าอู๋ยังเหลือหลักฐานให้สาวไปถึงตัวเยอะมาก สืบไม่นานก็จับได้แล้ว”


 

“ครั้งนี้ก็อาจจะมีหลักฐานสาวไปถึงตัวเหมือนกันก็ได้”


 

“ฉันไม่คิดแบบนั้น”


 

“ทำไม”


 

“เพราะการเดินทางครั้งนี้ของฉันเป็นความลับที่ไม่ได้เปิดเผย ถ้าไม่เส้นใหญ่ถึงขนาดขอดูรายชื่อคนที่นำเครื่องบินมาลงจอดได้ก็ต้องมีสายกระจายอยู่มาก ไม่ก็อาจวางคนให้ติดตามฉันห่างๆ ตั้งแต่แรกเพื่อหาโอกาสลงมือ” ผมบอกข้อสันนิษฐานเบื้องต้น


 

“...แปลว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ ในเวลาสองอาทิตย์สินะ” จื่อจื่อสรุปพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมา


 

“ใช่ อย่างต่ำก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือน” ยิ่งการที่อีกฝ่ายยอมมาอยู่กับผมด้วยเรื่องนี้ผมยิ่งมีแต่จะยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด


 

ผมยอมมีอันตรายหากนั่นจะทำให้อีกฝ่ายไม่จากผมไปไหน แต่ผมก็ไม่อยากให้เขาได้รับอันตรายอีก คงต้องคอยคุ้มกันให้ดีและระวังตัวมากขึ้น


 

“นานจัง”


 

“ถึงได้บอกให้ลาออกซะ” ใช่ ลาออกซะจะได้ไม่มีอะไรที่ผูกมัดเขากับประเทศไทยอีก


 

“คุณคิดว่างานมันหาง่ายรึไง ลาออกเป็นทางเลือกที่ง่ายก็จริงแต่การจะหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายหรอกนะ” อีกฝ่ายทำหน้ามู่ทู่ขณะก้มลงพิมพ์ข้อความอีกรอบ


 

“ทำหน้าตลกอีกแล้ว” เหมือนตอนเป็นกระต่ายเลย ทำหน้าแบบเดียวกันเป๊ะ มองแล้วทำให้เผลอยกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


 

“ไม่ได้ทำสักหน่อย”


 

“ทำสิ น่ามู่ทู่แบบนี้” ผมเอื้อมมือไปดึงแก้มอีกฝ่ายเล่นให้หายมันเขี้ยว เห็นแก้มขาวๆ สองข้างแล้วอยากเข้าไปฟัดจริงๆ


 

“เจ็บนะ” จื่อจื่อเบนหน้าหลบ ส่งสายตาขวางๆ มาให้ซึ่งถ้าถามว่ากลัวไหมละก็...การที่ผมเปลี่ยนมาใช้มือสองข้างดึงแก้มนั้นแทนก็คงเป็นคำตอบได้อย่างดี


 

“ตลก”


 

“เลิกดึงแก้มผมเลยนะ เจ็บไปหมดแล้วเนี่ย” เจ้าตัวปัดมือผมด้วยสายตาขุ่นเคืองก่อนจะใช้มือลูบแก้มตัวเองปอยๆ


 

“เจ็บมากเหรอ” พอเห็นว่าบริเวณที่ผมดึงเริ่มแดงใจผมก็เริ่มไม่ดี ผมว่าตัวเองกะแรงให้เบาแล้วนะ


 

“คุณลองมาโดนบ้าไหมล่ะ นี่แหน่ะ” จื่อจื่อเอาคืนผมด้วยการดึงแก้มผมคืน น้ำหนักมือที่ใช้ดูก็รู้ว่าไม่ได้เอาจริงเต็มร้อย


 

“ออมแรงแบบนี้ฉันไม่เจ็บหรอกนะ” ผมพูดอย่างรู้ทัน


 

“ก็ไม่ได้อยากให้คุณเจ็บนี่” อีกฝ่ายปล่อยแก้มผมแล้วกลับไปนั่งดีๆ


 

“ทำตัวน่ารัก” ความน่ารักที่ผมสัมผัสได้ไม่ได้มาจากความพยายามหรือการแกล้งทำเพื่อให้น่ารักแต่เป็นธรรมชาติของชายที่ชื่อว่าต่าย เขาน่ารักโดยธรรมชาติ


 

อาจจะแปลกที่ผมใช้คำว่าน่ารักกับผู้ชายที่สูงใกล้เคียงกับผมซึ่งกะแล้วคงเกือบร้อยแปดสิบ รูปร่างโปร่งก็จริงแต่ไม่ได้บาง ภายใต้รูปลักษณ์ที่เหมือนจะเป็นคนเรียบร้อยไม่สู้คนนั้นความจริงเป็นนักกีฬาคาราเต้ที่เก่งมาก หน้าตานั้น...จะว่ายังไงดี ไม่ได้สวย ไม่ได้น่ารัก ไม่ได้หล่อเหล่า เป็นหน้าตาธรรมดาที่สามารถมองได้ไม่รู้เบื่อโดยเฉพาะเวลายิ้มราวกับเวลาหยุดยังไงยังงั้น


 

“ไม่ได้น่ารักสักหน่อย พูดถึงทำตัวน่ารักคุณน่ารักกว่าผมอีกมั้งหลานเยี่ยน” พูดมาถึงตรงนี้จื่อจื่อก็คลี่ยิ้มกว้างส่งมาให้พร้อมสายตาล้อเลียน


 

“พูดถึงอะไร” ผมน่ะเหรอน่ารัก?


 

ลองไปถามดูสิว่ามีสักคนไหมที่คิดว่าผมน่ารักในโลกนี้


 

เป็นคำที่ห่างไกลกับตัวผมเหลือเกิน


 

“คิดว่าจะปิดบังผมได้เหรอ แอบเอารูปผมไปโพสต์ลงแบบนั้นผมฟ้องร้องได้นะ” คำพูดที่ได้ยินทำให้ผมเริ่มนึกออกว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร


 

“...เห็นเหรอ” ไอจีที่ลงรูปจื่อจื่อนับร้อยๆ รูปกับคลิปอีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่


 

“เห็นสิ ไล่ดูไล่อ่านทุกอันเลยด้วย”


 

“...ว่างรึไง” ผมทำเสียงเข้มกลบเกลื่อนความอาย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะได้ดูแถมยังไล่อ่านทุกโพสต์แบบนั้น


 

“อืม ว่างมากเลยล่ะ”


 

“จื่อจื่อ”


 

“เขินเหรอ อายล่ะสิ น่ารักนะเนี่ยหลานเยี่ยน” จื่อจื่อใช้นิ้วจิ้มมายังแก้มผมรัวๆ พร้อมรอยยิ้มกว้าง


 

“พอเลย”


 

“ถ้าไม่พอล่ะ”


 

“จะหาเรื่องกันใช่ไหม” ผมหันไปมองหน้าอีกฝ่ายเขม็ง


 

“คุณจะทำอะไรผมล่ะหลานเยี่ยน”


 

“ถ้ายังไม่หยุดฉันจะฟัดนายจนกว่าจะหายมันเขี้ยว” แค่ใช้มือจับหรือสัมผัสมันยังไม่มากพอให้หายมันเขี้ยวได้ อยากจะหอมแก้มนั้น อยากจะขบกัดลำคอ อยากจะงับปลายจมูก


 

ขอฟัดเลยได้ไหม


 

“...ผมหยุดแล้ว ไม่พูดแล้วก็ได้ ไม่เอาไม่ฟัดนะ นี่อยู่บนเครื่องบินนะหลานเยี่ยน” จื่อจื่อชี้นิ้วออกไปนอกกระจกที่เห็นวิวของท้องฟ้าในยามเช้า


 

“บนเครื่องก็ฟัดได้” ตอนนี้ผมมองหน้าจื่อจื่อแล้วอยากฟัดสุดๆ


 

“หลานเยี่ยน...ไม่เอานะ” คนที่ได้ยินกระเถิบเข้าไปนั่งด้านในชิดกระจกมากขึ้นเพื่อเว้นระยะห่างกับผมให้มากที่สุด


 

“ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุไม่รู้เหรอ” ผมขยับใบหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ในจังหวะที่ปลายจมูกเกือบจะสัมผัสกับพวงแก้มนั้นมือของจื่อจื่อก็ผลักหน้าผมออก


 

“หลานเยี่ยน” ใบหน้าของอีกฝ่ายเริ่มเห่อแดงด้วยความโกรธปนเขิน


 

“ถ้าไม่ให้ฟัดก็ขอมือหน่อย” ผมแบมือตัวเองออกแล้วยื่นไปหาจื่อจื่อ


 

“...ถ้าแค่มือก็ได้” จื่อจื่อยอมวางมือตัวเองลงบนมือผม มือของพวกเราประสานกันอย่างแนบแน่นรับรู้ได้ถึงไออุ่นของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน


 

“บอกกับที่ทำงานไปว่ายังไง” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย


 

“อธิบายไปตามตรงว่าติดพันอยู่กับนายกลับไปทำงานไม่ได้จนกว่าจะปลอดภัยเลยต้องขอลางานระยะยาว ไม่รู้ว่าพี่หลามจะยอมไหม คงไม่ไล่ผมออกหรอกเนอะ” ประโยคสุดท้ายจื่อจื่อหันมาขอความเห็นผม


 

“ถ้าถามฉันอยากให้เขาไล่นายออก”


 

“คุณอยากให้ผมถูกไล่ออกเพื่อจะตัดทางกลับประเทศของผมล่ะสิ”


 

“หึ...” รู้ทันจริงๆ


 

“ไม่ถามความเห็นคุณแล้ว รอพี่หลามตอบกลับมาค่อยว่ากัน จะว่าไปหลานเยี่ยน”


 

“ฮืม?”


 

“คุณไม่อัพไอจีจื่อจื่อเพิ่มเลยเหรอ ผมเห็นโพสต์ล่าสุดเป็นของเกือบสองเดือนก่อน” จื่อจื่อหันมาถาม


 

“นายไม่อยู่แล้วจะให้ฉันเอารูปที่ไหนลงล่ะ”


 

“รูปที่คุณถ่ายมีเป็นพัน อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ ถ้าคุณไม่อยากลงจริงๆ ก็โพสต์แจ้งไว้ก็ได้นะว่าจื่อจื่อตายแล้วหรือคงไม่สามารถมาอัพต่อได้แล้วประมาณนี้ มีคนคอยติดตามรูปคุณอยู่เยอะมากนะ ผมเองก็เหมือนกัน” ระหว่างบอกจื่อจื่อเปิดไอจีขึ้นมาให้ผมดูว่าเขาติดตามผมจริงๆ อย่างที่พูด


 

ผมแอบมองชื่อไอดีของอีกฝ่ายก่อนจะจดจำไว้อย่างแนบเนียน จะว่าไปในใบข้อมูลก็เหมือนจะมีเขียนชื่อไอจี เฟสบุ๊กรวมไปถึงไอดีไลน์เลยนี่นะ


 

“อืม ไว้จะโพสต์ละกัน” ผมไม่อยากลงรูปอื่นๆ ของจื่อจื่อแล้วเพราะรู้สึกเศร้าทุกครั้งเวลาย้อนกลับไปมองภาพเหล่านั้น ความทรงจำที่เคยมีร่วมกันมันผุดเข้ามาเป็นฉากๆ


 

“อืม”


 

“หลับสักตื่นเถอะ อีกพักใหญ่เลยกว่าจะถึง” ผมบอกคนข้างกาย ตั้งแต่เจอหน้ากันตอนเช้าผมก็เห็นขอบตาคล้ำๆ ของอีกฝ่ายแล้ว เมื่อคืนคงนอนน้อยไม่ก็นอนไม่หลับ


 

“ได้...ปลุกผมด้วยนะ” จื่อจื่อพยักหน้าตกลงทันทีแปลว่าคงง่วงมาก เขานั่งกอดอกหลับตาลงนิ่งๆ ไม่นานลมหายใจก็เริ่มสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าของร่างได้เข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว


 

ผมจ้องใบหน้ายามหลับใหลของจื่อจื่ออย่างไม่รู้เบื่อ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรผมอยากจะมองอยู่ตลอด อะไรบางอย่างในตัวจื่อจื่อทำให้ถอนตัวไม่ขึ้น


 

ระหว่างมองใบหน้านั้นศีรษะของจื่อจื่อก็เกือบเอนไปโขกกับกระจกด้านข้าง ดีที่ผมเห็นและใช้มือกันไว้ได้ทันก่อนจะตัดสินใจขยับศีรษะนั้นให้มาพิงกับไหล่ของตัวเองแทน


 

น่าจะดีกว่าให้หัวโขกกับกระจกล่ะนะ


 

เพราะท่วงท่าที่เปลี่ยนไปทำให้การจ้องมองยากขึ้น ตอนนั้นเองที่ผมคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องก่อนจะถ่ายภาพใบหน้าด้านข้างของจื่อจื่อที่กำลังหลับสนิท เส้นผมสีดำยาวระต้นคอปกใบหน้านั้นไปมากกว่าครึ่ง ภาพที่ถ่ายออกมาติดไหล่ผมเล็กน้อยซึ่งถือว่าตรงตามที่คิดไว้


 

ผมเปิดเข้าไอจีที่เต็มไปด้วยรูปของจื่อจื่อก่อนจะเพิ่มโพสต์ใหม่โดยแนบรูปที่ถ่ายเมื่อครู่พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่รู้กันแค่เรา...


 

‘ยินดีต้อนรับกลับจื่อจื่อ’


 

เครื่องบินลงจอดยังสนามบินแห่งหนึ่งของเมืองSในช่วงสาย ผมปลุกคนข้างกายให้ตื่นก่อนเครื่องจะบินลงไม่นาน เมื่อลงจากเครื่องพวกเจียงฮุยที่นั่งอยู่ถัดไปด้านหลังเดินตามติดพวกเราเพื่อป้องกันสถานการณ์อันตรายที่อาจเกิดขึ้น


 

หน้าประตูมีรถยนต์คันสีดำสนิทจอดรออยู่หลายคัน เจียงฮุยคงเป็นคนจัดารเรียกมาล่วงหน้า ผมเดินนำขึ้นไปนั่งโดยมีจื่อจื่อตามเข้ามา ที่นั่งด้านหน้ายังคงเป็นเจียงฮุยและไป๋หยาง รอทุกอย่างพร้อมขบวนรถคันสีดำก็แล่นสู่ถนน


 

“ยินดีต้อนรับสู่เมืองSอีกครั้งนะครับคุณต่าย” เจียงฮุยใช้ก็จกมองหลังเพื่อส่งยิ้มต้อนรับให้จื่อจื่อที่กำลังสนใจวิวด้านนอกอยู่


 

“ครับ ดีใจที่ได้มาอีก แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากในสถานการณ์แบบนี้นัก” จื่อจื่อหันไปตอบเจียงฮุย


 

“ฉันจะปกป้องนายเอง” ผมบอกเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกวางใจ


 

“ผมไม่ได้กังวลเรื่องนั้น ผมเป็นห่วงคุณต่างหาก”


 

“คนเป็นห่วงกันนี่เขาเอาแต่สนใจวิวข้างทางเหรอ” ผมยกยิ้มถาม ตั้งแต่ขึ้นรถมาจื่อจื่อเอาแต่มองออกไปนอกรถคล้ายจะตื่นเต้น


 

“ผมกำลังมองดูเผื่อมีสิ่งปกติ”


 

“ตื่นเต้นก็บอกมา”


 

“ก็เป็นปกติไหมล่ะ ผมเพิ่งเคยมานี่”


 

“นายเคยมาแล้ว ตอนเป็นจื่อจื่อ” เพราะทุกคนในรถรู้เรื่องที่อีกฝ่ายเคยเป็นกระต่ายมาก่อนผมจึงไม่ต้องปกปิดสิ่งที่อยากพูด


 

“ตอนนั้นผมได้ไปแค่กี่ที่เอง มีตลาด ห้องทำงานคุณ คฤหาสน์คุณ อ้อ...มีห้างกับบันไดหนีไฟแค่นี้เอง” จื่อจื่อชูมือที่กางออกทั้งห้านิ้วมาให้ผมดู


 

“คุณต่ายไปบันไดหนีไฟทำไมเหรอครับ” ไป๋หยางที่ฟังอยู่เอ่ยถาม


 

“ก็บอสคุณน่ะสิไป๋หยางจะเอาผมไปปล่อยเพราะผมพูดได้”


 

“ขี้ฟ้อง” ผมทำเสียงเข้มใส่อีกฝ่ายทั้งที่ในใจก็รู้สึกผิดขึ้นมากับเหตุการณ์นั้น


 

“ก็พูดจริงนี่”


 

“แต่สุดท้ายฉันก็ยังเลี้ยงนาย”


 

“ใช่ เพราะคุณใจดี น่ารักด้วย” จื่อจื่อคลี่ยิ้มส่งมาให้ เป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสและมีชีวิตชีวามาก


 

“หึ ลองถามคนข้างหน้าสิว่าคิดเหมือนกันรึเปล่า” ผมแอบเห็นนะว่าตอนที่ได้ยินจื่อจื่อพูดพวกเขาสะดุ้งกับคำว่าใจดีและน่ารัก


 

“เจียงฮุย ไป๋หยาง คุณคิดว่าหลานเยี่ยนใจดีและน่ารักไหม” จื่อจื่อขยับไปถามทั้งคู่


 

“...เรื่องใจดีนั้นเป็นบางโอกาสครับ” ซึ่งโอกาสนั้นอาจเรียกได้ว่าน้อยนิด


 

ผมต่ออีกประโยคให้กับคำพูดของเจียงฮุย


 

“ส่วนน่ารักนั้น...อาจแสดงออกให้คุณต่ายเห็นคนเดียว” ไป๋หยางพูดต่อพลางเหลือมองใบหน้าผมผ่านกระจกมองหลัง


 

“ไม่เคยแสดง” ผมจำไม่เห็นว่าเคยแสดงออกว่าน่ารักตอนไหน


 

“ไม่ยอมรับเหรอ”


 

“นั่งดูวิวต่อไปเถอะ”


 

สุดท้ายพวกเราก็ไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก จื่อจื่อมองดูวิวด้านนอกซึ่งมีแต่ตึกด้วยความสนใจ ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้เขาคงรู้ว่าตัวเองจะออกไปไหนไกลไม่ได้


 

หากสถานการณ์ปลอดภัยผมอาจพาจื่อจื่อไปเที่ยวหลายๆ ที่


 

ผมวางแผนไว้ในใจขณะรถยนต์คันสีดำเคลื่อนตัวเข้าสู่คฤหาสน์ ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงนับตั้งแต่ออกจากสนามบินกว่าจะมาถึง เมื่อรถแล่นมาหยุดอยู่หน้าประตูจื่อจื่อขยับตัวเพื่อจะเปิดประตูออกแต่แล้วก็หันหน้ากลับมาทางผมพร้อมคำถาม...


 

“คุณจะไปทำงานต่อเลยสินะ”


 

“ไม่ไป” ผมตอบทันที


 

“ท่านหลานเยี่ยน...” เจียงฮุยที่ได้ยินทำหน้าร้องขอสุดชีวิต ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นกังวลเรื่องอะไร ผมหยุดยาวไปเกือบเดือนงานที่ค้างไว้คงใกล้ท่วมห้องเต็มที


 

“ค่อยไปพรุ่งนี้” ค้างเพิ่มอีกสักวันคงไม่เป็นไร พวกงานเร่งด่วนผมจัดการเซ็นทางโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว


 

“ไปวันนี้แหละ” จื่อจื่อดูเหมือนจะไม่ยอม


 

“งั้นนายก็ไปด้วยกัน” ไปทำงานก็ได้แต่ต้องมีจื่อจื่อไปด้วย


 

“ผมยังเพลียอยู่เลย ขอเข้าไปนอนพักอีกหน่อยเถอะ”


 

“ฉันก็เพลียมาก”


 

“จะให้ผมบอกไหมว่าคุณโกหก” อีกฝ่ายหรี่ตามอง


 

“...” ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงรู้ทันผมได้ตลอด


 

“ผมรู้ว่าคุณอยากอยู่กับผม แต่ลองคิดดูผมจะไปนอนนะ ยังไงก็ไม่ได้อยู่คุยเห็นหน้าคุณอยู่ดี เอาเวลานี้ไปทำงานเถอะ กลับมาค่อยอยู่ด้วยกัน” จื่อจื่ออธิบายท่ามกลางสายตาเอาใจช่วยของลูกน้องคนสนิททั้งสองคนของผม


 

ดูเหมือนเจอกันไม่นานลูกน้องผมจะเริ่มแปรพักตร์ซะแล้ว เหมือนตอนที่ยังเป็นกระต่ายไม่มีผิด


 

“ถ้าบอกว่าไม่?”


 

“คุณอยากให้ผมหมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกมาเจอคุณเหรอ”


 

“ฉันจะเข้าไปหาเอง” คิดว่าผมจะยอมให้อีกฝ่ายอยู่แต่ในห้องรึไง


 

“เข้ามาแล้วไง ผมไม่คุยซะอย่าง”


 

“จื่อจื่อ!” นี่เขากำลังขู่ใครอยู่รู้ตัวรึเปล่า


 

มาเฟียอย่างไห่หลานเยี่ยนคนนี้จะยอมให้คนธรรมดามาข่มขู่ได้รึไง


 

“ผมเอาจริงนะ”


 

“...รีบลงไปสิฉันจะรีบไปทำงาน” เพียงแค่เห็นสายตาเอาจริงราชสีห์ก็กลายเป็นลูกแมวในชั่วพริบตา


 

“คิก...ครับๆ ทำงานดีๆ นะ ไว้เจอกันหลานเยี่ยน” จื่อจื่อเอื้อมมือมาแตะไหล่ผมเพื่อให้กำลังใจก่อนจะเปิดประตูรถลงไป


 

รอส่งอีกฝ่ายจนรับสายตาผมจึงสั่งให้รถเคลื่อนตัวออกไปได้ ระหว่างทางมีสายตาสองคู่ของคนสนิทมองมาจากด้านหน้าไม่ขาดจนผมต้องเบี่ยงหน้าออกไปมองวิวด้านนอกที่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจแทน


 

“ท่านหลานเยี่ยน”


 

“อะไร”


 

“ให้เป็นแบบนี้จะดีเหรอครับ”


 

“หมายถึงเรื่องอะไร”


 

“ก็ที่ให้คุณต่ายมีอิทธิพลกับท่านหลานเยี่ยนมากขนาดนี้” เจียงฮุยขยายความ


 

“มันห้ามไม่ได้” ใช่ว่าผมจะไม่รู้ว่าตัวตนของจื่อจื่อเข้ามามีอิทธิพลต่อผมมากขึ้นทุกที แต่อย่างที่บอกไปว่ามันห้ามไม่ได้ จะให้ห้ามยังไงถึงจะหยุดล่ะ


 

มันไม่มีวิธีหรอก


 

“แต่ถ้าเป็นแบบนี้จะเป็นอันตรายนะครับ...คุณต่ายน่ะ” คนด้านหน้าเอ่ยเตือน


 

“ฉันรู้” ความหมายของเจียงฮุยคือหากมีใครรู้ว่าจือจื่อมีความสำคัญกับผมมากเป็นไปได้ว่าอาจมุ่งเป้าไปยังจื่อจื่อ ใครที่ต้องการจะเร่งงานผมจะหันไปจัดการเขาแทนในฐานะที่เป็นทั้งคนสำคัญและจุดอ่อนของราชสีห์ขนทองคนนี้


 

“ท่านหลานเยี่ยน...”


 

“ฉันจะปกป้องเอง ครั้งนี้จะปกป้องให้ได้” จะทุ่มด้วยทุกอย่างที่มีไม่ยอมให้เป็นเหมือนในอดีตอีกแล้ว


 

ผมคงทนไม่ได้หากต้องสูญเสียเขาไปอีกครั้ง


 

“พวกเราจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะปกป้องท่านหลานเยี่ยนและคุณต่าย”


 

“อืม สั่งให้คนคุ้มกันจื่อจื่อ...อย่างน้อยสี่” ผมออกคำสั่ง


 

“รับทราบครับ” เจียงฮุยรับคำสั่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจัดการทันที


 

อยู่ที่คฤหาสน์ความปลอดภัยสูงก็จริงแต่ใช่ว่าจะไม่เป็นอันตราย ผมต้องป้องกันไว้ก่อน ต่อให้อยู่ในบ้านก็ต้องมีคนคอยตามไม่ให้คลาดสายตา


 

เมื่อเปิดประตูเข้าในห้องทำงานที่ไม่ได้มาเกือบเดือนก็เจอเข้ากับแฟ้มเอกสารจำนวนมาก...มากถึงขนาดต้องมีการขนโต๊ะยาวเข้ามาวางไว้ด้านข้าง แค่มองก็รู้ว่าคงไม่ง่ายที่จะจัดการเสร็จทั้งหมดในวันเดียว อีกอย่างวันนี้ผมจะกลับเร็วหน่อยเพราะไม่อยากให้จื่อจื่ออยู่ไกลสายตา


 

หากอีกฝ่ายยอมมาทำงานด้วยผมคงมีกำลังใจในการทำงานมากกว่านี้


 

ผมเริ่มต้นด้วยการเปิดแฟ้มแรกออกมาไล่อ่านก่อนจะเซ็นลงไปเช่นเดียวกับแฟ้มอื่นๆ ผมพยายามมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการทำงานกระทั่งเวลาล่วงเลยมาหลายชั่วโมง สติของผมกลับมาเมื่อได้ยินเสียงไลน์เข้า...เป็นไลน์จากจื่อจื่อที่บอกว่าอย่าทำงานเพลินจนลืมกินมื้อกลางวันล่ะ


 

ขนาดมาแค่ตัวหนังสือไม่ได้เห็นหน้าแต่ก็มากพอให้ผมหลุดยิ้มออกมาได้ มื้อกลางวันผมกินง่ายๆ ให้เจียงฮุยเอาแซนด์วิชกับนมเข้ามาให้


 

น่าแปลกที่ห่างกับจื่อจื่อได้ไม่นานแต่ผมกลับคิดถึงอยู่ตลอด มันคงเป็นความเคยชินที่มักจะมีอีกฝ่ายคอยอยู่ข้างๆ เสมอ ช่วงที่ไม่มีจื่อจื่อผมไม่อยากจะย้อนนึกถึงมันอีก มันเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกด้านลบมากมาย


 

เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว ผมตัดสินใจหยุดงานที่ทำไว้แค่นี้ เท่าที่มองคาดว่าต้องเวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์น่าจะจัดการเสร็จทั้งหมด


 

คิดได้แบบนั้นผมไม่รอช้าติดต่อเจียงฮุยให้เตรียมรถก่อนจะลงลิฟต์ไปรอด้านล่าง ด้วยความที่เจียงฮุยมีงานที่ต้องทำค้างอยู่ขากลับจึงมีเพียงไป๋หยางนั่งอยู่ด้านหน้า


 

ไป๋หยางไม่ใช่คนชอบคุยเช่นเดียวกับผมเพราะงั้นเวลาอยู่ด้วยกันส่วนมากจึงมีแต่ความเงียบ ทว่าไม่ใช่ความเงียบที่ชวนให้รู้สึกแย่แต่อย่างใด


 

ภาพแรกที่ผมคิดไว้ในหัวคือภาพของจื่อจื่อที่ออกมาหาผมพร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นการต้อนรับการกลับมาของผม แต่แล้วสิ่งที่ผมพบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า...


 

“จื่อจื่อไปไหน” ผมถามแม่บ้านที่เดินผ่านมาเสียงดัง


 

“คะ...คุณต่ายออกไปข้างนอกค่ะ”


 

“ข้างนอก? ไปไหน” ผมถามต่ออีกแม้คนตรงหน้าผมจะตัวสั่นแล้วก็ตาม


 

“มะ...ไม่ทราบค่ะคุณชาย ขออภัยด้วยค่ะ” อีกฝ่ายก้มหัวลงเพื่อขอโทษซึ่งผมไม่ได้พูดอะไรอีกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อหาจื่อจื่อทันที


 

(หลานเยี่ยน?) ปลายสายรับโทรศัพท์แทบจะทันทีที่ผมโทร


 

“อยู่ไหน” ผมเอ่ยถามเสียงเข้ม ตอนนี้ผมกำลังหงุดหงิดและโกรธที่อีกฝ่ายออกไปข้างนอกทั้งที่เพิ่งเกิดสถานการณ์อันตรายขึ้น


 

(นี่คุณกลับมาถึงแล้วเหรอ) ปลายสายถามกลับคล้ายจะตกใจ


 

“ใช่ อยู่ไหนบอกมา”


 

(อยู่ตลาดแถวคฤหาสน์คุณ...)


 

“ออกไปสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านแบบนั้นได้ยังไง นายก็รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้อันตรายแค่ไหน!” ผมตวาดใส่จนปลายสายถึงกับเงียบ


 

(...ผมขอโทษ ตอนนี้ผมกำลังเดินกลับ)


 

“ฉันจะไปหา”


 

(ไม่ต้อง คุณออกมาจะยิ่งเป็นจุดเด่นน่ะสิ คนของคุณคอยตามผมอยู่สองคนไม่เป็นไรหรอก)


 

“สองคน? ฉันบอกให้ตามอย่างน้อยสี่นี่” ผมจำคำสั่งของตัวเองเมื่อเช้าได้


 

(เรื่องนั้นผม...ผมคิดว่าถ้าสี่คนไปตลาดมันจะเตะตาไปก็เลย...)


 

“จื่อจื่อ!” ตอนนี้ผมโกรธเขาแล้วจริงๆ


 

ทำอะไรไม่ดูเลยว่าตัวเองมีความสำคัญกับผมมากแค่ไหน


 

(ผมถึงแล้ว เราค่อยคุยกันนะ) จื่อจื่อวางสายลง


 

ผมยืนกอดอกอยู่หน้าประตูมองจื่อจื่อที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาโดยมีผู้ติดตามในชุดธรรมดาวิ่งตามหลังมาอีกสองคน จื่อจื่อวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมพร้อมเสียงหอบ ถ้าเป็นผมในยามปกติคงบอกว่าไม่ต้องวิ่งเร็วขนาดนั้นทว่าผมในตอนนี้กำลังโกรธ


 

“...” เมื่อผมโกรธผมเลือกที่จะเงียบใช้สายตาเย็นชามองไปยังคนตรงหน้า


 

“หลานเยี่ยน...ผมขอโทษ” จื่อจื่อเองก็รับรู้ถึงอารมณ์ผมได้เป็นอย่างดีเขาจึงรีบขอโทษเป็นอย่างแรก


 

“...” แต่ถ้าคิดว่าแค่ขอโทษคำเดียวจะทำให้ผมหายโกรธก็คิดผิดแล้ว หากผมยอมง่ายๆ ครั้งหน้าอีกฝ่ายอาจหาเรื่องออกไปไหนอีก แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมา...


 

ผมไม่อยากคิดเลยว่าตัวเองจะเป็นยังไง


 

“หลานเยี่ยน” ดวงตาสีน้ำตาลเงยขึ้นมาสบกับดวงตาสีเทาของผม ดวงตาคู่นั้นสั่นระริกคล้ายคนรู้ว่ามีความผิดติดตัวพยายามสื่อคำขอโทษนับพันผ่านสายตาที่ประสาน


 

“...นายทำฉันโกรธ...มาก” ผมต่อท้ายประโยคไปอีกคำ


 

“ผมรู้...ผมขอโทษที่ออกไป เห็นว่าตลาดอยู่ใกล้ๆ ผมเลยอยากออกไปเดินหน่อย ผมซื้อเกี๊ยวซ่ามาฝากคุณด้วย”


 

“...” ผมใช้ความเงียบเป็นคำตอบว่าผมยังไม่หายโกรธ


 

“หลานเยี่ยน...นี่หลานเยี่ยน” จื่อจื่อเอื้อมมือทั้งสองข้างมาจับมือผมแน่นโดยที่ดวงตาของพวกเรายังประสานกันอยู่


 

“...”


 

“ผมสำนึกผิดแล้ว ผมขอโทษจริงๆ สัญญาเลยว่าจะไม่ออกไปไหนโดยไม่มีคุณไปด้วยอีก จะรอให้คุณกลับมาก่อน จะไม่ทำเรื่องเสี่ยงอันตราย...จะไม่ทำให้คุณเป็นห่วง” จื่อจื่อบีบมือผมแน่นราวกับกำลังสัญญาจากใจ


 

“...” ผมเชื่อคำพูดที่อีกฝ่ายบอกแต่ความรู้สึกโกรธยังมีอยู่ และเป็นอย่างที่เขาบอกว่าผมห่วง...เป็นห่วงมาก


 

ผมไม่เคยรู้สึกเป็นห่วงและว้าวุ่นกับใครขนาดนี้มาก่อน


 

“คุณหายโกรธผมได้ไหม หรือจะบ่นผมจนกว่าจะหายก็ได้แต่อย่าเงียบสิ ผม...ผมไม่ชอบที่คุณเงียบแบบนี้เลย เอาแบบนี้ดีไหมผม...คืนนี้ผมจะนอนห้องเดียวกับคุณ”


 

กึก!


 

“...” ข้อเสนอของจื่อจื่อทำเอาผมต้องรีบกัดลิ้นตัวเองไม่ให้เผลอหลุดคำว่าตกลงออกไปในทันที เรื่องการนอนผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับกันได้โดยเฉพาะพวกเราต่างเพิ่งเจอหน้ากัน หมายถึงเพิ่งเจอร่างมนุษย์ของจื่อจื่อได้แค่อาทิตย์เดียวทั้งที่ใจจริงผมอยากนอนด้วยกันกับอีกฝ่ายเหมือนเมื่อก่อน


 

น่าแปลกที่ผมซึ่งมีพื้นที่ส่วนตัวสูงมากกลับอยากให้อีกฝ่ายมานอนอยู่ข้างๆ


 

“อ่า...ผมลืมไปว่าคุณไม่ชอบให้ใครรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของคุณ...แต่ก่อนหน้าคุณบอกอยากให้ผมไปนอนด้วยกันไม่ใช่เหรอ” คงเพราะเห็นว่าผมเงียบอีกฝ่ายเลยตีความไปผิดๆ


 

ปกติออกจะรู้ทันผมแท้ๆ ทำไมครั้งนี้ถึงไม่รู้ล่ะ


 

“ทุกวัน”


 

“ฮะ?”


 

“ไม่ใช่แค่คืนนี้แต่เป็นทุกคืน” แค่คืนเดียวไม่พอ


 

“...คุณพูดจริงเหรอ” อีกฝ่ายถามกลับ


 

“จริง”


 

“ผมเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวคุณได้มากขนาดนั้นเลยเหรอหลานเยี่ยน”


 

“นายเข้ามาแล้วจื่อจื่อ ในเมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่มีทางออกให้นายหรอกนะ” พื้นที่ส่วนตัวของผมมีจื่อจื่ออยู่ด้วย ในเมื่ออยู่แล้วก็ต้องอยู่ตลอดไป


 

“หลานเยี่ยน...”


 

“ตกลงสิ”


 

“พูดเหมือนไม่ยอมให้ปฏิเสธงั้นแหละ”


 

“ไม่ยอม”


 

“...เอาแต่ใจ”


 

“ก็รู้นี่”


 

“ถ้าผมตกลง...จะหายโกรธรึเปล่า” มือทั้งสองข้างของจื่อจื่อยังจับผมไม่ปล่อยแถมตอนนี้ยังออกแรงบีบๆ นวดๆ ให้ด้วย เป็นการกระทำที่ชวนให้ใจสั่นซะจริง


 

“หาย” ความจริงหายโกรธตั้งแต่ได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายเสนอมาแล้ว


 

“งั้นผมตกลง”


 

“ห้ามกลับคำ” ผมพูดย้ำ


 

“รู้แล้วน่า คุณเองเถอะดีไม่ดีพรุ่งนี้คงไล่ผมไปนอนห้องอื่น”


 

“ทำไมต้องไล่” ผมขมวดคิ้วกับคำพูดที่ได้ยิน


 

“ก่อนหน้านี้ผมนอนกับคุณได้เพราะผมเป็นกระต่ายตัวน้อยน่ารักแต่ผมตอนนี้ตัวก็ใหญ่แถมยังไม่น่ารัก นอนก็ดิ้นอีกคุณจะทนไหวเหรอ” จื่อจื่อเอียงคอน้อยๆ ขณะถาม


 

“ก็ต้องลองดู” ถึงจะมั่นใจเกินร้อยว่าทนไหวก็ตาม อย่าเรียกว่าทนเลย เรียกว่ายินดีที่จะอยู่ด้วยจะตรงกว่า


 

ตัวใหญ่เหรอ ก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่


 

ไม่น่ารัก หึ...น่ารักจะตาย


 

นอนดิ้นเหรอ ก็อยากรู้ว่าจะดิ้นสักแค่ไหน


 

เป็นครั้งแรกที่ผมเฝ้ารอให้ยามราตรีมาถึง มื้อเย็นวันนี้มีเจียงฮุยและไป๋หยางมาร่วมโต๊ะด้วย คฤหาสน์แห่งนี้เป็นของผมซึ่งน้องสาวอย่างหลินเซียนก็มีห้องอยู่ด้านบนแต่เจ้าตัวชอบที่จะนอนคอนโดข้างที่ทำงานมากกว่าเลยแทบจะไม่มาค้างนี่


 

หลังจบมื้อเย็นผมก้าวยาวๆ ขึ้นไปยังห้องตัวเองบนชั้นสามโดยมีจื่อจื่อเดินตามหลังมาพร้อมเสียงบ่นประมาณว่า ‘จะรีบไปไหน’


 

ก็รีบไปนอนกับนายไงเล่า!


 

ข้าวของภายในห้องทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนทั้งคอกกระต่ายมุมห้องหรือแม้แต่เตียงกระต่ายข้างหมอนก็ยังอยู่


 

จื่อจื่อไล่มองไปทั่วห้องราวกับคนเพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรกทั้งที่เจ้าตัวนอนมากว่าครึ่งปีได้ แต่อย่างว่าตอนนั้นอีกฝ่ายตัวนิดเดียวคงจะมองในมุมที่ต่างออกไป


 

“เตียงผมยังอยู่ที่เดิมเลย?” จื่อจื่อเดินไปหยิบเตียงกระต่ายข้างหมอนขึ้นมาดู


 

“อืม จะนอนบนนั้นก็ได้นะ”


 

“นอนได้ที่ไหนแค่มือวางก็เกือบเต็มแล้ว เมื่อก่อนผมนี่ตัวเล็กมากจริงๆ แฮะ”


 

“กระต่ายแคระ” ผมพยักหน้าเห็นด้วย ตัวเล็กมากจริงๆ นั่นแหละ


 

“ถึงจะแคระแต่ก็ยังน่ารัก คนแถวนี้ยังหลงจนเปย์ให้แทบทุกอย่าง” จื่อจื่อหันมาคลี่ยิ้มยียวนใส่ผม


 

“หึ...” ไม่ปฏิเสธ


 

“แล้วผมตอนนี้ล่ะพอจะทำให้คุณหลงอยากเปย์ให้บ้างไหม” จื่อจื่อถามพลางทำตาโตคลี่ยิ้มและเอียงคอน้อยๆ เหมือนกำลังอ้อน


 

“...จะเอาอะไร”


 

“คิก จริงเหรอ จะซื้อให้ผมทุกอย่างใช่ไหม”


 

“ฉันแค่ถามไม่ได้บอกจะซื้อให้” ผมรีบแก้ตัว


 

“โห่...ผมมันไม่น่ารักแล้วนี่ ใช่สิ” อีกฝ่ายทิ้งตัวลงบนเตียงขณะทำหน้ามู่ทู่


 

“จะเอาอะไร” ผมถามซ้ำ


 

“ไม่บอกหรอก ก็คุณไม่ให้นี่นา”


 

“บอกมา”


 

“อยากกินเกาลัดหวาน” จื่อจื่อยอมบอกในที่สุด


 

“ก็แค่นี้” เกาลัดหวานสินะ


 

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไลน์หาเจียงฮุยทันที


 

“คุณจะซื้อให้ไหม ผมไปเดินตลาดไม่เจอเลย” อีกฝ่ายถามเสียงหงอย


 

“กำลังไปซื้อ”


 

“ฮืม? ตอนนี้?”


 

“ใช่”


 

“ใคร”


 

“เจียงฮุย”


 

“รบกวนเกินไปแล้ว บอกเจียงฮุยว่าไม่ต้อง ไว้วันอื่น อย่าออกคำสั่งแบบกระชั้นชิดแบบนี้สิหลานเยี่ยน” จื่อจื่อทำหน้าตื่นทันทีที่ได้ยิน


 

“ฉันบอกไปแล้ว”


 

“เดี๋ยวผมคุยเอง” ว่าแล้วจื่อจื่อก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดพิมพ์ข้อความ คิดว่าคงคุยกับเจียงฮุยบอกให้ซื้อวันหลัง


 

เกรงใจไปแล้ว


 

เอาเถอะ เพราะเป็นแบบนี้ไม่ว่าใครก็สามารถสนิทสนมได้ง่ายๆ


 

“เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ” ผมพูดต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายวางโทรศัพท์ลง


 

“อืม...ผมยืมเสื้อผ้าคุณก่อนได้ใช่ไหม”


 

“ได้ เลือกเอาเลย” ขนาดร่างกายผมกับจื่อจื่อใกล้เคียงกัน อีกฝ่ายบางกว่าเล็กน้อยสามารถใส่เสื้อผ้าด้วยกันได้


 

ผมรอจนจื่อจื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เข้าไปอาบต่อบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่ห้องน้ำผมมีคนอื่นเข้ามาใช้ เป็นความรู้สึกที่แปลกดี จะบอกว่าไม่ชอบก็คงไม่ใช่


 

อาบน้ำเสร็จผมก้าวออกมาด้านนอกโดยมีผ้าขนหนูพันอยู่รอบเอวเหมือนปกติทว่าจื่อจื่อที่หันมาเห็นถึงกับสะบัดหน้าหนีแทบไม่ทัน ผิวขาวๆ เริ่มปรากฏสีแดงจางๆ เป็นไปได้มากว่าเขากำลังเขินผม


 

ท่าทางแบบนั้นทำเอาผมกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว พยายามแต่งตัวให้ช้าที่สุดก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงเดียวกันหลังไฟในห้องดับลง


 

“วันแรกนายอาจแปลกที่หน่อย” ผมคุยผ่านความมืด


 

“ไม่เลย” อีกฝ่ายตอบกลับมา


 

“ก่อนหน้านี้ใครบอกว่านอนไม่หลับตอนไปค้างโรงแรมวันแรก” ผมจำได้ว่าจื่อจื่อเคยบอกว่าเวลาแปลกที่หากไม่ง่วงมากๆ ก็จะนอนไม่ค่อยหลับ


 

“ก็ใช่ แต่ที่นี่ไม่แปลกที่”


 

“ยังไง?”


 

“ผมคุ้นเคยกับเตียงนี้และคุ้นเคยกับกลิ่นอายของคุณเพราะงั้นไม่แปลกที่หรอก ผมหลับได้และจะหลับสนิทมากด้วย” คำตอบของจื่อจื่อทำเอาผมเป็นฝ่ายรู้สึกเขินเอง


 

คุ้นเคยกับกลิ่นอายของผมงั้นเหรอ


 

เป็นคำตอบที่ชวนให้หัวใจสั่นไหวเหลือเกิน


 

“...ก็ดี นอนซะ”


 

“อืม ฝันดีหลานเยี่ยน”


 

“ฝันดีจื่อจื่อ”


 

ปล่อยความเงียบให้เข้าปกคลุมได้สักพักใหญ่คนที่เอ่ยปากว่าจะหลับสนิทก็ทำได้จริงตามที่พูด เสียงลมหายใจสม่ำเสมอกับร่างกายที่เริ่มขยับตามที่เคยบอกว่านอนดิ้น


 

ผมซึ่งเป็นเจ้าของห้องรอดูว่าอีกฝ่ายจะดิ้นได้ขนาดไหน จื่อจื่อพลิกตัวมาฝั่งที่ผมนอนตะแคงมองอยู่ก่อนจะกลิ้งเข้ามาหา เมื่อชนกับตัวผมอีกฝ่ายซุกใบหน้าลงยังแผ่นอกทำจมูกฟุดฟิดคล้ายจะดม ไม่นานแขนสองข้างก็ตวัดกอดตัวผมแน่น


 

นี่คือนอนดิ้นสินะ


 

ผมมองคนที่กอดตัวเองแน่นด้วยความเอ็นดู


 

“ดิ้นแบบนี้ทุกวันล่ะ” ผมก้มลงไปจูบหน้าผากนั้นเบาๆ ก่อนจะโอบตัวอีกฝ่ายเข้ามากอดแน่นขึ้น


 

แบบนี้ก็ดีเลย จะได้ไม่ต้องคิดหาข้ออ้างว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมาอยู่วงแขนผมได้

..............................................

หวาน! หวานมาก!!

อะไรจะหวานขนาดนี้!!

อาการหนักขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าพวกนายรักกันแล้วน่ะ!! //คนแต่งกรีดร้องงง

แต่งไปเขินไป น่ารักจริงๆ คู่นี้

ตอนที่แล้วหลานเยี่ยนพาจื่อจื่อกลับมาจนได้ และตอนนี้ก็ทำให้จื่อจื่อมานอนด้วยกันสำเร็จ

ยังเหลืออะไรที่ยังไม่สำเร็จบ้างง

ทุกคนมาเอ็นดูจื่อจื่อกันเยอะๆ นะคะ

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจด้วยน้าาา

เจอกันใหม่อาทิตย์หน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.093K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,079 ความคิดเห็น

  1. #1071 KRX_N (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 16:01
    อิพี่หลงสุด เขิน เขิน😆
    #1,071
    0
  2. #1068 ppvs_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 00:55
    อ้ากกกกกกกกกกกก
    #1,068
    0
  3. #1052 ตาตี่แล้วไง_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 17:38
    ขอถามนิดหนึ่งจ้า
    ต่ยบอกว่าไม่เคยมา ตปท แต่ทำไมมีพาสปอร์ตนะ
    #1,052
    0
  4. #766 0984363270 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 23:52

    อ๊ากกกกก!!!!! เลือด! เลือด! เลือดด!!!!กรุ๊ปY!!ด่วนๆ!
    #766
    0
  5. #746 baby-m2 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 23:15
    กรี๊ดดดดดด ละมุนอีกแล้ว! แงงงง ชอบตั้งแต่เป็นจื่อจื่อ คือจื่อจื่อน่ารักมากกกกก แอแงงง พอมาเป็นคนก็ยังน่ารักอยู่ดีอ่ะ5555
    #746
    0
  6. #731 sakura17 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 09:04
    กระต่ายดื้อ ตอนนี้คนวางแผนฆ่าคงตามคงรู้ตั้งแต่เห็นไปอยู่ด้วยกันที่ไทยแล้วแถมพากลับมาอีก ยังไม่ระวังตัวอีก
    #731
    0
  7. #673 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 23:42

    เขิลลลลล
    #673
    0
  8. #588 DionNight (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 01:52
    เท่าที่อ่านมาหวานละมุนกว่าอารัญก็คู่นี้แหละ!
    #588
    0
  9. #553 halfmoonx_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 15:08
    แอบอยากให้เลี้ยงกระต่ายซักตัวค่ะ แฮะๆ เป็นครอบครัวกาตุ่ยคงจะน่ารักมากแน่ๆค่ะ ~
    #553
    1
  10. #537 Ice1234567891011 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 01:20

    หวานสุดๆ

    #537
    0
  11. #488 Mota27 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 23:06
    เอ็นดูๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #488
    0
  12. #487 FRENCHU (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 13:02
    น่ารักกก
    #487
    0
  13. #485 0983260699 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 09:48
    ไม่ต้องชงค่ะ!!! กัปตันชงเองแล้วววว ถ้าจะขนาดนี้แต่งเลยค่าาาา
    #485
    0
  14. #484 disney4548 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 23:02
    สำลักความหวาม// อะ... เอื้อ!
    #484
    0
  15. #483 fon12345678voo44 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 21:12

    น่ารักกกกกกก เขินนนนไม่ไหว น่ารักจนใจเจ็บบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
    #483
    0
  16. #482 Bnbnbnbnbn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 18:29
    รักกันมากแม่เหลืออะไรให้หนูชงบ้างคะ เหม็นความรักสำรักความสุขตายแล้วค่ะคนโสดอย่างเรารู้สึกเจ็บอกอิจฉานะคะบอกไว้กงนี้ อย่าลืมดูแลสุขภาพนะคะไรท์เตอร์
    #482
    1
  17. #481 hitsuo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 02:04
    เปย์หมดทั้งตัวและหัวใจแล้วพี่เยี่ยน*v*
    #481
    0
  18. #480 Kronos-Hades (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 20:10
    เขินไม่ไหว
    #480
    0
  19. #479 srnsl (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 17:44

    ชอบมากกกกก ชอบแนวนี้ ทั้งรักทั้งหลง~~~~

    #479
    0
  20. #478 ammykjd (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 10:18

    สนุก น่ารักก สู้ๆค่ะ
    #478
    0
  21. #476 อัพแล้วหายกันเก่งงง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 23:24
    โอ้ยชั้นเขิล
    #476
    0
  22. #472 ปันปัน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 21:29

    แต่งเลยๆๆ

    #472
    0
  23. #468 aeble (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 10:18
    หวานจริงค่ะ เขินมากๆๆๆๆๆฟ
    #468
    0
  24. #467 nutwu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 08:47
    มดขึ้นแล้วคูมแม่
    #467
    0
  25. #465 real_pyc (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 01:02
    ไม่ได้มาเที่ยวนะเธอออออ
    #465
    0