กระต่ายมาเฟีย

ตอนที่ 11 : เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 10《

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,569
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,039 ครั้ง
    24 พ.ค. 63

เลี้ยงกระต่าย》วันที่ 10《

 

 

 

กริ๋งง~ กริ๋งง~

 

เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นสองครั้งก่อนจะหยุดลงซึ่งแค่นั้นก็มากพอให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียได้ ดวงตาสีน้ำตาลของผมเงยขึ้นมองนาฬิกาที่บอกเวลาเจ็ดโมงตรง

 

เจ็ดโมงตรง

 

ใครมากดกริ่งตอนเช้าแบบนี้เนี่ย!

 

ผมจำต้องลุกขึ้นจากเตียงเปิดประตูออกไปจากห้องนอนไปจนถึงหน้าประตูหน้า แน่นอนว่าผมไม่คิดจะเปิดประตูในทันทีแต่ต้องมองผ่านตาแมวซะก่อนว่าใครกัน

 

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นทำเอาผมเลิกคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ร่างสูงโปร่งดูภูมิฐานของไห่หลานเยี่ยนยืนอยู่ด้านนอก

 

ผมไม่แปลกใจสักนิดที่อีกฝ่ายจะรู้ที่อยู่ของผมเพราะเมื่อคืนอีกฝ่ายก็ให้ไป๋หยางขับรถพาผมมาส่งจนถึงหน้าคอนโด ที่น่าแปลกใจคือเขาจะมาทำอะไรตอนเช้าแบบนี้

 

แกร็ก!

 

“คุณมาทำอะไรแต่เช้าน่ะ” ผมเปิดประตูออกกว้างมองหลานเยี่ยนที่อยู่ในชุดธรรมดาอย่างเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเทากับกางเกงขายาว เป็นชุดธรรมดาที่ใครๆ ก็ใส่แต่ทำไมพออยู่บนร่างของอีกฝ่ายถึงยังให้ความรู้สึกเหมือนมาเฟียอยู่กันนะ

 

คงเป็นเพราะบรรยากาศและบุคลิกที่แผ่ออกมามั้ง

 

ผมสรุปตามที่เข้าใจ

 

“มาหานาย” เป็นคำตอบสั้นๆ ที่ไม่ช่วยให้ความสงสัยลดน้อยลงแต่อย่างใด

 

“ที่ผมถามคือทำไมมาเช้านัก วันนี้มีนัดสอนคุณครั้งแรก ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว” อาจเป็นความผิดผมเองที่ถามคำถามไม่ชัดเจน

 

“อยากเจอนายเร็วๆ” คำตอบนั้นมาพร้อมกับดวงตาสีเทาที่ประสานมาอย่างจริงจัง

 

“...ก็เร็วไป” เจอแบบนี้เข้าไปผมก็ไม่รู้จะตอบอะไรกลับไปเหมือนกัน

 

“พรุ่งนี้จะมาเร็วกว่านี้”

 

“พอเลยหลานเยี่ยน คุณอยู่ใกล้นักรึไง จะว่าไปพวกเจียงฮุยล่ะ” ผมชะโงกหน้าออกไปมองซ้ายกว่าแต่กลับไปเจอคนสนิทหรือบอดี้การ์ดสักคน

 

เป็นไปไม่ได้ที่หลานเยี่ยนจะมาที่นี่เองโดยไม่มีคนติดตาม แปลว่าอาจรออยู่ข้างล่างล่ะมั้ง

 

“ก็ใกล้อยู่ คนอื่นน่าจะกำลังเตรียมตัวออกมา”

 

“หมายถึงอะไร?” กำลังเตรียมตัวออกมา?

 

“นั่นห้องฉัน” หลานเยี่ยนชี้นิ้วไปยังประตูห้องฝั่งตรงข้ามห้องผม

 

“...” ความเงียบเข้าปกคลุมทันทีที่ผมได้ยิน ก็ว่าอยู่ว่าทำไมมาเร็วนักแถมยังไม่มีผู้ติดตามที่แท้ก็พักอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม แค่เดินมาไม่กี่ก้าวจากห้องตัวเองไม่จำเป็นต้องมีคนคุ้มกันอะไร

 

“ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องเจียงฮุยกับไป๋หยาง ทางซ้ายอีกสี่ห้องเป็นของบอดี้การ์ดที่เหลือ” หลานเยี่ยนชี้นิ้วแนะนำห้องข้างเคียงเสร็จสรรพ

 

“ผมไม่คิดว่าคุณจะเช่าห้องที่นี่อยู่แต่แรกหรอกนะ” คอนโดผมไม่ใช่คอนโดสุดหรูที่มีห้องขนาดใหญ่ ระบบการป้องกันหรือพวกสถานที่ส่วนรวมก็มีไม่มาก ระดับหลานเยี่ยนคงจองคอนโดสุดหรูบนชั้นสูงสุดที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วยซ้ำ ไม่ใช่คอนโดที่มีหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำและหนึ่งห้องรับแขกที่รวมกับห้องครัวแบบนี้

 

“เพิ่งเช่าเมื่อวาน” อีกฝ่ายตอบตามจริง

 

“เพราะผมอยู่นี่งั้นเหรอ”

 

“ใช่” หลานเยี่ยนพยักหน้ายอมรับตามตรง เห็นแบบนี้แล้วจะโกรธก็โกรธไม่ลง

 

“ที่นี่ไม่ได้ปลอดภัยมาก ห้องก็ไม่ได้ใหญ่คุณย้ายไปโรงแรมดีๆ เถอะ” ความปลอดภัยของหลานเยี่ยนเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างกังวล ไม่รู้ว่าข่าวที่เขามาปรากฏตัวอยู่ใจกลางกรุงเทพฯจะมีใครรู้บ้าง และหากคู่อริหรือศัตรูของหลานเยี่ยนรู้เข้าอาจเข้ามาทำอันตรายได้

 

“ฉันอยากอยู่ใกล้ๆ นาย” เป็นคำตอบที่พานให้หัวใจเริ่มสั่นไหวซะจริง

 

“...มันไม่ปลอดภัย คุณก็รู้ ผมเป็นห่วงคุณนะ”

 

“ฉันมีเวลาไม่นานที่จะได้อยู่กับนาย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากนอนห้องเดียวกับนายด้วยซ้ำ”

 

“อย่ามาพูดบ้าๆ” ผมก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ

 

“คงไม่ลืมว่าพวกเรานอนเตียงเดียวกันมาแล้ว”

 

“ตอนนั้นผมเป็นกระต่าย”

 

“ถ้าไม่อยากให้ฉันอยู่นี่ก็ไปอยู่กับฉันที่โรงแรม” หลานเยี่ยนเสนอทางเลือกให้

 

“คงไม่บอกให้ผมอยู่ห้องเดียวกับคุณหรอกใช่ไหม”

 

“ถ้าได้ก็ดี”

 

“แล้วถ้าไม่ได้?”

 

“ห้องข้างๆ ก็ได้”

 

“ค่าห้องคุณจ่าย?”

 

“ใช่” อีกฝ่ายพยักหน้า

 

“งั้นก็ได้ ผมจะไปอยู่ห้องข้างๆ คุณชั่วคราวจนกว่าจะกลับ” อย่างน้อยโรงแรมที่หลานเยี่ยนเลือกคงจะปลอดภัยมากกว่า ในเมื่อไม่ต้องออกค่าห้องเองผมก็ไม่ขัดตรงกันข้ามออกจะรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้อยู่ใกล้ๆ กันนานขึ้น

 

อย่างที่หลานเยี่ยนบอกพวกเรามีเวลาอยู่ด้วยกันอีกไม่นาน เวลาที่เหลือผมอยากใช้มันให้คุ้มค่าและเก็บไว้เป็นความทรงจำเพราะไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกครั้งเมื่อไหร่

 

จากนี้ผมอาจทำงานเก็บเงินสักก้อนเพื่อนั่งเครื่องไปหาหลานเยี่ยนบ้าง เรื่องนี้ค่อยว่ากันอีกทีละกัน

 

“พูดแล้วนะจื่อจื่อ” ใบหน้าของหลานเยี่ยนดูสดใสขึ้นเมื่อได้ยินว่าผมตกลงจะไปอยู่ห้องข้างๆ

 

“อืม จะให้บอกอีกกี่ครั้งว่าตอนนี้ผมชื่อต่าย” เอาแต่เรียกผมจื่อจื่ออยู่นั่นถึงจะเป็นชื่อผมเหมือนกันก็เถอะ

 

“ความหมายก็เหมือนกัน”

 

“ก็ใช่ แต่มันออกเสียงไม่เหมือนกันไง ไหนเรียกผมว่าต่ายให้ฟังหน่อย” ผมขยับหน้าเข้าไปหลานเยี่ยนขณะพูด

 

“ต่าย”

 

“ก็เรียกได้นี่” ผมพยักหน้าอย่างพอใจ

 

“เรียกได้แต่อยากเรียกจื่อจื่อ” หลานเยี่ยนมองสบตาผมคล้ายกำลังขอ

 

“ถ้าผมไม่ให้เรียก?”

 

“ก็จะเรียก”

 

“เอาที่คุณสบายใจเลย” จะเรียกต่ายเรียกจื่อจื่อก็ได้ทั้งนั้น ผมมั่นใจว่าตัวเองจะตอบสนองต่อทั้งสองชื่อแน่นอน

 

“ก็แค่นี้ ดื้อทำไม”

 

“ผมดื้อ?” ผมหันควับ ชี้หน้าตัวเองพร้อมกับเอ่ยถาม

 

“ดื้อมาก” หลานเยี่ยนพยักหน้า

 

“คุณต่างหากที่ดื้อ” ทั้งเอาแต่ใจ ทั้งไม่ยอมใคร ดื้อสุดๆ

 

“พอๆ กับนายแหละ”

 

“ผมไม่บังอาจแข่งกับท่านหลานเยี่ยนหรอก”

 

“หึ...นี่จะให้ฉันยืนหน้าห้องอีกนานไหม” หลานเยี่ยนเปลี่ยนเรื่องคุย

 

“...คุณก็กลับห้องไปก่อนสิ ผมขอเวลาอาบน้ำแต่งตัวก่อน” พอถูกทักถึงนึกได้ว่าพวกเราคุยกันอยู่หน้าประตูห้องอยู่นานสองนาน ดีที่ยังเช้ามากเลยยังไม่มีใครออกมา

 

“หลีกไป” หลานเยี่ยนเบียดตัวเองเข้ามาในห้องผมโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของห้องสักคำ

 

“เดี๋ยวก่อน...คุณจะมาอยู่ห้องผม?”

 

“ใช่ แล้ว?”

 

“เดี๋ยวคนอื่นๆ ก็ตามหากันให้วุ่นหรอก”

 

“โทรบอกเอาก็ได้ ไปอาบน้ำแต่งตัวไป ผมฟูเป็นรังนกแล้ว” หลานเยี่ยนเอื้อมมือมาเกี่ยวเส้นผมสีดำยาวระต้นคอของผมที่ฟูฟ่องม้วนเล่นกับนิ้วตัวเอง

 

“อย่าม้วนสิ เดี๋ยวพันกันพอดี” ผมเอียงคอหนีการแกล้งของอีกฝ่าย

 

“หึ...”

 

“ชอบแกล้งผมตลอด คุณนั่งโซฟารอไปเลย จะเปิดโทรทัศน์ดูก็ได้ตามสบาย ผมไปอาบน้ำก่อนล่ะ” พูดจบผมก็รีบก้าวยาวๆ กลับเข้าห้องนอนซึ่งมีห้องน้ำอยู่ด้านใน

 

ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นานผมก็กลับออกมาในชุดลำลองแสนธรรมดาอย่าเสื้อคอวีกับกางเกงขายาว รอไปถึงที่ทำงานค่อยเปลี่ยนเป็นอีกชุด

 

หลานเยี่ยนนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาไม่ได้เปิดโทรทัศน์ดู เขานั่งกดโทรศัพท์ในมือไม่หยุดคิดว่าคงกำลังคุยกับเจียงฮุยไม่ก็ไป๋หยาง พอได้ยินเสียงประตูเปิดจึงเงยหน้าขึ้นมองผมที่ก้าวไปหา

 

“หิวรึยัง กินอะไรหน่อยไหม” ผมก้าวเข้าไปถาม

 

“มีกาแฟรึเปล่า”

 

“มีแบบสำเร็จรูป”

 

“แค่นั้นก็พอ” หลานเยี่ยนพยักหน้าตกลง

 

“พอที่ไหน ผมบอกเรื่องมื้อเช้ากับคุณหลายรอบแล้วนี่ อย่าบอกนะว่าพอผมไม่อยู่คุณกลับมากินแต่กาแฟเป็นมื้อเช้าเหมือนเดิมน่ะ”

 

“...” ความเงียบนั่นเป็นคำตอบได้อย่างดี

 

“หลานเยี่ยน!” ผมที่ปะติดปะต่อเรื่องราวได้เริ่มโมโหขึ้นมาบ้าง

 

“ก็นายไม่อยู่นี่ จะกินหรือไม่กินก็ไม่ต่าง”

 

“ต่างสิ เดี๋ยวก็ได้เป็นโรคกระเพาะเข้าสักวัน”

 

“...อืม” หลานเยี่ยนจ้องใบหน้าผมขณะบ่นไม่วางตา ทั้งที่โดนบ่นทว่าอีกฝ่ายกลับดูมีความสุขซะอย่างงั้น คิดอย่างนั้นได้ไม่นานดวงตาคู่เดิมก็หม่นลง

 

“หลานเยี่ยน? เป็นอะไร”

 

“แค่คิดว่าไม่ได้ฟังนายบ่นมานานแล้วเลยดีใจ แต่พอนึกถึงนายภาพตอนนายกระโดดไปรับกระสุนแทนฉันก็...” เขาไม่ปิดบังสิ่งที่คิดเลือกที่จะบอกออกมา

 

“คุณจะจมอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอดไม่ได้นะ ผมบอกแล้วนี่ว่าไม่ใช่ความผิดคุณ ก้าวออกมาได้แล้วหลานเยี่ยน เดินหน้าต่อเถอะ”

 

“จื่อจื่อ”

 

“ผมจะพาคุณก้าวออกมาเอง มาสิ ผมจะชงกาแฟให้” ผมยื่นมือไปตรงหน้าหลานเยี่ยนซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่รอช้าจับมือผมไว้แน่น

 

“อืม” ใบหน้าของหลานเยี่ยนผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อครู่เยอะเลย

 

ผมออกแรงดึงหลานเยี่ยนให้ลุกขึ้นก่อนจะก้าวไปทางห้องครัว ห้องครัวเล็กมีโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสกับเก้าอี้สองตัววางอยู่ชิดริมผนัง

 

“นั่งรอผมตรงนี้ จะชงกาแฟให้” บอกเสร็จผมก็เดินไปเสียบปลั๊กกาน้ำร้อนทว่าพอหันกลับไปหลานเยี่ยนก็เดินตามผมมาซะแล้ว

 

“จะอยู่ด้วย”

 

“ถ้าจะอยู่นี่ก็ชงกาแฟเองเลย” ผมเปิดชั้นด้านบนหยิบแก้วออกมาสองใบกับกาแฟหนึ่งซองยื่นส่งให้คนด้านข้าง

 

“นายไม่กินกาแฟเหรอ” หลานเยี่ยนมองกาแฟซองเดียวในมือตัวเอง

 

“ผมกินได้แต่กินไม่บ่อย วันนี้อยากกินนมมากกว่า”

 

“เครื่องดื่มเด็กๆ เหมาะกับนายดี”

 

“นมมีประโยชน์เยอะแยะ แถมรสชาติอร่อยด้วย ถ้ากินนมแล้วเหมือนเด็กก็ดีออก ดีกว่ากินกาแฟเหมือนคนแก่” ผมยักคิ้วกวนๆ ส่งให้หลานเยี่ยน

 

“จะบอกว่าฉันดูแก่?”

 

“คุณพูดเองนะ ผมเปล่าพูด”

 

“จื่อจื่อ”

 

“หึหึ” ผมหัวเราะเลียนเสียงหลานเยี่ยน เหมือนมากจนตัวเองอดปลื้มไม่ได้ สงสัยเพราะได้ยินอยู่แทบทุกวันแน่ๆ

 

“พออยู่ในร่างนี้แล้วกวนเก่งกว่าเดิมอีกนะ”

 

“ขอบคุณที่ชม” ผมฉีกยิ้มกว้างสุดๆ ส่งไปให้

 

“ใครชม” หลานเยี่ยนเอื้อมมือมาบิดแก้มผมแรงๆ หนึ่งที

 

“...เจ็บนะ”

 

“แก้มแดง”

 

“เพราะคุณบิดนั่นแหละ” มือก็ใช่ว่าจะเบาๆ

 

“อยากให้อีกข้างแดงด้วยรึเปล่า”

 

“ถ้ากล้าทำผมกัดจริงๆ ด้วย” ผมหันไปทำหน้าดุใส่หลานเยี่ยน ตาสองข้างจ้องมองการเคลื่อนไหวอีกฝ่ายเขม็ง

 

“หึ...ยังเป็นกระต่ายดุเหมือนเดิม” ผมคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่รู้ตัวว่าพูดประโยคนี้ออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีความสุขแค่ไหน

 

แค่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นก็คุ้มแล้ว

 

เป็นกระต่ายดุก็ได้

 

“ผมมีขนมปังอยู่ จะเอามาปิ้งให้ คุณกินกี่แผ่น” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย

 

“หนึ่ง”

 

“ได้ สามแผ่นนะ” สรุปเสร็จผมก็หยิบกระทะแบนขึ้นมาตั้งบนเตาไฟฟ้าก่อนจะวางขนมปังสี่แผ่นลงไป

 

“ฉันบอกว่าแผ่นเดียว”

 

“น้อยไป ต้องกินอย่างน้อยสามแผ่น ผมจะทอดเบค่อนกับไข่ดาวให้ด้วย” ปิ้งขนมปังสี่แผ่นเสร็จผมวางอีกสองแผ่นลงไปเพิ่ม กระทะอีกด้านผมตอกไข่ลงไปทอด

 

“ตามใจ” หลานเยี่ยนรู้ว่าดึงดันต่อไปก็ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนจึงชงกาแฟของตัวเองต่อ ชงเสร็จก็เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดนมออกมาเทใส่แก้วให้ผมก่อนจะถือแก้วทั้งสองใบเดินไปวางบนโต๊ะ

 

ผมยิ้มกับภาพแผ่นหลังของอีกฝ่าย มาเฟียที่ใครเห็นต่างก็เกรงกลัวกลับมีมุมที่อ่อนโยนขนาดนี้ ใครเห็นก็ต้องยิ้มเหมือนผมตอนนี้ทั้งนั้น

 

หลังทอดเบค่อนเสร็จผมจัดทุกอย่างใส่จาน เดินถือสองจานมาวางตรงหลานเยี่ยนและตัวเอง พวกเราไม่ได้พูดอะไรระหว่างกิน ต่างฝ่ายต่างตักอาหารสลับกับจิบเครื่องดื่มในแก้ว บรรยากาศเงียบๆ ทว่าเปี่ยมไปด้วยความสุขอบอวลไปทั่วห้อง

 

ตั้งแต่กลับมาอยู่ในร่างนี้ผมกินข้าวคนเดียวมาแทบจะตลอด วันนี้มีหลานเยี่ยนมานั่งอยู่ข้างๆ ร่วมมื้อเข้าด้วยกันทำให้ผมไม่สามารถหุบยิ้มได้

 

“ผมให้” ผมตักเบค่อนชิ้นหนึ่งไปวางในจานของหลานเยี่ยน

 

“ไม่อร่อย?”

 

“อร่อยสิ ถ้าไม่อร่อยผมจะให้คุณทำไม” บรรยากาศดีๆ เสียหมด

 

“ก็เพราะไม่อร่อยเลยต้องยกให้ฉันไง” คนตรงหน้าเอาเบค่อนที่ผมให้ส่งเข้าปากทันที

 

“เพราะอร่อยผมเลยยกให้ต่างหาก”

 

“ก็ใช้ได้ นึกถึงเมื่อก่อนเลย” หลานเยี่ยนก็ใช้ส้อมจิ้มเบค่อนอีกชิ้นขึ้นมาหมุนไปมาตรงหน้า

 

“เมื่อก่อน?” หมายถึงตอนไหน

 

“ตอนที่ฉันกินสเต็กกระต่ายอย่างนายทำหน้าเหมือนสัตว์กินเนื้อไม่มีผิด แทบจะวิ่งเข้ามาตะครุบเนื้อของฉัน”

 

“ต่อให้ผมเป็นกระต่ายแต่ผมก็เป็นมนุษย์มาก่อน ชอบกินเนื้อมากด้วย คุณเองก็รู้ว่าผมกินเนื้อไม่ได้แต่ก็ชอบเอามายั่ว บาปนะรู้ไหม” พอนึกได้ความรู้สึกในตอนนั้นก็กลับมา ผมลุกขึ้นโน้มตัวไปชิงเบค่อนของอีกฝ่ายเข้าปากด้วยความรวดเร็วจนหลานเยี่ยนได้แต่มองส้อมเปล่าๆ ในมือของตัวเอง

 

“...ไหนว่าให้ฉัน?” หลานเยี่ยนเงยหน้ามองผม

 

“ชิ้นที่ผมให้คุณกินไปแล้วนี่”

 

“ชิ้นนี้ก็เป็นของฉัน”

 

“เอาคืนที่คุณชอบชูเนื้อมายั่วตอนผมเป็นกระต่าย” ผมไม่แย่งใครโดยไม่มีเหตุผลหรอกนะ

 

“หึ...เด็กซะจริง”

 

“อายุผมเหมือนจะเท่ากับคุณนะ” จำได้ว่าอายุผมกับหลานเยี่ยนคือยี่สิบเจ็ดเท่ากัน

 

“แต่นายชอบทำนิสัยเด็ก”

 

“คุณไม่ทำเลยมั้งหลานเยี่ยน”

 

“ฉันไม่ทำนิสัยเด็กๆ แบบนั้นหรอก” พูดจบส้อมในมือหลานเยี่ยนก็จิ้มลงยังเบค่อนในจานผมก่อนจะเอาเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย

 

“...นี่คือนิสัยของคนโตแล้วงั้นสิ?” เพราะตกใจอยู่เลยปัดป้องไม่ทัน เสียเบค่อนชิ้นสุดท้ายไปให้อีกฝ่าย

 

“ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก”

 

“นี่แค่เบค่อน!” ไม่ใช่การทำธุรกิจสักหน่อย

 

แค่เบค่อนชิ้นเดียวแถมเจ้าของวัตถุดิบและคนทอดยังเป็นผมอีกต่างหาก

 

“หึ”

 

“ฝากไว้ก่อนละกัน” ผมเอาคืนแน่

 

เมื่อจบมื้ออาหารผมยกจานและแก้วไปล้างเก็บให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตามหลังหลานเยี่ยนออกไปพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับค้างคืนอีกหลายวัน หน้าประตูห้องผมในตอนนี้มีเจียงฮุย ไป๋หยางและบอดี้การ์ดยืนอยู่นับสิบคน เป็นภาพที่ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาพากันหลบสายตากันเป็นแถว อีกไม่กี่ชั่วโมงคงมีข่าวลือว่าผมติดหนี้ถึงขนาดมีเจ้าหนี้มาตามทวงถึงห้องแน่ๆ

 

เอาเถอะ ผมไม่อยู่ตั้งหลายวันกลับมาข่าวคงซาไปแล้ว

 

การมาทำงานในวันนี้ของผมค่อนข้างเป็นที่ฮือฮาเนื่องจากมีหลานเยี่ยนขนาบข้างแถมด้านหลังยังมีคนติดตามอีกนับสิบ พี่หลามยืนกลืนน้ำลายมองมาด้วยสายตาอยากรู้สุดขีดแต่เพราะหาเวลาอยู่กับผมสองต่อสองไม่ได้จึงต้องเก็บความสงสัยไว้ ขนาดในห้องเปลี่ยนชุดของพนักงานหลานเยี่ยนยังเข้ามาเปลี่ยนชุดเหมือนเป็นห้องตัวเองเลย

 

พูดไปก็เท่านั้นผมเลยได้แต่ปล่อยผ่านไป

 

ช่วงเช้าผมเริ่มสอนพื้นฐานคาราเต้ให้กับหลานเยี่ยน ว่ากันตามตรงอีกฝ่ายมีการเคลื่อนไหวที่ดีอยู่แล้ว มองก็รู้ว่าฝึกวิชาการต่อสู้มาหลายแขนง พอมาเสริมด้วยท่วงท่าของคาราเต้ก็ยิ่งทำให้ทักษะการต่อสู้ลื่นไหลขึ้น

 

การปะทะกันระหว่างผมกับหลานเยี่ยนค่อนข้างตึงมือเพราะอีกฝ่ายเก่งมาก แถมยังเรียนรู้ได้เร็วด้วย ผลที่ได้คือผมชนะหนึ่งครั้งจากสามครั้งที่ปะทะกัน

 

“เก่งขนาดนี้ผมไม่มีอะไรจะสอนคุณแล้ว” ผมนั่งลงบนพื้นไม้ยื่นขวดน้ำที่เพิ่งออกไปหยิบส่งให้หลานเยี่ยนที่นี่งอยู่ข้างๆ

 

ตอนนี้เป็นเวลาพักครึ่งก่อนจะเริ่มสอนใหม่ในอีกสิบห้านาที ถ้าเป็นนักเรียนคนอื่นผมจะเดินออกไปพักข้างนอกให้เวลาส่วนตัวอีกฝ่ายได้เล่นโทรศัพท์หรือผ่อนคลายแต่กับหลานเยี่ยนผมว่าการได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ช่วยให้ผ่อนคลายได้มากกว่า

 

“เพิ่งสอนมาชั่วโมงเดียวก็ยอมแพ้แล้ว?” หลานเยี่ยนรับขวดน้ำไปเปิดดื่ม

 

“แค่นั้นก็รู้ว่าคุณเก่งมาก คุณเรียนอย่างอื่นด้วยใช่ไหม ยูโด มวย”

 

“ใช่”

 

“ว่าแล้ว”

 

“สถานะอย่างฉันถ้าไม่เก่งก็คงไม่รอด” หลานเยี่ยนพูดต่อ

 

“ระวังตัวให้มากๆ อย่าประมาท” ผมก็คงทำได้แค่เตือน

 

“นายจะมาช่วยฉันระวังไหมล่ะจื่อจื่อ”

 

“...วกมาเรื่องชวนผมไปเมืองSตลอด” มีโอกาสไหนชวนได้ก็ชวนไม่ขาด

 

“อยากให้ไป”

 

“คุณนี่นะ”

 

“ลักพาตัวไปน่าจะง่ายกว่า” แม้ประโยคจะพึมพำเสียงเบาแค่ไหนแต่ผมก็ยังได้ยินอยู่ดี

 

“หลานเยี่ยน”

 

พวกเราพูดคุยกันอีกพักใหญ่ก่อนจะเริ่มการฝึกครึ่งหลัง หลานเยี่ยนแม้จะหมดเวลาฝึกกับผมแล้วแต่ก็ยังอยู่ข้างกายไม่ห่างไปไหน ผ่านไปหลายวันคนที่นี่ก็เหมือนจะชินแล้วกับการเห็นหลานเยี่ยนตามผมต้อยๆ

 

จะว่าไปคุณนุที่ชอบรุกจีบผมช่วงนี้แทบไม่มาให้เห็นหน้า เท่าที่ลองถามพี่หลามเหมือนธุรกิจในมือจะเจอปัญหาใหญ่เลยกำลังวิ่งวุ่นไม่มีเวลามาจีบใครทั้งนั้น ถึงคุณนุไม่มาผมก็ไม่ได้ว่างสอนเพราะมีหลานเยี่ยนคอยเวลานี้อยู่ตลอด พักหลังมานี้บทบาทของพวกเราสลับกันบ่อยๆ อย่างตอนนี้ผมกำลังถูกหลานเยี่ยนสอนยูโด อีกฝ่ายบอกว่ามีทักษะหลากหลายไว้หน่อยดีกว่า

 

ผมค่อนข้างสนุกมากเวลาได้ทำอะไรร่วมกับหลานเยี่ยน ช่วงเวลาที่มีความสุขแบบนี้กำลังนับถอยหลังลงเรื่อยๆ

 

ผมตัดสินใจลางานสามวันคือวันจันทร์ อังคารและพุธ สองวันแรกผมพาหลานเยี่ยนไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯไม่ว่าจะเป็นวัด สวนสัตว์ไปจนถึงร้านอาหารต่างๆ

 

เวลาในแต่ละวันผ่านไปเร็วมาก เผลอแป๊บเดียวพรุ่งนี้ก็วันพุธแล้ว เป็นวันที่หลานเยี่ยนต้องออกเดินทางในช่วงเช้า วันนี้หรือก็คือช่วงบ่ายของวันอังคารผมพาหลานเยี่ยนมาปิดท้ายยังสถานที่เงียบๆ อย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หลายๆ ที่ที่พาหลานเยี่ยนไปแม้จะเป็นสถานที่ขึ้นชื่อแต่ก็เต็มไปด้วยผู้คน ด้วยนิสัยของอีกฝ่ายไม่ค่อยชอบคนเยอะๆ อยู่แล้ว

 

หวังว่าที่นี่จะเป็นความทรงจำที่ดีนะ

 

“เหมา” นี่คือคำพูดแรกหลังเดินเข้ามายังโถงหน้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของหลานเยี่ยน

 

“เข้าใจแล้วครับ” เจียงฮุยรู้ใจเจ้านายเป็นอย่างดีตรงเข้าไปจัดการให้

 

“จะดีเหรอ ความจริงไม่ต้องก็ได้นะคนไม่ได้เยอะอะไร” เท่าที่ผมมองนับได้ไม่ถึงสิบ ภายในก็คงมีคนอยู่ไม่มาก

 

“อยากอยู่แค่กับนาย” สายตาของหลานเยี่ยนกำลังบอกผมว่าอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด...แค่เราสองคน

 

“อืม...ผมเองก็เหมือนกัน” พอคิดว่าพรุ่งนี้จะไม่มีหลานเยี่ยนคอยอยู่ใกล้ๆ ใจมันก็รู้สึกโหวงๆ อย่างบอกไม่ถูก

 

พวกเรารอให้คนเดินออกมาให้หมดก่อนจะเริ่มเดินเข้าไปด้านใน พวกเจียงฮุยนั้นจะเดินตามหลังมาอีกทีโดยเว้นระยะไว้ค่อนข้างมากตามที่ผู้เป็นเจ้านายต้องการ

 

ด้านในเป็นโถงทางเดินมืดและเย็นให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ใต้ทะเลลึกจริงๆ ตู้กระจกมากมายมีปลาชนิดต่างๆ แหวกว่ายอยู่

 

หลานเยี่ยนเดินเข้ามาประชิดผมที่มองฝูงปลานับสิบกำลังแหวกว่าย โดยไม่ทันตั้งตัวมือข้างหนึ่งก็ได้เอื้อมมาจับมือผมไว้

 

“หลานเยี่ยน?” ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

 

“อยากจับมือ” หลานเยี่ยนสอดปลายนิ้วทั้งห้ากับมือผมอย่างแนบแน่น ไออุ่นจากมือนั้นชวนให้รู้สึกดีจนผมเผลอกระชับมือตอบสนองอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

 

พวกเราเดินดูปลาไปเรื่อยๆ ที่ทั้งมือยังคงกอบกุมกันไว้แน่น ไม่มีใครคิดที่จะเป็นฝ่ายปล่อย ผมแทบมองไม่เห็นภาพปลาเบื้องหน้าเพราะมัวแต่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้กลับมาเป็นปกติ

 

จะเต้นแรงเกินไปแล้ว

 

“นี่หลานเยี่ยน” ผมเอ่ยเรียกเมื่อพวกเรามาถึงตู้ปลาใหญ่ซึ่งเป็นตู้สุดท้ายก่อนจะถึงทางออก

 

ช่วงที่เรามีความสุขเวลามักจะเดินเร็วเสมอ

 

“ฮืม?”

 

“มีเรื่องอยากขอหน่อย”

 

“...ว่ามา” เหมือนอีกฝ่ายจะแปลกใจเล็กน้อยที่ผมมีเรื่องจะขอ

 

“ถ่ายรูปกัน”

 

“...” หลานเยี่ยนมองหน้าผมนิ่งไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา

 

“ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบถ่ายรูป แต่ไหนๆ พวกเราก็จะไม่ได้เจอกันอีกนาน ผมอยากถ่ายรูปกับคุณไว้เป็นความทรงจำ” ผมบอกสิ่งที่คิดอยู่ออกไป

 

“ถ่ายกับนาย?”

 

“อืม ถ่ายกับผม”

 

“เอาสิ ถ่ายกัน” หลานเยี่ยนพยักหน้ายอมตกลงที่จะถ่าย คนที่ผมคิดว่าคงไม่รู้สึกอะไรกับการถ่ายรูปคู่ครั้งนี้กลับเป็นฝ่ายที่หยิบโทรศัพท์ตัวเองมาเปิดกล้องหน้าด้วยมือสั่นๆ

 

“สั่นแบบนั้นภาพก็เบลอหมดพอดี ผมถือเองมา” ผมรีบเอื้อมมือไปรับกล้องนั้นมาก่อนอีกฝ่ายจะทำโทรศัพท์เครื่องหลายหมื่นตกพื้น

 

“ได้”

 

“คุณตื่นเต้นอะไร”

 

“หนาวต่างหาก”

 

“ผมต้องเชื่อคุณไหม เห็นรึเปล่าว่าหน้าตัวเองแดงแค่ไหน นี่ขนาดอยู่ในที่มืดนะ” ผมอดไม่ได้ที่จะล้ออีกฝ่าย

 

“พูดยังกับหน้าตัวเองไม่แดง หน้าแดงกว่าฉันยังมาพูด”

 

“อึก...” ผมที่โดนสวนกลับถึงกับพูดไม่ออก เพราะเปิดกล้องหน้าอยู่หลักฐานเลยคาตาไม่สามารถปฏิเสธได้ ใบหน้าผมและหลานเยี่ยนแดงจริงๆ

 

กล้องนี่ก็ดีเกินไปแล้ว มืดขนาดนี้ยังเห็นชัดอีก

 

“ถ่ายสิ” หลานเยี่ยนขยับตัวมาโอบด้านหลังผม วางคางไว้บนไหล่เอียงหัวน้อยๆ จนแตะกับหัวผม

 

“...ถ่ายแล้วนะ” ผมคลี่ยิ้มที่ดูเกร็งที่สุดในชีวิตก่อนจะกดถ่าย

 

“ทำหน้าตลก” หลานเยี่ยนมองดูรูปภาพล่าสุดที่เพิ่งถ่ายไป

 

“คุณเองก็ไม่เห็นยิ้มเลย” ผมจิ้มไปยังใบหน้านิ่งๆ ในรูป ทำหน้าเหมือนถ่ายบัตรประชาชนไม่มีผิด

 

“...ถ่ายใหม่” อีกฝ่ายสรุปก่อนจะยื่นกล้องส่งให้ผมอีกครั้ง

 

“ได้ ครั้งนี้ยิ้มนะ ของยิ้มหวานๆ นะหลานเยี่ยน” พอผ่านครั้งแรกไปได้ความเกร็งก็ลดลงผมสามารถคลี่รอยยิ้มกว้างได้ดั่งใจแต่คนด้านหลังนี่สิยังทำหน้านิ่งอยู่ได้

 

“หวานพอไหม”

 

“นี่คุณยิ้มแล้วเหรอ ขอยิ้มกว้างๆ สิ” ผมหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่าย

 

“ได้แค่นี้”

 

“นั่นมันแสยะยิ้ม”

 

“...”

 

“ตอนผมเป็นกระต่ายเห็นคุณยิ้มออกจะบ่อย” ผมพึมพำเสียงเบา

 

“ไม่เห็นรู้”

 

“ผมจะถ่ายรอยยิ้มคุณเอง มองกล้องหลานเยี่ยน ไม่สิ มองหน้าผมแล้วยิ้มตาม แบบนี้” ผมเปลี่ยนกล้องกลับมาเป็นกล้องหลังหมุนตัวไปหาหลานเยี่ยนพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนตาสองข้างแทบปิด

 

“หึ...” ใบหน้าผมคงตลกน่าดูเพราะอีกฝ่ายหลุดเสียงขำออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ผมกดถ่ายรัวๆ

 

“ยิ้มแล้วเห็นไหม เด็กดีๆ” ผมเอื้อมมือไปเกาคางหลานเยี่ยนโดยที่อีกมือแอบถ่ายเป็นวิดิโอไว้

 

“หึ...ไม่ใช่นายนะที่จะชอบให้เกาคาง เอามานี่ฉันถ่ายบ้าง” หลานเยี่ยนคว้ากล้องในมือผมกลับไป ดีนะที่กดหยุดวิดีโอแล้ว

 

“ขอหล่อๆ” ผมยอมให้อีกฝ่ายถ่ายไม่มีอิดออด เก๊กท่าที่คิดว่าหล่อที่สุด

 

“งานยากแล้ว” ทำน้ำเสียงคิดหนักแต่ใบหน้านั้นกลับมีรอยยิ้มประดับไว้

 

“ยากที่ไหน ง่ายจะตาย”

 

“หึหึ...แต่ละรูปนี่...”

 

“หล่อมาก?”

 

“ฉันไม่ได้พูดนะ”

 

“ผมรู้ตัวละกัน” ผมคลี่ยิ้มส่งให้สลับกับเปลี่ยนมุมถ่ายไปเรื่อยๆ ก่อนจะใช้โทรศัพท์ตัวเองถ่ายภาพหลานเยี่ยนกลับ น่าเสียดายที่กล้องผมไม่ดีเท่าอีกฝ่ายภาพเลยค่อนข้างมืด

 

สุดท้ายก็แย่งกล้องกันถ่ายกลายเป็นว่าภาพคู่เดียวที่มีคือภาพรอยยิ้มเกร็งๆ ของผมกับใบหน้านิ่งๆ ของหลานเยี่ยน

 

ที่พักของผมนั้นเป็นโรงแรมหรูใจกลางกรุง หากเงินไม่ถึงจริงก็คงจองชั้นบนสุดของโรงแรมทั้งชั้นไม่ได้หรอก เงินเดือนทั้งปีของผมเช่าห้องนี้ได้ไม่กี่วันด้วยซ้ำ ถือเป็นโชคดีที่ผมมีโอกาสได้มายืนรับลมดูวิวยังระเบียงชั้นบนสุดแบบนี้

 

“คุณควรเข้าไปนอนพักได้แล้ว” ผมบอกกับหลานเยี่ยนที่ยืนเกาะระเบียงอยู่ห้องข้างๆ

 

ทุกคืนผมจะมายืนชมวิวกับอีกฝ่ายจนดึกดื่นก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนแต่วันนี้ผมอยากให้เขานอนเร็วหน่อยเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทาง

 

“อยากอยู่กับนายอีกหน่อย” ผมไม่ปฏิเสธว่าตัวเองก็คิดแบบเดียวกัน

 

“ให้อีกห้านาที”

 

“น้อยไป”

 

“นี่จะห้าทุ่มแล้ว คุณขึ้นเครื่องรอบเจ็ดโมงต้องออกจากนี่ตีห้า” ผมเตือนเผื่ออีกฝ่ายจะลืมไปแล้ว ต่อให้มีเครื่องบินส่วนตัวแต่ใช่ว่าจะสามารถออกเครื่องได้ทันที ทุกอย่างต้องมีการแจ้งกับทางสายการบินเพื่อกันไม่ให้ไลน์บินมันทับกัน

 

“รู้แล้ว”

 

“ถ้ารู้ก็อย่าขอเพิ่ม ห้านาทีแล้วแยกย้ายกันนอน”

 

“มานอนด้วยกันไหม” หลานเยี่ยนหันมาถาม

 

“...ไม่” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ขืนไปนอนด้วยกันผมคงไม่ได้หลับพอดี

 

ผ่านไปห้านาทีผมเป็นฝ่ายบอกฝันดีก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปนอนในห้องเพราะรู้ดีว่าถ้าผมไม่อยู่หลานเยี่ยนก็คงไม่อยู่ตรงนั้นเหมือนกัน

 

เวลาแห่งการลาจากเป็นสิ่งที่ยากแก่การทำใจเสมอ ตลอดทั้งคืนผมแทบนอนไม่หลับ ถ้ารู้แบบนี้ยอมตกลงไปนอนกับหลานเยี่ยนก็คงดี

 

ตีห้าเป็นเวลาที่พวกเราทุกคนนั่งรถออกจากโรงแรมหรูมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยาน ท้องฟ้าในยามนี้ยังคงเป็นสีดำสนิทเช่นเดียวกับความเงียบที่กำลังเข้าปกคลุมทั่วทั้งคันรถ

 

ผมนั่งอยู่ข้างหลานเยี่ยนบริเวณเบาะหลัง ฝ่ายนั้นเมื่อขึ้นรถก็ไม่ทำอะไรนอกจากหันหน้ามาหาผมแล้วมองอยู่แบบนี้ตลอดทาง เพราะถูกจ้องมองไม่วางตาผมเลยเกิดอาการเขินหน่อยๆ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้มอง ตรงกันข้ามผมกลับเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปจับมือของหลานเยี่ยนไว้ อีกฝ่ายรีบกุมมือผมกลับพร้อมกับใบหน้าที่สดใสขึ้น

 

ยิ่งเราอยากให้เวลานี้อยู่นานเท่าไหร่เวลาก็จะยิ่งเดินเร็วขึ้นมากเท่านั้น

 

รู้ตัวอีกทีผมก็มาหยุดยืนส่งหลานเยี่ยนอยู่บริเวณจุดเช็คอินแล้ว

 

“ดีใจที่ได้เจอพวกคุณ เดินทางอย่างปลอดภัยนะครับ” ผมเอ่ยลาเจียงฮุย ไป๋หยางและคนอื่นๆ เป็นอันดับแรกเพราะรู้ว่าต้องใช้เวลากับหลานเยี่ยนมากที่สุด

 

“เช่นกันครับ น่าเสียดายที่ไม่ค่อยได้คุยเท่าไหร่” เจียงฮุยโค้งศีรษะพร้อมส่งยิ้มให้

 

“ไว้เจอกันใหม่นะครับ” ไป๋หยางที่ทำหน้านิ่งจนใครๆ ต่างเกรงกลัวตอนนี้กลับเผยรอยยิ้มออกมา

 

“จื่อจื่อ” หลานเยี่ยนกระตุกมือผมเป็นเชิงบอกให้สนใจกันบ้าง ตั้งแต่ผมเป็นฝ่ายเอื้อมไปจับมือนั้นจนถึงตอนนี้มือผมก็ยังไม่ได้รับอิสระ

 

ถึงจะอายที่ถูกจูงมือเดินเข้ามาในสนามบินแต่ผมก็ไม่คิดที่จะปล่อยมือนั้นเช่นกัน

 

“กลับไปคุณต้องดูแลตัวเองดีๆ รู้ไหม พวกแอลกอฮอล์อย่ากินเยอะ มื้อเช้าด้วยต้องกินให้มากหน่อย จะทำอะไรก็รอบคอบไว้ อย่าประมาท ระวังตัวให้มากๆ” ผมบอกอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง

 

สิ่งที่ผมอยากจะบอกมีหลายอย่างมากแต่พอเอาเข้าจริงก็เหมือนจะมีหลายอย่างที่นึกไม่ออก

 

“ถ้าเป็นห่วงก็ไปด้วยกันสิ” หลานเยี่ยนใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ลูบพวงแก้มผมเบาๆ

 

“ผมจะทำงานเก็บเงินแล้วจะไปเที่ยวหาคุณ”

 

“ฉันออกเงินให้ก็ได้”

 

“คุณคิดว่าผมจะรับเหรอ” ผมยอมรับค่าห้องสุดหรูนั่นก็จริงแต่ใช่ว่าจะยอมรับทุกอย่างฝ่ายเดียว

 

“ไม่”

 

“ก็รู้ดีนี่”

 

“จื่อจื่อ”

 

“ผมดีใจที่ได้เจอคุณหลานเยี่ยน ดีใจจริงๆ” ผมพยายามห้ามตัวเองไม่ให้เศร้า มันไม่ใช่การจากลาตลอดกาลสักหน่อย

 

จะเศร้าไปทำไม

 

ผมด่าตัวเองเพื่อดึงสติ

 

“ฉันก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้เจอกันฉัน...ไม่อยากจะคิดเลย ขอบคุณที่ยังมีชีวิต” มือข้างเดิมแนบสนิทกับผิวแก้มผม ความร้อนจากมือนั้นแผ่ซ่านเข้ามา

 

“ไว้เจอกันใหม่นะ” ผมซบหน้าลงกับฝ่ามือนั้นซึมซับไปอุ่นและกลิ่นอายจากตัวหลานเยี่ยนให้ได้มากที่สุด

 

“นี่จื่อจื่อ นายไม่ไปกับฉันจริงๆ เหรอ”

 

“ไม่ไป”

 

“อืม”

 

“คุณทำหน้าเหมือนกำลังคิดจะลักพาตัวผมเลยนะ” ทั้งใบหน้าและสายตาที่จ้องมองมาเหมือนผมเป็นเหยื่อตัวน้อยไม่มีผิด

 

“ใช่ ฉันคิด...”

 

ปัง!

 

“บอสระวังครับ!” เสียงตะโกนของไป๋หยางมาพร้อมกับเสียงปืนนัดแรกที่ดังขึ้น

 

หลานเยี่ยนดึงตัวผมเข้าไปกอดรัดแน่น พาไปหลบอยู่ด้านหลังเสาต้นใหญ่พร้อมชักปืนที่เหน็บไว้ออกมา สถานการณ์ตรงหน้าเหมือนจะมีใครสักคนในกลุ่มคนที่ยืนอยู่รอบนี้หาจังหวะคิดจะเร่งงานหลานเยี่ยนแต่ยังดีที่เขาปลอดภัย

 

“ใครกัน” ผมมองไปรอบตัวเพื่อช่วยระวัง

 

ปัง! ปัง!

 

เสียงยิงปืนดังสนั่นไปทั่วสนามบิน ผู้คนมากมายส่งเสียงร้องให้ช่วย เจ้าหน้าที่เองก็กำลังตื่นตระหนกไม่รู้ว่าต้องจัดการกับเรื่องตรงหน้ายังไง คาดว่าเสียงปืนที่ปะทะคงเป็นกลุ่มของพวกเจียงฮุยกับอีกฝ่ายที่คิดจะปองร้าย

 

“ไม่ต้องกลัวฉันไม่ยอมให้นายเป็นอะไรอีกแน่” หลานเยี่ยนกอดเอวผมไว้แน่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงตั้งมั่น

 

“ผมไม่ได้กลัว เป็นห่วงคุณต่างหาก อริคุณเยอะไปแล้ว”

 

“ก็เป็นมาเฟียนี่”

 

“ครับๆ คุณราชสีห์ขนทอง” ถ้ายังพูดเล่นได้แบบนี้แปลว่าคงไม่มีอะไรน่าห่วง

 

“ระวังตัวไว้ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็รีบหลบซะ” หลานเยี่ยนโผล่หน้าไปยังทิศทางที่มีกระสุนพุ่งมาพร้อมกับลั่นไกปืน

 

“คุณต้องหลบด้วยกันสิ ผมไม่ยอมปลอดภัยอยู่คนเดียวหรอกนะ”

 

“ฉันจะปกป้องนาย...”

 

“ขอยืมหน่อย” ผมไม่รอให้หลานเยี่ยนเอ่ยจบประโยคหยิบปืนอีกกระบอกที่เหน็บอยู่ขึ้นมาปลดเซฟตี้ก่อนจะยิงไปยังอีกฝั่งซึ่งมีคนเล็งปืนมาทางนี้

 

ปัง!

 

แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่กำลังถูกอีกฝ่ายเอาชีวิตผมไม่คิดจะเล็งยิงแค่ถากๆ เพื่อให้อีกฝ่ายหยิบปืนขึ้นมายิงตัวเองอีกรอบหรอกนะ ผมไม่อยากฆ่าใครแต่ถ้าการฆ่ามันปกป้องคนที่ผมอยากปกป้องได้ผมก็ไม่ลังเล

 

ผมเคยยิงที่สนามฝึกยิงปืน และเคยใช้ปืนจริงตอนเข้าร่วมทีมกับต้องมาก่อนเลยค่อนข้างมีสติเวลาใช้ปืน

 

“...” หลานเยี่ยนมองผมกับปืนสลับกับอีกฝั่งที่ถูกยิงร่วงด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

 

“ผมไม่รู้ว่าข้อมูลที่คุณมีได้บอกไหมว่าผมใช้ปืนเป็น”

 

“บอก...แต่ไม่คิดว่าจะแม่นขนาดนี้”

 

“ผมจะเป็นฝ่ายปกป้องคุณเอง”

 

“ฉันสิจะป้องนาย”

 

“แต่ผมเพิ่งปกป้องคุณไปนะ”

 

ปัง!

 

หลานเยี่ยนหันปืนไปเล็งยิงอีกฝั่งในชั่วพริบตา สายตาที่จ้องมองมาคล้ายจะบอกว่า ‘นี่ไงฉันปกป้องนายแล้ว’

 

การดวลปืนระหว่างสองฝั่งจบลงหลังจากนั้นไม่นานโดยฝ่ายที่คว้าชัยคือพวกเรา ไป๋หยางเป็นคนจัดการคนที่ยังรอดชีวิตเพื่อหาเบาะแสต่อไปส่วนผมน่ะเหรอ...

 

“ที่นี่ไม่ปลอดภัย นายต้องกลับไปเมืองSกับฉัน”

 

ก็ถูกหลานเยี่ยนลากไปเช็คอินยังไงล่ะ

 

“เดี๋ยวก่อนสิ ผมเช็คอินได้ที่ไหนพาสปอร์ตก็ไม่ได้เอามา...” ผมที่กำลังหาข้ออ้างเบิกตากว้างเมื่อเห็นหลานเยี่ยนหยิบพาสปอร์ตผมออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง

 

ขอพูดย้ำว่าพาสปอร์ตผมออกมาจากกระเป๋าของหลานเยี่ยน!

 

“แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”

 

“ทำไมพาสปอร์ตผมถึงไปอยู่กับคุณได้?” ไม่มีปัญหาที่ไหน ปัญหาใหญ่เลยต่างหาก!

 

นี่มันการลักขโมยชัดๆ

 

“หยิบมาตอนเข้าห้องนาย” หลานเยี่ยนบอกหน้าตายจัดการพาผมไปเช็คอินเรียบร้อย

 

“...นี่คุณวางแผนไว้? อย่าบอกนะว่าการปะทะพวกนี้เป็นแผนของคุณน่ะ” ถ้าได้มาตอนเข้าห้องผมนั่นหมายถึงอีกฝ่ายเตรียมการตั้งแต่วันแรกๆ เพราะนั่นเป็นวันเดียวที่หลานเยี่ยนได้มีโอกาสเข้าห้องผม

 

“ฉันไม่ทำเรื่องให้นายต้องมาเสี่ยงอันตรายหรอก เรื่องที่เกิดขึ้นฉันไม่ได้วางแผน”

 

“งั้นแผนที่คุณวางไว้คืออะไร” ผมถามต่อเพราะมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องวางแผนพาผมไปด้วยแน่ๆ พาสปอร์ตอยู่ในมือขนาดนั้นเขาคงปล่อยผมกลับคอนโดหรอก

 

“ลักพาตัว” คำเฉลยง่ายๆ แต่ความหมายล่อคุกล่อตารางมาก ถ้าไม่ใช่ไห่หลานเยี่ยนจะมีอีกสักกี่คนที่กล้าพูดคำว่าลักพาตัวหน้าตาเฉยแบบนี้

 

“คุณนี่มัน...” ไม่รู้จะใช้คำอะไรดีเลย

 

“ยอมแต่โดยดีเถอะจื่อจื่อ ฉันไม่ยอมเสียนายไปอีกแน่ ยิ่งตอนนี้พวกนั้นคงรู้แล้วว่านายสนิทกับฉันไม่มีทางที่พวกนั้นจะปล่อยนายไปง่ายๆ”

 

คนที่ทำให้พวกนั้นรู้ว่าพวกเราสนิทกันคือใครกันล่ะ!

 

ผมสวนกลับอีกฝ่ายในใจ

 

“...ผมจะอยู่กับคุณจนกว่าจะจับคนร้ายได้จากนั้นค่อยกลับ” ใช้เวลาไม่นานผมก็ตัดสินใจแม้ตั๋วเครื่องบินไปเมืองSจะมาอยู่ในมือเมื่อหลายนาทีก่อนแล้วก็ตาม

 

“...” หลานเยี่ยนไม่ตอบอะไรแต่เดินไปหาพวกเจียงฮุยที่กำลังจัดการความเรียบร้อยต่างๆ อยู่

 

ไม่ตอบแบบนั้นแปลว่าเขาจะไม่ยอมให้ผมกลับงั้นเหรอ?

 

นี่ผมคิดถูกคิดผิดที่ก้าวเข้าไปในชีวิตของมาเฟียอย่างไห่หลานเยี่ยนกัน!

................................................

จบไปอีกหนึ่งตอน

ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าตอนนี้ยาวมากกก

และแล้วจื่อจื่อก็ต้องกลับไปกับหลานเยี่ยน

มาเดากันเล่นๆ นะว่าหลานเยี่ยจะปล่อยจื่อจื่อกลับมาไหม (ฮ่า)

เราดีใจมากที่ทุกคนเอ็นดูเรื่องนี้กันเยอะ

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์ ทุกๆ กำลังใจเลยนะคะ

อาจไม่ได้ตอบทุกเม้นท์แต่เราอ่านทุกเม้นท์นะ

เรามีแฟนอาร์ตมาอวดด้วย!

 

 

ตอนเห็นครั้งแรกเรานี่กรีดร้องเลย ขอบคุณ คุณ @Aand_see มากๆ เลยนะคะ สำหรับแฟนอาร์ต สวยมากๆ เลย หลานเยี่ยนกับจื่อจื่อหล่อมาก น่ารักมากด้วย

ดูความหวงของพี่หลานสิ

ฮืออ น่ารักอ่ะ ขอบคุณจริงๆ นะคะ

เรื่องนี้มีแฟนอาร์ตเยอะมาก คือเราดีใจจนไม่รู้จะบรรยายยังไง ไม่ใช่แค่แฟนอาร์ตแต่แค่มีคนมาพูดถึงในแท็กเราก็ดีใจมากแล้ว ถือเป็นแหล่งกำลังใจของเราเลย ขอบคุณทุกๆ คนที่เอ็นดูเรื่องนี้ด้วยนะคะ

ฝากติดตามจนจบด้วยน้าาา

เจอกันใหม่อาทิตย์หน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.039K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,079 ความคิดเห็น

  1. #1070 KRX_N (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 15:35
    อิพี่เจ้าเล่ห์ไปอีก5555
    #1,070
    0
  2. #1067 ppvs_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 23:22
    น่ารักมากๆๆๆๆ แงเ
    #1,067
    0
  3. #818 อาชาม้าโพนี่ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 21:33
    หลานเยี่ยน นายมันร้าย!!
    #818
    0
  4. #730 sakura17 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 08:52
    ตอนแรกนึกว่าต่ายจะยิงไม่แม่นซะอีก ตอนคุยกับต้อง
    คุณต่ายมีอาการเสียใจทีหลังบ่อยมากกก55 ตามใจตัวเองบ้างเถอะ
    #730
    0
  5. #582 vodkanaja2 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 12:06
    ก้อว่าน้องต้องคืนร่างเดิม อิอิ
    #582
    0
  6. #579 Coco (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 19:01

    จื่อจื่อไม่เคยไปต่างประเทศ ทำไมมีพาสปอร์ต 😂

    #579
    0
  7. #475 อัพแล้วหายกันเก่งงง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 22:46
    คุงพิ๊ฮือทำอะไรก็น่าเขิลไปหมด จะลักพาตัวเขากลับไปด้วย55555555
    #475
    0
  8. #429 pimchasri (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 23:27

    โครตรักนิยายของคุณไรท์เลย
    #429
    0
  9. #426 คุโรยูกิ คิทสึเนะ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 18:07

    LOVEมาอีก
    #426
    0
  10. #425 Midnight2602 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 00:23
    หลานเยี่ยนคือเอ็นดูน้องมากอ่ะ มีความลักพาตัว
    #425
    0
  11. #424 noodcharee9444 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 22:35
    เป็นเอ็นดูหลานเยี่ยนจัง5555
    รอนร้าา
    #424
    0
  12. #423 2548mina (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 22:01
    หลานเยี่ยนนนลักพาตัวน้องไปเลยยยย55555น่ารักกก
    #423
    0
  13. #421 Anjel_of_Death (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 01:41
    ชอบเรื่องนี้มากเลยง่าา~~~ มาต่อเร็วๆนะคะ
    #421
    0
  14. #420 mimiik24 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 21:11
    ฮื่อ พึ่งมาเจอน่ารักมาค้าบบบบยัยตุ่ย
    #420
    0
  15. #419 Jennipa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 17:53
    น้อนต่ายยยย
    #419
    0
  16. #418 MichigoRinno (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 12:37

    เค้ารอยูอยู่นะตัวเธอ~~ อารัญมีความสุขกับเหล่าฮาเร็ม ไม่สิๆ เหล่าสามีไปแล้ว มาปั่นน้องจื่อจื่อต่อเร๊ววว
    #418
    0
  17. #417 PPPWVB (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 09:19
    รอนะคะสนุกมากเลยค่ะ
    #417
    0
  18. #416 peace_in_apple (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 00:42
    น้องไม่มีทางหนีพ้นแล้วแหละ
    #416
    0
  19. #412 Blackywink (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 23:32
    อย่าปล่อยจื่อจื่อกลับมานะ55555
    #412
    0
  20. #411 ppprangwalaa97 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 23:13
    โอ้ย น่ารักจังเลยง่ะ5ุ5555555
    #411
    0
  21. #409 bb.smile (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 16:48
    ถถถถ น้องต่ายเถียงไปก็ไม่ชนะคุณราชาสีห์หรอกงิ
    #409
    0
  22. #408 yanisasirarat (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 14:54
    ยิ้มจนปวดกรามมม555
    #408
    0
  23. #400 000 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 12:03

    ยิ้มจนปวดกรามหมดแล้วว

    #400
    0
  24. #396 โอปอไม่ใช่แมงปอ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 02:51
    เรื่องนี้มันทัชใจสุดๆเลย ยิ้มตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนล่าสุด รอตอนต่อไปฮะ
    #396
    0
  25. #395 þ姆êl (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 01:48
    ช่วยด้วยอิฉันหุบยิ้มไม่ด๊ายยยย!!!!
    #395
    0