-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 9 : *·~หลอม¤ครั้งที่ VIII ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,291
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 355 ครั้ง
    14 พ.ค. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ VIII ~·*





ช่วงเช้าของวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับผมที่ถอนหายใจออกมาแรงๆ ท่ามกลางความเงียบสงบในยามเช้า ภายในห้องขนาดใหญ่มีเฟอร์นิเจอร์แบบครบครันตั้งแต่โซฟาสีน้ำเงิน โต๊ะอาหารเล็กๆ ทั้งในห้องและริมระเบียงไปจนถึงเตียงขนาดใหญ่มีโทนสีเดียวกันกับเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น


ผมชอบโทนสีเย็นโดยเฉพาะสีฟ้าและน้ำเงิน เวลามองทำให้ผมรู้สึกสงบใจและตอนนี้ผมกำลังจะเพิ่มอีกสีเข้าไปด้วย...สีนั้นคือสีขาว


ตั้งแต่ได้เจอกันความรู้สึกที่มีต่อไซซิน เคอร์เรสก็กำลังเพิ่มไปในทางบวกมากขึ้นเรื่อยๆ ยามเป็นอาจารย์เขาทำหน้าที่ได้ดีแม้จะมีอาการเกร็งอยู่บ้าง ยิ่งผ่านช่วงงานกีฬาไปเขากลายเป็นคนดังที่นักเรียนทุกคนอยากให้ไปสอน ฝีมือระดับนั้นส่วนมากจะไม่มาเป็นอาจารย์หรอก ต้องสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอย่างไปเป็นองครักษ์ ทหารหรือนักเวทย์ของอาณาจักรอะไรแบบนั้น


พอพูดถึงซินเรื่องราวเมื่อหลายวันก็ผุดเข้ามาในหัว มันเป็นความประมาทของผมเองที่ไม่รู้ว่าคนกำลังจ้องเร่งงานจนถูกจับขังไว้ในผนึกแบบมีเงื่อนไขแถมยังมีเวทย์สายลมประสานทำเอาผมขยับร่างกายไม่ได้ ผมในตอนนั้นแม้จะยังไม่สิ้นหวังแต่ก็เผื่อใจไว้แล้วตั้งแต่รู้ว่าเงื่อนไขของการปลดเวทย์ออกคืออะไร


ผมจึงทั้งตกใจและแปลกใจมากที่มีเวทมนตร์ซึ่งสามารถปลดทุกเงื่อนไขของเวทย์ออกไปได้ ไม่เพียงแค่ปลดแต่ยังทำให้ทุกเวทมนตร์ไร้ผล ไม่เคยเห็นและเคยได้ยินมาก่อนว่ามีเวทย์แบบนี้อยู่ด้วย ทว่าเรื่องน่าตกใจกว่าก็เกิดขึ้นเมื่อเวทย์รักษาหนึ่งถูกร่ายออกมา ความทรงจำในอดีตที่ลืมเลือนไปเหมือนกำลังหลั่งไหลกลับเข้ามา ในอดีตผมเคยถูกลักพาตัวและมีคนตามไปช่วย แล้วเวทย์รักษานั้นก็เป็นเวทย์เดียวกับที่ซินร่ายรักษาผม


จะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ


อาจใช่แต่ผมไม่เชื่อ


ท่าทางผิดปกติราวกับกำลังปิดบังบางสิ่งไม่อาจรอดสายตาของผมไปได้


พอผมยิงคำถามว่าอีกฝ่ายเป็นใครความเงียบก็เข้าครอบคลุมทั้งห้อง ผมเองไม่ได้เร่งรัดแต่รอบสังเกตใบหน้าขาวที่เห่อแดงเล็กน้อยจากการถูกผมรวบตัวไปกอดอย่างไม่อาจละสายตาได้ ท่าทางกระวนกระวายกับสีหน้าที่แสดงออกมาช่างน่ามองและตรึงสายตาผมให้จับจ้องอยู่เสมอ


ซินปกติจะไม่ใช่คนพูดเยอะหรือมีนิสัยเป็นมิตรอะไรเป็นพิเศษ ส่วนมากที่เห็นพูดคุยกับอาจารย์จินเนสหรือนักเรียนคนอื่นก็จะพูดคุยไปตามปกติต่างจากเวลาคุยกับผม เหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง


ระหว่างในหัวกำลังคิดเรื่องของอีกฝ่ายซินกลับลุกขึ้นท่ามกลางความงงงวยของผมก่อนจะพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาแล้ววิ่งออกจากห้องไปดื้อๆ...


‘กระหม่อมนึกได้ว่ามีธุระ ขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ’


“มีธุระตอน 4 ทุ่ม หึ” ผมหลุดขำออกมาเมื่อนึกถึงข้อแก้ตัวที่ดูยังไงก็ไม่อาจใช้ได้


ก็รู้ว่าถูกเลี่ยงไม่ตอบคำถาม แต่ยังไงความอยากรู้มันห้ามได้ซะที่ไหน


อยู่ๆ ก็มาปรากฏตัวขึ้น


อยู่ๆ ก็เข้ามาช่วยเหลือ


อยู่ๆ ก็มาทำให้ตราตรึง


และอยู่ๆ ก็มาทำให้นึกถึง


แบบนี้จะไม่ได้อยากรู้ได้ยังไงกัน


วันนี้เป็นวันหยุดของสถาบันเวทมนตร์ ถึงจะพูดอย่างงั้นแต่พอถึงวันจันทร์ผมก็ไม่จำเป็นต้องไปยังสถาบันเวทมนตร์แล้วเนื่องจากเหลือเวลาประมาณ 2 เดือนก่อนถึงการสอบครั้งสุดท้าย และเป็นการสอบเพื่อจบการศึกษาจากสถาบันเวทมนตร์อย่างเป็นทางการ


นักศึกษาปีสุดท้ายได้รับหัวข้อสำหรับใช้สอบเดียวกันทว่าไม่อาจลอกกันได้ ข้อสอบที่ว่าคือการสร้างเวทย์ใหม่หรือการผสานเวทย์จนเกิดเป็นเวทย์ใหม่


ภายในเวลา 2 เดือนที่เหลืออยู่ทางสถาบันจะให้นักเรียนหยุดเพื่อศึกษา ค้นคว้าและทดลองเวทย์ได้ตามต้องการ ซึ่งในวันสอบนักเรียนทุกคนต้องแสดงเวทย์บทใหม่ให้เหล่าอาจารย์ในสถาบันดูอย่างน้อย 3 เวทย์ สำหรับผู้มีพลังเวทย์น้อยคงลำบากพอสมควรเพราะแต่ละเวทย์จำเป็นต้องให้พลังพอสมควร ไม่ใช่ทำได้แล้วจบต้องทำซ้ำจนกว่าจะชำนาญเพื่อกันความผิดพลาด


ในส่วนของตัวผมถึงจะมีทุนด้านพลังเวทย์แต่การคิดเวทย์ใหม่ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้แม้ปัจจุบันจะมีเวทย์ที่ผมสร้างขึ้นมาเองอยู่แล้วทว่าผมไม่คิดจะใช้เวทย์นั้นในการสอบเพราะเหมือนเอาเปรียบคนอื่นที่ใช้เวลาเพียง 2 เดือนในการคิดและทดลอง ผมจึงเลือกที่จะคิดเวทย์ใหม่ขึ้นมาในระยะเวลานี้


ช่วงเช้าของวันหยุดแรกผมเริ่มต้นจากการไปรับประทานอาหารกับท่านพ่อและท่านแม่ก่อนจะไปดูการฝึกของหน่วยทหารบริเวณลานด้านข้างปราสาท ภายในปราสาทแห่งนี้จะแบ่งออกเป็นหลายๆ ส่วนซึ่งมีส่วนด้านในที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเชื้อพระวงศ์ ตามมาด้วยเหล่าขุนนางหรือเสนาบดีฝ่ายต่างๆ ที่มีห้องทำงานเป็นของตัวเอง แต่ละคนต่างมีบ้านอยู่ในตัวเมืองแต่เมื่อถึงเวลาทำงานต้องมายังปราสาทแห่งนี้


นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ลานสำหรับฝึกของยทหาร องครักษ์ นักเวทย์รวมไปห้องพักสำหรับผู้ที่ไม่มีบ้าน อาจดูเหมือนไม่มีความเป็นส่วนตัวนักแต่ด้วยขนาดของปราสาทที่ใหญ่มากและการแบ่งสักส่วนอย่างชัดเจนทำให้ไม่มีใครเข้ามายุ่งในพื้นที่อาณาเขตของราชวงศ์นัก


“องค์ชาย วันนี้จะทรงฝึกซ้อมกับพวกเราไหมพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าของหน่วยทหารไพรเดน เฮก้าเอ่ยถามหลังจากเห็นผมและเหล่าองครักษ์อีก 5 คนเดินเข้าไปในบริเวณลานฝึก


ไม่ว่าจะเป็นทหาร องครักษ์หรือนักเวทย์ต่างมีหัวหน้าแต่ละหน่วยเป็นของตัวเองเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม หลายคนมีข้อสงสัยว่าทำไมต้องแยกเป็นทหาร องครักษ์และนักเวทย์ด้วย คำตอบคือแบ่งตามความสามารถอย่างทหารแม้จะมีพลังเวทย์แต่ไม่ได้เก่งกาจนัก จะมีข้อดีคือพลังกาย ความอึดและทักษะการต่อสู้ประชิดรวมถึงอาวุธโดยปราศจากการใช้เวทย์


ส่วนนักเวทย์ก็ตรงตามชื่อคือเป็นผู้มีความสามารถด้านเวทมนตร์ส่วนมากจะมีพลังเวทย์สูงและข้อเสียของนักเวทย์คือไม่ชินต่อการขยับเคลื่อนไหวเยอะ การต่อสู้มือเปล่าหรือแม้แต่ใช้อาวุธซึ่งทั้งทหารและนักเวทย์ต่างมีข้อดีข้อเสียตรงกันข้าม ในส่วนขององครักษ์จะเป็นการรวมของดีของนักเวทย์และทหารเข้าด้วยกันคือมีทักษะการต่อสู้ประชิดและใช้อาวุธโดยมีความสามารถในการร่ายเวทย์ระหว่างสู้ไม่แพ้นักเวทย์ และเพราะรวมแต่ข้อดีหน่วยองครักษ์จึงมีจำนวนคนน้อยที่สุด รองมาคือนักเวทย์และทหาร


จะว่าไปซินเองก็เคยบอกว่าเป็นหนึ่งในนี้นี่นะ หากให้ลองทายด้วยความสามารถของพลังเวทย์ควรจะอยู่ในหน่วยนักเวทย์ทว่าการต่อสู้แบบประชิดที่เห็นนั่นทั้งเฉียบคมและเด็ดขาดไม่ต่างจากทหารผู้ชาญศึก พอนำสองสิ่งมารวมกันมีเพียงหน่วยองครักษ์เท่านั้นที่เหมาะ เพียงแต่ในหน่วยองครักษ์ผมไม่เคยเห็นซินมาก่อน


“ก็ดี ข้าขอรบกวนด้วย” ผมเอ่ยตอบหัวหน้าไพรเดน เฮก้าก่อนจะเข้าร่วมการฝึกในช่วงเช้าด้วย ปกติผมมักจะเข้าร่วมการฝึกของแต่ละหน่วยอยู่เป็นประจำหากมีวันว่างหรือโอกาสเพราะความแข็งแกร่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถจะมีได้ภายในข้ามคืน


ทุกอย่างล้วนมาจากการฝึกซ้อมและปฏิบัติจนเกิดเป็นประสบการณ์ที่สะสมก่อให้เกิดเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของแต่ละบุคคล การฝึกช่วงเช้ากับหน่วยทหารผ่านไปด้วยดี หลังการฝึกผมมักจะกลับไปอาบน้ำที่ห้องแล้วถึงค่อยลงมือทำอย่างอื่นต่อ


“ข้าจะขึ้นไปพัก พวกเจ้าไปพักสักชั่ว 3 โมงเถอะ” ผมหันไปบอกองครักษ์ด้านหลัง องครักษ์ทั้ง 5 คน ไม่สิ ก่อนหน้านี้มี 6 ทว่ากลับถูกหักหลังไปซะแล้ว พวกเขาทุกคนต่างถูกท่านพ่อคัดเลือกมาเพื่อดูแลผมโดยตรงยิ่งช่วงนี้ยิ่งคอยตามติดดูแลเป็นพิเศษ


การถูกตามตลอดไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบนักแต่ใช่ว่าไม่เข้าใจ


ผมเป็นลูกเพียงคนเดียวของราชาหากเกิดอะไรขึ้น จะมีพายุลูกใหญ่ตามาแน่นอน


“พ่ะย่ะค่ะ พวกเราจะมารอพระองค์ที่ด้างล่างของปราสาทในอีก 3 ชั่วโมง” คนที่พูดคือโลเคิลเป็นผู้นำขององครักษ์อีก 4 คน เขามีการวางตัวที่ดีเมื่อเห็นว่าผมเริ่มรู้สึกอึดอัดกับการโดนตามติดก็มักจะยอมถอยออกไปบ้างให้ผมสบายใจ


พอพวกเขากลับออกไปพักผมจึงเดินกลับขึ้นไปบนปราสาทซึ่งทางที่ผมใช้มีจุดเชื่อมกับห้องทำงานของท่านพ่อ ซึ่งมีคนหนึ่งกำลังถูกค้นร่างกายเตรียมเข้าไปด้านในหากเป็นปกติผมคงเดินผ่านไปโดยไม่ติดใจอะไรทว่าเส้นผมสีขาวนั่นทำให้ขาที่ก้าวหยุดชะงัก


“ซิน?” ผมพึมพำชื่อคนตรงหน้าพร้อมกับร่างกายที่เข้าไปหลบอยู่ในทางเดินแยกกันไม่ให้ถูกเห็นตัว


ไม่เข้าใจว่าจะหลบทำไม


ผมแอบมองซินเดินเข้าไปให้ทำงานของราชาแห่งอาณาจักรเวธาณาร์หรือท่านพ่อของผมด้วยความสงสัยแม้จะระแคะระคายอยู่บ้างว่าทั้งคู่รู้จักกัน หน้าปัดนาฬิกาข้อมือสีน้ำเงินแกมฟ้าตอนนี้บอกเวลา 12 นาฬิกาตรงซึ่งผมยกมันขึ้นมามองทุก 10 นาทีโดยไม่รู้ตัว


อยากจะเข้าไปหาท่านพ่อเพื่อจะได้รู้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน


ตั้งแต่จำความได้ผมเดินผ่านทางนี้มานับไม่ถ้วนทว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่เดินสวนหรือเหลือเห็นผู้มีเส้นผมสีขาว จะบอกว่าผมไม่ได้สังเกตก็ไม่น่าใช่ ความสงสัยทวีความรุนแรงขึ้นจนผมต้องข่มอารมณ์ไม่ให้คิดทำอะไรบ้าๆ อย่างเข้าไปร่วมการสนทนาด้วย กว่าประตูห้องทำงานของท่านพ่อจะเปิดออกอีกครั้งก็กินเวลาไปถึง 2 ชั่วโมง


2 ชั่วโมงเชียวนะ


คุยอะไรถึงได้นานขนาดนั้น


บางทีการประชุมกับพวกขุนนางยังไม่นานขนาดนี้เลย


ผมรู้ว่าซินมีความลับ และมีเยอะด้วย


ยิ่งไม่บอกยิ่งอยากรู้


ยิ่งบอกว่าไม่น่าสนใจยิ่งน่าสนใจ


ยิ่งบอกว่าไม่อะไรยิ่งต้องมีอะไร


คำพูดของซินแปลความหมายได้ตรงข้ามตลอดจากที่เคยพูดคุยกัน และทุกครั้งจะจบลงด้วยการเบี่ยงประเด็น เปลี่ยนเรื่องไม่ก็หนีตลอด


แผ่นหลังของซินไกลออกไปทางอีกฝั่ง และก่อนที่จะถึงหัวมุมร่างนั้นกลับหายไปซะดื้อๆ ดวงตาสีฟ้าสว่างหรี่ลงอย่างครุ่นคิดกับภาพต้องหน้าก่อนข้อสรุปง่ายๆ จะปรากฏออกมา...


“เวทย์พรางตัว” ผมพึมพำเสียงเบา


ไม่แปลกหากไม่เคยอีกฝ่าย คงใช้เวทย์พรางตัวปกปิดไม่ให้ใครได้เห็น


“องค์ชายฮาล์บ?” องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูห้องทำงานของท่านพ่อหันมามองเมื่อเห็นผมเดินเข้าไปใกล้


“ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่านพ่อ” ผมบอกพวกเขาไปตามตรง


“ได้พ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวกระหม่อมจะไปทูลองค์ราชาให้ รอสักครู่พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คนหนึ่งโค้งตัวก่อนเคาะประตูเดินเข้าไปด้านใน


“คนเมื่อครู่ มาบ่อยไหม” ผมหันไปถามองครักษ์อีกคนที่เฝ้าอยู่


“หากองค์ชายทรงหมายถึงชายที่มีเส้นผมและดวงตาสีขาวละก็เขามาบ่อยพ่ะย่ะค่ะ อย่างน้อยก็สองอาทิตย์ครั้ง”


“แล้วคุยกับท่านพ่อนานรึเปล่า” ผมยังถามต่อเพื่อเก็บข้อมูล


“พ่ะย่ะค่ะ อย่างน้อยก็ราว 2 ชั่วโมง” อีกฝ่ายตอบกลับหลังหยุดคิดนิดนึง


อย่างน้อย 2 ชั่วโมง?


แถมยังมาอย่างน้อยสองอาทิตย์ครั้ง


มีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันนานขนาดนั้น


“องค์ชาย องค์ราชาทรงรออยู่ด้านในพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ที่เข้าไปด้านในเปิดประตูให้ผมเดินเข้าไปภายในห้องทำงานขนาดใหญ่


ผมไม่ติดใจเรื่องที่เขาต้องเข้าไปรายงานท่านพ่อก่อนเพราะไม่แน่ว่าอาจติดงานหรือติดธุระอยู่ได้ หากไม่ใช่เรื่องด่วนมากจะให้องครักษ์ด้านนอกเข้าไปบอกก่อน


“ท่านพ่อ สวัสดียามเที่ยงพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยทักทายเป็นอันดับแรกเมื่อเดินมาถึงโซฟาสีเทาหน้าโต๊ะทำงาน


“ไม่บ่อยนักที่ลูกจะมาหาพ่อแบบนี้ นั่งเลยๆ พ่อให้เตรียมน้ำชาแล้ว” ท่านพ่อยิ้มไปพูดไป มีการกวักมือเรียกผมให้นั่งลงยังโซฟาอีกฝั่งนึง ตอนนี้ท่านพ่อเองก็นั่งอยู่ที่โซฟาเช่นกัน


“ลูกมีเรื่องอยากถามท่านพ่อ” ผมเริ่มเข้าประเด็นทันที


หากถามกับเจ้าตัวแล้วถูกปฏิเสธคงมีแต่ต้องถามจากท่านพ่อโดยตรง


“อยากถาม? เรื่องอะไรเล่าพ่อบอกเจ้าได้ทุกเรื่องเลย”


“ไซซิน เคอร์เรส” ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกไปมือที่กำลังจะยกแก้วขึ้นมาจิบก็ชะงักเล็กน้อย


“...ถ้าเป็นเรื่องของซินพ่อคงพูดมากไม่ได้หรอก” นิ่งไปสักพักท่านพ่อจึงตอบกลับมาตรงๆ


พูดมากไม่ได้งั้นเหรอ


“หมายความว่ายังไงพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม...ค่อนข้างพูดอยาก เขาไม่เหมือนกับคนอื่นใช่ไหมฮาล์บ ปกติลูกจะไม่ก้าวก่ายเรื่องของใครก็ตามนี่ การที่อยากรู้เรื่องของซินคงมีอะไรบางอย่างสินะ” ท่านพ่อยกแก้วชาขึ้นจิบต่อระหว่างพูด


อย่างที่ท่านพ่อว่า ผมอยู่ในสังคมชั้นสูงมาตั้งแต่เกิด การสังเกตและการพบปะหลายๆ คนทำให้ผมรู้ถึงขอบเขตของแต่ละคนที่เราไม่ควรจะเข้าไปก้าวก่ายแต่สำหรับซิน...


ไม่รู้สินะ


“...แค่อยากรู้” นี่นับเป็นเหตุผลได้รึเปล่า


“สบายใจเวลาอยู่กับซินรึเปล่า” ท่านพ่อถามต่อ


“...พ่ะย่ะค่ะ” ไม่เข้าใจว่าท่านพ่อถามเรื่องนี้ทำไม


“พ่อเองก็สบายใจเวลาคุยกับเขาถึงได้ชอบเรียกมาบ่อยๆ ไม่ว่าจะพูดอะไรก็จะรับฟังด้วยใบหน้านิ่งๆ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มเบื่อจะแสดงออกชัดทางสีหน้าจนอดแกล้งไม่ได้...” ผมนั่งฟังท่านพ่อเล่าพลางผงกหัวขึ้นลงแทนการเห็นด้วย


ใช่ ซินเวลาทำหน้านิ่งเราจะไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่แต่หากเป็นสีหน้าอื่นกลับดูออกง่ายจนอดไม่ได้ที่อยากเห็นอีก ทุกครั้งที่ผมคุยกับเขาเวลาเห็นใบหน้าอย่างอื่นนอกจากใบหน้านิ่งผมรู้สึกดีใจที่สามารถทำให้อีกฝ่ายแสดงอารมณ์ออกมาได้


“เขาเป็นคนของปราสาทใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามอีก


“เจ้าตัวไม่ได้บอกอะไรจริงๆ สินะ”


“ไม่ใช่ว่าท่านพ่อสั่งไว้หรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามไปตามตรง การที่ซินไม่ยอมตอบอาจเป็นเพราะได้รับคำสั่งมาจากท่านพ่อ


“จะว่าสั่งก็ใช่แต่พ่อไม่เคยสั่งซินเรื่องนี้ฮาล์บ...ไม่อยากพูดหรอกนะแต่ถึงบางทีพ่อสั่งเขายังไม่อยากจะทำตามเท่าไหร่เลย”


“...เขาดูไม่เหมือนแบบนั้น วันก่อนลูกสั่งให้เขาอยู่จนกว่าจะตื่นเขายังทำตามเลย” ผมบอกไปตามตรง ไม่คิดว่าพอตื่นมาจะได้เจอกับซินจริงๆ


“แค่เรื่องลูกหรอก”


“เรื่องลูก?” หมายถึงยังไง


“พอเป็นเรื่องลูกซินจะใจร้อนและเป็นห่วงมากเป็นพิเศษอย่างวันนี้กว่าจะยอมรับภารกิจก็ใช้เวลาซะนาน เอาแต่พูดว่าต้องอยู่ปกป้องเจ้าเผื่อเกิดอะไรขึ้นทั้งที่บอกแล้วแท้ๆ ว่าจะเพิ่มคนคุ้มกันให้ระหว่างเขาไม่อยู่” คำพูดของท่านพ่อทำให้ผมขมวดคิ้วแน่น


“ปกป้องลูก? แล้วภารกิจที่ว่าคือยังไง เขาไม่ใช่คนของหน่วยไหนของปราสาทแล้วทำไมถึงได้รับทำภารกิจ?”


“โอ๊ะ เหมือนพ่อจะพูดเยอะไปแล้ว”


“ท่านพ่อ” ถ้าคิดจะหยุดพูดตอนนี้ผมไม่ยอมจริงๆ ด้วย


“ทำไมไม่ลองไปถามเจ้าตัวเองล่ะ”


“ลูกถามแล้วแต่เขาไม่ยอมบอก”


“เดาได้อยู่ล่ะนะ ถ้าอยากรู้มีแต่ต้องถามซินตรงๆ เท่านั้น จะให้พ่อพูดคงไม่ดีเท่าไหร่” พูดจบก็ยกแก้วชาขึ้นมาจิบอีกรอบ


“เขาไม่ยอมบอก” ต่อให้ถามยังไงก็ไม่ยอมปริปาก


“งั้นจะสอนวิธีง่ายๆ ให้ไหม ทำครั้งเดียวรับรองไม่มีแรงวิ่งหนีแน่” รอยยิ้มคล้ายคนกำลังสนุกนั่นดูไม่ค่อยน่าไว้ใจแต่ผมก็ไม่มีทางเลือกนอกจากพยักหน้าและรับฟัง


“...แล้วซินจะกลับมากี่โมงพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามต่ออีกหน่อย


“คงอีกหลายอาทิตย์เลย”


“หลายอาทิตย์?”


“ภารกิจที่ให้เป็นภารกิจนอกอาณาจักร บริเวณถนนสายหลักทางเชื่อมไปอาณาจักโวเรียตอนนี้มีพวกกองโจรดักปล้นอยู่พ่อเลยสั่งให้เขาไปจัดการ” อาณาจักรโวเรียอยู่ทางติดตอนใต้ของอาณาจักรเวธารณ์ซึ่งทางเชื่อมเดียวที่มีคือต้องเดินทางผ่านหุบเขาสองลูก


“แล้วพาทหารไปด้วยเยอะไหมพ่ะย่ะค่ะ” การจะจัดการกองโจรคงไม่ง่าย ผมเดาว่าจำนวนคงมีหลักสิบปลายๆ ถึงหลักร้อย นอกจากมีอาวุธและพลังกายแล้วอาจมีการใช้เวทย์ด้วย


“ทหาร? ถ้าพาไปคงไม่เกิน 2 คน แต่พ่อว่าคงไปจัดการคนเดียวมากกว่า” ท่านพ่อตาโตเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด


“คนเดียวจะจัดการหมดได้ยังไง...” ยังพูดไม่จบประโยคภาพฝีมือของอีกฝ่ายก็ปากฎขึ้น ทักษะและความสามารถระดับนั้นไม่แน่ว่าอาจจัดการได้ก็ได้


“ฝีมือระดับนั้นแค่โจรน่ะไม่ครนามือหรอก”


“เขาเป็นใครกันแน่ ลูกเพิ่งเคยเห็นคนที่ร่ายเวทย์เกือบ 10 เวทย์ติดๆ กันภายไม่กี่นาทีครั้งแรก” แม้จะมีพลังเวทย์สูงใช่ว่าจะสามารถร่ายติดกันได้ขนาดนั้น ต่อให้เป็นผมในตอนนี้เอง 6 เวทย์อาจมากสุดแล้ว


“ที่ร่ายได้อาจเพราะลูก”


“เพราะลูก?”


“ใช่ เพราะลูกอยู่ในอันตราย เขาจึงดึงทุกสิ่งมาเพื่อใช้ปกป้องลูก”


“ทำไมเขาถึงต้อง...”


“ไปถามเจ้าตัวเองเถอะฮาล์บ ถ้าดื้อมากๆ ก็จัดการตามวิธีที่บอกเลย”


“...พ่ะย่ะค่ะ”


จากนั้นเวลาก็ไหลผ่านไปทีละนิด ช่วงคิดเวทย์ใหม่ผมหมกตัวอยู่ในห้องสมุดเพื่อคิดรูปแบบของเวทย์ที่จะสร้าง การผสานเวทย์เองเป็นหนึ่งในการสร้างเวทย์ใหม่ไปสู่ระดับสูงขึ้นทว่าการจะหาเวทย์ที่เข้ากันได้และส่งเสริมให้พลังเพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีคนนึงที่ทำเหมือนว่าการผสานเวทย์เป็นเรื่องง่ายดาย


ไม่รู้ว่าจำนวนเวทมนตร์ในหัวของซินมีอยู่กี่พันเวทย์กัน


ช่วงนี้เป็นแบบนี้ตลอด ทุกครั้งที่ร่ายเวทย์จะมีภาพของซินปรากฎขึ้นเช่นเดียวกับตอนออกไปเดินเล่นยังตลาดกลางเมือง ภาพในอดีตที่เคยเจอกันกลับเข้ามาในหัวคล้ายกำลังคำนึงหาอย่างไม่รู้ตัว หากเป็นปกติเมื่อหมดวันหยุดผมจะได้เจอเขาที่สถาบันเวทมนตร์ทว่าตอนนี้ต่อให้ไปที่นั่นก็คงไม่ได้เจอเพราะอีกฝ่ายกำลังออกไปปฏิบัติภารกิจนอกอาณาจักร


ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง


“หวังว่าจะปลอดภัยนะ...ซิน” ผมพึมพำพลางทิ้งหัวลงบนหมอนนุ่ม มือข้างนึงขยับไปยังโต๊ะเล็กด้านข้างก่อนเปิดลิ้นชักหยิบของบางอย่างออกมา


อัญมณีสีขาวขุ่นเมื่อยกขึ้นต้องแสงไฟกลับส่องสว่างคล้ายดวงตาที่ทอประกายน่าค้นหา มองกี่ทีอัญมณีนี่ก็เหมือนกับไซซิน เคอร์เรสมากเหลือเกิน แม้จะมีพลังเพียงน้อยนิดทว่ากลับตรึงสายตาผมไว้ตลอดตั้งแต่แรกเห็น


บัดนี้ก้อนอัญมณีสีขาวขุ่นได้ถูกเจียระไนตามแบบที่ผมต้องการอยู่นานหลายเดือนถึงสำเร็จ ผมเพิ่งได้รับอัญมณีที่สมบูรณ์เมื่อเช้านี่เอง ก้อนอัญมณีหนึ่งก้อนถูกแบ่งแยกเป็นสองโดยทรงเหลี่ยมนั้นถูกเจียระไนจนกลายเป็นรูปหยดน้ำ เศษที่เหลือจากการเจียระไนผมไม่ได้ให้ทิ้งแต่นำเศษเหล่านั้นมาใส่ในจี้สีเหลี่ยมเช่นเดียวกับอัญมณีสีขาวรูปหยดน้ำก่อนนำมาติดกับสร้อยสีเงิน ภาพรวมช่างงดงามเหมือนในความคิด


ผมยกจี้สี่เหลี่ยมที่ด้านในมีอัญมณีรูปหยดน้ำและเศษผงจากการเจียระไนขึ้นมาเขย่าจนละลองด้านในคละคลุ้งคล้ายเกล็ดหิมะส่องประกายด้วยรอยยิ้มก่อนจะหลับไปพร้อมกับสร้อยรูปเดียวกันสองเส้นในมือจนถึงเช้าวันต่อมา


ในที่สุดวันนี้ซินก็จะกลับมาจากภารกิจ ผมไม่รู้หรอกว่าท่านพ่อรู้เรื่องนี้ได้ยังไงแต่นั่นเป็นข้อมูลที่ทำให้ผมจัดการเคลียร์งานทุกอย่างแล้วยืนดักรอซินอยู่บริเวณประตูหลังปราสาทซึ่งติดกับป่าลึก


“สายธาราซึ่งสามารถสะท้อนทุกสรรพสิ่งได้จงมองพลังแห่งการมองทะลุให้แก่ข้า” นี่คือเวทย์ใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เปิดโปงเวทย์พรางตัว ผมค่อนข้างมั่นใจว่าซินต้องใช่เวทย์พรางตัวกลับเข้ามายังปราสาท หลายวันที่ผ่านมาผมนึกเรื่องซินขึ้นมาได้อีกอย่าง


หากเขาเป็นคนหนึ่งในปราสาทมีความเป็นไปได้ว่าเขาจะต้องอาศัยอยู่ที่นี่หรือไม่ก็มีบ้านอยู่ในตัวเมือง ผมค่อนข้างเทไปว่ามีห้องอยู่ในปราสาทเนื่องจากหลายๆ ปัจจัย


ระหว่างกำลังนึกเรื่องอื่นไปเรื่อยร่างสูงโปร่งในชุดสีเข้มตัดกับเส้นผมและสีตาก็เดินตรงมาทางนี้โดยมีเวทย์พรางกายถูกร่ายไว้อย่างที่คิด ฝ่ายนั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นผมยืนอยู่ก็มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ดวงตาสีขาวเบิกกว้างก่อนกระพริบสองสามรอบติดๆ กันคล้ายกำลังเช็กดูว่าผมที่ยืนอยู่เป็นตัวจริงหรือภาพลวงตา


ผมยิ้มมุมปากกับภาพที่เห็น...ซินคงไม่รู้หรอกว่าผมสามารถมองเห็นเขาผ่านเวทย์พรางตัวได้ เพราะถ้ารู้เขาคงไม่เลือกเดินผ่านผมไปเฉยๆ แบบนี้


“ซิน” ผมเรียกก่อนอีกฝ่ายะเดินไปไกลกว่านี้


“...” คนถูกเรียกสะดุ้งตัวก่อนจะหันหน้ากับมามอง คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันเช่นเดียวกับดวงตาสีขาวที่หรี่ลงคล้ายกำลังคิดวิเคราะห์


“เจ้าจะไม่ทักทายข้าสักนิดหรือ” ผมเอ่ยต่อเป็นการย้ำให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมเห็นเขานะ


“...องค์ชายทรงเห็นกระหม่อม?” เวทย์พรางตัวจะกีดกันทั้งการมองเห็นและเสียงรวมไปถึงเวทย์ต่างๆ ในระดับหนึ่ง ดังนั้นเวทย์ที่ผมสร้างจึงทำการลบล้างในจุดนั้นคือสามารถมองเห็นและได้ยิน


“ใช่ ได้ยินที่เจ้าพูดด้วย คลายเวทย์พรางตาออกก่อนข้ามีเรื่องจะคุยด้วย” ผมเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายใกล้ๆ


“...ทรงมีเรื่องอะไรจะคุยกับกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” ซินถามต่อโดยไม่ยอมคลายเวทย์


“ถ้าไม่คลายเวทย์ก็ให้ข้าเข้าไปด้วย” ผมก้าวเข้าไปใกล้แทนการเร่ง หากมีใครมาโดนเวทย์พรางตัวจะมีอาการเหมือนถูกสายลมบิดเกลียว พูดง่ายๆ คือจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ อาจเพราะแบบนั้นพอซินเห็นว่าผมเดินเข้าใกล้เวทย์พรางตัวก็เปิดออกผมจึงอาศัยโอกาสนั้นตอบรับคำเชิญก้าวเข้าไปในเวทย์พรางตัวก่อนเวทย์นั้นจะปิดกั้นพวกเราจะโลกภายนอกอีกครั้ง


“พระองค์ทรงเห็นกระหม่อมได้ยังไง” ซินเป็นฝ่ายเปิดปากถามบ้าง


“ข้าเพิ่งสร้างเวทย์ใหม่ได้” ผมคลายเวทย์ที่ร่ายไว้ออกระหว่างอธิบาย


“...เป็นเวทย์ที่น่าทึ่งมากพ่ะย่ะค่ะ”


“ดีใจที่ปลอดภัยกลับมานะซิน” ผมยอมรับว่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายกลับมาในสภาพปกติไม่มีแม้แต่บาดแผลผมก็โล่งใจ และอดตกใจไม่ได้ที่คนรูปร่างไม่ได้ใหญ่กำยำสามารถจัดการกองโจรได้ตามลำพัง


“...พระองค์ทรงรู้?”


“ใช่ เจ้าไปทำภารกิจจัดการกองโจร”


“องค์ราชาทรงบอกหรือพ่ะย่ะค่ะ” ใช้ความคิดไม่นานเขาจึงตอบกลับมา


“ใช่ แต่รู้ไหมว่ามีคำถามนึงที่ข้าทำยังไงท่านพ่อก็ไม่ยอมตอบ”


“คำถามอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ศีรษะที่เอียงเล็กน้อยยามถามกลับนี่ช่างน่าเอ็นดูจนคนมองเผลออมยิ้มตาม


“เจ้าเป็นใครกันแน่ซิน”


“...” เมื่ออีกฝ่ายได้ยินคำถามความเงียบก็แผ่กระจายไปทั่วเวทย์พรางกาย


“ข้าลองคิดดูจากข้อมูลที่มีแต่ยังหาข้อสรุปที่แน่นอนไม่ได้ ถึงแบบนั้นก็อยากให้เจ้ารับฟังหน่อย ดูจากความสามารถและทักษะการใช้เวทมนตร์ของเจ้าบวกกับที่เจ้าบอกว่าอยู่ในปราสาทยังไงก็น่าจะเป็นนักเวทย์ทว่าเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวและต่อสู้ข้าจึงได้ข้อสรุปว่าเจ้าเป็นองครักษ์ ซึ่งหากเป็นองครักษ์จริงเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะไม่เคยเห็นเจ้าเพราะข้าฝึกกับหัวหน้าหน่วยองครักษ์วาล กาการ์เน่บ่อยๆ หรือเจ้าจะเป็นหนึ่งในองครักษ์ของท่านพ่อกัน แต่หากเป็นข้าต้องเห็นเจ้าตามอารักขาท่านพ่อบ่อยๆ สิ...”


“...อีกอย่างคือคำที่เจ้าบอกว่าสักวันข้าจะรู้....ความหมายของประโยคมีความเป็นไปได้ว่าด้วยตำแหน่งองค์ชายอาจยังไม่มากพอที่จะรู้จักตัวตนของเจ้าซึ่งตำแหน่งองค์ชายนี้เป็นรองเพียงราชินีและราชาเท่านั้น เมื่อนำมารวมกับความสัมพันธ์ที่เจ้ามีกับท่านพ่อข้าจึงได้ข้อสรุปออกมาว่าตัวตนของเจ้าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับตำแหน่งราชาซึ่งมีเพียงท่านพ่อเท่านั้นที่สามารถล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเจ้า...ข้าคิดได้แค่นี้” ผมบอกสิ่งที่เฝ้าคิดตลอดสองอาทิตย์ออกไปให้อีกฝ่ายฟังจนหมดเปลือก ความคลาแคลงใจและความสงสัยมีมากจนผมต้องนำทุกสิ่งมาวิเคราะห์จนได้ออกมาเป็นอย่างที่ว่าไป


แม้จะยังไม่แน่นอนนักก็ตาม


ผมลอบมองสีหน้าของซินที่บัดนี้มีความตกใจปนอึ้งปรากฏบนใบหน้าอยู่ไม่น้อย สายตาที่มองมานั่นราวกับชื่นชมแต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว คล้ายจะมีความไม่อยากเชื่อปนอยู่ด้วยเล็กน้อย


“...พระองค์ทรงได้ข้อสรุปแล้วนี่พ่ะย่ะค่ะ” ซินนิ่งไปสักพักก่อนจะพูดขึ้น ดวงตาสีขาวแม้จะกำลังสั่นระริกแต่ก็ยังเงยขึ้นมาประสานกับดวงตาสีฟ้าสว่างของผมตรงๆ


หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามือทั้งสองข้างของซินกำลังกำแน่น


“เจ้าจะบอกว่าข้าคิดถูก?”


“พ่ะย่ะค่ะ” ซินพยักหน้า


“แต่ข้าก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเจ้าเป็นใคร” ถึงจะคิดมาได้ถึงตรงนี้ทว่าจากนี้มันเป็นทางตัน


“กระหม่อมทำให้พระองค์หนักพระทรัยหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าหมายถึงอะไร”


“การที่พระองค์ทรงสืบหาตัวตนของกระหม่อม นั่นไม่ได้หมายความว่าพระองค์ระแวงหรือสงสัยในตัวกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ” ซินขยายความประโยคเมื่อครู่


“ข้าสงสัยในตัวเจ้าจริงแต่ไม่ได้ระแวงแม้แต่น้อย เจ้าเป็นคนพูดว่าให้เชื่อใจซึ่งข้าเชื่อและจะไม่ระแวงสงสัยในความซื่อสัตย์นั้นอีก ที่ข้าอยากรู้เพียงแค่อยาก...”


“อยากอะไรพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าผมเงียบไปอีกฝ่ายก็ถามต่อ


“...ข้าเพียงแค่อยากสนิทกับเจ้าเหมือนอย่างท่านพ่อ และอยากให้เจ้ายิ้มให้ข้าเหมือนที่ยิ้มให้ท่านพ่อบ้าง...สักนิด” ผมบอกออกไปตามที่คิด ความจริงไม่ได้เตรียมจะมาบอกเรื่องนี้เลย


มันเป็นเพียงความรู้สึกส่วนหนึ่งภายในใจที่อาจมีอิทธิพลมากอยู่สักหน่อย


แต่ก็เป็นความจริง


ใบหน้าของซินที่ผมเห็นอาจมีหน้าแดงหรือใบหน้ากำลังบ่นแต่ไม่เคยเห็นรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่เปี่ยมสุขเหมือนตอนที่ยิ้มให้ท่านพ่อ หากผมสนิทกับเขามากขึ้นรอยยิ้มนั้นจะส่งมายังผมเหมือนอย่างท่านพ่อบ้างไหม


“...องค์ชาย”


“บอกข้าเถอะ เรื่องของเจ้าน่ะ” ผมเอ่ยเสียงเบาก่อนจะใช้วิธีที่ท่านพ่อสอนหน้านี้กันไม่ให้ซินหนีเหมือนอย่างทุกที มือข้างหนึ่งของผมยกขึ้นแล้วแนบฝ่ามือลงยังใบหน้าของซินแล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยผิวขาวนุ่มช้าๆ


นี่คือวิธีที่ท่านพ่อสอน


“...” ความเงียบจากซินไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายทว่าร่างกายที่เกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติกับความแดงที่แผ่ไปทั่วใบหน้านี่ต่างหากที่เหนือความคาดหมาย


ผมเคยเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงแต่ไม่เคยเห็นแดงขนาดนี้


อาจเพราะมีผิวที่ขาวมากจึงช่วยขลับสีแดงให้เด่นชัดขึ้นไปอีก


ที่ไม่เข้าใจคือแค่ผมสัมผัสก็ทำให้หน้าแดงได้ขนาดนี้เลยเหรอ


“ซิน...บอกข้าเรื่องของเจ้าเถอะนะ” ผมเอ่ยออกไปอีกรอบโดยยังไม่ยอมถอนสัมผัสของฝ่ามือออก


ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าอยากเห็นใบหน้าแดงๆ นี่นากว่านี้สักหน่อย


“...อะ...องค์ชายทรงปล่อยมือก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงสั่นคล้ายคนกำลังร้อนรนปนกระวนกระวายนี่ก็เรียกรอยยิ้มของผมได้ดีไม่แพ้กัน


“ข้าจะไม่ปล่อยจนกว่าเจ้าจะตอบ” ความจริงเพียงแค่ซินสะบัดหน้าหนีหรือก้าวถอยหลังก็สามารถหลุดจากการสัมผัสไปได้ง่ายแต่เขาไม่ยอมทำ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร


“องค์ชายฮาล์บ...”


“บอกข้าซิน เจ้าเป็นใคร” ดวงตาสีฟ้าสว่างของผมประสานกับดวงตาสีขาวตรงหน้าแกมร้องขอ


“...กระหม่อมยอมแล้ว ทรงปล่อยกระหม่อมก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ไม่เพียงแค่ใบหน้าหรือน้ำเสียงเท่านั้นแต่ร่างกายของซินเหมือนคนที่อาจทรุดลงไปกองกับพื้นได้ทุกเมื่อ


“ตอบข้าก่อน” ผมไม่ยอมปล่อยแน่ๆ จนกว่าจะได้คำตอบ


“...ทรงอย่าทำร้าย...กระหม่อมแบบนี้” การเว้นวรรคคำแปลกๆ คล้ายจะพูดอะไรสักอย่างแต่กลับเว้นหายไป


“ข้าทำร้ายตรงไหน” ผมยิ้มตอบพลางทำหน้าซื่อ ที่ผมทำมีเพียงแนบฝ่ามือยังแก้มขาวๆ แล้วเกลี่ยไปมาเท่านั้น


ไม่ได้มีการทำร้ายหรือใช้กำลังใดๆ เลย


“...องค์ชาย”


“หากไม่รีบตอบข้าจะทำแบบเดียวกันกับแก้มอีกฝั่งนะ” เหมือนคำพูดผมจะได้ผลเพราะซินสะดุ้งทันทีที่ได้ยิน


“...กระหม่อมบอกว่ายอมแล้ว...”


“ยอมแต่ยังไม่ตอบข้าไม่เรียกว่ายอมหรอกนะ”


“...กระหม่อมเป็นคนของหน่วยองครักษ์...”


“อย่าโกหก ข้าไม่เคยเห็นเจ้า” ผมรีบพูดขัด


“หน่วยองครักษ์ที่พูดไม่ใช่หน่วยองครักษ์ปกติพ่ะย่ะค่ะ” แม้น้ำเสียงจะยังสั่นแต่ก็ยอมตอบผมขอชื่นชม


“ไม่ใช่หน่วยองครักษ์ปกติ?”


“พ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมสังกัดอยู่ในหน่วยองครักษ์เงาพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาสีขาวสั่นระริกค่อยๆ ปรือลงทีละน้อยคล้ายคนกำลังทนไม่ไหว


องครักษ์เงา


ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีหน่วยอื่นนอกจากหน่วยองครักษ์ด้วย หากมีจริงแปลว่าต้องมีหน้าที่สำคัญที่มีเฉพาะคนของหน่วยเท่านั้นที่จัดการได้


“หน้าของหน่วยองครักษ์เงาคืออะไร”


“...พวกเราเป็นเงาของอาณาจักรแห่งนี้ จะคอยดูแลและปกป้องราชาของอาณาจักรรวมถึงการออกไปทำภารกิจลับต่างๆ ด้วย”


“แล้วหน้าที่ของเจ้าล่ะซิน” ผมยังคงถามต่อ


“รับคำสั่งจากหัวหน้าและองค์ราชาพ่ะย่ะค่ะ”


“ที่ต้องมาเป็นอาจารย์ก็เพราะคำสั่งของท่านพ่อ?”


“พ่ะย่ะค่ะ หน้าที่ของกระหม่อมคือการคอยปกป้ององค์ชายให้ปลอดภัย” ผมพยักหน้ากับคำตอบที่ได้ยิน


“ทำไมเจ้าถึงไม่อยากบอกข้าขนาดนี้ล่ะ” นี่เป็นคำถามที่อยากรู้ที่สุด


จริงอยู่หน่วยองครักษ์เงาอาจเป็นหน่วยลับที่มีเพียงราชาของอาณาจักรจึงจะรู้แต่ท่านพ่อก็พูดเองว่าไม่ได้ห้ามไม่ให้บอก ดังนั้นการที่ซินไม่ยอมบอกต้องมีเหตุผลอื่น


“...กระหม่อมไม่อยากทำให้พระองค์รำคาญ” ผมหรี่ตาลงเมื่อได้ยิน


“รำคาญอะไร?”


“รำคาญกระหม่อม”


“ข้าไม่เข้าใจ” ใช่...ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องรำคาญซินด้วย


“...กระหม่อมไม่เหมือนองครักษ์คนอื่นของพระองค์ที่หากทรงสั่งพวกเขาอาจไม่ตามไปบางสถานที่แต่กับกระหม่อมไม่ใช่แบบนั้น กระหม่อมจะตามพระองค์ไปทุกที่ซึ่งนั่นจะทำให้ความเป็นส่วนตัวลดลงและอาจจะทำให้ทรงรำคาญ” ผมยืนฟังทุกอย่างเงียบๆ พร้อมประมวลทุกสิ่งในหัวไปในเวลาเดียวกัน


สรุปคือซินได้รับหน้าที่มาให้ดูแลปกป้องผมอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะไปไหนซินจะคอยตามไปด้วยซึ่งเจ้าตัวคิดว่าหากบอกความจริงผมจะรำคราญเพราะการถูกตามติดตลอดเวลา แบบนี้สินะ


ผมถอนหายใจออกมายาวจนซินเริ่มหน้าถอดสี คงคิดว่าผมกำลังโกรธไม่ก็โมโหละมั้ง


“ซิน” ผมเรียกก่อนจะปล่อยมือที่แนบชิดกับใบหน้าอีกฝ่ายออก


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“ข้าเหมือนคนใจร้ายที่จะรำคาญคนที่คอยดูแลปกป้องตัวเองงั้นหรือ”


“ไม่พ่ะย่ะค่ะ” ซินตอบกลับทันควัน ดวงตาสีขาวเงยขึ้นมาสบคล้ายจะย้ำความจริงใจจนผมหลุดยิ้มออกมา มันอาจเป็นเพียงคำประจบก็ได้แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกดีที่ได้ยินซินพูด


“ถ้าไม่แล้วทำไม่เจ้าถึงคิดว่าข้าจะรำคาญล่ะ”


“กระหม่อม...” ซินหยุดพูดไปเฉยๆ คล้ายไม่รู้จะพูดอะไรต่อ


“ถึงข้ารู้ก็ไม่มีทางรำคาญเจ้าหรอก” ตรงกันข้ามกลับดีใจซะอีก หากเป็นแบบนี้แปลว่าทุกครั้งที่ผมไปไหนจะมีซินคอยตามไปด้วยตลอด


“องค์ชายฮาล์บ” น้ำเสียงและรอยยิ้มบางๆ นั่นเหมือนกำลังสื่อสารคำว่าขอบคุณ


“ไม่มีเรื่องอะไรที่ปิดบังข้าแล้วเนอะ” ผมลองยิงคำถามต่อไป


“อึก...” แรงสะดุ้งเล็กนั่นเป็นสัญญาณอย่างดีว่าอีกฝ่ายยังมีเรื่องอะไรที่ยังปิดบังอยู่


อยากจะบอกเหลือเกินว่าให้แก้นิสัยแบบนี้เพราะคนอื่นจะจับได้ง่ายๆ หากโกหกหรือมีเรื่องปิดบัง แต่ก็เอาเถอะ เป็นแบบนี้ดีแล้ว


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร


ไม่ว่าจะเป็นความลับแบบไหน


ผมจะทำให้ซินยอมบอกความจริงจากปากตัวเองให้ได้


แค่คิดถึงใบหน้าแดงๆ ยามถูกเพียงฝ่ามือแนบชิดรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขก็ปรากฏขึ้นจนต้องเอื้อมมือออกไปสัมผัสใบหน้าขาวตรงหน้าอีกครั้ง และเมื่อเห็นปฏิกิริยาอันแสนน่ามองก็พานให้ไม่อยากปล่อยมือนี้เลยจริงๆ
.....................................................
วะ...หวานมากกกกก
แต่งเองก็ยังคิดเลยว่าทำไมตอนนี้บรรยากาศมันถึงหวานแบบนี้
ยิ่งองค์ชายรุกแบบนี้ซินที่ตกหลุมรักอยู่แล้วก็ยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น ตกลงไปลึกกว่าเดิมอีก
ทำไมรู้สึกเอ็นดูคู่นี้ขนาดนี้นะ
น่ารักๆๆๆๆ ในหัวมีแต่งคำนี้ตอนแต่งจบ
เราชอบบรรยากาศที่มีกลิ่นอายของความเขินอายเหมือนที่ซินมีมากเลย
หวังว่าทุกคนเองก็จะชอบเช่นกันนะคะ
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 355 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #563 airer (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 00:18

    แรง แรงมาก
    #563
    0
  2. #553 lapis (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 09:11
    ท่านพ่อทำไมชงเก่งงงงงงง
    #553
    0
  3. #540 Timpanteen (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 15:28

    องค์ชายรุกเกินไปแล้ว แบบนี้ซินแย่แน่ๆ
    #540
    0
  4. #527 Danwtlese (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:39
    จบงานนี้โรคหัวใจอ่อนล้าแน่ๆ ทำงานหนักเกิน 55555555
    #527
    0
  5. #512 ฺฺBunny KS (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 00:04
    โถ่เอ๊ยองค์ชายเรื่องอื่นมองขาดหมดยกเว้นความรู้สึกของซิน ช่าง(สมน้ำหน้า)น่าสงสาร
    #512
    0
  6. #502 philipthomp19y7 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 18:47

    ไรท์ เราว่าซินถอนตัวไม่ขึ้นตั้งแต่13ปีที่แล้ว แล้วนะ

    #502
    0
  7. #488 9494 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 02:00
    แมมมมมม่ องค์ชายรุกแลง แงงลง
    #488
    0
  8. #467 FDB88 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 18:09

    ราชาเองก็ชอบแกล้งซินสินะ แอบรู้แน่ๆเลยว่าซินชอบองค์ชาย ไม่งั้นไม่สอนวิธีให้องค์ชายหรอก เขินมาก เขินมากจริงๆ

    #467
    0
  9. #449 fluffyminn_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 15:03
    ท่านพ่อแอบเชียร์อยู่ใช่มั๊ย!!!!!
    #449
    0
  10. #431 ppvs_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 20:56
    แอแง ต้องหาไม้ตายอย่างอื่นซะแร้ว พรางตัวโดนเจ้าชายเจอแร้วๆๆๆ
    #431
    0
  11. #283 LMLM (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 07:18
    ม่ายหวายแล้วววส
    #283
    0
  12. #238 Lalaland332221 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 14:42
    รอออออออออออ
    #238
    0
  13. #156 aom051 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 09:08

    สงสัยซินต้องคิดเวทย์บทใหม่ 5555

    #156
    0
  14. #155 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 23:54
    โอ้ คุณพระ มดเต็มไปหมดแล้ว~~~~~ หวานเกินนนนน
    #155
    0
  15. #146 LittleJune (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 08:51
    น่ารักมาก
    #146
    0
  16. #144 Jinweiyu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 20:27

    องค์ราชาขี้แกล้งงงง
    รู้ว่าซินชอบลูกชายใช่มั้ยเนี่ยยย

    เขินไปหมดเลยยยย
    #144
    0
  17. #143 pcard (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 19:16
    ซินโดนรุกหนักมากกก โอยเขินนนน ><
    #143
    0
  18. #142 อสูรไร้ลักษณ์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 19:15
    ซินไม่รอดแล้วแน่นอน~
    #142
    0
  19. #141 maytawarin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 19:10
    จับกดเลยองค์ชาย!! เเค่กๆโดนถีบ-///-
    #141
    0
  20. #140 Cha-aimm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 18:59
    ขี้เเกล้งทั้งพ่อทั้งลูก5555555
    #140
    0
  21. #139 YellowJib (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 17:45
    อีกนิดคือซินไม่ไหวแร้ว (อิชั้นก็ไม่ไหว)องค์ชายรุกหนักอย่างแรง
    #139
    0
  22. #138 fkp20942 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 17:30

    แงงง เขินมากค่าา แต่มีคำผิดนิดหน่อยเลยรู้สึกขัดบ้างบางครั้งแต่ความละมุนนั้นก็มากมายค่ะ

    #138
    0
  23. #137 Kon--Kon (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 17:24
    ซินไหวไหมม 555
    #137
    0
  24. #136 late-d (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 14:43
    น้องตัวอ่อนไปเลย555555
    #136
    0
  25. #135 Lalilalia (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 14:03
    อยู่ๆก็มีตัวเธอมาปรากฏตัวในหัวใจ~
    #135
    0