-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 7 : *·~หลอม¤ครั้งที่ VI ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,378
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 363 ครั้ง
    7 พ.ค. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ VI ~·*



*แจ้งก่อนอ่านนะคะ ตั้งแต่ตอนนี้ไปเราจะมีการเปลี่ยนคำจาก "พระเจ้าค่ะ" เป็น "พ่ะย่ะค่ะ" แทนนะคะ ซึ่งจะทยอยเปลี่ยนในตอนก่อนหน้านะคะ*



“องค์ราชาทรงเรียกกระหม่อมมาด้วยธุระอันใดพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งในหน่วยองครักษ์เงาอย่างผมเอ่ยถามพลางโค้งตัวทำความเคารพเมื่อเข้ามาหยุดยืนภายในห้องทรงงานของราชาแห่งอาณาจักรเวธาณาร์ เมื่อไม่กี่นาทีก่อนมีเวทย์สื่อสารจากฟราวมาหาผมที่กำลังจะออกไปอาลักขาองค์ชายฮาล์บ ด้วยความที่ถูกเรียกตัวด่วนจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมาพบ


“จากคนที่เจ้าจับตัวได้เมื่อวันก่อนได้รับข้อมูลบางอย่างมาเลยอยากให้เจ้าได้รับรู้สักหน่อย” องค์ราชาใช้ดวงตาสีฟ้าจ้องมองมาด้วยรอยยิ้มแบบทุกที


“สืบได้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” เรื่องเพิ่งผ่านมาเพียงไม่นาน


ไม่คิดว่าจะสามารถดำเนินเรื่องได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้


“ได้ไม่มากเท่าไหร่”


“แปลว่าที่เรียกกระหม่อมมาข้อมูลที่ได้นั่นเกี่ยวกับการอาลักขาองค์ชายใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมวิเคราะห์แล้วถามกลับไป


“ตามที่เจ้าพูด หมอนั่นปิดปากเงียบจนต้องให้ภาชาจัดการด้วยตัวเอง”


“หมายถึงเวทย์อ่านความทรงจำ...” ภาชาเป็นหนึ่งในองครักษ์คนสนิทขององค์ราชา ความสามารถพิเศษของเขาคือสามารถอ่านความทรงจำของผู้ที่เข้ามาอยู่ในเขตแดนหรือวงแหวนเวทย์ได้ ถือเป็นเวทย์พิเศษที่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำได้


ผมเองก็ใช้เวทย์นั้นไม่ได้


“ใช่ ไม่มีชื่อหรือใบหน้าผู้อยู่เบื้องหลังคล้ายโดนลบความทรงจำทว่ากลับมีคำพูดนึงที่ภาชาจับมาได้”


“คำพูดอะไรพ่ะย่ะค่ะ” คิ้วทั้งสองข้างของผมเริ่มขมวดเข้าหากันแน่น


“วันทัศนศึกษา”


“...ไม่จริง กระหม่อมต้องขอทูลลา” ดวงตาสีขาวของผมเบิกกว้างก่อนจะรีบหมุนตัวเตรียมออกจาห้องถ้าไม่ติดว่าถูกองค์ราชาคว้าแขนไว้ก่อน


เพียงคำพูดเดียวผมสามารถวิเคราะห์เรื่องราวได้เป็นฉากๆ ตั้งแต่ทำไมถึงต้องเรียกผมมาในวันนี้ นั่นเพราะวันนี้เป็นวันทัศนศึกษาของปี 4 ซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้ง และการที่ฝ่ายศัตรูมีคำนี้อยู่ในหัวเดาได้ไม่ว่ายากเลยว่ามีการวางแผนบางอย่างไหว ทั้งที่ผมต้องรีบไปอาลักขาองค์ชายทำไมองค์ราชาต้องมาห้ามด้วย


“ใจเย็นก่อนซิน พอเป็นเรื่องฮาล์บเจ้าใจร้อนเชียวนะ”


“...ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ” ผมได้แต่ยืนนิ่งข่มอารมณ์ไม่ใช่ใจร้อนเกินไป องค์ชายฮาล์บมีองครักษ์ติดตามอยู่แล้วแถมองค์ชายยังมีฝีมือไม่น้อยดังนั้นต่อให้เกิดอะไรขึ้นระหว่างนี้คงไม่เป็นไรแน่


ถึงแบบนั้นก็ยังอดห่วงไม่ได้


“ลูกชายข้าน่ารักใช่ไหมล่ะ” สีหน้าของผู้เป็นพ่ออบอวนไปด้วยความสุขยามพูดถึงลูกชาย


“...พ่ะย่ะค่ะ” นิ่งกับคำถามไปสักพักผมก็ตอบด้วยสีหน้านิ่งๆ ไม่ให้อีกฝ่ายจับได้ถึงความผิดปกติ


น่ารัก...ผมถึงได้รู้สึกรักไง


“ดูเหมือนเขาจะเริ่มเชื่อใจเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่พอถึงวันแต่งตั้งเขาอาจเลือกเจ้าให้เป็นองครักษ์คนสนิทก็ได้”


“กระหม่อมไม่คิดจะรับข้อเสนอนั้นพ่ะย่ะค่ะ”


“ทำไมล่ะ”


“กระหม่อมเหมาะที่จะอยู่ภายใต้เงาของอาณาจักรมากกว่าอยู่เบื้องหน้า สิ่งที่กระหม่อมทำอยู่ตอนนี้เป็นหน้าที่ที่องค์ราชาประทานให้ หากจบเรื่องแล้วกระหม่อมจะกลับอยู่ไปในที่ของตัวเองไม่ให้องค์ชายได้พบอีก”


“เหมือนอย่างเมื่อ 13 ปีก่อนหรือ ฮาล์บบอกให้ข้าพาเจ้าออกมาแต่เจ้าก็ดื้อไม่ยอมท่าเดียว สุดท้ายเขาก็ลืมเลือนเรื่องนั้นไปตามกาลเวลา เจ้าคิดว่าจะทำแบบเดียวกันอีก?” ดวงตาสีฟ้าแต่หม่นกว่าขององค์ชายประสานมายังดวงตาสีขาวของผมคล้ายต้องการทราบความจริง


“...พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้าไปตามตรง หากจบเรื่องผมจะกลับไปอยู่ในเงาตามเดิม ถึงตอนนั้นต่อให้องค์ชายเรียกร้องก็จะไม่ออกมาและองค์ชายคงจะลืมเลือนเรื่องของผมไปได้ในไม่ช้า


“ที่ฮาล์บลืมเรื่องในตอนนั้นเพราะเขายังเด็ก ข้ากล้าพูดเลยว่าตอนนี้เขาไม่มีทางลืมเรื่องของเจ้า”


“...องค์ราชา”


“ข้าดีใจที่เจ้าเริ่มสื่อสารกับคนอื่นได้มากขึ้น เวทย์อัญเชิญเองข้าก็ไม่ได้เห็นมาตั้งนานยังสุดยอดเหมือนเดิม เพียงแต่ยังไม่สุด...ข้านึกว่าจะได้เห็นรูปลักษณ์ที่วิวัฒนาการแล้วซะอีก” องค์ราชาเปลี่ยนเรื่อง


“กระหม่อมเห็นพระองค์บอกให้เอาจริงหน่อย...เลยไม่ได้เอาจริงมาก” ผมตอบกลับไปตามตรง ปกติในการต่อสู้หรือทำภารกิจผมจะไม่ค่อยใช้เวทย์อัญเชิญเท่าไหร่เพราะถูกองค์ราชาบอกไว้ว่ามันเป็นเหมือนไม้ตายลับ แต่คำพูดที่บอกว่าให้เอาจริงหน่อยนั่นคล้ายจะบอกให้ใช้เวทย์อัญเชิญได้


“หึ...เจ้านี่ซื่อจริง เชื่อสิว่าลูกชายข้าคงอยู่กับเจ้าแล้วสบายใจเหมือนที่ข้ารู้สึก” รอยยิ้มอันอ่อนโยนนั่นสมกับตำแหน่งราชาของอาณาจักรจริงๆ


“ขอบพระทัย” หากการมีอยู่ของผมทำให้องค์ชายสบายใจได้ผมก็ดีใจ


“ข้าไม่รั้งเจ้าแล้ว ถึงมีเรื่องอยากเล่าอีกเพียบก็เถอะถ้ากลับมาจากทัศนศึกษามาหาข้าด้วยล่ะซิน”


“พระองค์ทรงเรียกฟราวเถอะพ่ะย่ะค่ะ” เรื่องที่เรียกมาคงไม่พ้นเล่าเรื่ององค์ชายฮาล์บและชวนคุยเรื่องต่างๆ ช่วงนี้ผมอยากคอยอยู่ข้างๆ องค์ชายฮาล์บเพราะไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง


“กล้าปฏิเสธข้าเหรอซิน” น้ำเสียงนั้นไม่ได้โกรธแต่พยายามเก๊กไม่ให้หลุดยิ้มออกมา


“พ่ะย่ะค่ะ”


“ก็ได้ๆ ข้าจะเรียกฟราวมาแทน ฝากลูกชายข้าด้วยซิน” ประโยคสุดท้ายทรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“รับด้วยเกล้า”


จากนั้นผมตรงไปยังจุดนัดพบก่อนเริ่มออกทัศนศึกษาหรือก็คือทางด้านขวาของสถาบันเวทมนตร์บริเวณสวนหินขนาดใหญ่ ตรงกลางสวนหินจะมีหินขนาดใหญ่ที่ตรงกลางถูกเจาะเป็นวงกลมประดับไว้และนั่นคือจุดรวมพล


“ขอโทษที่มาช้า” ผมวิ่งเหยาะๆ ไปหน้าแถวพลางก้มหัวขอโทษทั้งอาจารย์จินเนสและเหล่านักเรียนที่มากันครบแล้ว


“น่าแปลกที่มาช้านะอาจารย์ ปกติเห็นมาเร็วตลอดนี่” อาจารย์จินเนสทัก


“พอดี...ติดอะไรนิดหน่อย”


“ในเมื่อมาครบแล้วพวกเราขอรบกวนพวกท่านด้วย” อาจารย์จินเนสหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ 2 คนซึ่งยืนอยู่ข้างหินขนาดใหญ่ที่มีรูตรงกลาง


“รับทราบ เวน” หญิงผมดำเรียกคู่หูอีกฝั่งก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์พร้อมกัน


“มิติอันบิดเบี้ยวจงก่อคืนรูปและเปิดทางให้เราได้ย่างก้าวเข้าไปภายในเส้นทางสีขาวสว่างโดยมีจุดหมายอยู่ ณ ฟอซิรัส” เมื่อการร่ายเวทย์จบลงช่องว่างรูปวงกลมของหินก็แปรเปลี่ยนเป็นช่องว่างของมิติขนาดใหญ่มากพอให้คนเดินผ่านเข้าไปได้


เวทย์เคลื่อนย้ายระดับสูง


ผมมองเวทย์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกประทับใจ เวทย์นี้เป็นหนึ่งในเวทย์ระดับสูงที่ยากมาก ในอาณาจักรอาจมีเพียงไม่ถึง 10 คนที่สามารถเปิดประตูมิติได้แม้จะต้องใช้ 2 คนร่ายก็ตาม การร่ายด้วยสองคนเหมือนการประสานเวทย์ทว่าจะช่วยประหยัดพลังเวทย์กว่าอีกทั้งยังทำให้การเดินทางเสถียรกว่าร่ายเวทย์ตามลำพัง


นักเรียนกว่า 30 คนของปี 4 ห้อง 1 ทยอยกันเดินเข้าไปด้านในก่อนอาจารย์อย่างพวกผมจะเดินปิดท้าย อย่างที่องค์ราชาบอกว่าผมไม่ควรใจร้อนเพราะองค์ชายยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์...เหล่าองครักษ์เองคอยตามอยู่ด้านหลังโดยเว้นระยะห่างพอควร


“อาจารย์ซิน” เสียงทุ้มจากคนที่อยู่ในห้วงความคิดเรียกก่อนกวักมือไปมา


“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ผมเดินเข้าไปหาองค์ชายตามเสียงเรียก


“ทำไมมาช้า ปกติเจ้าจะมาหลังไม่ก็ก่อนข้าเดี๋ยวเดียวนี่” คำถามแรกก็พานทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคอหลายอึก


คงไม่ใช่ว่าถูกจับได้ว่าผมตาอยู่ทุกวันหรอกนะ


การสังเกตยิ่งเป็นยอดอยู่


“พอดีวันนี้กระหม่อมติดธุระเล็กน้อย”


“งั้นเหรอ ข้าขอถามอีกอย่าง”


“อะไรพ่ะย่ะค่ะ” แม้จะไม่อยากตอบนักก็ช่วยไม่ได้


“เวทย์เปิดมิติเจ้าทำได้รึเปล่า”


“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น” ผมรีบส่ายหัวปฏิเสธรัวๆ


ทำไมองค์ชายถึงคิดว่าผมแข็งแกร่งขนาดร่ายเวทย์เปิดมิติได้กัน


“คนไม่เก่งที่ไหนใช้เวทย์อัญเชิญได้” องค์ชายพึมพำแล้วใช้หางตาลอบสังเกตท่าทางผม


“...กระหม่อมเพียงแค่โชคดี” การจะใช้เวทย์อัญเชิญได้ไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ได้ง่ายซะทีเดียว สัตว์ที่ใช้เวทมนตร์ได้กับสัตว์ปกติเราไม่อาจแยกออกได้ดังนั้นการเจอสัตว์ที่สามารถร่ายเวทย์ได้จึงไม่ง่ายนักต่อให้เจอไม่แน่ว่าอาจไม่ยอมรับให้เราอัญเชิญได้


สำหรับผมอาจเรียกว่าโชคดีเพราะเจอไอล่ากับไลอากิ้งก่าสองหัวบาดเจ็บสลบอยู่ในป่าจึงได้ช่วยรักษาดูแลกระทั่งหายดี และกลายเป็นว่ากิ้งก่านั่นนอกจากร่ายเวทย์ได้แล้วยังสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ปร๋ออีก


“ไม่รู้ข้าจะมีโชคแบบนั้นได้ไหม”


“องค์ชายไม่ต้องกังวลสัตว์อัญเชิญขององค์ชายเป็นสัตว์ชั้นสูงที่มีเพียงผู้สืบทอดราชาวงศ์ต่อไปเท่านั้นที่ได้ครอบครอง”


“เจ้ารู้เรื่องนั้นได้ยังไง” ดวงตาสีฟ้าสว่างหรี่ลงมองมาอย่างจับผิด คนถูกจ้องอย่างผมกว่าจะรู้ว่าเผลอพูดมากไปก็ไม่ทันซะแล้ว


“เอ่อ...คือกระหม่อม...” เรื่องสัตว์อัญเชิญของราชาแห่งอาณาจักรเวธาณาร์อาจไม่ใช่ความลับแต่มีน้อยคนนักที่จะล่วงรู้เพราะปกติคงไม่มีราชาองค์ไหนประกาศให้คนอื่นรู้ว่าสัตว์อัญเชิญของตนคืออะไร คนที่รู้ส่วนมากจะเป็นคนสนิทไม่ก็ญาติ


สำหรับผมรู้มาจากปากขององค์ราชาโดยตรง ตอนนั้นองค์ราชากำลังพูดเรื่ององค์ชายฮาล์บอยู่แต่แล้วเขาก็เอ่ยออกมาประมาณว่าสัตว์อัญเชิญที่สืบทอดมาต้องเข้ากับองค์ชายได้ดีแน่ๆ จากนั้นก็เข้าสู่การเห่อลูกชายไปถึง 2 ชั่วโมงเต็ม


“ดูเหมือนเราจะถึงแล้ว เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันทีหลังก็ได้” องค์ชายละสายตาจากผมมองไปยังอุโมงมิติด้านหน้าที่เปิดออกกว้าง


เมื่อก้าวออกมาสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือสายลมเย็นๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของทางตะวันออกของอาณาจักรเวธาณาร์ ตามมาด้วยกลิ่นหอมของต้นไม้พิเศษขึ้นชื่อของอาณาจักรเวธาณาร์ที่สร้างรายได้มากพอให้ทั้งอาณาจักรอยู่สบายๆ ได้เป็นปี...ต้นอัญมณี


“ยินดีต้อนรับสู่เมืองฟอซิรัส” เสียงทักทายต้อนรับจากกลุ่มคนประมาณ 10 คนมาพร้อมกับรอยยิ้มยินดี


“พวกเราขอรบกวนด้วยนะครับ” อาจารย์จินเนสเข้าไปทักทาย


“ฝากตัวด้วยครับ” ผมเองก็เข้าไปทักทายเช่นกัน


“ยินดีๆ ตามมาทางนี้เลย โอ๊ะ องค์ชายทรงเติบโตขึ้นอย่างงดงามจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” ผู้เฒ่าซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าชนเผ่าหันไปก้มโค้งทักทายองค์ชายซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล


“ขอบคุณ ข้าดีใจที่ได้มาเยือนยังเมืองฟอซิรัสสักครั้ง” รอยยิ้มอันอบอุ่นได้ใจประชาชนรอบๆ อย่างง่ายดาย


“เชิญทางนี้ๆ”


ระหว่างทางเดินทั้งสองข้างถนนเต็มไปด้วยต้นไม้แตกใบสีเขียวสดโดยแต่ละต้นนั้นมีทั้งดอกและผลประดับอยู่ สำหรับผลของต้นไม้จะไม่ใช่ของกินแต่เป็นหินอัญมนีอันเลอค่าซึ่งแต่ละต้นจะมีสีสันและรูปแบบต่างกันไป ต้นไหนให้อัญมณีรูปร่างสวยงามก็จะได้ราคาสูงลิบกว่า


ตอนเป็นเด็กผมเคยคิดว่าอยากย่องมาขโมยไปขายสักชิ้น หากทำแบบนั้นผมคงอยู่สบายไปได้หลายปี


สถานที่ที่ต้นอัญมณีขึ้นมีชื่อเรียกว่าหุบเขาอัญมณี แน่นอนว่าเจ้าของสูงสุดคือองค์ราชาทว่าเขากลับให้ชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่เป็นผู้ดำเนินการทุกอย่างโดยมีเงินทุนให้ไม่อั้น สร้างรายได้ให้ทั้งเมืองนี้และอาณาจักร ชนเผ่าเมืองฟอซิรัสนี้จะอาศัยอยู่ติดริมแม่น้ำ ที่พักอาศัยจะใช้เวทมนตร์นำวัสดุจากธรรมชาติมาสร้างทำให้บ้านมีชั้นเดียวและมีรูปร่างเหมือนกันเป็นส่วนมาก


บรรยากาศแสนแปลกตาเรียกดวงตาสีขาวของผมหันซ้ายขวาตลอดทางจนมาถึงสถานที่พัก กระท่อม 2 หลังใหญ่แยกชายหญิงด้านในมีผ้าปูเรียงติดๆ กันสำหรับนอนค้างคืนนักเรียนและอาจารย์ได้พักที่เดียวกัน ผมเลือกนอนริมห้องข้างประตูทางเข้าออกเพื่อระวังภัย ส่วนองค์ชายฮาล์บนอนอยู่อีกฝั่งกับกลุ่มเพื่อนคนสนิท


พอวางของเรียบร้อยกิจกรรมแรกสำหรับการมาทัศนศึกษา 3 วัน 2 คืนก็เริ่มต้นขึ้นจากการช่วยเก็บผลจากต้นอัญมณีที่มีนับแสนต้นทั่วภูเขาทั้งลูก อาจดูเหมือนเยอะแต่หากเทียบกับภูเขานับร้อยของอาณาจักรมีเพียงภูเขาลูกเดียวเท่านั้นที่มีต้นอัญมณีก็เรียกว่าไม่ได้เยอะเลย


ผู้คนในหมู่บ้านนับดูคร่าวๆ ผ่านสายตามีประมาณ 200 คน การจะเก็บต้นอัญมณีได้ทั่วคงกินเวลามากพอดูเพราะต้นอัญมณีไม่ใช่ว่าอยากเด็ดก็จะเด็ดได้แม้จะมีผลตลอดปีทว่าการจะเด็ดผลอัญมณีได้จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์


ความจริงต้นอัญมณีหรือผลอัญมนีเป็นชื่อย่อ ชื่อเต็มคือต้นอัญมณีเวทมนตร์ ทุกผลอัญมณีจะแฝงไปด้วยพลังเวทย์ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มพลังแก่ผู้สวมใส่ นิยมมากคือนำไปใช่ร่วมกับอาวุธอย่างคทาหรือดาบ


“...ดังนั้นหากต้องการจะเด็ดผลอัญมณีก็จำเป็นต้องจำคาถาให้ได้ก่อน งุน...ออกมาสาทิตหน่อย” ชายแก่หัวหน้าชนเผ่าเล่าถึงประวัติคร่าวๆ ของต้นอัญมนีก่อนกวักมือเรียกชายหนุ่มด้านหลังให้ออกมาสาทิต


“ครับผู้เฒ่า สายลมอันพลิ้วไหวเหนือผืนปฐพีจงพัดหมุนรายล้อมคอยรองรับผลอัญมณีด้วยความเคารพ สายน้ำใต้ผืนธรณีจงสยายสายธารดั่งสายฝนแทนเครื่องสักการะ เปลวเพลิงจากดวงอาทิตย์จงแผลเผาอัญมณีให้งดงามดั่งการกลัดกร่อน และผืนพสุธาจงสั่นไหวดั่งไหวดั่งการพรวนเพื่อตอบแทนผลแห่งอัญมนีเวทมนตร์ที่เราได้รับ” วงแหวนเวทย์สีเขียวเข้มกางล้อมรอบต้นอัญมณีพร้อมร่ายคาถา เมื่อร่ายจบผลแห่งอัญมณีก็ร่วงลงจากก้านลอยอยู่บนอากาศโดยมีสายลมคอยรองรับ


ต้นอัญมนีนี้มีทั้งผลอัญมณีที่พร้อมแก่การเก็บเกี่ยวและดอกที่กำลังเบ่งบาน เวทย์นี้จะทำให้อัญมณีที่พร้อมหลุดออกจากต้นเท่านั้น ส่วนที่ยังเป็นต้องก็รอเวลาค่อยกลับมาเก็บเกี่ยวอีกครั้ง การสาทิตจบลงท่ามกลางความเงียบของผู้มาทัศนศึกษา สาเหตุคงไม่พ้นคำร่ายของคาถาที่ยาวเฉกเช่นเวทย์ระดับสูง กว่าจะจำได้ครบคงต้องท่องหลายสิบรอบ


“เอาล่ะ ในเมื่อสาทิตแล้ว ทุกคนก็ลองทำเลย คนละต้นๆ” เสียงผู้เฒ่าเจ้าของหมู่บ้านยกไม้เท้าขึ้นแกว่างไปมาด้วยรอยยิ้มโดยไม่เห็นเลยว่านักศึกษาตรงหน้าเบิกตากว้างกันเป็นแทบ


สาทิตรอบเดียวแล้วให้ทำเลย?


“...พวกเรายังจำคาถาไม่ได้เลยค่ะ” นักเรียนหญิงคนหนึ่งบอกกับผู้เฒ่าตามตรง


“งั้นรึ สาทิตอีกครั้งค่อยแยกย้ายกันไปทำก็ได้ งุน” พอเห็นว่าจะมีการสาทิตให้อีกหนึ่งรอบนักเรียนก็ต่างทำการจดบันทึกทุกการร่ายเวทย์เพื่อจำไม่ได้ท่อนไหนจะได้มีขึ้นมาอ่าน


“อาจารย์ไม่จดหรืออัดเสียงไว้หรือ” อาจารย์จินเนสหันมาถามเมื่อเห็นว่าผมทำเพียงยืนดูผู้สาทิตนิ่งๆ


“พอดีผมจำได้แล้วน่ะ” ไม่ได้อยากอวดอะไรแต่ผมค่อนข้างความจำดีจึงสามารถร่ายเวทย์ได้มากกว่าคนอื่น ได้ฟังสองครั้งก็มากพอให้จดจำได้แล้ว


“พูดเป็นเล่นน่า ข้ายังจำท่อนแรกไม่หมดด้วยซ้ำ” อีกฝ่ายทำหน้าไม่อยากเชื่อ


“ผมจะคอยดูนักเรียนระหว่างทำนะครับ...”


“ไม่ได้ ผู้ที่มาเยือนอย่างน้อยต้องลองเก็บเกี่ยวผลอัญมณีดูสักครั้ง” ไม่ใช่อาจารย์จินเนสที่พูดขัดแต่เป็นผู้เฒ่าคนเดิมที่มายืนตรงหน้าผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


หาคนช่วยเก็บสินะ


ผมสรุปออกมาง่ายๆ


“ได้ครับ หากสำเร็จแล้วผมของเดินดูนักเรียนได้ใช่ไหมครับ” ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยเนื่องจากอีกฝ่ายสูงน้อยกว่า


“แน่นอน หากเจ้าทำได้สำเร็จโดยเร็วละก็นะ”


คำพูดกับรอยยิ้มนั้นผมไม่เข้าใจจนกระทั่งมองไปยังนักเรียนใส่แว่นหนึ่งในหัวกะทิของห้องอย่างฟีเซิร์ตที่ไม่ว่าจะเป็นเวทย์อะไรที่สอนก็สามารถจดจำและทำได้รวดเร็วกว่าใครๆ ทว่าเมื่อร่ายเวทย์เก็บเกี่ยวผลอัญมณีเสร็จกลับไม่มีผลอัญมณีไหนร่วงลงมาเลยสักชิ้น


ร่ายผิดหรือเว้นวรรคพลาด?


“การจะเกี่ยวเกี่ยวผลอัญมณีได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และทางเราจะไม่บอกทริกหรือข้อคำแนะนำใดๆ เพียงแต่นักเรียนที่สามารถทำได้เป็นคนแรกจะได้รับของจากทางเรา อ้อ มีอาจารย์ 2 คนนี่นะ งั้นให้สองอันล่ะกัน นักเรียนกับอาจารย์ที่สามารถทำได้คนแรกจะได้รับของรางวัล และคนที่ทำได้แล้วห้ามบอกคนอื่น เดี๋ยวพวกข้าจะเฉลยภายหลังเอง” แม้จะงงๆ กับประโยคอยู่บ้างแต่สรุปออกมาได้คร่าวๆ คือให้สามารถทำสำเร็จเป็นคนแรกจะมีรางวัล และคนที่ทำสำเร็จห้ามบอกเพื่อนคนอื่นๆ


ถือเป็นบทเรียนที่มีที่พึ่งเพียงตัวเราเท่านั้น


นักเรียน 3 คนยืนต่อหน้าต้นไม้อัญมณีก่อนจะร่ายเวทย์ แน่นอนว่าการร่ายเพียงครั้งแรกไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จแม้แต่องค์ชาบฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์ก็ตาม ดวงตาสีฟ้าสว่างหรี่ลงพร้อมคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันแน่นคล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนักกับริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงเหมือนทวนคาถาหลายต่อหลายครั้งเรียกรอยยิ้มของคนมองอย่างผมได้ไม่น้อย


อาจเป็นโชคดีที่ต้นไม่อัญมณีที่ผมยืนอยู่ถัดออกมาด้านหลังขององค์ชายจึงสามารถมองเห็นใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก จริงอยู่องค์ชายฮาล์บมีความเป็นมิตรและเข้าถึงง่ายแต่เมื่อได้เห็นการกระทำหลายๆ อย่างตั้งแต่เจอกันทำให้ผมรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ชอบยอมแพ้ และนิสัยนี้แหละผมว่ามันจะทำให้สามารถร่ายเวทย์อะไรก็ได้


อ่า...มัวมองแต่องค์ชายคงไม่ได้อะไรผมต้องจดจ่ออยู่กับตัวเองและมีสมาธิเพื่อลองร่ายเวทย์เก็บเกี่ยวผลอัญมณีดู หากไม่ลองเองผมก็ไม่อาจรู้ได้หรอกว่าทำไมคนอื่นถึงร่ายแล้วไม่เห็นผล


“สายลมอันพลิ้วไหวเหนือผืนปฐพีจงพัดหมุนรายล้อมคอยรองรับผลอัญมณีด้วยความเคารพ สายน้ำใต้ผืนธรณีจงสยายสายธารดั่งสายฝนแทนเครื่องสักการะ เปลวเพลิงจากดวงอาทิตย์จงแผลเผาอัญมณีให้งดงามดั่งการกลัดกร่อน และผืนพสุธาจงสั่นไหวดั่งไหวดั่งการพรวนเพื่อตอบแทนผลแห่งอัญมนีเวทมนตร์ที่เราได้รับ” ผมกล่าวพร้อมกางวงแหวนเวทย์สีขาวสว่างคอบต้นอัญมณีไว้


ผลที่ได้เป็นเหมือนคนอื่นคือเวทย์ไม่ทำงาน


ผมหยุดยืนนิ่งยกมือข้างหนึ่งจับริมฝีปากล่างซึ่งเป็นนิสัยเฉพาะตัวตั้งแต่เด็ก คำที่ใช้ในการร่ายเวทย์ผมมั่นใจว่าถูกต้องเช่นเดียวกับกางวงแหวนเวทย์ให้ครอบคลุมต้นอัญมณีตั้งแต่ลำต้นไปจนถึงยอดใบนอกสุด ทั้งที่น่าจะสมบูรณ์แต่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้เหมือนคนสาทิต


นั่นแปลว่าต้องมีบางอย่างนอกเหนือการร่ายหรือการใช้พลัง


อะไรบางอย่าง...


“โอ้ว...องค์ชายทำสำเร็จได้รวดเร็วมากพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงตกตะลึงปนปลื้มปิติดังมาจากทางด้านหน้าซึ่งมีองค์ชายฮาล์บอยู่กางวงแหวนเวทย์สีฟ้าสดโดยมีสายลมกำลังโอบอุ้มอัญมณีหลายชิ้นอยู่


คนแรกที่ทำสำเร็จคือองค์ชายฮาล์บ


“อาจแค่บังเอิญก็ได้” องค์ชายช่างถ่อมตัวผิดกับตำแหน่งและอำนาจที่มี ไม่รู้ว่าเพราะเผลอจ้องนานไปหรืออย่างไรองค์ชายชายจึงหันมาสบตาผมได้แถมยังมีการส่งยิ้มอ่อนโยนคล้ายให้กำลังใจอีก


ทรงทำแบบนี้กระหม่อมก็แย่สิพ่ะย่ะค่ะ


ผมอยากเอ่ยประโยคนี้ออกไปซะเหลือเกิน


หากองค์ชายจะหยุดมองมากระหม่อมจะซาบซึ้งในพระมหากรุณาอย่างยิ่ง


และนี่คือประโยคต่อมาที่ผมอยากเอ่ยออกไป ตั้งแต่อีกฝ่ายสามารถร่ายเวทย์ได้ก็ใช้ดวงตาสีฟ้าสว่างจับจ้องมายังผมอยู่ตลอดจนตอนนี้เกร็งไปทั้งร่างแล้ว ถ้าหันไปมองตรงอื่นบ้างผมจะขอบคุณมาก...


ฮืม?


ขอบคุณเหรอ


เดี๋ยวสิ คำในคาถาที่ใช้ร่ายมีตั้งแต่การใช้สายลมโอบอุ้มผลผลิตไปจนถึงการพรวนดินเพื่อตอบแทนอัญมณีที่เก็บเกี่ยวได้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ร่ายควรจะทำคือการนอบน้อมและขอบคุณต่อต้นอัญมณีที่มอบผลผลิตให้เรา...แบบนี้รึเปล่านะ


ต้องลองดู


“สายลมอันพลิ้วไหวเหนือผืนปฐพีจงพัดหมุนรายล้อมคอยรองรับผลอัญมณีด้วยความเคารพ สายน้ำใต้ผืนธรณีจงสยายสายธารดั่งสายฝนแทนเครื่องสักการะ เปลวเพลิงจากดวงอาทิตย์จงแผลเผาอัญมณีให้งดงามดั่งการกลัดกร่อน และผืนพสุธาจงสั่นไหวดั่งไหวดั่งการพรวนเพื่อตอบแทนผลแห่งอัญมนีเวทมนตร์ที่เราได้รับ” ครั้งนี้การร่ายเวทย์มาพร้อมกับความรู้สึกขอบคุณ ผลของอัญมณีมีค่าและพลังอำนาจมากแตกต่างกันไปไม่ว่าจะยังไงผลอัญมณีก็ช่วยให้อาณาจักรเวธาณาร์มีรายได้มากมายเพียงพอจะช่วยเหลือคนลำบาก


หนึ่งในกลุ่มคนลำบากก็คือผมเอง หากไม่ได้องค์ราชาเก็บมาในวันนั้น ก็คงไม่มีผมในวันนี้ ไม่รู้ว่าเพราะความรู้สึกขอบคุณต่อต้นอัญมณีหรือองค์ราชาที่ช่วยให้เวทย์ที่ร่ายอยู่นี้แสดงอนุภาค สายลมโบกพัดรอบต้นอัญมณีคอยรับผลอัญมนีต่างสีสันที่ร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง


“สำเร็จแล้วรึ เจ้านี่มีฝีมือมากเลยนะ” ผู้เฒ่าเดินมาหาก่อนเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม


“ไม่หรอกครับ” การร่ายเวทย์นี้ไม่ได้อยู่ที่ฝีมือแต่เป็นจิตใจ


จากนั้นผมจึงออกเดินดูนักเรียนแต่ละคนร่ายเวทย์เพื่อเก็บเกี่ยวผลอัญมณี มีอีกหลายคนที่สามารถเก็บผลอัญมณีได้ทว่าเป็นพียง 1 ใน 5 ของคนทั้งหมด อาจารย์จินเนสเองยังทำไม่ได้และมีส่วนหนึ่งที่มีพลังเวทย์น้อยจึงลองทำได้ไม่กี่ครั้ง


ผ่านไปประมาณ 3 ชั่วหลังให้ลองใช้เวทย์ทางผู้เฒ่าก็ได้เรียกทุกคนให้มารวมตัวกันก่อนเฉลยถึงสิ่งที่จำเป็นในการทำให้เวทย์ทำงานสำเร็จ ซึ่งเป็นตามที่ผมคิดคือความรู้สึกภายในใจของเรานั่นเอง


“สำหรับผู้ที่สามารถทำได้คนแรกตามสัญญา องค์ชายฮาเบลโทสธ์และอาจารย์ ข้าจะให้อัญมณีแก่พวกท่านเชิญเลือกจากอัญมณีที่พวกท่านเก็บเกี่ยวได้เลย” ผู้เฒ่าเคาะไม้เท้าลงบนพื้นพร้อมวงแหวนเวทย์สีน้ำตาลอ่อนจะปรากฏ ตามมาด้วยผลอัญมณีประมาณ 30 ชิ้นลอยขึ้นมาบนอากาศ


ใช้เวลาเก็บเกี่ยวกว่า 3 ชั่วโมงได้ผลอัญมณีมา 30 ชิ้น ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเยอะหรือน้อยดี ว่าด้วยจำนวนคงน้อยแต่หากพูดถึงราคาคงถือว่ามากพอสมควร


“ของผมไม่ต้องหรอกครับ” ผมบอกกับผู้เท่าด้วยรอยยิ้มบางๆ ผลของอัญมณีไม่ได้จำเป็นสำหรับผมเท่าไหร่เพราะพลังเวทย์ก็มีเยอะแถมของมีค่าขนาดนั้นไม่เหมาะจะอยู่กับผม  ให้พกไว้อาจตกหายได้ง่ายๆ เพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยสนใจพวกเครื่องประดับ


“เจ้าไม่อยากได้เลยหรือ รู้ไหมว่าราคาและอนุภาคของสิ่งนี้มีมากขนาดไหน” คนเอ่ยถามทำตาโตราวกับไม่เชื่อคำพูดผม


“ผมรู้ครับ เพียงแต่ไม่อยากรับไว้”


“...เจ้านี่แปลกดีนะ คงเป็นพวกถ้ารักใครแล้วจะไม่มีวันเปลี่ยนใจล่ะสิ”


“อึก...ท่านพูดอะไรน่ะครับ” ใบหน้าผมเห่อแดงเพียงวูบเดียวก่อนจะกลับมาอยู่ในสภาพปกติ


“แค่พูดตามที่เห็นเท่านั้นเอง แล้วองค์ชายเล่าจะรับไหมพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมอยากให้ทรงรับไว้” ผู้เฒ่าหันไปทางองค์ชายบ้าง


“งั้นข้าไม่เกรงใจนะ” องค์ชายฮาล์บเผยรอยยิ้มก่อนเดินออกมา สายตากวาดมองผลอัญมณีหลากสีสันกว่า 30 ชิ้นที่เรียงรายลอยอยู่บนอากาศเพียงพริบตาเดียวก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าผลอัญมณีสีขาวขุ่นคล้ายมีเลือกไว้ในใจอยู่แล้ว ทั้งผู้เฒ่าและคนในหมู่บ้านต่างหันซ้ายขวามองหน้ากันเหมือนสื่อสารผ่านทางสายตา


“องค์ชาย พระองค์ทรงเปลี่ยนพระทรัยได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ผู้เฒ่าเอ่ยบอก


“ทำไมเล่า”


“ก็เพราะอัญมณีสีขาวขุ่นนั่นเป็นเหมือนของเสียจากต้นอัญมณีแม้จะหายากยิ่งทว่ามีพลังต่ำมาก” ความหมายคือไม่เป็นที่ต้องการนั่นเอง


ผมมองอัญมณีสีขาวขุ่นในมือองค์ด้วยความรู้สึกจุกในอก เพราะเป็นสีขาวซึ่งแตกต่างจากปกติและไม่มีพลังมากมายอะไรจึงไม่สมควรถูกนำไปขายเหมือนกับเด็กที่เกิดมามีผมและตาสีเดียวกันที่ถูกทอดทิ้งเพราะความประหลาดนั่น


น่าแปลกที่ผมรู้สึกอยากได้ผลอัญมณีนั้นขึ้นมาจับใจ


ไม่แน่ว่าพอองค์ชายเลือกชิ้นอื่นผมอาจจะขอ...


“ไม่ล่ะ ข้าชอบชิ้นนี้ สีขาวขุ่นที่แม้จะไม่มีค่าทว่ากลับเรียกสายตาของข้าให้หยุดมองอยู่เรื่อย จะให้เปลี่ยนใจคงทำไม่ได้ ยิ่งได้มองใกล้ๆ ข้ายิ่งชอบ” องค์ชายพูดด้วยน้ำเสียงโทนอบอุ่นกว่าปกติขณะยกผลอัญมณีสีขาวขุ่นขึ้นมองด้วยรอยยิ้มที่ทำเอาคนมองตามอย่างผมถึงกับหัวใจเต้นรัว


ถึงจะรู้ว่าไม่ได้พูดถึงตัวเองแต่ว่า...มันอดคิดไม่ได้ แม้น้ำเสียงและสายตาจะมองผลอัญมณีนั่นก็ไม่เป็นไร


ขอแค่ผมได้จดจำคำพูดเหล่านั้นไว้ก็พอ


ของผิดแปลกที่ไม่มีใครต้องการองค์ชายกลับเห็นค่าและมอบรอยยิ้มแสนสว่างให้เฉกเช่นวันนั้นเมื่อ 13 ปีก่อนที่รอยยิ้มขององค์ชายได้ทำให้ผมตกหลุมรักอย่างหมดหัวใจ


“หากองค์ชายพูดเช่นนั้นกระหม่อมก็ไม่ค้านพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเจียระไนให้ไม่ทราบว่าทรงอยากได้แบบไหนเป็นพิเศษไหมพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าองค์ชายไม่เปลี่ยนใจจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาใหม่


“มีที่ข้าอยากให้ทำอยู่”


“งั้นเชิญไปกับเบวอินเลยพ่ะย่ะค่ะ เขาเป็นผู้เจียระไนฝีมือเยี่ยมของที่นี่” ผู้เฒ่าชี้ไปยังชายผิวแทนด้านหลังที่โค้งคำนับให้


“เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”


“อืม รบกวนด้วย” องค์ชายเดินไปหาอีกฝ่ายโดยดี


“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” และทั้งคู่ก็เดินไปทางกระท่อมสำหรับเจียระไนอัญมณีซึ่งเป็นสถานที่ต่อไปของการทัศนศึกษา


ตลอดการชมการเจียระไนผมค่อนข้างตกใจไม่น้อยที่กว่าจะได้อัญมณีไปขายสักชิ้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง คุ้มกับราคาที่ต้องจ่าย เหมือนคนเจียระไนของหมู่บ้านจะมีเพียงไม่กี่คนหนึ่งในผู้มีฝีมือสูงสุดคือเบวอินที่กำลังทำความเข้าใจรูปแบบที่องค์ชายต้องการให้เจียระไนอัญมณีสีขาวขุ่นอยู่


และนี่คือทั้งหมดของการมาทัศนศึกษาวันแรก ในวันต่อมาพวกเราทุกคนได้มาเรียนรู้และลงมือปลูกต้นอัญมณีบนภูเขา แม้ต้นอัญมณีจะเป็นไม้ยืนต้นที่มีรากแข็งแกร่งและทนทานต่อทุกสภาพอากาศทว่ากลับมีอายุไม่นานนักจึงต้องมีการปลูกทดแทนอย่างสม่ำเสมอ ในอดีตยามผลอัญมณีสุกงอมจะตกลงสู่พื้นดินและก่อกำเนิดเป็นต้นใหม่วนไปเรื่อยๆ ตามวัฏจักร แต่เมื่อวัฏจักรนั้นถูกหยุดเพราะการรุกล้ำของมนุษย์จึงต้องมีการปลูกทดแทนเพื่อไม่ให้ต้นอัญมณีสูญหายไป


ตลอดทั้งวันเจอทั้งใช้พลังเวทย์ฟูมฟักผลอัญมณีเป็นต้นอ่อนไปจนถึงการนำต้นที่โตหน่อยไปลงปลูก เรียกว่าทุกคนต่างเสียพลังงานมากพอหัวถึงหมอนต่างคนก็หลับแทบจะทันที  ผมเองก็อยากหลับเต็มทีหากไม่ติดที่ว่าอยู่ๆ บนอากาศมีละอองของเวทย์หลับใหลละก็นะ


“ประกายแห่งพลังจงโอบล้อมตัวข้าและกำบังสายตาทุกคู่ด้วยการทะลุผ่านดุจไรตัวตน พลังแห่งเวทมนตร์จงหล่อหลอมเลียนแบบกายาเพื่อตบตาทุกสรรพสิ่งที่จ้องมอง” เวทย์พลางตัวและเวทย์สร้างตัวปลอมถูกร่ายอย่างรวดเร็ว


ตั้งแต่คืนก่อนผมเฝ้าดูอยู่ตลอดว่าจะมีใครบุกเข้ามาทำร้ายองค์ชาย ในเมื่อไม่ได้มาเมื่อคืนคงลงมือวันนี้ตามคาด แถมการร่ายเวทย์หลับใหลก่อนช่วยให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น จะไม่มีใครกวนระหว่างจัดการองค์ชายฮาล์บ


ช่างเป็นแผนที่ดี...


ถ้าไม่มีผมมาด้วย


ผมลอบมองบานประตูและหน้าต่างที่ถูกเปิดกว้างก่อนกลุ่มคนประมาณ 6 คนจะเข้ามาจาก 2 ช่องทางโดยมีจุดหมายอยู่ที่เดียวกันคือร่างขององค์ชายฮาล์บที่หลับอยู่


จะให้สู้ตรงนี้อาจเกิดลูกหลงโดนคนอื่นได้


งั้นก็ไปสู้กันที่อื่นละกัน


จะทำให้เห็นเองว่าหากเข้าใกล้องค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น


“สายวาโยยามราตรีจงโบกพัดและบิดเกลียว จับทุกการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตด้วยอ้อมแขนแห่งสายมารุตและส่งผู้ที่อาจเอื้อมนี้ไปสู่สมรภูมิใจกลางพงไพร” วงแหวนเวทย์ปรากฏขึ้นภายในเวทย์พรางตัวเช่นเดียวกับกระแสลมอันรุนแรงที่พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนทั้ง 6 และพาร่างของคนพวกนั้นไปยังป่าอัญมณี


ไม่ต้องรอช้าผมรีบวิ่งตามเวทย์ตัวเองไปจนถึงกลางป่าโดยไม่คลายเวทย์พรางตาออก เวทย์ผสานจู่โจมและผนึกถูกทำลายด้วยฝีมือของหนึ่งใน 6 คนนั้น และคนที่ว่าคงเป็นปัญหามากสุด


“เกิดอะไรขึ้น!” หนึ่งในนั้นตะโกนเสียงดัง


“มีคนร่ายเวทย์พาพวกเรามานี่” อีกคนออกความเห็น


“เจ้าของเวทย์นั่นต้องตามมาแน่”


“เป็นไปไม่ได้พวกมันน่าจะโดนเวทย์นิทราแล้วนี่”


“จะเป็นอะไรก็ช่าง ความจริงคือองค์ชายนั่นมีผู้คุ้มกันฝีมือฉกาจ”


“ขอบคุณสำหรับคำชม” ผมเอ่ยออกไปโดยอีกฝ่ายไม่ได้ยิน


ใครจะประมาทสู้กับคู่ต่อสู้ 6 คนโดยเปิดเผยตัวตนล่ะ


ไม่มีทาง


“งั้นก็ต้องเวทย์ป้องกัน” อีกฝ่ายเสนอ


“เออ เจ้าร่ายเวทย์ป้องกัน ข้าจะโจมตีแบบสุ่มเอง ไม่แน่ว่ามันอาจอยู่ในเวทย์พรางตา”


ทายแม่นซะด้วย


ผมนึกในใจ


นั่นแปลว่ามีประสบการณ์ด้านการต่อสู้อยู่ไม่น้อย


“หยาดหยดของน้ำค้างใกล้รุ่งสาง...”


“โซ่เหล็กแห่งการทำลายจงกระจายการโจมตี...”


สองคนในกลุ่มเริ่มร่ายเวทย์ และมีเหรอที่ผมจะรออยู่เฉยๆ รอเวทย์ระดับกลางสองเวทย์แสดงพลัง


“ปราพกสีแดงฉาน...โอ๊ะ จะทำให้ต้นไม้อัญมณีเป็นอันตรายไม่ได้ งั้นก็...ประกายแสงจากดวงดาราในยามราตรีจงส่องสว่างกลืนความมืดมิดภายใต้อาณาเขตเราให้หมดสิ้น” เวทย์แรกถูกเอ่ยออกมาพร้อมวงแหวนเวทย์สีขาวขนาดใหญ่กางขยายออกนอกเวทย์พรางตัวกินพื้นที่ไปหลาย 10 เมตร แสงสว่างจากดวงดาวทอประสายเพียงริบหรี่กลับขยายขนาดอย่างรวดเร็วจนเหล่าศัตรูที่กำลังตกใจกับวงแหวนเวทย์จึงหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ


เป้าหมายของเวทย์นี้ไม่ใช่โจมตีแต่เป็นการผนึกการเคลื่อนไหวและให้พวกนั้นร่ายเวทย์ใหม่ หากหยุดร่ายเวทย์ไปกลางครันนั่นหมายถึงจะไม่สามารถใช้เวทย์นั้นได้แล้ว ทางเดียวคือเริ่มร่ายใหม่


โอกาสที่สร้างขึ้นผมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่


เวทย์เดียวให้จบเลยละกัน


“อัญมณีแห่งหุบเขาเอ๋ย เราขอนอบน้อมยืมพลังท่านเพื่อขับไล่เหล่าผู้ที่อาจเอื้อมเหยียบย่ำพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพลังซึ่งเชื่อมโยงทุกสรรพสิ่งบนผืนป่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียว จงผสานกับหมู่มวลดอกไม้ ส่งกลิ่นหอมอันแสนเหย้ายวนภายใต้อันตรายของผลไม้ป่าที่ห้ามแตะต้อง!” เมื่อเวทย์ต่อไปถูกร่ายต้นอัญมณีรอบๆ ต่างส่องแสงสว่างๆ ราวกับตอบรับการขอยืมพลังนั้น


ต้นอัญมณีแต่ละต้นมีเส้นด้ายพลังเวทย์เชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ โดยการผสานเวทย์ของผมลงไปนั้นส่งผลให้ตามเส้นด้ายนั้นมีดอกไม้บานส่งกลิ่นหอมหวนอบอวนไปทั่วบริเวณก่อนเกสรของดอกไม่พุ่งเข้าโจมศัตรูด้วยการขยายใหญ่ขึ้น


ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นร่างทั้ง 6 ต่างถูกเกสรดอกไม่จับกุมไว้อย่างแน่นหนาไม่มีช่องว่างให้หนีแม้แต่ปากหรือตายังถูกปิดไว้แน่นกันการร่ายเวทย์ ด้วยความไม่ประมาทผมจึงได้ร่ายเวทย์หลับใหลใส่ด้วย


“ผมขอขอบคุณสำหรับการให้ยืนพลังในครั้งนี้ครับ” ผมคลายเวทย์พรางตัวเนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้แล้วก่อนโค้งตัวลงแสดงความเคารพต่อต้นไม้อัญมณีที่ยังส่องแสงสว่างอยู่


“แล้วจะทำยังไงต่อดีเนี่ย” พอจัดการเสร็จต้องมาเครียดเรื่องอื่นต่ออีก


เวทย์เปิดมิติผมก็ทำไม่ได้ จะให้กักตัวไว้จนจบการทัศนศึกษาก็ค่อนข้างจะวุ่นวาย


จะให้ติดต่อฟราว...ตอนนี้ก็ยังไม่กลับจากอาณาจักรอื่น


หรือจะให้องค์ราชาส่งคนมาจัดการดีนะ


“ให้องครักษ์ข้าจัดการก็ได้” แต่แล้วเสียงทุ้มอันคุ้นเคยก็เสนอความเห็นเรียกผมให้หันทั้งร่างหันกลับไปมองแม้จะรู้แล้วก็ตามว่าคนด้านหลังเป็นใคร


“...องค์ชายฮาล์บ” ถึงจะรู้ว่าเป็นใครแต่ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ


น่าจะโดนเวทย์หลับใหลพร้อมกับคนอื่นๆ นี่ แล้วทำไมถึงได้...


“ข้าเห็นเวทย์หลับใหลตอนกำลังจะนอนจึงได้ทำการร่ายเวทย์ป้องการคลุมร่างแล้วแกล้งหลับเพื่อรอดูท่าทีของศัตรู แต่ข้าไม่คิดว่าศัตรูพวกนั้นจะถูกเจ้าโยนมานี่ แถมยังเห็นเจ้าสร้างเวทย์ผสานใหม่จัดการเรียบร้อยในไม่กี่วินาทีโดยที่ข้าไม่ต้องช่วยอีก”


“...พ่ะย่ะค่ะ” ราวกับล่วงรู้ความคิดองค์ชายไขข้อสงสัยทุกอย่างจนไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามอะไรอีก


“หากเจ้าหมดข้อสงสัย ข้าขอถามกลับบ้าง” ขณะพูดดวงตาสีฟ้าสว่างก็หรี่ตาจ้องมายังผมนิ่ง


“เอ่อ...พระองค์มีเรื่องอะไรเหรอพ่ะย่ะค่ะ”


“มีเยอะเลยแหละ แต่ที่อยากรู้ที่สุด...เจ้าเป็นใครกันแน่ไซซิน เคอร์เรส” แม้จะอยากหลบสายตาทว่าแรงดึงดูดจากดวงตาคู่งามนั่นมากเกินไปผมจึงทำได้เพียงประสานดวงตากันอยู่แบบนั้น


“...กระหม่อมเป็นอาจารย์...”


“ข้าไม่อยากได้ยินคำตอบนั้น” ไม่รอให้ผมพูดจบองค์ชายพูดแทรกขึ้นมาทันที


“...กระหม่อมยังบอกไม่ได้” ผมเม้มริมฝีปากสักพักก่อนเอ่ยเสียงเบา


“ยังเหรอ...หมายความว่าในท้ายที่สุดข้าจะรู้ใช่ไหมว่าเจ้าเป็นใคร” คิดสักพักองค์ชายจึงพูดกลับ


“พ่ะย่ะค่ะ” สมกับเป็นองค์ชาย เพียงประโยคเดียวสามารถแปลความหมายได้ตามที่ผมคิด


“บอกตามตรง ข้าสงสัยในตัวเจ้าแต่ไม่ว่าจะคิดสักเท่าไหร่ข้าก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเจ้าเชื่อใจได้” น้ำเสียงจริงจังกับดวงตาที่ยังคงประสานทำเอาทั้งร่างเกิดอาการชา


ไม่สามารถเชื่อใจได้...


“องค์ชายฮาล์บ กระหม่อมอาจบอกไม่ได้ว่ากระหม่อมเป็นใครแต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่สามารถพูดได้เต็มปากคือกระหม่อมไม่มีทางคิดร้ายกับพระองค์ ไม่มีทางเป็นศัตรูหรือหักหลังอย่างแน่นอน ขอเพียงเรื่องนี้โปรดเชื่อใจกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” ผมคุกเข่าลงบนพื้นหญ้าโดยไม่กลัวเปื้อน ในตอนนี้หัวใจกำลังร้อนรนเพียงแค่ได้ยินคำว่าไม่เชื่อใจจากปากขององค์ชาย


จะคิดกับผมยังไงก็ได้ เกลียด ไม่ชอบหน้าหรือไม่อยากเห็น


ขอเพียงแค่อย่าพูดว่าไม่เชื่อใจเพราะในหัวใจของผมมีเพียงความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีที่มอบให้อย่างหมดหัวใจ


“...เจ้า ลุกขึ้นเถอะ” องค์ชายดูจะตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นผมคุกเข่าลง เขาพยายามดึงร่างผมให้ลุกขึ้นยืนทว่าผมไม่ยอม


“ได้โปรดเชื่อใจกระหม่อม กระหม่อมไม่มีทางทรยศพระองค์” ผมย้ำอีกรอบ


“ข้ารู้แล้ว ขอโทษที่สงสัยในตัวเจ้า ลุกขึ้นเถอะ...ซิน” สรรพนามตอนสุดท้ายเรียกเสียงหัวใจให้กระหน่ำรัวอย่างไร้ความปราณี


“อะ...องค์ชาย ทรงเรียก...”


“ข้าเห็นท่านพ่อเรียกเจ้าแบบนั้น จะเป็นไปได้ไหมหากข้าจะเรียกเจ้าเช่นนั้นบ้าง” ใบหน้าลำบากใจปนกังวลนั่นสะกดสายตาผมให้เงยขึ้นไปมอง


“...องค์ชาย...”


“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ความเป็นอาจารย์ของเจ้านะ ข้าเพียงแค่รู้สึกอยากเรียกเจ้าด้วยชื่อ แค่ตอนที่เราอยู่ด้วยกันก็ได้” เป็นอีกครั้งที่คำพูดของอีกฝ่ายพานให้หัวใจที่เต้นรัวอยู่แล้วเต้นแรงมากขึ้นไปอีก


องค์ชายฮาล์บพูดราวกับจะมีเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน...


“กระหม่อมคิดว่าพระองค์ไม่...”


“ข้าอยากเรียกชื่อของเจ้าได้ไหม” ยังไม่ทันพูดจบอีกฝ่ายกลับเอ่ยถามซ้ำ


“องค์ชายไม่ควรเรียกชื่ออย่างสนิทกับกระหม่อม เดี๋ยวมีคนมองพระองค์ไม่...”


“ข้าอยากเรียกชื่อเจ้าได้หรือไม่” และเป็นอีกครั้งที่ผมเบิกตากว้างเพราะรู้แล้วว่าตอนต่อไปหากผมปฏิเสธจะเป็นยังไง


“องค์ชายทรงดื้อ...”


“ข้าไม่ได้ดื้อ แค่อยากเรียกเจ้าได้ไหม” ผมเม้มปากแน่นเบนหน้าหลบสายตาอันแสนอบอุ่นที่ประสานมา


ไม่อยากเข้าใกล้มากไปกว่านี้เพราะหากต้องกลับไปอยู่ที่เดิมผมอาจคิดถึงไออุ่น ใบหน้า รอยยิ้มและสายตาขององค์ชาย แต่นี่อาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ยินชื่อตัวเอ่ยถูกเอ่ยออกมาจากปากขององค์ชายฮาล์บ


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“พ่ะย่ะค่ะนั่นหมายถึงอะไร”


“อึก พระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว...” ทำไมต้องให้เอ่ยออกไปด้วย


“ข้าไม่รู้ บอกข้าทีสิ” น้ำเสียงแสนอบอุ่นนั่นทำให้หัวใจสั่นไหว


ต่อให้ค้านอีกเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม สุดท้ายผมเองที่เป็นฝ่ายแพ้


แพ้ทั้งองค์ชายและหัวใจของตัวเอง


“กระหม่อมยอมให้พระองค์เรียกชื่อ” ผมก้มหน้าลงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าที่กำลังร้อนจนเกือบไหม้ของตัวเอง


“อย่าก้มหน้า เงยดูท้องฟ้าสิ ดวงดาวพวกนี้ช่างงดงามมากนัก” คำพูดขององค์ชายเรียกสายตาผมให้แหงนขึ้นไปมองบนท้องฟ้าแทนมองพื้นดิน


อาจเพราะอยู่ในหุบเขาท้องฟ้าจึงเปิดกว่าแหล่งชุมชน ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิทกว่าทุกทีเช่นเดียวกับดวงดาวที่ส่องสว่างกว่าปกติ ดวงดาวนับแสงล้านประดับท้องนภาอันมืดมิดได้อย่างลงตัวกว่าเครื่องประดับใดๆ


“...สวยจัง” ที่ปราสาทว่าสวยแล้วที่นี่ยังสวยกว่าอีก


“คิดเหมือนกันซิน” ไม่เพียงแค่คำเรียกแต่น้ำเสียงและดวงตาขององค์ชาย ทุกอย่างต่างส่งผลกระทบต่อจิตใจจนต้องกำมือแน่นเพื่อตั้งสติ


อยากจะขอย้อนเวลากลับไปแล้วปฏิเสธไม่ให้อีกฝ่ายเรียก


หากความรู้สึกยามถูกเรียกชื่อตรงๆ เป็นเช่นนี้ ผมขอยอมยืนกรานปฏิเสธไปทั้งชีวิตดีกว่าให้หัวใจเต้นแรง ใบหน้าเห่อร้อนและริมฝีปากเม้มเข้าหากันทุกครั้งยามถูกเรียกแบบนี้

..................................................
มาต่อกันค่าาาา
ขอสารภาพว่าไม่ได้คิดจะแต่งให้ตอนหนึ่งยาวขนาดนี้แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งแต่งถึงยิ่งยาว
การแต่งของเราอาจจะยังไม่ดีนักแต่เราก็จะพยายามพัฒนาฝีมือในการแต่งต่อไปเรื่อยๆ นะคะ
ถ้ามีส่วนไหนที่คิดว่าเราควรปรับปรุงหรือเพิ่มเติมก็สามารถบอกได้ค่ะ
น้อมรับทุกคำติชมค่ะ
สำหรับตอนนี้น่ารักมากกกกก ชอบมากเวลาได้เห็นซินแสดงอาการเขิน
องค์ชายเองก็รุกหนักไม่ใช่เล่น 555
ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์และกำลังใจที่มีให้นะคะ
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 363 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #539 Timpanteen (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 15:04

    องค์ชายร้ายกาจนักน้าาาาา
    #539
    0
  2. #525 Danwtlese (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:32
    น่ารักกกกกก เขินจะตัยแร้ววว
    #525
    0
  3. #465 FDB88 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 16:18

    เก่งที่สุดเลยทั้งซินและองค์ชาย องค์ชายไม่ทรงดื้ออย่างเดียวนะเพคะ องค์ชายทรงกวนด้วย

    #465
    0
  4. #451 Lolo02 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 18:00

    เขินแรงงงงงง

    #451
    0
  5. วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 21:29
    พระองค์ทรงดื้อ เป็นคำที่โคตรน่ารักเลยแม่ ฮือออออ
    #447
    0
  6. #424 ppvs_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 19:57
    กี้ดๆๆๆๆๆๆๆ ดีอะะะะ คุณเก่งมากแบบพวกเวทยฺไรงี้ คิดได้ยังไง??
    #424
    0
  7. #281 LMLM (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 06:53
    เขินนนน
    #281
    0
  8. #153 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 22:03
    รุกแรงมากกกก~~~
    #153
    0
  9. #103 vviwian (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 18:57
    *สาทิต>>สาธิต
    #103
    0
  10. #101 Kisaragi Ryuji (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 08:34
    ชอบฉากต่อสู้อ่ะ แอบเชียร์ให้องค์ชายรู้ความลับของซินเร็วๆ555
    #101
    0
  11. #100 I'm your smile (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 20:08

    องค์ชายรุกแรงมากเลย เขินอ่ะ

    #100
    0
  12. #99 hitsuo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 18:15

    ดีต่อใจ~ยิ้มไม่หุบแล้ว><
    #99
    0
  13. #98 Yamabuki no Ryoki (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 17:55
    คำผิด คำผิด คำผิด
    อาลักขา >> อารักขา ต้องเขียนแบบนี้ค่า หมายถึง ปกป้อง คุ้มครอง ดูแล
    #98
    1
    • #98-1 สุนัขน่ารัก(จากตอนที่ 7)
      7 พฤษภาคม 2562 / 20:51
      ลืมแก้คำนี้เลย

      ขอโทษด้วยค่าา
      #98-1
  14. #97 เซริว ฮิคาริ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 17:21

    อ่านไปยิ้มไปเหมือนคนบ้าเลยเรา 555+
    #97
    0
  15. #96 pcard (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 15:28
    ดีต่อใจจริงๆ >< เก่งมากๆทั้งสองคนเลย
    #96
    0
  16. #95 JKie_Pf (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 14:21
    ละมุนเว่อร์~~~~
    #95
    0
  17. #94 ริลัค คุม๊า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 13:48
    เจ้าชายก็ฉลาดมากๆถ้านาง2คนมีลูกได้ลูกคงเก่งแบบฉิบหายวายวอด​อ่ะ
    #94
    0
  18. #93 N-D-B-M-00.00 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 13:21

    .อิอิ เจ้าชายยยย
    #93
    0
  19. #92 Jinweiyu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 12:55

    แค่เรียกชื่อก็เขินแล้ววววว

    เหมือนองค์ราชาจะรู้นะว่าซินชอบ~
    #92
    0
  20. #91 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 12:39
    เบาหวานขึ้นนนนนน
    #91
    0
  21. #90 YellowJib (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 12:30
    เค้าแค่เรียกชื่อกัน ใจอิชั้นก็เหลวเป็นน้ำแล้วค่ะ
    #90
    0
  22. #89 ku_ro (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 12:25

    เจ้าชายยยยย~ รุกเเรงมากกก~
    #89
    0
  23. #88 ABaekee! 엑소 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 11:58
    รักกกกกกกกกกกกก
    #88
    0