-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 3 : *·~หลอม¤ครั้งที่ II ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,628
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 412 ครั้ง
    9 เม.ย. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ II ~·*





บรรยากาศยามเช้าของวันใหม่เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบโดยเฉพาะการได้ยืนอยู่ท่ามกลางต้นไม้โดยมีแสงแดดอ่อนๆ ปะทะร่างกาย มันเหมือนได้รับพลังบางอย่างให้เริ่มต้นวันใหม่ทว่าเช้าของวันนี้ต่างจากทุกๆ วันเนื่องจากเป็นวันแรกที่ผมจะต้องเข้าไปสอนในห้องตลอดวัน เมื่อคืนผมแทบนอนไม่หลับ ในมืออ่านเนื้อหาที่ต้องทำการสอนหลายต่อหลายรอบแม้มันจะไม่เข้าหัวเลยก็ตามที



พอถึงช่วงเช้าผมจำต้องออกจากห้องเดินทางมาสถาบันเวทมนตร์ตามหลังองค์ชายฮาเบลโธสท์ เวธาณาร์หรือองค์ชายฮาล์บ เป็นการคอยคุ้มครองอยู่ห่างๆ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้เข้าไปจัดการได้ทันท่วงทีแม้ในความจริงผมต่างหากที่กำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉิน



สอนใครเหรอก็ไม่เคย ทำไมต้องมาเป็นอาจารย์สอนด้วยนะ



จะให้พูดกี่ครั้งก็ได้ว่าผมไม่ไหวจริงๆ



สายตาของนักเรียกกว่า 30 คนจับจ้องมายังผมที่ก้าวเนือยๆ ไปตรงกลางห้องเพื่อเริ่มต้นคลาสแรกของวันด้วยสีหน้าหาความสดใสไม่ได้ ผมกวาดสายตารัวมองรอบห้องพอเป็นพิธีและหันหน้าไปยังกระดานสีขาวด้านหลัง



พอหันหลังแบบนี้ค่อยดีหน่อย



“เปิดหน้า96...”



“อาจารย์ไม่เช็กชื่อเหรอคะ” ยังไม่ทันพูดประโยคแรกจบนักเรียนหญิงแถวหน้าสุดก็ยกมือขึ้นถาม



“เช็กชื่อ?” อยู่มหาลัยแล้วยังต้องเช็กชื่อเหมือนเด็กประถมอยู่อีกเหรอ



จะว่าไปเมื่อวานอาจารย์จินเนสให้ใบรายชื่อมานี่นา



หรือว่าต้องเช็กชื่อด้วยจริงๆ



“ใช่ค่ะ ก่อนเริ่มเรียนต้องเช็กชื่อก่อน”



“...วันที่ผมสอนจะไม่เช็ก พวกคุณโตพอจะมีความรับผิดชอบแล้วจะมาหรือไม่มาก็ตามใจ” ผมเปิดรายชื่อนับสิบผ่านๆ ตาก่อนจะตัดสินใจตามที่บอกไป จะให้พูดชื่อทั้งเยอะทั้งยาวพวกนี้ติดๆ กันบอกเลยว่าผมไม่ไหว แค่ทำใจให้เอ่ยปากพูดสอนได้ก็นับว่าสุดๆ แล้วในตอนนี้



อีกอย่างการเรียนในระดับนี้ผมไม่คิดว่าจำเป็นต้องตามจี้หรือดูว่ามาครบไหม ใครที่ต้องการความรู้ก็ควรมาเรียนเป็นเรื่องปกติใครไม่มาผมไม่มีความจำเป็นต้องไปตามให้เสียเวลา



“เปิดหน้า96 วันนี้จะพูดถึงเวทมนตร์โจมตีแบบกระจาย...” ผมเริ่มทำการสอนต่อโดยหันหน้าเข้าหากระดานขาวลงมือเขียนคาถาสำหรับร่ายลงบนกระดานอย่างเชื่องช้า สาเหตุที่ต้องช้าก็ง่ายๆ เพราะผมไม่อยากรีบเขียนเสร็จแล้วหันไปมองหน้านักเรียนหลายสิบคนด้านหลังน่ะสิ



ตำราเวทมนตร์หรือหนังสือเวทย์ในมือผมนี่เป็นหนังสือพื้นฐานของการสอนเวทมนตร์ในระดับค่อนข้างสูงทีเดียว เวทย์พวกนี้ถือเป็นเวทย์พื้นฐานก่อนนำไปปรับเพื่อผสานเวทมนตร์ ประสานเวทมนตร์หรือการสร้างเวทย์ใหม่ขึ้นมา ตอนได้หนังสือนี่มาผมเปิดอ่านหมดทั้งเล่มแล้วแน่นอนว่าแทบทุกเวทย์ผมใช้ได้



บางเวทย์ผมเคยได้ยินแต่ไม่เคยได้ลองใช้มาก่อนอย่างเวทย์ลอยตัว ในระดับมัธยมลงไปเหมือนจะมีเรียนเวทย์ลอยสิ่งของเมื่อมาอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจึงเพิ่มระดับความยาก ผมใช้เวทย์ลอยตัวได้แต่ไม่ใช่ในระดับพื้นฐานแบบนี้ เวทย์ที่ผมใช้เป็นเวทย์บินคือการติดปีกให้ตัวเองเพื่อเคลื่อนไหวบนอากาศได้ดั่งใจต่างจากเวทย์ลอยตัวที่ทำได้เพียงลอยตัวขึ้นไปบนฟ้านอกจากบังคับทิศทางได้ลำบากแล้วยังมีความเร็วในระดับต่ำ สำหรับผมมองว่าเวทย์นี่น่าจะถูกสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นด้วยซ้ำ



แต่เวทย์โจมตีแบบกระจายที่ผมกำลังเริ่มสอนนี่ผมว่าใช้ได้เลยทีเดียว ไม่เหมาะกับให้เด็กอายุน้อยเรียนเพราะมีความเสี่ยงและอาจเกิดอันตรายได้



“พอจะจำกันได้รึยัง” ผมหันกลับไปถามนักเรียนโดยสายตามองบนไปถึงเพดานของห้อง บอกตรงๆ ว่าการยืนต่อหน้าคนหลายสิบคนมันไม่ใช่จะชินได้ในไม่กี่ชั่วโมง



“คาถาสำหรับร่ายทำไมเวทย์นี้ถึงยาวขนาดนี้ครับ” เด็กใส่แว่นท่าทางเหมือนเด็กเรียนเอ่ยถามผมจึงต้องเลื่อนสายตาไปมองอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจเบาๆ



“...เรื่องนี้ก็ไม่รู้สิ” ผมไม่ได้จะปัดความรับผิดหรือไม่สนใจคำถามหรอกนะแต่มันเป็นความจริง เวทมนตร์บางอย่างมีคาถาสำหรับร่ายยาวเป็นสิบบรรทัด ในทางกลับกันก็มีคาถาเวทย์สั้นๆ ที่พูดแค่ไม่กี่คำก็สามารถทำให้เวทมนตร์ทำงานได้



“...” สายตาที่จับจ้องมาคล้ายคนกำลังเศร้ายามไม่ได้รับคำตอบ



“ถึงจะไม่รู้รายละเอียดแต่พูดได้อย่างหนึ่งคือยิ่งเวทมนตร์นั้นมีพลังมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งใช้การร่ายคาถาที่ยาวขึ้นเท่านั้น...ส่วนมากน่ะนะ” นี่เป็นคำตอบจากประสบการณ์หลายสิบปีในการคลุกคลีอยู่กับเวทมนตร์ ยิ่งเวทย์นั้นอยู่ในระดับสูงนอกจากคาถาจะยาวแล้วยังต้องใช้พลังเวทย์มหาศาลในการควบคุม ใช่ว่าร่ายจบแล้วเสร็จระหว่างการใช้เวทย์จำเป็นต้องมีสติ ตั้งสมาธิเพื่อควบคุมไม่ให้เวทย์นั้นสลาหรือโจมตีผิด



“แปลว่าเวทมนตร์โจมตีแบบกระจายนี่เป็นเวทย์ที่มีพลังมาก?” อีกฝ่ายถามต่อ



“ก็มากในระดับหนึ่ง” ถ้าเทียบกับเวทย์อื่นๆ ในหนังสือละก็นะ



“อาจารย์ๆ แล้วคาถาเวทย์ที่ยาวสุดนี่เยอะขนาดไหนล่ะครับ” เด็กหนึ่งในกลุ่มนั่งริมหน้าต่างยกมือถามบ้าง ข้างๆมีองค์ชายฮาล์บนั่งเงียบๆ จ้องมองมา ดวงตาสีฟ้าสว่างประสานกับดวงตาสีขาวของผมก่อนอีกฝ่ายจะเผยรอยยิ้มบางๆ ที่ทำเอาคนมองต้องรีบหันหน้าหนี



“...สองหน้ากระดาษมั้ง” ผมตอบโดยควบคุมไม่ให้เสียงสั่น



“สองหน้ากระดาษ? ยาวขนาดนั้นใครจะไปจำได้” นักเรียนหลายกลุ่มเริ่มส่งเสียงซุบซิบกันเมื่อได้ยินคำพูดผม



“แล้วอาจารย์จำได้รึเปล่า” น้ำเสียงก่อกวนจากเด็กหลังห้องอย่างทราย์ ปาเปลวดังขึ้น



“เวทย์พวกนั้นส่วนมากเป็นเวทย์ระดับสูง...”



“อ้อ อาจารย์เลยทำไม่ได้สินะ” อีกฝ่ายสรุปโดยไม่รอฟังจนจบ



“คิดแบบนั้นก็ได้” ผมไม่จำเป็นต้องแก้นี่นะ เวทย์ระดับสูงผมมีอยู่หลายเวทย์แต่ไม่ได้ใช่มานานมากจนเรียกว่าหากต้องร่ายคาถาอาจพูดผิดก็เป็นได้ สงสัยต้องหาเวลาฝึกสักหน่อยแล้ว



เวทย์ระดับสูงส่วนมากจะเป็นเหมือนความพิเศษเฉพาะบุคคล เป็นเวทย์ที่ถูกคิดขึ้นมาโดยการรวมหลายๆ เวทย์เข้าด้วยกันไม่ก็เป็นเวทย์เฉพาะที่มีเพียงผู้ถูกเลือกถึงใช้ได้ ในหมู่เวทมนตร์ระดับสูงผมค่อนข้างชอบเวทย์ของหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาหรือฟราวมากเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีกเมื่อไร



“ถ้าจำกันได้แล้วก็ลุกขึ้น เราจะออกไปลองร่ายเวทย์นี้กัน” ผมประกาศเสียงดัง...ผมว่ามันดังมากแล้วสำหรับผมที่ไม่ค่อยชอบการสนทนา



การสอนเวทมนตร์ในห้องก็ดีอยู่แต่หากต้องการให้เป็นจริงๆ ไม่ควรสอนแค่ทฤษฎีหรือการจำคาถาควรมีการออกไปปฏิบัติด้วย สถาบันแห่งนี้เองเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดีจึงมีการสอนทฤษฎีหนึ่งชั่วโมงและให้มีเวลาการปฏิบัติมากกว่าอีกเท่าตัวหรือสองชั่วโมงนั่นเอง



บริเวณฝึกเวทย์มนจะเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่ห่างออกจากตัวอาคารพอสมควรเผื่อฝึกพลาดจะได้ไม่ไปโดนตัวอาคาร คู่มือการสอนในมือถูกเปิดอ้ายังหน้า 19 ที่พูดถึงการฝึกเวทมนตร์ในสนาม



“ต้องใช้เวทย์ป้องกันเผื่อกรณีเวทมนตร์ของนักเรียนไปโดนตัวอาคาร หากเกิดความเสียหายอาจารย์ผู้สอนต้องรับผิดชอบค่าเสียหายนั้นๆ บวกกับค่าทำขวัญ ฮะ?!” ผมถึงกับยกหนังสือขึ้นมามองประโยคสุดท้ายอีกรอบ



นอกจากต้องจ่ายค่าซ่อมยังมีค่าทำขวัญอีก



ขูดรีดอาจารย์กันไปหน่อยมั้ง



“อาจารย์คะ เริ่มกันได้รึยังคะ” น้ำเสียงใสๆ จากนักเรียนหญิงเอ่ยถามขณะสายตาหลายสิบคู่จับจ้องมาคล้ายสงสัยว่าผมถืออะไรในมือ



“รอแป๊บ...ด้วยพลังแห่งเราจงสร้างเกราะป้องกันดุจดั่งเหล็กกล้าและกินพื้นทีภายในอาณาเขตแห่งการกำหนด สิ่งใดหากปะทะจงกีดกันมิให้สิ่งนั้นออกจากเขตการป้องกันอันสมบูรณ์นี้” วงแหวนเวทย์สีขาวสว่างขยายไปรอบบริเวณสนามกินพื้นที่หลายสิบเมตรให้เหมาะแก่การแยกฝึกของแต่ละคน



“อาจารย์ใช้เวทย์ป้องกันเองเลยเหรอ?!” เด็กหลายคนเมื่อเห็นเกราะใส่ล้อมรอบบริเวณสนามก็มีท่าทีตกตะลึงคล้ายไม่อยากเชื่อ



“ไม่ใช่ว่าต้องทำ?” จากคู่มือผมคิดว่าอาจารย์ทุกคนน่าจะป้องกันไว้ก่อนเพราะหากเกิดความเสียใจคงได้จ่ายหนักพอดู



“อาจารย์ท่านอื่นจะใช้อุปกรณ์เวทย์สร้างเขตป้องกันนะอาจารย์ซิน” น้ำเสียงทุ้มนุ่มโทนอบอุ่นดังขึ้นจากด้านหลัง พอหันไปมองผมก็ต้องก้าวขาถอยไปสองก้าวเพื่อเว้นระยะจากองค์ชายฮาล์บที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่



“องค์ชาย...”



“นี่ไงมีหมายเหตุบอกว่าถ้าสร้างเขตป้องกันไม่ไหวสามารถไปยืมอุปกรณ์เวทมนตร์ได้” องค์ชายฮาล์บไม่สนว่าผมจะถอยหนีไปสองก้าวเพราะเขาก้าวเข้ามาประชิดผมก่อนชี้นิ้วมายังบรรทัดสุดท้ายของหน้า 19 ที่เปิดค้างอยู่



“...จริงด้วย” ผมมองตานิ้วเรียวนั่นลงไปถึงหมายเหตุบรรทัดสุดท้ายซึ่งค่อนข้างตัวเล็กกว่าบรรทัดอื่น



“แปลว่าอาจารย์พลังเวทย์เยอะมาก และมากพอจะใช้เวทย์สองอย่างได้ในเวลาเดียวกันสินะ” อีกฝ่ายถามต่อโดยไม่ขยับตัวออกไป



“...เรามาเริ่มฝึกกันดีกว่า” ผมเลี่ยงไม่ตอบคำถามนั่นและก้าวเดินไปยืนอยู่ตรงกลางของนักเรียนเกือบ 30 ชีวิตด้วยความเกร็ง



ผมรู้ว่าองค์ชายฮาล์บกำลังจับตามองผมอยู่ บทสนทนาเมื่อครู่ไม่ได้ดังมากขนาดได้ยินทั้งห้องแต่มันก็อาจทำให้เรื่องผมกระจายไปเข้าหูใครต่อใครได้ซึ่งผมไม่อยากเป็นจุดเด่น แม้ว่าการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาโต้งๆ นั่นจะทำให้อีกฝ่ายตีความหมายไปแล้วก็ตามที



“อาจารย์ครับ คาถาเริ่มต้นยังไงนะครับ” เพียงแค่เริ่มก็มีบางคนที่จำไม่ได้ซะแล้ว



ช่วยไม่ได้นะ



“ผมจะแสดงตัวอย่างให้ดูและค่อยทำตามละกัน” ถึงจะไม่ชินกับการร่ายคาถาต่อหน้าคนจำนวนมากก็ตาม



“ค่ะ/ครับ”



“ประกายแสงแห่งเวทมนตร์จงลอยขึ้นสู่เบื้องบน จงควบแน่นพลังนั้นดุจคมมีดโลหะภายในรูปลักษณ์ดั่งเข็มที่ทอประกายเฉกเช่นดวงดาวบนท้องนภา และเตรียมตกจากฟากฟ้าดั่งสายฝนแห่งการทำลายที่จะจู่โจมทุกสรรพสิ่งภายใต้การชี้นำนี้” การร่ายคาถาเวทย์เกิดขึ้นขณะวงแหวนเวทย์สีขาวถูกกางออก พลังเวทย์ที่แผ่ออกมาลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นเหมือนเข็มอันคมกริบจำนวนมากเตรียมพร้อมกระหน่ำจู่โจมศัตรูในวงกว้าง



นี่คือเวทย์โจมตีแบบกระจายเอาไว้ใช้ในเวลามีศัตรูจำนวนมากเพื่อประหยัดเวลาในการโจมตีหรือเวลาไม่แน่ใจในที่อยู่ของศัตรูสามารถใช้เวทย์นี้เพื่อลองโจมตีได้แถมยังเป็นเวทย์ที่ค่อนข้างเสียพลังน้อยแต่มีขอบเขตการโจมตีกว้าง ตัวผมเองก็ค่อนข้างชอบเวทย์นี่แต่เวทย์ที่ผมใช้เป็นเวทย์ซึ่งผสานกับเวทย์นี้อีกทีเพื่อขยายขอบเขตการโจมตีและเพิ่มอัตราความสำเร็จ



หลังจากแสดงการร่ายเวทย์ให้ดูเสร็จผมลองแสดงพลังของเวทย์ให้นักเรียนดูโดยการบังคับให้เวทย์นั้นโจมตียังเกราะป้องกัน แน่นอนว่าเวทย์ป้องกันของผมมีพลังเหนือกว่าเวทย์โจมตีแบบกระจายจึงสลายไปกับอากาศยามเกิดการปะทะกันตรงๆ นักเรียนทุกคนกระจายตัวออกไปฝึกร่ายเวทย์ภายในสนามกว้าง ผมเดินดูแต่ละคนไปเรื่อยๆ มีอะไรแนะนำได้ก็จะแนะนำเป็นรายบุคคลเนื่องจากแต่ละคนก็มีปัญหาต่างกันไปตามกรณีอย่างเช่น...



“อาจารย์คะ ทำไมมันไม่เหมือนเข็มเลยคะ” นักเรียนสาวเอ่ยถามพลางเงยหน้ามองเวทย์ตนเองที่ควรจะมีรูปร่างคล้ายเข็มจำนวนทว่ากลับมีรูปร่างเป็นกระบอกหนาไร้ความคมแทน



“เหมือนคุณจะเป็นคนอ่อนโยนนะ”



“คะ?...มะ ไม่หรอกค่ะ” หญิงสาวส่ายใบหน้าที่เริ่มแดงขึ้นไปมาแทนการปฏิเสธ



“เวทมนตร์ก็เหมือนกระจกสะท้อนจิตใจของผู้ใช้แม้จะร่ายคาถาเหมือนกันแต่หากจิตใจไม่ต้องการสู้ปลายเข็มที่ควรจะเรียวเล็กและแหลมคมก็จะกลายเป็นแบบนี้แหละ” ผมบอกไปตามตรง เธอคนนี้ถือเป็นส่วนน้อยที่หาได้อยากยิ่งที่พลังเวทย์ผสานเชื่อมกับจิตใจจนเป็นหนึ่งเดียว คนประเภทนี้แม้จะร่ายเวทย์ได้แต่หากสภาพจิตใจไม่อำนวยเวทย์นั้นจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพของผู้ใช้



ข้อแนะนำเดียวคือการหมั่นฝึกฝนสภาพจิตใจ



“อาจารย์ทำไมไม่มีอะไรเกิดขึ้นล่ะ ข้าร่ายเวทย์จบแล้วแท้ๆ” ชายผิวเข้มท่าทางอารมณ์ร้อยตะโกนถามเสียงดังลั่นจนเพื่อนรอบๆ ถึงกับสะดุ้งกันเป็นแถว



“ไหนลองร่ายคาถาอีกรอบ”



“ประกายแสงแห่งเวทมนตร์ จงลอยขึ้นสู่เบื้องบน จงควบแน่น พลังนั้นดุจคมมีดโลหะภายในรูปลักษณ์ ดั่งเข็ม...ภายใต้การชี้นำนี้ ไม่เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว” หลังร่ายจบเขาหันมาถามทันที



“คาถาพูดถูกแต่เว้นวรรคผิด” ผมตอบถึงสาเหตุที่เวทย์ไม่ทำงาน



“ข้าไม่เข้าใจ”



“อย่างวรรคแรก ประกายแสงแห่งเวทมนตร์จงลอยขึ้นสู่เบื้องบน แต่คุณเว้นวรรคเป็นประกายแสงแห่งเวทมนตร์ จงลอยขึ้นสู่เบื้องบน การเว้นวรรคตรงนั้นทำให้คำสั่งไม่ครบบอกว่าจงลอยขึ้นแต่ไม่รู้ว่าให้อะไรลอย ดังนั้นต้องเว้นวรรคให้ถูก” ผมอธิบายแบบง่ายๆ ให้อีกฝ่ายฟัง



การเว้นวรรคผิดถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เจอได้กับแทบทุกเวทมนตร์ เมื่อก่อนตอนฝึกผมเคยเว้นวรรคคาถาผิดและเป็นโชคร้ายที่คาถานั่นทำงานได้แม้จะเว้นวรรคผิด ผลที่ได้คือเวทย์นั่นกลับมาโจมตีตัวเอง



“อ๊ายยย~!” เสียงร้องตะโกนเรียกทุกสายตาให้จับจ้องไปทางต้นเสียง ร่างท้วมของหนึ่งในนักเรียนล้มก้นจ้ำเบ้าบนพื้นโดยมีวงแหวนเวทย์สีน้ำตาลล้อมรอบ ด้านบนมีเวทย์โจมตีแบบกระจายกำลังพุ่งเข้าใส่ราวกับได้รับคำสั่งให้โจมตัวเอง



“เกราะสีเพลิง...ไม่สิ การหลั่งไหลของเวทย์...บ้าเอ้ย! ไม่ทันแน่!” ผมหยุดการร่ายคาถาที่คำนวณแล้วว่าไม่มีทางทันแล้ววิ่งเข้าไปคว้าตัวนักเรียกพร้อมกอดร่างนั้นไว้เพื่อกันการโจมตีที่เข้ามาประชิด



“โซ่ตรวนแห่งวารีจงผนึกทุกการโจมตีด้วยผืนน้ำสีคราม...” เสียงร่ายเวทย์พร้อมกับแผ่นหลังที่ปรากฏขึ้นเรียกดวงตาสีขาวของผมให้เบิกกว้างขึ้น เส้นผมสีทองสว่างที่ถูกมัดรวบปลิวไปตามลมจากกระปะทะของเวทย์โจมตีและเวทย์ผนึก ในชั่วพริบตาวงแหวนเวทย์สีฟ้าแผ่ขยายกลืนวงแหวนเวทย์สีน้ำตาลพร้อมโซ่น้ำโผล่ออกมาสองเส้นโดยโซ่ทั้งสองเชื่อมกันไว้ด้วยผืนน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าป้องกันการโจมตีจากเข็มนับพันได้อย่างรวดเร็ว



คาถาร่ายเวทย์ผนึกนั้นยังไม่ถูกเอ่ยออกมาจนครบทว่ากลับมากพอให้เวทย์แสดงออกมาและสามารถผนึกการโจมตีได้ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจมากสำหรับผม คาถาป้องกันกับคาถาผนึกหากดูเผินอาจคล้ายกันแต่ในความจริงไม่ใช่ เวทย์ป้องกันทำได้เพียงป้องกันจากโจมตีจากในและนอกเท่านั้นเมื่อมีการโจมตีจะสะท้อนออก ส่วนเวทย์ผนึกส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของโซ่เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของศัตรูหรือเวทมนตร์ที่เข้ามาจู่โจม



เวทย์ผนึกขององค์ชายฮาล์บเองภายในผืนน้ำเต็มไปด้วยเข็มนับพันของเวทมนตร์ที่ไม่ถูกสะท้อนกลับไป อาจฟังดูธรรมดาแต่ไม่ใช่มีเวทย์จู่โจมบางอันที่สามารถโจมตีได้หลายครั้ง นั่นหมายถึงต่อให้ป้องกันได้ครั้งนึงก็ไม่เป็นผลแต่หากถูกผนึกไว้เจ้าของเวทย์จะไม่สามารถควบคุมเวทย์นั้นให้โจมตีได้อีก เป็นการผนึกเวทย์โดยสมบูรณ์



ไม่เคยเห็นเวทมนตร์นี้มาก่อน



นั่นแปลว่าเป็นเวทย์ที่คิดขึ้นมาเอง



อายุเพียงแค่นี้สามารถคิดเวทย์ได้แล้วเหรอแถมยังทรงอนุภาคมากอีก



เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฟันทำให้ผมรนจนทำอะไรไม่ถูก หากสงบใจและตั้งสติผมสามารถร่ายเวทย์ป้องกันได้จบทันแน่นนอน ครั้งนี้ผมได้องค์ชายฮาล์บช่วยไว้



“องค์ชายขอบพระทรัยเพคะ อาจารย์ด้วยขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวร่างท้วมเอ่ยขอบคุณ



“ไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่บาดเจ็บข้าก็ดีใจ อาจารย์ไม่เป็นไรนะ” องค์ชายฮาล์บถามพลางยื่นมือส่งมาให้จับเพื่อลุกขึ้นยืน ผมมองใบหน้าและรอยยิ้มอันอ่อนโยนด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก



“จับมือองค์ชายสิ” ผมบอกเด็กสาวข้างให้จับมือองค์ชายก่อนพยุ่งร่างตัวเองลุกขึ้นยืน



ไม่มีกล้าคิดหรอกว่ามือนั่นยื่นมาให้ผู้ชายจับ



น่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่า



“ขอบพระทรัยเพคะองค์ชาย” เธอเอ่ยและจับมือองค์ชายด้วยใบหน้าเขินแดงเล็กน้อย



“...ยินดี” องค์ชายฮาล์บดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นก่อนจะหันมามองทางผมเล็กน้อย



“ขอบพระทรัยองค์ชายฮาล์บ” ผมกล่าวขอบคุณองค์ชายบ้าง



“ข้าเต็มใจช่วย”



“อะ...อาจารย์ คือขอโทษที่ทำให้วุ่น...ไม่รู้ทำไมพอร่ายเวทย์เสร็จถึงได้เป็นแบบนั้น” เด็กสาวก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด



“ใส่คำเพิ่มเข้าไปน่ะสิ” ผมบอกสาเหตุให้ฟัง



“ใส่คำเพิ่ม?”



“จากคาถาการเว้นวรรคผิดไม่ทำให้เวทย์โจมตีใส่ตัวเองหรอกนอกจากเพิ่มคำบ่งบอกตัวเองของไปอย่างข้าหรือเรา ไม่ก็อาจพูดประโยคนั้นผิดไป” หากเพิ่มคำเข้าไปหรือการเปลี่ยนรูปประโยคมีโอกาสครึ่งนึงคือ 50:50 ที่เวทย์นั้นจะทำงานหรือหยุดทำงาน



เวทมนตร์ก็แบบนี้ทั้งยุ่งยากและเข้าใจยาก



จากนั้นการลองเวทย์โจมตีแบบกระจายก็เริ่มต่อ ผมบอกให้นักเรียนทุกคนระวังให้มากกับการร่ายคาถาไม่ควรเพิ่มหรือเปลี่ยนประโยคเพราะอาจทำให้เกิดอันตราย แม้จะมีไม่น้อยที่ยังเว้นวรรคผิดหรือจำคาถาไม่ได้จนเวทย์ไม่ทำงานแต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าสุดยอด



เพียงการร่ายครั้งเดียวเวทมนตร์กลับปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบและเปี่ยมไปด้วยพลังโจมตี หนุ่มใส่แว่นท่าทางเหมือนเด็กเรียนกับหญิงสาวผมยาวสีชมพูอ่อนเรียกว่าเป็นหนึ่งในหัวกะทิของห้อง แน่นอนว่าองค์ชายฮาล์บเองก็อยู่ในกลุ่มของหัวกะทิเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแค่ทำได้แต่ยังสอนเพื่อนๆ คนอื่นอีกด้วย



ผมแอบมองการสอนที่นอกจะทำให้ดูแล้วยังอธิบายจนเห็นภาพด้วยความชื่นชม ตัวผมเองไม่มีความสามารถพอจะสื่อสารได้ในระดับนั้น คนที่ผมสามารถคุยได้โดยไม่ติดขัมีเพียงไม่กี่คนซึ่งผมว่ามันมากพอแล้วล่ะ หากมีใครมาคุยส่วนมากผมเลือกที่จะเงียบ อาจเพราะชอบที่เป็นอยู่ในตอนนี้ละมั้ง



อยู่เฉยๆ ไม่ต้องหาหัวข้อพูดคุยให้เหนื่อย



สบายจะตาย



สถาบันเวทมนตร์แห่งนี้มีช่วงพักคือตอนเที่ยงถึงบ่ายโมงก่อนจะเริ่มชั่วโมงเรียนต่ออีกสามชั่วโมงและปล่อยกลับบ้านแม้จะอยู่ระดับมหาลัยข้อนี้ก็ไม่เปลี่ยน



ในช่วงพักกลางวันสถานที่ที่ผมชอบไม่ใช่โรงอาหารอันเต็มไปด้วยเสียงและผู้คนแน่นอน ผมมีข้าวกล่องทำเองเตรียมไว้ตั้งแต่เช้าพอถึงเวลาพักจะมานั่งอยู่บนกิ่งไม่สูงบริเวณสวนด้านข้าง จริงอยู่ที่ผมไม่ชอบคนเยอะๆ เลยเลือกพักตรงนี้แต่ยังมีอีกสาเหตุคือสามารถมองเห็นองค์ชายฮาล์บได้ชัด



องค์ชายฮาล์บนั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อนกลุ่มเดียวกันประมาณ 8 คนโดยไม่มีการถือตัว ถึงจะไม่ถือตัวและเป็นมิตรแต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขาเป็นใครจึงไม่กล้าเล่นหรือเสียมารยาทมาก มีช่องว่างที่ไม่อาจอุดได้ละนะไม่ว่าจะเป็นฐานะหรืออำนาจ ได้ชื่อว่าเป็นองค์ชายจะหาเพื่อนสนิทจริงๆ ได้สักกี่คนเชียว ส่วนใหญ่พ่อแม่หวังให้ลุกมาผูกสัมพันธ์เพื่อโอกาสในภายภาคหน้า แต่พอได้มาคลุกคลีกับความเป็นมิตรแสนอ่อนโยนไม่ว่าใครก็เป็นต้องรู้สึกชอบทั้งนั้น



แซนด์วิชทูนาในกล่องข้าวสี่ชิ้นหายไปภายในเวลาไม่กี่อึดใจพร้อมกับองค์ชายฮาล์บที่ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินมาทางผม ด้วยบริเวณและมุมที่อยู่ผมค่อนข้างมั่นใจพอสมควรว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นตัวได้เลยคิดว่าองค์ชายอาจต้องการเดินเล่นย่อยอาหาร ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่เมื่อองค์ชายฮาล์บเดินมาถึงใต้ร่มไม้ใหญ่ใบหน้าคมคายกลับเงยขึ้นมามองผมที่อยู่สูงกว่าหลายเมตร กล่องข้าวในมือแทบล่วงลงไปหากไม่จับไว้ให้ดี



ทำไมถึงรู้ได้ว่าผมอยู่นี่?!



“เป็นทำเลที่ดีสำหรับมื้อกลางวันเนอะ” อีกฝ่ายพูดทักก่อนด้วยรอยยิ้ม



“...ทำไมถึงทราบ...” ว่าผมอยู่นี่ คงไม่ได้จ้องมากไปจนอีกฝ่ายรู้ตัวหรอกนะ



“เห็นตอนกระโดดขึ้นไปน่ะ” ผมไม่รู้ว่าควรโล่งใจดีไหมกับคำตอบนั่น



สังเกตรอบตัวในรัศมีกว้างมากซะด้วย



“เอ่อ กระหม่อมจะลงไปเดี๋ยวนี้พระเจ้าค่ะ” จะให้นั่งหย่อนเท้าเหนือหัวองค์ชายคงไม่เหมาะเท่าไหร่



“ไม่ต้อง”



“แต่...”



“เดี๋ยวข้าจะขึ้นไปด้วย”



“ฮะ?” ยังไม่ทันได้สงสัยร่างขององค์ชายก็ลอยขึ้นมาจากพื้นด้วยเวทย์ลอยตัวด้วยการร่ายคาถาง่ายๆ ไม่ถึงบรรทัดมาจนถึงกิ่งไม้กิ่งเดียวกับที่ผมนั่งอยู่



“ขอข้านั่งด้วย” ลอยขึ้นมาถึงองค์ชายจัดการนั่งข้างๆ ห้อยขาแกว่งไปมานิดๆ ด้วยท่าทีสบาย ทำขนาดนั้นแล้วผมจะกล้าบอกเหรอว่า ‘ไม่ได้ครับห้ามนั่ง’ น่ะ



“...พระเจ้าค่ะ” พูดได้แค่นี้แหละ



ความใกล้ชิดแม้จะไม่มากแต่ก็มากกว่าตอนปกติ ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าว่าสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ขยายของมาจากร่างข้างๆ



“เจ้ามีพลังเวทย์เยอะขนาดไหนกันนะ ใช้สองเวทย์พร้อมกันยังดูสบายๆ แล้วถ้ามากกว่าสองล่ะทำได้รึเปล่า” เหมือนองค์ชายฮาล์บพยายามหาเรื่องคุยเพื่อไม่ให้ความเงียบกินเวลามากไปกว่านี้



“...ทำได้อยู่พระเจ้าค่ะ” อยากกระโดดลงไปซะเดี๋ยวนี้ถ้าไม่ติดเรื่องมารยาทละก็นะ



“สูงสุดกี่เวทย์?”



“ไม่เคยร่ายพร้อมกันเยอะแต่ถ้า 4 เวทย์ก็ยังทำได้อยู่พระเจ้าค่ะ” เมื่อก่อนเคยได้รับภารกิจนอกอาณาจักรแต่ด้วยนิสัยแบบนี้เลยไม่พาใครไปด้วยจึงเกิดปัญหาหลายอย่าง การแก้ปัญหาคือการร่ายเวทมนตร์สี่เวทย์ไปพร้อมๆ กัน เรียกว่าบ้ามาก นึกย้อนไปผมยังคิดเลยว่าบ้า



ไม่มีคนปกติที่ไหนใช้เวทย์ 4 อย่างพร้อมกันหรอก



“4 เวทย์...สุดยอดไปเลย”



“พระองค์ทรงชมเกินไป องค์ชายเองก็ฝีมือน้อยซะเมื่อไหร่ เวทย์ผนึกวารีนั่นเป็นเวทย์ที่พระองค์ทรงคิดขึ้นมาเองหากไม่มีความเชี่ยวชาญและทักษะคงทำไม่ได้” เวทย์นั่นต่อให้รู้คาถาผมอาจทำไม่ได้ด้วยซ้ำ เวทมนตร์อาจใช้ได้ง่ายๆ เพียงร่ายคาถาแต่หาเป็นเวทย์เฉพาะตัวหรือคิดขึ้นมาใหม่มีโอกาสสูงที่จะใช้ไม่ได้ในทันที



“นั่นแปลว่าเจ้ารู้เรื่องเวทย์ดีขนาดบอกได้ว่าเวทย์ที่ข้าใช้ไม่ใช่เวทย์ปกติสินะ”



“...” ผมถึงกับเงียบลง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถตีความออกมาได้แบบนั้น



“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ ข้าไม่ได้กำลังจะล้วงความลับอะไรสักหน่อย” องค์ชายบอกพลางหันหน้ามามองผม



“...พระเจ้าค่ะ” การแปลความหมายของประโยคแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าไม่ล้วงความลับเลย



“ในหัวเจ้าคงกำลังบ่นข้าอยู่แน่”



“...กระหม่อมเปล่า”



“แต่เจ้าสะดุ้งนะข้าเห็น”



“องค์ชายทรงมีธุระอะไรพระเจ้าค่ะ” ผมรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาก่อนเรื่องราวจะบานปลายมากไปกว่าเดิม



“เจ้าชอบเปลี่ยนเรื่องเรื่อยเลยนะ เหมือนพอจะได้เข้าใกล้ เจ้าก็จะตีกรอบราวกับบอกว่าห้ามเข้ามามากกว่านี้นะไม่งั้นเจอดีแน่” พูดเสร็จองค์ชายหันมามองใบหน้าด้านข้างผมคล้ายจะดูปฏิกิริยา



“พระองค์ทรงดูคนเก่งจัง” มาถึงขนาดนี้คงไม่ต้องเลี่ยงอะไรต่อแล้ว



“ข้าแค่อยากรู้จักเจ้า”



“กระหม่อมไม่มีอะไรน่าสนใจรอกพระเจ้าค่ะ ไม่ว่าเรื่องอะไรคงสร้างความรื่นรมย์ให้ไม่ได้” แม้จะใจสั่นกับคำว่าอยากรู้จักที่ได้ยินไปบ้างแต่ก็สามารถตอบกลับไปได้โดยไม่มีอะไรผิดปกติ



“จะสร้างได้หรือไม่ได้ขอฟังก่อนค่อยตัดสิน”



“องค์ชาย...” ก็รู้ว่าค่อนข้างดื้อแต่ไม่คิดว่าพ่วงคำว่าตื้อไม่เลิกด้วย



“บอกเรื่องเจ้าให้ข้ารู้สักหน่อยสิ” อีกฝ่ายพูดต่อ ใบหน้าด้านข้างผมกำลังรู้สึกชาเนื่องจากถูกสายตานั่นจับจ้องมาระยะหนึ่งได้แล้ว



“พระองค์อยากรู้เรื่องอะไรพระเจ้าค่ะ”



“ก็หลายเรื่องนะ อย่างเจ้ามาจากไหน มีพี่น้องไหมหรือเรียนเวทมนตร์อะไรแบบนั้น ถามได้แค่คำถามเดียวหรือ?” คำถามกับสายตาสงสัยนั่นดูสดใสจนคนฟังอย่างผมต้องอมยิ้มตาม



“ถ้าตอบได้จะตอบพระเจ้าค่ะ”



“แปลว่ามีที่ตอบไม่ได้?”



“ตามที่องค์ชายทรงเข้าใจ” ได้ทีผมขอกวนกลับสักหน่อยเถอะ



“เวลาเจ้าอมยิ้มแบบนี้น่ามองกว่าเยอะเลย”



“...” ผมเม้มปากแน่นทันทีที่ถูกจับได้



“อย่าหุบยิ้มสิ...”



“ถามเรื่องกระหม่อมมาจากไหนใช่ไหมพระเจ้าค่ะ”



“เลี่ยงอีกแล้ว ก็ได้ข้าถามเรื่องนั้น” เห็นว่าผมปลายตามองด้วยสายตานิ่งๆ องค์ชายก็จำต้องยอมเปลี่ยนเรื่องโดยปริยาย



“กระหม่อมมาจากทางตอนใต้ของเมือง”



“แค่นั้น?” องค์ชายฮาล์บขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผมจบประโยคเร็วกว่าที่คาด



“พระเจ้าค่ะ” ผมไม่มีอะไรจะพูดมากกว่านี้ จำได้ว่าโตมาทางตอนใต้ของเมืองในแถบร้านค้าเป็นสภาพแวดล้อมที่เรียกว่าดีนักไม่ได้



“แล้วครอบครัวล่ะ”



“ไม่มีพระเจ้าค่ะ” ผมพึมพำตอบเสียงเบาพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าผ่านกิ่งก้านของต้นไม่ที่ผลิใบจนเขียวขจีเต็มต้น



“...ข้าขอโทษ” เงียบไปสักพักเสียงอันอ่อนโยนก็ลอยมาท่ามกลางความเงียบ



“หามิได้พระเจ้าค่ะ” ความจริงผมไม่ควรรับคำขอโทษนั่นเลยเพราะไม่ได้มีความโกรธแม้เพียงน้อยนิด



“งั้นทำไมเจ้าถึงมาเป็นอาจารย์แถมยังเป็นช่วงนี้อีก” อาจเพราะไม่ต้องการให้เกิดความเงียบน่าอึดอัดองค์ชายเลยถามต่อ ดวงตาสีฟ้าลอบมองมาเพื่อดูทีท่าแสดงถึงความเอาใจใส่จนหัวใจพลอยอุ่นวาบไปด้วย



“เป็นคำขอจากคนคนหนึ่งพระเจ้าค่ะ” จะให้ตอบไปว่าบิดาของพระองค์ก็ไม่ใช่



“คงเป็นคนสำคัญมากสินะ เจ้าดูไม่เหมือนคนที่ชอบทำตามคำสั่งใคร”



สมกับเป็นองค์ชายมองออกทะลุปรุโปร่งเลยว่าผมไม่ชอบทำตามคำสั่งใคร มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ผมจะทำตามคำสั่งคนแรกแน่นอนว่าคือองค์ราชาคราสเมทิส เวธาณาร์ ส่วนอีกคนคือหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาฟราว ราฟเยอร์



“พระเจ้าค่ะ เป็นคนสำคัญมาก” หากไม่มีพวกเขาคงไม่มีผมมายืนอยู่ตรงนี้



“...สีหน้าอ่อนโยนแบบนั้นเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก” ผมหันไปมองใบหน้าขององค์ชายฮาล์บที่เปล่งน้ำเสียงอบอุ่นมากกว่าปกติ ทั้งแววตา น้ำเสียง รอยยิ้มและคำพูดทุกอย่างมันช่างกระทบต่อจิตใจผมซะเหลือเกิน



ได้อยู่ข้างๆ และพูดคุย



ราวกับฝัน



“ส่วนองค์ชายทรงอ่อนโยนตลอดเวลาอยู่แล้ว” ไม่ว่าจะอยู่กับใครต่างอ่อนโยนและเป็นมิตร



“แอบมองข้าตลอดสินะถึงได้รู้ว่าข้าอ่อนโยน”



“อึก...เปล่าพระเจ้าค่ะ” ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นว่าผมสะดุ้งไหมแต่ต้องทำทุกอย่างเป็นปกติไม่ให้สังเกตได้



จะให้ผมตอบไปว่ายังไงล่ะในเมื่อเป็นความจริง...ผมมองเขามาตลอดจากในมุมหนึ่งของเงา มองมาตั้งแต่วันนั้นเมื่อ 13 ปีก่อนจนถึงปัจจุบันก็ไม่อาจละสายตาออกได้



“มีคนเคยบอกไหมว่าเจ้าโกหกไม่เป็น”



“...กระหม่อมคงต้องขอตัวใกล้ได้เวลาสอนแล้ว” ผมเลือกไม่ตอบคำถามนั่นกลับไปแล้วเตรียมจะกระโดดลงจากกิ่งไม้ทว่ากลับมือองค์ชายฮาล์บคว้าข้อมือเอาไว้ซะก่อน



“ข้าควรจะตีความท่าทางของเจ้าไปในทางไหนดี”



“...” ผมเม้มปากแน่นไม่ตอบคำถามใดๆ ที่อีกฝ่ายเอ่ยถาม



ภายในอกเริ่มเต้นรัวด้วยความกลัวปนเขินอาย



“ไว้ครั้งหน้าข้าขอมาร่วมมื้อกลางวันด้วยได้หรือไม่” ฝ่ามือที่เหมือนจะคลายกลับกำแน่นคล้ายจะบอกว่าหากไม่ตอบก็จะไม่ปล่อยการจับกุมนี้



“...กระหม่อมไม่มีสิทธิ์ห้าม...”



“ข้าถามถึงความรู้สึกเจ้าหาใช่สิทธิใดๆ” องค์ชายฮาล์บรีบพูดแทรกแก้ไขในสิ่งที่ผมเข้าใจผิด



“...ถ้าบอกว่าไม่ได้องค์ชายจะทรงทำตามไหมพระเจ้าค่ะ” ลมหายใจติดขัดหลายช่วงระหว่างพูดประโยคนั้นออกไป ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับการปฏิเสธทั้งที่ในใจอยากตอบรับ



“ข้าจะทำตาม...และขอใหม่จนกว่าเจ้าจะยอมตกลง”



“...” ผมหันควับไปหน้าองค์ชายด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกันเต็มไปหมด



จะขอจนกว่าจะตกลง?



“ข้าขอมาร่วมมื้อกลางวันด้วยได้หรือไม่” คำถามเดิมดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง



“...ไม่...”



“ข้าขอมาร่วมมื้อกลางวันด้วยได้หรือไม่” ได้ยินเพียงคำว่า ‘ไม่’ ประโยคซ้ำรอบที่สามก็เอ่ยขึ้นทันที ไม่ฟังคำปฏิเสธผมให้จบประโยคด้วยซ้ำ ถ้าตอบว่าไม่อีกคำถามเดินครั้งที่4 5 6คงตามมาไม่เลิก



รู้ว่าองค์ชายดื้อพ่วงด้วยตื้อไม่เลิกแต่ไม่คิดว่าจะมีคำว่ามากต่อท้ายถึงขนาดนี้



“ถ้าจะทำแบบนี้ไม่ต้องถามกระหม่อมก็ได้”



“ไม่ได้หรอก ข้าต้องขอเจ้าก่อนมันเป็นมารยาท” ผมเงยหน้ามององค์ชายส่งยิ้มมาพร้อมคำถามในใจว่าขนาดนี้ยังเรียกว่าถามตามมารยาทได้อีกเหรอ



“...และถ้ากระหม่อมปฏิเสธ...”



“ข้าก็จะถามใหม่จนกว่าจะตกลง” องค์ชายฮาล์บพูดต่อโดยผมยังเอ่ยไม่จบประโยค



เอาที่พระองค์สบายใจ!



ผมอยากตะโกนคำนั้นดังๆ เลย



“...พระเจ้าค่ะ”



“อะไร? พระเจ้าค่ะที่ว่าหมายความว่าอย่างไร” องค์ชายแห่งอาณาจักรเวธาณาร์เอียงคอเล็กน้อยจนเส้นผมสีทองที่ถูกรวบปัดมาอยู่ด้านหน้า ผมสูดลมหายใจเข้าก่อนจะขยายความประโยคอีกสักนิดก่อนจะกระโดดลงจากกิ่งไม้เดินเข้าตัวอาคารโดยไม่หันกลับไปมองด้านหลังอีก...



“กระยอมตกลงที่จะให้พระองค์มาร่วมมื้อกลางวันด้วยพระเจ้าค่ะ”


..............................................

จบกันไปอีกหนึ่งตอน


ได้เห็นความน่ารักของพระเอกนั่นไหม ฮาล์บนี่เราวางนิสัยให้เป็นเจ้าชายจริงๆ ซึ่งพอแต่งออกมาแล้วใจเต้นเลยยยย


ทำไมพอจินตนาการรอยยิ้มของฮาล์บแล้วเราก็เหมือนจะละลายไปด้วย 555


หวังว่าทุกคนจะเอ็นดูซินและฮาล์บมากขึ้นนะคะ


เร็วๆ นี้จะมีกิจกรรมแจกผลงานของเราครั้งแรก


ใครสนใจสามารถเข้าไปติดตามเพจnicedogกันได้นะคะจะแจ้งกิจกรรมหน้าเพจค่ะ


ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า


บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 412 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #566 jennie200 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 23:04
    องค์ชอบแบบอบอุ่นมากแม่~ไม่ไหวนะแบบนี้ใจอิชั้นนี่ไม่ไหวจริงๆพระเจ้าค่ะ😭
    #566
    0
  2. #536 Timpanteen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 13:49
    น่ารัก น่ารักไปหมดเลยย
    #536
    0
  3. #521 Danwtlese (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 04:31
    น่ารักกกกก แต่มีคนวืด 55555555555
    #521
    0
  4. #510 ฺฺBunny KS (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2563 / 22:02
    มันยังไงกันนะองค์ชายคนนี้น่ะ
    #510
    0
  5. #461 FDB88 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 11:41

    ทำไมองชายน่ารักขนาดนี้ ขี้แกล้งด้วย อ.ซินจะรับมือยังไงไหวเนี่ย

    #461
    0
  6. วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 18:49
    ละลายแล้ว ละลายไปกับความอบอุ่นขององค์ชาย ขออย่าให้ดำมืดนะ แบบ องค์ชายจงอ่อนโยนตลอดไปงี้
    #444
    0
  7. #420 ppvs_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 19:05
    555555555 องค์ชายอย่างเทพๆๆๆ
    #420
    0
  8. #415 fai22149 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 17:48
    พระทัย แปลว่า ใจ ขอบพระทัย แปลว่า ขอบใจ หวังว่าจะมีการรีไรท์คำผิดหลังเขียนเรื่องจบนะ
    #415
    0
  9. #277 LMLM (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 05:27
    องค์ชายกวนมากจ้าาา
    #277
    0
  10. #187 จ่าา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 09:32

    คาถายาวมากเลย​ ไม่กระชับเลย​ ถ้าต่อสู้คือต้องแรปไปสู้ไปหรอ​ อย่กได้แบบใช้ได้จริงแบบแฮรี่อ่ะ​ คือไม่ได้ชอบการร่ายคาถาเฉพาะในแฮรี่นะ​ แต่แค่นึกถึงความเป็นจริง​ คือคนที่จะลงสนามต่อสู้ได้ค้องแม่นคาถา​ แล้วถ้ากองทัพมีคนจบใหม่ไปเรียนจะแบบว่า​ ตู้มม​ ครึ่งนึงตายจากดารรบ​ อีกครึ่งจากการร่ายคาถาผิด​ หรือร่ายไม่ทันเพระยาวมาก​ 2บรรทัดก้ยาวแล้วว​ เป็นลม​ สงสารอาณาจักร​

    #187
    3
    • #187-2 คันซากิ ฮิเมะ(จากตอนที่ 3)
      11 มิถุนายน 2562 / 12:58
      พูดอย่างนี้ก็ไม่ถูกนะคะ นิยายต่อให้แฟนตาซีแค่ไหนก็ควรจะสมเหตุสมผลในตัวของมันเอง พอเป็นแบบนั้นนิยายเรื่องนั้นจะหาที่ติไม่ได้ แล้วจะกลายเป็นอยู่ที่รสนิยมผู้อ่านว่าชอบหรือไม่ แต่ถ้าไม่สมเหตุสมผลต่อให้ผู้อ่านชอบแนวนี้แค่ไหน มันก็มีเรื่องให้ติจนกลายเป็นไม่สนุกเลยก็ได้
      #187-2
    • #187-3 PPruedee(จากตอนที่ 3)
      29 มิถุนายน 2562 / 14:22
      เบื่อพวกที่บอกไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน เค้าแนะนำเพื่อให้นิยายออกมาดี มันก็ดีกับตัวไรท์ด้วยนั่นแหละ บอกแค่นี้ถึงกับต้องไม่อ่านเลยอ่อ
      #187-3
  11. #186 จ่าา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 09:25

    ขอบพระทัย​ ไม่ใช่ขอบพระทรัย ทรัยคืออะไร​ ไม่มีความหมาย​ ส่วนทัยแปลว่าใจ​ ขอบพระทัยแปลว่าขอบใจ​


    #186
    1
  12. #150 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 16:39
    นั้นไม่เรียกว่า ขอ นะองค์ชาย555~~~
    #150
    0
  13. #149 black-ct (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 15:50
    เวลาต่อสู้จะร่ายคาถาทันได้ยังไง
    #149
    0
  14. #70 I'm your smile (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 01:36

    องค์ชายยยย แบบนี้เรียกขอตรงไหนเนี่ยยย

    #70
    0
  15. #44 Kon--Kon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 09:04
    กวนเหมือนกันนะองค์ชายยย
    #44
    0
  16. #42 ยัยหัวหยอง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 00:32

    คำร่ายยาวสุดๆ แต่ก็ไพเราะดีนะ เรียบเรียงคำได้ดีมากเลยอ่ะ

    #42
    0
  17. #32 mind_kaneki (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 21:13
    ชอบอ่าา มาต่อเร็วๆนะคะไรท์
    #32
    0
  18. #30 punsha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 19:17
    องค์ชายเพคะ ถ้าจะทำแบบนี้ คราวหน้าไม่ต้องถามก็ได้
    #30
    0
  19. #29 Ampchom Chomphoonut (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 14:18

    อันนี้เรียกบังคับนะเพคะเจ้าชาย

    ปล.ทรงอานุภาพ

    #29
    0
  20. #26 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 12:20
    อย่ารังแกน้องงงงงงงงงงงง!!!!
    #26
    0
  21. #25 YellowJib (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 12:00
    องค์ชายรุกหนักมากเจ้าค่ะ เล่นเอาน้องซินถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว55555 เอ็นดู๊วววววววว
    #25
    0
  22. #24 SK.Ryo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 11:56

    คิดถึงงงงงทั้งเจ้าชายกะซิน แล้วก็ไรท์ด้วย555

    ถ้าบังคับแล้วเป็นแบบนี้เป็นเราก็ยอมอะ//เขินนนนน
    #24
    0
  23. #23 H i k a w a (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 11:43
    เอ็นดูซินจังเลย55555 น่ารัก แงงงง เข้าใจเจ้าชายนะ5555แบบ คนแบบนี้น่าแกล้งอ่ะ เอ็นดู😂 ใกล้จะขึ้นหิ้งเรื่องโปรดแซงลูก้ากับแพนแล้วนะคะ กรี๊ด
    #23
    0