-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 24 : *·~หลอม¤ครั้งสุดท้าย ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,368
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    5 ก.ค. 62

*·~หลอม¤ครั้งสุดท้าย ~·*



ใครหลายคนมักบอกว่ายามตั้งครรภ์อารมณ์ของผู้เป็นแม่จะไม่ปกติ เหมือนคำพูดนั่นจะใช้ไม่ได้กับผม ตั้งแต่ตั้งครรภ์มาก็ผ่านมากว่า 9 เดือนแล้ว และอีกไม่กี่วันจะถึงกำหนดคลอด อารมณ์ของผมยังคงปกติไม่ต่างจากเดิม สาเหตุที่เป็นแบบนั้นอาจเพราะผมมักใช้เวลาไปการตั้งสมาธิและเดินเล่นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็เป็นได้ สีเขียวของผืนป่าและท้องฟ้าสีครามด้านบนช่วยให้จิตในสงบ


ในแต่ละวันในช่วงใกล้คลอดผมใช้เวลาไปกับการผ่อนคลายอารมณ์


วันนี้เองก็ออกมาเดินเล่นยังป่าริมปราสาท แน่นอนว่าไม่มาคนเดียว


“จะครึ่งชั่วโมงแล้ว เราเดินกลับกันดีไหม” เสียงทุ้มนุ่มเจือปนไปด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากองค์ชายฮาล์บที่เดินเคียงข้างกันมาตั้งแต่เข้าบริเวณป่า


“ขออีกแป๊บได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมต่อรอง ยังรู้สึกอยากเดินเล่นอยู่เลย


“แต่ช่วงนี้ท่านแม่บอกว่าเจ้าไม่ควรออกกำลังมาก”


“การเดินสำหรับกระหม่อมไม่เรียกว่าออกกำหรอกพ่ะย่ะค่ะ” การออกกำลังจริงๆ คือการเคลื่อนไหวร่างกายพร้อมร่ายเวทย์ต่างนับชั่วโมงต่างหาก แต่ก็เข้าใจว่าด้วยร่างกายในตอนนี้ไม่สามารถทำเรื่องเสี่ยงอันตรายแบบนั้นได้


“ข้าให้อีก 5 นาที”


“10 นาทีได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาสีขาวของผมหันไปประสานกับดวงตาสีฟ้าสว่างระหว่างพูด


“...เจ้าอ้อนข้า?” องค์ชายเหมือนจะอึ้งไปไม่น้อยกับท่าทางของผมที่แสดงออกไป


“กระหม่อมเปล่า...เพียงแค่...”


“ถ้าอยากอยู่ต่ออีกหน่อยก็อ้อนข้าสิ...ซิน” ไม่พูดเปล่าองค์ชายขยับตัวเข้ามาใกล้จับจ้องมายังผมด้วยรอยยิ้ม


“...พระองค์ก็รู้ว่ากระหม่อมอ้อนไม่เป็น” แค่ศัพท์คำว่าอ้อนผมยังแปลความหมายไม่ถูกเลย


“แปลว่าไม่เคยอ้อน?”


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมนิ่งก่อนจะตอบไปตามจริง


“ข้าดีใจที่ได้เป็นคนแรก” คำพูดขององค์ชายฮาล์บแปลความหมายได้ว่าสุดท้ายผมก็ต้องทำตามคำพูดนั้นอยู่ดี


“...กระหม่อมทำไม่เป็น” ผมยืนยันอีกรอบ


“ลองดูสิ ข้าอยากรู้เจ้าจะตีความหมายของคำว่าอ้อนยังไง”


หลังพูดจบองค์ชายไม่ได้เอ่ยเร่งอีก ที่ทำมีเพียงยืนนิ่งๆ และจับจ้องมาอย่างรอยคอยปล่อยให้ผมมีเวลาได้คิดและตีความหมาย ไม่ง่ายเลยสำหรับผมกับคำว่าอ้อน


เรียกว่าอยู่ห่างไกลมากคงไม่ผิดนัก


ผมไม่มีใครให้อ้อนจึงไม่เคยอ้อน แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน ข้างกายมีองค์ชายฮาล์บ


ถ้าถามว่าผมตีความ ‘อ้อน’ ไปในรูปแบบไหนก็คง...


ริมฝีปากผมขบเม้มเข้าหากันอย่างครุ่นคิดก่อนจะก้าวไปตรงหน้าองค์ชายใช้มือสองข้างกอดและซุกตัวอยู่บริเวณแผ่นอกอุ่นๆ พลางคลอเคลียศีรษะกับแผ่กอกนั้นเล็กน้อย ทำได้ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นไปสบกับดวงตาสีฟ้าสว่างที่จับจ้องมองดูการกระทำของผมอยู่ก่อนแล้ว


“องค์ชาย”


“อะไร” แม้จะเล็กน้อยแต่ผมสัมผัสได้ว่าเสียงขององค์ชายสั่นเล็กน้อย


“อยู่ต่ออีกสัก 10 นาทีได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมพยายามที่จะทำเสียงอ้อนทว่าฟังยังไงก็ยังไม่ดูเป็นการอ้อนสักนิด


เหมือนพูดเอาดื้อๆ


ขอทำใหม่อีกรอบได้ไหมนะ


แต่ถึงจะทำใหม่อีกรอบก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะอ้อนยังไง


สงสัยคงต้องศึกษามากกว่านี้ซะแล้ว


“...เจ้าโกหกข้า” นิ่งไปสักพักก่อนพึมพำกลับมา


“โกหก?” ผมขมวดคิ้วแน่นเพราะไม่เข้าใจว่าไปโกหกองค์ชายเรื่องอะไร


“ไหนเจ้าบอกไม่เคยอ้อนและทำไม่เป็นไง”


“กระหม่อมไม่เคยและทำไม่เป็นจริงๆ” ผมยืนยันได้ ไม่ได้โกหกสักนิด


“จะบอกว่าครั้งแรกเจ้าทำได้ขนาดนี้เลย?” องค์ชายถามกลับ


“...แปลว่ากระหม่อมอ้อนได้ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ” ประมวลคำพูดนั้นสักพักผมจึงถามกลับแม้จะต้องพูดประโยคหน้าอายที่พานให้ใบหน้าเริ่มเห่อแดงก็ตาม


“ดีสิ ดีมากด้วย” รอยยิ้มจากองค์ชายคล้ายคำชมทำให้ผมยิ้มตาม


“งั้นขอเดินไปทางนี้ได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมชี้นิ้วไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของป่า


“ทางนั้นมีอะไรหรือ”


“องค์ชายยังไม่เคยไป?”


“อืม...ไม่เคยไปทางนั้น” ผมคลี่ยิ้มบางๆ ยามได้ยินคำตอบ


องค์ชายฮาล์บตั้งแต่เด็กจนโตมักอยู่ฝึกในปราสาทไม่ก็ออกไปเดินในเมืองจึงไม่แปลกหากไม่รู้ว่าภายในป่านี้มีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งต่างจากผมที่รู้ทุกซอกทุกมุมของป่าจากการเดินไปมาตั้งแต่วัยเด็ก


“โชคที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ” ผมพึมพำพลางเดินนำองค์ชายไป


ระหว่างเดินองค์ชายฮาล์บไม่ยอมปล่อยให้ผมห่างตัว มือผมถูกกุมเอาไว้หลวมๆ จนกระทั่งเดินหลุดพ้นเขตต้นไม้ทึบ ที่ราบกว้างเต็มไปด้วยหญ้าและดอกไม้ป่าเบ่งบานถึงจะยังไม่ได้บานทั้งหมดแต่ก็นับว่าเป็นภาพที่หาดูยาก


“...มีสถานที่แบบนี้ด้วย” องค์ชายพึมพำโดยสายตาจับจ้องไปยังภาพตรงหน้า


“หากรออีกสักสองสัปดาห์ดอกไม้คงจะบานไปทั่ว สวยกว่านี้อีกพ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้ารู้จักป่านี้ทุกซอกมุมเลยรึเปล่านะ”


“ไม่ขนาดนั้น...แค่ส่วนมากเท่านั้นเอง”


“ไว้เรามาดูกันอีกตอนดอกไม้บานเต็มที่เถอะ” รอยยิ้มกว้างและสายตาอันแสนอ่อนโยนที่หันมาสบเรียกรอยยิ้มผมให้เผยออกตาม


 “พ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายฮาล์บเป็นผู้ชายที่ยิ้มได้น่ามองและน่าดึงดูดที่สุด


ยามราตรีอันเสียงสงัด ความมืดซึ่งดูดกลืนทุกสรรพสิ่งให้จมสู่ห้วงนิทราในคืนนี้กลับต่างออกไป ความเจ็บบริเวณท้องเสียดแทงพร้อมแรงขยับจากด้านในทำเอาดวงตาสีขาวของผมเบิกกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว


“อึก...” ผมค่อยๆ พยุงตัวเองขึ้นนั่ง ข่มความเจ็บปวดนี้สุดความสามารถ


อะไร...ความปวดนี่คืออะไร


ก่อนหน้านี้ถึงจะเคยปวดตอนเด็กในท้องขยับหรือถีบบ้างแต่ไม่เคยมากเท่านี้มาก่อน


“ซิน?” องค์ชายที่น่าจะนอนหลับสนิทลืมตาตื่นก่อนขยับตัวเข้ามาดูผมใกล้ๆ


“...อึก”


“เป็นอะไรซิน ปวดหรือ” องค์ชายถามด้วยสีหน้ากังวล


“...กระหม่อมไม่เป็นไร” ผมกลั้นใจตอบทั้งที่รู้สึกเจ็บแทบขาดใจ


ไม่อยากให้องค์ชายเป็นห่วงหรือกังวล


“สีหน้าเจ้าดูเหมือนคนไม่เป็นไรที่ไหนกัน”


“อึก...อื้อ!” ความเจ็บที่เพิ่มมากขึ้นรุนแรงจนร่างกายเซใกล้ล้ม องค์ชายเองเห็นอาการไม่ดีจึงเข้ามาช่วยประคอง


“ซิน...ข้าจะไปตามหมอ”


“...อ่า” แม้จะตอบรับยังทำไม่ได้เลย


ทำไมถึงทรมานขนาดนี้


ขณะกำลังข่มความเจ็บปวดองค์ชายที่คิดว่าออกไปนอกห้องแล้วกับเดินมาข้างเตียงก่อนจะช้อนร่างผมอุ้มแนบอกแล้วเดินออกไปด้านนอกอีกครั้ง


“...องค์ชาย อึก!”


“ไม่ต้องพูดอะไร อยู่นิ่งๆ ซิน” องค์ชายบอกระหว่างก้าวเดินไปตามทาง


ในตอนกลางคืนทางเดินจะมีไฟประดับไว้ตามทางทำให้เดินง่าย องค์ชายพาผมไปหาหน่วยแพทย์ซึ่งมีการเข้าเวรอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง หัวหน้าทีมแพทย์เข้ามาตรวจดูอาการผมทันทีที่ถูกวางลงบนเตียงด้านข้างห้อง


“พระชายากำลังจะให้กำเนิดพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าหน่วยแพทย์บอก


“...ซิน” องค์ชายดูเหมือนกำลังตกใจ ร้อนรนและกังวลในขณะเดียวกันเมื่อได้ยิน


“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยแล้วพยายามยิ้มไม่ให้องค์ชายรู้สึกกังวล


“พวกเราจะรีบเตรียมวาดวงแวนเวทย์พ่ะย่ะค่ะ เพย์ กุน”


“ครับ/ค่ะ” ลูกทีมด้านหลังขานรับแล้ววิ่งออกไปด้านนอก


“องค์ชายทรงอุ้มพระชายาไปด้านนอกได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ”


“ได้สิ” องค์ชายพยักหน้าแล้วอุ้มผมอีกครั้ง


สถานที่ที่พามาคือบริเวณใจกลางห้องโถง เวทมนตร์ไม่ได้ใช้สำหรับโจมตี ป้องกัน ผนึกหรือสื่อสารเท่านั้นแต่ยังคลอบคลุมไปถึงการคลอดลูกด้วย อักขระเวทมนตร์ถูกเขียนด้วยเวทมนตร์เฉพาะซึ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมการสักพัก


ในระหว่างนั้นมีทหารได้ไปส่งข่าวให้องค์ราชากะบองค์ราชินีทราบ ทั้งคู่จึงรีบวิ่งมาทั้งที่อยู่ในชุดนอน กำลังใจที่ได้รับทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นทว่าความเจ็บปวดกลับไม่มีทีท่าจะลดลง


“เสร็จรึยัง” องค์ราชาหันไปถามหน่วยแพทย์ซึ่งตอนนี้มารวมตัวกันกว่าสิบคน หากเป็นวงแหวนเวทย์ยามคลอดปกติคงไม่กินเวลานานแบบนี้แต่เพราะผมซึ่งเป็นผู้ชายทำให้ต้องมีการปรับและเขียนอักขระตามแบบที่องค์ราชาเคยรับสั่งให้ทางหน่วยแพทย์ฝึกวาดไว้


ต่อให้เคยฝึกทำแค่ไหนการวาดอักขระที่มีความซับซ้อนมากไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น และอักขระนี่ไม่สามารถวาดทิ้งไว้ก่อนเป็นเวลานานได้ หลังจากวาดหากไม่ใช้งานก็จะสลายหายไปทันที ถือเป็นเวทย์ที่ค่อนข้างมีขั้นตอนซับซ้อนมากและยากทีเดียว


“พ่ะย่ะค่ะ โปรดพาพระชายาไปไว้กลางอักขระเวทย์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าหน่วยแพทย์พูด


“แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดใช่ไหม” องค์ชายถามระหว่างอุ้มผมเดินไปกลางวงของอักขระเวทมนตร์ ความห่วงใยปนกังวลแผ่ออกมาจนผมที่สติไม่ค่อยอยู่กับตัวสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน


“พวกเราตรวจดูเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” พอได้ยินคำขานนั่นองค์ชายก็คลายหน้ากังวลลงบ้าง


“ซิน อดทนนะ” ฝ่ามืออุ่นๆ แนบลงมาบนผิวแก้มช่างรู้สึกดีเหลือเกิน


“...พ่ะย่ะค่ะ ทรงอย่ากังวลกระหม่อมไม่เป็นไร” ผมบอกด้วยเสียงแผ่วๆ


แผ่นหลังผมสัมผัสกับพื้นซึ่งมีผ้าปูรองก่อนเหล่าหน่วยแพทย์จะเริ่มร่ายเวทย์พร้อมกับวงแหวนเวทย์ที่ประสานเข้าด้วยกัน ร่างของผมถูกยกขึ้นด้วยพลังของเวทมนตร์ห่างจากพื้นเล็กน้อย ด้านบนผมมองเห็นประกายจากเวทมนตร์ที่กำลังทำงาน


พลังเวทย์ซึ่งกระจายไปทั่วบริเวณกำลังมารวมตัวกันบริเวณท้องผม วางแหวนเวทย์แบบพิเศษกางคลุมร่างผมไว้ท่ามกางอักขระเวทย์กำลังส่องแสงอยู่รอบทิศ ความเจ็บปวดและทรมานคล้ายกำลังล่วงหล่นลงไปโดยไม่มีจุดสิ้นสุดสร้างภาระให้แก่ร่างกายมากกว่าที่คิด แต่ผมจะไม่ยอมหมดสติแน่นอน


การคลอดลูกของผมและผู้หญิงเหมือนกันอยู่หลายอย่างและหนึ่งในนั้นคือการประคองสติและสมาธิไม่ให้จมดิ่งหรือขาดหายไป อธิบายง่ายๆ คือต้องตื่นอยู่ตลอดจนกระทั่งเด็กออกมาไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายต่อทั้งตัวผมและเด็กในท้องด้วย


“อึก...” ผมกำลังพยายามหายใจเขาออกให้เป็นจังหวะตามที่ได้ยินมาจากเอนฟ์


ยามผมตั้งสติได้เป็นจังหวะเดียวกับที่ความเจ็บปวดอันรุนแรงบริเวณท้องปะทุขึ้น วงแหวนเวทย์กางออกทั้งเหนือท้องและด้านใต้ตัวผมพร้อมกับร่างของเด็กทารกทั้งสองชีวิตค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดแม้จะมีคนอยู่นับสิบ


“อื้ออ~” ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับร่างกายกำลังแตกสลายและแยกออกเป็นชิ้นยังคงดำเนินต่อไป ไม่นานร่างกายผมก็กระตุกอย่างรุนแรงยามเด็กทั้งสองคลอดออกมาได้สำเร็จ แผ่นหลังผมสัมผัสกับพื้นด้านล่างก่อนหนึ่งในหน่วยแพทย์จะก้าวเข้ามาอุ้มทารกน้อยไปดูแลต่อ


ดวงตาสีขาวของผมไม่สามารถลืมได้ ตอนนี้แค่ปรือก็เต็มกลืนแล้ว ภาพขององค์ชายวิ่งเข้ามาประคองร่างผมพร้อมเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงร้อนรนเป็นสิ่งสุดท้ายที่สัมผัสได้


ท่ามกลางความเงียบอันมีแสงสีนวลโอบล้อมร่างกายผมยืนอยู่ท่ามกลางแสงนั่นและก้าวเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย ทว่าเสียงเรียกซึ่งไล่หลังมาช่างชวนให้คะนึงหายิ่งกว่าสิ่งใด


อยากเจอทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร


โหยหาทั้งที่ไม่เข้าใจ


ทั้งที่เป็นแบบนั้นผมกลับไม่ลังเลเลยที่จะหันหลังแล้วเดินไปหาเสียงเรียกนั่น


และนั่นคือภาพฝันก่อนดวงตาสีขาวของผมจะค่อยๆ ปรือขึ้นแล้วกระพริบสองสามครั้งเพื่อเรียกสติทั้งหมดให้กลับเข้าร่าง ร่างกายยังคงเจ็บโดยเฉพาะบริเวณท้อง ภาพความทรงจำปรากฏออกมาเป็นฉากๆ ตั้งแต่ตอนปวดคลอดกระทั่งสลบไป


“ลูก!” พอนึกขึ้นได้ผมรีบหันไปมองรอบกาย ตอนนี้ผมกำลังนอนอยู่ในห้องขององค์ชายฮาล์บตามลำพัง


แกร็ก!


“ซิน?” เสียงเปิดประตูดังพร้อมเสียงเรียกอันแสนคุ้นเคยจากองค์ชายฮาล์บที่รีบเดินเข้ามาหาผมโดยในมือมีแฟ้มเอกสารอยู่ประมาณ 4 แฟ้ม


ถ้าให้เดาเขาคงนำงานมาทำในห้องระหว่างคอยดูแลผม


“องค์ชาย...ลูกล่ะพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามหาทันที


“อยู่ตรงนั้นไง” องค์ชายบอกพลางชี้ไปยังที่ว่างด้านข้างระหว่างเตียงกับตู้เสื้อผ้า ที่นอนเด็กขนาดไม่ใหญ่มากวางติดกันสองเตียงด้านในมีร่างของทารกน้อยกำลังนอนหลับสนิทอยู่


ทั้งที่อยู่ใกล้แค่นี้แต่ผมกลับไม่เห็นสงสัยจะรนเกินไปหน่อย


“พวกเขาแข็งแรงดีใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม แข็งแรงดี เจ้าเถอะไม่เป็นไรใช่ไหม” องค์ชายขยับขึ้นมานั่งบนเตียงระหว่างถาม


“กระหม่อมไม่เป็นไร”


“ข้าไม่เชื่อคำของคนที่หลับไป 3 วันเต็มหรอกนะ”


“...3 วัน” ไม่จริงน่า


จะบอกว่าผมหลับไปถึง 3 วันเต็ม?!


“ข้าเป็นห่วงมากรู้ไหม ถึงหน่วยแพทย์จะบอกว่าหลังคลอดจำเป็นต้องพักผ่อนก็อดห่วงไม่ได้” น้ำเสียงกังวลปนห่วงใยนั่นทำให้ผมเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าขององค์ชายเบาๆ


“ขอบพระทัยที่ทรงห่วง” ผมส่งยิ้มจางๆ กลับไป


“พักอีกหน่อยดีกว่าไหม”


“กระหม่อมพักมา 3 วันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” นานมากสำหรับผม


“แต่เจ้ายังเจ็บอยู่”


“...กระหม่อมไม่เจ็บแล้ว” ผมส่ายหัวเล็กน้อย


“เจ้าโกหกข้าไม่ได้” ดวงตาสีฟ้าสว่างจับจองมายังผม ไม่ใช่แค่ใบหน้าแต่ทุกการเคลื่อนไหวไม่อาจเล็ดรอดไปได้รวมถึงมือผมที่กำลังกุมท้องตัวเองอยู่ก็เช่นกัน


“แค่เจ็บนิดหน่อย...”


“จะเจ็บน้อยเจ็บมากก็ถือว่าเจ็บ พักต่อเถอะซิน”


“พ่ะย่ะค่ะ” สุดท้ายผมก็ต้องพักตามที่องค์ชายบอก


“หิวสินะ เดี๋ยวข้าไปหาอะไรมาให้ โจ๊กหรือข้าวต้มดี?” ก่อนเปิดประตูออกไปองค์ชายหันกลับมาถาม


“ขอเป็นโจ๊กดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” รู้เลยว่าท้องตัวเองยังรับพวกเม็ดข้าวไม่ค่อยได้


“ได้”


ไม่นานโจ๊กฟักทองร้อนๆ ก็ถูกยกมาให้ถึงบนเตียง ผมเตรียมจะรับถ้วยโจ๊กนั้นมาทว่าองค์ชายกลับยกถ้วยหนีพร้อมใช้ช้อนตักโจ๊กสีเหลืองนวลเป่าเบาๆ ก่อนยื่นมาตรงหน้า


“...กระหม่อมทานเองได้พ่ะย่ะค่ะ” ขืนป้อนแบบนี้ความอยากอาหารที่ไม่ค่อยมีก็ยิ่งติดลบน่ะสิ


“ข้าจะป้อน”


“กระหม่อมอยากทานเอง” ผมยังคงไม่ยอมแพ้


“ข้าจะป้อน” คำพูดเดิมถูกเอ่ยซ้ำ


ผมรู้ได้ทันทีว่าต่อให้ยืดเยื้อต่อไปผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยนจนอ้าปากยอมรับการป้อนจากองค์ชายอย่างโดยดี ไม่ขัดขืนหรือพูดมากอีก ยอมรับว่าผมทั้งเขิน ทั้งอายและไม่ชินกับการถูกป้อน ยิ่งอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มแสนอ่อนโยนผมก็อยากจะหันหน้าหนีไปอีกทางเพื่อไม่ให้มองเห็นใบหน้าที่กำลังเห่อแดงนี้ได้


“...พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ผมเบือนหน้าเล็กน้อยหลังกินโจ๊กมาหลายคำ


“เจ้าเพิ่งกินไปนิดเดียวเองนะ”


“กระหม่อมยังไม่หิว”


“ถ้าเจ้าไม่ทานแล้วจะมีนมให้ลูกได้อย่างไร”


“นม?” จะว่าไปเหมือนจะได้ยินมาจากองค์ราชาอยู่เหมือนกันว่าต่อให้เป็นผู้ชายในช่วงที่เด็กกำลังเติบโตจำเป็นต้องกินนมจากผู้ให้กำเนิด


“ใช่ ระหว่าง 3 วันที่เจ้าหลับหน่วยแพทย์เตรียมนมไว้ให้ทั้งคู่ดื่มแล้วก็จริงแต่ยังไงดื่มจากเจ้าจะดีกว่า” องค์ชายอธิบาย


“งั้นกระหม่อมจะทานต่อ” หากผมกิน สารอาหารเหล่านั้นจะช่วยให้น้ำนมเพิ่ม


เหมือนจะได้ยินมาแบบนั้นนะ


“ข้าชักหึงแล้วนะ” องค์ชายหรี่ตามองมา


“หึง?” หึงอะไร และกับใคร


“น่าหึงไหมล่ะ ขาบอกให้เจ้าทานอีกหน่อยแต่กลับถูกปฏิเสธ พอบอกว่าลูกต้องการนมเจ้ากลับบอกจะกินต่อซะอย่างงั้น รักลูกมากกว่าข้าแล้วหรือ” พูดจบก็ขยับหน้าเข้ามาเพื่อดูปฏิกิริยาของผม


“ไม่ใช่...กระหม่อมเพียงแค่ห่วงลูก”


“เจ้าตอบไม่ตรงคำถามนะซิน”


“อะ...กระหม่อมรักเท่ากันพ่ะย่ะค่ะ” ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยระหว่างตอบ


“รักข้ามากกว่านิดนึงก็ได้นะ”


“องค์ชาย”


“ทานต่อเถอะ เสร็จแล้วข้าจะอุ้มลูกมาหาเจ้า” เพราะประโยคนั้นละมั้งถึงทำให้ผมกินโจ๊กฟักทองจนหมดถ้วยในเวลาอันรวดเร็วแม้จะไม่มีความหิวเลยก็ตาม


ทารกตัวน้อยๆ สองคนบัดนี้อยู่ในอ้อมกอดผมโดยมีองค์ชายฮาล์บคอยช่วยประคองไม่ให้ลูกตก แม้จะยังเด็กแต่ผิวขาวอมเหลืองนิดๆ นี่ได้ผมและองค์ชายมาเต็มๆ ต้องรอดูตอนลืมตาว่าดวงตาจะเป็นสีอะไร


“แอ๊...” เสียงเคี้ยวปากจากเจ้าตัวทำเอาผมเผลอยิ้มออกมา


“น่ารัก” น่ารักที่สุดเลย


“น่ารักเหมือนเจ้าแหละ สงสัยคงจะหิวละมั้ง”


“หิว? งั้นกระหม่อมต้องให้นม?” ผมหันไปข้อความเห็น


“อืม ลองดูสิ”


“พ่ะย่ะค่ะ...เอ่อ องค์ชายฮาล์บ” ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อผมเรียกองค์ชายที่ดูเหมือนจะจับจ้องมามากเกินพอดี


“ฮืม?” และเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ด้วยว่าผมกำลังสื่ออะไร


“อย่ามองกระหม่อมได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยขอออกไปตามตรง


“ข้าอยากเห็นนี่” องค์ชายให้เหตุผล


“แต่พระองค์จ้องมากเกินไป” แบบนี้ก็เกร็งจนทำอะไรไม่ถูกพอดี


“ก็ข้าอยากเห็นนี่”


“...” ผมเม้มปากแน่นพร้อมก้มหน้าลงทำเป็นไม่รู้ว่ามีสายตาจับจ้องมาทุกการเคลื่อนไหว กระดุมเสื้อถูกปลดออกก่อนผมจะอุ้มทารกคนแรกขึ้นมาบริเวณแผ่นอก


แรกขมเม้มพร้อมดูดดึงทำเอารู้สึกแปกๆ แต่ก็ยังไม่เท่าสายตาที่จับจ้องอยู่ไม่ห่าง ทารกอีกคนอยู่ในอ้อมแขนขององค์ชาย เมื่อผ่านไปสักพักผมจึงสลับให้อีกคนได้ดื่มนมบ้าง เหมือนเสียงเคี้ยวปากเมื่อครู่จะเป็นเพราะหิวจริงๆ หลังดื่มนมเสร็จทั้งคู่ก็หลับสนิทองค์ชายจึงพาทารกทั้งสองกลับไปนอนยังเตียงเด็ก


“องค์ชายฮาล์บ”


“อะไรซิน” องค์ชายถามกลับระหว่างกลับขึ้นมานั่งบนเตียงข้างผม


“ทรงตั้งชื่อให้ทั้งคู่รึยังพ่ะย่ะค่ะ”


“ยังเลย ข้าอยากมาถามความเห็นเจ้าก่อน”


“มีหลายชื่อที่ลังเลหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามต่อ


“เปล่า ข้าคิดไว้เพียง 2 ชื่อ” องค์ชายตอบ


“ถ้างั้นทำไมถึงไม่ตั้งเลย...” ผมนึกว่ามีหลายชื่อที่ลังเลอยู่ซะอีก


“บอกแล้วไงว่าอยากถามความเห็นเจ้าก่อน”


“มีชื่ออะไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”


“ผู้หญิงชื่อซีฮาร์ ผู้ชายให้ชื่อไฮเซน”


“ซีฮาร์ ไฮเซน” ผมพึมพำสองชื่อนี้ไปมา หัวใจรู้สึกอุ่นวาบอย่างไม่มีสาเหตุ


“ข้านำตัว ฮ. จากฮาล์บกับตัว ซ. จากซินมารวมกัน เจ้าคิดว่าเป็นยังไง” องค์ชายถามพลางโอบไหล่ผมให้พิงไปยังแผ่นอกตัวเอง


“...เพราะมากพ่ะย่ะค่ะ” ยิ่งรู้ถึงความหมายแฝงของชื่อหัวใจยิ่งเต้นแรงขึ้น


ได้รับทั้งความรักและถูกให้ความสำคัญมากถึงเพียงนี้


ซีฮาร์และไฮเซนเป็นชื่อที่ดีมาก


“งั้นชื่อตกลงตามนี้เลยนะ”


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้าเบาๆ


“เสร็จเรื่องชื่อ เรามาเรื่องต่อไปกันดีกว่า” องค์ชายพูดแล้วประสานดวงตาสีฟ้าสว่างกับดวงตาสีขาวของผม


“...เรื่องต่อไป?” เรื่องอะไรกัน


“เจ้าเป็นอะไรกับข้าซิน”


คำถามนั่นทำเอานิ่งเงียบพลางขมวดคิ้ว ในหัวกำลังประมวลและวิเคราะห์ความหมายของประโยคที่ได้ยิน ครั้งนี้องค์ชายไม่ได้ถามซ้ำหรือเร่งรัดอย่างทุกทีผมจึงมีเวลาได้คิดและเรียบเรียงทุกอย่าง


ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถามคำถามนี้


คำตอบผมแทบไม่ต้องคิดเลย


“...คนรักพ่ะย่ะค่ะ” แม้จะไม่ต้องคิดแต่ใช่ว่าจะกล้าตอบเต็มปากเต็มคำ


ความเขินอายยังคงมีอยู่


“ทำไมคิดนาน? หรือว่าไม่รักข้าแล้ว...”


“กระหม่อมรักพระองค์ รักแค่พระองค์” ไม่ต้องรอให้องค์ชายพูดจบประโยคผมก็รีบพูดแทรกพร้อมดวงตาสีขาวหันไปมสบดวงตาสีฟ้าสว่างอย่างจริงจัง


ความรู้สึกนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่มีมานานมากกว่า 13 ปี


ทั้งที่เป็นแบบนั้นจะไม่รักได้ยังไง


“แต่ใช้เวลาตอบนานนี่”


“...ก็กระหม่อมไม่ได้กล้าแสดงออกขนาดนั้น” จะให้พูดตรงๆ มันไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่


“ไม่กล้าแสดงออกแต่พอบอกว่าไม่รักข้า เจ้ากลับพูดสวนเสียงดังจนได้ยินกันทั้งปราสาท” ระหว่างพูดริมฝีปากก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มกว้างอันเปี่ยมไปด้วยความสุขออกมา


“...นั่นเพราะพระองค์กำลังเข้าใจผิด”


“ข้ารู้ รู้อยู่แล้วความรู้สึกของเจ้าน่ะ” ฝ่ามืออุ่นๆ แนบลงมายังแก้มของผมแล้วเกลี่ยเล่นไปมาเบาๆ


“หากรู้แล้วทำไมถึงยังถาม”


“เจ้าไม่รู้?” สีหน้าขององค์ชายคล้ายจะตกใจที่ผมไม่รู้


“ไม่รู้พ่ะย่ะค่ะ” ถ้ารู้ผมคงไม่ถามหรอก


ต่อให้เป็นผมใช่ว่าจะรู้ทุกเรื่องสักหน่อย


“อยากให้ข้าเฉลยไหม”


“โปรดเฉลยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


“ในเมื่อข้าเป็นคนรักของเจ้า งั้นทำไมเจ้ายังพูดสุภาพกับข้าขนาดนี้ล่ะ”


“ก็พระองค์เป็นองค์ชายของอาณาจักร...”


“เจ้าเองก็เป็นพระชายาขององค์ชายแห่งอาณาจักรเวธาณาร์” องค์ชายฮาล์บพูดสวน


“เอ่อ...มันเป็นความไม่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ” ผมพยายามพูดอธิบาย


“ทั้งที่เจ้าเคยเรียกชื่อข้าแท้ๆ” น้ำเสียงคล้ายเด็กกำลังงอนไม่ได้ทำให้ความหนักใจน้อยลงเลย


“กระหม่อมไม่เคยเรียก อ๊ะ...” ยังพูดไม่ทันจบประโยคภาพในหัวยามผมกำลังถูกอีกฝ่ายกอดพร้อมพร่ำเรียกชื่อนั้นซ้ำไปมาก็ฉายภาพนั้นวนซ้ำอีกหลายต่อหลายรอบ แม้เป็นเพียงความทรงจำก็สามารถทำให้ใบหน้าผมเห่อแดงได้


“นึกออกแล้วใช่ไหมว่าเคยเรียกตอนไหน” ไม่พูดเปล่าองค์ชายยังขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจและปลายจมูกที่เกลี่ยกันเล่นเบาๆ


ร่างกายผมเกร็งไปหมดเพราะไม่เพียงแค่สัมผัสหรือดวงตาที่ประสานมาแต่ยังมีรอยยิ้มกึ่งชื่นชมกึ่งเย้าแหย่เผยออกมาให้เห็นในระยะประชิด


“...ทรงแกล้งกระหม่อมทำไม”


“ข้าเปล่าทำ”


“พระองค์กำลังทำอยู่” ตอนนี้ผมกำลังถูกแกล้งโดยไม่อาจขัดขืนได้


เขารู้ว่าหากใช้ดวงตาสีฟ้าสว่างกับรอยยิ้มนั่นยังไงผมก็ไม่มีทางละสายตาออกไปได้ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ตาม ตัวตนขององค์ชายฮาล์บในหัวใจผมกินพื้นที่มากเกินกว่าจะทานทนไหว


“ข้าเพียงอยากให้คนรักเรียกชื่อตัวเองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องคำสุภาพก็ได้แค่เรียกชื่อข้า...ได้ไหมซิน” แววตาที่จับจ้องมาราวกับกำลังอ้อนปนร้องขอ


“...ตอนอยู่กันสองคนได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากนิ่งคิดสักพักผมจึงตัดใจยอมให้ครึ่งทาง


จะให้ผมเรียกชื่อห้วนๆ ต่อหน้าคนอื่นในที่สาณารณะมันดูไม่ดีแต่ถ้าแค่ตอนอยู่กันสองคนผมยังสามารถข่มความอายได้


“ได้ งั้นตอนนี้เรียกชื่อข้าให้ฟังหน่อยสิซิน”


“ตอนนี้มีลูกอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ” ผมยกยิ้มเล็กน้อยระหว่างพูด เขาเพิ่งตกลงว่าจะให้พูดตอนอยู่กันสองคนแต่ในเมื่อตอนนี้มีลูกกำลังนอนอยู่ก็ไม่นับว่าอยู่ตามลำพังนะ


“เจ้านี่กล้าหลอกข้า”


“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”


“มิกล้าน้อยล่ะสิ หยวนข้าหน่อยนะซิน” องค์ชายพูดแล้วดึงผมไปกอดแนบกาย เส้นผมสีทองสรวยสยายลงมาเล็กน้อยยามองค์ชายเอียงคอมองใบหน้าผมด้วยรอยยิ้ม


“...ฮาล์บ” ผมซุกหน้าเข้ากับเสื้อสีน้ำเงินเข้มตรงหน้าขณะพึมพำเสียงเบา


“อะไรนะ? ข้าไม่ได้ยิน”


“...ฮาล์บ” ครั้งนี้ผมผละออกมาจากเสื้อสีเข้มแต่ยังคงเอ่ยเสียงเบาอยู่ดี


“อีกรอบนะ”


“องค์ชาย” แค่นี้หัวใจก็เต้นแรงจะแย่แล้วนะ


มากกว่านี้ผมไม่ไหวหรอก


“ข้าอยากได้ยิน เรียกอีกสิซิน” พอถูกดวงตาสีฟ้าสว่างจับจ้องมาการรับรู้ก็ราวกับถูกระงับ


“ฮาล์บ...อื้ออ~” และทันทีที่เรียกริมฝีปากอุ่นๆ ก็ประกบลงมาอย่างอ่อนโยน สัมผัสของการแนบชิดแม้จะเป็นเพียงส่วนเดียวกลับทำให้รู้สึกดีจนไม่อยากแยกจาก


“...หยุดยั่วข้าเลยนะซิน”


“กระหม่อมไม่ได้ยั่วสักหน่อย” ผมย้ำเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้


ศาสตร์ขั้นสูงอย่างการยั่วผมทำไม่เป็นหรอก แถมยังไม่มีเวลาให้ศึกษาด้วย


แค่อ้อนยังแข็งทื่อจนอยากร่ายเวทย์หนีไปซะจริงๆ


“ไม่ยั่วก็ไม่ยั่ว นี่ซิน”


“พ่ะย่ะค่ะ”


“ข้ามีอีกอย่างที่คาใจและอยากถามมาตลอด”


“เรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”


คาใจและอยกถามมาตลอด


นึกไม่ออกเลยว่าตัวเองเผลอทำอะไรลงไป


“ในตอนข้ายังเด็กเคยถูกลักพาตัวไป ตอนนั้นข้ากลัวมากคิดว่าคงไม่รอดแน่ๆ แต่กลับถูกคนคนหนึ่งช่วยเอาไว้ สีขาวเป็นเอกลักษณ์เดียวที่ข้าจดจำได้ แม้จะเคยถามหลายครั้งแล้วแต่ข้าก็ยังอยากจะถามอีกครั้ง...คนที่ช่วยข้าในตอนนั้นคือเจ้าใช่ไหม ซิน” ทั้งน้ำเสียง สีหน้าและสายตาที่จ้องมามองนั้นไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบแต่อย่างใด


ตรงกันข้ามเหมือนกำลังเดิมพันกับอะไรสักอย่างกับคำตอบที่ไม่รู้ว่าจะได้ยินอะไร


อ่า...เรื่องนี้เองสินะ


จะว่าไปตั้งแต่วันแรกที่ได้กลับมาเผชิญหน้ากันผมก็ถูกเอ่ยถามคำถามเดียวกันนี่มาแล้ว และคำตอบในตอนนั้นคือคำหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากให้ตัวตนของตนเองถูกเปิดเผย


แต่ในวันนี้ต่างกัน


ผมไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังองค์ชายอีก


ทุกเรื่องที่เขาอยากรู้ผมพร้อมจะบอก


“พ่ะย่ะค่ะ...เป็นกระหม่อมเอง” ผมยอมรับออกไปตามตรงโดยไม่โกหกหรือหลีกเลี่ยงเหมือนอย่างทุกครั้ง


“ข้าว่าแล้ว เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย” น้ำเสียงขององค์ชายไม่ได้กำลังโกรธที่ผมโกหก รอยยิ้มบางๆ นั่นคล้ายจะบอกว่าเดาไว้อยู่แล้วถึงคำตอบของผม


“ทรงอภัยที่กระหม่อมปิดบังมาตลอด”


“เจ้ารู้ไหมว่าข้ารักเจ้าตอนไหน” อยู่ๆ องค์ชายก็เปลี่ยนเรื่อง


“...ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”


“ข้าเคยคิดว่าอาจเป็นตอนที่ข้ามีเจ้าอยู่ข้างกายมาตลอด”


“เคยคิดแปลว่าไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามต่อ


“ใช่ พอมาคิดดูดีๆ ไม่ใช่ตอนนั้นแต่ต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีก บานประตูในห้องเรียนถูกเปิดพร้อมร่างโปร่งบางของใครบางคนที่ก้าวเข้ามา ทั้งผิว เส้นผมหรือสีตาล้วนเป็นสีเดียวกันหมดคือสีขาว ยามมองเจ้าความทรงจำในอดีตเหมือนถูกรื้อฟื้น ความรู้สึกที่หลับใหลอยู่ในนี้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ได้เจอหน้าเจ้า ข้าคงหลงรักเจ้าตั้งแต่วัยเด็กแล้ว” ทุกถ้อยคำถูกเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความสุขเกินจะบรรยาย


คนฟังอย่างผมเองยังเผยรอยยิ้มตามไปด้วย


“หัวใจของกระหม่อมเองก็เป็นของพระองค์มาตั้งแต่ได้เห็นรอยยิ้มและสัมผัสอันแสนอบอุ่นจากพระองค์ในวัยเยาว์เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาของพวกเราประสานกันตลอดเวลายามเปิดเผยความรู้สึกในก้นบึ้งของหัวใจ


“ข้ารักเจ้าซิน”


“กระหม่อมก็รักองค์ชายฮาล์บ”


“ตอนนี้ถือว่าเราอยู่กันสองคนนะ” คำพูดนั่นทำให้ผมยิ้มก่อนจะเอ่ยคำเดิมๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจนหัวใจเต้นแรงและใบหน้าเห่อแดงด้วยความเขินอาย...


“รักฮาล์บ”


“รักซินเหมือนกัน” รอยยิ้มของพวกเราสอดประสานด้วยเสียงหัวใจซึ่งเต้นหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน เช่นเดียวกับริมฝีปากที่ขยับเข้าแนบสนิทสนิทกันอย่างเชื่องช้าทว่าลึกล้ำจนไม่อาจแยกจาก


ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน


จะในอดีต ปัจจุบันหรือแม้แต่อนาคต


ความรู้สึกนี้ก็ไม่มีวันเปลี่ยนไป


คนเดียวที่รักและสามารถมอบหัวใจให้ได้โดยปราศจากเหตุผล


สำหรับผมมีเพียงองค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์เท่านั้น


จากนั้นองค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชาอันดับที่ 37 แห่งอาณาจักรเวธาณาร์โดยมีชายาเป็นบุรุษที่นอกจากจะมีความสามารถด้านเวทมนตร์อย่างแตกฉานแล้วยังมีทักษะหลากหลายคอยช่วยค้ำจุนและช่วยเหลือผู้เป็นคนรักได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีลูกฝาแฝดชายหญิงซึ่งสืบสายโลหิตโดยตรง


ภาพที่คนทั้งอาณาจักรต่างได้พบเห็นคือภาพของครอบครัวแสนสุขสันต์อันเต็มไปด้วยรอยยิ้มและบรรยากาศของความสุขซึ่งทำให้เหล่าผู้พบเห็นต้องอมยิ้มไปตามๆ กัน

.....................................จบบริบูรณ์..................................
เป็นตอนจบที่หวานมากกกกก
หลายคนคงจะลุ้นกันนานจนเลิกลุ้นไปแล้วว่าฮาล์บจะรู้ตอนไหนว่าคนที่เคยช่วยชีวิตตัวเองไว้คือซิน คำตอบคือมารู้ตอนนี้ค่า
จากนี้อาจจะเป็นอาทิตย์หน้าหรืออีกอาทิตย์จะมีอัพตอนพิเศษส่งท้ายให้อ่านกันนะคะ
ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนจบ การแต่งเรื่องนี้อย่างที่เคยบอกว่าเป็นหนึ่งในความฝันของเราที่อยากแต่งแนวเวทมนตร์สักครั้งซึ่งอาจจะยังมีช่องโหว่อยู่มากแต่เราก็พยายามแต่งออกมาให้ดีเท่าที่จะทำได้
และหวังว่าทุกคนที่ได้อ่านจะรู้สึกมีความสุข ได้รับรอยยิ้มและความรู้สึกดีๆ ดีไปไม่มากก็น้อยนะคะ
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ สามารถติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่เพจ nicedog นะคะ
เข้ามากดติดตามกันได้น้าาา
ใครสนใจเรื่องนี้สามารถเข้าไปพรีกันได้น้าตอนนี้ใกล้ปิดพรีแล้ว
ลิ้งค์นี้เลย>>http://lichtbookstore.lnwshop.com/
ของแถมเฉพาะรอบพรีนั้นเป็นการ์ดใสลายฮาล์บกำลังลูบแก้มซินอยู่ ตัวปกไม่มีคาแร็กเตอร์ตัวละครใครอยากเห็นทั้งคู่ห้ามพลาด!
นอกจากนี้หากซื้อเป็นเป็นเซตรวมกับอีกเรื่องที่กำลังเปิดพรีจะได้ที่คั่นไดคัทตัวละคนของทั้งคู่ซึ่งไม่ใช่รูปเดียวกันกับการ์ดใสอีกด้วย!
สำหรับตอนพิเศษในเรื่องจะมีทั้งหมด7ตอนซึ่งแต่ละตอนนั้นยาวมากกก
อ่านได้อย่างจุใจแน่นอนค่ะ
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #549 Timpanteen (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 18:42

    ปริ่มมากก ละมุนมากๆ ดีมากจริงๆค่ะ
    #549
    0
  2. #529 _nichaprn_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:07

    สนุกมากค่ะ
    #529
    0
  3. #492 salinishukul (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 10:53
    เป็นนิยายที่น่ารักมาก ชอบมาก ขอบคุณไรท์จริงๆที่เเต่งนิยายน่ารักขนาดนี้มาให้เราอ่าน จะรอติดตามผลงานต่อๆไปของไรท์อยู่เสมอ เป็นกำลังให้ค่ะ
    #492
    0
  4. #489 Chonnatcha_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 13:01
    ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆ ออกมาให้ทุกคนได้อ่านนะคะ รอติดตามผลงานต่อๆไปของไรท์อยู่เสมอ เป็นกำลังใจให้นะค้าบบ
    #489
    0
  5. #486 SOUL (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 00:28
    ดีงามมากกกกกกกก

    ละมุนสุดๆ

    ชอบความมั่นคงของทั้งคู่จริงๆ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆอย่างนี้นะคะ ยิ่งช่วงหลายวันมานี้แทบไม่ทำอะไรแล้วตามอ่านแต่นิยายของไรต์เนี่ยยยยยย พลอตเรื่องสนุก น่าสนใจทุกเรื่องเลย เจอคำผิดบ้าง อาจเป็นความเคยชินหรือเปล่า เห็นไรต์พิมพ์บ่อย 555 ก็ค่อยๆแก้ไขกันไปนะคะ (เช่น เร่งงาน น่าจะเป็น เล่นงาน หรืออนุญาติ ควรเป็น อนุญาต) จะรอผลงานดีๆต่อไปนะค้าาาาา ขอบคุณค่า
    #486
    0
  6. #482 FDB88 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 14:47

    ชอบมากเลยค่ะ ละมุนมากๆ น่ารักมากเลย ชอบที่มีคาถาต่างๆ เก่งมากๆเลยนะคะคิดได้ยังไง ชอบที่พระนายมั่นคง ไม่โลเลเลย อ่านมา 3 เรื่องแล้ว ชอบทุกเรื่องเลยค่ะ นี่จะไล่อ่านจนครบทุกเรื่องเลยค่ะ

    #482
    0
  7. #416 Girin (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 00:16
    แงง ดีงามทุกเรื่องเลย เราติดตามมาตลอดนะคะ และจะติดตามตลอดไปปป ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ น่ารักมากๆ อาจจะมีการใช้คำพูดหรือคำผิดที่ต้องแก้ไข แต่คุณ nicedog ทำได้ดีมากๆแล้วค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สุดท้าย องค์ชายน่ารักมากๆๆ ดีงาม
    #416
    0
  8. #412 Faffa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 13:51
    หน่ารักกกก ขอบคุณค้าบบบ
    #412
    0
  9. #411 spiral_sai (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 00:58
    ขอบคุณที่แต่งนิยายสนุกๆให้อ่านนะคะ ^^
    #411
    0
  10. #410 Lalaland332221 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 23:47
    แงงงงงว น่ารักมากเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับนิยายดีๆ แล้วจะติดตามผลงานต่อไปค่ะ
    #410
    0
  11. #409 Martin Bamnis (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 23:38

    ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆให้เราได้อ่านนะคะ น่ารักมากเลย <3
    #409
    0
  12. #408 jogod (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 23:29
    สนุกมากค่ะ ชอบการร่ายเวทย์ทุกตอนเลย ตื่นเต้นตลอด ขอบคุณมากนะคะ
    #408
    0
  13. #407 ttbluewp (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 22:42
    เรื่องนี้สนุกมากๆเลยค่ะ ขอบคุณไรต์มากๆน้า รออ่านตอนพิเศษอยู่จ้า
    #407
    0
  14. #406 UL001 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 22:41

    ขอบคุณมากค่ะ แต่งได้ดีมากๆ ชอบมากค่ะ
    #406
    0
  15. #405 pcard (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 21:47
    หวานมากกกก ขอบคุณนะคะ ~^^
    #405
    0
  16. #404 000 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 21:47

    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆอีกเรื่องไห้เราได้อ่านกันนะค่ะไรท์

    นิยายที่ไรท์แต่งทุกเรื่องคือดีงามพระราม8,9,10เลยจริง

    ชอบทุกเรื่องที่ไรท์แต่งเลยยยยย

    ติดตามทุกเรื่อง

    อ่านทุกเรื่อง

    ฟินทุกเรื่อง

    โอ้ยยดีต่อใจคร้าาา

    รออ่านตอนพิเศษอยู่น้าาา????????

    #404
    0
  17. #403 LMLM (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 21:43
    เขินนน
    #403
    0
  18. #402 H i k a w a (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 21:11
    ขอบคุณสำหรับความทรงจำดีๆอีกเรื่องนะคะ ^^ เราชอบแนวเวทมนตร์โรงเรียนแบบนี้มากเลยฮือ แล้วยิ่งซินที่เป็นแบบนี้ องค์ชายที่สุดแสนจะดีแต่ขี้ตื๊อเป็นที่สุด องค์ประกอบของทุกๆอย่างในเรื่อง ทุกครั้งที่ได้อ่านทำให้เรามีความสุขมากๆเลยค่ะ จะรอติดตามเรื่องต่อๆไปเสมอนะคะ~ ว่าแล้วก็วนอ่านอีกรอบบบ
    #402
    0
  19. #401 SJom (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 20:44

    เขินนนนนน
    #401
    0
  20. #400 Chixtl (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 20:41
    ขอบคุณนะคะ งือออออออออออ
    #400
    0
  21. #399 LittleJune (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 20:26
    ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากๆเลย หวานมากๆค่ะ
    #399
    0
  22. #398 ริลัค คุม๊า (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 20:17
    จะกรี๊ดแล้วเว้ยยยยยอิเวนกรูเขินหนักมาก555555อายตัวเองเลยกรูจะกลิ้งทำไมวะ55555
    #398
    0