-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 21 : *·~หลอม¤ครั้งที่ XX ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,443
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    25 มิ.ย. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ XX ~·*




ปัจจุบันอาณาจักรเวธาณาร์ยังคงมีองค์ราชาคาราสปกครองอยู่ พระโอรสเพียงองค์เดียวจะขึ้นเป็นราชาลำดับที่ 37 เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เจ้าชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์เป็นองค์ชายที่แสนงดงามเป็นที่ต้องตาของผู้พบเห็นทั้งชายและหญิง ทุกคนล้วนฝันอยากได้ครอบครองรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนและน้ำเสียงที่พานให้คนฟังราวกับถูกหลอมละลาย


ทว่าความฝันของสาวๆ และหนุ่มๆ ต่างสลายเมื่อมีการประกาศแต่งงาน แถมคู่ครองขององค์ชายยังเป็นชายหนุ่มซึ่งมีสีผมและสีตาเป็นสีขาวล้วน หรือก็คือผมเอง


ไม่ว่าจะผ่านมาหนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนก็ไม่ต่างกัน ผมยังรู้สึกเกร็งทุกครั้งยามถูกเรียกนำหน้าว่าท่านหรือพระชายา


ชายาอะไรกัน น่าอายจะตาย ฟังกี่ทีผมก็สะดุ้งแทบทุกรอบ!


แม้จะอยู่ในตำแหน่งคู่ชีวิตขององค์ชายแต่ผมก็ยังเป็นผม หน้าที่องครักษ์คนสนิทและรองหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงายังคงเป็นของผมไม่เปลี่ยนแปลง องค์ชายเองก็เห็นด้วยเพราะไม่ต้องการให้ใครมาทำหน้าที่ตรงนั้นแทนผมโดยเฉพาะหน้าที่องครักษ์คนสนิท


“องค์ชาย กระหม่อมมีเรื่องด่วนต้องทูลให้พระองค์ทราบ” ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานขององค์ชายพร้อมกับเปิดประเด็นขึ้น


“เรื่องด่วน? ว่ามา” องค์ชายฮาล์บละมือออกจากกองเอกสารตรงหน้าทันที


“ทางตะวันออกของอาณาจักรกำลังเกิดภัยน้ำท่วมอย่างหนักจากฝนที่ตกอย่างเนื่อง องค์ราชาทรงมีรับสั่งให้กระหม่อมไปจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว กระหม่อมเลยมาขออนุญาตไปจัดการเรื่องนี้สักพัก” ผมอธิบายเรื่องราวพลางลอบสังเกตดวงตาสีฟ้าสว่างที่หรี่ลงเรื่อยๆ


“ทำไมต้องเป็นเจ้า”


“เพราะกระหม่อมสามารถจัดการน้ำท่วมเหล่านั้นได้พ่ะย่ะค่ะ” ผมตอบกลับตามตรง


“ด้วยเวทมนตร์?”


“พ่ะย่ะค่ะ” ในอาณาจักรนี้ผู้มีพลังเวทย์หาศาลมีอยู่ไม่มาก ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างภัยทางธรรมชาติพวกเราจะถูกส่งไปจัดการกับเรื่องนี้เพื่อลดความเสียหาย


“เจ้าจะทิ้งข้าไว้แล้วออกไปเที่ยวหรือ” องค์ชายถามต่อ


“กระหม่อมไปปฏิบัติภารกิจไม่ได้ไปเที่ยว...” อีกอย่างมันไม่เรียกว่าทิ้งสักหน่อย


แค่ออกไปไม่กี่วันเอง


“ข้าไม่อยากให้เจ้าห่างสายตาเลย”


“...องค์ชายทรงห่วงมากไป กระหม่อมไม่ได้อ่อนแอ” ผมพยายามสะกดตัวเองไม่ให้หน้าแดงจากคำพูดเมื่อครู่


“ข้าไม่มองว่าเจ้าอ่อนแอ เพียงแค่อยากให้เจ้าอยู่ข้างๆ เท่านั้น อีกอย่างถ้าเจ้าไปข้าจะนอนกอดใครล่ะ” คำพูดไม่ธรรมดาหลุดออกมาด้วยน้ำเสียงแสนธรรมดาคล้ายกำลังพูดเรื่องปกติก็ไม่ปาน


ไม่รู้เลยว่าคนฟังนี่ใกล้ละลายกลายเป็นไอเต็มที


“แค่ไม่กี่วันเองพ่ะย่ะค่ะ”


“ข้าให้สองวัน”


“กระหม่อมเกรงว่าอาจต้องใช้เวลาสักสามวัน” จะให้จัดการน้ำเหล่านั้นให้หมดภายในสองวันค่อนข้างยากไปสักหน่อย


“สามวันหรือ...นานจังนะ ไม่ไปได้รึเปล่าซิน” น้ำเสียงเหมือนกำลังออดอ้อนในประโยคสุดท้ายนั่นเหมือนเด็กในวัยกำลังซนเลย


“คนในหน่วยองครักษ์เงาตอนนี้ออกไปทำภารกิจกันเกือบหมด อีกอย่างมีเพียงกระหม่อมที่มีพลังเวทย์มากพอที่จะจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว” ผมให้เหตุผลและหวังว่าองค์ชายจะเข้าใจ


“งั้นข้าไปด้วย”


“องค์ชาย” ผมเรียกอีกฝ่ายก่อนจะถอนหายใจเบาๆ


“ไปด้วยก็ไม่ได้หรือ”


“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”


“ทำไมเจ้าใจร้ายจังซิน”


“...กระหม่อมใจร้าย?”


ตรงไหนกัน?!


“ใช่ ทิ้งข้าไว้ตามลำพังตั้งหลายวันแบบนั้นไม่เรียกใจร้ายแล้วจะเรียกว่าอะไร” องค์ชายพูดต่อ ไม่นานเขาจึงลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าผม


“องค์ชาย...”


“เจ้ากำลังทำให้ข้าขาดเจ้าไม่ได้” ถ้อยคำเหล่านั้นเรียกรอยยิ้มผมให้เผยออกมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีขาวของผมเงยขึ้นไปสบดวงตาสีฟ้าสว่างตรงหน้าที่จับจ้องมาก่อนแล้ว


“...พระองค์เองก็กำลังทำให้กระหม่อมขาดไม่ได้เช่นกัน” อย่าว่าแต่ผมเลย เขานั่นแหละที่คอยมอบความรักให้เสมอจนไม่รู้แล้วว่าจะอยู่ได้ยังไงหากขาดไออุ่นและรอยยิ้มเหล่านั้นไป


“ก็ดีนี่ จะได้เสมอกัน” องค์ชายยิ้มก่อนเอื้อมมือมาสัมผัสแก้มขาวของผมแล้วเกลี่ยเล่นไปมา ความเขินอายยังคงไม่หายไปแม้จะถูกทำเช่นนี้มานับไม่ถ้วนแล้วก็ตาม


“กระหม่อมต้องไปแล้ว”


“ระวังตัวด้วย รีบกลับมาล่ะซิน” ความห่วงใยผมสามารถสัมผัสได้จากน้ำเสียงของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน


ผมใช้มือข้างนึงสัมผัสกับฝ่ามืออุ่นบริเวณแก้มพร้อมรอยยิ้มบางและเอ่ยคำตอบดั่งสัญญาที่จะทำตามประโยคนั้นขององค์ชาย...


“พ่ะย่ะค่ะ”


ทางตะวันออกของอาณาณาจักรเป็นส่วนที่ติดทะเลทำให้ช่วงหน้าฝนแบบนี้บวกกับน้ำทะเลหนุนจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงกินพื้นที่ไปหลายร้อยกิโลเมตร เวทย์ปีกสีขาวโพรนกางสยายอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีดำสนิทในยามราตรี


ผมใช้เวลาในการเดินทางด้วยเวทมนตร์นี้หลายชั่วโมงกว่าจะถึง เบื้องล่างมีทั้งถนนและบ้านนับร้อยๆ หลังซึ่งจมอยู่ใต้ผืนน้ำ ประชาชนส่วนมากอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยแต่มีไม่น้อยเลยที่ยังเป็นห่วงบ้านจึงอยากให้ทางอาณาจักรช่วยจัดการกับภัยน้ำท่วมนี่โดยด่วน


ดูจากปริมาณมากกว่าที่คิดไว้อีก


จะมัวแต่อยู่นิ่งก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องลงมือก่อนแล้วคิดระหว่างนั้น


“หมู่มวลสารธารสีฟ้าสดอันท่วมท้นผืนธรณีเอ๋ย เราขอน้อมรับธารานี้ด้วยสายลมแห่งการพัดพา จงหมุนควงดั่งพายุ นำพากระแสน้ำนั้นสู่สถานที่อันสมควร ปฐพีอันชุ่มชื้นจากการดูดซับวารีจงทรุดตัวลงและขยายอาณาเขตให้เป็นดั่งหลุมดำที่จะกักทุกสายธาราไม่ให้เล็ดรอด” วงแหวนเวทย์สีขาวแผ่ขยายออกไปกว้างครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยกิโลเมตรขณะร่ายเวทย์ผสานไปควบคู่กัน สายลมก่อตัวเป็นพายุพัดพาน้ำที่กำลังท่วมขึ้นบนฟ้าขณะเดียวกันพื้นดินด้านข้างค่อยๆ ทรุดลงจนเกิดเป็นบ่อขนาดใหญ่


โบกมือเพียงครั้งเดียวพายุน้ำก็มุ่งตรงไปยังบ่อดินก่อนจะสลายตัวเหลือเพียงน้ำที่เอ่อล้นขึ้นมา ผมสร้างที่กักเก็บน้ำไว้ให้ประชาชนได้ใช้ในฤดูร้อนรวมถึงช่วงเพาะปลูกหรือใช้บริโภคเพราะไม่ใช่ทุกฤดูที่จะมีน้ำเพียงพอต่อการบริโภค ความจริงบริเวณนั้นเป็นสถานที่กักเก็บน้ำอยู่แล้วแต่เพราะน้ำที่ท่วมเป็นเวลานานส่งผมให้พัดพาดินตะกอนมาอุดตันจนกลายเป็นอย่างที่เห็น


ต่อไปก็เหลือแค่จัดการกับน้ำที่เหลือ


ต้องอาศัยจังหวะนี้รีบจัดการกับน้ำที่ขังอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นแอ่ง


“ความร้อนใต้พื้นผสุธาจงปะทุขึ้นมาเหนือผืนธรณี หลอมละลายให้สายน้ำนั้นให้เดือดระอุจนเป็นไอกลับคืนสู่ท้องนภาภายในการชี้นำของเปลวเพลิงอันเดือดดาล” เวทย์ต่อไปถูกร่ายตามมาติดๆ โดยไม่มีการเว้นช่วงพัก ความร้อนของเปลวเพลิงหอบน้ำจำนวนมหาศาลขึ้นบนท้องฟ้า ด้วยความร้อนนั้นส่งผลให้น้ำเดือดจนกลายเป็นไอลอยกลับคืนสู่วัฏจักรอย่างรวดเร็ว


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวทมนตร์ที่ใช้แต่เป็นระยะเวลา เวทย์นี้ใช้ความร้อนทำให้น้ำกลายเป็นไอ ซึ่งไอน้ำจำนวนมหาศาลจำต้องใช้เวลาหลายวันในการจัดการจนเสร็จ คงมีหลายคนสงสัยว่าทำไมไม่เอาน้ำไปปล่อยในทะเลจะได้ง่ายไม่ต้องเสียเวลา ตรงจุดนี้ทางตะวันออกมีพื้นที่ติดกับทะเลก็จริงแต่พื้นที่เป็นแอ่งขนาดใหญ่หากนำน้ำไปปล่อยลงในทะเลด้วยจำนวนขนาดนี้จะส่งผลกระทบยามน้ำขึ้นในวันต่อๆ ไป อีกอย่างน้ำที่ท่วมนี่คือน้ำจืดหากปล่อยลงทะเลไปดื้อๆ สัตว์ทะเลแถวนี้คงตายกันหมด


เพื่อการตัดปัญหาหลายๆ อย่างผมจึงจำต้องใช้เวทย์นี้ที่กินเวลาไปหลายวันแทน


พลังเวทย์ผมมีมากพอที่จะคงเวทย์นี้ไว้เป็นอาทิตย์โดยไม่ต้องคลาย เพราะแบบนั้นตลอดทั้งคืนผมนั่งมองน้ำเดือดพลางกินอาหารที่เตรียมไว้จนกระทั่งทุกอย่างเสร็จสิ้น ระยะเวลาสามวันที่คาดไว้ผมใช้ไปเพียงแค่หนึ่งวันกับ 20 ชั่วโมง ประมาณ 2 วันนั่นแหละ


เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จผมไม่รอช้ารีบร่ายเวทย์ปีกแล้วทยายขึ้นสู่ท้องฟ้าตรงกลับปราสาทโดยไม่รีรอ ระยะเวลาในการเดินทางกินไปหลายชั่วโมงกว่าจะถึงก็ผ่านไปค่อนคืนแล้ว


“อากาศเอ๋ยจงล้อมรอบกายเรา เปลี่ยนแปลงเราให้โปร่งใสดั่งอากาศและล่องลอย รอดผ่านวัตถุเบื้องหน้าได้ดั่งใจ” ผมร่ายเวทย์ที่ทำให้ร่างกายสามารถทะลุผ่านทุกอย่างได้พร้อมเข้าไปในห้องนอนขององค์ชายฮาล์บ


ปีกสีขาวสลายหายไปเช่นเดียวกับเวทมนตร์ทะลุผ่าน แม้ภายในห้องจะแทบไม่มีแสงสว่างแต่ก็ยังสามารถมองเห็นร่างขององค์ชายฮาล์บที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงได้พอสมควร


“กระหม่อมกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยเสียงแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนบนเตียง ไม่ได้ต้องการปลุกแค่อยากมาบอกให้รู้ว่ากลับมาแล้วเท่านั้น


วันนี้ผมจะไปนอนยังห้องตัวเองหรือห้องข้างๆ ที่อยู่ถัดไปนั่นเอง ปกติห้องนอนผมอยู่คนละฝั่งกันที่นี่ทว่าตอนความจำเสื่อมกลับถูกองค์ชายย้ายข้าวของทุกอย่างมาไว้ห้องข้างๆ โดยไม่ถามความสมัครใจ พอรู้ตัวอีกทีผมก็กลายเป็นเจ้าของห้องซะแล้ว ถึงห้องนั้นจะเป็นของผมทว่าปัจจุนผมกลับไปนอนแทบนับครั้งได้เนื่องจากองค์ชายฮาล์บที่มักจะให้ผมนอนด้วยเสมอ


เอาล่ะ วันนี้ผมคงได้กลับไปนอนเตียงนั้นสักที


“...ซิน จะไปไหน” เสียงเรียกที่ไม่รู้ว่าละเมอรึเปล่าดังขึ้นหลังผมเตรียมก้าวตรงไปยังห้องตัวเอง


“องค์ชาย?” อย่าบอกนะว่าตื่นอยู่น่ะ


“จะไปไหน ห้องน้ำหรือ” พอไม่ได้คำตอบอีกฝ่ายจึงถามซ้ำ


“กระหม่อมจะกลับไปนอนที่ห้องพ่ะย่ะค่ะ ขออภัยที่ทำให้ทรงตื่น” ไม่แน่ว่าผมอาจพูดเสียงดังเกินไป


“จะนอนห้องนู้นทำไม มานอนนี่ซิน” องค์ชายพูดพลางลุกขึ้นนั่งกวักมือเรียกผมให้เข้าไปใกล้


“ทรงบรรทมเถอะพ่ะย่ะค่ะ”


“ซิน”


“...” ผมเริ่มเงียบ น้ำเสียงยามเรียกชื่อผมออกแนวไม่พ่อใจนัก


“ข้าไม่ได้เจอเจ้าตั้งสองวัน จะให้ข้านอนคนเดียวอีกงั้นหรือ”


“องค์ชาย...”


“มานี่ซิน” น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำสั่งทว่าน่าแปลกที่ขาผมกลับก้าวตรงไปหาคล้ายไม่สามารถเมินเฉยต่อคำพูดนั้นได้


“พระองค์ทรงทำนิสัยเหมือนเด็ก”


อยากได้อะไรก็ต้องได้ เหมือนเด็กจริงๆ


“ข้ายอมเป็นเด็กหากทำให้เจ้ามาอยู่ในอ้อมกอด” รอยยิ้มบางๆ แม้จะอยู่ในความมืดทำไมถึงสว่างได้ขนาดนั้นนะ


“เลิกพูดหยอดกระหม่อมด้วย” ต่อให้ฟังบ่อยแค่ไหนก็ไม่เคยชินสักที


“ไม่ได้หยอด แค่พูดความจริง ภารกิจเป็นอย่างไรบ้าง” ฝ่ามืออุ่นๆ เอื้อมขึ้นมาสัมผัสใบหน้าอย่างเชื่องช้า คำถามต่อมาคล้ายกับกลลวงที่ทำให้ผมเผลอระหว่างถูกอีกฝ่ายชักจูงให้ขึ้นมาบนเตียงมากขึ้น


“เรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ ประชาชนสามารถกลับไปอยู่ได้ตามเดิม” รู้ทั้งรู้ว่ากำลังก้าวมาบนเตียงแต่กลับหยุดร่างกายตัวเองไม่ได้ แรงดึงดูดจากดวงตา น้ำเสียงและสัมผัสนั่นผมไม่อาจขัดขืนได้


“สมเป็นเจ้า หากเป็นคนอื่นอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้”


“ถ้ามีคนของหน่วยไปด้วยอีกสักคนคงจัดการได้เร็วกว่านี้” น่าเสียดายที่คนในหน่วยถูกกระจายออกไปทำภารกิจเกือบหมด


“แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว ข้าดีใจที่เจ้ากลับมาภายในเวลาที่ให้” องค์ชายคงหมายถึงระยะเวลาสองวันที่พูด


“พ่ะย่ะค่ะ”


“คิดถึงนะซิน” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ดวงตาสีฟ้าสว่างยามนี้กลายเป็นสีเข้มได้ขยับเข้ามาใกล้จนประสานเข้ากับดวงตาสีขาวของผม และไม่กี่นาทีต่อมาริมฝีปากเย็นๆ ก็ทาบทับลงมา


ร่างกายผมถูกดันจนแผ่นหลังติดเตียงนุ่มขณะองค์ชายเปลี่ยนมาขึ้นคร่อมระหว่างปากของพวกเคงแนบชิด ความเย็นเปลี่ยนเป็นความร้อนลุ่มในเสี้ยววินาที


“อื้ออ~” ผมครางในลำคอยามถูกรสจูบอันร้อนแรงดูดกลืนจนแทบสิ้นสติ ความโหยหาถ่ายทอดผ่านเรียวลิ้นที่สอดแทรกเข้ามา ผมเอื้อมมือไปโอบคอองค์ชายไว้แน่น ความร้อนยังจุดเล็กๆ ที่แนบชิดพานให้อุณหภูมิทั้งร่างเห่อร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว


“ซิน...เจ้ากำลังทำให้ข้าทนไม่ไหวรู้ไหม” พอถอดจูบออกเสียงกระซิบแผ่วๆ บริเวณข้างใบหูเรียกขนทั้งร่างให้ลุกตั้งชัน


“องค์ชาย...หากทนไม่ไหวก็ไม่ต้องทนพ่ะย่ะค่ะ” ราวกับเอ่ยออกไปโดยไม่ผ่านกระบวนความคิด รู้ทีหลังใบหน้าก็เห่อแดงด้วยอุณหภูมิสูงซะแล้ว


“...ซิน”


“...กระหม่อมขออาบน้ำ...กับร่ายเวทย์ก่อนได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” แม้จะทั้งเขินทั้งอายแต่ผมก็เลือกจะเผชิญหน้าตรงๆ


นี่ก็ผ่านมานานแล้วหลังงานแต่งงานทว่าองค์ชายกลับไม่ทำมากกว่าจูบสักที


นั่นทำให้ผมกังวลอยู่ไม่น้อย


เพราะร่างกายเป็นผู้ชายเลยไม่ทรงโปรด


หรือเพียงแค่ไม่อยากแตะต้อง


“...ไม่ต้องรีบร้อน เจ้าเหนื่อยมาตั้งหลายวันพักผ่อนเถอะ”


“กระหม่อมไม่ได้เหนื่อย...”


“ซิน นอนกันเถอะข้าง่วงแล้ว” รอยยิ้มกับสัมผัสของแขนที่โอบกอดไม่อาจทำให้ความรู้สึกกังวลหายไป


เป็นอีกครั้งที่ถูกปฏิเสธ


ไม่รู้ว่านี่เป็นกี่ครั้งที่ผมเอ่ยปากว่าจะยอมแต่สุดท้ายผลก็เหมือนเดิม


ผมทำอะไรผิดเหรอ


หรือทำอะไรไม่ดีหรือไม่ถูกใจถึงไม่อยากแตะต้องกัน


ถ้าบอกสักนิดผมก็พร้อมจะปรับปรุงตัว ไม่ใช่ไม่บอกแล้วปล่อยให้ผมคิดแบบนี้


“...พ่ะย่ะค่ะ” ผมไม่อาจตอบอะไรไปมากกว่าคำนี้


ในเมื่อถูกปฏิเสธขนาดนั้นจะให้ยื้อต่อก็คงดูไม่ดี แม้อ้อมกอดที่โอบรัดจะอบอุ่นเพียงใดแต่ภายในใจผมกลับกำลังเย็นยะเยือกคล้ายฤดูหนาวอันไม่มีที่สิ้นสุด ผมหลับไปพร้อมกับความรู้สึกมากมายที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก


ไม่กี่วันต่อมาองค์ชายฮาล์บทรงใช้เวลาในช่วงบ่ายเดินทางมายังตลาดใจกลางเมืองเพื่อดูความเป็นอยู่ของประชาชนและผ่อนคลายจากการนั่งทำงานอยู่ในห้องมาตลอดหลายวัน ตลาดในช่วงบ่ายไม่ได้ครึกครื้นเหมือนในช่วงเย็นแต่ก็มีผู้คนเริ่มออกมาเดินจับจ่ายซื้อของหรือแม้แต่หาร้านอาหารทานสักร้าน


ผมเคยมาตลาดนี้เมื่อครั้งตอนยังสวมบทเป็นอาจารย์ โดยปกติผมไม่มาเดินตามสถานที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายแบบนี้หรอก สาเหตุคงพอเดากันได้ว่ามาจากสีผมและสีตาแสนโดดเด่นนี่ แต่เมื่อมากับองค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์ความโดดเด่นของอีกฝ่ายช่วยให้ทุกคนแทบไม่สนใจผมต่อให้ทุกคนในอาณาจักรจะรู้ถึงการแต่งงานระหว่างผมและองค์ชายก็ตาม


“องค์ชายทรงร้อนไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถามเสียงเบา ยามบ่ายในฤดูนี้พระอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้าอยู่เหนือศีรษะสร้างความอบอ้าวให้แก่ทุกคน


ตลาดนี้มีบริเวณที่ร่มคือผ้าใบที่กางจากร้านต่างๆ ต่อกันเป็นแนวสองแถวโดยตรงกลางถนนหรือที่เดินจะไม่มีอะไรคอยกันแดดทำให้ความร้อนลงหัวเต็มๆ


“นิดหน่อย เจ้าร้อนหรือ หาที่พักหน่อยไหม” องค์ชายถามกลับด้วยสีหน้าเป็นห่วง


“กระหม่อมไม่ได้ร้อนมาก เพียงแค่เป็นห่วงพระองค์เท่านั้น” องค์ชายทำงานในห้องแอร์แทบทั้งวันร่างกายคงปรับตัวตามไม่ทันต่างจากผมที่ถึงจะอยู่ในห้องแอร์เหมือนกันแต่เดินเข้าออกไปเอาเอกสารนั่นนี่อยู่ตลอด


หรือความจริงผมควรห่วงตัวเองเพราะอยู่ในที่ร้อนและหนาวสลับกันเป็นว่าเล่น


“ขอบคุณ” คำพูดธรรมดาถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงและสายตาที่ไม่ธรรมดา


“...” น้ำเสียงและสายตานั่นกำลังทอประกายทั้งดีใจและมีความสุขทำเอาคนฟังต้องหันหน้าหนีพร้อมเม้มปากแน่นด้วยความร้อนที่เริ่มปะทุขึ้นบนใบหน้า


“ซิน เราซื้ออาหารไปหาที่นั่งทานกันหน่อยดีไหม” องค์ชายเปลี่ยนเรื่อง คงรู้มั้งว่าผมกำลังเขิน


“พ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงอยากทานที่ไหน”


“แถวนี้คนเยอะเจ้าคงไม่ค่อยชอบ ไปทานแถวสวนสาธารณะไหม” องค์ชายเสนอ


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมอมยิ้มเล็กน้อย องค์ชายรู้ว่าผมไม่ชอบคนเยอะเลยเลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่านและมีต้นไม้มากมายตามแบบที่ผมชื่นชอบ


“ข้าให้เจ้าเลือกว่าจะทานอะไร”


“กระหม่อมว่าพระองค์ทรงเลือกเถอะพ่ะย่ะค่ะ” สำหรับผมกินได้หมดทุกอย่างอยู่แล้ว


“ข้าให้เจ้าเลือก”


“...ทรงเลือกเถอะ” ผมส่ายหัวไปมาระหว่างบอก


“เจ้าเลือก”


“องค์ชายฮาล์บ” นี่เราจะต้องรับส่งกันไปมาถึงเมื่อไหร่กว่าจะตกลงกันได้


“ว่ามา” องค์ชายยกยิ้มคล้ายกำลังสนุก


“ทรงเลือกเถอะพ่ะย่ะค่ะ”


“ข้าอยากทานที่เจ้าชอบ”


“...พ่ะย่ะค่ะ” ก่อนทุกอย่างจะยืดยาวมากไปกว่านี้ผมตอบรับโดยในใจกำลังคิดรายชื่ออาหารที่องค์ชายชอบ องค์ชายคงไม่รู้ว่าต่อให้ผมเลือกค่าก็เท่ากันเพราะทุกอย่างที่องค์ชายชอบผมรู้หมด


“อย่าให้ข้าเห็นว่าอาหารที่เลือกมาเป็นของโปรดข้านะ” ระหว่างผมกำลังใช้สายตากวาดมองตามร้านสองข้างทางองค์ชายก็พูดดักขึ้นมาซะก่อน


“...กระหม่อมอาจชอบเหมือนพระองค์ก็ได้” ผมคิดหาคำแก้ตัวอย่างรวดเร็ว


“ชอบเหมือนได้แต่คงไม่ใช่ทุกอย่างใช่ไหมล่ะ”


“...” ผมเงียบเมื่อถูกรู้ทัน


“อย่าตามใจข้ามากซิน แค่นี้ก็หลงเจ้าจะตายอยู่แล้ว” ประโยคสุดท้ายองค์ชายเอียงคอมากระซิบข้างใบหูจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ


“...องค์ชาย” ผมควรจะทำยังไงกับองค์ชายชอบหยอดพระองค์นี้ดีนะ


“เลือกที่เจ้าอยากกิน เข้าใจนะ” องค์ชายพูดย้ำอีกรอบ


“พ่ะย่ะค่ะ” สุดท้ายผมจำใจต้องพยักหน้าตอบรับเบาๆ


สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมายไม่เพียงอาหารแต่ยังมีเครื่องใช้ ต้นไม้หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง ผมมองได้สักพักสายตาก็ไปหยุดอยู่บริเวณร้านขายอาหารพื้นเมืองของอาณาจักรตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ในตอนเด็กๆ เป็นอาหารจานโปรดที่ผมมักจะเก็บเงินซื้อกินบ่อยๆ


ผมไม่รอช้าก้าวตรงไปยังร้านซึ่งเป็นเพิงสร้างจากไม้ แผ่นแป้งทรงกลมบางๆ ถูกอบจนกรอบนอกแต่มีความเหนียวนุ่มอยู่ ด้านในมีเนื้อสัตว์หั่นชิ้นคลุกเค้ากับน้ำซอสและผักนาๆ ชนิกวางด้านบนแล้วราดซอสสีเข้มอีกครั้ง ทานคู่กับสตูเนื้อ ทั้งหมดนี่คืออาหารพื้นบ้านของอาณาจักรเวณาธาณาร์ที่ผมชอบมาก แต่เพราะความเป็นพื้นบ้านนี่จึงเป็นครั้งแรกเลยที่ผมเห็นว่าที่ตลาดนี้มีขาย ถ้าไปแถวชานเมืองจะเห็นว่ามีร้านขายมากมายทว่าพอเป็นในย่านตัวเมืองกลับไม่ค่อยมีให้เห็น


“ขอ 2 ชุดครับ” ผมสั่งแม่ค้าร่างท้วมซึ่งยืนอยู่ในครัวเปิด เนื้อสัตว์ที่กำลังถูกย่างส่งกลิ่นหอมชวนกินสุดๆ


“กลับบ้านหรือทานนี่เพคะ” แม่ค้าถามกลับด้วยน้ำเสียงคารมดี คำพูดสุดท้ายนั้นทำให้ผมเข้าใจในทันทีว่าคนคนนี้รู้ว่าผมเป็นใคร


“...กลับบ้านครับ”


“รอสักครู่นะเพคะพระชายา”


“...ครับ” อยากจะบอกว่าอย่าเรียกพระชายา แต่ถึงบอกไปพวกเขาคงไม่เปลี่ยนวิธีเรียก


“...ว่าแต่ อาหารนี่จะให้องค์ชายทรงเสวยด้วยไหมเพคะ” ค้าขยับเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยถามเสียงเบา

“ใช่ครับ” ผมพยักหน้าตอบ


“ว้าย แบบนี้ป้าจะแถมให้เยอะๆ เลยแทนการขอบคุณที่พระชายาเลือกมาซื้อร้านป้า”


“...ขอบคุณครับ” ไม่แปลกที่จะรู้ว่าผมเป็นคนรักขององค์ชาย วันงานโชว์ตัวซะขนาดนั้นแถมรูปลักษณ์ผมก็โดดเด่นอยู่พอสมควร น่าแปลกที่แทบไม่มีใครมองด้วยสายตาผิดแปลก มีแต่มาถามว่าทำยังไงองค์ชายถึงทรงรักขนาดนี้


เรื่องนั้นผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน


ตึง!


“หลบไป!” เสียงเอะอะโวยวายอยู่ๆ ก็ดังขึ้น พอจะหันไปดูเหตุการณ์ร่างกายผมกลับถูกใครคนหนึ่งเอาแขนล๊อกคอไว้แน่น มีดดามแหลมสีเงินจ่อเข้าบริเวณลำคอโดยไม่ทันรู้ตัว


“...” ผมนิ่งแล้วค่อยๆ เรียบเรียงเหตุการณ์ ความวุ่นวายนี้เรียกให้ผู้คนโดยรอบตกใจจนส่งเสียงร้องออกมาไม่ขาดสาย


“อย่าขยับเข้ามาไม่งั้นหมอนี่ถูกปาดคอแน่” เสียงของชายคนเดิมตะโกนพลางล๊อกคอผมแน่นขึ้น ถัดออกไปไม่ไกลมีเจ้าหน้าที่ในหน่วยรักษาความปลอดภัยวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์โดยมีองค์ชายและองครักษ์อีก 5 คนยืนมองมาด้วยสีหน้าตกใจ


ดูจากท่าทางเหนื่อยหอบของเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยก็พอจะเดาเหตุการณ์ได้ คนที่จ่อมีดใส่คอผมนี่คงไปก่อเรื่องอะไรสักอย่างมาแล้วพอถูกเจ้าหน้าที่ไล่จึงวิ่งหนีก่อนจะจบลงที่การจับตัวประกัน


นี่ผมประมาทอีกแล้วสิเนี่ย


“ปลอดคนคนนั้นซะ!” เจ้าหน้าที่คนนึงพูดเสียงดัง พวกเขาคงรู้ว่าผมคือใครทว่าฝ่ายที่จับผมคงไม่รู้


“ถ้าอยากให้หมอนี่ปลอดภัยก็เปิดทางแล้วห้ามตามมา” ข้อเสนอถูกเอ่ยขึ้น


“เรื่องนั้น...”


“ข้าว่าเจ้าควรปล่อยเขาก่อนจะเจ็บตัวดีกว่านะ” องค์ชายฮาล์บเอ่ยพร้อมกับก้าวออกมายืนเผชิญหน้ากับคนร้าย รอยยิ้มอันสว่างไสวยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ไม่มีท่าทีตกใจอย่างเมื่อครู่แล้ว


“...องค์ชาย? จะเป็นองค์ชายก็ช่างสิ ถ้าอยากช่วยเจ้านี่ก็เปิดทางซะ” ตัวตนขององค์ชายไม่ได้ทำให้เรื่องจบลงแต่อย่างใด


จะเอายังไงกับสถานการณ์นี้ดีนะ


“ซิน” องค์ชายเรียก


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“จะปล่อยให้ผู้ชายคนอื่นกอดอีกนานไหม ข้าหึงนะ” เพียงคำพูดเดียวทำเอาบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขนาดคนร้ายยังมองหน้าผมสลับกับองค์ชายด้วยสีหน้าไม่แน่ใจว่าเป็นการพูดเล่นหรือพูดจริง


ต่อให้มีการประกาศหรือโชว์ตัวให้ผู้คนดูแต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้ คงมีไม่น้อยเลยที่ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรกับองค์ชายของอาณาจักรเวธาณาร์ ข่าวการแต่งงานทุกคนอาจรู้แต่รูปลักษณ์ของผมมีอีกมากที่ไม่รู้จัก แต่การป่าวประกาศในสถานการณ์เช่นนี้ไม่รู้ว่าองค์ชายต้องการอะไร


แล้วยังพูดว่าหึงที่ผมยอมให้คนอื่นกอด?


เอ่อ...อยากจะพูดเหลือเกินว่าไม่ใช่กอดแต่โดนล๊อกคออยู่ต่างหากล่ะองค์ชาย


“...กระหม่อมไม่ได้โดนกอด” ผมพยายามอธิบายทั้งที่รูปการน่าจะบอกเป็นอย่างดีแล้ว


“ฝีมือระดับเจ้าคงไม่โดนจับง่ายๆ แต่การยืนให้จับนิ่งๆ โดยไม่ทำอะไรไม่ได้แปลว่ากำลังนอกใจข้าหรือ” ประโยคต่อมาเรียกดวงตาสีขาวของผมให้เบิกกว้างขึ้น


ไม่อยากเชื่อว่าองค์ชายจะคิดลึกไปได้ถึงขนาดนั้น


“กระหม่อมไม่ได้นอกใจ” ไม่ได้ยอมแค่กำลังประมวลสถานการณ์อยู่เท่านั้น


“งั้นก็อย่าให้ใครแตะต้องง่ายๆ สิซิน” น้ำเสียงและคำพูดคล้ายจะสื่อให้ผมรีบจัดการสถานการณ์นี้จบลง


“...พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะมีส่วนไม่เข้าใจอยู่บ้างแต่ผมก็ขานรับพร้อมกับใช้ศอกแทงไปด้านหลังโดนเข้าบริเวณหน้าท้องเต็มแรงจนชายด้านหลังปล่อยมีดในมือลงพื้น


ผมไม่รอช้าใช้ขาแตะข้อเท้าของอีกฝ่ายให้ร่างกายเซเสียศูนย์ ในจังหวะนั้นผมจับแขนแล้วทุ่มข้ามหลังอีกฝ่ายลงพื้นหญ้าเต็มแรงท่ามกลางผู้คนมากมายที่ทำตาโตเกือบเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นภาพผมทุ่มผู้ชายรูปร่างใหญ่กว่าตัวเองลงพื้นได้หน้าตาเฉย


รูปร่างเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงถึงพละกำลังเท่านั้น มีคนมากมายที่รูปร่างไม่ได้ใหญ่โตทว่ามีพละกำลังและฝีมือมากกว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ 3 คนวิ่งเข้ามาจัดการ คนร้ายถูกพาออกไปในเวลาไม่นานก่อนสถานการณ์ทุกอย่างจะยุติลงในเวลาอันรวดเร็ว


“เจ้าประมาทไปแล้ว” องค์ชายพูดพลางเดินเข้ามาใกล้


“...ขออภัย” ครั้งนี้ผมประมาทไปจริงๆ


“ยังดีที่ทางนั้นไม่ร่ายเวทย์...แต่ต่อให้ร่ายเวทย์ผลคงไม่ต่างกัน” รอยยิ้มบนใบหหน้านั่นคล้ายกำลังชื่นชม


“กระหม่อมไม่ได้เก่งขนาดนั้น” จะว่าครั้งนี้โชคดีก็ได้ที่อีกฝ่ายไม่ร่ายเวทย์ ถ้าร่ายเวทย์คงต้องใช้เวลาจัดการสักหน่อย


“ฝีมือเจ้าข้ารู้ดี”


“ประเมินกระหม่อมสูงไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ต้องมีวันที่พลาดพลั้งและมีคนที่เหนือกว่าเสมอดังคำกล่าว เหนือฟ้ายังมีฟ้า


ฝีมือผมอาจเก่งแต่หากเทียบกับฟราวก็เป็นได้แค่เพียงเด็กน้อย


“ถ่อมตัวตลอด”


“ทรงรอสักครู่” ผมบอกก่อนจะเดินกลับไปยังร้านอาหารเมื่อครู่ คุณป้าเจ้าของร้านกวักมือเรียกผมพร้อมชูถุงอาหารที่ทำเสร็จแล้ว จ่ายเงินเสร็จจึงกลับมาหาองค์ชายตามเดิม


“ซื้ออะไรอีกไหม” องค์ชายถามระหว่างเดิน


“พระองค์ทรงยังทานอะไรเพิ่มไหมพ่ะย่ะค่ะ อาหารนี่ไม่เยอะเท่าไหร่ด้วย” ผมถามกลับ


“อีกสักอย่างก็ดี แค่นี้เจ้าอิ่มหรือ” มองมายังถุงในมือผมแล้วเอ่ยถาม


“กระหม่อมทานไม่ค่อยเยอะ” ผมตอบไปตามตรง


เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมผมถึงได้กินน้อยกว่าคนอื่นเขา อาหารแต่ละมื้อที่กินไม่ได้มากแต่ก็ไม่น้อยซะทีเดียว เคยถูกองค์ราชากับองค์ราชินีรวมถึงฟราวและคนในหน่วยบอกบ่อยๆ ว่าให้กินเยอะกว่านี้ เคยพยายามตัดใจกินแต่ผลสุดท้ายคือแน่นท้องจนทำภารกิจแทบไม่ได้ จากนั้นผมเลยทำใจแล้วกินอาหาตามปกติ ร่างกายคงรับได้แค่นี้ละมั้ง


“เลยผอมแบบนี้ไง ทานเยอะๆ หน่อยเวลากอดจะได้นิ่มๆ” องค์ชายยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย


“...พ่ะย่ะค่ะ”


อาหารอีกอย่างผมเลือกซื้อของขึ้นชื่อของอาณาจักรเวธาณาร์เป็นเหมือนอาหารถาด ถาดขนาดกลางมีช่องตรงกลางและอีกสี่ช่องล้อมรอบแต่ละช่องจะแบ่งออกเป็นอาหารสำเร็จหลายอย่างเช่นกุ้งเคลือบแก้วหรือปลานึ่งมัน ซื้อเพียงถาดเดียวได้อาหารมาถึง 5 อย่าง


คุ้มราคาดี


องค์ชายพาผมมายังสวนสาธารณะซึ่งอยู่ถัดจากตลาดไม่ไกลนัก สวนขนาดใหญ่กินพื้นที่ไปหลายกิโลเมตร เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรเวธารณาร์ นอกจากจะมีถนนสำหรับเดินออกกำลังกายแล้วยังมีเครื่องออกกำลังกายและสถานที่นั่งพักผ่อนเรียงรายอยู่ ตรงกลางมีสระน้ำจืดขนาดใหญ่ปลูกดอกไม้เวทมนตร์ลอยบานอยู่เต็มสระ


บริเวณที่พวกเราเลือกนั่งคือใต้ต้นไม้ติดกับสระน้ำ อาหารทุกอย่างถูกวางไว้บนโต๊ะซึ่งถูกจัดเรียงไว้ตามจุดต่างๆ องค์ชายฮาล์บรับสั่งให้องครักษ์ทุกคนอารักขาในระยะห่างขึ้นเล็กน้อย


“หิวรึยังซิน” องค์ชายเปิดบทสนทนา


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้า


“ดี ทานเยอะๆ กุ้งเคลือบแก้วนี่น่าอร่อยนะ” พูดจบกุ้งหนึ่งตัวก็ถูกตักมาวางบนจานกระดาษ


“ขอบพระทัย”


“...ไม่ตักให้ข้าบ้างหรือ” ระหว่างผมกำลังตักกุ้งเข้าปากองค์ชายที่มองมาก็เอ่ยถาม


“...ขออภัย พระองค์ทรงอยากทานอะไรพ่ะย่ะค่ะ” อ่า นี่ผมกล้ากินก่อนองค์ชายได้ยังไง


“ขออภัยเรื่องอะไร” องค์ชายถามกลับ


“ก็ที่กระหม่อมทานก่อนพระองค์...” น้ำเสียงผมเริ่มเบาลงเรื่อยๆ เมื่อดวงตาสีฟ้าสว่างค่อยๆ หรี่ลง


“คิดถูกจริงๆ ที่ถาม เจ้านี่ชอบแปลความหมายประโยคข้าผิดอยู่เรื่อย”


“...” แปลว่าที่ผมคิดผิด?


“ข้าแค่อยากให้เจ้าตักอาหารให้บ้างเท่านั้น คนรักกันนี่”


“...ขออภัยกระหม่อมไม่เคยมีคนรัก...เลย...” ประสบการณ์ด้านนี้ผมเป็น 0 ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง


“ไม่จำเป็นต้องขอโทษ ดีซะอีกข้าจะได้สอนเจ้าด้วยตัวเอง”


“ทรงอยากทานอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามกลับเตรียมจะตักให้อีกฝ่ายบ้างความจริงคือผมต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่ใบหน้าจะเห่อแดงมากไปกว่านี้


“หน้าแดงนะซิน” ต่อให้พยายามเปลี่ยนเรื่องหรือหันหน้าหนียังไงก็ไม่อาจหลุดรอดสายตานั้นได้จริงๆ


“...ทรงอย่าทักได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ยิ่งถูกทักก็ยิ่งแดงน่ะสิ


“ก็ข้าชอบนี่ เวลาเห็นแก้มแดงๆ ของซิน”


“องค์ชาย” ผมแทบจะละลายกลายเป็นไอแล้วนะ


“พอแล้วก็ได้ เจ้าลองตักให้ข้าสักอย่างสิ”


“...” ผมพยักหน้าพลางมองอาหารบนโต๊ะไปมาก่อนจะตัดสินใจเลือกปลานิ่งมันให้องค์ชาย ดวงตาสีขาวของผมแอบมองปฏิกิริยาด้วยความลุ้น


ไม่รู้ว่าที่เลือกไปจะถูกใจไหม


“ทานสิซิน”


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมตักอาหารพื้นบ้านของตัวเองขึ้นมากินสลับกับลอบมององค์ชายเป็นระยะ


“มองข้าทำไมซิน” เหมือนองค์ชายจะจับได้ว่าถูกแอบมอง ดวงตาสีฟ้าสว่างประสานเข้ากับดวงตาสีขาวของผมยามแอบมองจนสะดุ้งเล็กๆ


“...พระองค์ทรงโปรดไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามตามตรง


“โปรดอะไร เจ้าหรืออาหารที่เจ้าตัก” คำถามนั้นทำเอาช้อนในมือเกือบร่วงลงบนพื้น


“องค์ชาย” นี่กำลังแหย่ผมเล่นใช่ไหม


“กับเจ้าข้าโปรดอยู่แล้ว” องค์ชายเลือกเมินน้ำเสียงเคืองๆ ของผม


“กระหม่อมหมายถึงอาหาร” ผมรีบจัดแจงอธิบาย


“อันนั้นข้าก็โปรด”


ก็แค่นี้ แค่บอกว่าโปรด


ทำไมต้องมาทำให้ใจผมเต้นแรงด้วย!


“...” ผมเงียบก่อนก้มลงไปกินอาหารของตัวเองต่อ


“กินเยอะๆ หน่อย” ปลาหมึกผัดซอสสีดำถูกตักมาให้ทั้งที่อาหารของผมยังพล่องไปไม่ถึงครึ่ง


“กระหม่อมเริ่มอิ่มแล้ว”


“เจ้าผอมเกินไปแล้วนะ”


“...เพราะผอมเวลากอดเลยรู้สึกไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถามเสียงเบาหวิว ภายในใจเริ่มเกิดความสงสัยปนกับความรู้สึกเจ็บๆ บริเวณหัวใจ


“เจ้าพูดอะไร...”


“และเพราะรู้สึกไม่ได้เลยไม่อยากกอดกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ” ราวกับความอดทนอยู่ๆ ก็ปะทุ สิ่งที่อึดอัดและอยากถามมานานกำลังถูกระบายออก


คำว่ากอดนั้นสื่อความหมายยังไงองค์ชายต้องรู้แน่นอน


หลายต่อหลายครั้งที่ผมพยายามแต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธ


“ซิน”


“...ขอประทานอภัย” รู้ว่าไม่ควรพูด


“ซิน ฟังข้า”


“กระหม่อมฟังอยู่”


“เงยหน้าขึ้นสบตากับข้าซิน” ไม่เพียงแค่น้ำเสียงแต่องค์ชายลุกขึ้นพร้อมเดินมาหา ฝ่ามือเย็นๆ ทาบทับลงบนแก้มทั้งสองข้างก่อนจะถูกชักนำให้ดวงตาสองคู่ประสานกัน แรงดึงดูดจากดวงตาคู่นั้นทำเอาผมไม่สามารถละสายตาออกมาได้


“องค์ชาย...”


“มีอะไรที่เจ้าจะบอกข้าอีกไหม บอกมาให้หมดถึงทุกอย่างที่เจ้าสงสัยหรือคาใจ ข้าจะอธิบายทุกอย่างให้รู้เอง” น้ำเสียงขององค์ชายยังคงนุ่มและน่าฟังทว่าตอนนี้กลับแฝงความจริงจังอย่างล้นหลาม


“...กระหม่อมไม่รู้ว่าองค์ชายทรงรู้สึกยังไงกับกระหม่อมหลังจากได้แต่งงานกันพระองค์ไม่...แตะต้องกระหม่อมทั้งที่หระหม่อมพยายาม...อาจเพราะพระองค์ไม่โปรดร่างกายของผู้ชายหรืออาจเพราะกระหม่อมไม่น่าดึงดูดพอ หากต้องการให้กระหม่อมอ้วนขึ้น...กระหม่อมจะกินให้มากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ”


ไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้ว


พอบอกให้พูดผมก็ดันบอกไปหมดเปลือก


น่าอายจริงๆ


แล้วแบบนี้องค์ชายจะมองผมยังไงล่ะเนี่ย


ตลอดการฟังองค์ชายทำเพียงจ้องมองมาเงียบๆ โดยเกลี่ยแก้มทั้งสองข้างผมเล่นเบาๆ


“หมดแล้วใช่ไหม”


“...พ่ะย่ะค่ะ” หมดทุกอย่างแล้ว


“ดีมาก งั้นฟังข้านะซิน ที่ข้าบอกให้เจ้ากินเยอะๆ หน่อยเพราะเจ้าผอมเกินไปอาจป่วยได้ง่ายๆ ไม่ใช่เพราะกอดเจ้าแล้วรู้สึกไม่ดี ความรู้สึกของข้าที่มีต่อเจ้าไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนก็ยังคือรัก...ข้าแสดงออกมาขนาดนี้เจ้ายังไม่มั่นใจอีกหรือ...”


“แต่พระองค์ไม่ยอมกอดกระหม่อม...”


“จะให้ข้ากอดเจ้าที่สั่นระริกเป็นลูกนกลงได้ยังไง แค่ข้าจูบมือเจ้าก็เริ่มสั่นพอจะสัมผัสร่างกายก็ยิ่งสั่นเข้าไปอีก ข้าอยากรอให้เจ้าพร้อมไม่ใช่แค่หัวใจแต่เป็นร่างกายด้วย เพราะงั้นเลิกคิดได้เลยว่าข้าไม่โปรดเจ้าหรือร่างกายเจ้าไม่ดึงดูด แค่ผิวขาวๆ ของเจ้าก็พานให้สติข้ากระเจิงแล้ว ถ้านี่ไม่ดึงดูด มากกว่านี้ข้าคงจับเจ้าล่ามโซ่ไม่ให้ออกไปเจอใคร” ทุกคำอธิบายค่อยๆ ถูกเอ่ยออกมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป


ความสงสัยและความคลาแคลงใจพัดหายไปกับสายลม


“องค์ชาย...” ทุกอย่างเป็นแบบนี้นี่เอง


ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองสั่นขนาดนั้น รู้ว่าสั่นแต่ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้


“ข้ารักเจ้ามากนะซิน ไม่จำเป็นต้องรับร้อน ต่อให้เจ้าเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่นข้าก็ไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่”


“กระหม่อมไม่เปลี่ยนใจหรอกพ่ะย่ะค่ะ” รักมานานขนาดนี้ยังจะสามารถเปลี่ยนใจไปรักใครได้อีกงั้นเหรอ


“แบบนั้นก็ดี” องค์ชายทรงยิ้มพร้อมกับจูบแรงๆ ยังหน้าผากผม


“...องค์ชาย” ผมเม้มปากแน่นเมื่อตัดสินใจบางอย่างได้


“ฮืม”


“กระหม่อมอยากให้พระองค์กอด...ได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถามระหว่างดวงตาพวกเรายังคงประสาน แม้จะอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีแต่ผมจำต้องพูดออกไป


จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้


“...อย่ายั่วข้าแบบนี้ซิน” แววตาที่ประสานมาเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย


“กระหม่อมไม่ได้ยั่ว...เพียงแค่อยากให้พระองค์...อื้อ!” ไม่ทันได้พูดจบประโยคริมฝีปากขององค์ชายฮาล์บก็ประกบลงมา จูบอันร้อนแรงเรียกเสียงครางจนแทบขาดใจจากผมได้เป็นอย่างดี เพียงส่วนเดียวที่ประสานกันก็พานให้อุณหภูมิภายในร่างเพิ่มสูงขึ้น


สัมผัสของลิ้นที่ค่อยๆ ล่วงล้ำเข้ามาเกี่ยวพันนั้นราวกับไม่ใช่องค์ชายยามปกติ ร้อนแรงและรุนแรงขึ้นเหมือนบางอย่างที่ปกปิดไว้กำลังจะปะทุออก


“อย่าทำให้ข้าทนไม่ไหวซิน” เมื่อถอนริมฝีปากองค์ชายก็พูดพร้อมจับจ้องมายังผมไม่ละสายตา


“...หากทรงทนไม่ไหว ก็อย่าทนสิพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยเสียงสั่น หลังถูกจูบดูดดื่มไม่สามารถเปล่งเสียงปกติได้


“เจ้านี่ดื้อจริงๆ”


“กระหม่อมเปล่า” ผมดื้อตรงไหนกัน


“ทำไมจะไม่ดื้อ ทั้งที่ข้าอยากรอให้เจ้าพร้อม อยากถนอมเจ้าอย่างดีแต่คำพูดเจ้ากลับทำให้ข้าอยากอุ้มเจ้าเข้าห้องซะเดี๋ยวนี้”


“กระหม่อมพร้อม...”


“คนพร้อมที่ไหนสั่นเป็นลูกนกแบบนั้น” องค์ชายพูดแทรกทันที


“เพราะไม่เคยเลยไม่ชินเท่านั้นเอง” หากให้เวลาผมชินสักนิดก็อาจดีขึ้น...ละมั้ง


“สรุปคือเจ้าอยากให้ข้ากอด?”


“...พระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว” ทำไมต้องให้ตอบคำถามน่าอายแบบนี้ด้วย


“ข้ารู้ เจ้าไม่ต้องคิดเรื่องทายาให้มากนัก...ต่อให้จะมีหรือไม่มีก็ไม่มีใครโทษเจ้าหรอก” เหมือนองค์ชายจะรู้ว่าทำไมผมถึงรีบร้อนนัก


“แต่ว่า...”


“อย่าคิดว่ามันคือหน้าที่ซิน เข้าใจนะ”


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“คืนนี้มานอนห้องข้าด้วย” องค์ชายเปลี่ยนเรื่องพูด


“...” ผมพยักหน้ารับ ไม่เข้าใจว่าบอกทำไมเพราะทุกวันนี้องค์ชายก็มักให้ผมนอนด้วยเสมอ


“แล้วข้าจะกอดเจ้า”


“...” ราวกับเสียงถูกดูดกลืน ดวงตาสีขาวของผมเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่


แล้วจากนั้นผมก็ได้ยินประโยคที่ว่าดังก้องอยู่ในหัวตลอดหลายชั่วโมงตั้งแต่กลับจากสวนสาธารณะไปจนถึงตอนยกเอกสารมาให้องค์ชายเซ็นต์อีกเล็กน้อย ช่วงอาหารค่ำผมขอปลีกตัวออกมาจากโต๊ะอาหารค่ำที่มีองค์ชายฮาล์บ องค์ราชาและองค์ราชินีสักครู่เพื่อเตรียมตัวร่ายเวทย์สำหรับคืนนี้


ผมคิดว่าร่ายไว้ก่อนก็คงไม่ผิดอะไร


องค์ชายควรมีเวลาพูดคุยกับครอบครัวตามลำพังบ้างอีกอย่างคาถาที่ร่ายนั้นยาวมากจนผมไม่สามารถจำได้ทั้งหมดจากการอ่านแค่ครั้งเดียว ทำให้กว่าจะร่ายเวทย์เสร็จจำเป็นต้องใช้เวลามากพอสมควร


สถานที่ที่ผมมาคือด้านข้างปราสาทอันปราศจากผู้คนในเวลาหัวค่ำเช่นนี้ ความจริงไม่จำเป็นต้องหลบออกมาก็ได้แต่ผมไม่อยากไปร่ายเวทย์ยาวๆ ในช่วงเวลาสำคัญแบบนั้น จะบอกว่าไม่ตื่นเต้นเลยคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากตื่นเต้นแล้วยังมีความกลัวอยู่ไม่น้อยต่อให้องค์ชายจะพูดว่าโปรดแต่นั่นยังไม่ได้เห็นทั้งร่างของผม ผู้ชายยังไงก็ไม่อาจมีร่ายกายที่นุ่มนิ่มเหมือนผู้หญิง


“ต้องมีสมาธิ” ผมสูดลมหายใจเข้าปอดพร้อมพึมพำกับตัวเอง


ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาฟุ้งซ่าน


สูดลมหายใจเข้าออกอีกสักพักผมจึงกางวงแหวนเวทย์สีขาวออกล้อมรอบตัวเองไว้ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษคัมภีร์ที่ได้มาจากองค์ราชากางออกแล้วโยนขึ้นกางอากาศ ตัวอักษรด้านในถูกดวงตาสีขาวจับจ้องในเสี้ยววินาทีก็เอ่ยคาถาเหล่านั้นออกมา...


“นภาผู้อยู่เหนือสุดของสรรพสิ่ง วาโยผู้ปกคลุมทุกสิ่งในโลกา สายธาราอันเย็นช่ำทั้งใต้และบนผืนธรณีอันยิ่งใหญ่...(ละข้อความที่เหลือ)” ระหว่างการร่ายวทย์ผมสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ที่ถูกดึงไปอย่างมหาศาลเรื่อยๆ มากกว่าเวทย์ขั้นสูงใดๆ ที่เคยร่ายมา ราวกับน้ำเย็นๆ ที่ถูกเทลงบนผืนทะเลทรายอันร้อนผ่าวที่ไม่ว่าจะเทยังไงก็ถูกดูดกลืนไปจนหมด


“...เราขอน้อมถวายพลังแห่งมนต์ตรานี้พื่อสักการะแด่ทวยเทพทั้งปวงโปรดมอบคำอวยพรอันเปี่ยมด้วยแรงปรารถนาให้ก่อเกิดเป็นนามธรรม” เมื่อประโยคสุดท้ายเอ่ยจบร่างผมก็ทรุดฮวบลงกับพื้นทั้งๆ ที่วงแหวนเวทย์สีขาวยังส่องสว่างอยู่


พลังเวทย์ทั้งหมดถูกใช้ในเวทย์เดียว?!


ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน


ร่ายกายอ่อนแรงจนไม่ขยับได้


ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ พลังเวทย์มหาศาลที่ใช้ไปกลับพุ่งเข้าใส่ร่างผม เหมือนพลังเวทย์จะไปรวมกันอยู่ด้านบนของท้องฟ้า ร่างกายถึงกับชาเกร็งยามโดนพลังเวทย์จำนวนมากพุ่งเข้าใส่ และพลังงานเหล่านั้นไหลกลับเข้าไปในร่างผมอย่างรวดเร็ว


“อึก...” มือทั้งสองข้าขยุ้มดินบนพื้นจนเละเทะเช่นเดียวกับร่างกายที่ล้มลงกับพื้นหมดเลี่ยวแรงในการขยับเคลื่อนไหว


อะไร


ความรู้สึกร้อนๆ ที่มันคืออะไร


ร้อนมากจนแทบทนไม่ไหว


ในหัวขาวโพลนไปหมด ภาพเดียวที่อยู่ในหัวคือองค์ชาย


“องค์ชายฮาล์บ...”
.............................................................
ความจริงตอนนี้ไม่เรียกว่าค้าง แต่ไม่รู้ทำไมพออ่านไปอ่านมารู้สึกว่าหลายคนต้องค้างแน่ๆ เลย
ฉากที่หลายคนเฝ้ารอคอยนั้น...จะได้เห็นในตอนหน้าค่ะ
สำหรับตอนนี้เราชอบโมเม้นตอนซินโดนจับเป็นตัวประกันแล้วองค์ชายหึงมาก ตอนที่วางเรื่องไว้ไม่ได้มีฉากนี้แต่ตอนที่แต่งอยู่ๆ ก็อยากแต่งฉากนี้ขึ้นมา และพอแต่งเสร็จบอกเลยว่าฟินกว่าที่คิด 555
เชื่อว่าทุกคนเองก็น่าจะฟินเช่นกัน
ในส่วนของตอนหน้านั้นบอกได้แค่แซ่บมาก
จะเป็นอย่างไรรอลุ้นในตอนหน้าน้าา
ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์นะคะ เห็นแบบนี้เราอ่านทุกคอมเม้นท์แต่อาจไม่ได้ตอบทั้งหมด
ดีใจมากๆ ที่ได้เห็นทุกคนชอบทั้งซินและฮาล์บ
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #491 9494 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 01:24
    เขาแต่งงานกันแล้วอยากให้เปลี่ยนคนเรียกกันอ่ะ ดูทางการเว่อวังอลังการมาก 555555555555555555 พะยะค่ะได้ตลอดเวลาเลยสู
    #491
    0
  2. #479 FDB88 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 09:45

    โอ้ยยยย อย่าเป็นอะไรนะซิน องค์ชายยยยยยยรีบมาหาน้องเร็วๆ

    #479
    0
  3. #383 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 20:45
    ....มีเตียงหักแน่ๆ!!
    #383
    0
  4. #371 LMLM (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 00:00
    ค้างงง
    #371
    0
  5. #363 000 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 16:51

    ค้างมากกกก

    #363
    0
  6. วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 21:18
    น้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงง องค์ชายมาหาน้องเร๊ววววว
    #362
    0
  7. #361 maytawarin (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 11:05
    ค้างงงงงง
    #361
    0
  8. #360 Beer_0309 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 21:53
    ค้างงงงงงง
    #360
    0
  9. #359 pcard (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 21:42
    ซินร่ายเวทย์แล้ววววว ><
    #359
    0
  10. #358 H i k a w a (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 21:37
    ผลข้างเคียงของเวทย์ ฮือออออ /////
    #358
    0
  11. #357 Lalaland332221 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 20:39
    รอออออออออ
    #357
    0
  12. #356 Cha-aimm (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 20:33
    กรี๊ดดดดตอนหน้าฉากที่รอคอยย
    #356
    0
  13. #355 เว่ยอิง (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 20:15

    เขินนนนนนนนน
    #355
    0
  14. #354 SJom (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 20:02

    มาทำให้อยากแล้วจากไปปปป
    #354
    0
  15. #353 Bks Bongkiz (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 20:00
    ค้างมากมายยยย
    #353
    0
  16. #352 AB (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 19:57
    ฮว้ากกกกก จบแบบนี้คือออออ แงงง น้องงงงงงงง โอ้ย องค์ชายทนได้ไง เป็นเราคือจับฟัดตั้งแต่วันแต่งแล้ว ฟหกดฟฟกด้เดเฟฟด

    ปล. ชอบความเปลี่ยนมู้ดจากฉากตึงเคลียดเป็นอารมณ์หึงหวงมากค่า ได้ยินเสียง'เอ๋~' ของตัวละครอื่นๆจากฉากนั้นเลย55555555
    #352
    0
  17. #351 LittleJune (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 19:33
    ธะ...เธอ...เธอ...มาหลอกให้อยากแล้วก็จากปายยยยยย
    #351
    0