-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 20 : *·~หลอม¤ครั้งที่ XIX ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,450
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 222 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ XIX ~·*




อาณาจักรเวธาณาร์มีทั้งหมด 5 ฤดูคือ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูฝน ในช่วงปลายฤดูร้อนถือเป็นหนึ่งในช่วงที่ใบไม้จะเริ่มทำการเปลี่ยนสีทีละนิดๆ อย่างต้นไม้ด้านข้างปราสาทกว่าครึ่งเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจางๆ อีกไม่กี่เดือนคงเห็นทั้งภูเขาเป็นสีส้มสดสู้แสงอาทิตย์แน่


“เจ้าดูอะไรอยู่ซิน” เสียงทุ้มโทนนุ่มดังขึ้นข้างใบหูพร้อมแขนทั้งสองข้างที่โอบเอวผมไว้หลวมๆ เส้นผมสีทองขยับเข้าใกล้พลางมองบรรยากาศด้านนอกเลียนแบบผม


“...กระหม่อมดูต้นไม้พ่ะย่ะค่ะ”


“อยู่แต่ในห้องคงอึดอัดล่ะสิ” องค์ชายถามต่อโดยเคลื่อนตัวเข้ามาแนบชิดมากขึ้น


“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ขออภัยที่กระหม่อมละเลยหน้าที่” ผมรีบตอบกลับ


“เจ้าน่ะชอบคิดมากอยู่เรื่อย ข้าไม่ได้ว่าอยู่สักหน่อย แค่อยากรู้ว่าอะไรที่ดึงความสนใจเจ้าไปได้”


“ช่วงนี้ใบไม้ของแต่ละต้นกำลังเปลี่ยนสี กระหม่อมชอบเวลาที่ทั้งป่ากลายเป็นสีส้ม” ผมเล่าด้วยรอยยิ้มบางๆ


“ไว้พวกเราไปดูกัน”


“ไม่ต้องหรอกพ่ะย่ะค่ะ หากมีเวลาพักทรงพักผ่อนเถิด” ตั้งแต่คอยตามอารักขาในฐานะองครักษ์คนสนิทผมก็รู้ว่าองค์ชายมีตารางในแต่ละวันแน่นมากตั้งแต่เช้ายันเย็น หากยังพาผมไปเที่ยวอีกคงไม่มีเวลาพักกันพอดี


“เวลาอยู่กับเจ้าข้ารู้สึกสบายเหมือนกำลังพักผ่อนอยู่”


“ทรงเลิกหยอดกระหม่อมจะได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” บอกตรงๆ ว่าผมไม่ชินกับการถูกหยอดด้วยถ้อยคำหวานๆ แบบนี้


“เจ้าเป็นคนรักข้านี่ จะไม่ให้แสดงออกหน่อยหรือ” อีกฝ่ายถามกลับ


“แต่ถ้าคนอื่นรู้พระองค์จะถูกมองไม่ดีและนินทาเอาได้...”


“สำหรับการมีเจ้าเป็นคนรักไม่ใช่เรื่องน่าอาย ตรงกันข้ามข้าภูมิใจด้วยซ้ำ” องค์ชายฮาล์บพูดแทรกประโยคที่ผมยังพูดไม่จบ


“ถึงแบบนั้นก็เถอะ...ถ้ามีข่าวเรื่องที่พระองค์คบกระหม่อม แล้วต่อไปหากพระองค์คบกับผู้หญิง เฮ้ย!” ผมถึงกับร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆ องค์ชายจับไหล่ผมทั้งสองข้างแล้วหันหน้ามาเผชิญกันตรงๆ ดวงตาสีฟ้าสว่างปรากฏความไม่พอใจไว้ชัดเจน


“คำพูดเจ้าหมายถึงอะไร” องค์ชายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ความนิ่งนั่นทำเอาผมเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ


“...กระหม่อม...”


“ซิน”


“...ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ” ไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกไปนอกจากคำคำนี้จริงๆ


“เจ้าขออภัยข้าเรื่องอะไร”


“กระหม่อมทำให้พระองค์กริ้ว” ผมตอบทันที


“ใช่...แล้วรู้ไหมถึงสาเหตุที่ข้ากริ้ว”


“...ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” แม้แต่ตอนนี้ผมก็พยายามคิดแต่คิดยังไงก็ไม่อาจหาเหตุผลเจอ


“เจ้าพูดเหมือนข้าเป็นคนใจง่าย...”


“กระหม่อมเปล่า” ผมรีบค้าน


“ทำไมจะไม่ใช่ เจ้าพูดเองว่าต่อไปข้าจะไปคบกับผู้หญิง นั่นหมายความว่าเจ้าไม่เชื่อคำว่ารักที่ข้าบอกไปเลยสินะ”


“ไม่ใช่...” เส้นผมสีขาวสะบัดไปมาจากการปฏิเสธ


“งั้นทำไมถึงได้พูดแบบนั้นออกมาล่ะ” องค์ชายทรงยืนนิ่งๆ ดวงตาสีฟ้าสว่างประสานมาราวกับกำลังรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ


“...เพราะกระหม่อมรู้ตัวว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ จริงอยู่กระหม่อมอาจรักพระองค์แต่ในไม่ช้าการดูตัวครั้งต่อไปต้องมีมาแน่ ไม่มีใครอยากให้พระโอรสเพียงองค์เดียวของอาณาจักรต้องไร้ทายาทเพียงเพราะมาชอบคนอย่างกระหม่อมหรอก...”


“คนอย่างเจ้าแล้วทำไม” เป็นอีกครั้งที่องค์ชายพูดแทรก


“องค์ชาย...”


“ดูเหมือนว่าเจ้าไม่มั่นใจฐานะคนรักที่ข้ามอบให้สินะ” องค์ชายสรุป


“กระหม่อมไม่ได้หมายความแบบนั้น” ผมพยายามส่ายหัวปฏิเสธ


“งั้นเราไปหาท่านพ่อท่านแม่และทุกคนกัน”


“องค์ชายฮาล์บ!” ผมขืนตัวสุดชีวิตไม่ให้อีกฝ่ายคว้าข้อมือแล้วพาไปนอกห้อง


พูดว่าจะไปหาทุกคนเหรอ


จะบ้ารึไงองค์ชาย!


“มากับข้าซิน ข้าจะแสดงให้เห็นเองถึงคำว่ารักที่บอกเจ้าไป”


“แต่...”


“ไม่มีแต่ซิน”


ไม่มีโอกาสให้ร้องรั้งอีกองค์ชายฮาล์บจับมือผมแน่นพร้อมพาเดินออกจากห้อง แผ่นกระเบื้องสีอ่อนและเครื่องประดับหรูหรามากมายตามทางไม่สามารถเรียกสายตาผมให้หันไปจับจ้องได้ เส้นทางภายในปราสาทผมรู้ดีแทบทุกซอกทุกมุมเนื่องจากอยู่มาตั้งแต่เด็กดังนั้นเส้นทางที่องค์ชายกำลังพาไปจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะไม่รู้


มือที่ถูกคว้าและดึงไปเริ่มออกแรงขืนมากขึ้น ไม่เพียงแค่มือแต่ผมยังใช้ขาทั้งสองข้างเป็นหลักช่วยขืนไม่ใช้ถูกพาไปไกลกว่านั้น ทางเดินนี้คือห้องโถงสำหรับใช้ในการประชุมสำคัญ และวันนี้กำลังมีการประชุมใหญ่ซึ่งรวมเหล่าคนสำคัญๆ ไว้ในที่เดียวไม่เว้นแม้แต่องค์ราชาและองค์ราชินี


หากถามถึงสาเหตุที่องค์ชายฮาล์บไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ละก็ เป็นเรื่องตลกที่ออกจะไม่ขำอยู่สักหน่อย งานเอกสารนับพันฉบับที่เตรียมส่งให้องค์ราชาในแต่ละวันจะถูกหารครึ่งให้องค์ชายทำทว่าวันนี้องค์ราชาพูดเป็นแนวประมาณว่าต้องเข้าประชุมจึงไม่มีเวลาทำเอกสารเลยให้คนนำเอกสารพวกนั้นมาให้องค์ชายถึงห้อง


กลับเข้ามาเรื่องเดิมก่อน เพราะรู้ว่าองค์ชายจะพาไปที่ไหนผมจึงออกแรงขืนอย่างสุดความสามารถ ด้วยรูปร่างผมอาจสู้องค์ชายไม่ได้แต่พละกำลังก็มั่นใจอยู่พอสมควร


“ทรงหยุดเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ผมพูดเตือนสติ ถึงไม่รู้ว่าองค์ชายจะทำอะไรแต่เดาได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลดีนัก


“ถ้าเจ้าขืนข้าจะใช้วิธีอื่นพาเจ้าไป” องค์ชายยอมหยุดแต่คำพูดนั่นดูเหมือนคนที่ไม่มีทางยอมแพ้


“...วิธีอื่น?” ในหัวพยายามนึกว่าวิธีอื่นที่ว่าคืออะไร


จะใช้เวทย์เคลื่อนย้าย?


หรือออกคำสั่ง?


“ข้าจะอุ้มเจ้าไป” คำเฉลยถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปกติไม่มีแม้อารมณ์อายหรือเขินสักนิด


“...อะ...องค์ชาย...” ต่างจากผมที่แทบพูดไม่ออก


อุ้มไปอะไรกัน


ต่อให้รูปร่างผมอาจไม่ใหญ่โตแต่ก็ไม่ได้เล็ก บอบบาง การจะอุ้มไม่ใช่เรื่องง่าย


“ข้าให้เจ้าเลือกสองทาง จะยอมมาดีๆ หรือให้ข้าอุ้มไป”


“องค์ชาย อย่างทรงทำแบบนี้...”


“ข้าให้เวลาแค่ 5 วิ” นอกจากไม่ฟังแล้วยังมีการเร่งอีกต่างหาก


“องค์ชายฮาล์บ”


“5...4...3...2...”


“...กระหม่อมยอมเดินเองแล้ว หยุดสิ่งที่พระองค์คิดจะทำด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ผมรีบตอบก่อนอีกฝ่ายจะเข้ามาใกล้ สายตาเอาจริงนั่นทำให้ผมไม่กล้าเสี่ยง


การถูกอุ้มไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ!


“ดี ไปกัน” พอเห็นผมยอมองค์ชายจึงรีบเดินต่อจนถึงห้อง


บานประตูสีเหลืองนวลถูกเปิดอ้าออกโดยทหารด้านหน้าตามคำสั่งองค์ชาย บรรยากาศภายในที่กำลังพูดคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของอาณาจักรถึงกับหยุดชะงัก ด้านในสุดมีองค์ราชาและองค์ราชินีนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีพรหมสีน้ำตาลปูตั้งแต่ประตูยาวไปถึงที่นั่ง บนพรหมนั้นตอนนี้มีร่างของชายอายุมากเจ้าของผมสีดำที่มีสีขาวประปายเนื่องจากอายุ คนคนนี้คือเชนิร์ วีเนิสหัวหน้ากรมการค้าภายใน เขาคงกำลังรายงานเกี่ยวกับระบบการค้าของอาณาจักรอยู่เป็นแน่


ไม่เพียงแค่นั้น เหล่าผู้ที่ยืนขนาบซ้ายขวาต่างเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอาณาจักร เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนให้อาณาจักรเวธารณ์พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ทุกคนในห้องต่างมีสีหน้าตกใจปนสงสัยยามเห็นองค์ชายฮาล์บจับมือผมพาเดินเข้ามาด้านใน องค์ชายฮาล์บยังคงรอยยิ้มประดับบนใบหน้าผิดกับผมที่เลิกลักไม่รู้จะวางตัวยังไงเวลาถูกสายตานับสิบจับจ้องมา ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหนความรู้สึกไม่ชินนี้ก็ยังไม่หายไป


“ฮาล์บ การที่ลูกมานี่คงมีเรื่องอะไรจะบอกพวกเราทุกคนใช่ไหม” องค์ราชาเป็นฝ่ายเปิดประเด็น ท่านเชนิร์ วีเนิสหัวหน้ากรมการค้าภายในเมื่อเห็นองค์ชายก็ขยับออกไปยืนรวมกับคนอื่นๆ ด้านข้าง


“พ่ะย่ะค่ะ ข้าอยากบอกให้ทุกคนรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของข้ากับซิน” ทันทีที่จบประโยคดวงตาสีอ่อนขององค์ราชินีก็เบิกกว้างมองหน้าผมสลับกับองค์ชายโดยมีเสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วบริเวณ


“องค์ชาย” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงเบาด้วยความกังวล


เล่นมาบอกตรงๆ แบบนี้


คิดจะทำอะไร


“ข้ารักซิน รักมาก...เพราะงั้นคงไม่มีทางที่จะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนได้” องค์ชายเอ่ยต่อท่ามกลางเสียงพูดคุยที่ยังไม่หยุด


“ฮาล์บ” องค์ราชินีถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก


“องค์ชายฮาล์บ กระหม่อมเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่เหมาะสม พระองค์เป็นผู้สืบทอดราชบรรลังค์เพียงพระองค์เดียวจึงจำเป็นต้องมีผู้สืบสายเลือดในรุ่นต่อไป โปรดคิดใหม่เถิดพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมการปกครองรีบเอ่ยค้าน


“ข้าคิดดีแล้ว”


“ละ...แล้วเรื่องทายาพระองค์จะทรงทำยังไงพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมการคลังพูดเสริม


“ยังมีบรรดาญาติๆ ของท่านพ่อและท่านแม่อยู่อีกมาก” องค์ชายตอบเสียงเรียบ


“แต่นั่นไม่ใช่ผู้สืบสายพระโลหิตโดยตรงนะพ่ะย่ะค่ะ”


“พระองค์ไม่ทรงคิดหรือพ่ะย่ะค่ะว่าความรู้สึกของพระองค์อาจไม่ใช่รักก็เป็นได้” เหล่าบรรดาเจ้ากรมต่างๆ พยายามหาหนทางเกลี่ยกลมอย่างสุดความสามารถ


ผมทำได้เพียงฟังพลางเม้มปากแน่น


เป็นอย่างที่คิด...ไม่มีใครจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้


แม้แต่ตัวผมยังรู้ดีเลย


“เจ้าจะบอกว่าข้าแยกแยะไม่ได้งั้นหรือ” องค์ชายหันไปถามกลับคนเมื่อครู่


“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแค่อยากให้พระองค์ทรงตัดสินพระทรัยดีๆ อย่าเพิ่งวู่วาม”


“ข้าคิดมาดีแล้วเพียงแค่ข้าทำให้เรื่องราวเร็วขึ้นเท่านั้น ต่อให้พวกเจ้าไม่ยอมรับข้าก็ไม่มีทางเปลี่ยนความรู้สึกนี้ได้” ฝ่ามืออุ่นๆ บีบมือผมแน่นขึ้น


“...พระองค์ทรงชอบเขาจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่ได้ชอบแต่เป็นรัก ข้ารักซิน...แค่เขาคนเดียว” คำพูดนั่นทำเอาหัวใจอุ่นวาบอยากจะตอบกลับไปเหลือเกินว่าผมก็รักเพียงองค์ชายคนเดียวเหมือนกัน


“...งั้นพระองค์ทรงรับเขาไว้ในฐานะสนมได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ ไม่จำเป็นต้องรักคนอื่นเพียงแค่อภิเษกและมีบุตรสักคน...”


“ข้าไม่คิดจะทำเรื่องแบบนั้น หากไม่เห็นแก่ข้าก็ควรนึกถึงหญิงสาวผู้นั้นด้วย” องค์ชายฮาล์บไม่รอฟังจนจบรีบเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


ผมเองก็ไม่เห็นด้วย


การแต่งงานเพื่อบังหน้าแถมยังให้ผมไปเป็นสนม...ให้ผมอยู่แบบเดิมยังดีซะกว่าเลย


อีกอย่างจะมีผู้หญิงคนไหนยอมอภิเษกและยอมตั้งครรภ์โดยที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้รักตน


เจ็บปวดเกินไป


“สิ่งที่ควรนึกถึงตอนนี้คืออนาคตของอาณาจักรนะพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายยังคงไม่ยอมถอย


“อาณาจักรจะมีอนาคตได้อย่างไรหากคนของราชวงศ์ยังใช้คนอื่นเพื่อทำเรื่องแบบนี้” องค์ชายเองก็ไม่ยอมเช่นกัน


“องค์ชาย...”


“นี่ ให้ข้าพูดอะไรหน่อยได้ไหม” เสียงทุ้มต่ำขององค์ราชาดังขึ้นทำเอาเสียงพูดคุยเงียบกริบกันเป็นแถว


“...เชิญพ่ะย่ะค่ะองค์ราชา”


“จากที่ข้าฟัง ประเด็นหลักๆ ไม่ได้อยู่ที่ฮาล์บจะรักซิน แต่เป็นเรื่องของสายเลือดที่ต้องมีการสืบต่อใช่หรือไม่” องค์ราชาสรุปตามที่ฟังการถกเถียงมาระยะหนึ่ง


“พ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมขอกราบทูล มีองค์ราชาและองค์ชายหลายพระองค์ที่มีสนมเป็นบุรุษเพียงแต่จำเป็นต้องมีการสืบทอดสายโลหิตให้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ” คำอธิบายนั้นเป็นเรื่องจริง หลายๆ อาณาจักรองค์ชายหรือองค์ราชาไม่ได้เพียงสนมที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น มีมากที่สนมเป็นผู้ชายเพียงแค่ต้องมีการสืบเชื้อสายต่อไปเท่านั้น


“ฮาล์บ เจ้าไม่ต้องการให้ซินเป็นหนึ่งในสนมใช่หรือไม่” องค์ราชาหันมาถามลูกชายตัวเอง


“พ่ะย่ะค่ะ ความรู้สึกที่มีต่อซินมันมากเกินกว่าจะให้เขาอยู่ในตำแหน่งนั้น”


“งั้นเจ้าคิดว่าต้องเป็นตำแหน่งไหนล่ะถึงจะเหมาะ” องค์ราชาถามต่ออีก


“ตำแหน่งที่อยู่เคียงข้างกันไปตลอด มีสิทธิ์และอำนาจทัดเทียมกันและสามารถประกาศให้ทุกคนรู้ได้ว่าคนคนนี้เป็นของข้า” คำพูดขององค์ชายทำเอาความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง


ไม่จำเป็นต้องประกาศชื่อตำแหน่งทุกคนก็ต่างเดากันได้ว่าหมายถึงตำแหน่งไหน


คนโดนพาดพิงอย่างผมได้แต่ยืนก้มหน้าลงเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังเห่อแดงด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกันจนแทบไม่รับรู้อะไร อยากจะเอ่ยค้านแต่ริมฝีปากกลับไม่สามารถอ้าออกหรือเปล่งเสียงได้


“เจ้าไม่คิดจะเผื่อใจไว้หน่อยหรือ ในอนาคตเจ้าอาจเจอสาวสวยสักคนที่อยากได้มาเป็นสนม” องค์ราชาทรงพูดต่อ


“ท่านพ่อ ข้าเป็นลูกของท่านใช่หรือไม่” องค์ชายไม่ตอบแต่ถามกลับแทน


เป็นคำถามที่ทุกคนต่างสงสัยว่าจะถามทำไม


“แน่นอน เจ้าเป็นลูกข้า”


“ท่านพ่อเองก็มีเพียงท่านแม่หามีสนมคนอื่นไม่ หากข้าเป็นลูกท่านจริงก็คงเหมือนกัน คนที่รักมีเพียงคนเดียวก็พอแล้ว สำหรับข้าคนคนนั้นคือซิน” คำตอบแสนหนักแน่นกับฝ่ามือที่กำแน่นไม่ยอมปล่อยช่างส่งผลต่อความเร็วของการเต้นของหัวใจเหลือเกิน


“หึ...ตอบได้ดีสมเป็นลูกข้า งั้นก็ทำตามใจเจ้าเถอะ” คำพูดนั่นทำเอาเสียงซุบซิบดังขึ้นภายในห้องประชุม


“ท่านพี่” ขนาดองค์ราชินีเองยังหันมามองหน้าองค์ราชาด้วยความตกใจไม่แพ้กัน


“ขอบพระทัย ซิน” โค้งตัวให้องค์ราชาเสร็จก็หันมาเรียกผม


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“แต่งงานกับข้านะซิน” องค์ชายฮาล์บคุกเข่าข้างนึงลงกับพื้นพร้อมเงยหน้าขึ้นมาสบดวงตาสีขาวของผมนิ่งคล้ายจะสื่อถึงความจริงใจในคำพูดเมื่อครู่


ทั้งห้องโถงต่างเงียบกริบแม้แต่เหล่าเจ้ากรมต่างๆ ยังหันมามองภาพอันน่าตกใจ มีหลายคนพยายามจะอ้าปากเอ่ยอะไรสักอย่างแต่ไม่มีเสียงเร็ดรอดออกมา


คนถูกขอแต่งงานโต้งๆ อย่างผมได้แต่ยืนนิ่งโดยที่ดวงตาสีขาวกำลังสั่นระริกยามสบดวงตาสีฟ้าสว่างด้านล่าง ไม่เพียงแค่ดวงตาที่สั่นแต่ผมสัมผัสได้ว่าทั้งร่างผมกำลังสั่นโดยเฉพาะส่วนมือที่ถูกสัมผัส ความร้อนผ่าวบริเวณที่แนบชิดพานให้สมองตื้อไปหมด


ถึงตอนนี้ผมยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้ยินประโยคนั้นจากปากองค์ชาย


พวกเราเพิ่งคบกัน....แล้วจู่ๆ ก็มาขอแต่งงาน


มันไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอ


แถมผมเป็นผู้ชายด้วย


มันไม่เหมาะสม...จะบอกกับประชาชนในอาณาจักรยังไง


“...” ผมนิ่งเงียบพลางเม้มปากแน่นด้วยความสับสน


“ซิน” ไม่มีการพูดซ้ำอย่างที่ทำเหมือนปกติทุกครั้งทว่าการเรียกชื่อผมเพียงคำเดียวมันกลับสื่อความหมายออกมาชัดเจนกว่าคำพูดมากมาย


ความรู้สึกขององค์ชายเป็นของจริง


เขารักผม


และผมก็รักเขาไม่ต่างกัน


ทั้งที่ทุกอย่างน่าจะลงเอยด้วยดีแต่ด้วยฐานนะขององค์ชายเป็นอุปสรรคใหญ่ ไม่สิ ความจริงมันไม่มีอุปสรรคอะไรมาตั้งแต่แรกแล้ว องค์ราชาไม่ได้คัดค้านแปลว่าต่อให้คนอื่นค้านก็ไม่เป็นผล


ปัญหาตอนนี้คงเป็นผมที่ไม่กล้าจะตอบรับความรู้สึกนั้นด้วยทุกอย่าง


“องค์ชาย...ทรงมีเวลาอีกมากนะพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยเสียงเบา อยากจะบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร ยังมีเวลาอีกมากให้องค์ชายคิดและทบทวนความรู้สึกของตัวเอง


ยังไงผมก็ไม่ไปไหนอยู่แล้ว จะอยู่เคียงข้างตลอดไป


“ข้ารู้...แต่ต่อให้ใช้เวลาอีกมากแค่ไหนคำตอบก็ไม่เปลี่ยนไปจากนี้อยู่ดี อีกอย่างข้าอยากให้เจ้ามั่นใจในคำว่ารักที่ข้าเอ่ยบอก” องค์ชายฮาล์บตอบ


“ทำไมทรงมั่นใจถึงเพียงนั้น” มั่นใจว่าความรู้สึกจะไม่มีวันเปลี่ยน


“ข้าพบเจอคนมามากมายตั้งแต่ยังเยาว์ เรียนรู้การพบปะและอยู่ในสังคมอันกว้างใหญ่มาทั้งชีวิต ช่วงเวลาเหล่านั้นข้าได้พบเจอผู้คนนับไม่ถ้วนแต่ไม่มีใครสักคนที่สามารถเข้ามาอยู่ในสายตาและหัวใจข้าได้เหมือนอย่างเจ้า มีเพียงเจ้าคนเดียวซินที่ทำให้ข้าไม่อาจละสายออกไปได้”


“องค์ชาย...”


“เชื่อเถอะว่าความรู้สึกนี้มันจะไม่เปลี่ยนไป” สายตาและน้ำเสียงอันแสนจริงจังนั่นทำเอาผมเม้มปากแน่นเข้าไปอีก


นี่ผมกำลังกลัวอะไรอยู่


ฐานะเหรอ


ความรู้สึกเหรอ


หรือจะเป็นอนาคต


ไม่ใช่...ผมกลัวตัวเอง


กลัวว่าตัวเองจะต้องสูญเสียองค์ชายไปหากตอบรับคำพูดนั่น ผมเคยบอกตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่มีวันตอบรับองค์ชายแต่กลับยอมคบกับเขา เพราะแบบนั้นความกลัวจึงได้ทวีความรุนแรงขึ้น


เพราะไม่เคยรัก


จึงกลัว


เพราะรักมาก


จึงกลัว


กลัวในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิด


ทว่าในตอนนี้ ปัจจุบันที่องค์ชายคุกเข่าอยู่ต่อหน้า


ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ เพียงสายตาและมือที่กุมมือผมไว้ก็มากพอแล้ว


ทุกอย่างขององค์ชายทำให้ความกลัวค่อยๆ สลายหายไป


“...รักองค์ชาย” ผมเอ่ยเสียงเบา


“ข้าก็รักเจ้า” อีกฝ่ายเผยรอยยิ้มแสนอ่อนโยนมาให้


“อยากอยู่กับพระองค์”


“อืม ถ้าอยากอยู่กับคนอื่นข้าไม่ยอมแน่”


“พ่ะย่ะค่ะ”


“แล้วคำตอบล่ะซิน แต่งงานกับข้านะ” องค์ชายถามซ้ำอีกรอบ สายตาอันเต็มเปี่ยมด้วยความหวังทำให้ผมอมยิ้มจนปวดแก้ม


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“พ่ะย่ะค่ะอะไร” เหมือนองค์ชายจะยังไม่พอใจแค่คำว่าพ่ะย่ะค่ะอย่างที่คิด


“คนมองอยู่เยอะนะพ่ะย่ะค่ะ” ความหมายของประโยคคืออย่าทำนิสัยเหมือนเด็กเอาแต่ใจต่อหน้าทุกคนแบบนี้


“ข้าสนแค่เจ้า” ผมถึงกับเม้มปากแน่นเมื่อได้ยิน


ให้ตายเถอะ ทำเอาหัวใจผมเต้นแรงไม่หยุดหย่อนเลย


ขืนเป็นแบบนี้ผมอาจหัวใจล้มเหลวได้ง่ายๆ


“...กระหม่อมจะแต่งงานกับพระองค์” ในที่สุดก็พูดจบประโยคจนได้


“ห้ามเปลี่ยนใจล่ะ” องค์ชายพูดพลางจูบหลังมือผมเบาๆ ก่อนลุกขึ้น


“พ่ะย่ะค่ะ”


“ดี ก็เป็นเช่นนี้ ท่านแม่จะยอมรับเรื่องนี้ได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” พูดกับผมเสร็จก็หันไปทางองค์ราชินีที่มองเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ ผมเองเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีสว่างที่มองผมสลับกับองค์ชายตรงๆ


“บอกตรงๆ ว่าแม่ตกใจมาก ซินเหมือนเป็นลูกคนนึงมาตั้งแต่เมื่อก่อน...ไม่คิดว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้ แม่ไม่ค้านเรื่องการแต่งงานเพียงแค่...ฮึก ท่านพี่...น่าเสียดายเหลือเกินที่ซินไม่สามารถมีลูกได้ ดูใบหน้าและรูปร่างนั่นสิถ้ารวมกับฮาล์บคงมีลูกที่น่ารัก น่าเอ็นดูมากแน่ๆ” สุดท้ายองค์ราชินีก็เอียงศีรษะไปซบอกองค์ราชาระหว่างพูดระบายทุกอย่างออกมาจนหมด


แปลว่าไม่ได้ค้านแค่เสียดายสินะ


“เรื่องนั้นไม่ต้องเสียดายไปหรอก แค่ทำให้ซินท้องได้ก็พอแล้วนี่”


“...” ประโยคเดียวทำเอาคนทั้งห้องเงียบกริบแล้วหันไปมองใบหน้าของผู้พูดเป็นตาเดียว


เมื่อครู่ว่ายังไงนะ?!


ผมหูฝาดไปเองใช่ไหม


“ท่านพ่อทรงพูดว่า...” แม้แต่องค์ชายยังต้องถามให้อีกรอบเลย


“พูดไม่ผิดหรอก ถ้าเป็นซินคิดว่าทำได้อยู่แล้ว” องค์ราชาบอกต่อ


“ทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ครั้งนี้ผมถามบ้าง


ต่อให้เป็นผมใช่ว่าจะทำได้ทุกอย่างสักหน่อย


ยิ่งกับเรื่องการ...ตั้งท้องยิ่งไม่ต้องพูดถึง


“รู้ไหมว่าในอดีตมีราชาองค์หนึ่งที่มีบุตรกับผู้ชาย”


“...ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” เรื่องนี้ผมไม่เคยรู้มาก่อน


“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เล่ากันปากต่อปากของราชวงศ์นี้ ไม่สิ เหมือนจะมีถัมภีร์ด้วย มีเวทมนตร์นึงที่สามารถทำให้ผู้ชายตั้งท้องได้”


“เวทมนตร์...” ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเวทมนตร์แบบนั้นอยู่จริง


ตลอดระยะเวลาที่ผมศึกษาด้านเวทมนตร์มาหลายสิบปีผมไม่เคยได้ยินเวทย์นั้นมาก่อน จะบอกว่ามีเวทมนตร์ที่สามารถฝืนธรรมชาติได้ขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ


“ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ แต่ได้ชื่อว่าเวทมนตร์ก็เหมือนปฏิหารย์นั่นแหละ มนุษย์ไม่ควรฝืนกฎธรรมชาติแต่เพราะมีเวทมนตร์ทำให้เราสามารถยืมพลังส่วนหนึ่งจากธรรมชาติมาใช้ได้อย่างอิสระ เพราะงั้นคงไม่แปลกหากจะมีเวทมนตร์ที่ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้” องค์ราชาอธิบายต่อ


“ท่านพ่อบอกว่าถ้าเป็นซินต้องทำได้หมายความว่ายังไงพ่ะย่ะค่ะ” ครั้งนี้องค์ชายถามบ้าง


นี่ก็เป็นอีกคำถามที่ผมสงสัยอยู่


ทำไมถึงบอกว่าถ้าเป็นผม


“เรื่องนั้นเพราะเป็นเวทย์ที่มีเพียงผู้มีพลังเวทย์มหาศาลถึงสามารถใช้ได้ คาถาสำหรับร่ายยาวกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า หากไม่มีสมาธิหรือสติหลุด แม้แต่พลังเวทย์ไม่พอก็ไม่อาจสำเร็จได้”


แบบนี้นี่เอง


พลังเวทย์ไม่ใช่สิ่งที่เท่าเทียม บางคนมีพลังเวทย์มหาศาลในขณะที่บางคนกลับมีเพียงน้อยนิด ต้นทุนของพลังเวทย์ส่งผลต่อฝีมือและการร่ายคาถาโดยตรง อีกอย่างคือสมาธิ...เวทย์ระดับสูงส่วนมากมีความยาวมากกว่าเวทย์ปกติแต่เวทย์ที่องค์ราชาพูดถึงยาวกว่านั้นหากไม่มีสมาธิคงร่ายไม่จบ


ผมมีต้นทุนด้านพลังเวทย์สูงกว่าคนทั่วไปมาก สมาธิและความจำก็มีมากพอ


องค์ราชาจึงพูดว่าถ้าเป็นผมคงทำได้สินะ


“...หากเวทย์บทนั้นสามารถทำให้สายโลหิตนี้สืบต่อไปได้กระหม่อมก็ยินดีจะร่ายเวทย์นั้นพ่ะย่ะค่ะ” ไม่จำเป็นต้องลังเล ความหวังมาอยู่ตรงจะไม่ให้คว้าไว้ได้ยังไง


“โห่...ฮาล์บดูเหมือนซินจะอยากมีอะไรกับเจ้านะ” องค์ราชายกยิ้มแล้วหันไปมองหน้าลูกชายตัวเอง


“อย่างงั้นหรือซิน” องค์ชายเองเมื่อได้ยินก็หันมาถามด้วยใบหน้าสงสัย


“มะ...ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ!” ผมรีบปฏิเสธพร้อมส่ายหัวไปมาจนรู้สึกมึน ความร้อนบริเวณใบหน้าช่างน่าอายซะเหลือเกิน


ทำไมถึงกลายเป็นแบบนั้นไปได้ล่ะ


“อ้าว แบบนี้แปลว่าแค่พูดไปงั้นเองหรือว่ายินดีจะร่ายเวทย์น่ะ” องค์ราชาถามต่อ ใบหน้าและสายตานั่นกำลังสนุกที่ได้เห็นผมทำตัวไม่ถูก


“ไม่ใช่...”


“พูดแบบนั้นข้าเสียใจนะซิน” องค์ชายฮาล์บพูดเสริมองค์ราชา


เอาเข้าไปสิพ่อลูกคู่นี้


จะแกล้งผมให้อายจนสลบถึงจะพอใจใช่ไหม!


ไม่ต้องถามเลยว่าได้องค์ชายฮาล์บได้นิสัยนี้มาจากใคร


“...เลิกแกล้งกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


“พอแค่นี้ละกัน งานแต่งเดี๋ยวข้าหาฤกษ์ให้แล้วจะมาบอก ฮาล์บระหว่างนี้ก็ลองคิดรูปแบบงานกับชุดที่จะใส่ดู” ผมถอดหายใจเบาๆ ที่องค์ราชาทรงเปลี่ยนเรื่องคุย


“พ่ะย่ะค่ะท่านพ่อ”


จากวันนั้นก็ผ่านมาร่วมเดือน ฤกษ์วันแต่งงานคือเดือน 8 ซึ่งเป็นเดือนหน้าทุกอย่างจึงต้องรีบจัดการเตรียมให้พร้อมในวันงาน องค์ชายฮาล์บคิดรูปแบบงานโดยเงยหน้ามาถามผมอยู่ตลอดว่าแบบนี้ดีไหม หรืออยากให้เป็นแบบไหน


ส่วนองค์ราชาและองค์ราชินีดูเหมือนจะตื่นเต้นกับงานอยู่ไม่น้อย การ์ดเชิญมาร่วมงานแต่งถูกจัดทำและแจกจ่ายในวันรุ่งขึ้นหลังได้ฤกษ์งานแต่ง


งานแต่งงานสำหรับผู้หญิงคงเปรียบเหมือนวันสำคัญที่ต้องสวยและงดงามที่สุดทว่าผมไม่ใช่ ผมยังคงทำหน้าที่ทุกอย่างเหมือนเดิม มีเพียงถูกองค์ชายเรียกให้ไปตัดชุดด้วยกัน และแน่นอนว่าผมไม่มีทางใส่ชุดของผู้หญิง ชุดของพวกเราจึงเป็นชุดสูทประจำอาณาจักรประมาณ 3 ชุดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เนื้อผ้าเองก็เป็นอย่างดีจนผมกลัวว่าหากทำอะไรเลอะจะซักไม่ออก


และเมื่อมาถึงวันงาน ผมในชุดสูทสีขาวล้วนก็ยืนเคียงคู่กับองค์ชายฮาล์บที่สวมชุดโทนสีขาวโดยมีเสื้อด้านในเป็นสีฟ้าอ่อน ธีมในงานเองเป็นสีฟ้าซึ่งองค์ชายทรงโปรดสีฟ้ากับสีขาวที่บ่งบอกถึงตัวตนของผมทำให้บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความละมุนจากสองสีนั้น


งานแต่งมีอยู่ 2 ช่วง ในช่วงเช้าผมและองค์ชายต้องเปิดตัวให้คนทั้งอาณาจักรเห็นด้วยการนั่งรถม้าสีขาวที่ถูกประดับด้วยดอกไม้สีสันสดใสตลอดครึ่งวัน จากนั้นในช่วงเย็นได้ทำการจัดพิธีขึ้นในห้องโถงโดยเชิญนักบวชมาทำพิธี


“องค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์ พระองค์จะทรงรับไซซินเคอร์เรสเป็นคู่ชีวิต หรือไม่” นักบวชในชุดโทนสีเข้มเอ่ยถามองค์ชาย


“ข้ายอมรับ” องค์ชายหันมามองหน้าผมเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม


“ไซซิน เคอร์เรส ท่านจะยอมรับองค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์เป็นคู่ชีวิตหรือไม่” คำถามเดียวกันถูกเอ่ยถามผมเป็นคนต่อไป


“...รับครับ” ความเขินอายยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยมไม่มีทีท่าจะน้อยลงสักนิด ยิ่งถูกสายตานับสิบคู่จับจ้องก็แทบทำตัวไม่ถูก แม้ในพิธีนี้จะเชิญเพียงคนระดับสูงของอาณาจักรมาแต่นั่นก็มากพอให้ผมรู้สึกประหม่า เนื่องจากคนระดับสูงไม่ได้มี 10 หรือ 20 แต่มีกว่า 100 คนซึ่งมากเกินกว่าจะรับไหว


“ในฐานะตัวแทนของของปวงเทพ ข้าขอยอมรับว่าทั้งคู่ต่างเป็นคู่ชีวิตกันอย่างถูกต้อง จากนี้ไม่ว่าจะเจออุปสรรค์ใดๆ ก็จงร่วมกันฝ่าฟันไปด้วยกัน” นักบวชกล่าวเพิ่มอีกเล็กน้อย


“จูบเลยๆ” เสียงตะโกนอันคุ้นเคยทำเอาผมหันควับไปมองใบหน้ายิ้มแย้มขององค์ราชาของอาณาจักรเวธาณาร์ที่ทรงประทับอยู่ด้านข้างเคียงกายราชินีเอโดร่าถัดไปด้านหลังมีองค์ครักษ์คนสนิทและเหล่าองครักษเงาที่มาร่วมแสดงความยินดี


ผมนี่อยากยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองตลอดทั้งงานจริงๆ ทั้งองค์ราชาทั้งฟราวทั้งเพื่อนร่วมหน่วยต่างส่งยิ้มและมองมาด้วยสายตาเหมือนกำลังมองเรื่องสนุก


“อย่าตะโกนแบบนั้นสิ” องค์ราชินีหันไปสะกิดคนข้างกาย


“ก็ข้าอยากเห็นนี่ เจ้าไม่อยากเห็นงั้นหรือแอน” องค์ราชาถามกลับ


“อยากเพคะ...เพราะงั้นหันมาทางนี้แล้วค่อยจูบนะ”


ตอนแรกผมกำลังจะขอบพระทัยองค์ราชินีที่ช่วยห้ามองค์ราชาแต่พอได้ยินประโยคต่อมาผมก็แทบล้มทั้งยืน จะให้จูบกันต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้เนี่ยนะ


ไม่เข้าใจเลยว่าใครเป็นคนคิดฉากจูบนี่ด้วย


“ซิน”


“พะ...พ่ะย่ะค่ะ” ผมสะดุ้งเล็กๆ ยามถูกเรียก


“ข้าขอจูบได้ไหม” คำขอกับสายตาแสนอ่อนโยนทำเอาคนมองถึงกับทำตัวไม่ถูก


ถ้าจะขอด้วยน้ำเสียงและท่าทางแบบนั้นก็ทรงจูบกระหม่อมเลยเถิด


ผมอยากจะเอ่ยออกไปแบบนั้นซะเหลือเกิด


“...พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้าเบาๆ ก่อนองค์ชายฮาล์บจะขยับเข้ามาใกล้แล้วประกบริมฝีปากลงมาแนบชิดจนไม่เหลือช่องว่าง ความร้อนแผ่ซ่านจากส่วนที่สัมผัสกันไปทั่วร่างกายในเสี้ยววินาที


ไม่มีการล่วงล้ำ มีเพียงริมฝีปากที่แนบชิดสักพักจึงผละออกไปพร้อมรอยยิ้มแสนเจิดจ้าที่เผยออกมาทำเอาผมถึงกับละสายตาไม่ได้ องค์ชายฮาล์บมีเสน่ห์ที่สุดยามยิ้มทว่ารอยยิ้มในวันนี้กลับต่างออกไปมาก มันเต็มไปด้วยความสุขจนคนมองแทบละลาย


งานเลี้ยงในเวลาต่อมาถูกจัดอย่างหรูหราตั้งแต่วงดนตรีเครื่องสายและเปียโนที่บรรเลงเพลงแสนไพรเราะตลอดจนอาหาร เครื่องดื่มและขนมหวานมากมายล้วนต่างถูกจัดทำให้มีรูปลักษณ์สวยงามน่ารับประทาน ตลอดทั้งงานผมยืนยิ้มค้างอยู่หลายชั่วโมงเนื่องจากมีคนมากมายต้องการอวยพรโดยตรง


เหมือนการแต่งงานระหว่างผู้ชายกับผู้ชายจะไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอย่างที่ผมคิด ทุกคนต่างมายินดีด้วยรอยยิ้ม แม้แต่ท่านหญิงวาภาเอนฟ์ก็มาร่วมงานนี้พร้อมสามีและลูกในท้อง ในเวลา 4 ทุ่มเป็นฤกษ์งามยามดีในการส่งตัวเข้าหอ ซึ่งผมไม่รู้ว่าต้องมีฤกษ์ในเรื่องนี้ด้วยเหรอ


รู้แค่ว่าผมตื่นเต้นมาก และมากที่สุดด้วย


อย่างที่บอกว่าผมไม่เคยมีแฟนหรือคนรักจึงไม่เคยทำเรื่องอะไรแบบนั้น แต่ถึงไม่เคยทำใช่ว่าจะไม่รู้


“กะ...กระหม่อมขออาบน้ำก่อนได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” เสียงสั่นๆ ของตัวเองเพิ่มความอายให้ทวีความรุนแรงเข้าไปอีก


ตอนนี้พวกเราอยู่ในห้องนอนสีขาวที่มีเตียงขนาดใหญ่ถูกโรยด้วยดอกไม้ส่งกลิ่นหอมรัญจวณคลุ้งห้อง ผ้าปูเตียงสีฟ้าอ่อนกับมุ๋งสีขาวทำให้ดูเหมือนห้องนอนของผู้หญิงเข้าไปอีก ผมว่าห้องนี้ต้องเป็นฝีมือขององค์ราชินีแน่ๆ


“ตามสบาย ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้ซิน” องค์ชายพยายามพูดให้ผมคลายความตื่นเต้น


“พ่ะย่ะค่ะ”


ผมพยายามอาบน้ำให้นานเพื่อยื้อเวลา แต่ยื้อยังไงสุดท้ายก็ต้องออกมาเผชิญหน้าตรงๆ กับองค์ชายอยู่ดี องค์ชายฮาล์บนั่งอยู่ขอบเตียงโดยในมือกำลังถือผ้าขนหนูสีขาวเช็ดเส้นผมสีทองไปมา ในห้องนี้มี 2 น้ำอยู่ทั้งสองข้างองค์ชายคงเข้าไปอาบเช่นกัน


“หะ...ให้กระหม่อมเช็ดให้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมกำลังเกลียดเสียงตัวเองที่สั่นอย่างน่าอายแบบนี้


“เอาสิ รบกวนด้วย” องค์ชายพยักหน้าเป็นเชิงตกลง พอผมเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก็ส่งผ้าขนหนูมาให้


ผมจัดการใช้ผ้าผืนสีขาวล้วนเช็ดเส้นผมสีทองสว่างยาวอย่างไม่รีบร้อน ปล่อยเวลาให้ค่อยๆ ไหลผ่านไปเรื่อยๆ แม้จะไม่มีคำพูดใดแต่ผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นๆ ที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้อง ผ่านไปสักพักเส้นผมขององค์ชายก็แห้งสนิท ผ้าขนหนูผืนขาวถูกพาดไว้ยังราวด้านข้าง ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าองค์ชายด้วยร่างกายสั่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น


ผมไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไงดีแต่จะยื้อเวลาต่อไปคงไม่ใช่เรื่องดีนัก


“กะ...กระหม่อมจะร่ายเวทย์ ทรงรอสักครู่นะพ่ะย่ะค่ะ” เสียงยังคงสั่นอยู่ไม่หาย เวทย์ที่องค์ราชาเคยบอกตอนนี้ผมได้คำภีร์นั้นมาแล้ว องค์ราชาบอกว่าพออยู่กันตามลำพังก็ให้ร่ายเวทย์นี้แล้วปล่อยให้เป็นไปตามทำธรรมชาติ


“ซิน...ไม่เป็นไร วันนี้มานอนกันเถอะ” องค์ชายเอื้อมมือมาจับแขนผมพลางส่งยิ้มมาให้


“แต่ว่า...”


“ข้าไม่ได้รีบร้อนอะไร วันนี้เจ้าเหนื่อยกับการต้องอยู่ต่อหน้าคนมากมายแถมยังประหม่าซะขนาดนี้จะให้ข้าใจร้ายทำเจ้าได้ลงคอหรือ” ถ้อยคำแสนอ่อนโยนพานให้หัวใจอุ่นวาบ


“องค์ชาย...” เขานึกถึงผมมากกว่าใครๆ


“หรือเจ้าอยากทำ”


“ไม่...เอ่อ ก็ไม่เชิง...” ผมรีบเปลี่ยนคำพูด ไม่ใช่ว่าไม่อยากแต่เพราะไม่เคยจึงไม่รู้ว่าควรวางตัวหรือทำอะไรให้อีกฝ่ายพอใจ


“พวกเรายังมีเวลาอีกมาก...มานี่ซิน” น้ำเสียงและดวงตาสีฟ้าสว่างดึงดูดให้ร่างกายผมค่อยๆ เคลื่อนไปหาอีกฝ่ายใกล้ขึ้นทีละนิดจนตอนนี้ผมยืนติดอยู่กับองค์ชายที่นั่งอยู่บนขอบเตียง มือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายคว้าเอวผมมากอดไว้หลวมๆ แล้วซุกใบหน้าลงกับหน้าท้องแบนราบภายใต้ชุดนอน


“เอ่อ...องค์ชาย” ผมแทบจะยกมือสองข้างขึ้นเหนือหัวเพราะไม่รู้ว่าจะวางมือไว้ตรงไหนดี ก้มหน้าลงก็เห็นเรือนผมสีทองยาวที่ซุกอยู่ยังหน้าท้องโดยมีแขนสองข้างโอบกอดไว้


“ข้ามีความสุขมากๆ เลย” แม้เสียงจะอู้อี้ไปบ้างแต่ก็ยังสามารถจับใจความได้


“กระหม่อมก็มีความสุขมากเช่นกัน” ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้


วันที่อยู่ร่วมกับคนที่หลงรักมาตลอด


มือทั้งสองข้างที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนเลื่อนลงไปสัมผัสใบหน้าขององค์ชายภายใต้เรือนผมสีทองก่อนจะชี้นำให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมา ผมก้มลงไปพร้อมแนบริมฝีปากของตัวเองลงไป สื่อความรู้สึกรักมากมายจนแทบล้นทะลักให้คนตรงหน้าได้รับรู้


องค์ชายมีท่าทีตกใจแต่ก็แปรเปลี่ยนมาดึงร่างผมให้มาอยู่บนเตียงและขึ้นคร่อมในเสี้ยววินาทีโดยริมฝีปากเรายังคงสัมผัสกันอย่างแนบแน่นกว่าครั้งไหนๆ ปลายลิ้นร้อนล่วงล้ำเข้ามายามผมเผยอปากออกเล็กน้อยแทนการเชื้อเชิญ


“อื้ออ~...” ความร้อนรุ่มเพียงบริเวณเดียวกลับทำให้อุณหภูมิทั้งร่างเพิ่มสูงขึ้น


รู้สึกดีกว่าทุกครั้ง


ผมหลับตาลงปล่อยให้อีกฝ่ายมอบจุมพิตอันร้อนแรงทว่าเต็มเตี่ยมด้วยความรู้สึกมาให้เรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ มือข้างนึงขยุ้มเสื้อสีอ่อนไว้แน่นโดยมืออีกข้างกอดองค์ชายไว้หลวมๆ


สัมผัสของรสจูบทำเอาสติหลุดรอย


ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นรอยยิ้มจากคนรักมองมาจากด้านบน ผมเตรียมพลิกตัวเพื่อหลีกหนีความอายทว่ากลับถูกมือข้างนึงจับตรึงไม่ให้ขยับไปไหนได้


“...องค์ชาย”


“อย่าหนีข้าซิน ขอมองใบหน้าของเจ้าอีกนิด”


“อึก...อย่าทรงมองกระหม่อมตอนนี้” ยิ่งรู้ว่าถูกมองผมก็ยิ่งสะบัดหน้าหนี


 “ทำไมไม่ให้ข้ามอง”


“สภาพของกระหม่อม...ไม่น่ามองเลย” ไม่อยากให้องค์ชายเห็นสภาพไม่น่ามองแบบนี้


“น่ามองจะตาย ยิ่งมองยิ่งอยากครอบครองจนแทบทนไม่ไหว” ดวงตาสีฟ้าสว่างทอประกายคล้ายนักล่าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน


“องค์ชาย...”


“นอนกันเถอะ เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” องค์ชายล้มตัวลงนอนข้างก่อนจะดึงร่างผมให้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดนั้น


“พระองค์ก็เหนื่อยมากเช่นกัน” ผมอาจเหนื่อยที่ต้องยืนท่ามกลางผู้คนแต่องค์ชายต้องคอยพูดคุยกับคนมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดี เหนื่อยกว่าผมไม่รู้กี่เท่า


“อืม ไว้หายเหนื่อยแล้วเรามาต่อจากเมื่อครู่กันนะ”


เสียงกระซิบข้างใบหูดังสะท้อนอยู่ในหัวแม้แต่ตอนอยู่ในห้วงนิทราคำพูดนั้นยังตามมาไม่หยุด ใบหน้าผมตอนนี้คงแดงทั้งที่หลับสนิทแน่ๆ น่าอายที่สุดเลย


เพราะองค์ชายแหละที่มาพูดประโยคหน้าอายก่อนนอนแบบนั้น
............................................................
งื้ออออ
เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับตอนนี้
เราว่าพัฒนาการของทั้งคู่นับว่าเร็วมากเลย เพิ่งเป็นคนรักกันไม่เท่าไหร่ก็แต่งงานกันซะแล้ว
เป็นการแสดงความจริงใจตามแบบฉบับขององค์ชาย
น่าเสียดายที่ไม่มีฉากเข้าหอแต่...อีกไม่นานเกินรอรับรองว่าทุกคนจะไม่ผิดหวัง
คำผิดอาจมีบ้าง ขอภัยมา ณ ที่นี้นะคะ
ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจที่มีให้เสมอน้าา
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 222 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #546 Timpanteen (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 17:35

    ตายๆๆ เค้าแต่งงานกันแล้วค่ะแม่
    #546
    0
  2. #478 FDB88 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 07:09

    แต่งกันเร็วมาก รอตอนที่มีเบบี๋น๊า ต้องน่ารักมากๆแน่เลย

    #478
    0
  3. #381 PPruedee (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 00:58
    บัลลังก์*****
    #381
    0
  4. #350 Faffa (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 01:09
    น่ารัก
    #350
    0
  5. #348 Lalaland332221 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 02:13
    รอออออออออออ
    #348
    0
  6. #347 Chixtl (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 00:58

    เป็นตอนที่เดินเรื่องเร็วมากกกกกกกก แต่ก็เขินมากเช่นกันนนนน
    #347
    0
  7. #346 SJom (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 22:13

    อ่อยยยยยยยยยยย
    #346
    0
  8. #345 pcard (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 21:37
    เขินเล้ยยยยยย >/////<
    #345
    0
  9. #344 Cha-aimm (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 21:00

    อยากให้มีncจังค่ะไรท์เขียนหน่อยน้าาาาา
    #344
    0
  10. #343 เว่ยอิง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 21:00

    เขินนนนนนนนนน
    #343
    0
  11. #342 ริลัค คุม๊า (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 20:59
    อยากบอกจังว่ามีความสุขเว้ยยยยยยยยอีเวน..เขินหนักมาเอาจริง5555555
    #342
    0
  12. #341 H i k a w a (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 20:43
    นึกว่าจะมีดราม่าอีกซะแล้ว แงงง ดีแล้วนะซินที่ยิ้มได้ ได้มีความสุขสักที~ อยากเห็นหน้าเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ ><
    #341
    0
  13. #340 icejimkim9568 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 20:36
    ทำไมอ่านแล้วเขิน
    #340
    0