-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 19 : *·~หลอม¤ครั้งที่ XVIII ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 206 ครั้ง
    18 มิ.ย. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ XVIII ~·*




เหตุการณ์ความไม่สงบหายไปเมื่อองค์ราชาคาราสมีคำสั่งย้ายเบลญ่า มาเจนโนสว์และลูกชายให้ไปอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรและไม่ให้กลับเข้าปราสาทได้อีก นี่ถือเป็นโทษที่เบาที่สุดแล้วสำหรับข้อหาการลอบปลงพระชนองค์ชายตั้งแต่สมัยวัยเยาว์


สาเหตุหรือเหตุจูงใจก็เป็นอย่างที่คาดเดากันไว้คือเธอต้องการให้ลูกชายตัวเองขึ้นไปเป็นราชาเพื่อเธอจะได้มีอำนาจเหนือทุกคนเหมืออย่างก่อนหน้านี้ที่ได้ตำแหน่งว่าที่ราชินี สำหรับตัวผมตอนนี้แทบไม่อยากรับรู้อะไร ความอึดอัดใจมันมีมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาอยู่กับองค์ชายฮาล์บและคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกอึดอัด องค์ชายเองคงอึดอัดไม่ต่างกัน


บรรยากาศระหว่างพวกเราไม่เหมือนเมื่อก่อน ไม่สิ ต้องพูดว่าต่างกันคนละขั้วเลยล่ะ


“องค์ชายฮาล์บ...กระหม่อมมีเรื่องอยากทูลขอ” ผมเอ่ยหลังจากเห็นว่าองค์ชายจัดการงานเอกสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว


“ว่ามา”


“...กระหม่อมขอกลับไปอยู่ที่เดิมได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดของผมอยากดูเหมือนเข้าใจยากแต่สำหรับองค์ชายฮาล์บคงเข้าใจความหมายของประโยคนั้นได้ทั้งหมด


ตอนผมยอมรับการเป็นองครักษ์คนสนิทผมได้พูดไว้แล้วว่าจะอยู่จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลง ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว จะให้ผมอยู่ข้างกายต่อไปท่ามกลางบรรยากาศหนักๆ นี่คงไม่ใช่เรื่องดี


“อยู่กับข้าเถอะซิน” น้ำเสียงคล้ายคนกำลังอ่อนแอนั่นฟังกี่ทีหัวใจก็บีบรัดจนเจ็บไปหมด


“องค์ชาย...”


“ข้าจะทำหน้าที่รัชทายาทให้ดีเพื่อวันหนึ่งที่ข้าขึ้นเป็นราชาจะสามารถบริหารอาณาจักรเวธาณาร์ให้เจริญรุ่งเรืองกว่าที่เป็นอยู่ แต่การอยู่ในตำแหน่งนั้นข้าต้องการใครสักคนที่ข้าสามารถเชื่อใจได้ คนคนนั้นจะต้องอยู่ข้างกายข้าตลอดจนกว่ายุคของข้าจะสิ้นสุดลง ข้าอยากให้คนนั้นเป็นเจ้าได้ไหมซิน” ดวงตาสีฟ้าสว่างเงยขึ้นมาสบราวกับกำลังร้องขอ


“องค์ชายฮาล์บ...”


“นะซิน...อยู่ข้างกายข้า อย่าไปไหนเลย” ไม่เพียงแค่พูดแต่ยังคว้ามือข้างนึงของผมไปจับไปหลวมๆ


“...พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะอยู่เคียงข้างองค์ชายฮาเบลโทสธ์จนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่ จะอยู่กับพระองค์” ผมคุกเข่าลงกับพื้นแล้วดึงมือที่จับผมหลวมๆ มาแนบหน้าผากลงไป ถวายคำปฏิญาณนี้ด้วยร่างกายและหัวใจ


แม้จะไม่ได้ครองคู่แต่เพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างก็มากพอแล้ว ต่อให้ต้องเห็นภาพองค์ชายอภิเษกหรืออะไรก็จะยิ้มและแสดงความยินดีอย่างสุดความสามารถ


“ขอบคุณซิน” องค์ชายไม่ดึงมือกลับ เขาปล่อยให้ผมเป็นฝ่ายผละออกเอง รอยยิ้มบางๆ แม้จะไม่สดใจมากนักทว่าช่วยสร้างสีสันให้บรรยากาศแปลกๆ นี่ได้มากทีเดียว


“ใกล้ได้เวลามื้อกลางวันแล้ว ให้กระหม่อมไปยกอาหารมาเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมลุกขึ้นยืนพลางถาม


“วันนี้ไม่ต้อง ท่านพ่อเรียกข้าให้ไปพบน่ะคงจะทานมื้อกลางวันที่นั่นเลย” องค์ชายบอกก่อนจะเตรียมตัวออกจากห้อง


“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะตามไปอารักขา”


“อืม”


จากนั้นองค์ชายฮาล์บจึงเดินทางไปยังห้องทำงานของราชาคาราส ทหารที่เฝ้าประตูอยู่ทำความเคารพก่อนเปิดประตูออกให้ตามมารยาททว่าองค์ชายกลับไม่เดินเข้าไปแต่หันมาหาผมแทน


“มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถาม


“เจ้ารอข้าอยู่ข้างนอก”


“...พ่ะย่ะค่ะ” ผมตอบรับแม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่ถูกบอกให้รออยู่ด้านนอกก็ตาม


ห้องทรงงานขององค์ราชามีทหารคอยดูแลด้านหน้า 4 คน พวกเขาแต่ละคนล้วนทำหน้าที่อันแสนน่าเบื่ออย่างการเฝ้านิ่งๆ ตลอดทั้งวันได้เป็นอย่างดีจนบางครั้งผมยังอดที่จะชื่นชมไม่ได้ ถ้าให้ผมมายืนเฝ้าจุดเดิมนิ่งๆ ตลอดทั้งวันผมคงได้ประสาทกินตั้งแต่สองวันแรก


ระหว่างรอองค์ชายคุยกับองค์ราชาผมไม่ได้ออกจากหน้าห้องทำงานไปไกล ตรงหน้าห้องจะมีหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งสามารถมองเห็นวิวของป่าได้ พอได้เห็นสีเขียวของต้นไม้ก็พานให้ใจรู้สึกสงบขึ้น


ผ่านไปสักพักใหญ่ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกพร้อมกับองค์ชายฮาล์บที่เดินออกมาโดยในมือมีแฟ้มเอกสารอยู่ องค์ชายหันมองซ้ายขวาเพื่อหาบางอย่างแต่เหมือนจะหาไม่เจอเลยเปลี่ยนมามองตรงๆ ดวงตาสีฟ้าจับจ้องมายังผมคล้ายจะเรียกให้เข้าไปหา


“คุยกับองค์ราชาเสร็จแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย


“อืม กลับห้องกันเถอะ”


“วันนี้ไม่ออกไปร่วมฝึกซ้อมกับหน่วยนักเวทย์หรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามต่อเพราะจำได้ว่าหลังนั่งทำเอกสารนิ่งๆ ตลอดช่วงเช้าองค์ชายมักจะชอบออกไปเคลื่อนไหวร่างกายในยามบ่ายเป็นบางครั้ง


“ไม่ล่ะ มีเรื่องต้องเตรียมตัวอีกนิดหน่อย ข้าจะให้เจ้าช่วยคงได้ใช่ไหม” องค์ชายถามพลางออกเดินมุ่งหน้ากลับไปยังห้องทำงานเมื่อครู่


“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ หากกระหม่อมสามารถช่วยได้ละก็” ถ้ามีอะไรที่ผมสามารถช่วยได้ผมพร้อมจะช่วยอย่างสุดความสามารถที่มี


“ดี...งั้นนี่ เลือกให้ข้าที” เมื่อมาถึงห้องแฟ้มในมือองค์ชายก็ถูกเปลี่ยนมือมายังผม


“เลือกอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ผมรีบถามต่อเพราะองค์ชายยังไม่ทันได้บอกรายละเอียดอะไรก็เดินไปหยิบหนังสือเวทมนตร์บนชั้นออกมาซะแล้ว


“เปิดดูก็รู้เอง” บอกเพียงเท่านั้นแล้วจึงนั่งลงบนโซฟายาวสีเข้มปล่อยให้ผมยืนงงๆ ด้วยความไม่เข้าใจ


ในเมื่อได้รับอนุญาตให้เปิดได้ผมเลยเริ่มเปิดแฟ้มเอกสารหน้าแรกออกดู ดวงตาสีขาวของผมเบิกกว้างพร้อมกับมือทั้งสองข้างที่เผลอกำแฟ้มเอกสารแน่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นภาพของหญิงสาวเส้นผมสีน้ำตาลยาวเป็นลอนนั่งบนเก้าอี้หรูส่งยิ้มหวานโดยมีโต๊ะญี่ปุ่นและแจกันดอกไม่วางอยู่เคียงข้าง


เพียงแค่เห็นก็รู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร


แฟ้มนี่ไม่ใช่เอกสารแต่เป็นการเลือกคู่ดูตัวให้กับองค์ชายฮาล์บ


ราวกับมีคมมีดค่อยๆ กรีดลงบนหัวใจให้สัมผัสถึงความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นทีละน้อย


“...องค์ชาย จะให้กระหม่อมทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงนี้ผมพยายามปั้นให้นิ่งมากที่สุด


ไม่เข้าใจเลยว่าองค์ชายต้องการอะไรถึงให้ผมเห็นภาพเหล่านี้


จะทรมานกันทางอ้อมเหรอ


“ข้าบอกแล้วว่าให้เจ้าเลือก” องค์ชายตอบโดยสายตายังคงจับจ้องอยู่กับหนังสือตรงหน้า


“แต่นี่คือ...คู่ดูตัวของพระองค์ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” แม้จะไม่อยากเอ่ยคำว่าคู่ดูตัวแต่ก็ไม่มีทางเลือก


ผมไม่อยากเห็นภาพพวกนี้เลยสักภาพ


“ใช่”


“งั้นพระองค์ก็ควรเลือกด้วยตัวเอง” ไม่ใช่ให้คนนอกอย่างผมเลือก


“ข้าจะไม่เลือก”


“องค์ชาย...”


“หากเจ้าอยากให้ข้าไปดูตัวก็จงเลือกให้ข้าซะ ไม่อย่างงั้นข้าจะไม่ไป”


“พระองค์ไม่ควรทำแบบนี้...” ทำเหมือนเด็กที่กำลังถึงวัยต่อต้านและแสดงออกด้วยความไม่พอใจ แถมประโยคนั่นยังคลับคล้ายคลับคาว่าข่มขู่อีก


ถ้าผมไม่เลือกเขาก็จะไม่ไป


และถ้าเกิดองค์ชายไม่ไปก็ไม่มีทางจะเกิดงานหมั้นหมายและอภิเษกซึ่งจะส่งผลตามมาคือไม่มีทายาทสืบทอดราชวงศ์ เพียงเรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกคู่สามารถทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตตามมาได้


“ข้าไม่คิดจะเลือกใคร...นอกจากเจ้า” ประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินทว่าด้วยความเงียบและระยะที่ผมยืนอยู่ทำให้สามารถได้ยินอย่างชัดเจนซึ่งผมไม่อยากได้ยินเลยจริงๆ


“องค์ชายฮาล์บ...”


“โทษที ลืมไปซะเถอะ” เงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมเพียงครู่เดียวก็ก้มลงไปอ่านหนังสือในมือต่อ


จะให้ลืมคงไม่ได้หรอก


ครั้งหนึ่งที่มีคนต้องการผมจากใจจริงแต่ผมไม่สามารถตอบรับความรู้สึกเหล่านั้นได้ต่อให้จะรักมากขนาดไหนก็ตามที ผมถอนหายใจเสียงเบาก่อนจะหลับตาลงเพื่อตั้งสมาธิและควบคุมสติ พอลืมตาขึ้นผมจัดการเปิดแฟ้มเอกสารในมืออีกครั้ง รูปถ่ายใบใหญ่ขนาดประมาณเอสี่ใบผ่านตาผมไปแผ่นแล้วแผ่นเล่า นับดูคร่าวๆ ก็เกือบร้อยใบได้


หญิงสาวแต่ละคนล้วนแต่มีรูปลักษณ์อันงดงามแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือพวกเธอล้วนอยู่ในตระกูลชั้นสูงของอาณาจักรเวธาณาร์ ดังนั้นไม่ว่าจะท่าทางหรือกิริยาวาจาคงจะได้รับการบ่มเพาะอย่างดี


ปัญหาคือผมไม่รู้จะเลือกใคร


ใจลึกๆ ของผมปฏิเสธการดูตัวครั้งนี้


เกลียดความอิจฉาและริษยาที่อยู่ภายในใจนี่ที่สุด พยายามจะกำจัดออกไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่ใกล้องค์ชายก็เหมือนการบ่มเพาะความรู้สึกด้านลบที่อยู่ลึกลงไปให้เติบโตขึ้น


“องค์ชาย กระหม่อมคิดว่าท่านหญิงวาภาเอนฟ์น่าจะเหมาะสมกับพระองค์” ผมเอ่ยพลางเดินไปหาองค์ชายแล้วยืนแฟ้มซึ่งเปิดภาพสาวสวยในชุดราตรียาวที่มีเส้นผมยาวตรงสีดำคลับกับดวงตาสีเดียวกัน เธอสะดุดสายตาผมตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเนื่องจากความตรงกันข้ามของสีผมและสีตาของพวกเรา


“...ทำไมถึงเลือกคนนี้” องค์ชายมองดูรูปตรงหน้าสักพักจึงเงยหน้าขึ้นมาถาม


“พระองค์ไม่โปรดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามกลับแล้วสังเกตดูท่าที


“ไม่เชิง ข้าแค่สงสัยว่าทำไมเจ้าถึงเลือกเธอคนนี้จากบรรดาหญิงสาวมากมาย”


“...กระหม่อมชอบสีผมและสีตาของเธอพ่ะย่ะค่ะ” ผมใฝ่ฝันอยากมีสีผมและสีตาเข้มๆ เพราะอยู่กับสีขาวมาทั้งชีวิต เคยมีอยากย้อมผมแต่กลับถูกฟราวค้านหัวชนฝาผมเลยได้แต่ปล่อยให้หัวขาวอยู่อย่างนี้


“สเปกเจ้าเป็นแบบนี้?” องค์ชายยิงคำถามต่อ


“เอ่อ...จะว่าสเปกก็ไม่เชิง กระหม่อมเพียงแค่ชอบเส้นผมกับดวงตาสีเข้มๆ อย่างสีดำไม่ก็น้ำตาลเข้มเท่านั้นเอง” ไม่ได้มีสเปกเจาะจงเป็นพิเศษ


“งั้นข้าควรไปย้อมผมสีดำหรือน้ำตาลเข้มดีไหม” องค์ชายทำท่าคิดสักพักก่อนถามต่อ


“อะ...องค์ชายทรงเหมาะกับเส้นผมสีทองอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” อยากจะบอกเหลือเกินว่าให้เลิกพูดประโยคแบบนั้นสักที หัวใจผมมันเริ่มเต้นแรงแล้วนะ


“แต่เจ้าชอบผมสีเข้มนี่”


“ก็จริง...แต่ผมสีทองของพระองค์กระหม่อมก็...ชอบเหมือนกัน” ทำใจอยู่นานกว่าจะสามารถพูดจบประโยคได้ คำพูดขององค์ชายราวกับจะสื่อว่าเพราะผมชอบเลยจะไปย้อมอย่างงั้นแหละ


องค์ชายฮาล์บมีเส้นผมสีทองสว่างยาวกับดวงตาสีฟ้าสว่าง ซึ่งรวมแล้วคือภาพของเจ้าชายในอุดมคติต่างจากองค์ราชาที่แม้จะมีสีผมทองและตาฟ้าแต่ด้วยความที่อยู่ในเฉดหม่นเลยยังไม่เหมือนภาพเจ้าชายในนิทานนัก ผมจึงคิดว่ามันคือเอกลักษณ์ขององค์ชายฮาล์บที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ อีกอย่างต่อให้จะย้อมหรือไม่ย้อมผมก็ยังชอบองค์ชายไม่เปลี่ยนแปลง


“ชอบจริงหรือ” องค์ชายถามย้ำ


“พ่ะย่ะค่ะ”


“ส่วนข้าชอบคนที่มีสีผมและสีตาค่อนข้างอ่อน” อยู่ๆ องค์ชายก็วางหนังสือในไว้ข้างโซฟาก่อนรับแฟ้มเอกสารจากมือผมไปเปิดต่อ


“อ่อน? สีน้ำตาลอ่อนหรือสีทองพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามต่อเผื่อจะได้ช่วยหาสาวในสเปกองค์ชายให้ ในบรรดาภาพเหล่านั้นมีสาวผมน้ำตาลและผมทองอยู่มากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ


“อ่อนกว่านั้นอีก...ถ้าเป็นสีขาวคงจะถูกใจพอดู” องค์ชายเงยหน้าขึ้นมามองผมตรงๆ ระหว่างพูด


“...” คำตอบนั่นทำเอาผมไม่รู้จะต่อบทสนทนาไปทางไหนดี เส้นผมสีขาวทั้งอาณาจักรอาจไม่ได้มีแค่คนเดียวเพราะคนอายุมากๆ ย่อมมีผมสีขาวทั้งนั้น


หรือจะชอบสาวอายุมากกว่า?


“ดวงตาถ้าได้สีเดียวกับเส้นผมนี่ตรงใจเลย”


“...” เป็นอีกครั้งที่ผมใช้ความเงียบแทนคำตอบ แม้จะยืนปั้นหน้านิ่งแต่ภายในไม่ได้นิ่งตามไปด้วย


ผมสีขาวและดวงตาสีขาว


ทั้งอาณาจักรคงมีเพียงคนเดียวที่ตรงลักษณะแบบนั้นซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวผมเอง


อ่า...ผมน่าจะเอะใจตั้งแต่ได้ยินว่าผมสีขาวแล้ว


“ผมไม่ต้องยาวยาวมาก ประบ่าแล้วรวบครึ่งหัวปล่อยหางม้าดูแล้วสบายตา ยิ่งผิวขาวๆ หน่อยแล้วมีรอยยิ้มแสนน่ามองด้วยข้าคงตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัวเป็นแน่” อาจเพราะผมยังคงนิ่งองค์ชายจึงไม่อยากปล่อยให้ห้องเงียบจนเกินไปละมั้ง


แต่ถ้าจะอธิบายขนาดนี้ก็พูดชื่อมาเลยเถอะ!


“องค์ชายทรงหยุดเถิด” น่าอายกว่าบอกชื่อตรงๆ อีกแบบนี้


“พอจะมีคนแบบนั้นบ้างไหม” ดวงตาสีฟ้าสว่างเงยขึ้นมาสบระหว่างพูด


“...กระหม่อมเกรงว่าในบรรดาหญิงสาวเหล่านั้นจะไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”


“แล้วถ้าไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงล่ะ”


“องค์ชายฮาล์บ” ครั้งนี้ผมทำเป็นตีหน้านิ่งต่อไปไม่ได้แล้ว


“เอาเถอะ ข้าจะเลือกวาภาเอนฟ์ตามที่เจ้าเสนอ”


“องค์ชาย...”


“ข้าไม่อยากไปดูตัว” องค์ชายพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


“การดูตัวยังไม่ใช่การอภิเษก หากพระองค์ยังไม่พอพระทรัยก็สามารถหาคนใหม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าอยากให้ข้าไปดูตัวหรือ”


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมไม่มีสิทธิ์จะห้ามอยู่แล้ว


องค์ชายจำเป็นต้องมีคู่หมั้นเพื่อจะอภิเษกในอนาคต


“ได้ ข้าจะไปตามที่เจ้าต้องการ”


จากวันนั้นก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ ดูเหมือนการเลือกคู่ดูตัวขององค์ชายฮาล์บจะกลายเป็นข่าวใหญ่ในเวลาไม่กี่วันโดยเฉพาะเรื่องที่องค์ชายทรงเลือกท่านหญิงวาภาเอนฟ์ลูกสาวของขุนนางใหญ่ในฝ่ายการเมืองการปกครอง ทางฝ่ายผู้เป็นพ่อเหมือนจะตอบรับแทบจะทันทีเมื่อรู้ว่าองค์ชายสนใจจะดูตัวกับลูกสาวตน การดูตัวจึงถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ต่อมาหรือก็คือวันนี้โดยสถานที่นัดดูตัวคือร้านอาหารหรูหราที่ถูกเหมาไว้ทั้งร้านเพื่อเป็นสถานที่พบปะนัดเจอ


องค์ชายฮาล์บทรงอยู่ในชุดธรรมดาเสื้อคอปกสีฟ้าอ่อน เสื้อกั๊กสีน้ำเงินและกางเกงขายาวสีเดียวกัน เป็นชุดธรรมดาที่คนทั้งอาณาจักรต่างใส่กันแต่พอมาอยู่บนร่างขององค์ชายกลับให้ความรู้สึกไม่ธรรมดา องค์ชายฮาล์บมีออร่าความเป็นเจ้าชายอยู่เต็มเปี่ยมไม่ว่าจะอยู่ในชุดอะไรก็ออกมาดูดีสุดๆ


ส่วนทางด้านคู่ดูตัวท่านหญิงวาภาเอนฟ์อยู่ในชุดเดรสยาวสีฟ้าอ่อนตัดกับเส้นผมยาวตรงสีดำขลับได้อย่างลงตัว อีกทั้งริมฝีปากยามเผยรอยยิ้มช่างงดงามจนแทบละสายตาไม่ได้ พูดตรงๆ ก็สวยสุดๆ พอมายืนอยู่คู่กับองค์ชายแล้วดูเหมาะสมมาก


ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนองค์ชายฮาล์บจะเป็นฝ่ายยื่นมือส่งไปให้ ท่านหญิงวาภาเอนฟ์หน้าแดงเล็กน้อยแต่ก็ยอมจับมือให้องค์ชายพาเดินเข้าไปในห้องอาหารซึ่งมีเอกลักษณ์อยู่ที่เป็นห้องอาหารส่วนตัว ผนังห้องถูกลงสีขาวแลดูสะอาดตาเช่นเดียวกับพื้นสีเขียวอ่อนให้ความรู้สึกสดชื่น ด้านข้างเป็นกระจกบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวด้านนอกหรือสวนสไตล์ต่างชาติที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงาม


บนโต๊ะกลางห้องถูกปูด้วยผ้าสีเขียวอ่อนโดยมีแจกันดอกไม้เล็กๆ วางประดับอยู่ตรงกลาง องค์ชายขยับเก้าอี้ให้ท่านหญิงวาภาเอนฟ์นั่งก่อนจะเดินมานั่งยังฝั่งตรงข้ามโดยมีผู้ติดตามคนสนิทคอยอยู่ข้างๆ เพียงสองคน คนแรกน่าจะเป็นพี่เลี้ยงไม่ก็สาวใช้คนสนิทของท่านหญิงวาภาเอนฟ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเจ้านาย ส่วนอีกคนไม่ใครอื่นนอกจากผมซึ่งเป็นองครักษ์คนสนิทขององค์ชายฮาล์บ แม้จะไม่อยากเห็นภาพเหล่านี้แต่ด้วยภาระและหน้าที่ผมต้องอดทนจนกว่าการดูตัวครั้งนี้จะจบลง


“ยินดีที่ได้พบท่านหญิงวาภาเอนฟ์” องค์ชายเปิดบทสนทนาก่อน


“หม่อมฉันเองก็ยินดีเช่นกันเพคะที่ได้มาพบกับพระองค์เช่นนี้” ทั้งนำเสียงและรอยยิ้มของเธอดูแล้วสบายตาจริงๆ ขนาดผมยังเผลอมองไปแว๊บนึงเลย


“ซินไปบอกทางร้านให้ยกอาหารมาเสิร์ฟเลย” องค์ชายกวักมือเรียกผมไปกระซิบบอก


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมรับคำพลางโค้งศีรษะเล็กน้อยและเดินออกจากห้องไปจัดการตามรับสั่ง


ทางร้านได้เตรียมอาหารเรียบร้อยแล้วจึงสามารถทยอยยกเข้าไปเสิร์ฟได้ทันทีที่ผมแจ้ง อาหารมื้อนี้เหมือนจะเป็นอาหารชุดอย่างแรกที่เสิร์ฟคือซุปใสที่มีผักและเนื้อสัตว์ถูกจัดเรียงอย่างสวยงาม


ระหว่างทานทั้งคู่พูดคุยกันเรื่อยๆ ถามไถ่ทั้งความชอบและไม่ชอบ ถึงองค์ชายจะพูดว่าไม่อยากดูตัวแต่เหมือนจะทำได้ดีและลื่นไหลมากกว่าที่ผมคิดไว้ตอนแรกพอสมควรทั้งรอยยิ้ม น้ำเสียงและวิธีการพูดล้วนแล้วแต่ทำให้ฝ่ายหญิงเคอะเขินจนหน้าขึ้นสี


ผมได้แต่ยืนทำหน้านิ่งไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกไป ดวงตาสีขาวของผมไม่ได้จับจ้องอยู่บริเวณโต๊ะอาหารแต่เป็นประตูห้องด้วยเหตุผลง่ายๆ คือผมยังไม่สามารถทำใจมององค์ชายกำลังดูตัวนี่ด้วยความรู้สึกยินดีได้อย่างสุดหัวใจ หากหันไปมองตรงๆ คงมีแต่ความเจ็บปวดที่จะเพิ่มขึ้น หรือจะหันไปมองสวนอีกด้านก็ไม่ต่างกันเนื่องจากกระจกสะท้อนภาพบรรยากาศของโต๊ะให้ได้เห็นแม้จะไม่ได้มองก็ตาม ทางเลือกเดียวของผมเลยต้องหันหน้าไปทางประตูที่ไม่มีอะไรสามารถสะท้อนภาพเหล่านั้นได้


ทว่าต่อให้ไม่เห็นใช่ว่าจะไม่ได้ยินเสียง...


“คิก...พระองค์ทรงเป็นคนอารมณ์ดีนะเพคะ” ท่านหญิงวาภาเอนฟ์หลุดขำออกมาเล็กน้อยยามคุยกันมาได้สักพักบรรยากาศจึงผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น


“งั้นหรือ ข้าเพียงแค่ไม่ค่อยชอบอยู่ในบรรยากาศที่เงียบๆ หรืออึดอัดเท่านั้น” องค์ชายตอบด้วยท่าทีสบายๆ


“หม่อมฉันเองก็เหมือนกันเพคะ พระองค์มีสถานที่ใดที่ชอบเป็นพิเศษไหมเพคะ”


“อืม...มีหลายที่ ข้าชอบธรรมชาติจะเข้าป่า ดูดาว เล่นน้ำตกหรือนั่งริมทะเลสาบข้าก็ชอบทั้งนั้น” คำตอบขององค์ชายทำให้ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ


ทุกสถานที่ที่เอ่ยไปผมเคยไปกับองค์ชายทั้งนั้น


“หม่อมฉันชอบไปทะเลสาบเพคะ หากไม่เป็นการรบกวนครั้งหน้าหม่อมฉันอยากให้พระองค์แนะนำจะได้หรือไม่”


สิ้นสุดคำถามเสียงหัวใจผมก็เริ่มเต้นแรงขึ้น ไม่รู้ว่าองค์ชายจะตอบไปว่ายังไง


แต่ผมไม่อยากให้พระองค์พาใครไป...เพราะสถานที่นั้นคือความทรงจำแสนสำคัญที่มีร่วมกับองค์ชาย


ได้โปรดปฏิเสธเถอะ


“ได้สิ ไว้วันหลังข้าจะแนะนำให้”


ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวจนร่างกายเกิดอาการชาและเกร็งไปทั่วร่าง ผมพยายามทำหน้านิ่งไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆ


นั่นสิ...ไม่มีเหตุผลที่องค์ชายจะปฏิเสธ เท่าที่ดูทั้งคู่ต่างไปกันได้ดีในระดับหนึ่งอีกไม่ช้าอาจมีการหมั้นหมายกันเกิดขึ้น


ทั้งที่ทำใจไว้แล้ว ทั้งที่บอกกับตัวเองหาเหตุผลต่างๆ นาๆ ไว้ตั้งมากมาย แต่ทำไมความเจ็บปวดนี่ถึงไม่ทุเลาลงเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นแบบนี้ผมยังจะสามารถยิ้มรับแสดงความยินดีได้จากใจงั้นเหรอ อย่าว่าแต่จากใจแค่จะปั้นหน้าโกหกยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ


ถึงได้เกลียดความรู้สึกอิจฉา ริษยานี่ไง


ทำยังไงถึงจะหมดไปซะที


อิจฉาในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง


ริษยาในสิ่งที่ไม่มีวันได้ครอบครอง


“...ซิน”


“...” ควรจะทำยังไงกับความรู้สึกนี้ดี


“ซิน”


“พะ...พ่ะย่ะค่ะ” ผมสะดุ้งยามได้ยินเสียงเรียกจากองค์ชาย พอหันหน้าไปหาองค์ชายก็พบว่าทุกคนต่างมีสีหน้าตกใจกับอะไรบางอย่าง ดวงตาสีฟ้าสว่างขององค์ชายเบิกกว้างขึ้น และเพียงครู่เดียวร่างสูงก็ลุกขึ้นเดินตรงมาหาผมแล้วจับปลายค้างให้ชิดขึ้นเล็กน้อย


“รู้ไหมว่าตัวเองกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา” องค์ชายเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาออกจากใบหน้าผม


“...ทรงปล่อยกระหม่อมเถิด” ผมส่ายหน้าก่อนจะพยายามขืน


ท่านหญิงวาภาเอนฟ์กับคนรับใช้กำลังมองมาอยู่นะ


“ตอบข้าซิน” นอกจากไม่ยอมปล่อยแล้วยังเร่งเร้าเอาคำตอบอีก


“กระหม่อมไม่ทราบ...อ๊ะ!” ยังไม่ทันได้ตอบจบประโยคองค์ชายก็จับหน้าผมให้หันไปทางกระจก ภาพสะท้อนของตัวเองที่ถูกจับปลายคางยังไม่น่าตกใจเท่าใบหน้านิ่งๆ ที่บัดนี้มีน้ำตาไหลลงอาบแก้มโดยไม่รู้สึกตัวมาก่อน ภาพนั่นทำให้สติและเรี่ยวแรงกลับมา ผมไม่สนมารยาทปัดมือองค์ชายทิ้งแล้วใช้มือตัวเองปาดน้ำตาที่กำลังไหล


“ทีนี้รู้รึยังว่าตัวเองแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา”


“...กระหม่อมขอประทานอภัย...”


“เป็นอะไรซิน” องค์ชายถามต่อ


“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ ขอกระหม่อมออกไปข้างนอกสักครู่” ต้องขอเวลาสักนิดเพื่อสงบสติตัวเองให้เป็นเหมือนเดิม


ตอนนี้เหมือนสติไม่อยู่กับตัวแล้ว น้ำตายังไหลไม่หยุดจนต้องใช้ทั้งแขนปาดแรงๆ


“อย่าเช็ดแรงแบบนั้น ตาแดงหมดแล้ว” องค์ชายดึงแขนที่ผมใช้เช็ดน้ำตาออกก่อนจะใช้ฝ่ามือแนบกับแก้มข้างขวาแล้วเกลี่ยน้ำตาลออกให้เบาๆ


ดวงตาสีฟ้าที่ประสานมา รอยยิ้มแสนงดงามที่เผยออกมา ความอ่อนโยนแผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้โดยไม่ต้องมีแม้คำพูดใดๆ สิ่งที่พยายามสะกดกลั้นไว้ปะทุออกมาแทบจะทันที


รัก รัก รัก


รักคนคนนี้จนหยุดไม่ได้แล้ว!


“อึก...”


“ท่านหญิงวาภาเอนฟ์ ข้าต้องขออภัยจริงๆ ที่ทำให้ท่านต้องเสียเวลา ต่อให้เรานัดพบกันอีกความสัมพันธ์ของพวกเราก็มิอาจเกินกว่าเพื่อนได้ แล้วข้าจะไปขอโทษท่านเอเกรนอีกครั้งด้วยตัวเอง” องค์ชายหันไปบอกกับท่านหญิงวาภาเอนฟ์ ท่านเอเกรนที่พูดคือท่านพ่อของท่านหญิงนั่นเอง


“เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอกเพคะ หม่อมฉันพอจะทราบความรู้สึกของพระองค์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขอโทษอะไรเลยเพคะ” ทางท่านหญิงวาภาเอนฟ์ลุกขึ้นพลางเผยรอยยิ้ม ไม่มีท่าทีจะเหนี่ยวรั้งหรือต้องการยื้อความสัมพันธ์เลยสักนิด


“เจ้าทราบ?” องค์ชายดูจะสงสัยไม่น้อยยามได้ยิน


“เพคะ ถึงพระองค์จะทรงพูดคุยกับหม่อมฉันเสมอแต่สายตาของพระองค์มักจะมององครักษ์ด้านหลังด้วยสายตาคล้ายกำลังกังวลอยู่บ่อยๆ หากพระองค์ทรงชอบเขาทำไมถึงรับการดูตัวครั้งนี้ล่ะเพคะ”


“...เพราะคนที่ข้าชอบไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน” องค์ชายแค่นยิ้มเล็กน้อยระหว่างตอบ


“หม่อมฉันไม่คิดเช่นนั้นนะเพคะ ถ้าเขาไม่รู้สึกเหมือนพระองค์เขาจะร้องไห้ทำไมกัน” ท่านหญิงวาภาเอนฟ์หันมามองหน้าผมด้วยรอยยิ้ม


“...ซิน”


“หม่อมฉันคงต้องขอตัวก่อนเพคะ” พูดจบก็โค้งหัวเล็กน้อยตามมารยาท


“เดี๋ยว ทำไมเจ้าดูดีใจที่การดูตัวจบลงแบบนี้” ไม่ใช่แค่องค์ชายหรอกที่สงสัยผมเองก็เช่นกัน


ท่านหญิงวาภาเอนฟ์ดูมีสีหน้าสดใสยิ่งกว่าตอนมาถึงซะอีก


“หม่อมฉันขอกราบทูลตรงๆ ว่ามีคนรักอยู่แล้วเพคะ แต่พ่อของหม่อมฉันคัดค้านเรื่องของเราจนบอกให้มาดูตัวครั้งนี้ หม่อมฉันจึงดีใจที่การดูตัวครั้งนี้จบลง เพราะไม่อย่างนั้นหม่อมฉันอาจทำให้ชื่อเสียงของพระองค์และอาณาจักรต้องมัวหมอง” ท่านหญิงค่อยๆ อธิบายพอพูดจบก็ยกมือขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข


ไม่จำเป็นต้องถามอะไรต่อก็สามารถเดาเรื่องทั้งหมดได้


ท่านหญิงวาภาเอนฟ์กำลังตั้งครรภ์


“ข้าขอเอาใจช่วยความรักของเจ้า” องค์ชายบอกก่อนจะใช้สายตาอ่อนโยนจับจ้องไปยังท้องของหญิงสาว


“ขอบพระทัย หม่อมฉันเองก็จะเอาใจช่วยพระองค์เช่นกัน ท่านก็ด้วย” ประโยคสุดท้ายท่านหญิงหันมาพูดกับผมก่อนจะขอตัวเดินออกไปโดยมีคนรับใช้คนสนิทตามไปติดๆ


ภายในห้องอาหารส่วนตัวนี่จึงเหลือเพียงผมและองค์ชายสองคนยืนอยู่ พอเจอเรื่องน่าตกใจกว่าน้ำตาที่ไหลไม่หยุดกลับหยุดไหลลงดื้อๆ ทว่าความเขินอายปนอับอายขายหน้าทำเอาผมอยากจะเอาหัวโขกผนังสักทีสองที


จะทนต่ออีกหน่อยไม่ได้รึไง!


ถ้าอดทนได้นานกว่านี้เรื่องราวทุกอย่างคงจบลงโดยที่ผมไม่ต้องมาอับอายจากการร้องไห้เสียน้ำตาแบบนี้หรอก แล้วองค์ชายฮาล์บจะยืนเงียบแบบนี้อีกนานแค่ไหนกัน


นี่ก็ผ่านมาสักใหญ่แล้วที่ยังไม่ใครเปิดบทสนทนาใดๆ สายตาผมตอนนี้จับจ้องไปยังพื้นสีเขียวอ่อนด้านล่างจนจดจำลายกระเบื้องได้หมดแล้วองค์ชายก็ยังคงยืนเงียบๆ ตรงหน้าผมคล้ายจะกดดันให้ผมเป็นฝ่ายเปิดก่อน


แต่จะให้เปิดยังไงล่ะ


“เอ่อ...องค์ชาย จะทรงกลับเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถามท่ามกลางความเงียบ


“เจ้าคุยกับใคร”


“...กับองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” ไม่เห็นต้องถามเลย ทั้งห้องอยู่กันแค่สองคนจะให้ผมคุยกับตัวเองรึไง


“คุยกับข้าแล้วมองพื้น เปรียบข้ากับพื้นกระเบื้องอย่างงั้นหรือ” คำถามต่อมาทำเอาผมรีบเงยหน้าขึ้นไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ


“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”


เปรียบองค์ชายกับพื้นกระเบื้อง ช่างคิดได้นะองค์ชายฮาล์บ!


“แล้วทำไมไม่มองหน้าข้าระหว่างพูด” องค์ชายถามต่อ


“...กระหม่อมทำให้องค์ชายอับอาย ไม่มีหน้ามองพระองค์หรอกพ่ะย่ะค่ะ”


“ตอนไหน ข้าไม่เห็นรู้เลย” ไม่รู้ว่าต้องการแกล้งหรือปั่นหัวผมกันแน่เพราะไม่มีทางเลยที่องค์ชายจะไม่รู้


มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละ


ยังจะมาถามให้ผมต้องเอ่ยออกไปอีก


“...อย่าทรงแกล้งกระหม่อมแบบนี้” แค่นี้ก็แทบจะมุดหนีออกไปนอกห้องอยู่รอมร่อแล้ว


“ไม่ได้แกล้ง แค่อยากรู้”


“พระองค์ทรงรู้อยู่แล้ว” ผมเงยหน้าขึ้นไปสบดวงตาสีฟ้าสว่างตรงๆ


“ใช่ ข้ารู้ว่าเจ้าร้องไห้ แต่ข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงร้องเพราะงั้นตอบข้ามาว่าทำไมถึงร้องไห้ซิน” ผมถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินประโยคคำถาม อยากจะย้อนเวลากลับไปแล้วขอตอบคำถามก่อนหน้านี้จริงๆ


ผมขอตอบว่าตัวเองร้องไห้ดีกว่าต้องมาตอบว่าทำไมถึงร้อง


“...องค์ชาย”


“ถ้าไม่ตอบก็ไม่กลับ” การข่มขู่เล็กๆ ได้บังเกิดขึ้นแล้ว


“ทรงอย่าทำนิสัยเด็กๆ สิพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายฮาล์บมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัวสูงมากกว่าคนอื่นๆ แต่ไม่รู้ทำไมพออยู่ในสถานการณ์นี้ทีไรมักจะชอบทำตัวเหมือนเด็กตลอด


เล่นเอาผมไม่รู้จะทำยังไงต่อดี


“เจ้าก็ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ให้ข้าดูหน่อยสิ ขอฟังเหตุผลหน่อยซิน” เพียงประโยคเดียวสามารถย้อนกลับมาผลักผมให้หงายหลังได้อย่างง่ายดาย


เล่นย้อนกันแบบนี้เลยเหรอองค์ชาย


“...กระหม่อมไม่ทราบ” ผมกล่าวความเท็จออกไป จริงอยู่ตอนแรกผมไม่รู้ตัวว่าทำไมถึงร้องไห้แต่พอได้ใช้เวลาตั้งสติก็สามารถหาคำตอบได้ไม่ยาก


เหตุผลน่ะมี แต่ไม่สามารถบอกได้


“เหมือนข้าจะเคยพูดหลายรอบแล้วนะว่าเจ้าไม่เหมาะกับการโกหก” คำพูดนั่นแปลว่าอีกฝ่ายดูออกว่าผมกำลังโกหก


ต้องพูดว่าสมแล้วกับที่เป็นองค์ชาย


ไม่เคยโกหกได้เลยจริงๆ


“...เพราะกระหม่อมอิจฉา ไม่พอใจและเสียใจ”


“นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งในองค์ประกอบ เหตุผลจริงๆ คืออะไรซิน”


“พระองค์ทรงรู้?” ผมเงยหน้ามองอีกฝ่าย ดวงตาสั่นระริกจนสัมผัสได้


น่าอายจริงๆ


“ข้าไม่รู้” อีกฝ่ายส่ายหน้า


“แต่พระองค์ทรงพูดราวกับ..” ราวกับรู้ความรู้สึกของผม


“ข้าเพียงแค่หวัง ให้เป็นแบบนั้น”


“องค์ชาย”


“หากเจ้ายังยื้อต่อเวลาไปมันไม่ได้แค่จะทำให้ตัวเองเจ็บแต่ข้าเองก็เจ็บด้วย เจ้าบอกให้ข้าเลิกรักทั้งที่ตอนนี้ข้าก็ยังรักเจ้าอยู่ เจ้าบอกให้ข้าเลือกคู่ดูตัวทั้งที่เจ้าก็รู้ว่าข้าเลือกเพียงเจ้า และเจ้าให้ข้ามาดูตัวทั้งที่ก็รู้ว่าทั้งหัวใจข้าเป็นของใคร”


ถ้อยคำเหล่านั้นกรีดลึกลงไปภายในหัวใจ เจ็บจนน้ำตาลไหล...ไหลลงมาเพราะความเจ็บปวดที่สื่อมาทางน้ำเสียงและสายตาขององค์ชายฮาล์บ


ผมไม่เคยคิดว่าการกระทำเหล่านั้นของตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บและทรมานถึงเพียงนี้


ผมยังไม่เชื่อคำสารภาพในตอนนั้นทว่าตอนนี้ผมกลับเชื่ออย่างหมดหัวใจ


เชื่อว่าเขารักผม


“...รัก...กระหม่อมรักพระองค์” แม้จะยากเย็นจนต้องกลืนน้ำลายลงคอหลายรอบแต่ผมก็สามารถเอ่ยคำคำนั้นออกไปได้ในที่สุด


ทั้งที่บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าจะเก็บมันไว้อยู่ในส่วนลึกสุดของหัวใจ แต่ยามเห็นองค์ชายมีสีหน้าเป็นทุกข์ขนาดนั้น ผมทนเห็นไม่ได้จริงๆ


“...ซิน พูดอีกครั้งสิ” เหมือนคำพูดผมจะทำให้อีกฝ่ายนิ่งไป คงคิดว่าหูฝาดละมั้ง


“กระหม่อมรักองค์ชายฮาล์บ” ผมตอกย้ำความรู้สึกด้วยการพูดซ้ำอีกรอบ


หมับ!


ร่างของผมถูกองค์ชายรวบตัวเข้าไปกอดไว้แนบอก กระชับอ้อมแขนแน่นคล้ายจะไม่ยอมปล่อยให้ผมได้รับอิสระอีก นอกจากนี้ปลายจมูกโด่งๆ ยังซุกไซร้ลำคอผมจนขนลุกไปแทบทั้งร่าง


“ซิน...ซิน...”


“องค์ชาย ทรงปล่อย อ๊ะ!” ผมถึงกับหลุดเสียงครางออกมาเมื่อถูกจูบเบาๆ บริเวณลำคอ


“ข้ารักเจ้าซิน...รักมากรู้ไหม” เสียงกระซิบแม้จะแผ่วเบาทว่าหนักแน่น


“...ไม่รู้...” จะให้รู้ได้ยังไงล่ะ


“ไม่เป็นไร ข้าจะบอกจนกว่าเจ้าจะรู้เอง”


“ไม่ต้องก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” ขืนทำแบบนั้นผมคงได้ขาดใจตายไปก่อน


“ในเมื่อพวกเราความรู้สึกเหมือนกัน มาคบกันไหม” องค์ชายพูดพลางคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าสว่างประสานมายังดวงตาสีขาวของผมตรงๆ


“...พระองค์ก็น่าจะทรงทราบ ต่อให้ความรู้สึกของเราเหมือนกันยังไงหรือรักกันแค่ไหนแต่กระหม่อมไม่คู่ควรกับพระองค์”


ความรู้สึกก็ส่วนหนึ่ง ความคู่ควรและเหมาะสมก็อีกส่วน


แม้ความรู้สึกจะเหมือนกันใช่ว่าจะสามารถคบกันได้


นอกจากเรื่องฐานะองค์ชายแล้วเรื่องสำคัญคือผมเป็นผู้ชาย เป็นที่รู้ดีว่าบุรุษเพศไม่สามารถสืบทอดทายาทได้ ยิ่งองค์ชายเป็นพระโอรสเพียงองค์เดียวจะให้ราชวงศ์ที่สะสมมาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ สิ้นสุดลงไม่ใช่เรื่องดีเลย


“ถึงแบบนั้นข้าก็ไม่คิดจะปล่อยมือเจ้าไป”


“แต่หากพระองค์ทำแบบนั้น...”


“อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องฐานะหรือราชวงศ์ ตอนนี้ข้าอยากให้เจ้าสนข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น” น้ำเสียงโทนอบอุ่นกับฝ่ามือที่แนบลงมาบนแก้มขาวซึ่งกำลังเห่อแดงนั้นตรึงทุกประสาทสัมผัสให้จับจ้องไปยังคนตรงหน้าเพียงคนเดียว


“...องค์ชาย”


“คบกับข้านะซิน”


“...กระหม่อมคิดว่าไม่...”


“คบกับข้านะซิน” ประโยคเดิมที่ถูกเอ่ยซ้ำทำให้ผมเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร


“...พระองค์จะทรงบังคับกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“เปล่าสักหน่อย คบกันเถอะซิน”


ตรงไหนที่เรียกว่าไม่บังคับกัน!


“ทรงทำเหมือนเป็นเป็นเด็ก”


“ข้ายอมเป็นเด็กหากจะทำให้ข้าได้คำตอบจากเจ้า” พูดจบก็ส่งยิ้มบางๆ มาให้


“กระหม่อมตอบแล้วว่าไม่...”


“ข้าจะฟังแค่คำว่าตกลง”


“องค์ชาย” นี่ยิ่งกว่าบังคับอีกนะ


“เจ้าเป็นผู้ใหญ่นะซิน ปล่อยให้เด็กรอนานๆ ไม่ดีรู้ไหม” องค์ชายตอบพร้อมรอยยิ้มซุกซนที่ไม่เคยมาก่อน


รอยยิ้มเหมือนเด็กซนๆ กำลังจะแกล้งใครสักคน


จะกดดันกันเกินไปแล้ว


ต่อให้พยายามยืดเยื้อไปเท่าไหร่ผลสรุปก็คงไม่เปลี่ยนอยู่ดี


หากพระองค์ทรงต้องการแบบนั้น...


ผมก็จะทำตามพระประสงค์


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมเกือบกัดลิ้นตัวเองทั้งที่พูดแค่ประโยคสั้นๆ ความเขินอายแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านใบหน้าและผิวพรรณสีขาวที่บัดนี้แดงเถือกคล้ายผลไม้สุก


“...พ่ะย่ะค่ะอะไรซิน”


“ทำไมต้องแกล้งกระหม่อมด้วย” ขนาดนี้แล้วยังไม่พออีกเหรอ


“ใครกล้าแกล้งเจ้า ข้าจะลงอาญาให้หนักเลย” องค์ชายยกยิ้มระหว่างพูด


 “...” ลงอาญาตัวเองไปเลย!


ผมอยากตะโกนคำพูดนั่นออกไปดังๆ


“อย่าเงียบสิ”


“กระหม่อมไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”


“จริงหรือ”


“...กระหม่อมตกลงแล้ว” ไม่จำเป็นต้องขยายความประโยคมากไปกว่านี้


“ข้าอยากได้ยินประโยคเต็มๆ...นะ” ประโยคเดิมๆ ไม่ได้มีอนุภาคทำรายเท่าคำสร้อยสั้นๆ อย่าง ‘นะ’


คำว่า ‘นะ’ มันเหมือนกำลังถูกออดอ้อนอยู่ ถูกเจ้าชายของอาณาจักรที่มีรูปลักษณ์หล่อเหล่า เส้นผมสีทองดวงตาสีฟ้ามาออดอ้อนใครจะไปทนไหวกัน


ตอบเลยว่าไม่มีหรอก!


“กะ...กระหม่อมตกลงที่จะคบกับองค์ชายฮาล์บพ่ะย่ะค่ะ” ถึงเสียงจะสั่นจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้แต่ผมก็ต้องพยายามตั้งสติให้พูดต่อจนจบประโยค


“อืม เราคบกันแล้วนะซิน” รอยยิ้มกว้างตาบแบบฉบับองค์ชายสว่างไสวกว่าปกติหลายเท่านัก


“...พ่ะย่ะค่ะ อื้อ!” ไม่รอให้พูดจบประโยคองค์ชายก็แนบริมฝีปากมาลงมาประกบอย่างแผ่วเบาและค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้นจากปลายลิ้นที่สอดเข้ามา สัมผัสเปียกชื้นประสานกันก่อเกิดความรู้สึกวาบหวาบกว่าครั้งไหนๆ


จูบครั้งนี้ไม่ใช่เพราะบรรยากาศพาไปหรือไร้ความทรงจำแต่เป็นเพราะผมยอมให้อีกฝ่ายจูบด้วยความเต็มใจ ครั้งนี้ผมอาจถูกจูบ แต่รับรองว่าครั้งหน้าผมจะเป็นฝ่ายจูบเอง


ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นไง


ขอแค่ในวันนี้ผมได้มีโอกาสได้เผยความรู้สึกนี้ให้อีกฝ่ายรับรู้ก็มากพอแล้ว
...........................................................
จบกันไปอีกหนึ่งตอน
คิดว่าตอนนี้ไม่หน่วงแล้วนะคะ 555
เราพยายามแต่งให้อินที่สุดซึ่งก็คิดว่าทำดีแล้วแต่อาจไม่ได้หน่วงมากมาย แค่นี้ก็อาจทำให้หลายคนบอบช้ำกันไปพอสมควร
เราเองก็เป็นหนึ่งคนที่รับนิยายดราม่าหนักๆ ไม่ได้ แค่นี้ก็ทำเอาเราซึมเหมือนกัน
สำหรับตอนหน้า...บอกเลยว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะก้าวกระโดด
แต่จะกระโดดไปทางไหน สามารถรอติดตามได้ในตอนหน้าน้าา
ปล.อีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วน้าาาา
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 206 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #545 Timpanteen (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 17:28
    จะร้องตามน้องแล้ว

    แต่ในที่สุดก็คบกันแล้วว
    #545
    0
  2. #515 ฺฺBunny KS (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 03:40
    จิกเข้าไปหมอนผ้าห่มจิกๆๆๆๆ
    #515
    0
  3. #477 FDB88 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 02:00

    กว่าซินจะตอบตกลงคบ ลุ้นมาก

    #477
    0
  4. #339 Lalaland332221 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 13:47
    รออออออออ
    #339
    0
  5. #338 LMLM (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 01:12
    งื้อออ สงสารตอนซินร้องไห้
    #338
    0
  6. #337 Walk in The Town (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 00:19
    ฮื่ออ แค่นี้ก็เจ็บปวดเหลือเกินแล้วค่ะ
    แต่ท้ายสุดยังไงก็กลับกลายเป็นเรื่อยดีล่ะน้าา
    #337
    0
  7. #336 H i k a w a (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 23:16
    ตอนน้องร้องไห้คือแบบ แงงงง อยากโอ๋ อยากโอ๋ ;-;;; มีความสุขแล้วนะทั้งคู่ รอลุ้นต่อเลย~
    #336
    0
  8. #335 อสูรไร้ลักษณ์ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 22:54
    เรื่องนี้ต้องมีคนวางแผนไว้ก่อนแล้วแน่ๆ........(องค์ราชาช่างน่าสงสัยยิ่งหนัก.....)
    #335
    0
  9. #334 tomomi_z (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:36
    -/////- เค้าจุ๊ฟกัน
    #334
    0
  10. #333 000 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:18

    เเห้ออไม่หนวงแล้วนะไรท์ง

    งื้อไม่ชอบดราม่าอยางแรงง

    #333
    0
  11. #332 pcard (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:44
    ฮืออออ ดีใจๆ ><
    #332
    0
  12. #331 maytawarin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:43
    งื้อออ เขิน
    #331
    0
  13. #330 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:34
    ท......ทำไมรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังอั555555
    #330
    0
  14. #329 Jinweiyu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:14

    ความหน่วงหายไป เหลือแต่ความหวานนล้วนๆ
    #329
    0
  15. #328 Tluu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:06
    แผนพระองค์ป่าวคะ?
    #328
    0
  16. #327 Tluu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:04
    เอ่อ~พระราชา~~~
    #327
    0