-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 18 : *·~หลอม¤ครั้งที่ XVII ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,516
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 220 ครั้ง
    14 มิ.ย. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ XVII ~·*




ภายในหัวอันแสนว่างเปล่าแม้แต่ตอนลืมตาขึ้นมาก็ยังไม่อาจจดจำสิ่งใดได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมื่อ 1 ชั่วโมง 1 วันหรือ 1 ปีก่อน ถึงเป็นแบบนั้นดวงตาสีฟ้าสว่างคู่หนึ่งที่ประสานมาทำเอาหัวใจเต้นรัวกระสับกระส่ายจนแทบทำอะไรไม่ถูก


ไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร


รู้แค่ว่าคนคนนี้มีความสำคัญมากต่อตัวผม


“อึก...” ความเจ็บปวดภายในหัวอยู่ๆ ก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนผมต้องรีบใช้มือทั้งสองข้างกดไว้เพื่อลดความเจ็บปวดที่ไม่มีวี่แววจะทุเลาลง


ภาพด้านหน้ายามลืมตาเป็นสีเทาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้คล้ายกับความเจ็บปวดนี้กำลังส่งผลต่อประสาทการมองเห็น ความรู้สึกปวดแปล๊บๆ เกิดขึ้นติดๆ กันหลายต่อหลายครั้งจนรู้สึกเหมือนร่างกายเริ่มทนไม่ไหว และเพียงพริบตาที่สติใกล้ดับภาพความทรงจำจำนวนมากก็ไหลทะลักเข้ามาราวกับน้ำป่าไหลหลาก โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงพานให้สติที่ใกล้ดับหายไปอย่างรวดเร็ว


เฮือก!


“แฮ่ก...” ร่างกายเด้งขึ้นมาจากบนเตียงโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับผมที่ใช้มือข้างขึ้นลูบใบหน้าอันเต็มไปด้วยเหงื่อเบาๆ


หลายๆ สิ่งในหัวกำลังตีกันวุ่นไปหมด ไม่รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร


เพราะงั้นตอนนี้ต้องใจเย็นแล้วค่อยๆ นึกทีละเรื่องช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน


ผมคือไซซิน เคอร์เรสเป็นรองหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาของอาณาจักรเวธาณาร์ ได้องค์ราชาคาราสช่วยเก็บมาเลี้ยงและมีฟราวซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาคอยสอนสิ่งต่างๆ ให้ ผมมีทักษะการต่อสู้และเวทมนตร์ ตอนนี้ผมได้รับหน้าที่ให้ปกป้องดูแลองค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์


“องค์ชายฮาล์บ?!” พอนึกได้ถึงตรงหน้าทุกอย่างก็เริ่มปะติดประต่อเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยช่วยองค์ชายจากการถูกลักพากตัวไล่มาเรื่อยๆ จนถึงไปเป็นอาจารย์ยังสถาบันเวทมนตร์และตอนนี้เป็นองครักษ์คนสนิทขององค์ชาย


จำได้แล้ว!


จำได้หมดทุกอย่าง


แม้แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ตัวผมต้องสูญเสียความทรงจำไป


เซนเบล มาเจนโนสว์


ให้ตายสิแค่หัวกระแทกกลับความจำเสื่อมซะงั้น อ่อนแอจริงๆ ตัวผม


แบบนี้จะยังมีหน้ามาปกป้ององค์ชายฮาล์บได้อีกเหรอ


มีหลายเคสเกี่ยวกับความจำเสื่อมบอกไว้ว่าเมื่อความจำกลับมา ความจำระหว่างช่วงความจำเสื่อมจะหายไปถือเป็นเรื่องปกติ นั่นแปลว่าผมไม่ปกติใช่ไหมที่ยังจดจำเหตุการณ์ทุกอย่างในช่วงที่ความจำเสื่อมได้น่ะ


“ซิน?” เสียงทุ้มที่เรียกดังจากข้างกายทำเอาดวงตาสีขาวของผมรีบหันควับไปดูก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าองค์ชาบฮาล์บนอนตะแคงข้างมองมายังผมอยู่


ใช่...เมื่อคืนมีคนบุกรุกเข้ามาแล้วองค์ชายก็ลากผมให้ขึ้นไปนอนด้วยบนเตียงด้วยกัน


พระเจ้า! อยากจะละลายหายกลายเป็นไอซะเดี๋ยวนี้เลย


“พะ...พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยายามตีหน้านิ่งตอบกลับไปอย่างสุดความสามารถ


ตอนนี้จะให้องค์ชายรู้ว่าความทรงจำผมกลับมาแล้วไม่ได้ ขืนถูกจับได้ในสภาพนี้ต้องมีคำถามมากมายถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มายาวเป็นขบวนแน่นอน ผมต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยโดยไม่ให้ใครรู้ว่าความจำกลับมาแล้ว


เพราะงั้นต้องทำเนียนไปให้ได้


“ยังเช้าอยู่เลย นอนไม่หลับหรือ” องค์ชายถามต่อด้วยสีหน้าเป็นห่วง


“...” ผมส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ


“เหงื่อออกจนชุ่มเลย ตัวร้อนรึเปล่าเนี่ย” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายยังเอื้อมฝ่ามืออุ่นๆ มาสัมผัสหน้าผมและเช็ดเหงื่อบริเวณขมับให้ สัมผัสของฝ่ามือยังไม่มีพลังทำลายเท่าดวงตาสีฟ้าสว่างที่จับจ้องมาพร้อมรอยยิ้ม


มองมาแบบนี้ก็ฆ่ากันให้ตายเถอะองค์ชาย


“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะองค์ชายฮาล์บ” ต้องพยายามแสดงให้แนบเนียนที่สุดแล้วค่อยหาจังหวะแอบออกไปจัดการเรื่องนี้


ผู้บุกรุกเมื่อคืนคงเป็นคนของเซนเบล มาเจนโนสว์ที่ส่งมาจัดการผมก่อนความทรงจำจะกลับคืนมา แต่ถ้าเป็นแบบนั้นทำไมถึงไปจัดการผมตั้งแต่ตอนความจำเสื่อม น่าจะง่ายกว่าแท้ๆ ไม่แน่ว่าเซนเบลอาจไม่ได้ต้องการกำจัดผมแต่มีอีกคนที่รู้ถึงการกระทำของเซนเบลไม่ก็ร่วมมือกันตั้งแต่แรกรู้เข้าว่าผมรู้เรื่องทุกอย่างจึงได้พาคนมาจัดการปิดปากซะ


หากคิดแบบนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆ ประสานกันทีละน้อย


แต่ยังไงก็ต้องการหลักฐานและข้อมูลมากกว่านี้


คืนนี้ผมอาจแอบออกไปหาข้อมูลเพิ่ม


“...ซิน”


“พ่ะย่ะค่ะ” ผมรีบขานรับพลางหันไปสบดวงตาสีสว่างด้านข้างนิ่งๆ


“เจ้า...ความจำกลับมาแล้วใช่ไหม” พูดจบใบหน้าอันหล่อเหลาค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ เพียงคำถามเดียวก็พานให้ทั้งการเกิดอาการเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติทว่าผมต้องพยายามไม่แสดงออกเนื่องจากดวงตานั่นจับจ้องดูทุกปฏิกิริยาไม่ยอมให้ผมมีโอกาสได้โกหก


“ทำไมถึงคิดแบบนั้นพ่ะย่ะค่ะ” ผมยังคงทำหน้านิ่งแม้ภายในจะตื่นเต้นจนแทบอย่างร่ายเวทย์พรางตัวก็ตาม


“ไม่ใช่หรือ” องค์ชายถามกลับ


“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ ความทรงจำของกระหม่อมยังไม่กลับมา”


“เจ้ากล้าโกหกข้า?” น้ำเสียงกึ่งไม่พอใจดังขึ้นพร้อมดวงตาคู่งามที่หรี่ลงเล็กน้อย


“กระหม่อม...” คำว่าเปล่าที่อยากจะเอ่ยออกไปกลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกไปได้คล้ายไม่อยากโกหกคนตรงหน้ามากไปกว่านี้แล้ว


“ข้าให้โอกาสเจ้าตอบใหม่”


“...” ผมถึงกับนิ่งเมื่อได้ยินประโยคนั้น องค์ชายฮาล์บลุกขึ้นมานั่งดีๆ โดยสายตายังคงจับจ้องมายังผมไม่ขาด


“ความทรงจำกลับมาแล้วใช่ไหม” คำถามเดิมถูกเอ่ยอีกครั้ง


ดวงตาสีขาวของผมกำลังสั่นระริกยามถูกดวงตาสีฟ้าจับจ้องมาอย่างจริงจัง ภายในหัวเริ่มตีกันว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดี จะโกหกต่อไปแล้วจัดการเรื่องนี้ตามลำพังหรืออธิบายทุกอย่างแล้วร่วมมือกับองค์ชายฮาล์บ


ไม่ว่าทางไหนล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น หากจัดการตามลำพังความเสี่ยงมีเพียงชีวิตผมแต่หากดึงองค์ชายมาล่วงรู้ทางเซนเบลอาจเร่งลงมือจัดการกับองค์ชาย ถ้าให้เปรียบความสำคัญระหว่างชีวิตตัวเองกับองค์ชายฮาล์บ ผมสามารถตอบได้โดยไม่ลังเลเลยว่าเลือกชีวิตขององค์ชาย ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่กลับถูกดวงตาตรงหน้าตรึงไว้ราวกับสื่อข้อความบางอย่างออกมา


“ซิน...ตอบข้า” เพราะนิ่งเงียบไปนานองค์ชายจึงเริ่มทนไม่ไหว ไม่เพียงแค่คำพูด...สัมผัสของฝ่ามือที่เอื้อมมาแนบชิดกับแก้มด้านซ้ายส่งผลต่อหัวใจโดยตรง


จะเต้นแรงไปไหน...หัวใจบ้านี่


แถมยังทำใบหน้าร้องขอซะขนาดนั้นผมจะกล้าปฏิเสธหรือโกหกต่อไปได้ยังไง


“...พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม...จำได้แล้ว หมดทุกอย่าง” การโกหกสิ้นสุดเร็วกว่าที่คาดไว้มาก


ไม่คิดเลยว่าองค์ชายจะรู้


ทำไมถึงรู้ได้กัน


“ดีมาก” ราวกับเป็นของขวัญไม่ก็คำชมเชยเมื่อยอมพูดความจริง ใบหน้านิ่งๆ แกมจริงจังเผยรอยยิ้มแสนอ่อนโยนให้เห็นเต็มๆ ตาในระยะประชิดบวกกับสัมผัสของฝ่ามือที่เกลี่ยแก้มแดงๆ ผมเล่นอยู่


หากผมหมดสติไปก็ไม่ต้องหาสาเหตุเลย


“...ทำไมองค์ชายถึงรู้” ผมว่าตัวเองสามารถแสดงได้ดีแล้วนะ


พลาดตรงจุดไหนกัน


“เพราะเจ้าเรียกข้าว่าองค์ชายฮาล์บ”


“...” ประโยคนั่นไม่ได้ทำให้ความสงสัยจางหายไปสักนิด


เรียกองค์ชายฮาล์บแล้วทำให้รู้ได้ยังไง


“ถ้าเจ้ายังความจำเสื่อมอยู่จะเรียกข้าแค่องค์ชาย ไม่ใช่องค์ชายฮาล์บ...อาจเพราะข้าแนะนำตัวชื่อจริงละมั้งเจ้าถึงไม่รู้ พอเห็นเจ้าเรียกองค์ชายฮาล์บข้าก็ฉุกคิดขึ้นมาทันทีและเป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย” องค์ชายค่อยอธิบายโดยไม่รีบร้อน ฝ่ามือที่เกลี่ยแก้มแดงเปลี่ยนมาเป็นเส้นผมสีขาวบริเวณลำคอก่อนจะปัดเส้นผมเหล่านั้นไปไว้ด้านหลัง


“...องค์ชายฮาล์บ” ทำอะไรน่ะ


“หากความจำเจ้ากลับมาแล้วก็ดี ข้ามีคำถามที่อยากถามอยู่หลายข้อทีเดียว” น้ำเสียงขององค์ชายเริ่มนิ่งลงเรื่อยๆ ไม่สิ จะว่านิ่งก็ไม่ถูกอยู่กึ่งกลางระหว่างนิ่งกับข่มอารมณ์ละมั้ง


ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ผมคงต้องรีบพูดทุกอย่างออกมา เรื่องที่องค์ชายอยากถามคงไม่พ้นการที่ผมหายไปและความจำเสื่อม จากบทสนนาเมื่อคืนองค์ชายทรงทราบแล้วว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นดังนั้นผมควรจะบอกตัวการณ์และอธิบายเพิ่มเติม


“กระหม่อมเองก็มีเรื่องต้องบอกพระองค์ ความจริงแล้วกระหม่อมไปหาผู้ที่คิดจะเร่งงานพระองค์ทว่ากลับถูกเร่งงานซะเอง ฝีมือกระหม่อมยังไม่ถึงขั้น...แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาจะมาโทษตัวเอง คนที่จ้องเร่งงานพระองค์คือ...”


“เดี๋ยวซิน” อยู่ๆ องค์ชายก็ยกมือห้ามไม่ให้ผมพูดชื่อคนร้ายออกไป


“มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ผมขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยิน


ทำไมถึงได้ห้าม


หรือว่าองค์ชายเองก็รู้แล้วเหมือนกันว่าเป็นฝีมือใคร


“ข้ามีเรื่องอื่นที่คาใจมากกว่าเรื่องนั้น” คำพูดและน้ำเสียงจริงจังนั่นเรียกความสงสัยจากผมได้ไม่น้อย


“เรื่องอะไรพ่ะย่ะค่ะ”


มีเรื่องอะไรให้คาใจมากกว่าการรู้ตัวคนร้ายกัน


“รอยที่คอเจ้า ใครเป็นคนทำ” ดวงตาที่มักฉายแววเป็นมิตรและอ่อนโยนกลับแข็งทื่อขึ้นอย่างน่าตกใจ เพิ่งเคยเห็นองค์ชายแสดงสายตาไม่เป็นมิตรถึงขนาดนี้


เดี๋ยวนะ...ถามถึงรอยที่คอ?


ความทรงจำยามถูกเซนเบลกดลงบนเตียงและก้มลงมาดูดเม้มตามลำคอปรากฏขึ้นมาในหัว ภาพนั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอะไรนอกจากขยะแขยงและไม่ชอบทว่าภาพเหตุการณ์ต่อมาที่ถูกองค์ชายฮาล์บลูบรอยบริเวณต้นคอพร้อมแนบริมฝีปากลงมาสร้างความรู้สึกตกใจย้อนหลังให้แก่ผมที่ความทรงจำเพิ่งกลับมาได้อย่างดี


“องค์ชาย?!” ผมรีบถอยขยับถอยหลังหลีกหนีสัมผัสของฝ่ามือบริเวณคอ ผมใช้มือตัวเองจับบริเวณที่ถูกสัมผัสด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ประดังเข้ามาจนแทบไม่รับรู้อะไร


ทำไมต้องมานึกออกเอาตอนนี้ด้วยนะ!


น่าจะลืมๆ ไปซะก็ดีต่อหัวใจแล้วแท้ๆ


“อ้อ...ข้าเองก็เป็นคนทำให้รอยเข้มขึ้นนี่นะ แต่ข้าถามถึงคนแรกที่ทำรอยนั่นต่างหาก”


“...” อยากจะบอกกลับไปเหลือเกินว่าประโยคก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ตอบแค่อุทานออกมาด้วยความตกใจต่างหาก


“บอกไม่ได้หรือไม่อยากบอก”


“ไม่ใช่ทั้งคู่พ่ะย่ะค่ะ”


“งั้นตอบสิ”


“...ทำไมพระองค์ถึงอยากรู้”


“เพราะเจ้าเป็นของข้า” ดวงตาสีฟ้าสว่างจับจ้องมาพร้อมน้ำเสียงหนักแน่น


มาทำเหมือนเอาใจใส่และใช้สายตาหวงๆ นั่นมองมา รู้ไหมว่ามันทำให้ผมเดินตกหลุมไปตั้งเท่าไหร่แล้ว


รักมากพอแล้ว อย่าทำให้รักมากไปกว่านี้เลย


“...กระหม่อมไม่ใช่ของพระองค์” ผมตอบเสียงสั่น


“เจ้าเป็นของข้า” ประโยคเดิมถูกเอ่ยซ้ำอีกรอบ


หัวใจผมเริ่มเต้นรัวขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่


“...กระหม่อมไม่ใช่”


“หึ...ข้าจะทำให้ใช่เอง”


“อะ...” ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก


จะทำให้ใช่เองอะไร


แล้วรอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนั่นมันคืออะไรองค์ชาย!


อยากจะถามแต่ก็ไม่กล้า


“ตอนนี้ตอบมาก่อนว่ารอยบนคอเจ้าเป็นฝีมือใคร” สุดท้ายก็กลับมาสู่คำถามเดิม


หากไม่ตอบคงไม่อาจเข้าสู่บทสนทนาต่อไปได้


“...ท่านเซนเบล” ผมตอบเสียงเบาโดยหันหน้าหนีไปอีกทาง


ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่ควรมองใบหน้าองค์ชายในตอนนี้ บรรยากาศแปลกๆ จะว่าอึดอัดก็ไม่เชิง เต็มไปด้วยความหงุดหงิดก็ไม่ใช่ซะทีเดียวคล้ายกับหลายๆ ความรู้สึกแผ่กระจายไปทั่วห้อง


ไม่นานข้อมือผมก็ถูกคว้าพร้อมกับดึงจนเซเข้าหาอ้อมอกที่อ้ารอรับอยู่ก่อนแล้ว ด้วยความตกใจผมจึงรีบใช้มือทั้งสองข้างดันแผ่นอกแล้วพยายามพาตัวเองออกมาทว่าองค์ชายกลับใช้มือข้างหนึ่งรวบเส้นผมสีขาวไว้ เพียงพริบตาริมฝีปากนุ่มๆ ก็กดลงมาบริเวณลำคอขาวย้ำสัมผัสของความสากและเปียกชื้นจนเจ็บปนชาซ้ำอยู่หลายรอบ


“อื้อ! องค์ชาย ทรงหยุด...” อยากจะผลักอีกฝ่ายออกไปแต่เหมือนเรี่ยวแรงถูกดึงออกจากร่างจนหมด


“ซิน...อย่าให้ใครได้สัมผัสเจ้าแบบนี้...นอกจากข้า” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบข้างใบหูหลังผละออกจากลำคอ


“...องค์ชาย” พูดอะไรน่ะ


คำพูดนั่นคืออะไร


“คำตอบล่ะ”


“อย่าทรงทำแบบนี้...อ๊ะ!” ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยคคนตรงหน้ากลับขบเม้มลำคออีกครั้งในบริเวณเดิม ผมคิดว่ามันต้องมีรอยแน่ และเป็นรอยสีเข้มด้วย


เล่นทำแรงซะขนาดนี้


“ถ้ายังไม่ตอบข้าจะทำต่อ”


“องค์ชายฮาล์บ!” ผมรีบออกแรงผลักไหล่ทั้งสองข้างแรงขึ้นแม้เรี่ยวแรงจะยังไม่กลับมา แต่จะให้อยู่เฉยในสถานการณ์แบบนี้คงไม่ได้


“ไม่ยอมตอบก็ดีนะ ข้าอยากอยู่แบบนี้อีกสักพัก” น้ำเสียงที่กระซิบข้าหูมาพร้อมกับอ้อมแขนที่กระชับแน่น เช่นเดียวกับริมฝีปากตอกย้ำสัมผัสอีกครั้ง


“อื้อ! พอ…กระหม่อมยอมแล้ว”


“ยอมอะไร” องค์ชายยังไม่ยอมปล่อยง่ายๆ


“อึก...กระหม่อมจะไม่ยอมให้ใครสัมผัสแบบนี้” ผมพูดรัวๆ พยายามไม่ให้เสียงสั่น


“ยังไม่จบประโยคเลยซิน”


“องค์ชาย...” นี่จะให้ผมขาดใจตายไปเลยใช่ไหม


จะแกล้ง แหย่ก็ให้มีขอบเขตหน่อยเถอะ


หัวใจผมมันรับมากไปกว่านี้ไม่ไหวแล้ว


“ว่าไง” ฟังแค่เสียงก็รับรู้ได้เลยว่าองค์ชายกำลังรอฟัง...


ฟังคำพูดของผม


“...กระหม่อมจะไม่ยอมให้ใครสัมผัสแบบนี้ นอกจาก...”


“นอกจากใคร” พอผมเว้นระยะไปเพียงนิดเดียวก็ถูกถามต่อทันที


“นอกจาก...พระองค์” ในที่สุดก็จบ


ผมสามารถพูดจบประโยคจบได้


เสียงหัวใจจะเต้นดังไปแล้ว!


“พูดแล้วนะ ถ้าเห็นยอมใครอีกข้าจะไม่อยู่เฉยแบบครั้งนี้แน่”


“...พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะอยากถามเหลือเกิดว่าพระองค์มีสิทธิ์อะไร เป็นผู้ปกครอง พ่อแม่ ครูหรือคนรักก็ไม่ใช่ แต่ขืนพูดคงได้ยินประโยคน่าอายอีกไม่หยุดหย่อนชัวร์


ทางที่ดีควรปล่อยให้บทสนทนานี่หยุดลงแต่เพียงเท่านี้


ให้หัวใจผมได้เต้นช้าลงหน่อยเถอะ


“เอาล่ะ ข้าหวังว่าเจ้าคงมีคำอธิบายทั้งหมดใช่ไหมว่าทำไมความทรงจำถึงได้หายไปแบบนั้น” เมื่อจบเรื่องแรกไปเรื่องต่อไปก็ตามมาติดๆ


องค์ชายคลายอ้อมกอดออกผมเลยอาศัยจังหวะนั้นขยับถอยไปด้านหลัง ความเจ็บปนชาบริเวณลำคอยังคงสัมผัสได้อย่างชัดเจนจนต้องรีบข่มความเขินอายไว้อย่างสุดความสามารถ ตอนนี้มีอีกเรื่องที่ต้องบอกอีกฝ่ายให้รับรู้โดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้เตรียมวางแผนรับมือและตอบโต้สถานการณ์ต่อจากนี้


“พ่ะย่ะค่ะ วันก่อน...ไม่สิ...เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนตอนพระองค์ร่วมทานมื้อเที่ยงกับท่านเซนเบล กระหม่อมเห็นเขาพยายามวางยาพระองค์จึงเกิดความสงสัยขึ้นและคืนนั้นกระหม่อมเลยลอบเข้าไปยังคฤหาสน์ของเขาก่อนจะโดนกับดักที่วางไว้ ผลสุดท้ายระหว่างหนีกระหม่อมพลาดจนความจำเสื่อมไป ต้องขอพระอภัยในความผิดพลาดนี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” ผมเรียบเรียนเหตุการณ์ในหัวสักพักก็เล่าทุกอย่างออกไปพร้อมกับก้มหัวลงจนแทบถึงฟูกด้านล่าง


หากไม่ติดว่ากำลังอยู่บนเตียงผมคงนั่งคุกเข่าบนพื้นไปแล้ว


ความผิดพลาดในครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ชีวิตผมอยู่ในอันตรายแต่ยังส่งผลต่อชีวิตองค์ชายอีก


“เจ้ารู้ตัวไหมว่าทำผิด” องค์ชายถาม


“พ่ะย่ะค่ะ” ความผิดนี้ผมรู้ตัวดี


“งั้นบอกซิว่าผิดอะไร”


“เพราะความสามารถของกระหม่อมยังไม่ดีพอจึงพลาดท่าจนส่งผลให้ชีวิตของพระองค์อยู่ในอันตราย” จากนี้ไปคงต้องหมั่นฝึกฝนมากกว่านี้อีกหลายเท่า ไม่เพียงแค่ทักษะทางร่างกายที่ต้องฝึกฝนยังรวมถึงการคิด วิเคราะห์สถานการณ์อีก ผมควรจะคิดให้รอบด้านมากกว่านี้ก่อนจะบุกเข้าไปตรงๆ


“ไม่ใช่ ตอบใหม่”


“...เพราะกระหม่อมละเลยต่อหน้าที่ทั้งที่ต้องคอยอารักขาพระองค์แต่ยังแอบออกไปทำอย่างอื่นทำให้พระองค์อาจเกิดอันตราย” เมื่อถูกให้ตอบใหม่ในหัวก็เริ่มเบลอๆ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดีเนื่องจากคำตอบแรกเป็นสิ่งที่ผมมั่นใจว่าตอบถูก


“ไม่ถูก ตอบใหม่” แววตากับน้ำเสียงกำลังนิ่ง และนิ่งขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกำลังรอคอยคำตอบที่ถูกต้องอย่างใจเย็น


“เอ่อ...เพราะ...กระหม่อมคิดไม่ออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อันนั้นก็ไม่ใช่อันนี้ก็ไม่ถูก เรื่องที่ทำผิดนอกจากพลาดพลั้งต่อศัตรูทำให้องค์ชายอยู่ในอันตรายกับละเลยหน้าที่แล้วยังมีอะไรอีกงั้นเหรอ


ผมไม่คิดว่ามีแล้วนะ


“งั้นให้ข้าเฉลยไหม”


“...” ผมเม้มปากพลางพยักหน้าขึ้นลง


อยากรู้ว่าคำตอบจริงๆ ที่องค์ชายต้องการคืออะไร


ผมทำความผิดตรงไหนอีก เมื่อรู้จะได้ปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม


“ความผิดของเจ้าคือรู้สถานการณ์แต่กลับปิดเงียบไว้ตามลำพัง จัดการทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวโดยไม่คิดจะบอกข้าหรือแม้แต่คนรอบตัว ทำให้ข้าและคนอื่นๆ เป็นห่วงจนแทบทำอะไรไม่ถูก ข้ารู้ว่าเจ้ามีฝีมือและความสามารถแต่ใช่ว่าจะไม่พลาดพลั้งอย่างเรื่องครั้งนี้เองก็เช่นกัน หากเจ้าเชื่อใจข้าสักนิด บอกข้าสักหน่อย พวกเราก็สามารถช่วยกันวางแผนจัดการเรื่องทุกอย่างได้โดยที่เจ้าอาจไม่ต้องบาดเจ็บจนถึงขั้นไร้ความทรงจำ ทีนี้รู้ตัวรึยังว่าผิดอะไร” องค์ชายเอ่ยทุกประโยคออกมาด้วยน้ำเสียงตัดเพ้อจนทั้งร่างผมรู้สึกเหมือนถูกคมมีดนับพันเฉือนผิวหนังตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เรื่องเล็กๆ เหล่านั้นไม่คิดว่าจะเป็นความผิดร้ายแรงถึงขนาดต้องใช้น้ำเสียงแบบนั้น


“...กระหม่อม...”


“เจ้าไม่นึกถึงข้าบ้างหรือซิน รู้ไหมว่าตอนข้าตื่นมาแล้วไม่เห็นเจ้าข้ารู้สึกยังไง แล้วตอนที่ข้าไปเจอเจ้าอยู่ที่คฤหาสน์ของเซนเบลในสภาพนั้นข้ารู้สึกยังไง ข้ารู้ว่าเจ้ามีความคิดเป็นของตัวเอง...หลายๆ เหตุการณ์อาจสามารถจัดการได้ตามลำพังแต่หากไม่เป็นเช่นนั้นล่ะจะทำยังไง ถือว่าข้าขอร้อง...อย่าปิดบังข้า ได้ไหมซิน” พอฟังคำพูดนั่นจบความเงียบก็เข้าปกคลุมทั้งห้อง


เป็นความเงียบแสนอึดอัดที่ผมไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับมันยังไง ผมไม่ชอบความเงียบแบบนี้เลย แล้วที่ไม่ชอบกว่าคือน้ำเสียงร้องขอขององค์ชายฮาล์บ มันกรีดลึกลงไปถึงหัวใจจนรู้สึกเจ็บไปหมด


“...กระหม่อมขอประทานอภัย” ไม่รู้ว่าต้องเอ่ยอะไรออกไปถึงจะสามารถทำให้บรรยากาศก่อนหน้านี้กลับมาได้


“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าอยากได้ยินซิน” ดวงตาสีฟ้าสว่างประสานกับดวงตาสีขาวของผมคล้ายจะสื่อสารบางอย่างให้รับรู้ หากมีเวทย์ที่สามารถอ่านใจได้ก็คงดี


จะได้รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่องค์ชายต้องการจะได้ยิน แต่ในเมื่อผมไม่มีเวทย์แบบนั้น สิ่งเดียวคือพยายามคิด...อาจไม่ใช่แค่ที่หัวแต่รวมถึงหัวใจด้วย


“...กระหม่อมจะไม่ปิดบังพระองค์ จะไม่ทำให้พระองค์เป็นห่วงอีก เพราะงั้นได้โปรดอย่าทำสีหน้าหรือน้ำเสียงแบบนั้นอีกเลย” เพียงแค่เห็น ได้ยินก็ราวกับจะขาดใจ


“สัญญากับข้า”


“กระหม่อมสัญญา” หาการกระทำของตัวเองทำให้พระองค์ต้องมีสีหน้าแบบนั้นผมก็จะไม่ทำอีก


จะไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง


ขอสัญญา


“ดีมาก...แบบนี้สิซิน” รอยยิ้มบนให้หน้ากับดวงตาอันเปี่ยมไปด้วยความดีใจนั่นเปรียบเหมือนคำขอบคุณ


รอยยิ้มแบบนี้แหละ...ไม่ชอบให้องค์ชายทำหน้าแบบก่อนหน้านี้เลย


“...” ผมพยายามเม้มปากเข้าหากันแน่แต่สุดท้ายก็ไม่ทนได้ ริมฝีปากค่อยๆ แยกออกจากกันพร้อมเผยรอยยิ้มที่นานๆ ทีจะทำ


ชอบความเงียบแบบนี้ที่สุดเลย


“...ข้าชอบเห็นเจ้ายิ้ม”


“กระหม่อมไม่ใช่คนชอบยิ้ม” เหมือนพระองค์


ผมต่อประโยคต่อมาในใจ


“ข้ารู้ เพราะแบบนั้นละมั้งเวลาเห็นเจ้ายิ้มให้ข้าถึงได้รู้สึกพิเศษนัก” สายตาองค์ชายจับจ้องมายังรอยยิ้มผมระหว่างพูด


“...” ผมรีบหุบยิ้มทันควันเมื่อได้ยิน


เล่นมาจ้องขนาดนี้ใครจะยิ้มออกกัน


“น่ารักจริงๆ แล้วเจ้าคิดจะทำยังไงต่อไปกับสถานการณ์นี้” อยู่ๆ องค์ชายก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา บรรยากาศตรึงเครียดค่อยๆ เริ่มก่อตัวขึ้น


“กระหม่อมคิดว่าจะจัดการเอง...แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” แค่เห็นสีหน้าขององค์ชายผมก็ต้องรีบเอ่ยประโยคหลังออกมาโดยเร็ว


“ถ้าเจ้าจะจัดการเองคิดจะทำยังไง”


“อย่างแรกต้องหาข้อมูลก่อนพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังติดใจสงสัยบางอย่างอยู่”


“สงสัย?”


“กระหม่อมคิดว่าคนที่ส่งพวกเมื่อคืนมาไม่ใช่ท่านเซนเบลพ่ะย่ะค่ะ”


“อะไรที่ทำให้คิดแบบนั้น เจ้าบอกก่อนหน้านี้ว่าเขาคิดวางยาข้านั่นไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนร้ายหรอกหรือ” คิ้วทั้งสองข้างขององค์ชายเริ่มขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น


“เขาอาจเป็นเพียงหนึ่งในคนร้าย เพราะกระหม่อมไม่คิดว่าท่านเซนเบลจะส่งคนมาแบบนี้”


“เจ้าดูมั่นใจ มีเหตุผลอะไรมารองรับใช่รึเปล่า” องค์ชายถามกลับ


“เอ่อ...นิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ” ไม่รู้ทำไมถึงคิดว่าไม่ความพูดออกไป


“อะไรคือนิดหน่อย” องค์ชายฮ์บยังคงไม่ยอมปล่อยผ่านอย่างที่คาด


“...เพราะดูเขาจะ...สนใจกระหม่อมอยู่” ผมพยายามหาคำพูดสวยๆ ออกมา


จะให้บอกว่าเพราะฝ่ายนั้นอยากได้ตัวผมก็ไม่ใช่เรื่อง


“คงไม่ได้แค่สนใจหรอก...หมอนั่นไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นใช่ไหม”


“พ่ะย่ะค่ะ เขาไม่ได้ทำอะไร” พูดให้ถูกคือไม่มีโอกาสให้ได้ทำอะไรต่อ


“ก็แล้วไป หากให้ข้าเดาว่าใครเป็นสั่งให้พวกคนเมื่อคืนมาคงเป็นเบลญ่า มาเจนโนสว์”


“พระเชษฐภคินีขององค์ราชินี” ผมพูดเสียงนิ่งเนื่องจากคิดไว้เหมือนกัน


“เจ้าเองก็คิดแบบกัน?”


“พ่ะย่ะค่ะ” ด้วยอำนาจที่เซนเบล มาเจนโนสว์มียังไม่เพียงพอในการสืบหาข้อมูลหรือวางจ้างจัดการหลายๆ อย่างได้หรอก ตลอดจนการทำศาลปลอมต้องเป็นหนึ่งในผู้ที่ใกล้ชิดองค์ราชินีถึงขนาดสามารถคิดคำพูดหรือประโยคได้โดยความไม่แตก


เมื่อนำทุกอย่างมารวมกันจึงมีเพียงเบลญ่า มาเจนโนสว์เท่านั้น อีกอย่างเธอมีมูลเหตุมากพอ ก่อนองค์ราชาคาราสจะอภิเษกกับองค์ราชินีเอโดร่านั้นองค์ราชาได้หมั้นหมายกับเบลญ่า มาเจนโนสว์มาก่อน หากไม่ใช่เพราะน้องสาวเอโดร่าเธอก็อาจได้ขึ้นเป็นราชินี


“บอกแผนที่เจ้าคิดจะทำให้ข้ารู้หน่อย” องค์ชายถามต่อ


“แผน? หมายถึงที่กระหม่อมคิดจะทำ?”


“ใช่” องค์ชายพยักหน้า


“กระหม่อมคิดว่าจะแกล้งถูกคนทางฝั่งนั้นจัดการ ให้เชื่อว่ากระหม่อมตาย เมื่อการอารักขาอ่อนลงพวกเขาต้องไม่พลาดโอกาสนั้นแน่ และกระหม่อมจะจับพวกเขาแบบคาหนังคาเขา” นี่คือแผนที่คิดแบบหยาบๆ ก่อนหน้านี้


“เป็นแผนที่ดีนี่”


“ขอบพระทัย” หากมีเวลาคิดสักหน่อยอาจออกมาดียิ่งกว่านี้


“แต่ข้าคิดว่าแค่นั้นยังไม่พอ ต่อให้จับได้คาหนังคาเขาแต่เจ้าคิดเหรอว่าตอนลงมือทั้งน้าเบลญ่าและเซนเบลจะมาด้วยตัวเอง”


“...จริงด้วย” ลืมนึกถึงตรงจุดนี้ไปเลย


“ข้ามีแผนการดีๆ พอได้ยินแผนเจ้าข้าก็นึกอะไรขึ้นมาได้” องค์ชายฮาล์บยกยิ้มขึ้นคล้ายมั่นใจในแผนอยู่ไม่น้อย


“ยังไงพ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าบอกว่าจะแกล้งตายใช่ไหม”


“พ่ะย่ะค่ะ”


“ข้าก็จะแกล้งตายด้วย มาแกล้งตายด้วยกันเถอะซิน”


จากนั้นองค์ชายฮาล์บกับผมก็เริ่มการคิดแผนในแต่ละขั้นโดยพยายามให้มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด ตรงไหนที่เห็นว่าดีหรือไม่ดีจะมีการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าการจะวางแผนการใหญ่ขนาดนี้ไม่อาจทำได้เพียงวันเดียวพวกเราจึงอาศัยช่วงเย็นหลังเลิกงานช่วยกันคิด


ผมยังคงทำหน้าที่องครักษ์คนสนิทขององค์ชายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทุกคนไม่มีใครรู้ว่าผมความทรงจำกลับมาแล้วเนื่องจากได้ลงความเห็นกับองค์ชายแล้วว่าการให้คนรอบข้างคิดว่าความทรงจำยังไม่กลับมาจะเป็นผลดีมากกว่า


ใช้เวลาไปหลายวันในที่สุดก็ได้แผนการที่รัดกุมออกมา อย่างต่อไปที่พวกเราทำคือการบอกเรื่องนี้กับองค์ราชาโดยมีองครักษ์คนสนิทอย่างภาชาและภาชี รวมถึงฟราวหัวหน้าหน่วยองครักษ์ร่วมแผนครั้งนี้ด้วย


เหตุการณ์แรกหลังทุกคนรู้ว่าผมความทรงจำกลับมาคือฟราวคว้าคอผมไปขยี้เส้นผมสีขาวจนยุ่งเหลิงไปหมด ด้านราชาคาราสแสดงความยินดีพร้อมบ่นที่ผมออกไปทำอะไรโดยไม่ชวน แค่ก! โดยไม่บอกต่างหาก ส่วนภาชีมและภาชาต่างมีสีหน้าคลายกังวลลงไปเยอะ


บรรยากาศรื่นเริงมีอยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น เมื่อผมค่อยๆ เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างออกไปบรรยายกาศเครียดๆ ก็ลอยกระจายอยู่เต็มห้อง ขนาดองค์ราชาที่มักจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเสมอแม้จะกำลังมีเรื่องเครียดยังหุบยิ้มลงพร้อมใบหน้าครุ่นคิด


แผนการทุกอย่างที่ผมและองค์ชายช่วยกันคิดค่อยๆ ถูกอธิบายออกไปอย่างไม่รีบร้อน ทั้ง 4 คนที่ฟังต่างทำหน้าไปในทิศทางเดียวกันคือตกใจเพราะเป็นแผนการณ์ที่เรียกว่าทำให้คนอื่นตายใจแล้วตลบหลังกลับอย่างเจ็บแสบ และแล้วแผนการแรกจึงเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อมา องค์ชายฮาล์บเสด็จออกไปประพาสยังเขตชายแดนโดยมีองครักษ์ไปด้วย 6 คนรวมผม การเดินทางครั้งนี้มีจำนวนผู้ติดตามไม่มากก็เพื่อเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายนั้นทำการโจมตีได้สะดวกซึ่งทางฝ่ายนั้นเองก็เข้ามาติดกับตามแผน


การต่อสู้เกิดขึ้นยังบริเวณชายป่า เหล่าองครักษ์ต่างทำหน้าปกป้ององค์ชายอย่างดีด้วยชีวิตทว่าทางฝ่ายนั้นกลับไม่ได้เล็งที่องค์ชายแต่เป็นผมส่งผลให้ไม่สามารถร่ายเวทย์ป้องกันทัน ร่างกายอันเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉานไหลนองพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หยุดลงทำเอาองค์ชายถึงกับร่ายเวทย์ระดับสูงใส่ทางฝ่ายศัตรู


ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ร่างไร้วิญญาณนั่นเป็นเพียงภาพลวงตา จริงอยู่ที่ผมโดนเวทย์เร่งงานแต่ไม่ได้สาหัสขนาดนั้น ผมอาศัยช่วงชุลมุนร่ายเวทย์พรางตัวพร้อมเวทย์ลวงตาหลอกทุกคนให้เชื่ออย่างหมดเปลือก ไม่เว้นแม้แต่องค์ชายที่รู้แผนยังแสดงสีหน้าออกมาราวกับเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นจริงๆ เมื่อเดินทางกลับข่าวองครักษ์คนสนิทขององค์ชายฮาล์บตายในการต่อสู้ก็กระจายไปทั่วปราสาทอย่างรวดเร็วด้วยการปล่อยข่าวจากหลายๆ ฝ่าย


องค์ราชาเพิ่มการอารักขาองค์ชายฮาล์บมากขึ้นเป็นเท่าตัว คอยตามติดทุกการเดินทางจนแทบไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ได้ ตลอดการเฝ้าระมัดระวังผมจำต้องอยู่ร่วมห้องเดียวกับองค์ชายด้วยเหตุผลที่หากห้องของคนตายเปิดไฟตอนกลางคืนคงกลายเป็นเรื่องสยองขวัญ ตอนแรกผมกะจะอยู่เฝ้าองค์ชายบนต้นไม้นอกห้องตามเดิมแต่ไม่รู้ไปๆ มาๆ จบลงด้วยการมาอยู่ห้องเดียวกันได้ยังไง


“ซิน” เสียงเรียกเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความมืดยามรัตติกาล


“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ผมคลายเวทย์พรางตัวก่อนขานรับเสียงเรียกนั่น


“ไม่มานอนด้วยกันจริงหรือ” พูดจบก็พลิกตัวมามองผมที่ยืนอยู่ข้างเตียง


“ทรงบรรทมเถิดพ่ะย่ะค่ะ ช่วงนี้พระองค์ต้องพักผ่อนมากๆ” เหตุการณ์หลายอย่างกำลังมุ่งสู่จุดจบ ทางฝ่ายนั้นคงต้องใช้วิธีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


“เจ้าเองก็ควรพักด้วย”


“กระหม่อมนอนโซฟาได้พ่ะย่ะค่ะ” โซฟาในห้องนี้ไม่ใช่โซฟาแข็งๆ ความนุ่มนิ่มของโซฟาทำเอาเวลานั่งจมไปจนเกือบลุกไม่ขึ้นทุกที นอนสบายกว่าเตียงที่ผมนอนมาเกือบทั้งชีวิตอีก


“ข้าจะไม่พูดซ้ำแล้วซิน มานอนนี่” ผ้านวมผืนหนาถูกเปิดออกพร้อมองค์ชายที่ตบเตียงบริเวณข้างกายสองสามครั้งแทนการเร่ง


“องค์ชาย” แบบนี้มันบังคับกันเกินไปแล้ว


“...” อีกฝ่ายเลือกใช้ความเงียบเข้ากดดันซึ่งก็ใช้ได้ผลมากทีเดียว เขารู้ว่าผมไม่ชอบความเงียบแสนอึดอัดยิ่งบวกกับการถูกจ้องผมยิ่งไม่ชอบ


สุดท้ายผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากล้มตัวนอนบนเตียงโดยขยับตัวชิดขอบเตียงมากที่สุด ในหัวกำลังบ่นองค์ชายเพียงคนเดียวของอาณาจักรไม่หยุดจนกระทั่งผล็อยหลับไป


ไม่กี่วันต่อมาฝ่ายตรงข้ามก็สร้างความกลหนให้แก่ปราสาทโดยการวางเพลิงบริเวณสถานทูตในยามดึก เหล่าทหาร องครักษ์หรือแม้แต่นักเวทย์ต่างรีบวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อจัดการสถานการณ์นั้นโดยเร็ว ห้องขององค์ชายจึงมีคนเฝ้าอยู่เพียงสองคนซึ่งถือว่าน้อยมาก นั่นทำให้เพียงการโจมตีเดียวก็ทำให้องครักษ์ทั้งคู่ล้มลงไปกองบนพื้น


เมื่อเปิดประตูเข้ามาด้านใน เวทย์พรางตัวที่ร่ายไว้ก็ถูกคลายพร้อมๆ กับฝ่ายนั้นร่ายเวทย์หลับใหลเสร็จพอดี ร่างขององค์ชายฮาล์บหลับสนิทอยู่บนเตียง หนึ่งในชาย 5 คนเดินเข้ามายังเตียงในมือถือมีดปลายแหลม สีหน้าและสายตาจับจ้องไปยังเหยื่อบนเตียงและเพียงพริบตามีดนั่นก็ปักลงสู่หัวใจอย่างแม่นยำ ร่างกายองค์ชายกระตุกเล็กน้อยก่อนลมหายใจจะหายไปเช่นเดียวกับร่างของผู้กระทำทั้ง 5 คน


ความมืดมิดภายในห้องมีแสงสว่างจากดวงจันทร์ส่องมาเพียงรำไร ร่างไร้ลมหายใจบนเตียงค่อยๆ เรือนรางและจางหายไปก่อนคนที่ยืนอยู่มุมห้องจะทรุดตัวลงกับพื้นแสดงความเหนื่อยอ่อนอย่างชัดเจน


“เหนื่อยชะมัด” เสียงนี่คือนัยอาคนของหน่วยองครักษ์เงา


“อย่าบ่นน่า นี่พวกเราทำได้สมจริงใช่ไหมรองหัวหน้า” จีนเป็นอีกคนที่อยู่ในห้องและเป็นคนของหน่วยผมเช่นเดียวกัน


“สมจริงมากเลย ดูท่าจะสำเร็จ” ผมบอกทั้งคู่พลางเดินออกมาจากมุมข้างระเบียง


ผมเรียกให้พวกเขาทั้งสองคนมาช่วยในการสร้างเวทย์ลวงตาแบบประสานเพื่อเพิ่มความสมจริง ก่อนหน้านี้ผมอาจให้เวทย์ลวงตาตามลำพังก็จริงแต่ความสมจริงจะไม่ค่อยมี อาจเพราะตอนนั้นอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ทุกคนถึงได้เชื่อสนิท  แต่ครั้งนี้ผมร่ายเวทย์แบบไม่สมจริงไม่ได้จึงต้องเรียกคนในหน่วยที่เชี่ยวชาญเรื่องเวทย์ลวงตามาช่วย ถึงจะพูดว่าเชี่ยวชาญแต่ก็แค่ใช้เป็นเท่านั้นผู้เชี่ยวชาญเวทย์ลวงตาจริงๆ คือเบรนหนึ่งในหน่วยผมเช่นกันทว่าตอนนี้กำลังออกไปปฏิบัติภารกิจนอกอาณาจักรผมเลยจำใจต้องเรียกสองคนที่ใช้เวทย์ได้มาช่วยแทน


“ความจริงพวกเราก็มีพรสวรรค์เหมือนกันนะเนี่ย” นัยอาพยักหน้าสองสามที


“คนมีพรสวรรค์ที่ไหนใช้ทรุดลงไปกองกับพื้นกันล่ะ” จีนพูดสวน


“ที่ทรุดเพราะพวกนั้นมาช้าเกิดต่างหากยืนจนขาชาไปหมดแล้ว”


จริงอย่างที่นัยอาว่าแหละ พวกเราสร้างเวทย์ลวงตาครอบคลุมพื้นที่โดยรอบนี้ทั้งหมด องครักษ์สองคนด้านหน้าเองก็เป็นหนึ่งในภาพลวงตาอันแสนสมจริง องค์ชายเป็นคนคิดว่าแผนนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง เขาบอกว่าถ้าเราอยู่นิ่งๆ โดยมีผู้ติดตามจำนวนมากทางฝ่ายนั้นต้องหาทางสร้างสถานการณ์บางอย่างเพื่อหาทางลงมือพวกเราจึงได้ร่ายเวทย์รอตั้งแต่ไลก้ามารายงานว่าพวกนั้นกำลังจะวางเพลิงสถานทูต


พวกเราก็รีบร่ายเวทย์กันซะ นึกว่าจะมาถึงในอีกไม่กี่นาที แต่ใครจะคิดว่าต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะจุดไฟ เวลาอีกครึ่งชั่วโมงในการให้ไฟราม และเวลาอีกมากในการเรียกผู้คนให้ไปรวมตัวกัน กว่าพวกนั้นจะมาถึงพวกเราก็ยืนรอจนเมื่อยสุดๆ


“ขอบคุณที่มาช่วย” ผมบอกทั้งคู่


“ไม่เป็นไรๆ ยินดีช่วยอยู่แล้ว ตอนได้ยินข่าวว่าเจ้าตายข้านี่อยากเห็นหน้าคู่ต่อสู้ซะจริง ใครจะคิดละว่าแกล้งตาย แยบยลจริงๆ” นัยอาพูดต่อ แผนการนี้ฟราวอาจรู้แต่คนในหน่วยที่เหลือไม่รู้เพราะงั้นพอเห็นผมปรากฏตัวหลังมีข่าวว่าตายพวกเขาแต่ละคนจึงตกใจกันสุดๆ รีเฟ่นถึงขนาดสวดมนต์ไล่ผมด้วยซ้ำ


คุยกันอีกไม่กี่ประโยคทั้งคู่ก็แยกย้ายกลับไปทำหน้าที่อื่น


“องค์ชายทรงต้องการอะไรไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมหันไปถามองค์ชายฮาล์บที่นอนเอนตัวบนโซฟายาวโดยในมือมีหมอนอิงใบสีเทาอยู่


“ไม่ล่ะ แบบนี้ทุกอย่างก็สำเร็จตามแผนสินะ”


“พ่ะย่ะค่ะ คงต้องรออีกสักพักก่อนเราจะมีบท”


“นั่นสิ แต่แบบนี้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องนั่งทำเอกสารในห้อง” องค์ชายพูดติดตลก


“ไม่ต้องห่วงกระหม่อมคาดว่าองค์ราชาน่าจะนำเอกสารพวกนั้นมาให้พระองค์ด้วยตัวเอง” ไม่มีทางที่องค์ราชาจะยอมทำเอกสารทั้งหมดด้วยตัวเองเป็นแน่


ผมขอพนันด้วยตำแหน่งตัวเองเลย


แผนการที่วางไว้คือองค์ราชาพ่วงด้วยองครักษ์คนสนิทเปิดประตูมาเจอศพองค์ชายฮาล์บภายในห้อง และองค์ราชาได้ทำการปกปิดเรื่องนี้ไว้โดยประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าองค์ชายกำลังป่วยหนักห้ามใครเข้าเยี่ยมทั้งสิ้น อาการป่วยหนักขององค์ชายดำเนินไปหลายอาทิตย์จนกระทั่งวันหนึ่งในการประชุมใหญ่ที่เหล่าบรรดาเครือญาติของทั้งฝั่งองค์ราชาและองค์ราชินีได้มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาในเรื่องนี้


“หม่อมฉันคิดว่าควรมีการแต่งตั้งรัชทยาทอันดับสองเพื่อไว้นะเพคะ เผื่อในกรณีร้ายแรงจะได้มีผู้สืบทอดราชวงศ์” เสียงของเบลญ่า มาเจนโนสว์พี่สาวคนโตขององค์ราชินีเปิดหัวข้อสนทนานี้ขึ้นหลังหลายๆ คนผลัดกันออกความเห็นถึงสถานการณ์ที่องค์ชายฮาล์บป่วยหนัก


“ท่านพี่ ฮาล์บเพียงแค่ป่วยเท่านั้นเอง...” ราชินีหันไปบอกพี่สาวด้วยสายตากังวล เรื่องแผนการนี้องค์ราชินีไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ยิ่งมีคนรู้น้อยก็จะยิ่งแสดงละครได้แนบเนียนขึ้นเท่านั้น


“ข้ารู้ และไม่ได้ต้องการจะพูดเรื่องร้าย เพียงแค่ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น”


“งั้นเจ้าคิดว่าใครที่เหมาะสมจะเป็นรัชทายาทล่ะ” ครั้งนี้องค์ราชาคาราสเอ่ยถามบ้าง


“หม่อมฉันเป็นแม่ ดังนั้นคนที่ดีที่สุดในสายตาของหม่อมฉันก็คือลูกเพคะ เซนเบล มาเจนโนสว์ลูกของหม่อมฉันมีความสามารถและเพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน” เธอพูดพลางผายมือไปด้านข้างซึ่งมีลูกชายแท้ๆ นั่งอยู่


เอาล่ะ เหมือนจะตรงตามแผนที่วางไว้ทุกอย่าง


ตอนนี้คงถึงเวลาจัดการทุกอย่างซะที


“จะให้ข้าแต่งตั้งเซนเบล มาเจนโนสว์เป็นรัชทายาทอันดับ 2 ?”


“เพคะ หากพระองค์จะกรุณา”


“ข้าควรจะกรุณาคนที่จ้องทำร้ายลูกชายข้าหรือ” เพียงคำพูดเดียวทำเอาบรรยากาศภายในห้องคล้ายหยุดชะงักไป


“พระองค์ทรงพูดอะไรเพคะ” อีกฝ่ายพยายามทำเป็นไม่รู้เรื่องและซ่อนใบหน้าตกใจไว้


“ไม่จริงงั้นหรือ” ราชาคาราสถามย้ำ


“พูดอะไรเพคะ นั่นพี่สาวหม่อมฉันนะ” องค์ราชินีดูตกใจไม่แพ้กันเมื่อพี่สาวแท้ๆ ตัวเองถูกข้อกล่าวหา


“หม่อมฉันไม่รู้ว่าพระองค์พูดถึงเรื่องอะไร”


“ถ้าน้าเบลญ่าไม่รู้ให้ข้าบอกให้ไหมล่ะ” ท่ามกลางเสียงพูดคุยประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดพร้อมร่างขององค์ชายฮาล์บเดินเข้าไปด้านในด้วยท่าทีสง่างามโดยมีผมเดินตามหลังไปติดๆ ใบหน้าของเบลญ่า มาเจนโนสว์และเซนเบล ต่างตกตะลึงราวกับเห็นผี ซึ่งในความจริงคนที่รู้ว่าองค์ชายตายก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น


“ไม่จริง...มันน่าจะตายไปแล้วนี่! ทั้งคู่เลย!” เพียงคำเดียวที่หลุดปากออกมาทำเอาทุกสายตาหันไปจับจ้องยังผู้พูด


“ตายอะไรกันท่านพี่?” องค์ราชินีเหมือนกำลังสับสนกับสถานการณ์


“ทำไมถึงรู้ว่าข้าตายล่ะ เรื่องนี้มีเพียงท่านพ่อและองครักษ์คนสนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบ และมีอีกคนที่ทราบคือคนร้ายที่เป็นตัวการณ์ของเรื่องราวทั้งหมด” องค์ชายฮาล์บเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ


“มะ...ไม่จริง นี่พวกเจ้ารวมหัวกันหลอกข้า!” เธอลุกขึ้นแล้วตะหวัดเสียงดัง


“ถ้าไม่ทำเช่นนี้เราคงไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน อ้อ จะว่าไม่มีหลักฐานคงไม่ได้เพราะภาชาได้ข้อมูลมาจากการดูความทรงจำของคนที่เจ้าส่งมาแล้ว ใบหน้าและคำพูดของเจ้าอยากให้ภาชาแสดงให้เห็นตรงนี้ไหมล่ะ” องค์ราชาพูดบ้าง


“...บ้าที่สุด”


“อย่าคิดใช้เวทย์หรือหนีดีกว่านะถ้าไม่อยากเจ็บตัวโดยเปล่าประโยชน์” องค์ราชาเรียกทหารด้านหน้าให้เข้ามาจับกุมทั้งเบลญ่า มาเจนโนสว์รวมไปถึงลูกชายที่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย องค์ราชินีดูเหมือนยังไม่เข้าใจสถานการณ์นักแต่เมื่อราชาคาราสอธิบายทุกอย่างให้ฟังเธอก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา


คงไม่คิดว่าพี่สาวแท้ๆ จะคิดร้ายต่อลูกชายตัวเองได้ลงคอ


“...ข้าดีใจที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่” ระหว่างที่เซลเบลถูกจับกุมให้เดินออกไปด้านนอกเขาหันมาบอกผมด้วยรอยยิ้มบางๆ


“ท่านไม่ควรทำเช่นนี้” หากไม่คิดปองร้ายต่อองค์ชายคงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้หรอก


“ข้าก็ไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไร...ข้าแค่อยากได้เจ้า” พูดจบดวงตาสีน้ำตาลก็ประสานมาอย่างจริงจัง


“...คงไม่มีวันนั้น” ต่อให้เขาสังหารองค์ชายสำเร็จผมก็ไม่มีทางเป็นของเขา


“หึ ข้ารู้อยู่แล้ว องค์ชายทรงรู้ไหมว่าซินชอบพระองค์” คำพูดสุดท้ายเซนเบลหันไปพูดกับองค์ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ


“พูดอะไรของท่านน่ะ!” ผมตะโกนใส่คนตรงหน้า


ทำไมถึงไปบอกองค์ชายแบบนั้น


“หึ” ผมไม่ได้คำตอบอะไรจากเขาอีกนอกจากรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะถูกพาตัวออกไป


“ท่านพ่อ ข้าขอตัวสักครู่” องค์ชายหันไปบอกองค์ราชาและองค์ราชินีก่อนจะคว้าแขนผมพาออกไปด้านนอกปราสาท


บริเวณป่าด้านข้างปราสาทถือเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่แสนคุ้นเคย องค์ชายพาผมเข้ามาลึกพอสมควรจึงหยุดแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ สีหน้าและบรรยายากาศรอบกายทำให้รู้สึกเหมือนกำลังจะคุยเรื่องสำคัญ


“องค์ชายทรงมีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเปิดบทสนทนาผมเลยเป็นฝ่ายเปิดให้


“จริงหรือที่เจ้าชอบข้า” ไม่มีการเกร่นนำก่อนเข้าเรื่อง อยู่ๆ ก็ยิ่งคำถามตรงๆ ที่ทำเอาคนฟังถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้


“...เอ่อ...กระหม่อม...”


“ข้าชอบเจ้าซิน” ไม่กี่วินาทีต่อมาองค์ชายก็เปิดฉากสารภาพรักเอาโต้งๆ


“ฮะ? องค์ชายทรงพูดอะไร...” ลิ้นผมพันกันจนแทบพูดไม่เป็นประโยคแล้วตอนนี้


คำพูดเมื่อครู่คือความฝัน ภาพลวงตาหรือการกลั่นแกล้งกันแน่


“ข้าพูดว่า ข้าชอบเจ้าซิน...ข้ารักเจ้า”


“...” ครั้งนี้ผมได้ยินเต็มสองหูเลย ความร้อนในร่างกายมารวมกันอยู่บนใบหน้า เช่นเดียวกับเสียงหัวใจที่เต้นดังไม่หยุด ทั้งที่ควรจะดีใจแต่ความรู้สึกกังวลกลับมีมากกว่านัก


“ถ้าเจ้าเองก็ใจตรงกับข้า...พวกเรามา...”


“องค์ชายฮาล์บ!” ผมตะโกนแทรกประโยคที่ยังเอ่ยไม่จบ


“...ซิน?” ดูอีกฝ่ายจะตกใจไม่น้อยกับการกระทำของผม


“ทรงหยุดสิ่งที่กำลังคิดและกำลังเอ่ยออกมาเถิด พระองค์เพียงแค่อยู่ใกล้ชิดกับกระหม่อมมากกว่าคนอื่นๆ ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเพียงความสบสันชั่วครู่เท่านั้น” ผมไม่สนว่ากำลังเสียมารยาทหรืออะไรแต่ผมต้องจัดการกับสถานการณ์เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม


ผมไม่รู้ว่าคำที่องค์ชายพูดเป็นความจริงหรือเพียงแค่สับสน


จะอย่างไหนก็ไม่สำคัญ ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่มีทางเป็นไปได้และต้องไม่เกิดขึ้น!


“ข้าไม่...”


“องค์ชาย พระองค์คือผู้สืบทอดราชวงศ์คนต่อไป อนาคตของพระองค์คือการอภิเษกสมรสและมีพระโอรสองค์น้อยๆ เพื่อสืบสานและทำให้อาณาจักรนี้เจริญรุ่งเรือง อย่าทรงเอาความรู้สึกนั้นมาทำให้อาณาจักรต้องสั่นคลอนเลย” สายตาของผมคงเหมือนคนกำลังร้องขอจนแทบขาดใจดวงตาสีฟ้าสว่างขององค์ชายถึงสั่นระริกยามยอมมาไม่ต่างกับคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากันแน่น


“...ความหมายของเจ้าคืออยากให้ข้าทิ้งความรู้สึกที่มีต่อเจ้าไป” นิ่งไปสักพักองค์ชายจึงเอ่ยตอบ


“พ่ะย่ะค่ะ”


“ทั้งที่ข้ารักเจ้ามากอย่างงั้นหรือ” คำถามต่อมาเรียกดวงตาสีขาวให้สั่นระริกจนแทบไม่อาจคุมตัวเองได้ ผมได้แต่กัดริมฝีปากจนรู้สึกถึงรสเลือดจางๆ เพื่อเรียกสติ


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“ความรู้สึกของข้ามันไม่มีความความหมายเลยสินะ” ราวกับสายฟ้าฟากใส่ลงมากลางร่าง เจ็บไปทั้งกายและใจแต่ยังต้องทำหน้านิ่งไม่ให้อีกฝ่ายรู้


“...” มีสิ ความรู้สึกของพระองค์มีความหมายเสมอโดยเฉพาะกับผม


องค์ชายกำลังเจ็บ...แค่มองใบหน้ายามนี้ก็รับรู้ได้ทันที


ผมอยากบอกว่าผมเองก็เจ็บไม่ต่างกัน ยิ่งเห็นองค์ชายเจ็บผมยิ่งเจ็บมากเป็นเท่าตัว แต่จะให้ผมเห็นแก่ตัวครอบครององค์ชายเอาไว้คงไม่ได้ อาณาจักรนี้ต้องการผู้นำคนต่อไป และต้องการสายเลือดที่จะสืบต่อ เพราะงั้นจะให้คนอย่างผมมาหยุดยั้งความก้าวหน้าของอาณาจักรคงไม่ได้แม้ในใจจะรักแทบทนไม่ไหวแต่ก็ต้องหักห้ามเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ผมรู้ตัวตั้งแต่ตกหลุมรักเขาแล้วว่าไม่อนาคตสำหรับพวกเรา


“หากนั่นเป็นความต้องการของเจ้า ข้าจะทำตาม” องค์ชายเอ่ยก่อนจะหันหลังเดินกลับปราสาทปล่อยผมทิ้งไว้กับความรู้สึกที่กำลังปะทุ


ทั้งที่ควรจะดีใจที่องค์ชายยอมทำตามแต่ทำไมน้ำตาถึงไหลลงมาหยุดแบบนี้กัน
..............................................................
ฮะ...ฮืออออ
เชื่อว่าหลายคนหลังอ่านจบคงมีความรู้สึกหน่วงๆ ในใจ หากเป็นเช่นนั้นนับว่าเราแต่งดราม่าสำเร็จแล้ว
ปกติเราไม่ใช่สายดราม่า แต่เนื้อเรื่องที่เราวางไว้นั้นจำเป็นต้องมีฉากนี้
จำได้เลยว่ากว่าจะกลั้นใจแต่งให้จบตอนได้นั้นลำบากแค่ไหน
อยากบอกทุกคนว่าความจริงก็ไม่อาจเรียกว่าดราม่าแค่หน่วงๆ เท่านั้นเอง
หลายคนอยากเห็นองค์ชาย-องค์หญิงตัวน้อยของทั้งคู่ซึ่งแน่นอนว่ามีทว่ายังไม่ถึงเวลาค่ะ
รอให้ทั้งคู่เป็นแฟนกันก่อนน้าาา
ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจนะคะ
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 220 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #544 Timpanteen (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 17:19
    ฮือออออ มาม่ามาแล้วว
    #544
    0
  2. #500 αίμα (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 21:29
    นิยายเรื่องนี้สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ ติดอยู่เรื่องเดียว เล่นงานสะกดแบบนี้นะคะ เห็นเขียนเป็นเร่งงานทุกเรื่องเลย
    #500
    0
  3. #485 Littleflake (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 19:55
    เร่งงาน??? หมายถึงเล่นงานรึป่าวคะ
    #485
    0
  4. #476 FDB88 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 01:25

    ไม่นะ ฮืออออ สงสารทั้งคู่เลย

    #476
    0
  5. วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 17:54
    อุแง้งงงงง น้องค้าบบบบบ เจ่บกันทั้งสองคนเลย สามด้วย เพราะมีก็เจ่บบบบบ
    #326
    1
  6. #324 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 00:36
    ...เข้าใจในเหตุผลของซินดีเลย ต้องเลือกระหว่างความรักกับอาณาจักร...แล้วคนอย่างซิน เขาก็ต้องอาณาจักร....องค์ชายก็น่าสงสาร...สงสารทั้งคู่เลย
    #324
    0
  7. #322 H i k a w a (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 00:02
    ทุกอย่างอุตส่าห์เคลียร์ได้แล้วเชียว โถซิน ;-;;; ถ้าองค์ชายแต่งงานกับคนอื่นขึ้นมาจริงๆจะเจ็บเอานะลูก แง
    #322
    0
  8. #321 SJom (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 23:13

    ขุ่นพระ!!!!!
    #321
    0
  9. #320 pcard (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 22:16
    ปัญหาคลี่คลายด้วยดี เหลือแต่เรื่องความรักแล้วเนอะ
    ฮือออออ สงสารองค์ชาย แต่ก็เข้าใจซินด้วย TT
    #320
    0
  10. #319 Tluu (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 22:07
    อยากให้มีe-book อยากอ่านไม่ไหวแล้ว
    #319
    0
  11. #318 Lalaland332221 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 21:53
    รออออออออ
    #318
    0
  12. #317 fkp20942 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 21:47

    แงงง อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค่าา

    #317
    0
  13. #316 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 21:46
    เดี๋ยวนะตอนแรกนี้หว๊านหวานไหนตอนท้ายเป็นแบบนี้ละะะะะ รอไม่ไหวอ่าไรท์ขอพรุ่งนี้ได้มั้ย5555
    #316
    0
  14. #315 Walk in The Town (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 21:46

    ซึมเลย ทั้งคนอ่านทั้งซิน
    #315
    0
  15. #314 JKie_Pf (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 21:28
    มาม่า...จะคัมเฮียร์เเล้วจ้ะเเม่;;_;;
    #314
    0
  16. #313 Jinweiyu (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 20:45

    จบตอนแบบหน่วงๆ แง้

    รีบเข้าใจกันนะ
    #313
    0
  17. #312 Mermailny (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 20:36

    รีบกับมาหวานเถอะ เเค่หน่วงตอนเเรกก็ไม่ไหวเเล้วววว
    #312
    0
  18. #311 AB (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 20:35

    ไม่นะ น้องลูกกกก แต่ก็เข้าใจทั้งสองฝ่าย องค์ชายก็คงเสียใจแต่แบบบบ ฮือออออออ
    #311
    0
  19. #310 ริลัค คุม๊า (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 20:31
    ปาดน้ำตาแล้วนะไม่ได้สตอเบอรี่​ด้วย..ฉันร้องไห้..แก!ฉันร้องไห้เพราะนิยายเรื่องนี้คืออะไรงงมากหรือฉันอินเกินวะ555555
    #310
    0
  20. #309 Chixtl (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 20:16

    ฮืออออออ อย่าม่านานนะ
    #309
    0
  21. #308 TeeTian (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 20:06
    ม่ายยยจริงงงงงง ฮือออออออ
    #308
    0