-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 17 : *·~หลอม¤ครั้งที่ XVI ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,463
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 234 ครั้ง
    11 มิ.ย. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ XVI ~·*




“ซินอยู่ไหน” นี่คือประโยคแรกที่พระโอรสเพียงองค์เดียวของอาณาจักรเวธาณาร์เช่นผมเอ่ยถามท่านพ่อถึงห้องบรรทมในช่วงเช้า


เวลา 6 โมงครึ่งเป็นเวลาเช้าเกินกว่าจะเข้ามาพูดคุยตามประสาพ่อลูกทว่าเรื่องนี้ผมไม่อาจรอช้าได้มากไปกว่านี้แล้ว ช่วงเช้าผมตื่นตอน 6 โมงตามปกติ กิจวัตรแรกที่ต้องทำคือเปิดหน้าต่างพร้อมร่ายเวทย์มองดูองครักษ์คนสนิทที่ควรจะนั่งอยู่บนต้นไม้เหมือนอย่างทุกวัน แต่วันนี้กลับไปเห็นร่างนั้นแม้แต่เงา แถมยังเวทมนตร์ป้องกันที่คลุมร่างผมไว้อีก


ไม่ถามก็เดาได้ว่าเป็นฝีมือของซิน


ด้วยความสงสัยปนกังวลผมจึงลงไปหาซินในห้องพักส่วนตัวก่อนจะพบว่าห้องนั้นว่างเปล่าไม่มีวี่แววของซินเลยสักนิด ระหว่างทางเดินกลับห้องเวทมนตร์ป้องที่ปกคลุมร่างกายอยู่ๆ ก็สลายหายไป มีเพียง 3 กรณีที่คิดได้คือ เจ้าของเวทย์ยกเลิกการใช้งานซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ผมคงเบาใจไปได้มากทีเดียว แต่ในใจผมกลับไม่คิดว่าเป็นกรณีที่ 1 น่ะสิ อีก 2 กรณีคือเจ้าของเวทย์หมดสติหรือไม่ก็เจ้าของเวทย์เสียชีวิตลง


ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนก็ทำเอาผมร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก


อาจเพราะแบบนั้นผมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องตัวเองไปห้องของท่านพ่อที่อยู่ไม่ห่างกันมากนัก ไม่แน่ว่าท่านพ่ออาจส่งซินไปทำภารกิจที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้


“ฮาล์บ?” ท่านพ่อดูตกใจไม่น้อยที่เห็นผมถือวิสาสะเปิดประตูห้องเข้ามาโดยไม่เคาะ ด้านหลังผมมีองครักษ์คนสนิทของท่านพ่ออย่างภาชีมและภาชาเดินตามเข้ามา


“ท่านพ่อได้ส่งซินไปไหนหรือไม่” ผมเอ่ยถามอีรอบ


“ซิน? ตั้งแต่ลูกแต่ตั้งให้เขาเป็นองครักษ์คนสนิทพ่อก็ไม่ได้ให้เขารับภารกิจเลย ซินหายไปหรือ” ท่านพ่อเริ่มมีสีหน้าตกใจ


“พ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่เจอเขาทั้งที่ปกติจะต้องเจอเป็นคนแรก” คนแรกของแต่ละวันที่ผมเห็นคือซิน


“พ่อไม่คิดว่าซินจะทิ้งลูกไว้แล้วไปไหนโดยไม่มีเหตุผล” ท่านพ่อทำหน้าครุ่นคิด


“ลูกก็คิดเช่นนั้น” เขาแทบจะไม่ห่างผมไปไหนขนาดให้ไปยืนรอนอกห้องยังไม่ยอมไปเลย เขาคงไม่รู้ว่าผมไม่อยากให้เซนเบลลูกชายของน้าเบลญ่าได้เห็นซินมากนัก แค่สายตาที่มองซินก็บอกได้เลยว่าเต็มได้วยความสนใจจนผมรู้สึกหงุดหงิดตลอดเวลาทานมื้ออาหาร


คำหยอดหวานๆ นั่นคงไม่ทำให้ซินเอนเอียงไปได้...ผมคิดว่างั้นนะ


นี่ผมคงกำลังหวง ไม่ก็ หึงละมั้ง


อ่า...ตั้งเกิดมาก็เพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรก


“ภาชีมใช้เวทย์ค้นหาซิน” ท่านพ่อหันไปบอกองครักษ์คนสนิท


“พ่ะย่ะค่ะ ฝุ่นหมอกควันสีเทาจางทั่วพื้นธรณีจงเป็นกำลังให้แก่ข้า ค้นหาต้นตอชีวิตของสรรพสิ่งภายใต้การกำหนดแห่งข้า จงล่องลอยและแสวงหา ไซซิน เคอร์เรส” ภาชีมองครักษ์คนสนิทของท่านพ่อร่ายเวทย์ วงแหวนสีเทาขยายออกไม่กว้างนักทว่ากลุ่มก้อนของหมอกควันสีเทาค่อยๆ มารวมตัวกันและก่อเกิดเป็นรูปนกขนาดไม่ใหญ่มาก ปีกของนกตัวนั้นกระพือขึ้นลงไม่นานก็บินพุ่งออกไปนอกห้อง


“ตามนกตัวนั้นไป นั่นจะนำทางพวกเราไปหาซิน” ท่านพ่อรีบพูดแล้ววิ่งออกจากเช่นเดียวกับผมและองครักษ์คนสนิทอีกสองคนวิ่งตามออกไปด้วย


นกสีเทาบินด้วยความเร็วไม่มากนักแต่ก็เร็วกว่ากำลังของมนุษย์จะวิ่งตามทัน ภาชาจึงร่ายเวทย์เคลื่อนที่ปกคลุมพวกเราทั้ง 4 และตามนกตัวนั้นไปจนถึงคฤหาสน์หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านล่างของปราสาทถัดออกจากหอสมุดอีกไม่ไกล


คฤหาสน์สีเทาถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้สีเขียวนี่ทำเอาดวงตาสีฟ้าสว่างของผมหรี่ลงเนื่องจากรู้ดีกว่าคฤหาสน์หลังนี้มีใครเป็นเจ้าของ และเพรารู้นั่นแหละถึงได้ไม่เข้าใจว่าทำไมซินถึงต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย ถ้าเป็นที่อื่นผมจะไม่สงสัยสักนิดแต่นี่คือคฤหาสน์ของพี่สาวท่านแม่...น้าเบลญ่า มาเจนโนสว์


ผมเคยมาเยือนหลายครั้งอยู่สมัยยังเป็นเด็ก


“ทำไมถึงมาที่นี่” ดูเหมือนไม่ใช่ผมคนเดียวที่เอะใจสงสัย ท่านพ่อกับอีกสองคนต่างแสดงความสงสัยออกมาไม่ต่างกัน


ประตูหน้าคฤหาสน์ถูกเปิดออกด้วยเวทมนตร์จากท่านพ่อ คนด้านในรีบวิ่งกันออกมาเพราะเกิดความผิดปกติแต่เมื่อเห็นว่าคนที่มาเยือนเป็นใครก็ก้มศีรษะแสดงความรพกันแทบไม่ทัน ใบหน้าผมแทบไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่อย่างทุกที สิ่งเดียวในสายตาคือร่างของนกสีเทาที่บินเข้าไปด้านในคฤหาสน์และเลี้ยวไปทางด้านขวา จำได้คับคล้ายคับคาว่าเป็นห้องรับแขก


ผมผลักบานประตูหรูหราออกกว้างโดยไม่มีแม้แต่การเคาะตามมารยาทอย่างที่สมควรทำพร้อมกับก้าวเข้าไปด้านในกวาดตามองหาคนเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่แล้วภาพของซินที่นั่งอยู่บนโซฟาสีเทาเข้มโดยมีเซนเบล มาเจนโนสว์นั่งมือสัมผัสบริเวณศีรษะของซินที่มีผ้าพันแผลพันไว้ในระยะประชิด คนถูกสัมผัสไม่ได้มีทีท่าต่อต้านเหมือนที่ผมหวัง ใบหน้านิ่งๆ คล้ายกับการตอบรับให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ตามใจทำเอาผมกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว


“ซิน!” ผมเรียกชื่อองครักษ์คนสนิทเสียงดัง


“แบบนี้เรียกบุกรุกได้นะพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย องค์ราชา” เซนเบลหันมามองทางผมและท่านพ่อเล็กน้อยระหว่างพูด


“ข้าแค่ต้องการคนของข้าคืน” ผมพูดพลางจ้องไปยังดวงตาสีขาวสว่างที่หันมาสบทว่าไม่ได้ฉายแววความรู้สึกใดๆ เหมือนอย่างปกติ


เกิดอะไรขึ้น?


“อย่าพูดเหมือนข้าพาซินมาสิองค์ชาย”


“หมายความว่ายังไง” จะบอกว่าไม่ได้พาตัวซินมางั้นเหรอ


“ซินเป็นคนมาหาข้าถึงที่นี่เองนะ ใช่ไหมซิน” พูดจบก็หันไปส่งยิ้มให้คนข้างกายโดยใช้ฝ่ามือสัมผัสใบหน้าขาวเบาๆ


“ซิน!” เป็นอีกครั้งที่ผมเรียกก่อนจะเข้าไปเดินคว้าแขนอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น


ไม่เข้าใจว่าทำไมซินถึงได้ยอมให้สัมผัสแบบนั้น


ดวงตาสีขาวฉายแววตกใจที่ถูกดึงตัวขึ้น ไม่นานเขาก็ขืนไม่ให้ผมพาไปไกลกว่านั้น ผมหันกลับไปมองคนด้านหลังด้วยความไม่เข้าใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ


การขืนนี้จะบอกว่าไม่อยากมากับผม?


อยากอยู่กับเซนเบลมากกว่างั้นเหรอ


แต่แล้วความคิดในหัวมากมายหลายประเด็นกลับหายวับไปกับตาทันทีที่ได้ยินประโยคแรกหลุดออกมาจากปากซินที่ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่พวกเรามาถึง...


“...พวกท่านเป็นใคร”


“...” ความเงียบภายในห้องเกิดขึ้นฉับพลัน ผมมองหน้าซินพร้อมขมวดคิ้วแน่นแล้วหันไปมองหน้าท่านพ่อเพื่อขอความเห็น


“ซิน จำข้าได้ไหม” ครั้งนี้ท่านพ่อเดินเข้ามาใกล้แล้วชี้ไปยังตัวเอง


“...” ซินส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ ภาชีมและภาชาที่ยืนอยู่ด้านหลังเริ่มขมวดคิ้วแน่นไม่ต่างจากผม


“เซนเบล เกิดอะไรขึ้นกับซิน” ท่านพ่อหันไปถามคนที่น่าจะรู้สาเหตุมากที่สุด


“กระหม่อมก็ไม่รู้เช่นกันองค์ราชา...เมื่อเช้าซินมาหากระหม่อมที่นี่และได้พลัดตกลงมาจากบันได พอได้สติความทรงจำของเขาก็เหมือนจะหายไปทั้งหมด” คำอธิบายจากเซนเบลสร้างบรรยากาศหนักๆ ปกคลุมไปทั่วห้อง


“ความจำเสื่อม” ผมเอ่ยสรุปเสียงเบา


“เหมือนจะเป็นเช่นนั้น”


“ทำไมซินถึงมาหาเจ้า” ผมยิงคำตามต่อไป


“เรื่องนั้นถือเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเรานะพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” น้ำเสียงปกติกับรอยยิ้มอันแฝงไปด้วยความเหนือกว่าทำเอาผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา


เรื่องส่วนตัวของพวกเรางั้นเหรอ


“ข้าจะพาซินกลับ” ไม่มีทางให้ซินได้อยู่ที่นี่กับเซนเบลแน่ๆ


“เรื่องนี้ข้าอยากให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินเองว่าอยากอยู่กับใครมากกว่า ดีไม่ดีอยู่นี่อาจจะฟื้นความจำได้เร็วกว่าก็เป็นได้”


ผมว่าตัวเองเป็นคนค่อนข้างใจเย็นนะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดง่ายๆ ขนาดนี้เพียงเพราะได้ยินเรื่องของซินกับคนอื่น


“ได้ ให้ซินเป็นคนเลือก” อยากรู้เหมือนกันว่าหากเป็นตอนไร้ความทรงจำซินจะเลือกใครระหว่างผมกับเซนเบล


“งั้นข้าจะเป็นคนถามให้เอง ซินข้าอยากให้เจ้าเลือกระหว่างสองคนนี้เจ้าอยากจะไปอยู่กับใคร” ท่านพ่อเดินเข้าไปแตะไหล่ซินเบาๆ พร้อมเอ่ยถาม


ซินกระพริบตาสองสามครั้งคล้ายกำลังทำความเข้าใจก่อนจะหันไปมองทางเซนเบลและหันมามองทางผม ดวงตาสีขาสว่างจับจ้องมายังผมด้วยสายตานิ่งๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดหรือสื่ออะไรมา เป็นความนิ่งที่ทรมานหัวใจผมเหลือเกิน


ไม่นานซินก็หันกลับไปมองเซนเบลที่เผยรอยยิ้มแสนอ่อนโยนออกกว้างอีกครั้ง ผมเห็นซินนิ่งเหมือนกำลังคิดก่อนจะก้าวกลับไปหาเซนเบล หัวใจของผมถูกบีบรัดอย่างรุนแรงจนเจ็บไปหมดเพียงแค่ได้เห็นภาพแผ่นหลังของซินที่เดินจากไป


“ขอบคุณที่ช่วยทำแผล” ซินพูดพร้อมก้มหัวลงเล็กน้อย


“ไม่เป็นไร ข้าดีใจที่เจ้าเลือกข้าซิน” เซนเบลยกยิ้มขึ้นพลางยื่นมือไปตรงหน้าซินหมายจะให้อีกฝ่ายจับไว้ทว่าซินกลับก้าวถอยหลังแล้วเดินเข้ามาหาผมใหม่อีกรอบ


“...ผมไปกับท่านได้ไหม” คำถามนั่นเรียกรอยยิ้มกว้างจากผมได้ในทันที


“ได้สิ ได้แน่นอน” ระหว่างพูดผมพยักหน้าเบาๆ


หัวใจตอนนี้เหมือนได้รับน้ำหล่อเลี้ยงและกำลังคืนชีพอีกครั้ง


ซินเลือกผมไม่ใช่เซนเบล


“ทำไมไม่เลือกข้าล่ะซิน” เซนเบลถามต่อ น้ำเสียงนั่นดูจะไม่ยอมรับการเลือกครั้งนี้ของซิน


“...ผมก็ไม่รู้ แต่ความรู้สึกกับหัวใจมันบอกว่าควรมาทางนี้”


และเพราะคำพูดนั่นผมจึงได้พาซินกลับมายังปราสาทได้สำเร็จโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ อีก ห้องรับแขกภายในปราสาทมีอยู่เกือบ 10 ห้องได้พวกเราเลือกห้องที่ใกล้ที่สุดและพาซินที่ยังคงนิ่งเงียบมานั่งบนโซฟายาวโดยมีผม ท่านพ่อและองค์รักษ์คนสนิทของท่านพ่ออีก 2 คน


“ซิน เจ้าจำอะไรไม่ได้จริงๆ หรือ” ผมเปิดฉากการสนทนา


“...” ใบหน้าที่ขยับขึ้นลงนั่นเป็นคำตอบได้อย่างดี


“จะเอายังไงฮาล์บ ให้คนของพ่อดูแลเขาไหม” ท่านพ่อหันมาถามด้วยใบหน้าครุ่นคิด


“ลูกอยากจัดการเรื่องนี้เอง ได้ไหมท่านพ่อ” ผมไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆ และให้คนอื่นดูแลซินได้


“ถ้าเจ้าพูดแบบนั้นก็ไม่มีปัญหา”


“เอ่อ...พวกท่านเป็นใครกันเหรอครับ” เงียบมาสักพักใหญ่ในที่สุดซินก็ยอมพูด


“ถ้ายังจำอะไรไม่ได้งั้นมาแนะนำตัวกันดีกว่า ข้าคราสเมทิส เวธาณาร์...เป็นราชาของอาณาจักรนี้” ท่านพ่อแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มตามแบบฉบับ


“...ราชา?!”ดวงตาสีขาวเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำแนะนำตัวของท่านพ่อ


“ใช่ พวกเราสนิทกันมากด้วยนะซิน” ท่านพ่อยังคงพูดต่อเรื่อยๆ


“สนิทกับองค์ราชา? เอ่อ กระหม่อมเป็นใคร...” อาจเพราะตัวตนของท่านพ่อทำให้อีกฝ่ายเริ่มสงสัยในตัวตนของตัวเองขึ้นมา


“เจ้าเป็นหลายอย่างเลยล่ะ...”


“เดี๋ยวให้ลูกอธิบายเองเถอะท่านพ่อ วันนี้มีธุระที่ต้องออกนอกเมืองไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ถ้าจำไม่ผิดเหมือนช่วงเช้านี้ท่านพ่อต้องออกไปสำรวจการเพาะปลูกนอกเมืองด้วยตัวเอง เวลานี้ก็สายแล้วหากยังไม่ออกเดินทางอาจทำให้กำหนดการณ์อื่นๆ รวนไปด้วย


“อ่า จริงด้วย ยังไงฝากซินด้วยละกัน” ท่านพ่อเหมือนจะเพิ่งนึกออกทั้งที่ภาชีมและภาชาพยายามส่งซิกโดยการชี้นิ้วไปยังนาฬิกาเป็นรอบที่ 10 ได้แล้วตั้งแต่กลับมาถึง


“พ่ะย่ะค่ะ” ต่อให้ไม่ฝากผมก็ต้องดูแลอยู่แล้ว


จากนั้นท่านพ่อและองครักษ์คนสนิทอีก 2 คนจึงรีบก้าวเร็วๆ ออกจากห้องรับแขกไปทิ้งไว้เพียงความเงียบเนื่องจากมีกันอยู่เพียงสองคน ผมขยับเดินมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับซินอีกฝ่ายหันมามองผมเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรอีก


“ซิน”


“...ครับ”


“ทำไมไม่หันมามองหน้าข้า” อยากจะถามคำถามนี้มาสักพักแล้ว ตั้งอยู่คฤหาสน์ของเซนเบลแล้วพอมองผมไม่นานก็จะเลื่อนสายตาไปทางอื่น


“...ขอโทษ” คำตอบนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้ยิน


“ข้าไม่ได้โกรธเจ้า” หรือท่าทางผมทำให้อีกฝ่ายกลัวหรือไม่ไว้ใจ


“ผมรู้” ครั้งนี้ซินหันหน้ามาทางผมระหว่างพูด


“รู้อะไร”


“รู้ว่าท่านไม่โกรธ”


“ทำไมถึงรู้” หากไม่มีความทรงจำก็ไม่น่าจะรู้ว่าผมเป็นคนยังไงหรือมีนิสัยแบบไหน


“...” เป็นอีกครั้งที่ซินไม่ตอบแต่ใช้การแสดงออกอย่างส่ายหน้าไปมาแทน


“หมายถึงไม่รู้?” ผมถามกลับก่อนจะได้คำตอบมาเป็นการพยักหน้าขึ้นลง


ในหัวทำการวิเคราะห์และสรุปผลอย่างรวดเร็วแม้ผลสรุปนั่นอาจดูเข้าข้างตัวเองอยู่ไม่น้อยก็ตามที จากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความทรงจำของซินหายไปทว่าสิ่งที่อยู่ในก้นบึ้งยังคงอยู่ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เลือกมากับผมทั้งที่เจอเซนเบลก่อนหรอก อีกอย่างคือเหตุการณ์เมื่อครู่ ซินคงไม่รู้ว่านิสัยผมเป็นยังไงทว่าจิตใต้สำนึกกลับแย้งทันทีที่ผมพูดจบประโยค


หากอีกฝ่ายยังคงมองมาคงได้เห็นรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความสุขของผมไปแล้ว


“ซิน เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร” อยากจะถามเผื่อว่าจะมีความทรงจำหรือตะกอนบางอย่างเกี่ยวกับผมอยู่บ้าง ทว่าเส้นผมสีขาวที่พริ้วไปมาจากการส่ายหัวเบาๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ในขณะนั้นเองซินเงยหน้าขึ้นมาสบกับดวงตาสีฟ้าสว่างของผมพร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำเอาทั้งหัวใจอุ่นวาบ...


“ไม่รู้ว่าท่านเป็นใครแต่รู้ว่าท่าน...เป็นคนที่มีความสำคัญมาก ใช่แบบนั้นหรือไม่”


“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”


“...เพราะหัวใจมันเต้นไม่หยุดเวลาสบตากับท่าน” ซินค่อยๆ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กๆ และใบหน้าขาวที่เริ่มแดงขึ้นทีละน้อย


ท่าทางน่าเอ็นดูทำให้ผมเผยรอยยิ้มกว้างส่งผลให้ดวงตาสีขาวที่มองอยู่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยพร้อมพวงแก้มที่เห่อสีแดงจัดชัดเจน เวลาปกติซินแสดงออกต่อผมมากอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นใบหน้าแดงๆ หรือริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น...ท่าทางเหล่านั้นผมคิดเข้าข้างตัวเองว่าซินมีความรู้สึกดีๆ ให้ผมไม่ต่างกันแม้จะพยายามหลีกเลี่ยงหรือปกปิดแต่ไม่อาจรอดสายตาผมไปได้


ในทางกลับกันซินที่ไร้ความทรงจำทำทุกอย่างตามธรรมชาติและสัญชาตญาณตัวเองโดยไม่มีการพยายามปกปิดสร้างความรู้สึกแปลกใหม่อยู่ไม่น้อย


“ซิน” ผมเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เป็นอย่างที่คิดริมฝีปากบางๆ นั่นเม้มเข้าหากันแน่นและสะบัดหน้าสีแดงจัดหนีเร็วๆ จนเส้นผมที่ระลำคอสยายเปิดต้นคอขาวให้ปรากฏแก่สายตาพร้อมรอยแดงจางๆ


เหมือนร่างกายเคลื่อนไหวก่อนสมองเผลอเพียงชั่วครู่ผมก็เอื้อมมือไปสัมผัสต้นคอขาวพลางใช้นิ้วเกลี่ยรอยสีแดงจางๆ ด้วยสายตาแข็งๆ จนตัวเองยังสัมผัสได้


รอยนี่...ไม่น่าใช่ยุ่ง


หรือว่า...


“เอ่อ...คือมีอะไรติดคอผมเหรอครับ” อีกฝ่ายถามเสียงเบา ร่างกายเกร็งขึ้นอัตโนมัติเมื่อโดยสัมผัสแนบชิด


“อืม ต้องรีบล้างออก”


“ล้างออก? เดี๋ยวผมไปล้างที่ห้องน้ำ อ๊ะ!” ซินหลุดเสียงครางออกมาเมื่ออยู่ๆ ถูกผมขยับไปใกล้แล้วใช้ริมฝีปากตัวเองประทับยังรอยแดงจางๆ นั่น เพียงไม่นานก็เริ่มใช้ลิ้นไล้เลียพร้อมขบเม้มซ้ำกันหลายๆ รอบเพื่อให้รอยแดงเด่นชัดขึ้น


เปลี่ยนร่องรอยของคนอื่นเป็นของตัวเองในชั่วพริบตา


“เรียบร้อย” ผมผละออกมาเมื่อรู้สึกพอใจ ความหงุดหงิดปนไม่พอใจเมื่อครู่ทุเลาลงมากทีเดียว


“...ขอบคุณ” ท่าทางแบบนั้นเหมือนไม่ค่อยอยากขอบคุณเท่าไหร่มั้ง จะว่าอะไรคงไม่ได้ ถูกต่อยกลับยังไม่มีสิทธิ์เรียกความเป็นธรรมเลยเพราะผมเป็นฝ่ายรุกเข้าไปเอง


“รอยนั่นมาจากไหน” แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่สามารถให้คำตอบได้แต่ก็ยังอยากจะถาม


“รอย?...ไม่ทราบ”


“ไม่เป็นไร รอความทรงจำเจ้าฟื้นข้าจะถามอีกรอบเอง” และถ้าตอนนั้นยังเฉไฉไม่ยอมตอบผมก็มีวิธีมากมายเพื่อให้ได้คำตอบอยู่แล้ว


“แปลว่าพวกเรา...สนิทกัน?” น้ำเสียงเหมือนไม่แน่ใจเอ่ย


“ใช่ สนิทมาก” สำหรับผมน่ะนะ


“แล้วท่านเป็นใคร” ซินถามต่อ


“ข้า ฮาเบลโธสท์ เวธาณาร์...องค์ชายของอาณาจักรนี้” ประโยคแนะนำตัวผมทำเอาดวงตาสีขาวเบิกกว้างขึ้นไม่ต่างกับตอนรู้ว่าท่านพ่อคือใคร


“ขะ...ขออภัยที่เสียมารยาท!” ท่าทางตื่นตกใจบวกกับการกระทำที่รีบทรุดตัวลงไปนั่งยังพรมด้านล่างนั่นน่ารักน่าเอ็นดูซะเหลือเกิน


“ขึ้นมานั่งซิน”


“แต่ว่า...”


“ซิน” ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายอีกครั้ง ซินดูจะสับสนไม่น้อยว่าจะทำยังไงซึ่งผมไม่ได้เรียกซ้ำอีก ให้เวลาเขาคิดและตัดสินใจ สักพักร่างบนพื้นพรมจึงค่อยๆ ขึ้นมานั่งบนโซฟาตามเดิมด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจซะเต็มประดา


“...องค์ชาย”


“อะไร” ผมเปิดโอกาสให้คนข้างกายถาม


“พระองค์บอกว่ากระหม่อมสนิทกับ...” ซินเว้นว่างคำสุดท้ายซึ่งผมก็เข้าใจว่าคืออะไร


“ใช่ ข้าสนิทกับเจ้ามาก” ทำไมต้องเติมคำว่ามากเพิ่มขยายประโยคตัวเองยังไม่เข้าใจเลย


“...กระหม่อมเป็นใคร” ประกายของความสงสัยจากดวงตาและน้ำเสียงช่างน่าดึงดูดเหลือเกิน


“เจ้าว่าเป็นใครล่ะ”


“...” ซินส่ายหน้าไปมา


“ถ้าบอกว่าเป็นคนรักของข้า...เจ้าจะเชื่อไหม” ผมลองเกริ่นถามเพื่อดูปฏิกิริยา


“ไม่...ไม่เชื่อ...” นอกจากจะย้ำคำว่าไม่แล้วยังส่ายหัวรัวๆ จนกลัวว่าคอจะเคล็ดในอีกไม่ช้า


“พูดแบบนั้นข้าเสียใจนะ” เหมือนกำลังบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ทั้งที่ตัวผมอยากมอบฐานะนั้นให้กับซิน


แต่ก่อนจะบอกคงต้องสร้างความสัมพันธ์ดีๆ ให้มากกว่านี้ก่อนแม้จะรู้ว่าซินไม่ได้ไม่ชอบ แต่ไม่ได้ว่าจะรับรักโดยง่าย ใบหน้าแดงๆ ที่เห็นบ่อยๆ อาจไม่ได้เป็นแค่กับผมเพราะผมไม่เคยเห็นซินยอมให้ใครสัมผัสแบบนี้มาก่อน


“ขออภัย” ใบหน้าหมองๆ ของผมดูส่งผลให้คนมองรู้สึกผิดไม่น้อย


“ข้าจะไม่บอกว่าเจ้ากับข้าเป็นอะไรกัน สิ่งเดียวที่จะบอกคือเจ้าไปกับข้าทุกที่ อยู่ข้างกายข้าตลอดเวลาและเป็นคนเดียวที่ข้าต้องการให้มาอยู่ข้างๆ” ขณะพูดผมเอื้อมมือข้างนึงไปสัมผัสใบหน้าขาวที่บัดนี้แดงระเรื่อด้วยความเขินปนอาย ผมคิดว่าแบบนั้นนะ


คุยกันอีกสักพักผมจึงพาซินขึ้นไปยังด้านบนของปราสาทและบอกให้เขาอยู่ในห้องว่างด้านข้างห้องผม แววตาของซินขมวดเล็กน้อยตอนเดินเข้าไปสำรวจด้านในโดยรอบตั้งแต่เตียงขนาดใหญ่ติดผนัง ห้องน้ำอีกฝั่งรวมถึงชุดเฟอร์นิเจอร์กลางห้อง


คำพูดแรกหลังเดินรอบห้องอยู่นานคือ...


‘กระหม่อมไม่คุ้นเลยว่าอยู่ที่นี่’


ผมได้แต่ยิ้มตอบโดยซ่อนความคิดหนึ่งเอาไว้ให้มิดที่สุด อยากจะบอกเหลือเกินว่า...


‘คุ้นก็แปลกล่ะ’


เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดห้องนี้ให้ซินดู ห้องของผมอยู่ตรงหัวมุมด้านในสุดทำให้มีเพียงห้องเดียวที่อยู่ติดกัน ตอนแรกท่านพ่อจะรวมห้องนี้กับห้องที่ผมอยู่ให้เป็นห้องเดียวกันจะได้อยู่สบายและไม่อึดอัด แน่นอนผมปฏิเสธความหวังดีนั่นและปล่อยให้ห้องด้านข้างว่างมาตลอดหลายปี


วันต่อมางานเอกสารบนโต๊ะถูกจัดการเคลียร์ด้วยความเร็วสูงกว่าปกติหลายเท่า เรื่องของซินผมได้เล่าให้องครักษ์ทั้ง 5 รับรู้ไว้แต่ละคนมีท่าทีเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย และเพราะซินเป็นแบบนี้พวกเขาเลยอารักขาผมด้วยความระมัดระวังมากกว่าเดิม


ประมาณครึ่งวันงานเอกสารปริมาณท่วมหัวก็หมดลง จัดการอย่างอื่นต่ออีกเล็กน้อยผมถึงเดินกลับไปยังห้องตัวเอง ประตูห้องสีอ่อนถูกเปิดอ้าออกและทันทีที่ก้าวเข้าไปดวงตาสีฟ้าสว่างของผมก็มองไปยังโซฟาสีน้ำเงินที่บัดนี้มีร่างของชายผมขาวนั่งอยู่โดยในมือมีหนังสือเวทมนตร์


“ซิน” ผมเรียกเสียงเบา


“...ทำงานเสร็จแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฝ่ายถูกเรียกละสายตาออกจากหนังสือก่อนเงยขึ้นมาด้านบน


“อืม เจ้ายังอ่านหนังสือเร็วเหมือนเคย” หนังสือในมือซินตอนนี้เป็นคนละเล่มกับเมื่อเช้าที่ผมบอกกึ่งลากเขาให้มารออยู่ในห้องนี้ระหว่างผมกำลังทำงาน ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงสามารถอ่านหนังสือเล่มหนาได้จบถือว่าเป็นความสามารถพิเศษประจำตัว


ต่อให้ไม่มีความทรงจำแต่ดูเหมือนหลายๆ อย่างจะไม่เปลี่ยน


“ขอบพระทัย” ซินเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้รับคำชม


“ออกไปข้างนอกกัน”


“...แต่ความจำกระหม่อมยัง...”


“ไม่เป็นไร ข้าจะพาเจ้าไปเดินป่าข้างปราสาทเผื่อจะนึกอะไรออก” ผมรีบพูดเสริมเมื่อเห็นว่าซินปฏิเสธคำชวน


“...ป่า” ดวงตาสีขาวสั่นไหวเล็กเหมือนนึกอะไรออก


“นึกอะไรได้ใช่ไหม”


“...ดูดาว” นิ่งไปสักพักจึงตอบกลับมา


“เหมือนเจ้าจะชอบไปดูดาว...”


“ดูกับพระองค์?” ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยจบประโยคซินก็พูดแทรกพลางคว้าสร้อยคอที่ผมให้มากำไว้ในมือหลวมๆ ความทรงจำเรื่องดดูดาวน่าจะเป็นตอนที่ผมให้สร้อยคอนั่นกับซินเมื่อนานมาแล้ว


“ใช่ ไปดูกับข้า...สร้อยเส้นนั้นข้าก็ให้เจ้า”


“...” ซินพยักหน้าขึ้นลงราวกับจะบอกว่าจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้


“ไปกันเถอะ”


หลังจากนั้นผมพาซินเดินมายังทางออกด้านข้างปราสาทซึ่งติดกับป่า องครักษ์ทั้ง 5 คนของผมยืนกรานจะตามไปด้วยแต่ผมบอกว่าไม่ต้องเนื่องจากผมต้องการความเป็นส่วนตัว ต่อให้เกิดอะไรขึ้นผมคิดว่าตัวเองสามารถปกป้องซินได้


เดินเข้าไปในป่าได้สักพักความผิดปกติก็ทำเอาบรรยากาศตึงเครียดขึ้น ผมหันไปมองใบหน้าซินที่แสดงออกถึงความผิดปกติไม่ต่างกัน คงจะรับรู้ได้ว่ามีใครตามพวกเรามาแถมยังไม่ใช่แค่คนหรือสองคนด้วย


“กระแสน้ำเอ๋ยจงปกคลุมร่างกายข้าและเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงดุจกระแสน้ำวน ป้องกันทุกการโจมตีที่เข้าใกล้” ผมร่ายเวทย์ป้องกันพร้อมดันซินให้ไปอยู่ด้านหลัง แต่เหมือนด้วยสัญชาตญาณหรือปฏิกิริยาทางร่างกายทำให้ซินเป็นฝ่ายมายืนด้านหน้าผมแทน


พุ่บ!


เสียงใบไม้พลิ้วไหวดังขึ้นก่อนร่างของคนในชุดสีดำเกือบ 20 คนโผล่ออกมาล้อมรอบผมและซินไว้ ความระแวดระวังเมื่อครู่ค่อยๆ คลายออกยามเห็นใบหน้าของพวกเขา ชายร่างสูงใหญ่เส้นผมสีดำและดวงตาสีน้ำตาลของหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาก้าวเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับผมที่คลายเวทย์ป้องกันลง


“องค์ชายพวกเราขออภัยอย่างยิ่งที่ทำให้พระองค์ตกใจ” ฟราว ราฟเยอร์เอ่ยก่อนทั้งหน่วยจะก้มหัวลงอย่างพร้อมเพรียง


“ไม่เป็นไร พวกเจ้ามาเพราะเรื่องของซินใช่ไหม” การที่หน่วยในเงามืดของอาณาจักรจะปรากฏตัวออกมาพร้อมกันแบบนี้คงมีอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง


“พ่ะย่ะค่ะ เป็นความจริงหรือที่ซินความจำเสื่อม” ฟราวถามย้ำ


“ใช่ เขาจำอะไรไม่ได้เลย” พอผมพูดจบบรรยากาศของหน่วยก็เริ่มเปลี่ยนไปแม้จะไม่มีใครแสดงอาการตื่นตกใจแต่ก็รับรู้ได้ถึงความกังวลและห่วงใยที่ส่งมา


พวกเขาเป็นห่วงซิน


“ซิน” ฟราวเรียกซินพร้อมเดินเข้าไปหาใกล้ๆ จนดวงตาสองดวงประสานกัน


“...” ซินกระพริบตาสองสามครั้งมองไปยังฟราวนิ่ง จ้องกันสักพักเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นฟราวปล่อยหมัดขวาตรงใส่ซินเต็มแรงจนดวงตาสีขาวเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจแต่ยังสามารถหลบการโจมตีได้โดยการกระโดดถอยหลัง


“รีเฟ่น! ไลก้า!” เพียงแค่ได้ยินเสียงหัวหน้าตะโกนเรียก เจ้าของชื่อต่างพุ่งตัวเข้าหาซินคล้ายรับทราบถึงคำสั่งแม้จะไม่ได้พูดอะไรมาก ชายผมสีน้ำตาลซอยสั้นหรือรีเฟ่นหมุนตัวเตะสูงใส่ซินที่เพิ่งหลบลูกถีบจากไลก้าชายผมสีเทา


“ซิน...”


“อย่าเพิ่งพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ฟราวใช้แขนกันไม่ให้ผมเข้าไปช่วยซินที่กำลังหลบการโจมดีจากสองคน


“เจ้าต้องการอะไร” ทำไมถึงให้คนไปโจมตีใส่ซินแบบนั้น


“กระหม่อมอยากรู้ว่าเมื่อไร้ความทรงจำเขาจะยังมีความสามรถพอหรือไม่”


“พอกับอะไร” ผมถามต่อ


“กับการเป็นองครักษ์คนสนิทของพระองค์ไงพ่ะย่ะค่ะ”


“...แล้วถ้าซินไม่มีความสามารถพอเจ้าจะทำอะไร”


“เปลี่ยนตัวเขาออกจากตำแหน่งชั่วคราวและให้หนึ่งในหน่วยไปเป็นองครักษ์พระองค์แทนพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบที่ได้ยินทำเอาผมต้องรีบหันไปมองการต่อสู้ต่อเบื้องหน้าด้วยความลุ้นระทึก


ใจนึงอยากจะบอกกับฟราวไปตรงๆ ว่าต่อให้ไม่มีความสามารถพอผมก็อยากให้ซินอยู่ข้างๆ แต่อีกใจก็รู้ดีว่านี่เป็นวิธีของหน่วยองครักษ์เงา ฐานะของผมคือองค์ชายและตอนนี้ยังจับตัวการณ์ที่คิดจะเร่งงานผมไม่ได้ การให้ซินที่ไร้ความทรงจำและทักษะการต่อสู้มาอยู่ข้างๆ มันอันตรายเกินไป


การให้ซินไปอยู่กับหน่วยองครักษ์เงาอาจเป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัยกว่า


แม้จะรู้ว่าทางเลือกไหนดีที่สุดแต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากให้ซินผ่านการทดสอบนี่ไปให้ได้


“มวลอากาศสีเทาจงดูดกลืนออกซิเจนภายในวงแหวนข้าให้หมดสิ้น” ไลก้าเปลี่ยนจากการใช้พละกำลังเป็นใช้เวทมนตร์ โดยเวทมนตร์แรกที่ร่ายออกมานั้นวงแหวนเวทย์สีแดงเลือดนกปรากฏล้อมรอบร่างซินพร้อมกับอาณาเขตสีเทาที่ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศสีเทา


“แค่ก...” ซินทรุดตัวลงไปบนพื้นเมื่อไม่สามารถสูดอากาศได้ตามปกติ


“ซิน!” ผมเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง


ทำไมต้องใช้เวทย์รุนแรงขนาดนี้ด้วย


ทั้งที่ผมคิดว่านั่นจะเป็นเวทย์เดียวที่ถูกร่ายแต่ไม่ใช่...


“ความมืดมิดใต้ท้องทะเลอันเงียบสงบเอ๋ยจงก่อร่างสร้างเกรียวคลื่นดั่งโซ่ตรวนที่จะทำการจองจำทุกสรรพสิ่งด้วยไว้ภายใต้อาณาเขตสีเทา” รีเฟ่นร่ายอีกเวทย์ประสานเข้ากับเวทย์ก่อนหน้าส่งผลให้โซ่ตรวนขนาดใหญ่สีกรมท่าผุดขึ้นมาจากผืนดินแล้วพุ่งเข้ารัดร่างซินที่ทรุดลงอยู่บนพื้นอย่าแรง


“พอแค่นี้เถอะ” ผมหันไปบอกฟราว


นี่คิดจะให้ซินได้รับบาดเจ็บรึไง


ภายในอาณาเขตนั้นนอกจากจะไม่มีอากาศแล้วยังถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ขนาดใหญ่อีก


“ถ้าเป็นซิน แค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก” ฟราวพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ สายตายังคงจับตามองภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ผมแอบเห็นนะถึงจะทำน้ำเสียงและใบหน้านิ่งๆ แต่สายตากับคิ้วที่ขมวดเข้าหากันนั้นแสดงความกังวลอยู่ไม่ต่างกับผม


สำหรับฟราว ซินคงเปรียบเหมือนน้องชายไม่ก็ลูก


เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ห่วง


ดังนั้นผมมั่นใจว่าหากเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเขาต้องสั่งให้หยุดแน่


“อั๊ก!...แค่ก!”


“อะไรซิน เจอแค่นี้แล้วหมอบข้าขอตำแหน่งรองหัวหน้าไปละกันนะ” รีเฟ่นบอกซินที่ยังคงไอไม่หยุด


“ไม่แน่ตำแหน่งรองหัวหน้าอาจเป็นของข้าก็ได้” ไลก้าพูดบ้าง เหมือนพวกเขาพยายามทำให้ซินตื่นตัวและใช้เวทมนตร์แม้จะไม่ได้พูดด้วยประโยคหรือน้ำเสียงห่วงใยนักก็ตาม


“อึก...คคนานต์ที่แผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศเอ๋ยจงพัดพาสายพระพายจากไตรทศาลัยลงมาจุติ ณ ที่แห่งนี้ พัดกระหน่ำสิ่งที่อยู่รอบกายนี้ด้วยพลังอันแข็งกล้า!” สิ้นคำร่ายเวทย์วงแหวนสีขาวก็กางออกกว้างพร้อมกระแสลมจากบนท้องฟ้าที่พัดอย่างรุนแรงทำลายทั้งโซ่ตรวนและอาณาเขตสีเทาจนสลายหายไปในพริบตา


“บุปผาสีสดเอ๋ยจงลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีแดงและเพิ่มความแข็งแกร่งดุจคมมีดด้วยการพัดพาจากวาโย โจมตีเหล่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้” หลังจากหลุดการผนึกซินก็ไม่ปล่อยโอกาสร่ายเวทย์โจมตีต่อทันที กลีบดอกไม้สีชมพูดสดถูกเคลือบด้วยเปลวไฟผสานกับสายลมที่เพิ่มพลังการโจมตีถึงขีดสุด ดอกไม้เหล่านั้นพุ่งเข้าโจมตีไล้ก้าและรีเฟ่นจนแต่ละคนต้องกระโดดหลบพร้อมร่ายเวทย์ป้องกันเพราะการโจมตีนั้นไม่ได้มีเพียงระรอกเดียว


ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ เวทย์ฟ้าผสานลมอันแรกนับว่าสุดยอดแล้วเวทย์ผสานถึง 3 อย่างทำเอาผมแทบพูดไม่ออก ปกติการร่ายเวทย์ไม่มีใครผสานมากกว่า 2 อย่างเนื่องจากอาจเกิดความผิดพลาดได้ง่ายเพราะเวทย์เหล่านั้นค่อนข้างละเอียดอ่อนและจำเป็นต้องมีสมาธิในการควบคุมสูง


ไม่คิดเลยว่าคนไร้ความทรงจำจะสามารถร่ายมันออกมาได้ง่ายๆ


“พสุธาอันอุดมสมบูรณ์จงก่อกำเนิดโซ่ตรวนขนาดมหึมา ทำลายสิ่งที่ขวางกั้นและพุ่งเข้าตรึงกายานั้นด้วยพลังดุจไพรวัน” เป็นอีกครั้งที่หลายๆ คนเริ่มไม่อยู่เฉย ซินร่ายเวทย์ผนึกอันแข็งแกร่งโซ่สีน้ำตาลเขียวขนาดมหึมาพุ่งทะลุเกราะป้องกันพร้อมเข้าตรึงร่างของทั้งคู่ไว้แน่น


“อึก! ที่บอกไม่มีความทรงจำนี่โกหกใช่ไหมเนี่ย” ไลก้าเอ่ยถามขณะถูกโซ่ตรึงร่างไว้


“หัวหน้ารับผิดชอบด้วย ถ้าจะเล่นเวทย์ใหญ่ขนาดนี้ก็ให้เวลสร้างมิติเถอะ!” ครั้งนี้รีเฟ่นพูดบ้าง เวทย์ผนึกของซินยืมพลังจากดินและภูเขาทำให้พื้นที่ป่าด้านข้างถูกแยกออกเป็นช่องทางให้โซ่ออกมา เรียกว่าทำลายป่าไปไม่น้อย


“อย่าโอดครวญกับเรื่องเล็กน้อย” ฟราวก้าวไปด้านหน้าทั้งคู่ระหว่างพูด


“เล็กน้อยที่ไหนกันหัวหน้า ถ้าไม่ใช่พวกเราร่ายเวทย์ป้องกันไม่ทันแบบนี้หรอกนะ” รีเฟ่นบ่นเสียงดัง หากสังเกตดีๆ จะเห็นเวทย์ป้องกันบางๆ โอบล้อมร่ายกายของทั้งคู่ไว้แม้จะถูกโซ่ผนึกของซินรัดตัวไว้


คงจะร่ายตอนรู้ตัวว่าเกราะป้องกันต้องแตกแน่ๆ


สมแล้วกับที่เป็นหน่วยองครักษ์เงา


ความสามารถแต่ละคนไม่ใช่ระดับธรรมดา


“เอาน่า คลายเวทย์เถอะ ข้าเป็นคนให้สองคนนั้นทดสอบเจ้าเอง” ฟราวหันไปพูดกับซินที่บัดนี้เริ่มเข้าโหมดระวังภัย ด้วยความทรงจำที่ยังไม่กลับมาอาจส่งผลต่อความเชื่อใจได้ ดีไม่ดีซินอาจร่ายเวทย์ใส่พวกเขาเพิ่มอีกก็เป็นได้


“...ทดสอบผม?”


“ใช่ เจ้าเป็นรองหัวหน้าของหน่วยข้า และทำหน้าที่อารักขาองค์ชายทว่าเจ้าในตอนนี้ซึ่งไร้ความทรงจำอาจทำให้พระองค์ตกอยู่ในอันตรายได้ข้าจึงต้องการทดสอบดูว่าเจ้าสามารถต่อสู้และร่ายเวทย์ได้หรือไม่” คำอธิบายทุกอย่างค่อยๆ ถูกเอ่ยออกไป ซินรับฟังด้วยไม่หน้านิ่งไม่นานก็คลายเวทย์ผนึกออก


“...แล้วผมผ่านไหม” ซินถามต่อ


“เล่นใหญ่ขนาดนี้จะไม่ผ่านได้ยังไง ต่อให้ไร้ความทรงจำแต่ดูเหมือนคาถาเวทย์จะไม่ได้หายไปสินะ นัยอาจัดการคืนสภาพด้วย” ประโยคสุดท้ายฟราวหันไปบอกชายผมน้ำตาลเข้มพลางชี้นิ้วไปยังด้านข้างซินซึ่งมีพื้นดินถูกแยกออกเป็นทางยาว


“ข้าเหรอ? ให้เวสทำสิหัวหน้า” เมื่อถูกเรียกอีกฝ่ายจึงโบยไปให้เพื่อนข้างๆ ที่ออกอาการสะดุ้งเล็กน้อย


“เฮ้ย อย่ามาโยนดิ หัวหน้าสั่งก็ทำตามไปเลย” คนถูกโยนงานรีบสวนกลับ


“งั้นก็จัดการทำทั้งคู่เลย” เพราะเถียงกันไม่หยุดฟราวจึงออกสั่งใหม่


“เพราะเจ้าแหละ”


“เจ้าต่างหาก”


“หุบปากทั้งคู่ก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหว!”


“...” ทั้งคู่เงียบกริบทันทีที่ดวงตาสีน้ำตาลของฟราวจับจ้องไปตรงๆ


“แล้วองค์ชายกำลังจะไปไหนกับซินหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฟราวหันมาถามผมบ้าง


“กะจะเดินเข้าป่าไปเรื่อยๆ เห็นว่าซินชอบมาบ่อยๆ” ผมตอบ


“อ้อ ถ้าแบบนั้นกระหม่อมแนะนำให้ไปน้ำตกที่อยู่ทางด้านนั้น ซินค่อนข้างชอบที่นั่นมากเลยทีเดียวอาจจะทำให้คิดอะไรออกก็เป็นได้” ฟราวแนะนำก่อนจะชี้นิ้วไปทางทิศตะวันตกของป่า


“แถวนี้มีน้ำตกด้วยหรือ” ไม่คุ้นเลยว่ามี จะว่าไปป่านี่ก็เป็นป่าขนาดใหญ่ขนาดทะเลสาบใหญ่แบบนั้นผมยังไม่รู้จะมีน้ำตกอีกสักแห่งคงไม่แปลกอะไร


“ตรงเข้าไปทางด้านนั้นประมาณ 500 เมตรจะเห็นโขดหินขนาดใหญ่อยู่ อีกฝากของโขดหินจะเห็นน้ำตกพ่ะย่ะค่ะ” ฟราวอธิบายเส้นทางให้โดยละเอียด


“ขอบคุณ”


“หามิได้ แค่พระองค์ต้องการดูแลซินกระหม่อมก็รู้ถึงเป็นพระกรุณามากแล้ว”


“เจ้าเป็นห่วงซินมาก” แม้จะไม่ได้เอ่ยออกมาแต่ผมก็สามารถรับรู้ได้


“พ่ะย่ะค่ะ เห็นทักษะทางด้านพลังกายและเวทมนตร์แข็งแกร่งต่างจากหน้าตาทว่าจริงๆ แล้วภายในก็ไม่ต่างกับภายนอกนัก อ่า...กระหม่อมคงพูดมากไป ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัว ไว้เจอกันใหม่ซิน” ฟราวก้มหัวบอกลาผมก่อนจะหันไปขยี้เล่นผมสีขาวของซินแทนคำลา และเพียงพริบตาที่คนในหน่วยก้มหัวบอกลาร่างของหน่วยองครักษ์เงาก็หายไปราวกับเป็นเงาจริงๆ


ความสามารถระดับนั้นคงสูงกว่าหน่วยองครักษ์ปกติหลายเท่า


“องค์ชาย”


“เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม” ผมรีบถามพลางมองอีกฝ่ายเพื่อตรวจหารอยแผล


“กระหม่อมไม่เป็นไร” ซินส่ายหน้าไปมา


“งั้นเราไปน้ำตกกัน” พูดจบผมก็ยืนมือออกไปตรงหน้าอีกฝ่าย


“...” ความเงียบเป็นคำตอบว่าซินไม่เข้าใจว่าผมต้องการอะไร เขามองมายังฝ่ามือด้วยแววตาสงสัยสุดๆ จนผมถึงกับคลี่ยิ้มออกมา


ถ้าเป็นผู้หญิงคงไม่ลังเลที่จะจับมือผมไว้


แต่ก็นะ


ผมไม่คิดจะเอาซินไปเปรียบกับผู้หญิงเพราะสำหรับผมซินพิเศษกว่ามาก ยิ่งอยู่ด้วยกันพื้นที่ภายในหัวใจผมยิ่งถูกอีกฝ่ายครอบครองมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้อาจใกล้จะครอบครองไปได้ทั้งหมดแล้วละมั้ง


“จับมือข้า” ผมบอกสิ่งที่ต้องการออกไป


“...กระหม่อมเกรงว่าจะไม่เหมาะสม” อีกฝ่ายส่ายหน้ารัวๆ


“จับมือข้า”


“กระหม่อมไม่...”


“จับมือข้า” เมื่อผมเอ่ยคำเดิมซ้ำเป็นหนที่สามซินก็เริ่มพูดไม่ออก


“...” ริมฝีปากบางๆ นั่นอ้าออกคล้ายจะพูดอะไรแต่ก็ไม่เปล่งเสียงออกมา เพราะไม่มีความทรงจำนี่จึงเป็นครั้งแรกที่ซินได้เห็นการกระทำเด็กๆ ของผู้ใหญ่เอาแต่ใจอย่างผม


“จับมือข้า” ผมพูดซ้ำเป็นครั้งที่สี่ และนั่นคือครั้งสุดท้ายเพราะซินยื่นมือขาวๆ ของตัวเองมาวางบนฝ่ามือผมด้วยใบหน้างงปนเขิน


บรรยากาศภายในป่าค่อนข้างเงียบและสงบมากจนสามารถได้ยินเสียงของใบไม้เสียดสีกันและเสียงนกร้องได้ตลอดทางเดินผ่าน เส้นทางของการเดินค่อนข้างลำบากไม่น้อย ด้วยต้นไม้ที่ขึ้นติดๆ กันทำให้ไม่สามารถใช้พาหนะอย่างรถม้าเข้ามาได้ ดีไม่ดีขี้ม้ามายังจะลำบากเลย


สัมผัสของฝ่ามือที่กุมกันแน่นทำเอาความเหนื่อยที่ควรมีแทบไม่ปรากฏให้เห็นเลยสักนิด เผลอไปเพียงไม่นานโขดหินขนาดใหญ่ก็เข้ามาอยู่ในระยะสายตาพร้อมเสียงน้ำไหลที่ได้ยินรางๆ ผมกระชับมืออีกฝ่ายแน่นก่อนก้าวเดินไปยังอีกฝั่งของโขดหิน


ภาพแรกเมื่อผ่านโขดหินมาได้คือความสวยงามตามธรรมชาติที่ส่องประกายงดงามจนดวงตาสีฟ้าสว่างของผมเบิกกว้างเล็กน้อยเช่นเดียวกับรอยยิ้ม น้ำตกขนาดไม่ใหญ่มากไหลลงมาจาด้านบนผาซึ่งโขนหินเมื่อครู่เป็นส่วนด้านข้างของผา น้ำตกสีใสสะอาดส่องประกายยามถูกแสงอาทิตย์ส่องกระทบเช่นเดียวกับต้นไม้สีเขียวโดยรอบพริ้วไหวไปมาตามสายลม เวลามองรู้สึกเหมือนอยู่ในภาพวาดขนาดใหญ่ยักษ์


“สวยเนอะ” ผมพูดเสียงเบาก่อนหันไปมองใบหน้าของซิน


“...สวยมากพ่ะย่ะค่ะ” ซินเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น


“เห็นเจ้ายิ้มแบบนี้ค่อยคุ้มกับที่เดินมาหน่อย”


“พระองค์เหนื่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายถามพลางหันกลับมามองหน้าผมอย่างพินิจ


“นิดหน่อย...” คำพูดในหัวปลิวหายไปกับสายลมยามซินใช้ชายเสื้อจากแขนอีกข้างที่ไม่ได้จับมือกันไว้เช็ดเหงื่อบนหน้าผากและตามใบหน้าให้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ


หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าขาวกับริมฝีปากบางๆ สีออกชมพูดดึงดูสายตาให้จ้องมองยิ่งกว่างภาพน้ำตกอันงดงามด้านข้างซะอีก


“เอ่อ เสื้อกระหม่อมอาจไม่สะอาด ขออภัยด้วย...”


“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย” คิดเอาเองอีกแล้ว จะมีหรือไม่มีความทรงจำนิสัยนี้ก็ยังแก้ไม่หายสักที


“...พ่ะย่ะค่ะ”


“ไหนๆ ก็มาเอาขาแช่น้ำสักหน่อยไหม” ผมลองเสนอ


ยังไงอายุอย่างพวกเราคงไม่เหมาะมาแช่หรือสาดน้ำเล่นกันแล้ว


เมื่อซินพยักหน้าแทนคำตอบพวกเราจึงเลือกโขดหินที่ไม่ลื่นมาก้อนหนึ่งก่อนถอนรองเท้าและพับขากางเกงขึ้นจนถึงหัวเข่า ซินดูจะตื่นเต้นมากพอดูเพราะเขารีบจัดการทุกอย่างแล้วจุ่มขาลงในน้ำด้วยรอยยิ้มพอใจ ไม่นานผมก็หยอดขาลงบ้างความเย็นของสายน้ำอุ่นกำลังดีเมื่อได้แสงอาทิตย์ที่ร้อนอบอ้าวส่องมา


ผมชอบความเงียบแบบนี้จัง เป็นความเงียบอันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความสุขที่พานให้หัวใจรู้สึกราวกับถูกโอบอุ้มไปด้วยไออุ่นๆ บางอย่าง ถ้าแบบนี้จะให้นั่งอยู่สักกี่วันก็ได้


“องค์ชาย”


“อะไร” ผมขานรับเสียงเรียกด้วยรอยยิ้ม


“เอ่อ...กระหม่อมอยากลงไปในน้ำสักหน่อยได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ดูท่าว่ารอยยิ้มของผมจะส่งผลให้ซินหน้าเห่อแดงขึ้นฉับพลันซะแล้ว


“ถ้าเสื้อผ้าเปียกจะไม่สบายเอานะ” ต่อให้ใช้เวทมนตร์ทำให้เสื้อผ้าแห้งได้แต่ใช่ว่าจะไม่ป่วย


“กระหม่อมแค่จะเดินเฉยๆ ไม่ได้ลงไปแช่พ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายตอบ


“งั้นก็ตามใจ” ถ้าแค่เดินคงไม่เป็นอะไร


เมื่อได้รับอนุญาตซินจึงค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในน้ำด้านล่าง บริเวณที่พวกเรานั่งน้ำไม่ค่อยลึกนัก อยู่แค่ใต้หัวเข่าเท่านั้นเอง ผมมองซินก้าวเดินไปยังตรงกลางธารน้ำด้วยรอยยิ้มที่ไม่รู้ว่ายิ้มทำไม ยิ่งเห็นอีกฝ่ายย่อตัวลงใช้มือสองข้างจุ่มลงไปใต้น้ำแล้วขยับมือไปมาคล้ายกำลังสนุกรอยยิ้มผมก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก ซินแกว่งมือไปมาสักพักจึงโกยน้ำด้วยสองมือพร้อมกับโยนหยดน้ำเหล่านั้นไปบนท้องนภา


“ประกายจากดวงอาทิตย์จงโอบอุ้มสะเก็ดธาราและฉายสีสันทั้ง 7 ลงบนกลุ่มก้อนวารี” วงแหวนสีขาวกางออกพร้อมเหล่ากลุ่มก้อนของน้ำด้านล่างที่ล่องลอยอยู่รอบตัวซินด้วยน้ำเหล่านั้นถูกแสงของดวงอาทิตย์โอบอุ้มจนเห็นเป็นรุ้งกินน้ำสีสันสดใสนับไม่ถ้วน


ไม่เพียงแค่นั้น ดวงตาสีขาวหันมาสบประสานกับดวงตาสีฟ้าสว่างของผมก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ท่ามกลางหยดน้ำสีรุ้งมากมาย ซินขยับมือเพียงครั้งเดียวหยดน้ำเหล่านั้นก็เคลื่อนที่มาล้อมรอบตัวผมและเขา รอยยิ้มปิดท้ายนั่นส่งผลต่อหัวใจผมมาจนต้องลุกขึ้นเดินเข้าไปหาและมอบจุมพิตอันอ่อนโยนตอบแทนความสุขเปี่ยมล้นที่ได้รับจนแทบล้นปรี่


จากวันนั้นหากมีเวลาหลังจัดการเอกสารหรืองานต่างๆ ที่ได้รับมาเสร็จสิ้นผมมักจะพาซินออกไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันเวทมนตร์ หอสมุดหรือแม้แต่ตลาดใจกลางเมือง ทุกสถานที่ที่ผมพาไปล้วนเกี่ยวข้องกับซินทั้งสิ้น การได้ออกไปเจอบรรยากาศหรือสถานที่คุ้นเคยอาจช่วยให้ความทรงจำกลับมาเร็วขึ้นก็เป็นได้


ซินดูตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบตัว มีบ้างที่เหมือนจะนึกออกว่าเคยมาแต่ความทรงจำก็ยังถือว่าไม่กลับมาอยู่ดี ผมไม่อยากรีบร้อนและไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องฝืนนึก การได้ค่อยๆ ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ด้วยกันมันมีค่ามากสำหรับผม


ซินยังคงเป็นซินไม่ว่าจะมีความทรงจำหรือไม่มี


ผ่านไปหลายอาทิตย์ทุกอย่างยังคงดำเนินเหมือนปกติ ช่วงเช้าผมจะให้ซินมาหยิบหนังสือเวทมนตร์ในห้องผมอ่านรอจนกว่าจะทำงานเสร็จแต่พอผ่านไปเพียง 2 อาทิตย์หนังสือทุกเล่มกลับถูกอ่านจนเกลี้ยงตู้ ผมยังเคยหยิบสุ่มมาเล่มนึงแล้วลองให้ซินร่ายเวทย์ให้ดูด้วยความอยากรู้ว่าเขาจะจำได้จริงๆ งั้นเหรอ แน่นอนว่าซินยังคงทำให้ผมตกใจได้ตลอด เขาสามารถร่ายเวทย์ที่ผมพูดออกไปได้อย่างแม่นยำ


เพราะไม่เหลือหนังสือให้ซินอ่านอีกเจ้าตัวจึงได้ขอกลับมาทำหน้าที่ตามเดิมแม้จะไร้ความทรงจำ ตั้งแต่นั้นในห้องทำงานก็จะมีซินคอยอยู่ด้วยเสมอ


ช่วงบ่ายหลังทานมื้อเที่ยงเสร็จจะถ้าผมไม่อยู่ห้องจัดการงานเอกสารที่ท่านพ่อทรงประทานมาให้ก็จะออกไปด้านนอกฝึกเวทมนตร์บ้าง ฝึกการต่อสู้บ้างสลับกันไปโดยมีซินเข้าร่วมแทบทุกกิจกรรม


ในช่วงเย็นผมกับซินจะแยกย้ายกลับห้องตัวเอง ซึ่งห้องของซินอยู่ข้างๆ ห้องผมนี่เอง...ถึงบัดนี้เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ว่าถูกย้ายข้าวของจากห้องเดิมชั้นแรกมาไว้ห้องนี้หมดแล้ว ถ้าความทรงจำกลับมาคงได้มีคุยกันยาวกว่าอีกฝ่ายจะยอม ดีไม่ดีอาจหอบของกลับไปอยู่ห้องเดิมก็ได้


ซินอาจดูนิสัยเหมือนง่ายๆ อะไรก็ได้แต่จริงๆ แล้วดื้อและไม่ยอมใครในบางเรื่อง ถ้าเขาตัดสินใจอะไรไปแล้วต่อให้ผมจะพูดสักเท่าไหร่ผลสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนอย่างการอักขาผมตลอด 24 ชั่วโมงโดยการนั่งเฝ้าผมอยู่บนต้นไม้นั่นบอกไปเป็นร้อยรอบแล้วว่าถ้าเป็นห่วงขนาดนั้นก็เข้ามาอยู่ในห้องเถอะ ข้างนอกตอนกลางคืนอากาศเย็นจะตายแถมต้นไม้คงไม่ได้นุ่มน่านอนหลับสบายด้วย


พูดซะขนาดนั้นแต่อีกฝ่ายก็ยังส่ายหัวดิ๊กๆ บอกว่าไม่เป็นไรๆ


ครั้งนี้ถ้าความจำกลับมาผมจะไม่ยอมอีกแล้วต่อให้นั่นจะทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้ตลอดเวลาจากทางหน้าต่างก็ตาม


ยามราตรีอันเงียบสงัดเป็นช่วงเวลาที่คนทั้งอาณาจักรต่างหลับใหลอย่างสงบเช่นเดียวกับผมที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงของตัวเองแต่แล้วเสียงบางอย่างก็ปลุกผมให้ตื่นขึ้น...


ตึง!


“...อะไร” ผมพึมพำเสียงเบาพลางมองไปยังหน้าต่างด้านนอกที่ยังมืดสนิทไม่มีวี่แววของการเคลื่อนไหวผิดปกติใดๆ


ตึง!


เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งในระยะเวลาติดๆ กัน ผมคงจะไม่คิดมากหากเสียงนั่นไม่ได้มาจากห้องด้านข้างหรือห้องที่ผมให้ซินอยู่


“ซิน!” ผมรีบลงจากเตียง วิ่งออกจากห้องและเปิดประตูเข้าไปด้านในโดยไม่มีการเคาะใดๆ


ภายในห้องยังคงมืดสนิทไม่ต่างกับห้องผมทว่าเงาเคลื่อนไหวของบุคคลด้านในยังคงเด่นชัดอยู่ในดวงตา ยิ่งมีแสงจันทร์สาดส่องเข้ามายิ่งสามารถเห็นท่วงท่าอันงดงามของซินที่จับคอเสื้อผู้บุกรุกทุ่มข้ามหลังกระแทกพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังตึง


เสียงก่อนหน้านี้คือท่านี้เองสินะ


“...องค์ชาย?” ดูเจ้าตัวจะสงสัยไม่น้อยยามหันมามองทางประตูห้องและพบผมที่ยืนนิ่งดูเหตุการณ์ตรงหน้าพร้อมวิเคราะห์สถานการณ์


“ระวังด้านหลัง...” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคซินก็ยกแขนขึ้นจัดการใช้ศอกโจมตียังใบหน้าของผู้บุกรุกที่หมายเข้าข้างหลังด้วยท่าทีสบายๆ


“แสงสว่างจากดวงจันทร์จงหล่อหลอมกระจกใสและก่อกำเนิดผนึกอันกล้าแกร่งจับกุมเหล่าผู้ที่ย่างกายเข้ามาในเงาของจันทราด้วยพีระมิดแห่งแสง” เวทย์ผนึกถูกร่ายพร้อมกับผู้บุกรุกกว่า 10 คนที่ถูกจับขังรวมไว้ในผนึกรูปพีระมิดด้านข้าง


“เจ้านี่ทำข้าตกใจได้ตลอด” ขนาดจำอะไรไม่ได้ยังแสดงฝีมือออกมาได้สุดยอด


นี่ถ้าผมไม่รู้ว่าซินความจำเสื่อมแล้วเผลอบุกเข้ามาผมอาจเป็นเหมือนผู้บุกรุกในวันนี้ก็ได้


“กระหม่อมขออภัยที่ทำให้ทรงตื่น”


“ไม่ใช่แบบนั้น หมายถึงฝีมือเจ้าต่างหาก ทั้งที่คิดว่าเก่งมากแต่เหมือนจะเก่งมากกว่าที่ข้าคิดอีกนะ” ไม่แน่ว่าปกติอาจออมมือแต่พอไม่ความทรงจำเลยแสดงฝีมือจริงๆ ออกมา


“ขอบพระทัย”


“ว่าแต่ พวกเขาเป็นใคร” ผมเดินเข้าไปมองผู้รุกด้านข้าง พวกเขาไม่มีใครขยับเขยื้อนเนื่องจากถูกทำให้หลบโดยไม่ใช้เวทย์ แค่นึกถึงท่าทุ่มนั้นก็รู้สึกหวิวๆ แล้ว


“...กระหม่อมไม่ทราบ พวกเขาบุกเข้ามาพอถามก็ไม่ตอบเลยคิดว่าจัดการเลยน่าจะดีกว่า”


น่าแปลก


หากพวกเขาถูกส่งมาให้จัดการผมคงไม่เลือกเข้าห้องซิน จะบอกว่าเข้าห้องผิดยิ่งเป็นไปไม่ได้ ทางเดียวที่เหลือคือครั้งเป้าหมายไม่ใช่ผมแต่เป็นซิน


“ไม่บาดเจ็บใช่ไหม” ถึงจะค่อนข้างมั่นใจว่าซินปลอดภัยจากที่เห็นก็ตาม


“พ่ะย่ะค่ะ แล้วจะทำยังไง...”


“ให้ข้าจัดการต่อเถอะ” เสียงของบุคคลที่สามกดังแทรก ทั้งผมและซินหันไปมองอีกฝ่ายพร้อมกัน ชายที่มาเยือนยามดึกนี่ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นฟราวหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงานั่นเอง


“ทำไมถึงมาอยู่นี่ได้” ซินถาม


“หึ ทำไมจะมาไม่ได้ล่ะ” ฟราวไม่ตอบแต่เดินมาขยี้เส้นผมสีขาวขิงซินไปมา


“...เจ็บนะ”


“ฟราว” ผมเรียกอีกฝ่าย


“พ่ะย่ะค่ะ องค์ราชารับสั่งให้หน่วยของกระหม่อมคอยดูแลซินไม่ให้รู้ตัว” เพียงแค่เห็นสายตาที่ผมสบไปอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าผมต้องการได้ยินอะไร


“จะบอกว่ามีคนคิดจะเร่งงานซินสินะ” ผมสรุปออกมาได้แบบเดียวกัน แต่ไม่คิดว่าท่านพ่อจคิดได้ก่อนถึงขนาดส่งคนมาคอยดูแล


ครั้งนี้พลาดและคิดช้าไป


ถ้าให้คิดดีๆ ตั้งแต่รู้ว่าซินความจำเสื่อมผมก็น่าจะเดาได้แล้วว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น และซินจะไม่เคลื่อนไหวแยกห่างโดยพลการหากไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตผม นั่นแปลว่าการที่ซินความจำเสื่อมกับเรื่องที่ผมโดนจ้องเอาชีวิตเกี่ยวข้องกัน


ไม่แน่ซินอาจรู้สึกระแคะระคายบางอย่างและต้องการไปสืบดู ทว่ากลับถูกเร่งงานจนความทรงจำหายไป ทางฝ่ายนั้นเลยจ้องหาโอกาสส่งคนมาเก็บซินซะ


“พ่ะย่ะค่ะ และดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ” ฟราวพยักหน้าเล็กน้อย


“ถ้าพวกเจ้าเฝ้าอยู่ทำไมไม่จัดการก่อนพวกเขาจะเข้ามา” ผมถามอีกคำถามที่คาใจ ด้วยฝีมือของหน่วยองครักษ์เงาคงไม่ยากในการจัดการผู้บุกรุกเพียง 10 คน


“คนในหน่วยมีความคิดไปในทางเดียวกันว่าอยากเห็นฝีมือของซินเวลาไม่มีความทรงจำจะตอบสนองและตอบโต้ยังไง อีกอย่างดูฝีมือแล้วคงทำอะไรซินไม่ได้” คำตอบของฟราวถือว่าไขข้อสงสัยผมได้ทั้งหมด


ยังไงหน่วยองครักษ์เงาก็มีนิสัยออกไปทางนั้นอยู่แล้ว


ไม่แปลกหากจะอยากเห็นฝีมือของซินในตอนนี้


“อืม แล้วจะทำยังไงต่อ ส่งให้ภาชา?” ภาชาเป็นคนที่สามารถใช้เวทย์อ่านความทรงจำได้ คนตั้ง 10 คนต้องมีข้อมูลอะไรบ้างสิน่า


“พ่ะย่ะค่ะ ครั้งนี้ทางเราคงได้ข้อมูลสำคัญมาแน่เพราะคงไม่มีเวลาพอให้ล้างความทรงจำหรือบิดเบือน แต่ถึงจะไม่ได้อะไรขอเพียงแค่ความจำซินกลับมาทุกอย่างคงคลี่คลายเองพ่ะย่ะค่ะ” ฟราวพูดต่อ


“ดูเจ้ามั่นใจว่าซินรู้ความจริงมากนะ”


“ซินไม่เคยทิ้งหน้าที่ตัวเอง การที่เขายอมห่างกายพระองค์นั่นแปลว่าต้องไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่าการอารักขา นั่นอาจจะเป็นตัวการของคนที่ลอบทำร้ายพระองค์ตลอดมา”


“...ทำอะไรเสี่ยงอันตรายอยู่เรื่อย” ทำไมไม่ยอมบอกผม ถ้าบอกอย่างน้อยก็จะได้วางแผนและไปด้วยกันไม่ใช่บุกเดี่ยวไปตามลำพังจนเป็นแบบนี้ ครั้งนี้ยังดีที่ไม่เป็นไรแต่หากครั้งหน้าซินต้องทิ้งชีวิตไป...ผมคงไม่ยอมอภัยตัวเองที่ไม่สังเกตท่าทางหรือกิริยาของอีกฝ่ายจนเกิดเรื่องขึ้น


“กระหม่อมขอตัวก่อน จะรีบพาพวกนี้ไปส่งให้ภาชา” พูดจบฟราวก็จัดการร่ายเวทย์ผนึกอีกและเวทย์ลอยตัวจัดการลากพีระมิดที่ลอยขึ้นจากเวทย์ไปด้วยโซ่ผนึก


“องค์ชาย ไม่เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ซินเดินเข้ามาถามด้วยถ้อยคำห่วงใย


“ถ้าบอกว่ามีคนบุกเข้าไปห้องข้างเหมือนกันล่ะ” ต้นประโยคผมมีคำว่าถ้าแล้วนะ นั่นแปลว่าแค่สมมุติเท่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง


“พระองค์ปลอดภัยใช่ไหม” ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินคำว่าถ้าละมั้ง ซินเหมือนตกใจไม่น้อยเขาก้าวยาวเข้ามาผมพร้อมสำรวจว่าตัวผมไม่มีบาดแผลอะไร


ต่อให้ไม่มีความทรงจำเขาก็ยังคอยเป็นห่วงผมอยู่เสมอ


“เหมือนจะยังตกใจอยู่” ว่ากันว่าหากเริ่มโกหกไปครั้งนึงก็ไม่อาจหยุดได้


ท่าจะจริงแฮะ


“เอ่อ...แล้วกระหม่อมควรทำยังไง”


“เจ้าจะช่วยข้า?” ผมถามกลับพร้อมยกยิ้มขึ้น


“พ่ะย่ะค่ะ หากมีอะไรที่กระหม่อมสามารถช่วยได้ละก็จะทำทุกอย่าง...”


“มีสิ...ข้าขอนอนกับเจ้าคืนนี้” ไม่รู้ว่าบทสนทนามาถึงจุดนี้ได้ยังไง


“...กระหม่อมเกรงว่า...” ดวงตาสีขานั่นเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อได้ยินคำพูดผม


“ไหนบอกว่าจะทำทุกอย่างไง” นี่ผมกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้ยังไง


เจ้าเล่ห์เพทุบาย


อยากขำตัวเองดังๆ


“แต่ว่า...”


“ไม่แต่แล้วซิน ข้าง่วงมากเลย” ผมไม่รอฟังคำปฏิเสธจัดการคว้าแขนอีกฝ่ายกลับไปยังห้องตัวเองก่อนจะพาขึ้นไปนอนบนเตียงด้วยกัน


เตียงสีอ่อนขนาด 6 ฟุตมีทั้งผ้าห่มและผ้านวมกองกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเนื่องจากผมรีบลุกไปหาซินทันทีที่ได้ยินเสียงผิดปกติ ซึ่งผมจัดการกดร่างซินลงนอนแล้วสะบัดผ้านวมผืนหนาห่มพวกเราทั้งคู่ไว้ด้วยกัน


“...องค์ชาย” ซินออกแรงขืนโดยการดันฝ่ามือเข้าบริเวณหน้าอกเพื่อไม่ให้ผมดึงตัวเขามากอดไว้ได้


“ซิน ข้าง่วง” การขัดขืนของซินมองก็รู้ว่าออมมือไว้อย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างงั้นผมคงโดนชกท้องแล้วถีบกระเด็นตกเตียงในเสี้ยววินาทีแล้ว


ขืนไม่จริงจังแบบนั้นห้ามผมไม่ได้หรอกนะ


“ให้กระหม่อมนอนข้างล่างเถอะ”


“ไม่” ผมย้ำพลางดึกมือที่ยันอยู่แล้วแล้วจัดการคว้าตัวอีกฝ่ายมากอดแนบอก ซุกใบหน้าลงยังเรือนผมสีขาวพร้อมสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูสระผมสลับกับพรหมจูบเบาไปทั่วศีรษะนั้น


“อะ...องค์ชาย” ซินออกแรงดิ้นมาขึ้นไปอีกเมื่อสัมผัสได้ว่าผมทำอะไร


“นอนกันเถอะ” ผมกระซิบเสียงแผ่ว


“มะ...ไม่ กระหม่อมนอนแบบนี้ไม่ได้” น้ำเสียงสั่นยิ่งทำให้ผมกระชับอ้อมแขนแน่นเข้าไปอีก


“ทำไมไม่ได้”


“...ไม่ องค์ชาย” เส้นผมสีขาวส่ายไปมาอยู่ในอ้อมกอดคล้ายจะไม่อยากตอบคำถามเรียกรอยยิ้มออกมาไม่รู้กี่รอบแล้ว ดีไม่ดีอาจจะยังไม่ได้หุบยิ้มเลยก็ได้


“ตอบข้าซิน”


“...” อีกฝ่ายไม่ตอบแต่ยังส่ายหัวไปมาไม่หยุด


“ซิน” ผมเรียกอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่เพียงแค่กระซิบแต่ยังใช้มือข้างนึงลูบเส้นผมสีขาวนั่นไปมาอย่างอ่อนโยนจนซินเกร็งร่างกายทันที


“...หัวใจเต้นแรงขนาดนี้กระหม่อมจะนอนได้ยังไง” ในที่สุดคำตอบที่ต้องการก็ถูกเอ่ยออกมา


“ได้สิ นอนด้วยกันเถอะ” ผมจบเรือนผมสีขาวนั่นอีกรอบ


ทำไมถึงรู้สึกชอบช่วงเวลานี้จังนะ


อยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่ใช่ซินที่หัวใจเต้นแรงแต่ผมเองก็ไม่ต่างกัน


“...องค์ชาย”


“ฝันดีซิน” ต่อให้จะดิ้นหรือปฏิเสธอีกสักแค่ไหนผมกล้าพูดเลยว่าตัวเองไม่มีทางปล่อยซินให้หนีไปได้แน่ๆ


เหมือนคนในอ้อมกอดเองก็รับรู้ได้เช่นกัน ดิ้นไปมาอีกไม่นานก็เริ่มนิ่ง ผ่านไปสักระยะก็เริ่มขยับตัวเข้ามาประชิดผมมากขึ้น และสัมผัสสุดท้ายที่รู้สึกคือฝ่ามืออุ่นๆ ของซินที่กอดตอบผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ และเสียงกระซิบอู้อี้ที่พานให้ผมเข้าสู่นิทราจนถึงเช้าวันใหม่เลยทีเดียว...


“ฝันดีเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ...องค์ชาย”
..................................................................
เป็นอีกหนึ่งตอนที่ยาวมากกกกก
องค์ชายก็เจ้าเล่ห์มากกกกก
สำหรับเราคิดว่าในบรรดาเรื่องที่แต่งมาเรื่องนี้น่าจะมีเนื้อหาแต่ละตอนที่ยาวที่สุดแล้วล่ะ
ในตอนนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายและถ้าถามฉากที่เราชอบที่สุดก็คงไม่พ้นตอนที่องค์ชายพาซินไปพักยังห้องข้างๆ โดยอาศัยซินที่ไร้ความทรงจำกึ่งบังคับให้มาอยู่ข้างกัน
แล้วทุกคนชอบฉากไหนในตอนนี้กันบ้างคะ
คอมเม้นท์คุยกันได้น้า
อาจไม่ค่อยได้ตอบแต่อ่านทุกคอมเม้นท์ค่ะ
หลายคนสอบถามเรื่องE-bookกันเข้ามา ขอแจ้งนะคะเรื่องนี้จะมีเป็นE-bookค่ะแต่จะมาหลังจากออกแล้วสักระยะนะคะ
ใครสายE-bookรอกันหน่อยน้าา
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 234 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #514 ฺฺBunny KS (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 02:59
    โดนแอบกินเต้าหู้บ่อยไปแล้วเจ้าซิ๊นนน
    #514
    0
  2. #499 gnalp (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 13:44
    องค์ชายไม่สงสัยหน่อยหรอว่าซินไปเจอใครมาถึงความจำเสื่อม?
    #499
    0
  3. #475 FDB88 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 00:52

    ข้อดีของการความจำเสื่อม องค์ชายเนียนได้สบายเลย 55555

    #475
    0
  4. #452 Lolo02 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 15:39

    งุ้ยๆๆๆ


    #452
    0
  5. วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 07:43
    แลงมากกกกก องค์ชาย แบงมาก!!!! เขินตัวบิดตัวม้วนไแหมดแล้ว!!!!!
    #325
    0
  6. #307 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 14:48
    ละมุนมากกกกกก~~~
    #307
    0
  7. #306 H i k a w a (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 01:12
    เป็นห่วงซินมาก... แต่เห็นองค์ชายดูแลดี(?)แบบนี้ก็สบายใจแล้ว ลวนลามเก่งงงง ทีมอีบุ๊คค่ะ ><
    #306
    0
  8. #305 LMLM (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 23:54
    องค์ชายฉวยโอกาสมากกกก
    #305
    0
  9. #304 jogod (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 19:42
    เรื่องนี้ลุ้นกันอยู่เรื่อยเลย

    ไม่อยากบอกว่าชอบตอนยังจำอะไรไม่ได้นอกจากเวทย์นี่แหล่ะค่า
    #304
    0
  10. #303 Parn0328 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 19:34
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านค่ะ อ่านแล้วฟีลกู้ดมากจริง ๆ ฮีลได้ดี
    #303
    0
  11. #302 ริลัค คุม๊า (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 16:42
    อีกไม่นานดิฉันจะกลายเป็นโรคหัวใจ​คือแบบหัวใจเต้นแรงมากหน้านี่คือแดงจนเพื่อนทัก.เขินมากไปกว่านี้คงได้กรี๊ดกันแล้วล่ะ55555555
    #302
    0
  12. #301 อสูรไร้ลักษณ์ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 15:59
    ต้องขอบคุณอีเซนเบลส่วนหนึ่งเลยนะเนี่ย ที่ทำให้ซินแสดงออกง่ายขึ้น~
    #301
    0
  13. #300 Kon--Kon (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 15:26
    น้องซินเวอร์นี้ช่างดีต่อใจ
    #300
    0
  14. #299 SJom (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 15:14

    โอ้ยยยยยยยยยยย
    #299
    0
  15. #298 maytawarin (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 14:37
    กรี้ดดดด
    #298
    0
  16. #297 bee_exosnsdbapinfiniteapinksj (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 13:48

    ชอบฉากสุดท้ายที่ซินกอดตอบองค์ชายมาก องค์ชายเจ้าเล่ห์แล้ว เนียนว่านอนห้องนี้ ชอบมากสนุกๆ รอตอนต่อไปจร้า
    #297
    0
  17. #296 Lady in Red (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 13:04
    น่าร้ากกกกกก
    #296
    0
  18. #295 Jinweiyu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 12:46

    ลุ้นตอนช่วงแรกๆมากกก

    แต่ในที่สุด ซินก็เลือกองค์ชาย
    #295
    0
  19. #294 pcard (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 12:05
    องค์ชายเจ้าเล่ห์ตลอดดดด
    //ช่วงแรกนี่ลุ้นมากๆค่ะ แต่ซินก็ยังเลือกองค์ชาย :)
    #294
    0
  20. #293 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 11:52
    อะ....องค์ชายท่านช่างเจ้าเล่ห์จริงๆเลย
    #293
    0
  21. #292 Fafa12234 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 11:36
    ร้ายมากเล่นทั้งจูบทั้งกอดเลย
    #292
    0
  22. #291 Lalaland332221 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 11:22
    เล่นงานน้า ไม่ใช่เร่งงาน รอตอนต่อไปค่ะะ
    #291
    0
  23. #290 Mermailny (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 11:12

    รอ Ebookเลยค่ะ
    #290
    0