-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 14 : *·~หลอม¤ครั้งที่ XIII ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,780
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 265 ครั้ง
    1 มิ.ย. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ XIII ~·*




งานวันแต่งตั้งได้ผ่านพ้นไปด้วยดีโดยไม่มีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นอย่างที่คิด ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันท่านพ่อเรียกผมเข้าไปคุยเรื่องนี้ในห้องทำงานส่วนตัวเพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้นทว่าในความเป็นจริงกลับไม่มีแม้แต่ความผิดปกติเล็กน้อย


ผมไม่รู้ว่าทำไมแต่หากให้คาดเดาก็มีอยู่หลายทิศทางทีเดียว อย่างการคุ้มกันภายในพิธีซึ่งนอกจากจะมีหน่วยทหาร หน่วยนักเวทย์และหน่วยองครักษ์แล้วยังมีอีกหน่วยที่ไม่เคยเห็นออกงานใดอย่างหน่วยองครักษ์เงาด้วย ตลอดงานมีขุนนางหรือบุคคลในห้องหลายคนจ้องมองไปยังหน่วยหน่วยองครักษ์เงาด้วยความสงสัย เพราะไม่เพียงจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาแล้วยังสวมใส่ชุดสีดำสนิทในวันพิธีสำคัญนี้อีก


ขนาดหน่วยอื่นๆ ยังจ้องมองด้วยความสงสัยว่าในอาณาจักรมีหน่วยอื่นนอกจากพวกเขาอีกเหรอ แม้จะถูกสายตามากมายจับจ้องหน่วยองครักษ์เงาก็ยังคงนิ่งและนิ่งตลอดงาน พองานจบลงเชื่อไหมว่าพวกเขาหายตัวกันไปแทบจะทันที การหายตัวนั้นไม่ใช่เดินออกจากห้องอย่างคนอื่นๆ แต่เป็นการที่แต่ละคนร่ายเวทย์และหายไปจากการรับรู้ของทุกคนไม่เว้นแม้แต่องครักษ์คนสนิทที่ผมเพิ่งแต่งตั้งอย่างไซซิน เคอร์เรส ดังนั้นทุกคนในห้องจึงแทบไม่มีโอกาสได้ถามหรือทำความรู้จักหน่วยนี้


ถึงจะไม่เห็นแต่ผมรับรู้ได้ว่าเขาอยู่ใกล้ๆ ในเวทย์พรางตัวแสนถนัด


ผมไม่ได้เลือกใครเพิ่มเนื่องจากการเลือกไม่จำเป็นว่าต้องเป็นวันนี้เท่านั้น หากต่อไปมีใครที่น่าสนใจผมสามารถเลือกเขาเข้ามาเพิ่มได้อีก ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ก็รู้ตัวดีว่าใจร้อนไปหน่อย...รีบเลือกซินเป็นคนแรกคงทำให้หลายๆ คนสงสัยอยู่ไม่น้อย


งานในวันแรกๆ ไม่ใช่งานหนักหรือยากอะไร เป็นเพียงงานเอกสารจำนวนมากจนแทบท่วมศีรษะที่แบ่งมาจากองค์ราชาหรือท่านพ่อเท่านั้น การอ่านเอกสารเปรียบเหมือนการอ่านหนังสือผมจึงทำได้รวดเร็วเพราะชอบการอ่านอยู่เป็นทุนเดิม และไม่รู้ว่าเพราะทำงานได้ดีหรือเสร็จเร็ววันต่อมาเอกสารจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว พอหันไปมองหน้าซินที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกฝ่ายก็ทำเพียงกระซิบตอบกลับมาว่าเป็นรับสั่งขององค์ราชา


หลายอาทิตย์ต่อมาผมยังคงทำงานเอกสารที่ไม่มีวันหมดด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย เริ่มเข้าใจท่านพ่อที่ต้องอ่านเอกสารพวกนี้มาหลายสิบปี เนื้อหาในเอกสารเป็นเรื่องยิบย่อยที่บางอย่างไม่จำเป็นต้องผ่านการตัดสินใจจากเบื้องบนก็สามารถดำเนินการต่อได้ทันทีอย่างสีของถังขยะใหม่ในเมืองจะใช้เป็นสีฟ้าหรือสีทอง


ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องถึงมือผมไหม?


“องค์ชาย” เสียงนุ่มจากองครักษ์คนสนิทดังขึ้นหลังจากเปิดประตูเข้ามา ผมเป็นคนออกคำสั่งหลังทำงานในห้องนี้ได้หนึ่งอาทิตย์ว่าซินไม่ต้องเคาะประตูเนื่องจากแต่ละวันเขาเข้าออกห้องนี้นับสิบครั้งหากต้องเคาะขออนุญาติทุกครั้งคงไม่ใช่เรื่องดี


“มีเอกสารเพิ่มหรือ” ผมเงยหน้าขึ้นไปถาม


“เปล่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเตรียมมื้อเที่ยงมาให้ เห็นว่าได้เวลาแล้ว” อีกฝ่ายตอบ ผมเพิ่งสังเกตว่าในมือของซินมีถาดอาหารอยู่


“ได้เวลาแล้วจริงด้วย เจ้าทานอะไรรึยัง” ผมถามบ้าง


“ยังพ่ะย่ะค่ะ”


“งั้นมาทานกับข้า”


“กระหม่อมเกรงว่าจะไม่เหมาะสม...”


“งั้นเปลี่ยน ข้าไปทานกับเจ้าละกัน” ผมเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อย


“...นั่นยิ่งไม่เหมาะพ่ะย่ะค่ะ” ซินเงียบพลางขมวดคิ้วคล้ายแปลความหมายของประโยคเมื่อครู่เสร็จถึงตอบกลับมา สีหน้าคล้ายคนกำลังครุ่นคิดนั่นน่ามองไปอีกแบบ


“...” ครั้งนี้ผมเลือกที่จะเงียบและเงยหน้าขึ้นไปสบดวงตาสีขาวสว่างตรงหน้าเนื่องจากผมนั่งและอีกฝ่ายยืนอยู่ถัดออกไป


ทุกครั้งผมมักจะใช้วิธีพูดซ้ำจนกว่าอีกฝ่ายจะตกลง ครั้งนี้ผมจึงลองเปลี่ยนดูบ้างใช้แต่วิธีเดิมๆ ผมกลัวว่าซินจะเห็นว่าผมนิสัยเด็กๆ แม้ว่าการกระทำนี่จะเด็กไม่ต่างกันก็ตาม


ดวงตาสีขาวที่ผมจับจ้องไปเริ่มสั่นระริกคล้ายไม่แน่ใจในการกระทำอันแปลกตาของผมทว่าดวงตาสีฟ้าสว่างของผมก็ยังคงจับจ้องไปโดยปราศจากคำพูด เพียงไม่นานพวงแก้มสีขาวซีดก็เริ่มถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงจางๆ พานเอาคนมองอยากยื่นมือเข้าไปสัมผัสในระยะประชิดซะเหลือเกิน


ด้วยผิวขาวจัดของซินทำให้มองเห็นสีแดงที่แผ่ออกมาได้ชัดเจนกว่าคนอื่น แต่ผมก็ไม่เห็นเขาจะหน้าแดงหรือแสดงสีหน้าอะไรให้คนอื่นเห็นนัก ปกติจะทำหน้านิ่งอยู่ตลอดทั้งวันแต่พอเป็นผมที่มอง ยิ้ม พูดหรือแม้แต่สัมผัสซินกลับแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจน


ยิ่งได้เห็นยิ่งอยากมอง


ความรู้สึกสนใจมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจห้ามได้


ตอนนี้ผมแทบไม่สนแล้วว่าซินเป็นคนเดียวกับคนที่ช่วยผมเหมือสิบกว่าปีก่อนหรือไม่ สำหรับผมซินในตอนนี้มีความหมายและสำคัญมากในหลายๆ แง่


ความจริงการเอาเอกสารมาห้อง เสิร์ฟน้ำชาหรือยกอาหารเข้ามาล้วนแต่เป็นหน้าที่ของคนอื่นทั้งสิ้นแต่ผมอยากเห็นหน้าอีกฝ่ายอยู่ตลอดเลยเลือกให้ทำนั่นทำนี่ซึ่งซินเองก็ไม่ได้มีท่าทีไม่ชอบหรือรำคาญ หน้าที่องครักษ์คนสนิทจะคอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ตลอดก็จริงแต่จะเป็นทางด้านหลังห้องทำให้ไม่สามารถเห็นหน้าได้ พอจะให้มายืนด้านหน้ามีหรือที่ไซซิน เคอร์เรสจะพูดว่าพ่ะย่ะค่ะและทำตามผมจึงต้องให้อีกฝ่ายหยิบนั่นส่งนี่ตลอด


“เอ่อ...องค์ชายทรงต้องการอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าผมเงียบไปนานฝ่ายที่ทนไม่ได้จนต้องเอ่ยถามก่อนก็คือซิน


“ข้าบอกความต้องการของตัวเองไปแล้ว” ใช่ ผมบอกไปแล้วนะว่าต้องการอะไร


“...กระหม่อมเกรงว่าจะไม่เหมาะสม”


“...” ผมเลือกที่จะเงียบโดยที่ยังสบดวงตาสีขาวกับแก้มสีแดงระเรื่อนั่นต่อ


“เข้าใจแล้ว กระหม่อมจะทานมื้อเที่ยงกับพระองค์เพราะงั้นได้โปรดเลิกมองกระหม่อมเถิด” น้ำเสียงสั่นๆ นั่นฟังกี่ทีก็ยังเรียกความสนใจผมไปได้เสมอ เป็นเสียงของผู้ชายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ชื่อว่ารองหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาของอาณาจักร


“ถ้าข้าไม่เลิกมองล่ะ” ผมถามกลับ หลายครั้งที่ผมสบตากับซิน เจ้าตัวไม่เคยเป็นฝ่ายหลับตาหรือหลบสายตาเลยสักครั้ง พอดวงตาสีฟ้าของผมสบประสานไปดวงตาสีขาวนั่นก็คล้ายจะถูกตรึงไว้


“...หากไม่เลิกมองแล้วกระหม่อมจะไปนำอาหารของตัวเองมาได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ”


“ก็ได้” ผมยอมละสายตาออกเมื่อเห็นท่าทางนั่นจนพอใจ ถึงจะอยากมองต่ออีกหน่อยแต่หากไม่รีบจัดการงานวันนี้อาจไม่เสร็จ อีกอย่างแกล้งมากๆ ผมก็กลัวจะโดนเกลียดเหมือนกัน


ผมยัดเยียดหลายๆ อย่างให้เขาโดยไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ อย่างตำแหน่งองครักษ์คนสนิทเองก็เช่นกันหากผมไม่ยอมรับข้อเสนอพบกันครึ่งทางอีกฝ่ายอาจไม่ยอมรับทั้งที่มีหลายคนต้องการตำแหน่งนี้แต่ซินกลับทำเหมือนไม่ต้องการ และไม่ดีใจที่ได้รับตำแหน่งนี้สักเท่าไหร่


มื้อกลางวันผ่านไปก่อนเอกสารปึกใหม่จะถูกยกเข้ามา ครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือซินเพราะเขายืนอยู่ด้านหลังผม คนที่เคาะประตูและเดินเข้ามาคือองครักษ์คนสนิทของท่านพ่อ ฝาแฝดเพียงคู่เดียวที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งไร้เทียมทานที่สุดในอาณาจักร มากไปด้วยความสามารถทั้งบู๊และบุ๋น


“หม่อมฉันขออภัยเพคะที่ต้องให้พระองค์รับทำงานเอกสารเหล่านี้แทนองค์ราชาที่ตอนนี้กำลังติดภารกิจ” ภาชาน้องสาวฝาแฝดเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก


“ไม่เป็นไร” ผมบอก เธอก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนนำเอกสารมาวางไว้บนโต๊ะ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอหันไปมองซินที่อยู่ด้านหลังผมคล้ายจะสื่อสารอะไรบางอย่าง พอผมหันไปมองซินก็ทำเพียงยกยิ้มปลงๆ พลางส่ายหน้าเล็กน้อยส่งไปให้


“เป็นไปได้ว่าอาจเป็นป่าด้านหลังของปราสาทบริเวณทะเลสาบ” ซินเอ่ยเสียงเบา คนฟังอย่างผมได้แต่ขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใจว่ากำลังคุยอะไรกัน


“...” ภาชาส่ายหน้าเล็กน้อย


“ไม่แน่ว่าอาจเป็นในอุโมงค์”


“...” ภาชาส่ายหน้าอีกครั้งหลังซินพูดจบ


“...งั้นอาจเป็นบนหลังคาปราสาท” พอซินพูดจบภาชาก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที


“หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะองค์ชายฮาล์บ ซิน ขอบคุณ” เธอเอ่ยลาผมและซินก่อนจะออกจากห้องไปด้วยใบหน้าสดใสขึ้น


“ซิน” ผมเอ่ยเรียกเมื่อห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง


“พ่ะย่ะค่ะ”


“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” จนถึงตอนนี้ยังไม่เข้าใจเลยว่าสถานที่พวกนั้นคืออะไร


“ไม่มีอะไร...เอ่อ...ภาชากำลังตามหาองค์ราชาอยู่พ่ะย่ะค่ะ” เหมือนตอนแรกซินจะไม่ตอบแต่ก็เปลี่ยนใจ


“หาท่านพ่อ?” ไหนบอกว่ากำลังติดภารกิจไม่ใช่


“องค์ราชาไม่ค่อยโปรดงานเอกสาร เกือบทุกครั้ง ไม่ใช่...บางครั้ง...องค์ราชาก็มักจะชอบหายตัวไปบ่อยๆ แล้วให้คนอื่นจัดการเอกสารแทน” ผมรับฟังคำอธิบายนั่นด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก


ก็รู้ว่าท่านพ่อค่อนข้างร่าเริงและรักสนุกแต่ไม่คิดว่าจะมีการหนีไม่ยอมทำงานแบบนี้ด้วย


“แล้วเจ้ารู้ว่าท่านพ่ออยู่ไหนได้ยังไง” สถานที่หลายแห่งเมื่อครู่คงไม่พ้นสถานที่ที่ท่านพ่อน่าจะอยู่


“กระหม่อมเคยเป็นคนตามหาองค์ราชาบ่อยๆ เลยรู้พ่ะย่ะค่ะ”


“ฮืม...สนิทกับท่านพ่อมากสินะ” ผมไม่รู้ว่าทำไมน้ำเสียงตัวเองถึงดูไม่ปกติถึงขนาดนี้


คล้ายจะไม่พอใจแฝงไปด้วยความอิจฉาเล็กๆ


“ไม่ได้สนิทมากแต่ก็ไม่น้อยพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบค่อนข้างกำกวมทีเดียว


“เทียบกับข้าล่ะ” โดยไม่รู้ตัวผมก็หลุดปากออกไปซะแล้ว


“...กระหม่อมไม่เข้าใจความหมาย”


“ถ้าเทียบท่านพ่อกับข้า เจ้าสนิทกับใครมากกว่ากัน” ตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงได้ถาม หรือแม้แต่ต้องการคำตอบแบบไหนก็ไม่รู้เช่นกัน


“...มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” ซินไม่ตอบแต่ถามกลับแทน


“เปล่า...ข้าแค่อยากรู้”


“ถ้าให้เทียบกระหม่อมคงสนิทกับองค์ราชามากกว่าพ่ะย่ะค่ะ”


“...” ผมเงียบลง ถึงจะพอเดาคำตอบได้แต่ไม่คิดว่าจะรู้สึกไม่พอใจแบบนี้ทั้งที่อีกฝ่ายคือพ่อของตัวเอง


อยากชนะหรืออยากเหนือกว่าท่านพ่อเหรอ


ถ้าเป็นเรื่องซินผมคงตอบว่าใช่


อยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายและอยากสนิทกันมากกว่านี้


“องค์ชายฮาล์บ”


“เจ้าชอบอะไร”


“...” ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ซินขมวดคิ้วแน่นราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจคำถาม


“ข้าอยากรู้เกี่ยวกับเจ้า และอยากสนิทด้วยมากขึ้นไม่ได้หรือ” ผมหมุนเก้าอี้ไปทางด้านหลังก่อนจะลุกขึ้นยืนให้สายตาอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนสูงผมมากกว่าซินอยู่พอสมควรแต่ไม่มากถึงขนาดอีกฝ่ายต้องเงยคอขึ้นมา เรียกว่าอยู่ในระดับพอดีที่พอยืนแล้วสายตาของพวกเราจะประสานกันได้


“กระหม่อมไม่ได้บอกว่าไม่ได้ เพียงแค่ไม่เข้าใจคำถามเท่านั้น” ซินขยายความ


“ชอบทานอะไร” คำถามแรกของผมอาจกว้างไปสักหน่อยผมจึงถามใหม่อีกครั้ง


“...กระหม่อมทานได้หมดทุกอย่าง”


“ไม่มีที่ชอบเป็นพิเศษเลยหรือ” น่ามีที่ชอบโดดขึ้นมาสักอย่างสองอย่าง


“...ซุปเนื้อพ่ะย่ะค่ะ” คิดสักพักซินจึงตอบออกมา


“ผลไม้ที่ชอบล่ะ”


“แอปเปิ้ล”


“น้ำที่ชอบ?”


“กระหม่อมชอบน้ำเปล่า”


“สัตว์ที่ชอบ?”


“มีหลายอย่างแต่ถ้าชอบที่สุดก็กิ้งก่า”


“สัตว์ที่ไม่ชอบ?”


“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”


“สถานที่ที่ชอบไปล่ะ”


“เอ่อ พวกธรรมชาติไม่ก็หอสมุด”


“เวลาว่างเจ้าทำอะไร” ผมยังคงยิงคำถามต่อ ไม่รู้ว่าซินจะยอมตอบอีกนานแค่ไหนผมจึงต้องใช้โอกาสนี้เก็บข้อมูลสักหน่อย


“อ่านหนังสือ ฝึกเวทย์และการต่อสู้พ่ะย่ะค่ะ”


“แล้วสีที่ชอบ?”


“...สีฟ้า” ดวงตาสีขาวเหมือนจะสั่นเล็กน้อยยามตอบคำถามนี้


“ถนัดเวทย์แนวไหนมากที่สุด”


“เวทย์ผสานพ่ะย่ะค่ะ”


“แล้วคนที่ชอบล่ะ” ผมอาศัยจังหวะตอนที่อีกฝ่ายกำลังเหม่อๆ ระหว่างตอบยิงคำถามที่อยากรู้ที่สุด


“องค์...อ๊ะ องค์ชาย” เหมือนจะเอ่ยอะไรออกมาแต่กลับหยุดกะทันหัน ใบหน้าขาวเริ่มแดงระเรื่อไม่รู้ว่าโกรธหรืออายที่โดนถามเรื่องส่วนตัว


“ชอบข้า?” ผมชี้นิ้วมายังตัวเองพลางคลี่ยิ้มหมายจะแกล้งอีกฝ่ายให้รนราน


“มะ ไม่ใช่นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้...” น้ำเสียงสั่นๆ และเส้นผมสีขาวที่สะบัดไปมาเพื่อย้ำคำปฏิเสธนั่นทำเอาคนมองถึงกับพูดไม่ออก ภาพตรงหน้าดึงดูดสายตาให้จบจ้องไป


ใบหน้าแดงระเรื่อเมื่อครู่กลับแดงจัดจนเหมือนผลไม้สุก ดวงตาสีขาวสั่นระริกราวกับเก็บงำความรู้สึกภายในไว้ไม่มิด อีกทั้งยังท่าทางแสนน่ามองอย่างการส่ายหัวรัวๆ นั่นอีก ทุกอย่างนั่นทำให้เสียงหัวใจของผมเต้นดังขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ


ไม่กี่วันต่อมาผมเปลี่ยนจากนั่งทำเอกสารบนโต๊ะมาเป็นสถานที่ขึ้นชื่ออีกแห่งของอาณาจักรเวธาณาร์ เป็นที่เป็นรู้กันดีว่าบนสุดของอาณาจักรคือปราสาทถัดลงมาเล็กน้อยคือสถาบันสอนเวทมนตร์ ด้านข้างของสถาบันเวทมนตร์มีตึกอิฐสีส้มขนาดยักษ์ตั้งตะหง่านอยู่ ตึกที่ว่าคือหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในอาณาจักร แน่นอนว่าภายในเต็มไปด้วยหนังสือแทบทุกประเภทตั้งแต่หนังสือสำหรับเด็กไปจนถึงหนังสือเวทมนตร์ขั้นสูง


ด้วยสถานะองค์ชายของอาณาจักรเมื่อก้าวเข้าไปด้านในก็มีคนมาเตรียมต้อนรับทันที ด้านหลังของผมมีซินและเหล่าองครักษ์เดิม 5 คนคอยตามไปแทบทุกที่


“กระหม่อมยินดีมากที่พระองค์เสด็จมาเยือนที่นี่ ไม่ทราบว่าต้องการหนังสือเล่มใดกระหม่อมจะให้เด็กหามาถวายพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าหน้าที่ดูแลหอสมุดพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะเดินดูเอง พวกเจ้าก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ” ผมไม่ชอบให้คนมาคอยตามติดหรือคอยเอาใจนัก การมีคนล้อมรอบอาจทำให้เกิดมิตรภาพแต่ก็มาพร้อมกับความอึดอัดแปลกๆ เช่นกัน


“พ่ะย่ะค่ะ”


“พวกเจ้าก็ตามสบายข้าจะอยู่นี่สักครึ่งวัน” ผมหันไปบอกกับองครักษ์ด้านหลัง


“รับด้วยเกล้า” องครักษ์ทั้ง 5 และซินรับคำก่อนจะทยอยเดินแยกย้ายมีทั้งเฝ้าอยู่ด้านหน้าและตามผมเข้ามาด้านใน พวกเขารู้ดีว่าจะตามดูยังไงไม่ให้ผมรู้สึกอึดอัดมากเกินไป


ผมเดินขึ้นไปยังชั้น 5 ของหอสมุดโดยมีเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งตามมาด้วย ไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าคนตามเป็นใคร มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่คอยตามดูแลปกป้องผมไม่ให้ห่าง ขนาดตอนดึกยังคอยเฝ้าอยู่ด้านนอก ทั้งแบบนั้นผมกลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิดเดียว


“ซิน” ผมเรียกคนด้านหลัง


“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” อีกฝ่ายขานรับทันที


“ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้าหน่อย”


“...พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงตอบรับงงๆ นั่นราวกับจะบอกว่าผมจะขอทำไม


“เจ้าคอยดูข้าตลอดแบบนี้ไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือ” ผมถามไปตามที่คิดระหว่างขึ้นบันไดต่อไปยังชั้น 6 ยิ่งขึ้นไปชั้นสูงๆ ก็จะเต็มไปด้วยหนังสือหายากและตำราเวทมนตร์ระดับสูง มีแต่คนที่กระหายความรู้จริงๆ เท่านั้นถึงจะขึ้นมาถึงชั้นบนสุด


หลายคนอาจคิดว่าแค่ร่ายเวทย์ก็สามารถทุ่นแรงได้มาก ซึ่งบอกเลยว่าคิดผิดตึกนี้ถูกสร้างขึ้นจากอิฐสีส้มที่มีอำนาจในการต่อต้านเวทมนตร์เพื่อเอาไว้กันการร่ายเวทย์ด้านในจนหนังสือเกิดความเสียหาย


“ไม่เคยพ่ะย่ะค่ะ” ซินตอบ


“ข้าไม่ค่อยเชื่อ เจ้าต้องคอยตามข้าไปทุกที่และดูตลอดเวลาจากตอนนั้นก็ผ่านมาจะครบปีแล้วจะบอกว่าไม่รู้สึกเบื่อเลยคงไม่น่าเชื่อนัก” ผมรู้ว่าเขามีนิสัยยังไง คิดก่อนพูดและค่อนข้างเกรงใจ คงจะคิดละมั้งว่าหากตอบว่าเบื่อจะทำให้ผมรู้สึกไม่ดี


ความจริงก็รู้สึกไม่ดีนิดๆ ล่ะนะ


“กระหม่อมไม่เคยเบื่อเวลาอยู่กับพระองค์สักนิด จริงๆ นะพ่ะย่ะค่ะ” คนด้านหลังพูดเสียงดังและหนักแน่นขึ้น


“...” ผมหยุดก้าวและหันกลับไปประสานดวงตาสีขาวตรงๆ แววตานั้นกำลังบอกว่าไม่ได้โกหก


น่าแปลกที่อยู่ๆ หัวใจก็พองโตซะอย่างงั้น


“...องค์ชายทรงเบื่อที่กระหม่อมคอยตามหรือพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าผมเงียบอีกฝ่ายจึงถามกลับบ้าง


“ทำไมคิดแบบนั้น” คิ้วข้างนึงยกขึ้นเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถามแบบนั้นออกมา


เบื่อที่ซินตาม?


ไม่มีทาง


ผมชอบเวลาเรียกแล้วอีกฝ่ายคอยขานรับ


ชอบเวลาที่หันไปมองแล้วเจอดวงตาสีขาวทอประกาย


ชอบเวลาใบหน้าขาวๆ นั่นแดงระเรื่อ


แล้วจะเบื่อได้ยังไง


“ก็องค์ชายตรัสเหมือนจะบอกว่าเบื่อที่กระหม่อมคอยตามติดจนพระองค์รู้สึกไม่ดี...”


“ข้าพูดแค่คอยตาม ไม่ได้พูดว่าตามติด และบอกตอนไหนว่ารู้สึกไม่ดี” ผมรีบพูดแทรก ซินแต่งเติมเอาเองจนแทบไม่เหลือเค้าประโยคเดิม


“...ขอประทานอภัย”


“ไม่ให้อภัย”


“...องค์ชายฮาล์บ”


“ข้าไม่เคยเบื่อเวลามีจ้าอยู่ข้างๆ ยิ่งรู้สึกไม่ดียิ่งไม่เคย ถ้าเจ้าพูดผิดอีกข้าจะลงโทษ”


“พ่ะย่ะค่ะ” ซินโค้งศีรษะลงเล็กน้อยน้อมรับคำสั่ง


“แต่ข้าไม่รู้จะลงโทษอะไร เพราะงั้นห้ามพูดผิดเชียว” ผมเผยรอยยิ้มหลังจากทำหน้าหน้านิ่งเคร่งเครียดส่งให้ซิน


“...พ่ะย่ะค่ะ” บรรยากาศหนักๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แม้จะทำหน้านิ่งๆ แต่ผมสังเกตว่ามุมปากของซินยกขึ้นนิดนึง ทั้งที่อยากเห็นตอนยิ้มอีกแท้ๆ


“เจ้าบอกว่าชอบมาหอสมุด” ผมถามต่อหลังจากขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดของหอสมุดแล้ว


ในชั้นบนสุดหรือชั้น 11 เป็นชั้นที่สว่างที่สุดเนื่องจากมีหนังสืออยู่ไม่มากหากเทียบกับชั้นอื่นๆ ขนาดห้องจึงเล็กกว่าและมีพื้นที่นั่งเพียง 2 ที่คือโซฟา 2 ตัวริมผนัง หนังสือเวทมนตร์ระดับสูงไม่ใช่หนังสือที่คนทั่วไปอยากอ่านเนื่องจากเป็นเวทย์ที่ยากทั้งการจำ การร่ายและการควบคุม


“กระหม่อมมาบ่อยๆ”


“ชั้นนี้รึเปล่า”


“พ่ะย่ะค่ะ ชั้นนี้มีคัมภีร์มหาเวทย์อยู่ด้วย หนังสือเล่มอื่นๆ เองก็น่าสนใจไม่น้อย” ไม่บ่อยนักที่ผมจะเห็นประกายความสนใจในสิ่งใดจากซิน แปลว่าชอบหนังสือจริงๆ


“เจ้าคงอ่านหมดแล้ว” ผมลองเกริ่นดู


“ยังพ่ะย่ะค่ะ...แค่ส่วนมาก”


“งั้นพวกเราก็หยิบอ่านกันสักครึ่งวันละกัน” พูดจบผมก็เดินเข้าไปดูหนังสือในชั้นไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้ม สันหนังสือแต่ละเล่มมีชื่อเขียนกำกับเอาไว้ช่วยให้เดาเนื้อหาด้านในได้พอสมควร


ถึงผมจะชอบอ่านแต่ไม่ได้ชอบมากถึงขนาดซิน อย่างหอสมุดนี่ก็เคยมาอยู่ไม่กี่ครั้ง ชั้นนี้เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกเพราะหนังสือเวทย์ในปราสาทเองก็มีอยู่พอสมควร


ซินก้าวเดินไปยังชั้น เพียงพริบตาหนังสือประมาณ 3 เล่มถูกหยิบออกมาไว้ในอ้อมแขนราวกับรู้ที่อยู่ของหนังสือเล่มต่างๆ เป็นอย่างดี ทั้งที่คิดว่าอีกฝ่ายคงเดินไปนั่งก่อนทว่ากลับเดินตรงมาหาผมพลางยื่นหนังสือในมือทั้ง 3 เล่มมาตรงหน้า


“กระหม่อมคิดว่าพระองค์อาจจะทรงหาหนังสือแนวนี้อยู่ หากเคยอ่านแล้วกระหม่อมจะไปหาเล่มอื่นให้พ่ะย่ะค่ะ” ซินขยายความ อาจเห็นว่าผมทำหน้างงละมั้ง


“ขอบคุณ” ผมรับหน้าหนังพวกนั้นมาและเริ่มอ่านชื่อเป็นอันดับแรก


เวทย์ขั้นสูงสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเวทย์น้ำ เป็นชื่อหนังสือเล่มแรกในมือพอไล่ดูชื่ออีกสองเล่มที่เหลือรอยยิ้มของผมก็ปรากฏขึ้นและค้างอยู่แบบนั้น อยากจะหุบแต่ก็หุบไม่ได้ ซินรู้ว่าผมต้องการหนังสืออะไรและถนัดการใช้เวทย์แบบไหน ถึงจะเป็นเรื่องธรรมดาแต่อดดีใจไม่ได้


มันเหมือนกำลังถูกใส่ใจ


“ทรงอ่านรึยังพ่ะย่ะค่ะ” คนรอคำตอบเอ่ยถามอีกครั้ง


“ยังไม่เคยเลย เจ้ารู้ใจข้าจริงๆ นะซิน” ไม่รู้ว่ารอยยิ้มนี่จะหุบได้เมื่อไหร่แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้


โซฟาสำหรับใช้นั่งอ่านอยู่คนละมุมกัน ซินให้ผมเลือกก่อนว่าจะนั่งมุมไหนแล้วเขาจึงเดินไปนั่งยังอีกมุมแทน ผมค่อนข้างไม่พอใจที่นั่งของหอสมุด...จะห่างกันอะไรขนาดนี้


อ่านไปได้สักพักผมเงยหน้ามองซินที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมืออย่างไม่ระมัดระวังตัว ดวงตาสีขาวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับมือที่เปลี่ยนหน้าหนังสือทันทียามอ่านจบ แต่ละหน้าใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ


อ่านเร็วขนาดนั้นจะจำเนื้อหาได้เหรอ


ผมคาใจจนกระทั่งได้เห็นริมฝีปากบางๆ ขยับพึมพำคาถานั่นแหละ


สุดยอด


จะให้พูดกี่ครั้งก็ได้ว่าไซซิน เคอร์เรสสุดยอด


พึ่บ!


ระหว่างกำลังคิดอะไรเพลินๆ ไฟทั้งชั้นก็ดับลงอย่างกะทันหัน พอมองลงไปด้านล่างก็เห็นว่าชั้นอื่นๆ เองก็ดับสนิทเช่นกัน โครงสร้างตึกเป็นบันไดแบบวนโดยแต่ละชั้นจะมีห้องเข้าไปอีกนั่นทำให้เมื่อมายืนตรงบันไดสามารถมองเห็นด้านล่างได้ชัดเจน


“องค์ชายทรงระวังตัวด้วย” ซินเอ่ยพลางเดินเข้ามาใกล้ผม แม้แต่เสียงฝีเท้าของซินยังเบาจนแทบไม่ได้ยิแสดงถึงฝีมือในระดับไม่ธรรมดา


“เจ้าคิดว่ามีคนทำ?”


“กระหม่อมไม่อยากทิ้งความเป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้ารับรู้ เข้าใจที่ซินพูดเราไม่สามารถฟันธงได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับตัวผมไหมแต่ก็ไม่ควรคิดว่าไม่เกี่ยว


เพล้ง!


กระจกด้านบนแตกพร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามา ซินไม่มีท่าทีชะงักแม้แต่นิดเขาวิ่งเข้าใส่อีกฝ่ายด้วยความเร็วพร้อมปล่อยหมัดซ้ายขวา แม้ไฟจะดับแต่ด้วยความที่มีหน้าต่างและเวลานี้ไม่ใช่กลางคืนจึงมีแสงสว่างพอให้สามารถมองเห็นได้


ผมกำลังคิดว่าจะเข้าไปช่วยซินดีไหม ทว่ายังไม่ทันคิดได้ผู้บุกรุกอีกสองคนก็เข้ามาทางบานหน้าต่างที่แตก ผมไม่รอช้าวิ่งเข้าไปร่วมการต่อสู้ด้วยทันที ลูกเตะล่างที่โจมตีเข้ามาผมหลบได้เช่นเดียวกับหมัดซ้ายจากอีกคน ซินเองหลบเลี่ยงการโจมตีของอีกฝ่ายได้ดีไม่แพ้กัน พอมีจังหวะทั้งผมและซินต่างโจมตีกลับไป หากฝีมือแค่นี้ต่อให้ร่ายเวทย์ไม่ได้ก็สามารถเอาชนะได้ไม่อยาก


คิดไปนั้นได้ไม่ถึง 5 วินาทีอีกฝ่ายก็หยิบอุปกรณ์เวทมนตร์ขึ้นมา ถึงจะบอกว่าร่ายเวทย์ในตึกนี้ไม่ได้แต่ไม่เคยบอกว่าอุปกรณ์เวทย์ไม่สามารถทำงานได้


ไม่มีเวลาแม้จะหันไปสบตาสื่อสารกับซิน ผมรู้เพียงว่าหากถอยไปตั้งหลักจะเป็นโอกาสให้อีกฝ่ายใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ผมจึงเลือกที่จะเข้าประชิดตัวแล้วปัดอุปกรณ์นั้นให้พ้นทางพร้อมโจมตีไปยังบริเวณท้องซึ่งเป็นจุดที่ง่ายต่อการโจมตี หันไปมองด้านซินเองก็ทำเช่นกัน อุปกรณ์เวทยมนต์ 3 ชิ้นกลิ้งอยู่บนพื้นโดยที่เจ้าของของพวกมันกองอยู่บนพื้นไม้ถัดไปไม่ไกล


“ตายซะให้หมด!” เสียงจากนอกหน้าต่างดังขึ้นพร้อมอุปกรณ์เวทมนตร์ที่โยนเข้ามาด้านใน อุปกรณ์นั่นคงทำงานทันทีหลังจากกระทบพื้นไม่ก็ปลดชนวน


ไม่ทันแล้ว!


“ซิน!” ผมตะโกนเสียงดังเมื่อร่างกายโปร่งบางเคลื่อนไหวมาอยู่ด้านหน้าและจัดการหมุนตัวเตะโด่งอุปกรณ์เวทมนตร์ออกไปด้านนอกหน้าต่างท่ามกลางความตกตะลึงของผมและคนโยน


“อย่าคิดว่าจะสามารถแตะต้ององค์ชายได้!” ซินประกาศกร้าวพร้อมใช้มือจับยึดชันหนังสือและใช้แรงนั้นส่งตัวเองขึ้นไปยังหน้าต่างบานที่แตก


ผู้บุกลุกรีบถอยหนีทว่าไม่อาจหลบพ้นซินที่กระโดดตามออกไปได้ ผมวิ่งไปยังหน้าต่างอีกบานที่อยู่ด้านแล้วก้มดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซินจับตัวชายคนนั้นไว้แน่นก่อนจะใช้เข่าพุ่งเข้ายังใบหน้านั้นแม้ร่างกายจะลอยอยู่กลางอากาศทั้งคู่ เมื่ออีกฝ่ายสลบเวทย์ลอยตัวก็คลายทั้งสองจึงล่วงลงไปด้านล่างด้วยความเร็วสูง


“ซิน สายน้ำสีฟ้าใสจงเคลื่อนย้ายของเหลวแสนอบอุ่นไปยังผืนปฐพีและโอบอุ้มผู้ที่ตกลงสู่ผืนน้ำนั้นด้วยความนิ่มนวลเฉกเช่นกระแสน้ำวนอันนิ่งสงบ” เพราะรู้ว่าภายในหอสมุดร่ายเวทย์ไม่ได้ผมจึงได้ตัดสินใจกระโดดตามซินลงมาพร้อมกับร่ายเวทย์


ดวงตาสีขาวของซินทอประกายตกตะลึงยามเห็นผมและสายน้ำที่โอบอุ้มพวกเราเอาไว้ด้วยกันทำให้สามารถลงพื้นได้โดยไม่บาดเจ็บ ร่างของผู้บุกรุกซินเหวี่ยงลงพื้นคล้ายจะไม่สนใจก่อนซินจะเดินตรงมาหาผมด้วยสีหน้าเหมือนกำลังโกรธ โมโห และไม่เข้าใจ


“องค์ชายทรงกระโดดลงมาทำไมพ่ะย่ะค่ะ” ซินเปิดฉากถามก่อนด้วยสีหน้าตึงๆ


“...ก็ข้าเห็นเจ้าตกอยู่ในอันตราย” ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงต้องพูดเสียงอ่อยคล้ายกำลังสำนึกผิดด้วย


“กระหม่อมไม่เป็นไรก่อนถึงพื้นสามารถร่ายเวทย์ได้ทันแน่นอน แต่การที่พระองค์กระโดดลงมารู้ไหมว่ากระหม่อมรู้สึกตกใจขนาดไหน”


“...รู้” เห็นสีหน้าตกใจขนาดนั้นไม่รู้คงแปลก


“พระองค์ไม่ควรทำเช่นนี้หากเป็นอันตรายขึ้นมาจะทำยังไง”


“...” ผมไม่พูดอะไรได้แต่ยืนนิ่งๆ ให้อีกฝ่ายบ่นต่อ


“กระหม่อมรู้ว่าองค์ชายมีพระปรีชาคงจะสามารถร่ายเวทย์ได้ทันแต่การตกลงมาจากชั้น 11 อาจทำให้ร่างกายของพระองค์ได้รับความเสี่ยง...”


“...” ผมยังคงยืนนิ่ง แต่ปากผมไม่อาจนิ่งได้เหมือนใบหน้า


ผมกำลังยิ้มและยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่กำลังถูกบ่นไม่หยุด


“แรงอัดอากาศอาจส่งผลให้เกิดบาดแผลนอกได้ง่ายๆ ...พระองค์ทรงยิ้มอะไร” เหมือนซินจะสังเกตเห็นแล้วว่าผมกำลังยิ้มอยู่ ซินไม่ใช่พูดมากหรือชอบพูดดังนั้นจึงไม่บ่อยที่จะเห็นเขาพูดยาวๆ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแบบนี้


ครั้งก่อนผมก็ถูกบ่นเพราะเข้าไปช่วยกันไม่ให้ซินได้รับบาดเจ็บ


“เจ้าห่วงข้า” ผมเอ่ยไปเพียงประโยคเดียวใบหน้าตึงๆ ปนเคร่งเครียดก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พวงแก้มสีขาวเริ่มแดงระเรื่ออย่างน่ามอง ริมฝีปากที่กำลังพ่นคำแสดงความเป็นห่วงอ้าๆ หุบๆ คล้ายไม่รู้จะเอ่ยอะไร


“...ฟังที่กระหม่อมพูดด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ตั้งสติได้ก็กลับมาทำหน้านิ่งอีกรอบ


“อืม ฟังอยู่ เจ้าห่วงข้า”


“กระหม่อมไม่ได้...”


“จะบอกว่าไม่ห่วงข้า?” พอผมถามกลับอีกฝ่ายก็ถึงกับสะอึกเส้นผมสีขาวสะบัดไปมาเพื่อปฏิเสธ


“ไม่ใช่ เอ่อ ที่กระหม่อมพูดหมายถึงพระองค์ไม่ควรกระโดดลงมา” ซินพูดเสียงเบากว่าเดิม ดวงตาสีขาวตอนแรกมีความโมโหและไม่พอใจแต่บัดนี้กลายมาเป็นร้องขอ


“ซิน”


“หัวใจกระหม่อมเกือบหยุดเต้นเมื่อเห็นพระองค์กระโดดลงมา ทั้งร้อนรนทั้งเป็นห่วง เพราะงั้นอย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ”


“ข้าเองก็ตกใจที่เจ้ากระโดดลงไปไม่ต่างกัน จะให้อยู่นิ่งๆ รอเจ้าตกลงไปข้าทำไม่ได้” ทำไม่ได้จริงๆ


“พระองค์ไม่จำเป็นต้องสนใจกระหม่อม...”


“ขอโทษ ข้าคงทำแบบนั้นไม่ได้”


จะไม่ให้สนใจคงไม่ได้แล้ว


นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นผ่านไปซินได้นำอุปกรณ์เวทมนตร์ไปตรวจสอบและได้พบว่าเวทย์ด้านในเป็นเวทย์โจมตีและเวทย์ผนึกแบบผสาน หากโดนเข้าไปอาจเกิดอันตรายครั้งใหญ่ การไม่รู้ว่าใครคือตัวการทำให้ต้องระวังตัวอยู่ตลอดยิ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซินถูกองค์ราชาเรียกให้ไปทำอะไรสักอย่างบรรยากาศจึงค่อนข้างตรึงเครียดเนื่องจากมีองครักษ์คอยตามผมมากกว่าปกติในระหว่างนั้น


พูดตรงๆ ว่าผมค่อนข้างอึดอัดกับการถูกตามเฝ้าจนถึงหน้าห้องนอนถึง 5 คน แต่แล้วบรรยากาศก็ผ่อนคลายขึ้นมากยามซินกลับมาทำหน้าที่ปกติในสัปดาห์ต่อมา


อาจเพราะเหตุการณ์ร้ายๆ หลายครั้งรู้ไปถึงองค์ราชินีหรือท่านแม่จึงได้เรียกผมไปหาเพื่อพูดคุยผ่อนคลายในสวนด้านหลังของคฤหาสน์หลังหนึ่งของท่านแม่ นอกจากปราสาทแล้วมีคฤหาสน์ส่วนตัวอยู่อีกหลายแห่งเวลาต้องการพักผ่อนมักจะออกมาอยู่นี่มากกว่าปราสาท


คฤหาสน์ของท่านแม่ค่อนข้างเล็กแม้จะมีเนื้อที่มากเพราะพื้นที่ส่วนมากใช้ไปกับการจัดสวนเตี้ยๆ สไตล์ต่างชาติที่จะมีหินและต้นไม้พุ่มเล็กๆ จัดประดับตกแต่ง ตรงกลางสวนมีศาลาสำหรับนั่งคุยถัดออกไปไม่ไกลมากเป็นสวนกุหลาบขนาดประมาณอกปลูกเรียงรายคล้ายเขาวงกต


“ฉันขอคุยกับลูกชายตามลำพังนะซิน” น้ำเสียงของท่านแม่ไม่ได้เหมือนกำลังออกคำสั่งแต่คล้ายจะของเวลาส่วนตัว


“ได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขออนุญาตจะไปอยู่ทางสวนกุหลาบนั้นได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ก่อนจากไปซินขออนุญาติอีกรอบ


“ได้แน่นอนจ๊ะ ช่วยดูหน่อยก็ดีกุหลาบพวกนั้นช่วงนี้ไม่ค่อยออกดอกเลย”


“กระหม่อมไม่แน่ใจว่าจะช่วยเรื่องนี้ได้” ซินทำหน้าไม่แน่ใจระหว่างพูดแต่ก็รับปากว่าจะพยายามหาทาง


ศาลากลางสวนจึงเหลือเพียงผมและท่านแม่ น้ำชายยามบ่ายเสิร์ฟพร้อมของว่างง่ายๆ ตั้งแต่มาถึงศาลานี่ไม่นาน แม้จะเป็นช่วงบ่ายทว่าอากาศกลับไม่ร้อนอบอ้าวนัดยิ่งศาลาหลังขาวนี่มีหลังคายิ่งทำให้ไม่ร้อน ลมแย็นๆ พัดเข้ามาไม่ขาดสาย


“ท่านแม่รู้จักซินด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถามหลังยกแก้วชาขึ้นมาจิบ


“แน่นอนจ่ะ ไซซิน เคอร์เรสเป็นเด็กที่พ่อของลูกพามาอยู่ด้วยเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้วมั้ง” ท่านแม่ทำท่านึกระหว่างเล่า


“ท่านพ่อพามา?” เรื่องนี้ไม่เห็นเคยรู้มาก่อนเลย


“ตอนแรกที่แม่เห็นสภาพเขาค่อนข้างแย่ นอกจากตัวเล็กแล้วยังผอมมากๆ ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะอ้วนขึ้นมาได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงเขาไม่ชอบการสื่อสารกับใครเลยค่อนข้างเก็บตัว เหมือนจะได้ยินคาราสบอกว่าเกลียดสีผมกับสีตาของตัวเอง” ท่านแม่เล่าต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ผมพยักหน้ารับเป็นพักๆ


เรื่องพวกนี้ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ซินไม่เคยเล่าให้ผมฟัง...แต่จะให้เล่าคงไม่ได้เพราะผมไม่เคยถาม


ข้อมูลเดียวเกี่ยวกับครอบครัวของซินคือไม่มีใคร


ไม่รู้เลยว่าเส้นผมสีขาวกับดวงตาสีเดียวกันนั่นจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายเกลียด สำหรับผมไม่ว่ามองกี่ครั้งก็รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้สายตาจับจ้อง สีขาวซึ่งเป็นความผิดปกติของพันธุกรรรมที่หาได้ยากยิ่งไม่เห็นน่าเกลียดเลยสักนิด


“ท่านแม่รู้ไหมว่าทำไมถึงเกลียดสีตาและสีผมตัวเอง”


“เรื่องนี้แม่ไม่รู้เหมือนกันนะ ลูกลองไปถามเขาเองเถอะ อ๊ะ!...แต่ค่อยไปถามหลังจากคุยกับแม่เสร็จแล้วนะ” ท่านแม่รีบพูดดักเผื่อผมจะลุกหนี


“ลูกเองก็อยากคุยกับท่านแม่เช่นกัน” ช่วงนี้ท่านแม่ไม่ได้อยู่ในปราสาทแต่มาอยู่นี่แทนผมจึงไม่ค่อยได้เจอนัก


พวกเราแม่ลูกคุยกันอยู่สักพักใหญ่ในเรื่องทั่วๆ ไปอย่างการทำงานหรืออาหารที่กินในแต่ละมื้อว่าเป็นยังไงบ้าง ผมฟังท่านแม่พูดเรื่องต่างโดยมีไม่น้อยเลยสายตาผมมักจะหันไปมองยังสวนกุหลาบด้านข้าง เส้นผมสีขาวของซินแม้จะอยู่ไกลก็ยังเป็นจุดเด่นอยู่ไม่น้อย ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังก้มๆ เงยท่ามกลางต้นกุหลาบสีขาวสะอาดตา ดวงตาสีขาวเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามคล้ายกำลังคิดบางอย่าง


การกระทำเหล่านั้นดึงดูผมให้จับจ้องไป


“...แล้วรู้ไหมว่าพ่อเจ้าพูดว่าแม่อ้วนขึ้นจนแม่ต้องอดของหวานไปสองอาทิตย์เต็มๆ แม่อ้วนตรงไหนชุดก็ยังใส่ได้...ถึงจะคับนิดหน่อยก็เถอะ” ท่านแม่ยังคงเล่าถึงเรื่องเมื่อหลายวันก่อน


“ท่านพ่อเป็นห่วงสุขภาพของท่านแม่จึงได้พูดแบบนั้น” ผมตอบด้วยรอยยิ้ม


“ถึงแบบนั้นก็เถอะ ผู้ชายหยาบคาย เห่อลูก” ผมหลุดขำออกมาเล็กน้อยเมื่อฟัง ทั้งท่านพ่อและท่านแม่ต่างรักผมมากกว่าใคร เอาใจใส่ดูแลและมอบความรักให้อย่างดี


ผมสามารถสัมผัสถึงความรักได้อย่างชัดเจน หากพูดถึงความเห่อลูกผมคิดว่าพวกเขาคงมีเท่าๆ กัน


“คุยอะไรกันสนุกเลยทั้งสองคน” เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นพร้อมร่างบอบบางในชุดเดรสสีม่วงอ่อนจะเดินเข้ามายังศาลาด้วยรอยยิ้ม


“น้าเบลญ่า ยินดีที่ได้พบท่าน” ผมเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท น้าเบลญ่าเป็นพี่สาวแท้ๆ ของท่านแม่ ผมมักจะได้เจอเธอตามงานเลี้ยง เคยได้ยินว่าก่อนท่านพ่อจะพบรักกับท่านแม่พระองค์เคยถูกให้หมั้นหมายกับน้าเบลญ่า แต่พอเจอหน้าท่านแม่ท่านพ่อก็ขอถอนหมั้นและแต่งกับท่านแม่แทน


“ยินดีเช่นกันเพคะองค์ชาย พระองค์โตขึ้นมากและช่างหล่อเหลาเหมือนบิดาท่านไม่มีผิด ข้าขอร่วมวงด้วยได้หรือไม่” น้าเบลญ่าหันไปถามประโยคสุดท้ายกับท่านแม่


“แน่นอนพี่เบลญ่า วันนี้เซนเบลไม่มาด้วยหรือ” ท่านแม่ถามกลับ


เซลเบลคือลูกชายของน้าเบลญ่า เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่อายุมากกว่าผมประมาณ 4 ปี เห็นว่าตอนนี้เข้ารับตำแหน่งนักการทูตด้วยความสามารถทางการสื่อสารเป็นยอดบวกกับหน้าตาและรอยยิ้มอันอ่อนโยน ผมเคยเจอเขาล่าสุดเมื่อหลายเดือนก่อนจะได้เจอกันซิน


“มาสิ เห็นว่าขอไปเดินเล่นในสวนกุหลาบหน่อย นั่นไง” ทันทีที่คำว่าสวนกุหลาบดังขึ้นผมก็แทบจะหันควับไปด้านข้างด้วยความเร็ว


ภาพของซินที่เมื่อครู่ยืนอยู่ตามลำพังบัดนี้มีร่างของชายรูปร่างสูงผมสีน้ำตาลและดวงตาสีเดียวกันยืนอยู่เคียงข้างโดยที่ชายคนนั้นจับจ้องไปยังซินด้วยสายตาอ่อนโอนและรอยยิ้มละมุน หญิงสาวคนใดได้เห็นคงจะหลงเสน่ห์ทั้งรูปลักษณ์และท่าทางของเขาเป็นแน่


ภายในอกผมเริ่มสั่นไหวด้วยความรู้สึกไม่ชอบปนไม่พอใจแปลกๆ ยามเห็นภาพทั้งคู่พูดคุยกัน ซินเองไม่ได้มีทีท่าแสดงออกมากมายเขาก้มหัวเล็กน้อยเพื่อทักทายก่อนเซนเบลจะเปิดบทสนทนาต่อแทบจะทันที


“เหมือนพวกเขาจะเข้ากันได้ดีนะ” ท่านแม่ตรัสบอก


“เขาคนนั้นเป็นใครหรือ” น้าเบลญ่าถาม


“องครักษ์คนสนิทของหม่อมฉันเอง” ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดคำว่าคนสนิทด้วยทั้งที่แค่อธิบายว่าเป็นองครักษ์ของตัวเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว


“เป็นเช่นนี้เอง ฝีมือเขาคงจะต่างกับหน้าตามากพอดูเจ้าถึงได้เอาไว้ข้างกายเช่นนี้” ผมไม่รู้ว่าความหมายของประโยคจากน้าเบลญ่าคืออะไรแต่ก็ไม่อยากคิดหรือเอามาใส่ใจมากนัก


“เขาเก่งกว่าคนอื่น” เก่งกว่ามากๆ ในสายตาผม


“งั้นหรือ”


เมื่อมีบุคคลที่สามอย่างน้าเบลญ่าเข้ามาร่วม บนสนทนาจึงเปลี่ยนหัวข้อไปทางสองสาวนิทาสามีผมที่เป็นชายจึงได้แต่พยักหน้ารับฟังโดยปรายตาจับจ้องไปยังซินที่ตอนนี้ยังคงพูดคุยกับเซนเบลไม่จบ ความรู้สึกไม่พอใจแปลกๆ ยิ่งมีมากขึ้นแต่ผมก็สะกดมันไว้ให้อยู่ลึกที่สุด


ทว่าเพียงการกระทำเดียวทำเอาสิ่งที่สะกดไว้ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ใบหน้าของเซนเบลประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเสมอแม้แต่ตอนที่เอื้อมมือไปยังใบหน้าขาวของซิน ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ท่ามกลางความตกใจของอีกสองคนแต่ผมไม่แม้จะไขข้อสงสัยเดินตรงไปหาซินด้วยใบหน้าตึงๆ จนตัวเองยังรู้สึกได้


“ท่านไม่ควรทำเช่นนี้” ผมได้ยินเสียงซินเมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้น ซินก้าวถอยหลังเว้นระยะจากอีกฝ่ายซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น


“ข้าอยากรู้จักเจ้ามากขึ้น บอกชื่อให้ข้ารู้หน่อยได้ไหม” เซนเบลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้ม


“...ไซซิน เคอร์เรส” ความรู้สึกดีๆ เมื่อครู่หายวับไปกับตาเมื่อซินทำตามความต้องการขออีกฝ่าย


“เป็นชื่อที่แปลกดี ข้าเซนเบล มาเจนโนสว์”


“ขอรับ”


“เจ้าเหมือนไม่ค่อยอยากทำความรู้จักกับข้าสักเท่าไหร่”


“...” ซินเลือกที่จะให้ความเงียบเป็นคำตอบ


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวรู้จักกันไปเจ้าจะอยากรู้จักข้าเอง ไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันไหม” คำถามใหม่ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเดิมๆ


“...ขะ...”


“ขออภัยพอดีเขามีนัดกับข้าแล้ว” ผมไม่รู้ว่าซินจะตอบรับหรือปฏิเสธแต่ผมชิงตอบปฏิเสธให้ก่อนแล้ว


“...ยินดีที่ได้พบองค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์” อีกฝ่ายไม่ได้ตกใจเพียงแค่แปลกใจเล็กน้อยที่ผมเข้ามาขัดจังหวะสนทนา


“ยินดีเช่นกัน” ผมเดินไปยืนขนาบข้างซินคล้ายจะแสดงความเป็นเจ้าของกลายๆ อย่างไม่รู้ตัว


“องค์ชายทรงคุยเสร็จแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” ซินหันมาถาม


“ข้าอยากเดินเล่นบ้าง” ผมตอบพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย


“...องค์ชายทรง...”


“ไซซินจริงหรือที่เจ้ามีนัดกับองค์ชายแล้ว?” เซนเบลเอ่ยถามแทรกประโยคที่ซินกำลังจะพูด


ซินกระพริบตาสองสามครั้งก่อนจะเบนสายตามาสบดวงตาสีฟ้าสว่างของผม ความจริงคือผมไม่ได้นัดกับเขาไว้เพียงแค่พูดขึ้นเพื่อกันไม่ให้ซินไปกินข้าวกับเซนเบลเท่านั้น หากซินอยากทำความรู้จักอีกฝ่ายคงจะบอกว่าไม่ใช่และตอบรับคำชวน


“...ขอรับ” ซินพยักหน้าตอบกลับ


ผมแทบจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ซินปฏิเสธ


“เสียดายจัง ข้ารู้สึกชอบเจ้าขึ้นมาซะแล้วสิ” คำพูดเหมือนเกี้ยวสาวนั่นทำให้คนฟังอย่างผมถึงกับขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกไม่พอใจบอกไม่ถูก


“...ขอบคุณ”


“แปลว่าเจ้าตอบรับความรู้สึกข้า?” เซนเบลถามกลับในจังหวะเดียวกับสายตาผมหันควับไปมอง


ทำไมต้องขอบคุณ ทำเหมือนจะตอบรับความรู้สึกนั้นงั้นแหละ


“มะ...ไม่...”


“ข้าไม่รีบร้อน ไว้เจอกันครั้งหน้าค่อยให้คำตอบก็ได้ แล้วเจอกันใหม่นะไซซิน ขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” และแล้วเซนเบลก็จากไปด้วยรอยยิ้ม


บรรยากาศเงียบๆ เกิดขึ้นเมื่อพวกเราต่างไม่เปิดปากพูดอะไรออกมาสักคำ สายลมแผ่วเบาพัดโชยความเย็นให้มากระทบร่างช่วยคลายความรู้สึกครุกรุ่นที่ไม่เคยเกิดขึ้นนี้ให้ทุเลาลงบ้างเล็กน้อย


“องค์ชายทรงกริ้วอะไรพ่ะย่ะค่ะ” เงียบกันได้สักพักซินเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน อีกฝ่ายหันหน้ามาเผชิญกับผมโดยตรง ดวงตาสีขาวนั่นทอประกายสงสัยแฝงไปด้วยความไม่เข้าใจ


“...ข้าหรือ” ผมถามกลับตรงๆ


ผมโกรธ?


ใบหน้าผมแสดงออกแบบนั้นเหรอ


“พ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่เดินมาพระองค์ทำหน้าเหมือนกำลังกริ้ว” ซินอธิบายขยายความเพิ่ม


ตั้งแต่เดินมาเลย?


ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะแสดงออกทางสีหน้าจนถูกจับได้ง่ายๆ เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองสามารถปิดและสะกดอารมณ์ได้ดี การอยู่ท่ามกลางคนมากมายการสะกดอารมณ์เป็นสำคัญและจำเป็น จะแสดงออกทุกอย่างที่รู้สึกไม่ได้


หากมีแววตาหรือท่าทางไม่มั่นใจหรือกังวลจะส่งผลกระทบโดยตรงกับคนที่มองหรือรับคำสั่ง ผมจึงมักจะแสดงออกด้วยความมั่นใจอยู่เสมอแม้บางครั้งผมจะลังเลมากก็ตาม


เพราะแบบนั้นผมเลยไม่คิดว่าจะแสดงสีหน้าโกรธออกไปตรงๆ จนซินเอ่ยทักแบบนี้


“...เจ้ารู้จักกับเซนเบล?”


“เคยได้ยินชื่อมาก่อนแต่เพิ่งได้เจอตรงๆ วันนี้พ่ะย่ะค่ะ” ซินตอบโดยไม่ปิดบัง


“คิดว่าเขาเป็นยังไง”


“หมายถึงยังไงพ่ะย่ะค่ะ” ซินเอียงคอเล็กน้อยยามไม่เข้าใจความหมายของคำถาม


“เขาบอกว่าชอบเจ้า เจ้าเองก็ชอบเขาหรือ” ผมพูดตรงๆ ว่าต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวในการพูดประโยคนี้ออกไป แต่หากไม่พูดคืนนี้ผมอาจนอนไม่หลับก็เป็นได้


“กระหม่อมไม่ได้ชอบเขา” ตอบเสร็จก็ส่ายหน้าเพื่อย้ำ


“แต่เจ้าพูดว่าขอบคุณ” ถ้าไม่ได้รู้สึกเหมือนกันทำไมต้องขอบคุณคนที่บอกชอบด้วย


“...กระหม่อมเพียงแค่ขอบคุณที่เขาชอบเท่านั้น การมีคนชอบย่อมดีกว่ามีคนเกลียด...กระหม่อมไม่ควรพูดขอบคุณหรือพ่ะย่ะค่ะ” อยู่ๆ คนถูกถามกลับถามกลับซะอย่างนั้น


“ทำไมถึงถาม”


“กระหม่อมไม่เคยถูกบอกชอบ” ซินตอบเสียงแผ่วแล้วพยายามหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยแดงจากบนใบหน้า


“แปลว่าเจ้าไม่เคยมีแฟน?” ผมรีบถามต่อ


“...พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะหันหน้าหนีก็ยังตอบคำถามผม


ใบหน้าตึงๆ ของผมปรากฏรอยยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเพียงแค่ได้ยินคำพูดแสนธรรมดา


“เจ้าควรปฏิเสธไปตรงๆ คำว่าขอบคุณทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเจ้ามีใจให้”


“กระหม่อมไม่ได้ชอบเขา” ซินเบิกตากว้างคล้ายตกใจที่คำพูดตัวเองสามารถแปลความหมายได้แบบนั้น


“คราวหน้าก็บอกเขาไปตรงๆ ซะ”


“พ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าไม่ควรไปเจอกันสองคน หากจะไปเจอให้บอกข้าจะไปด้วย” ผมพูดเสริมอีกนิด


“...พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะมีแววสงสัยแต่อีกฝ่ายก็พยักหน้าโดยดี


เอาล่ะ ผมว่าตัวเองชักแปลกที่รู้สึกอารมณ์ดีกับสถานการณ์นี้แล้วสิ


“เซนเบลพูดอะไรกับเจ้าก่อนข้ามาบ้าง” ผมยังไม่ยอมเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


“เขาเข้ามาทักทายปกติพะเจ้าค่ะ คุยเรื่องดอกกุหลาบกับถามว่าเป็นใคร” ซินทำท่านึกระหว่างเล่า


“เจ้าตอบไปว่าไง”


“...กระหม่อมเป็นองครักษ์ของพระองค์” ซินกระพริบตาสองสามครั้งคล้ายจะไม่เข้าใจว่าผมถามทำไม


“เจ้าไม่ใช่องครักษ์ข้า” ผมแย้ง


“...” ซินทำหน้าตื่นทันทีที่ได้ยิน


“ครั้งหน้าถ้ามีใครถามเรื่องนี้ให้เจ้าตอบว่าเป็นองครักษ์คนสนิทขององค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์” ผมแก้ประโยคให้


ซินไม่ใช่องครักษ์


คำว่าองครักษ์ไม่มีความหมายมากพอสำหรับเขา


“...องค์ชาย”


“เข้าใจนะ”


“พ่ะย่ะค่ะ” ริมฝีปากบางๆ เม้มเข้าหากันแน่นคล้ายจะปิดบังไม่ให้รอยยิ้มถูกคลี่ออกมาให้เห็น


ยามมองรอยยิ้มที่พยายามปิดบังนั่นก็พานให้ผมเผลอยิ้มตามไปด้วยอีกคน สายตาของซินจับจ้องมายังรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นของผมนานกว่าปกติราวกับกำลังมองรอยยิ้มผมเปรียบเทียบกับอะไรบางอย่าง


“คิดอะไรอยู่ซิน” ถึงจะคิดผมคงคิดไม่ออกว่าอีกฝ่ายมีอะไรอยู่ในหัวจึงเลือกที่จะถามออกไปตามตรง


“...เปล่าพ่ะย่ะค่ะ”


“ข้าเคยบอกแล้วว่าเวลาเจ้าโกหกมันดูออกง่ายมาก” ผมย้ำให้อีกฝ่ายรู้ ซินเป็นคนมองออกง่ายมากหากไม่ได้ทำหน้านิ่งๆ ทุกอย่างที่คิดแสดงออกมาหมดเปลือกทว่าเมื่อทำหน้านิ่งไม่ว่าจะคิดอะไรผมไม่สามารถมองออก


“เอ่อ...กระหม่อมเพียงแค่...”


“แค่?” ไม่ได้เร่งนะแค่อยากรู้เร็วๆ


“เพียงแค่คิดว่าต่างกันจังเลยเท่านั้นเอง” น้ำเสียงแผ่วจนเกือบไม่ได้ยินนั่นถ้าอยู่ไกลกว่านี้คงต้องถามใหม่


“อะไรต่าง?” ผมยังไม่ยอมหยุดแน่นหากไม่ได้รับคำตอบ


“รอยยิ้มพ่ะย่ะค่ะ”


“รอยยิ้ม? ของข้ากับใคร?” การที่มองผมคิดได้แค่ว่านำรอยยิ้มของผมไปเปรียบกับใครอีกคน


“ของพระองค์กับท่านเซนบาล...พ่ะย่ะค่ะ” ไม่รู้ว่าผมแสดงอารมณ์ทางสีหน้าออกไปยังไงซินจึงได้พูดเบาลงเรื่อยๆ


“อธิบาย” ผมต้องการคำอธิบาย


และเดี๋ยวนี้ด้วย


รอยยิ้มของผมและเซนบาลถูกเปรียบเทียบ แล้วยังมีคำพูดว่าแตกต่างจังนะอีก


ความหมายคืออะไร


“องค์ชาย...องค์ราชินีทรงรออยู่...”


“ซิน ตอบข้า” ผมไม่ยอมให้อีกฝ่ายบ่ายเบี่ยงไม่ตอบแน่ๆ


“...กระหม่อมไม่รู้ว่าพระองค์ต้องการให้อธิบายอะไร”


“ที่บอกว่ารอยยิ้มข้ากับเซนเบลต่างกันหมายถึงยังไง”


“รอยยิ้มของท่านเซนเบลดูเผินๆ อาจสว่างไสวและอ่อนโยนแต่กระหม่อมคิดว่าไม่ใช่...เขาเหมือนกำลังแสร้งยิ้ม หากเทียบกับรอยยิ้มขององค์ชาย...เอ่อ...” พูดมาถึงตรงนี้ใบหน้าขาวๆ ก็ขึ้นสีอีกรอบ ยิ่งซินเงยหน้าขึ้นมามองรอยยิ้มของผมหน้าก็ยิ่งแดงเข้าไปอีก


“รอยยิ้มข้าทำไม”


“รอยยิ้มขององค์ชายทรงอ่อนโยนและอบอุ่นกว่า”


“เจ้าชอบรอยยิ้มข้ามากกว่าของเซนเบล?” ผมแทบจะหุบยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยิน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกชมเรื่องรอยยิ้ม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกดีใจจนหัวใจพองโตขึ้นมา


“...ไม่ใช่...”


“ไม่ใช่?” พอเห็นว่าอีกฝ่ายส่ายศีรษะผมก็ขมวดคิ้ว


“...ไม่ เอ่อ ใช่...”


“สรุปใช่หรือไม่ใช่” ผมยิ้มกับท่าทางน่าเอ็นดูทั้งที่อีกฝ่ายอายุมากกว่าหลายปี ริมฝีปากบางพยายามเอ่ยพูดทั้งที่ลิ้นเหมือนจะพันกันอยู่เช่นเดียวกับศีรษะที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างพยักหน้ากับส่ายหัว


น่ามองจนละสายตาไม่ได้


“...ใช่พ่ะย่ะค่ะ” ซินนิ่งไปสักพักเพื่อรวบรวมสติแล้วจึงตอบกลับมา


“อะไรที่ว่าใช่ล่ะ”


“...องค์ชาย”


“ฮืม?”


“อย่าทรงแกล้งกระหม่อม” ท่าทางกระวนกระวายปนร้อนรนนั่นตรึงสายตาผมจนไม่เห็นสิ่งรอบตัว


“ข้าเปล่า แค่อยากรู้” ไม่ได้แกล้ง...แค่อยากได้ยินชัดๆ


“องค์ชาย...” ดวงตาสีขาวสว่างสั่นระริกคล้ายกำลังร้องขอความปราณี


“ตอบข้าซิน เจ้าชอบรอยยิ้มข้ามากกว่าเซนเบลใช่ไหม” มีหลายครั้งที่ซินพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบแต่เมื่อยื้อไปมาสักพักอีกฝ่ายก็ต้องเป็นฝ่ายยอมทุกครั้งไป


ผมอยากได้ยินคำว่าชอบจากปากซิน


อยากได้ยินอีกหลายๆ ครั้ง


“...พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมชอบรอยยิ้มของพระองค์มากกว่า” ราวกับกำลังกลั้นหายใจตอบ ซินพูดรัวๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำจนผมอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือขึ้นไปสัมผัสแก้มแดงที่เห่อร้อนจากความเขินอายตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุขกว่าปกติ


ภายในอกหัวใจเต้นเร็วขึ้น


สายตาจ้องมองปฏิกิริยาของซินคล้ายจะไม่ให้พลาดแม้แต่การเคลื่อนไหวเดียว


ยิ่งได้เห็นยิ่งอยากมอง


ยิ่งได้มองยิ่งอยากสัมผัส


ยิ่งอยากสัมผัสยิ่งอยากครอบครอง


ความรู้สึกแบบนี้คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากชอบ


ผมคงหลงรักองครักษ์คนสนิทคนนี้เข้าซะแล้ว


หลงรักไซซิน เคอร์เรส
.........................................................
ความหวานล้ำที่มาพร้อมความหึงหวงนี่ชวนให้ใจละลายจัง
ตอนเราอ่านทวนก็ลงก็รู้สึกเขินขึ้นมา
นี่เราแต่งหวานได้ขนาดนี้เลยเหรอ 555
หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 265 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #543 Timpanteen (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 16:32
    สองแม่ลูกนี้ไม่น่าไว้ใจ
    #543
    0
  2. #532 Danwtlese (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:54
    น่ารักกกกกกก
    #532
    0
  3. #513 ฺฺBunny KS (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 01:45
    จีบกันเก่งงงง
    #513
    0
  4. #508 Nate-napa (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 22:30

    พี่สาวของแม่เรียกว่า 'ป้า' ค่ะ

    #508
    0
  5. #484 Littleflake (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 18:13
    พี่สาวแม่ไม่ใช่ป้าหรอคะ?
    #484
    0
  6. #472 FDB88 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 23:23

    2 แม่ลูกไม่น่าไว้ใจ ส่วรองค์ชายเราก็หึงขนาด หึงแรงมากๆ

    #472
    0
  7. #379 PPruedee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 23:10
    น้ากับผช.คนนั้นดีป่ะเนี่ย ทำไมไม่น่าไว้ใจเลยหว่า
    #379
    0
  8. #240 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 17:58

    องค์ชายรู้ตัวแล้ว~~~~~
    #240
    0
  9. #237 Jinweiyu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 20:21

    องค์ชายหึงงงงง

    ยอมรับตัวเองแล้วด้วย เหลือทางซินนี่แหละนะ
    #237
    0
  10. #236 bee_exosnsdbapinfiniteapinksj (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 19:26

    องค์ชายรู้ว่าชอบแล้วอีกหน่อยเป็นรักน่ะพ่ะย่ะค่ะ รอตอนต่อไปจร้า เราสั่งซื้อนิยายแล้วไรท์ อยากอ่านมากๆเลย
    #236
    0
  11. #235 pcard (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 18:28
    โอยเขินนนนน ซินยังไหวอยู่มั้ยยย ><
    //มีตัวละครใหม่มาแล้ว จะมีอะไรมั้ยน้าาา -0-
    #235
    0
  12. #234 เซริว ฮิคาริ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:59

    ความหวานเต็มจอ
    #234
    0
  13. #233 JKie_Pf (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:38
    ฮืออน่ารักกกกก
    #233
    0
  14. #232 Cha-aimm (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:38

    อร๊ายยยยยเขิน
    #232
    0
  15. #231 Kon--Kon (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:28
    ในที่สุดดด องค์ชายยยก็รู้สักที
    #231
    0
  16. #230 Faffa (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 15:01
    แงงงงง 很 可爱 น่าร้ากกกกกก เขินๆๆๆๆ
    #230
    0
  17. #229 LittleJune (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 14:35
    ยกมือกุมแก้มแน่น
    #229
    0
  18. #228 เว่ยอิง (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 14:05

    น่ารักอ่ะ~~~~~
    #228
    0
  19. #227 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 14:02

    โอ้ยยยยย รู้ตัวสักที~~~
    #227
    0
  20. #226 ริลัค คุม๊า (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 14:00

    พระองค์​พูดแบบนี้เอามีดมาปาดคอคนอ่านอย่างฉันคนนี้เถอะ!! สารภาพ​ยังงี้ฆ่ากรูเลย! ยอม!! กรี๊ดดดดด!!/คือแบบชอบนางตอนหึงมากเกรี้ยวกราด​พร้อมบวกได้ทุกเมื่อ..ใจตรงกันแล้วทีงี้จะเข้าได้รึยัง(ความสัมพันธ์​อันลึกซึ้ง)​
    #226
    0
  21. #225 ku_ro (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 13:57
    หึงเก่ง
    #225
    0
  22. #224 Mermailny (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 13:36

    หวานมากกกกก เขินนนนนนน
    #224
    0
  23. #223 Chixtl (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 13:27
    ขอบคุณนะคะ หวานมากกกกกกก >///<
    #223
    0