-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 12 : *·~หลอม¤ครั้งที่ XI ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,876
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 306 ครั้ง
    24 พ.ค. 62

*·~หลอม¤ครั้งที่ XI ~·*





เป็นเวลา 2 เดือนสำหรับเวลาให้นักเรียนชั้นปี 4 ทุกคนได้หยุดเพื่อคิดค้นเวทย์ใหม่อย่างน้อย 3 เวทย์ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันสอบก็มาถึง...เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญทำให้ทั้งนักเรียนและอาจารย์ทุกคนต่างมารวมตัวกันยังสนามสอบตั้งแต่ช่วงเช้า


ด้วยความที่เป็นฤดูหนาวและมีหิมะตกแม้จะเบาบางไม่หนักแต่ก็อาจส่งผลต่อเวทย์ที่นักเรียนจะใช้แสดงได้ทางสถาบันจึงได้ใช้นักเวทย์จำนวน 8 คนยืนรอบสนามและกางเวทย์ให้บริเวณด้านในเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ เพียงแค่ผมก้าวผ่านเขตแดนความหนาวเย็นก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนอยากดึงผ้าพันคอหนาบนคอทิ้งไปซะให้รู้แล้วรู้รอด


ขืนให้เข้าออกสองสามครั้งได้ป่วยเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันแน่


“องค์ชาย อย่าเพิ่งถอดผ้าพันคอนะพ่ะย่ะค่ะ” ผมเข้าไปบอกองค์ชายที่กำลังจะดึงผ้าพันคอออก องครักษ์ทั้ง 5 คนไม่มีทีท่าอะไรเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ ดูเหมือนองค์ชายฮาล์บจะไปบอกกับองครักษ์ทุกคนว่าผมเป็นคนที่ถูกส่งมาให้ดูแลเขาละมั้ง


ผมไม่ค้านอะไรกับการบอกนั้น จากที่เฝ้าดูมานานองครักษ์ทั้ง 5 คนล้วนเป็นผู้มีความภักดีสูงมาก แทบเป็นไปไม่ได้เลยหากพวกเขาจะทรยศองค์ชาย ถึงจะมีโอกาสทรยศได้แต่หากรู้ว่าผมถูกส่งมาให้ดูแลองค์ชายฮาล์บในระยะประชิดพวกเขาคงไม่กล้าลงมือง่ายๆ


“ข้าเริ่มร้อนนี่”


“องค์ทรงเพิ่งหายป่วยได้ไม่นานต้องรักษาตัว...”


“ไม่ต้องห่วงข้าขนาดนั้นซิน ถึงข้าจะดีใจก็ตามที” รอยยิ้มสว่างดุจแสงของดวงอาทิตย์ทำเอาผมลืมคำพูดก่อนหน้าไปหมด


“...ทรงอย่าฝืนร่างกายนักเลย”


“ข้าหายดีแล้ว วันนี้ข้าจะโชว์เวทย์ให้เจ้าดู”


“กระหม่อมได้เห็นเวทย์ของพระองค์ก่อนหน้านี้แล้ว” ผมเอ่ยเสียงเบา ก่อนหน้านี้ผมเคยถูกองค์ชายเรียกให้ไปสอนทริกการใช้เวทย์ผสาน และนั่นทำให้เห็นเวทย์ที่จะใช้สอบวันนี้แล้ว


“เวทย์ที่ข้าจะใช้สอบไม่ใช่เวทย์ที่เจ้าเคยเห็นแน่นอน” คำพูดขององค์ชายฮาล์บทำให้ผมเริ่มขมวดคิ้วพลางตีความหมายของประโยค


“องค์ชายจะบอกว่าแอบคิดและฝึกเวทมนตร์อื่น?” ผมตามติดองค์ชายแทบ 24 ชั่วโมง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เห็นตอนเวลาอีกฝ่ายฝึกซ้อมเวทย์


“จริงอยู่ที่ข้าแอบคิด แต่ไม่ได้แอบฝึกนะ” คำตอบเรียบๆ นั่นยิ่งทำให้ดวงตาสีขาวผมเบิกกว้างขึ้นเพราะเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ


“พระองค์จะใช้เวทย์ที่คิดโดยไม่ได้ฝึกกับการสอบที่สำคัญขนาดนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” จะให้ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบคงไม่ได้ ต่อให้เป็นผมการใช้แสดงเวทย์ออกมาโดยไม่เคยฝึกอาจทำได้แต่ใช่ว่าจะทุกครั้ง องค์ชายเองมีฝีมือหากได้ลองฝึกร่ายสักครั้งสองครั้งต้องใช้เวทย์นั้นได้คล่องแคล่วแน่ แต่นี่กลับทำเพียงแค่คิดแล้วใช้จริงตอนวันสอบ


มันเสี่ยงเกินไป


หากพลาดจะกลายเป็นว่าคะแนนจะตกลง


“จะให้เห็นเวทย์เดิมซ้ำคงน่าเบื่อเกินไป”


“กระหม่อมไม่เบื่อพ่ะย่ะค่ะ ทรงใช้เวทย์เดิมเถอะ” ผมรีบทักท้วง


“ไม่” คำปฏิเสธทำเอาผมเริ่มร้อนรน ใบหน้านิ่งขององค์ชายเริ่มอมยิ้มก่อนจะหลุดขำออกมาเล็กน้อย


“...องค์ชายทรงแกล้งกระหม่อม” ผมสรุปได้เพียงแค่นี้


“ก็เจ้าทำหน้าเครียดนี่”


“จะไม่ให้กระหม่อมเครียดได้ยังไงในเมื่อพระองค์...”


“ซิน เจ้าคิดว่าข้าจะทำพลาดรึเปล่า” องค์ชายฮาล์บเรียกก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“ไม่พลาดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” เป็นอีกครั้งที่ผมตอบโดยไม่ต้องคิด


แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี


“งั้นก็อย่าห่วง ข้าไปเตรียมตัวก่อนล่ะ เสร็จแล้วกลับด้วยกันนะ”


“กระหม่อมกลับเองได้พระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบาก” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เมื่อเช้าเองพอเห็นว่ามีหิมะองค์ชายก็เรียกให้ผมขึ้นรถม้ามาด้วย ถึงจะปฏิเสธหลายรอบยังไงดูเหมือนองค์จะไม่ฟังดึงผมเข้าไปในรถซะงั้น


“ข้าไม่ได้ลำบาก จะตามกลับทั้งที่หิมะตกไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ ถ้าป่วยไปจะทำยังไง” อีกฝ่ายบอก


“กระหม่อมไม่เคยป่วย” สิ่งที่ผมพูดล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น


“ไม่เคยเลยหรือ” ดวงตาสีฟ้าสว่างเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังตกใจ


“พ่ะย่ะค่ะ” ตั้งแต่จำความได้ผมไม่เคยป่วยมาก่อนนั่นอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่โตมาก็เป็นได้ ต่อให้ตากหิมะ ตากแดดร้อนๆ หรือแม้แต่ให้ยืนตากลม


“ถึงแบบนั้นก็ใช่ว่าจากนี้จะไม่ป่วยนี่ เสร็จแล้วกลับกับข้านะ”


“กระหม่อมไม่...”


“เสร็จแล้วกลับกับข้านะ” คำถามเดิมถูกกล่าวซ้ำเป็นครั้งที่ 3


“องค์ชายอย่าทรงทำแบบนี้ยังไงมันก็ไม่...”


“เสร็จแล้วกลับกับข้านะ”


“...” ผมอ้าปากคล้ายจะบ่นแต่ก็เปลี่ยนเป็นถอนหายใจแทน องค์ชายฮาล์บเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี เขาสามารถอ่านท่าทีของแต่ละคนได้จากการมอง แต่ครั้งนี้ถึงเขาจะมองว่าผมลำบากใจก็ยังจงใจถามคำถามเดิมไม่เลิก


“ซิน กลับกับข้า” นอกจากจะไม่ให้ปฏิเสธแล้วยังเร่งอีก


แล้วให้ผมตอบอะไรล่ะ มีแค่คำตอบเดียวเท่านั้นแหละที่จะช่วยยุติการสนทนานี่ลงได้


“...พ่ะย่ะค่ะ”


การทดสอบจะเริ่มต้นในเวลา 9 โมงโดยจะไล่ตั้งแต่ห้อง 5 ไปจนถึงห้อง 1 ตามลำดับ อาจดูเหมือนนานแต่ในความจริงไม่ได้นานขนาดนั้นแม้จะมีนักเรียนรอสอบกว่า 150 คนทว่าการร่ายคาถานั้นใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีต่อหนึ่งเวทย์ด้วยซ้ำ ดังนั้นคนนึงจะใช้เวลาอย่างมากไม่เกิน 10 นาที


มีไม่น้อยเลยที่สามารถร่ายเวทย์ได้เร็วมากทำให้จบการสอบไปได้อย่างสบายๆ


ตอนนี้นักเรียนของห้อง 1 กำลังทยอยเข้ารับการสอบโดยจะมีคนเรียกชื่อ เมื่อถูกเรียกให้ออกมายืนกลางสนามก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์อย่างน้อย 3 เวทย์ แต่ละคนทำได้ค่อนข้างดีไม่ว่าจะเป็นเวทย์ใหม่หรือเวทย์ผสานต่างเป็นเวทย์ที่ไม่เคยเห็นตามที่ทางสถาบันต้องการ


มีหลายเวทย์ที่ผมถึงกับแอบจำคาถาไว้เผื่อจะเอาไปใช้บ้าง


“หินผาสีดำเงาจงระเบิดออกด้วยพลังแห่งข้าและเคลือบความแข็งแกร่งสีดำนั้นด้วยลาวาสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงลุกไหม้ท่ามกลางความมืด” เวทย์ใหม่จากทราย์ ปาเปลวเรียกดวงตาสีขาวผมให้มองไปอย่างอึ้งๆ ไม่คิดว่าจะมีความสามารถขนาดย่อการผสานเวทย์ให้สั้นได้ขนาดนี้ ถึงพลังจะยังไม่รุนแรงนักแต่ใช้ได้เลยทีเดียว


“คนต่อไป องค์ชายฮาเบลโทธส์ เวธาณาร์” เมื่อได้ยินชื่อจากการประกาศบรรยากาศของทั้งสนามก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เหล่านักเรียนต่างเลิกทำสมาธิและเดินมาดูการใช้เวทมนตร์ของชายที่จะได้ขึ้นเป็นราชาองค์ต่อไป


คณาจารย์และผู้อำนวยการเองก็ต่างจับจ้องไปยังภาพตรงหน้าด้วยความคาดหวัง เพราะได้ชื่อว่าเป็นราชาองค์ต่อไปความคาดหวังจากทุกคนจึงไม่ใช่เวทย์ง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้ สำหรับผมคิดว่าเวทย์ก่อนหน้านี้ที่องค์ชายเคยแสดงให้ดูถือว่าสุดยอดมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวทย์ผสานผนึกโจมตีหรือเวทย์ที่ใช้มองทะลุเวลาพรางตัวทว่าองค์ชายกลับเลือกจะใช้เวทย์อื่นผมจึงกังวลอยู่ไม่น้อย


“องค์ชาย” ผมพึมพำพลางมองร่างตรงกลางสนามที่เงยหน้าขึ้นมาสบ ดวงตาสีฟ้าสว่างจับจ้องมายังดวงตาสีขาวของผมก่อนจะคลี่ยิ้มคล้ายจะบอกว่ารอดูนะมาให้


“เกลียวคลื่นใต้มหาสมุทรสีครามจงทะยานขึ้นสู่ท้องนภาด้วยพายุคลั่งของสายลมอันเกลี้ยวกาจและจงแตกกระจายดั่งสายฝนที่ซ่อนพลังกำลังแห่งความบ้าคลั่งของวายุและวารี ฉีกกระชากทุกสิ่งที่สัมผัสภายให้การชี้นำแห่งข้า” วงแหวนเวทย์สีฟ้าสว่างปรากฏขึ้นพร้อมกางออกจนครอบคลุมพื้นที่สนามทั้งหมดก่อนเกลียวคลื่นจะรวมเข้ากับพายุและกระจายตัวออกไปเป็นหยดน้ำเล็กๆ เหมือนสายฝน ทว่าหากมองดีๆ จะเห็นว่าฝนแต่ละเม็ดนั้นมีการหมุนอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายใน เชื่อเลยว่าพลังทำลายต้องรุนแรงต่างจากรูปลักษณ์อันบอบบางของหยดน้ำแน่ๆ


เพียงแค่เวทมนตร์แรกก็ทำเอาทั้งสนามเงียบกริบ นี่ไม่ใช่การผสานแต่เป็นการสร้างเวทย์ใหม่อย่างแท้จริง ผมเคยเห็นเวทย์พายุมาหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่เคยเห็นใครกล้านำความรุนแรงของพายุเข้าไปใส่ในรูปลักษณ์อันบอบบางอย่างหยดน้ำมาก่อนในชีวิต


แทบไม่น่าเชื่อว่าองค์ชายที่มีอายุเพียง 22 ปีกว่าจะสามารถสร้างเวทย์ระดับนี้ได้ คะแนนของเวทย์แรกผมให้เต็มโดยไม่มีของกังขาใดๆ ซึ่งคนอื่นๆ เองคงเห็นด้วยกับผมเช่นกัน


“ปราพกที่มอดไหม้จงรับการพัดโบกจากสายลมเพื่อกระหน่ำเปลวเพลิงสีแดงให้ลุกโชดช่วง กูณฑ์สีแดงเพลิงเอ๋ยจงแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ สลายปีกโผลบินสู่ท้องฟ้าสีสดด้วยเปลวเพลิงนั้นแล้วพุ่งโฉบเฉี่ยวผู้ใดก็ตามที่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตนี้” เวทย์ที่สองถูกร่ายออกมาติดๆ กัน แน่นอนว่าเวทย์เมื่อครู่ทำเอาผมอึ้งไปแล้วแต่เวทย์นี้กลับสร้างความตกตะลึงยิ่งกว่า และไม่ใช่แค่ผมที่ตกตะลึงแต่ทุกคนต่างตกตะลึงไม่ต่างกัน


ทุกคนในอาณาจักรเวธาณาร์ต่างรู้ดีว่าองค์ชายฮาล์บชอบเวทย์น้ำมากเป็นพิเศษดังนั้นเกือบทุกเวทย์ขององค์ชายจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ แต่เวทย์นี้กลับฉีกความเป็นตัวตนขององค์ชายอย่างสิ้นเชิง เวทย์ไฟผสานกับเวทย์ลมโจมตีจนเกิดเป็นเวทย์ใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้คาถาร่ายมากมายอย่างการผสานเวทย์ปกติ


เวทย์สุดท้ายที่ร่ายเป็นเวทย์ผนึกที่ไม่ใช่โซ่แต่เป็นเสาเหล็กแหลมผสานกับสายฟ้าจนก่อเกิดเป็นการจับกุมอันทรงพลัง ยิ่งไปกว่านั้นเวทย์ที่ใช้กลับเป็นเวทย์ที่ทำได้แค่คิดยังไม่ได้มีการลองร่ายจริงมาก่อนก็จริงสร้างความตกใจให้มากขึ้นไปอีก ไม่ง่ายเลยที่จะคิดและสามารถใช้เวทย์นั้นออกมาได้ในทันที


ต้องพูดชมยังไงดีล่ะ


สมแล้วกับที่มีพลังเวทย์มหาศาล


หรือสมแล้วกับความสามารถขององค์ชาย


ไม่สิ ต้องพูดว่าสมแล้วกับที่เป็นองค์ชาย


สุดยอด!


คะแนนสอบสูงสุดของปี 4 คือคะแนนเต็มซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ทุกคนที่เห็นเวทย์ทั้ง 3 เวทย์ขององค์ชายฮาล์บคงไม่มีใครเกิดข้อสงสัยขึ้นมาแน่


การสอบผ่านพ้นไปจนกระทั่งวันจบการศึกษาจากสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ การเตรียมงานเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ให้สมกับการส่งท้ายนักเรียนชั้นปี 4 สถานที่จัดงานเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ยักษ์ตรงกลางจะมีเวทีสำหรับขึ้นไปรับประกาศนียบัตรและหนังสือเวทมนตร์คนละ 1 เล่ม เห็นว่าผู้ที่จบชั้นสูงสุดจะได้รับหนังสือเวทมนตร์ระดับสูง


ผมเองรู้สึกสนใจหนังสือนั่นอยู่ไม่น้อย


ผู้มอบประกาศนียบัตรคือผู้อำนวยการของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ ส่วนหนังสือเวทย์จะได้รับจากมือขององค์ราชาแห่งอาณาจักรเวธาณาร์ ราชาคาราสนั่นเอง


อาจารย์หลายสิบท่านนั่งเรียงยังเก้าอี้ด้านข้างเวทีทั้งสองฝั่งคอยมองเหล่านักเรียนขึ้นไปรับประกาศนียบัตรและหนังสือเวทมนตร์ นักเรียนที่จบจะนั่งอยู่แถวหน้าส่วนแถวกลางไปจนถึงแถวหลังจะเป็นนักเรียนของสถาบันเวทมนตร์ที่มาร่วมแสดงความยินดีให้กับผู้จบ เป็นธรรมเนียมสานต่อกันมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน


เมื่อทุกคนรับเสร็จผู้อำนวยการสถาบันเวทมนตร์จึงก้าวออกมาพูดคุยก่อนจะส่งต่อให้องค์ราชาพูดปิดพิธีในวันนี้ เสียงขององค์ราชาผมได้ยินบ่อยมากโดยเฉพาะเวลาถูกเรียกให้ไปฟังเรื่องต่างๆ ดังนั้นหากฟังนานๆ ร่างกายผมเลยมีปฏิกิริยาทันที ความเบื่อและความง่วงค่อยๆ เข้ามาคืบคลานกัดกินสติทีละน้อย


“...ดังนั้นข้าจึงรู้สึกยินดีและปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งที่อาณาจักรของเราได้มีบุคคลมากความสามารถอย่างพวกเจ้าทุกคน สุดท้ายข้าขอให้ทุกคนก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือกอย่างมีความสุข ก่อนจะจากกันไปข้าอยากให้อาจารย์ไซซิน เคอร์เรสมาปิดท้ายงานนี้ด้วยการแสดงเวทย์อันยิ่งใหญ่ให้เหมาะกับวันจบการศึกษาและถือเป็นการบอกลานักเรียนรวมถึงอาจารย์ทุกๆ คนด้วย”


“...ว่าอะไรนะ?!” ผมที่กำลังจะหลับถึงกับสะดุ้งตัวจับจ้องไปยังราชาของอาณาจักรด้วยความไม่เข้าใจ


เมื่อครู่บอกให้ทำผมอะไรนะ


“มาสิ อาจารย์ไซซิน เคอร์เรส” เมื่อถูกเรียกอีกครั้งผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากลุกขึ้นแล้วเดินไปทางองค์ราชา


“องค์ราชา...จะให้กระหม่อมทำอะไร...”


“ไหนๆ เจ้าก็จะไม่อยู่แล้วบอกลาทุกคนแล้วปิดงานวันนี้หน่อยละกัน”


“ปิดงาน? หมายถึงให้กระหม่อมทำอะไร” ถึงจะเอ่ยถามต่อทว่าองค์ราชากลับทำเพียงส่งยิ้มแล้วเดินกลับไปนั่งยังที่ของตัวเองปล่อยให้ผมยืนนิ่งอยู่กลางเวทีด้วยหัวใจที่เต้นรัวขึ้นเนื่องจากมีสายตานับพันคู่จับจ้องมาเป็นจุดเดียว


ตอนนี้ผมสามารถแข็งเป็นหินโดยไม่ต้องถูกร่ายเวทย์ใส่ด้วยซ้ำ!


ทำกันได้นะองค์ราชา


วันนี้นอกจากจะเป็นวันจบการศึกษาแล้วยังเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะทำหน้าที่อาจารย์ด้วย ทั้งที่อยากจากไปแบบเงียบๆ แต่ตอนนี้คงทำตามความหวังนั้นไม่ได้แล้ว


“เอ่อ...การได้เข้ามาสอนยังสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ถือเป็นครั้งแรก แม้จะมีหลายๆ อย่างไม่เข้าใจแต่การได้สอนนักเรียนก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ทุกเวทมนตร์ที่ได้สอนหรือทำให้ดูนั้นสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามแบบฉบับของตัวเอง...ขอบคุณ” ผมพูดมาสักพักก็ปิดประโยคได้สำเร็จ


การยืนพูดต่อหน้าคนมากมายใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะ


“เวทย์สุดท้ายเพื่อปิดงานวันนี้ล่ะซิน” องค์ราชาที่อยู่เยื้องไปด้านหลังพึมพำเสียงเบาให้ได้ยิน


ต้องแสดงเวทย์ด้วย?


แม้ในใจจะเกิดคำถามแต่ผมก็ทำเพียงสูดลมหายใจเข้าปอดพร้อมทั้งกางวงแหวนเวทย์สีขาวออกกว้างจนครอบคลุมพื้นที่ทั้งห้องไว้...


“ประกายแสงแห่งอัญมณีอันเลอค่าจงส่องประกายสอดประสานกับแสงแห่งสุริยาสีเหลืองทอง จงปกคลุมห้องนี้ด้วยไออุ่นดุจดั่งแสงอาทิตย์ในยามเช้าและจงแผดสีสันทั้งเจ็ดประดับความงดงามนี้ให้ตราตรึงทุกสายตาที่จับจ้อง” เมื่อร่ายเวทย์จบทั้งห้องก็ถูกย้อมไปด้วยสีเหลืองทองของแดดก่อนสีสันนับล้านจะทอประกายเป็นคลื่นแสงอัญมณีอันงดงามตรึงสายตาทุกคู่ให้จ้องงมองจนแทบไม่กระพริบ


ผมขอมอบเวทย์นี้ให้กับนักเรียนทุกคนโดยเฉพาะกับผู้ที่เรียนจบจากสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้...


ยินดีด้วยที่จบการศึกษา


ทันทีที่งานจบผมถูกองค์ราชาคาราสเรียกพบเป็นการส่วนตัวจึงไปบอกกับองค์ชายฮาล์บให้กลับไปก่อน องค์ชายเองก็พยักหน้าตอบรับพร้อมกับบอกว่าถูกองค์ราชินีเรียกไปพบดี ดังนั้นพวกเราจึงแยกกันไปคนละทาง


ผมค่อนข้างมั่นใจว่าองครักษ์ทั้ง 5 คนสามารถคุ้มกันองค์ชายฮ์บให้ปลอดภัยได้ แต่ถึงจะมั่นใจแต่ก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี


“เหม่ออะไรน่ะซิน” องค์ราชาเรียกสติผมโดยการโบกมือไปมาตรงหน้าผม


“...ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ องค์ราชามีเรื่องอะไรถึงเรียกกระหม่อมมาหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถาม


ตอนนี้ผมเดินตามหลังองค์ราชาอยู่ในสวนด้านข้างตึกเรียน ถึงจะพูดว่าสวนแต่ในฤดูนี้ก็เห็นเพียงสีขาวของหิมะที่ประดับปกคลุมไปทั่วเท่านั้น สถานที่นี้คงปลอดภัยมากกว่านั่งคุยกันอยู่ในห้องแถมยังป้องกันการดักฟังด้วย


“จากการสืบข้อมูลและใช้เวทมนตร์สืบสวน เหมือนคนที่จ้องเร่งงานฮาล์บจะเป็นหนึ่งในบรรดาญาติของข้าไม่ก็เอโดร่าน่ะ” ราชาคาราสเปิดประเด็นอย่างรวดเร็ว


“เรื่องนี้พระองค์น่าจะทรงรู้อยู่ก่อนแล้ว” ผมไม่ได้แปลกใจเพราะคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ องค์ราชาเองก็คงรู้อยู่แล้วว่าคนที่จ้องเล่งงานองค์ชายเป็นหนึ่งในบรรดาญาติไม่ฝั่งใดก็ฝั่งหนึ่ง เอโดร่า เวธาณาร์คือชื่อขององค์ราชินีของอาณาจักรนั่นเอง


“ใช่ ข้ารู้อยู่แล้ว”


“พระองค์ทรงไม่เรียกกระหม่อมมาเพียงเพื่อบอกเรื่องนี้ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามออกไปตามตรง


“ถูก...ข้าจำกัดวงให้แคบลงได้แล้ว เป็นญาติทางฝั่งเอโดร่า”


“...แบบนี้ค่อนข้างยากทีเดียว” ผมพึมพำด้วยใบหน้าคิดหนัก


ราชินีเอโดร่ามีญาติอยู่หลายสิบคน แค่ในครอบครัวราชินีก็เป็นพระธิดาองค์ที่ 7 แปลว่ามีพี่สาวอีก 6 คนและแต่ละคนต่างแต่งงานและมีครอบครัว นี่ยังไม่นับญาติฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่อีกนะ


อย่าเรียกว่าจำกัดวงให้แคบเลย


กว้างสุดๆ


“ข้าเลยอยากให้เจ้าช่วยอะไรอีกหน่อย”


“ช่วยอะไรพ่ะย่ะค่ะ”


“ช่วยดูแลฮาล์บให้ดีโดยเฉพาะช่วงนี้จนกว่าจะถึงวันรับตำแหน่งจากข้าในอีก 2 เดือนหลังวันเกิดฮาล์บ” องค์ราชาพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งเครียด


“รับด้วยเกล้า” ผมเข้าใจความต้องการขององค์ราชา


หากพวกนั้นต้องการตำแหน่งว่าที่ราชาองค์ต่อไปจำเป็นต้องกำจัดองค์ชายฮาล์บให้พ้นทาง ในเมื่อตลอดครึ่งปีมานี่ส่งคนมาเร่งงานหลายต่อหลายครั้งแต่ยังไม่สำเร็จทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าพวกนั้นต้องลงมืออีกในช่วงนี้ไปจนถึงก่อนวันงานในอีก 2 เดือน


“ข้าวางใจถ้าฮาล์บมีเจ้าอยู่ข้างๆ”


“กระหม่อมไม่ได้เก่งขนาดนั้น”


“แต่เก่งมากว่านั้นล่ะสิ ข้ารู้ฝีมือเจ้าดีถึงได้กล้าฝากฮาล์บไว้ เพราะข้าเรียกมาวันนี้เลยตามฮาล์บกลับปราสาทไม่ได้เลยนะ” องค์ราชาพูดต่อ พวกเราเดินวนรอบสวนและกำลังจะเดินกลับไปยังรถม้าของราชาคาราสที่อยู่ไม่ไกล


“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายถูกองค์ราชานิเรียกไปป่านนี้คงกำลังคุยกันอยู่กระหม่อมไม่อยากละเมิดความเป็นส่วนตัวมากนัก”


“...เจ้าว่าฮาล์บถูกใครเรียกนะ” ดวงตาสีฟ้าหม่นขององค์ราชาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเองเริ่มมีความตึงเครียดเกิดขึ้น


“องค์ราชินีเรียกพ่ะย่ะค่ะ” ผมพูดซ้ำอีกรอบ


“เป็นไปไม่ได้ วันนี้ก่อนออกมาจากปราสาทเอโดร่ายังฝากให้มาบอกฮาล์บอยู่เลยว่าวันนี้จะไม่อยู่ปราสาทให้กินมื้อเย็นกันแค่ 2 คนพ่อลูก” คำพูดจากองค์ราชาทำให้ดวงตาสีขาวของผมเบิกกว้างด้วยความตกใจ


ภายในหัวประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว


“...มีคนส่งสารปลอม” ผมพูดเสียงเบาพร้อมขบเม้มริมฝีปากแน่น


“ซิน!”


“พ่ะย่ะค่ะ ประกายแสงสีขาวจากหมู่มวลเวทมนตร์อันทรงพลังจงแนบชิดกายาและสยายปีกขาวล้วนดั่งนกที่โลดแล่นบนท้องนภาให้แก่เรา” เพียงคำเดียวที่ราชาเรียกผมก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว ผมร่ายเวทย์ปีกบินขึ้นบนท้องฟ้าและพุ่งตรงไปยังทิศที่องค์ชายใช้เดินทางกลับ


สายลมเย็นๆ กับละลองหิมะที่กำลังเริ่มตกจากฟากฟ้าทำให้การมองเห็นรวมไปถึงการเคลื่อนที่ค่อนข้างลำบากพอสมควร ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มากพอจะเรียกว่าอุปสรรคได้


ปีกสีขาวบริสุทธิ์สยายพร้อมกระพือขึ้นลงชะลอความเร็วลงเมื่อมาถึงจุดหมายบริเวณถนนสายเดี่ยวที่ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ ถนนสายนี้เป็นถนนพิเศษตัดผ่านป่าจากปราสาทมายังสถาบันเวทมนตร์ทำให้มีเพียงบุคคลระดับสูงที่สามารถใช้เส้นทางนี้ได้


ด้านล่างมีรถม้าขององค์ชายที่ถูกคลุมด้วยเกราะสีใสโดยมีองครักษ์ทั้ง 5 คนยืนล้อมรอบรถม้าเพื่อป้องกันการโจมตีที่กำลังเกิดขึ้น เปลวเพลิงสีแดงพุ่งเข้าโจมตีจากรอบทิศทางเหล่าองครักษ์ร่ายเวทย์เพื่อป้องกันตัวเองทว่าเวทย์นั้นกลับไม่ได้โจมตีไปยังกลุ่มองครักษ์แต่เป็นเกราะสีใสที่ห่อหุ้มรถม้าอยู่ในจุดเดียวกัน


เกราะสีใสอาจแข็งแกร่งแต่เมื่อถูกโจมตีไปยังจุดเดียวแถมพลังของเวทย์ยังสูงมาก ผลที่เกิดขึ้นคือเกราะสีใสนั่นแตกละเอียด ด้วยพลังที่เสมอกันเวทย์ทั้งสองจึงสลายหายไป ผมถอนหายใจด้วยความโล่งได้ไม่นานการโจมตีอันรวดเร็วละลอกต่อมาทำเอาดวงตาสีขาวของผมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เวทย์โจมตีขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นเหนือรถม้ากับองครักษ์ทั้ง 5 และพุ่งตกลงมาเพียงเสี้ยววินาที


“องค์ชายฮาล์บ!!” ผมตะโกนเรียกพร้อมบินโฉบลงไปด้านล่าง ควันจากการโจมตีเมื่อครู่ยังคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สิ่งแรกที่เห็นหลังควันเริ่มจากคือร่างขององครักษ์ล้มลงไปกองอยู่บนพื้นเช่นเดียวกับเศษรถม้าที่ถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี


ผมวิ่งเข้าไปด้านในควันเพื่อหาองค์ชายโดยในใจกำลังต่อว่าตัวเองถึงสาเหตุที่ไม่ยอมร่ายเวทย์ทันทีที่มาถึง ปล่อยให้พวกนั้นโจมตีซ้ำหลายครั้งแบบนี้ได้ยังไง แบบนี้ยังมีหน้าไปบอกว่าจะปกป้ององค์ชายอยู่ได้เหรอหากองค์ชายเป็นอะไรไป


“องค์ชาย!” ผมเอ่ยเรียก


“ซิน?” แม้จะเป็นเสียงเรียกอันแผ่วเบาแต่ก็มากพอที่จะทำให้ผมก้าวไปยังต้นเสียง ควันสีเทาถูกสายลมเย็นพัดออกไปจนหมด ร่างขององค์ชายฮาล์บยืนอยู่ภายในเกราะสีฟ้าใสในสภาพปลอดภัยปราศจากบาดแผลใดๆ


“พระองค์ทรงปลอดภัยนะพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถาม จากที่มององค์ชายคงร่ายเวทย์ป้องกันไว้ และเวทย์นี่แข็งแกร่งมากพอที่จะไม่ถูกทำลายจากการโจมตีซ้ำ


“เจ้ามานี่ได้ยังไง ไม่ใช่ว่าท่านพ่อเรียกพบหรือ” องค์ชายถามกลับด้วยใบหน้าสงสัย


“สารที่องค์ราชินีเรียกพบองค์ชายเป็นของปลอมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเลยรีบตามมา” คำอธิบายดังขึ้นพร้อมกับผมที่หันไปมองรอบทิศทาง การเคลื่อนไหวของพุ่มไม้แม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แต่ก็มากพอให้ผมรู้ตำแหน่งของศัตรู


“ของปลอมงั้นเหรอ แปลว่าล่อข้าเพื่อมาจัดการสินะ”


“กระหม่อมไม่ยอมให้ใครทำร้ายพระองค์แน่นอน” ผมกล่าวเสียงหนักแน่น


“รักษาองครักษ์ข้าหน่อยได้ไหม”


“พ่ะย่ะค่ะ แสงสีเขียวแห่งการปัดเป่าจงห่อหุ้มผู้ที่ไม่อาจขยับกายาด้วยสายลมแห่งการรักษา” ผมร่ายร่ายเวทย์รักษาองครักษ์ทั้ง 5 คน


พึ่บ!


เสียงการเคลื่อนไหวจากด้านหลังไม่อาจรอดพ้นสัมผัสของผมได้ ดาบสีเงินที่โจมตีมาถูกหลบเลี่ยงได้ในเสี้ยววินาทีทว่าไม่ได้มีเพียงคนเดียวที่ออกมา อีกฝั่งหนึ่งมีผู้ชายประมาณ 5 คนร่ายเวทย์โจมตีใส่องค์ชายโดยผมเองก็อยู่ในอาณาเขตโจมตีด้วย


การใช้ดาบเมื่อครู่คงล่อให้ผมหลบไปทางองค์ชาย หากเจอแค่นี้แล้วหมอบกลับไปได้โดยฟราวบ่นยาวแน่ ผมอาศัยจังหวะก่อนเวทย์จะโจมตีกระโดดหลบไปอีกฝั่งก่อนพุ่งตัวปล่อยหมัดใส่คนที่ยืนอยู่ใกล้สุด


ผมแทบไม่จำเป็นต้องหันไปมององค์ชายเพราะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายถึงจะเป็นองค์ชายแต่ไม่ได้อ่อนแอ เกราะป้องกันนั่นแข็งแรงพอจะต้านการโจมตีได้และองค์ชายฮาล์บสามารถร่ายเวทย์ได้หลายอย่างพร้อมกันผมเลยไม่เป็นห่วงนัก


ถึงหน้าที่ผมคือปกป้องแต่สถานการณ์นี้ผมควรจะจัดการฝั่งนี้ให้หมดก่อนจะเป็นการดี


“สายลมบนท้องนภาจงบิดหมุนเพื่อเพิ่มการทำลายและโจมตีใส่ศัตรูเบื้องหน้าข้า” อีกคนที่อยู่ไม่ไกลร่ายเวทย์โจมตี พายุหมุนอันรุนแรงปรากฏขึ้นตรงหน้าพักพาหิมะด้านข้างให้ปลิวกระจายหายไป ผมพยายามต้านการแรงลมจากพายุพลางหันไปมองทางองค์ชายว่าเป็นยังไง แม้จะเชื่อในฝีมือมากแค่ไหนก็อดห่วงไม่ได้


“มีสมาธิหน่อยซิน ไม่ต้องห่วงข้า!” องค์ชายฮาล์บเหมือนรู้ว่าผมสู้ไปเป็นห่วงไปจึงได้ตะโกนบอกเสียงดัง ผมค่อนข้างแปลกใจที่เกราะสีฟ้าใสนั่นนอกจากจะป้องกันการโจมตีจากเวทย์ได้แล้วยังไม่ถูกพายุลูกนี้ดึงดูดเข้ามา


เป็นเวทย์อะไรกันแน่นะ


จะเวทย์อะไรก็ช่างตอนนี้ต้องจัดการก่อน


“ความหนาวเหน็บในฤดูหนาวอันบ้าคลั่งจงแช่แข็งพายุหมุนนั้นด้วยสายลมกรรโชกอันรุนแรงดุจเทพพีแห่งฤดูหนาวอันเงียบงัน” ผมร่ายเวทย์พร้อมวงแหวนสีขาวจะขยายกว้างกินอาณาเขตโดยรอบไปหลายเมตร


ในพริบตาพายุหมุนอันรุนแรงถูกแช่แข็งจนหมดความรุนแรง ผมอาศัยจังหวะนั้นเตะเสยหน้าไปได้อีกหนึ่งคน อีก 3 คนพุ่งเข้าใส่ผมโดยหนึ่งในนั้นมีดาบเวทย์ที่สามารถปล่อยคลื่นเวทมนตร์ได้ เพียงตะหวัดดาบคลื่นเสียงอันรุนแรงก็ทำเอาพื้นดินปกคลุมหิมะถูกแยกออก


“ผืนดินสีน้ำตาลเข้มเอ๋ยจงดูดกลืนผู้ที่อยู่ในอาณาเขตข้าด้วยพลังดั่งผืนทราย” เวทย์ผนึกถูกร่ายออกมาจากสักคนที่หลบซ่อนอยู่ในป่าโดยให้อีกสามคนคอยหลอกล่อ พอร่ายเวทย์เสร็จทั้ง 3 คนก็กระโดดหนีจึงมีเพียงบริเวณเท้าผมที่ค่อยกลายเป็นทรายดูด


“ซิน ให้ข้าช่วยไหม!” เสียงตะโกนขององค์ชายดังขึ้นอีกครั้ง พอหันไปมองผมก็เห็นว่าฝ่ายองค์ชายฮาล์บเองก็กำลังต่อกรกับศัตรูอยู่เช่นกัน เวทย์รักษาที่ผมร่ายให้องครักษ์คงใกล้จะเสร็จแล้ว แต่จะให้ถ่วงเวลาก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบเช่นเดียวกับการถูกบอกว่าจะช่วยนั่นแหละ


“ไม่ต้องพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายทรงจัดการทางนั้นเถอะ” ผมตอบองค์ชายฮาล์บก่อนจะก้มหน้ามองดูทรายดูด ถัดไปอีกไม่ไกลพวกนั้นกำลังเริ่มร่ายเวทย์เพื่อโจมตีผมอยู่


ผมไม่ยอมให้โจมตีได้ง่ายๆ หรอกนะ


ขอเอาเกรียติของรองหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาเป็นเดิมพัน!


“เสียงกรีดร้องอันโหยหวนจากเหล่าสรรพสัตว์บนพื้นปฐพีจงกลายเป็นพลังที่จะเข้าโจมตีผู้ที่เหยียบย่างเข้ามาภายใต้การจองจำอันสมบูรณ์แบบนี้ด้วยระเบิดเสียงอันทรงพลัง” วงแหวนเวทย์สีขาวของผมกางออกกว้างพร้อมกับเสียงกรีดร้อนอันโหยหวนดังลั่นจนฝ่ายศัตรูทุกคนถึงกับทรุดตัวลงไปกับพื้นโดยที่ผม องค์ชายและองครักษ์ที่เหลือที่เหลือไม่โดนลูกหลงไปด้วย


เวทย์นี้ผมสามารถกำหนดได้ว่าใครจะถูกโจมตีแต่เพราะเป็นเวทย์ที่ใช้พลังค่อนข้างเยอะผมเลยไม่ค่อยชอบใช้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าผลออกมาแบบนี้ก็เสร็จผมล่ะ


“ท้องฟ้ามืดมิดจงทอแสงประกายเรียกสายฟ้าสีเหลืองสดให้แผดสีสันลงมายังพื้นทรายเบื้องล่างและก่อเกิดเป็นผนึกสายฟ้าที่จะจับกุมศัตรูด้วยกระแสไฟฟ้าอันรุนแรงดั่งสายล่อฟ้าสีเงิน” ผมทำการผสานเวทย์สายฟ้าเข้ากับเวทย์ทรายดูดของฝ่ายศัตรู การประสานนั้นทำให้เกิดเป็นผนึกสายฟ้าอันรุนแรงที่เข้าจับกุมทุกคนด้วยการรัดแน่นของสายฟ้า หากขยับจะถูกซ๊อตได้


“สายน้ำเอ๋ยจงโอบอุ่มสายฟ้าและหล่อหลอมธารานั้นเพื่อเพิ่มอนุภาคการผนึกอันไม่มีที่สิ้นสุด” เวทย์ผนึกขององค์ชายฮาล์บประสานเข้ากับเวทย์ผนึกของผมทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มอีกหลายเท่า


“องค์ชายปลอดภัยนะพ่ะย่ะค่ะ” ผมวิ่งเข้าไปถาม


“ข้าไม่เป็นไร เจ้าห่วงข้ามากไปแล้ว” องค์ชายฮาล์บยิ้มเล็กน้อย


“กระหม่อมน่าจะคอยอยู่ข้างๆ พระองค์” ผมน่าจะเอะใจว่าอาจมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น


“ใช่ความผิดเจ้าที่ไหนกัน เลือดออกนะซิน” องค์ชายพูดพร้อมกับเอื้อมมือมาเช็ดเลือดบริเวณแก้มผมให้ บาดแผลคงมาจากตอนต่อสู้เมื่อครู่ แค่คิดว่าสู้กับคนจำนวนมากแล้วได้แผลมาแค่นี้ก็ถือว่าดีแล้ว


“ขอบพระทัย”


“เจ้าจะคอยปกป้องข้าใช่ไหม”


“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะคอยปกป้องพระองค์จนกว่าจะจับตัวคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังได้” ผมพยักหน้าสองสามครั้ง


“หมายความว่าหากจับคนร้ายได้เจ้าก็จะไม่ปกป้องข้าแล้ว?” องค์ชายฮาล์บถามกลับ สีหน้าในยามนี้ไม่รู้ว่าองค์ชายกำลังคิดอะไรอยู่


“...กระหม่อมเป็นคนของหน่วยองครักษ์เงามีหน้าที่คอยปกป้องพระองค์อยู่แล้ว เพียงแค่กระหม่อมจะไม่ตามติดพระองค์เหมือนอย่างตอนนี้” ผมอธิบายต่อเพื่อให้องค์ชายเข้าใจ


ยังไงเรื่องที่ผมอยู่หน่วยองครักษ์เงาสักวันอีกฝ่ายก็ต้องรู้เป็นธรรมดา การจะปิดบังตัวตนแล้วหายไปอย่างเงียบเชียบเหมือนที่เคยคิดคงทำไม่ได้แล้ว


“สำหรับข้าไม่เรียกว่าตามติดสักหน่อย”


“องค์ชาย...”


“ข้าเรียกว่าเป็นการอยู่เคียงข้าง”


“...” น้ำเสียงอันอ่อนโยนนั่นทำให้ผมนิ่งไป ไม่รู้ว่าควรจะต้องเอ่ยอะไรออกไปดี


“ข้ารู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับเจ้า เหมือนไม่จำเป็นต้องวางตัวเป็นเจ้าชายแต่เป็นตัวข้าจริงๆ เพราะงั้นข้าเลยไม่อยากให้เจ้าพูดว่ามันเป็นการตามติด หากเหตุการณ์นี้จบลงข้าก็ยังอยากให้เจ้าอยู่กับข้า” น้ำเสียงขององค์ชายเหมือนจะสื่อความรู้สึกหลายๆ อย่างอออกมา


ผมดีใจที่อีกฝ่ายต้องการตัวเอง ทว่าการจะให้ผมอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปโดยที่หัวใจยังเต็มไปด้วยความรักอยู่แบบนี้ไม่ได้ ผมไม่มีความมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถยิ้มและแสดงความยินดีได้อย่างจริงใจเมื่อองค์ชายฮาล์บต้องแต่งาน การขึ้นเป็นราชาเรื่องแต่งงานถือเป็นเรื่องธรรมดาเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล


ยิ่งเป็นองค์ชายเพียงคนเดียวของอาณาจักรเวธาณาร์ที่สืบสายเลือดโดยตรงยิ่งแล้วใหญ่


“...กระหม่อมไม่อาจสัญญาว่าจะคอยอยู่เคียงข้างแต่ขอสัญญาว่ากระหม่อมจะคอยปกป้องพระองค์และอาณาจักรแห่งนี้” ผมไม่อยากพูดอะไรที่ไม่สามารถทำได้ออกไป


“เหมือนเจ้าไม่อยากจะอยู่กับข้าสักเท่าไหร่...”


“อย่าทรงคิดแบบนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่มีทางที่จะไม่อยากอยู่กับพระองค์” ใช่...ไม่มีทาง


ทำไมจะไม่อยากอยู่ข้างๆ ล่ะในเมื่อหัวใจดวงนี้ถูกเอาไปแล้ว การจะอยากอยู่ใกล้หัวใจตัวเองเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วเพียงแต่ด้วยสถานะผมไม่อาจบอกความรู้สึกนี้ออกไปได้


และจะไม่มีวันบอกด้วย


“ความหมายคือเจ้าอยากอยู่กับข้า?” องค์ชายถามกลับพลางเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น


ทั้งที่ผมพยายามพูดอ้อมแล้วเชียวทำไมถึงต้องถามกลับด้วยนะองค์ชาย


“...” แล้วแบบนี้จะให้ผมตอบอะไรกลับไปล่ะ


“ซิน” เสียงเรียกนั้นเหมือนกันเร่งให้ผมตอบ


“...กระหม่อมจะไปติดต่อทางปราสาทให้นำรถม้าคันใหม่มาให้นะพ่ะย่ะค่ะ” ผมรีบเปลี่ยนเรื่องพูด


“ซิน”


“กระหม่อมขอตัว” ผมรีบก้มโค้งเร็วๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังเตรียมออกจากสถานการณ์แปลกๆ นี่ ทว่าในขณะที่ผมกำลังจะถอยหลังหนีกลับถูกองค์ชายฮาล์บคว้าแขนเอาไว้แล้วออกแรงดึงทันควันจนร่างผมเซเกือบล้มไปหาอีกฝ่าย


“ตอบข้าก่อนซิน คำพูดของเจ้าข้าแปลความหมายถูกใช่ไหม” องค์ชายฮาล์บเหมือนจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ ดวงตาสีฟ้าสว่างจับจ้องมายังผมราวกับจะบอกว่าหากไม่ตอบก็จะไม่ยอมปล่อย


อาจเพราะเป็นฤดูหนาวทำให้ระยะเพียงแค่นี้ก็สามารถสัมผัสถึงไออุ่นจากอีกฝ่ายได้ชัดเจนกว่าที่เคย


“...องค์ชาย”


“ซิน” เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบองค์ชายจึงใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่เอื้อมขึ้นมาสัมผัสใบหน้าผม ฝ่ามือขององค์ชายเย็นเนื่องจากตากลมในฤดูหนาวค่อนข้างนานต่างจากแก้มผมที่แม้จะตากลมเช่นกันแต่กลับเห่อร้อนด้วยความเขินปนอาย


ผมไม่รู้ว่าองค์ชายไปหาวิธีนี้มาจากไหนไอ้การสัมผัสหน้าผมแล้วเกลี่ยเบาๆ นี่น่ะ


ไม่อยากบอกหรอกนะแต่มันได้ผลมากทำให้สมองผมตื้อ ขาวโพลนไปหมด


เสียงหัวใจเองก็ดังเอาๆ ไม่มีมารยาทเอาซะเลย


“...ทรงปล่อยกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ผมพึมพำเสียงเบา ยามถูกสัมผัสแบบนี้ผมแทบทำอะไรไม่ถูกด้วยซ้ำ แค่สัมผัสขององค์ชายฮาล์บเท่านั้นที่ทำให้ผมเป็นหนักขนาดนี้


“ตอบข้าก่อน” คนตรงหน้าไม่ปรานีหัวใจดวงน้อยๆ ที่เต้นรัวไม่หยุดเลย


“...ปล่อยกระหม่อมเถิด” จะให้ตอบอะไรในสภาพน่าอายแบบนี้กัน


“ถ้าปล่อยเดี๋ยวเจ้าก็เลี่ยงไม่ตอบอีก”


“ทะ...ทำไมต้องให้กระหม่อมตอบทั้งที่พระองค์ก็ทรงเข้าใจความหมายของประโยคนั้นอยู่แล้ว” ผมเอ่ยด้วยเสียงสั่นๆ


ก็จริงไหมล่ะ องค์ชายรู้ถึงความหมายของผมอยู่แล้ว ผมเลยไม่เข้าใจไงว่าทำไมถึงต้องถามซ้ำเพื่อเอาคำตอบทั้งที่รู้อยู่แล้วแท้ๆ เหมือนจงใจกลั่นแกล้งกัน


“เพราะข้าอยากได้ยินคำพูดจริงๆ ของประโยคนั้นไม่ใช่คำพูดวกวน” คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ผมอยากเปิดปากเลยสักนิด อยากถามเหลือเกินว่าสนุกมากเหรอที่เห็นท่าทางแปลกๆ ของผม


“...พระองค์ปล่อยผ่านไปไม่ได้เหรอพ่ะย่ะค่ะ” แค่ปล่อยผ่านไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงขนาดต้องมายืนหนาวท่ามกลางหิมะโปรยปรายแบบนี้สักหน่อย


“ไม่ได้” คำตอบทำให้รอยยิ้มละมุนที่ส่งให้นี้ดูเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันตาเห็น


ผมไม่อยากจะอยู่ในสถานการณ์นี้มากไปกว่านี้แล้วนะ


แถวองครักษ์ทั้ง 5 คนก็เริ่มขยับตัวหลังการรักษาเสร็จสิ้น ขืนปล่อยไว้พวกเขาต้องเห็นสภาพไม่น่ามองของผมแน่ๆ จะให้พวกเขาเห็นผมยังไม่เท่าไหร่แต่หากมีข่าวลือเกี่ยวกับองค์ชายแพร่ออกไปคงไม่ดี


ไม่ว่าจะเมื่อไหร่


ที่ไหน


หรือเรื่องอะไร


ผมก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับองค์ชายอยู่ทุกครั้งไป


และครั้งนี้เองก็เช่นกัน


“...พ่ะย่ะค่ะ” ผมก้มหน้างึมงำคำตอบเสียงเบา


“ซิน...เงยหน้ามองข้าแล้วค่อยตอบ” ผมเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินคำพูดขององค์ชายฮาล์บ


แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ


ร่างกายแทบจะไม่มีแรงแม้แต่จะทรงตัวด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ช่วยปล่อยมือที่เกลี่ยแก้มผมไปมานี่ทีเถอะ


หัวใจแทบรับไม่ไหวแล้ว


“...พ่ะย่ะค่ะ” ผมตัดสิ้นใจเงยหน้าขึ้นไปสบกับดวงตาสีฟ้าสว่างพร้อมคำตอบอีกรอบหนึ่ง


“พ่ะย่ะค่ะที่ว่าหมายถึงอะไร” องค์ชายทรงยิ้มระหว่างถามต่อ


ผมว่าแล้วต้องลงเอยแบบนี้


ไม่ว่าจะครั้งที่แล้วหรือครั้งก่อนโน้นก็เป็นแบบนี้ตลอด


“อย่าทรงแกล้ง...กระหม่อม” คำที่เว้นวรรคไปคือหัวใจ ประโยคเต็มๆ คือ อย่าทรงแกล้งหัวใจกระหม่อม


แค่นี้เสียงหัวใจผมยังไม่ดังพออีกเหรอ


หรือยังเต้นไม่เร็วพอองค์ชายถึงต้องทำเช่นนี้


“ไม่ได้แกล้งสักหน่อย ซิน...ความหมายของประโยคนั้นคือเจ้าอยากอยู่กับข้าใช่ไหม” คำถามเดิมถูกถามซ้ำอีกรอบ ครั้งนี้องค์ชายไม่ได้เร่งรัด เขาทำเพียงมองผมนิ่งๆ โดยยังไม่ยอมปล่อยมือที่เกลี่ยแก้มผมและมืออีกข้างที่กุมข้อมือผมไว้


องค์ชายฮาล์บดื้อมากถึงมากที่สุด


หากไม่ได้รับคำตอบผมคงไม่สามารถออกจากสถานการณ์นี้ได้


อยากจะย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขสิ่งที่พูดแต่ในเมื่อทำไมได้ผมเลยทำได้เพียงต้องยอมรับมันเท่านั้น


“...กระหม่อมอยากอยู่กับพระองค์” ผมกลั้นใจตอบเสียงสั่น


ตอนนี้ผมรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้ว


ให้ยืนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ไหวแน่นอน


สายตาขององค์ชายที่ประสานมาทอประกายดีใจดีแกมชื่นชมเช่นเดียวกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยนคล้ายจะเป็นรางวัลสำหรับคำตอบ มือทั้งสองข้างค่อยๆ คลายออกอย่างเชื่องช้าแต่ยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้องประโยดต่อมาก็ทำเอาหัวใจผมเต้นรัวยิ่งกว่าถูกสัมผัสเมื่อครู่หลายสิบเท่า...


“ข้าก็อยากอยู่กับเจ้าเหมือนกันซิน”
...................................................................
หวานมากกกก
ขนาดมีฉากบู๊ยังหวานได้ ทำเอามดเดินไต่เต็มหน้าจอเลย 555
ขอบคุณทุกๆ คนที่แสดงความยินดีกับเราที่เรียนจบนะคะ
ถึงจะจบแล้วแต่เราก็ไม่คิดจะทิ้งการแต่งนิยายไป
สำหรับเราการแต่งนิยายเป็นเหมือนการผ่อนคลายอารมณ์และพักผ่อน ส่วนมากจึงเน้นไปในแนวหวานๆ ไม่ดราม่าเพราะเป็นเหมือนแหล่งชโลมจิตใจให้รู้สึกดีขึ้น
เราคิดว่าทุกคนต้องมีภาระที่ต้องแบกรับในเมื่อเข้ามาอ่านนิยายก็ล้วนต้องการความสนุกและผ่อนคลาย เราหวังว่านิยายของเราในแต่ละตอนจะช่วยให้ทุกคนยิ้มได้ไม่มากก็น้อยนะคะ
ขอบคุณสำหรับทุกๆ แรงกำลังใจจริงๆ นะคะ ^^
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า
บ๊ายบาย
nicedog
♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 306 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #554 lapis (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 11:04

    /่คว้าเข็มอิซูลินปักแขน/ หวานเกินไปแล้วววว
    #554
    0
  2. #542 Timpanteen (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 16:00

    ตายอย่างสงบค่ะ ไม่ไหวแล้ว เขินไปหมดดด
    #542
    0
  3. #530 Danwtlese (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:51
    โอ้ยยยยยย หวานมากกก
    #530
    0
  4. #507 Apit29 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 00:47
    ไม่ไหวล้าววววววว
    #507
    0
  5. #470 FDB88 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 19:40

    ได้ข่าวพึ่งผ่านสงครามกันมา จะหวานกันขนาดนี้ไม่ด้ายยยยน

    #470
    0
  6. #439 ppvs_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 09:23
    วี้ดๆๆๆๆๆ
    #439
    0
  7. #286 LMLM (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 16:07
    หวานกัยไม่สนใจรอบข้างเลยเนอะ555555
    #286
    0
  8. #209 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 21:49
    เขินจนตัวบิดไปหมดแล้ว~~~
    #209
    0
  9. #207 jogod (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 21:01
    ยังคงสนุกกับแต่ละเวทมนต์เลยค่ะ ละมีแอบหวานด้วยเนาะ
    #207
    0
  10. #205 lifeiscolorful (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 23:51
    เราตามนิยายของไรต์เกือบทุกเรื่องเลยยย ชอบสไตล์หารแต่งนิยายแบบนี้มากๆ อ่านแล้วฮีลใจเราได้ตลอดเลยย
    #205
    0
  11. #203 maytawarin (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 21:29
    เขินเเทนอะ5555555
    #203
    0
  12. #202 Kon--Kon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 09:04
    น้ำตาบหมดไปกี่โหลกับเรื่องนี้ 555
    #202
    0
  13. #201 Mermailny (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 06:56

    เขินนนนน เราชอบนิยายไรท์ทุกเรื่องเลยค่ะเราชอบเเนวแบบฮีลหัวใจมาก
    #201
    0
  14. #200 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 05:31

    หนูได้นิยายของไรท์ช่วยไว้หลายครั้งเลยค่ะ ขอบคุณมากๆเลยยย
    #200
    0
  15. #199 Walk in The Town (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 00:32

    มีเจ็บนิดๆตอนที่ซินคิดถึงองค์ชายตอนแต่งงาน
    #199
    0
  16. #198 LittleJune (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 00:21
    หวานมากเลยฮะ
    #198
    0
  17. #197 YellowJib (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 00:16
    มดขึ้นจอจริงด้วยค่ะ ยังไงก็เอาใจช่วยซินกับเจ้าชายเจอคนร้ายไวๆนะคะ
    #197
    0
  18. #196 H i k a w a (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 23:48
    จะหวานไปไหนเนี่ยโอ๊ยยย55555 องค์ชายจะละมุนเกินไปแล้ว สงสารทั้งใจซินทั้งใจตัวเอง แงงง
    #196
    0
  19. #195 pcard (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 23:09
    ซินไม่เคยชนะความดื้อขององค์ชายได้เลย >.<
    //ฉากต่อสู้นี่ร่ายเวทย์กันสนุกมากๆ
    #195
    0
  20. #194 Beer_0309 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 23:00
    มดขึ้นนนน
    #194
    0