-จบ-*·~¤ Melt my heart ¤~·* หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ตอนที่ 10 : *·~หลอม¤ครั้งที่ IX ~·*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,486
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 314 ครั้ง
    17 พ.ค. 62


 

*·~หลอม¤ครั้งที่ IX ~·*





ในช่วงปลายเดือน 10 ของอาณาจักรเวธาณาร์จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว หิมะสีขาวจะตกลงมาจากท้องนภาและทับถมจนพื้นหญ้าสีเขียวขจีถูกย้อมเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เหล่าสัตว์ในป่าต่างขุดรูหาถ้ำเพื่อจำศีลตลอดช่วงฤดูหนาวซึ่งต่างจากผมที่นอกจากจะไม่สามารถขดตัวอยู่ในห้องอุ่นๆ แล้วยังต้องออกมาเผชิญหน้ากับความหวานเย็นตั้งแต่ช่วงเช้าจรดค่ำอย่างตอนนี้...



พึ่บ!



เสียงเท้าเหยียบย่ำลงบนผืนหิมะดังขึ้นในระยะประชิดทำให้ผมหันควับไปมองยังต้นเสียงก่อนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นตั้งการ์ดปกกันหมัดที่พุ่งเข้าใส่เต็มแรงภายในเสี้ยววินาที ผมยกขาที่จมอยู่ใต้หิมะขึ้นแล้วเตะเข้ายังส่วนคอที่เปิดโล่งทว่าอีกฝ่ายกลับรู้ทันเบี่ยงตัวหลบการโจมตีได้



“หิมะสีขาวโพลนจงถูกหลอมละลายด้วยความร้อนจากเปลวเพลิงและพุ่งทะยานโจมตีดั่งสายฝนคลั่งที่ลุกไหม้ทุกสิ่งที่ถูกสัมผัสภายใต้การควบคุมแห่งเรา” ผมร่ายเวทย์โจมตีพร้อมกางวงแหวนเวทย์สีขาวออกกว้างปกคลุมทั่วบริเวณผืนป่ากินพื้นที่ไปหลายร้อยเมตร



“จะให้บอกกี่ครั้งว่าอย่ากางวงแหวนเวทย์ออกมั่วซั่ว ธาราใต้ผืนธรณีซึ่งถูกปกคลุมด้วยกลุ่มก้อนสีขาวโพลนจงรับความเย็นดั่งจุดเยือกแข็งและดับเปลวเพลงนั้นลงด้วยความหนาวเย็นอันเป็นอนันท์” แม้ชายตรงหน้าจะร่ายเวทย์ช้ากว่าทว่ากลับสามารถผนึกการโจมตีของเวทย์ที่ผมร่ายจบไปแล้วได้หมด แค่นั้นยังไม่พออีกฝ่ายใช้มือปัดปัดการ์ดที่ผมตั้งไว้ทิ้งก่อนจะชกเข้ายังหน้าท้องเต็มแรง



“อึก! ประสายแสงสีขาวจากหมู่มวลเวทมนตร์อันทรงพลังจงแนบชิดกายาและสยายปีกสีขาวล้วนดั่งนกที่โลดแล่นบนท้องนภาให้แก่เรา” ผมที่เซตัวใกล้ล้มร่ายเวทย์ปีกเพื่อบินไปบนอากาศหลีกหนีการเจ้าประชิด



“นอกจากจะใช้พลังอย่างสิ้นเปลืองแล้วยังกล้าใช้เวทย์นั่นเรียกคนอื่นมาอีกนะ!” คำพูดจากอีกฝ่ายทำให้ผมเบิกตากว้างเมื่อนึกได้ว่าบริเวณนี้ไม่ได้มีเพียง 2 คนแต่มากกว่านั้น กว่าจะรู้ตัวเวทย์โจมตีนับสิบก็พุ่งเข้ามาโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ร่างผมซึ่งสยายปีกบินอยู่บนท้องฟ้า เรียกกว่ากลายเป็นเป้านิ่งภายในไม่กี่วินาที 



อย่าบอกนะว่าการเคลื่อนไหวที่ทำท่าเหมือนจะเข้ามาซ้ำเป็นตัวล่อให้ผมใช้เวทย์ปีกแล้วบินขึ้นมาน่ะ?!



“บ้าเอ้ย! หมู่มวลของพลังจงสร้างโล่แห่งพลังกีดกันทุกการโจมตีที่ถาโถมเข้ามา” เวทย์ปกกันถูกร่ายทันอย่างฉิวเฉียด แรงปะทะของเวทย์โจมตีและป้องกันดังสนั่นไปทั่วบริเวณป่าทว่ากลับไม่มีนกแตกตื่นหรือบินหนีเสียงเหล่านี้เนื่องจากมีการแยกมิติออกมาล่วงหน้า



โล่สีขาวขุ่นกำลังเริ่มปริแตกจากการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ผมเม้มปากแน่น หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้ผมได้มีเวลามากว่านี้ ร่างของชายผมสีดำที่ปะทะกันด้านล่างบัดนี้กระโดดขึ้นมาจากผืนหิมะด้วยเวทย์เสริมพลังโดยในมือมีอาวุธเวทย์ ดาบสีดำสนิทอันเรียวบางและคมกริบถูกเหวี่ยงเพียงครั้งเดียวก็ทำเอาเวทย์ป้องกันแตกสลายในพริบตา ไม่เพียงแค่นั้นสันดาบสีเดียวกันยังพุ่งโจมตียังบริเวณหน้าท้องทำเอาร่างผมกระเด็นตกลงไปจมยังพื้นหิมะด้านล่าง 



“เอาล่ะ พอก่อน!” เสียงจากชายผมดำถือดาบประกาศลั่นเพียงรอบเดียวก็ทำเอาสมรภูมิที่กำลังระอุยุติลง



“แค่ก...” ผมไอออกมาพลางใช้เวทย์รักษารักษาบริเวณหน้าท้อง



“ไม่เจอกันไม่เท่าไหร่ทำไมฝีมือตก?” คำถามตรงๆ จากหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาหรือฟราว ราฟเยอร์ดังขึ้นหลังคลายเวทย์เก็บอาวุธดาบสีดำสนิทไปแล้ว เหล่าผู้ที่โจมตีเมื่อครู่ต่างพากันเดินออกมา แน่นอนว่าทุกคนเป็นคนของหน่วยองครักษ์เงา



“...คุณเก่งขึ้นต่างหาก” ผมเงยหน้าผมอีกฝ่าย ฝีมือของฟราวต่างเป็นที่รู้กันว่าแข็งแกร่งที่สุดซึ่งผมว่าอาจมากกว่าองครักษ์คนสนิทขององค์ราชาด้วยซ้ำ อายุปาไปจะ 50 แล้วทำไมถึงยังแข็งแกร่งได้ขนาดนี้แถมยังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อีก



“ไม่ต้องมายอ มัวแต่เอ้อระเหยนั่งกินลมชมวิวไปวันๆ น่ะสิถึงได้เป็นแบบนี้ ข้าเคยบอกแล้วนี่ว่าการมีพลังเวทย์เยอะไม่ใช่ว่าจะได้เปรียบเสมอไปหากยังไม่สามารถควบคุมได้ดี เวทย์โจมตีที่ใช้กางวงแหวนเวทย์มากไปนั่นจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกรุมโจมตีเพราะศัตรูเห็นวงแหวนนี้ อีกอย่างในพื้นที่ป่ามีที่ให้หลบตั้งเยอะจะต้นไม้ หินหรือในกองหิมะก็เข้าไปหลบสิจะร่ายเวทย์ปีกโชว์ตัวเรียกศัตรูให้เข้ามาโจมตีรึไง!” คำติแสนยาวเหยียดนั่นผมก้มหน้านิ่งรับฟังทุกอย่าง



ถูกอย่างที่ฟราวบอกผมมีพลังเวทย์เยอะสามารถกางวงแหวนเวทย์ได้ไกลแต่ยังไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในวงที่ต้องการได้ยิ่งต้องคลุมพื้นที่มากผมจะคิดว่ากางให้กว้างๆ ไว้ก่อนซึ่งนั่นอาจทำให้เสี่ยงต่อการถูกรุมกลับได้ เวทย์ปีกเองก็เช่นกัน มันเป็นเหมือนนิสัยที่คิดว่าเมื่อมีปีกจะสามารถหลบการโจมตีได้ง่ายแต่ในทางกลับกันผมกลายเป็นเป้านิ่งให้ทุกคนโจมตีมาโดยตรง



“...ขอโทษครับ”



“นำสิ่งที่ข้าบอกไปพัฒนาซะ เจ้าน่ะมีพรสวรรค์กว่าใครๆ แค่ตั้งใจสักหน่อยทำได้อยู่แล้ว” หลังจากติมาเยอะฟราวก็เอ่ยชมก่อนวางมือลงบนเส้นผมสีขาวแล้วขยี้แรงๆ



“ครับ” หากเป็นคนอื่นผมคงปัดมือนั่นทิ้ง แต่ฟราวนอกจากเป็นอาจารย์หรือหัวหน้าแล้วยังเป็นเหมือนพ่อแท้ๆ ของผม



“ดี...ต่อไปรีเฟ่นเตรียมตัว ทุกคนกระจายตัวตามตำแหน่ง รอบต่อไปจะเริ่มในอีก 10 วิ!”



“ครับ!” ทุกคนขานรับเสียงประกาศของหัวหน้า



ผมลุกขึ้นก่อนจะวิ่งเข้าไปประจำตำแหน่ง สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่นี่คือการฝึกซ้อมต่อสู้โดยทุกคนในหน่วยจะผลัดกันออกไปทีละคน โดยคนที่ออกไปต้องป้องกันการโจมตีและสวนกลับเวทมนตร์ที่เข้าประชิดตัวไปจนถึงการตอบโต้กลับ ถือเป็นการซ้อมที่ไม่เหมือนซ้อม เพราะไม่มีการออมมือ เจ็บคือเจ็บจริง พอจบรอบของตัวเองค่อยไปรักษาเอาทีหลัง



ไม่มีใครหรอกที่โดนคนเกือบ 20 คนรุมแล้วไม่ได้แผล อาจจะดูโหดก็ไม่ถูกนักต้องพูดว่าโหดมาก ฟราวเป็นคนคิดการฝึกนี้ซึ่งหลายเดือนที่ผ่านมาพวกเราผลัดกันฝึกโดยไม่มีฟราวเนื่องจากเขาออกไปปฏิบัติภารกิจและผมก็ต้องคอยอารักขาองค์ชายจึงไม่ได้เข้าร่วมฝึก



เมื่อไม่มีหัวหน้าผมคิดว่าคนในหน่วยคงไม่อยากเอาจริงขนาดนั้นจึงได้ซ้อมกันพอเป็นพิธี แล้วพอฟราวกลับมาเป็นไงล่ะ...เละกันทั้งหน่วย



“รีเฟ่นในสถานการณ์ถูกรุมใครให้ร่ายเวทย์ยาวๆ กันกว่าจะร่ายจบคงร่วงไปแล้ว!”



“ไลก้าจะใช้เวทย์อะไรก็ใช้ออกมาเลยอย่ามัวแต่คิด!”



“จีนจริงอยู่ที่เวทย์ป้องกันของเจ้าแข็งแกร่งสุดในพวกเราแต่อย่าคิดว่าจะหลบอยู่แต่ในนั้นไปได้ตลอด โจมตีกลับมาบ้าง!”



“แล้วไอ้อาการเหนื่อยหอบนี่มันอะไรกัน! ข้าไม่ว่างมาฝึกไม่กี่เดือนแค่วิ่งไม่ถึง 4 ชั่วโมงนี่เหนื่อยแล้วรึไง!” เสียงบ่นจากฟราวเรียกสายตาคนในหน่วยหันไปมองคนพูดพร้อมกันคล้ายจะตะโกนออกมาว่า...



ให้วิ่งไปร่ายเวทย์ไปตลอด 4 ชั่วโมงไม่ให้หอบก็ปิศาจแล้ว!



ขนาดผมเองยังรู้สึกเหนื่อยเลย มันไม่ใช่แค่วิ่งแต่ต้องร่ายเวทย์และประเมินสถานการแต่ละคนไปด้วยพร้อมกัน อย่างจีนเขามีเวทย์ป้องกันแข็งแกร่งมากดังนั้นเวทย์ที่ใช้โจมตีต้องเป็นเวทย์ทรงพลังและเน้นการโจมตีไปยังจุดเดียว



ทำขนาดนั้นจะไม่ให้เหนื่อยได้ยังไง



“ยังโหดไม่เปลี่ยนเลยนะฟราว ราฟเยอร์” เสียงจากบุคคลอื่นเรียกทั้งหน่วยให้เพิ่มความระแวดระวังทว่าเมื่อเห็นร่างอันส่องประกายขององค์ราชาคาราสที่มาพร้อมรอยยิ้มทุกคนก็ทิ้งก้นลงบนหิมะตามเดิมด้วยท่าทางผ่อนคล้ายซะที่ไหนเล่า! องครักษ์ในหน่วยทุกคนต่างกระวีกระวาดลุกขึ้นตั้งแถวก่อนโค้งตัวคำนับองค์ราชาของอาณาเวธาณาร์



“องค์ราชาการที่พระองค์เสด็จมานี่แปลว่างานบนโต๊ะเสร็จหมดแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ฟราวโค้งตัวทำควรเคารพก่อนจะถาม



“อย่าพูดถึงเรื่องเครียดสิ”



“สำหรับพระองค์อาจไม่ใช่เรื่องเครียดแต่หากงานของพระองค์ไม่เสร็จภาชีมจะลากกระหม่อมไปช่วยซึ่งทำให้กระหม่อมเครียดมากพ่ะย่ะค่ะ” ภาชีมเป็นเหมือนหัวหน้าขององครักษ์ส่วนพระองค์ซึ่งมีหน้าที่คล้ายเลขาคือนอกจากจะต้องคอยอารักขาแล้วยังต้องช่วยดูงานหลายๆ อย่างโดยมีน้องสาวฝาแฝดชื่อภาชาที่มีความสามารถในการใช้เวทย์อ่านความทรงจำ



ภาชีมกับฟราวค่อยข้างสนิทกันเนื่องจากเรียนรุ่นเดียวกันและจบพร้อมกัน ที่ต่างคือเส้นทางภาชีมเป็นองครักษ์ให้ราชาคาราสส่วนฟราวเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาซึ่งทำงานให้กับราชาเช่นกัน ดังนั้นเวลามีงานค้างหรือเรื่องอะไรภาชีมมักจะเรียกฟราวให้ไปช่วย และหากฟราวปฏิเสธก็จะเปลี่ยนจากคำว่าเรียกไปเป็นลากไปแทน ยังจำได้อยู่เลยครั้งหนึ่งตอนฟราวกำลังฝึกผมอยู่ในเวทย์มิตินี้อยู่ๆ ภาชีมก็เข้ามาลากตัวฟราวไปเฉย



เห็นแล้วตลกดี



“อย่าทำหน้าแบบนั้น ข้าจัดการทำเรียบร้อยก่อนมานี่แล้ว” องค์ราชาส่งยิ้มจริงใจมาให้



“ถ้าเป็นแบบนั้นกระหม่อมก็ต้องขออภัยที่เสียมารยาท”



“เอาน่า ไม่เห็นการฝึกมาตั้งนานอยากมาดูด้วยตาตัวเองสักหน่อย...แล้วก็เป็นการพาลูกชายข้ามาเปิดหูเปิดตาด้วย” ประโยคหลังขององค์ราชาเรียกคิ้วสองข้างให้ขมวดเข้าหากันแน่น



“องค์ชายฮาเบลโทสธ์ เวธาณาร์หรือพ่ะย่ะค่ะ”



“ใช่ ฮาล์บมาสิ” องค์ราชากวักมือเรียกองค์ชายฮาล์บให้ออกมาจากต้นไม้ด้านหลัง



“ฮาเบลโทสน์ เวธาณาร์ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน ข้าเพิ่งรู้เรื่องการมีอยู่ของหน่วยนี้มาเมื่อไม่นานเลยขอร้องท่านพ่อว่าอยากมาเห็นด้วยตาสักครั้ง” คำทักทายแรกกับรอยยิ้มดุจดั่งแสงอาทิตย์อันอบอุ่นทำให้ความหนาวเหน็บบรรเทาลงไปไม่น้อย



“ข้ากะจะบอกเรื่องหน่วยองครักษ์เงามาสักพักแล้วแต่เหมือนหลายๆ อย่างจะทำให้ช้าลงเล็กน้อย” องค์ราชาจับจ้องมายังผมระหว่างพูดประโยคสุดท้าย



ไม่ต้องถามเลยว่าหมายถึงใคร



ผมเองนี่แหละที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองเป็นใครเลยปิดบังและหลีกเลี่ยงความจริงมาตลอด งานของผมคือการอารักขาแบบลับๆ จะให้องค์ชายรู้เรื่องได้ยังไงล่ะจริงไหม คนในราชวงศ์ไม่ว่าจะราชาหรือองค์ชายต่างไม่มีความเป็นส่วนตัวเนื่องจากต้องถูกตามตลอด องครักษ์ปกติอาจมีพักหรือไม่ตามบ้างแล้วแต่คำสั่งแต่ผมไม่ใช่



หน้าที่ผมคือตามอารักขาองค์ชายตลอดแม้แต่ตอนองค์ชายนอนผมยังต้องเฝ้าอยู่ในเวทย์พรางกายเลย มีครั้งนี้ที่ฟราวเรียกผมจึงไม่ได้อยู่อารักขาเหมือนอย่างทุกที การถูกตามติดสร้างความรำคาญได้ง่ายๆ อีกอย่างหากองค์ชายรู้ว่าผมเป็นใครการจะหนีหรือซ่อนตัวเหมือนอย่างเมื่อก่อนคงทำไม่ได้ เพราะแบบนั้นผมจึงไม่อยากบอกไง แต่เพราะถูกฝ่ามืออุ่นๆ นั่นสัมผัสจะให้ทำเป็นใจแข็งได้ยังไงกัน 



“ยินดีที่ได้พบองค์ชายฮาเบลโทสธ์ กระหม่อมฟราว ราฟเยอร์หัวหน้าหน่วยองครักษ์เงา หน่วยของกระหม่อมจะช่วยปกป้องอาณาจักรอยู่ในเงามืดและมีเพียงราชาหรือผู้สืบราชสมบัติต่อไปเท่านั้นที่จะสามารถรู้ถึงตัวตนของเรา” ฟราวอธิบายง่ายๆ ถึงจะบอกว่ามีเพียงราชาและผู้สืบทอดแต่ก็มีข้อยกเว้นอย่างภาชีมหรือภาชาพวกเขารู้ถึงการมีอยู่ของหน่วยนี้



จะพูดว่าเป็นความลับก็ไม่ผิดนัก



มีเพียงไม่กี่คนในอาณาจักรที่รู้และผู้ที่รู้ต่างปิดเงียบไม่กล้านำไปบอกต่อ



“ข้าก็ยินดีเช่นกัน เจ้ามีฝีมือดีมากเลยโดยเฉพาะอาวุธเวทย์” องค์ชายฮาล์บชม



“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ รองหัวหน้าของหน่วยเองก็มีฝีมือไม่ด้อยไปกว่ากัน...หากเขาตั้งใจสักหน่อย เนอะ” สายตาที่สบมาทำเอารองหัวหน้าหน่วยอย่างผมสะดุ้ง



“รองหัวหน้า? ใครหรือ” องค์ชายถามต่อ



“ก้าวออกมาแนะนำตัวหน่อยซิน” เสียงเรียกนั้นผมไม่อาจขัดขืนอะไรได้จึงได้แต่ก้าวเร็วๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าองค์ชายก่อนแนะนำตัว



“ไซซิน เคอร์เรสรองหัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาพ่ะย่ะค่ะ” พูดจบผมจึงโค้งตัวลงเล็กน้อย



“...เจ้าเป็นรองหัวหน้า?” น้ำเสียงประหลาดใจขององค์ชายทำเอาคนไม่บอกอย่างผมรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่อยู่ๆ จะให้ผมบอกว่าเป็นรองหัวหน้าก็คงไม่ใช่



“...พ่ะย่ะค่ะ”



“ข้าไม่แปลกใจเลย ฝีมือเจ้าดูยังไงก็มากกว่าคนปกติหลายเท่า”



“อย่าทรงชมกระหม่อมขนาดนั้น คนในหน่วยองครักษ์เงามีความสามารถระดับกระหม่อมทุกคนพ่ะย่ะค่ะ และผู้มีความสามารถที่สุดคือหัวหน้าของกระหม่อม” ผมตอบไปตามความจริง ฝีมือของผมอาจดูสูงมากหากเทียบกับอาจารย์ในสถาบันหรือคนทั่วไปซึ่งก็ใช่แต่เมื่อเทียบกันคนในหน่วยเดียวกันนั้นเป็นอีกเรื่อง



หน่วยองครักษ์เงาจะคัดแต่ผู้มีฝีมือในระดับสูงมาเข้าร่วม ซึ่งการมีฝีมือมากทำให้นิสัยแต่ละคนค่อนข้างแปลกจนทำงานเป็นกลุ่มไม่ค่อยได้ แต่เพราะมีฟราวทุกคนถึงรวมกลุ่มกันได้แบบนี้ 



ตัวผมที่เป็นรองอาจเก่งกว่าคนอื่นแต่ไม่ได้มากขนาดนั้น แต่ละคนต่างมีเวทย์เฉพาะอันทรงอนุภาพข้อได้เปรียบของผมคือมีพลังเวทย์เยอะและสามารถพลิกแพลงได้ดีจึงสามารถเอาชนะคนอื่นได้ อ้อ...รองหัวหน้าของหน่วยจะเลือกจากการต่อสู้ผู้ที่ชนะจะได้เป็นรองหัวหน้าโดยจะมีจัดขึ้นทุกๆ ปี



“ก็คงจริง แต่ละคนมีฝีมือสูงมาก”



“ฮาล์บไหนๆ มาอยากลองเล่นเกมอะไรหน่อยไหม” องค์ราชาหันไปถามลูกชายโดยไม่สนว่าฟราวจะเริ่มทำหน้าเหนื่อยล้า



“เล่นเกม?”



“พ่อเองชอบมาเล่นบ่อยๆ เหมือนกัน”



"อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ" องค์ชายถามกลับ



“ฟราวอธิบายหน่อย” องค์ราบอกปัดให้ฟราวอธิบายแทน



“พ่ะย่ะค่ะ เราจะแบ่งเป็นสองกลุ่มแล้วทำการต่อสู้กันผู้ที่โดนจัดการจะถือว่าตายและออกไปรอยังจุดที่มากส์ไว้ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผู้ชนะ โดยจะมีกฎคือให้โจมตียังแผ่นเหล็กนี่เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” ฟราวอธิบายพลางชูแผ่นเหล็กสีเงินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าป้ายชื่อขึ้นมา



“...แผ่นเหล็กนี่เล็กจัง” ดวงตาสีฟ้าสว่างมอแผ่นเหล็กคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่



“ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายเพราะพวกเราจะโจมตีเพียงแผ่นป้ายเท่านั้น พระองค์จะไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ”



“ที่ข้าพูดไม่ได้กลับบาดเจ็บหรอก เพียงแค่ตกใจที่พวกเจ้าสามารถเล็งโจมตีแผ่นเหล็กนี่ได้ขณะกำลังเคลื่อนไหวอยู่ต่างหาก” องค์ชายพูดบ้าง แผ่นเหล็กขนาดเล็กบางทีวางไว้แล้วให้โจมตีบางทียังไม่โดนเลยแต่นี่ให้ติดแล้วเคลื่อนไหวไปมา หากไม่มีฝีมือจริงทำไม่ได้แน่นอน



“ข้าจะร่วมด้วย” องค์ราชาบอกพร้อมรอยยิ้มสนุก



“พ่ะย่ะค่ะ แล้วองค์ชายจะ...”



“ข้าเองก็ขอร่วมด้วยเช่นกัน” องค์ชายตอบกลับก่อนฟราวจะถามจบ



“งั้นกระหม่อมอยากให้องค์ราชาและองค์ชายอยู่คนละทีมกันโดยให้ทั้งคู่เลือกอีก 10 คนไปอยู่ในทีมนะพ่ะย่ะค่ะ”



“ตอนเลือกทีมนี่แหละสนุกสุด ฟราวเจ้ามาอยู่ทีมข้า” องค์ราชาเลือกฟราวซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยคนแรก



เพียงแค่เลือกคนแรกผมก็เดาผู้ชนะออกแล้ว องค์ราชามาร่วมเล่นเกมนี้หลายต่อหลายครั้ง และเมื่อไหร่ก็ตามที่เลือกฟราวให้ไปร่วมทีมอีกทีมก็แทบจะหมดทางชนะ คิดดูนะพลังเวทย์มหาศาลอย่างองค์ราชาบวกกับความสามารถของฟราวพอรวมกันเหมือนคู่หูไร้เทียมทาน



“พ่ะย่ะค่ะ” ฟราวรับก่อนเดินไปยืนด้านข้างเยื้องไปด้านหลังองค์ราชา



“ฮาล์บเลือกเลย สลับกัน” องค์ราชาบอกลูกชาย



“พ่ะย่ะค่ะ...ซิน มาอยู่ทีมข้าได้ไหม” องค์ชายฮาล์บไม่ได้สั่งแต่เหมือนขอร้องอยู่มากกว่า



มองดูกี่ทีก็เหมือนองค์ชายในอุดมคติจริงๆ



“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้าตอบ



“ช่วยข้าเลือกทีมหน่อย ข้าไม่รู้จักพวกเขาเลยไม่รู้ว่าใครเป็นยังไง” องค์ชายแอบพึมพำถามระหว่างองค์ราชากำลังกวาดสายตาเลือกคนต่อไป



“กระหม่อมแนะนำไลก้าพ่ะย่ะค่ะ เขามีสมาธิสูงมากทำให้แต่ละเวทย์ที่ถูกร่ายมีความเฉียบคมและเหมาะกับการโจมตีทีเผลอพ่ะย่ะค่ะ” ผมแนะนำ อีกอย่างคือไลก้าค่อนข้างนิสัยดีเข้ากับคนอื่นง่ายซึ่งต่างจากคนอื่นในหน่วยที่มีพื้นที่ส่วนตัวค่อนข้างมาก



“ได้ ข้าจะเลือกเขา”



จากนั้นการเลือกคนเข้าทีมก็ได้สิ้นสุดลง เกมการปะทะของสองฝ่ายได้เริ่มต้นทันทีหลังจากต่างฝ่ายเดินไปคนละทิศ เรียกว่าไม่มีเวลาให้ปรึกษาหรือคิดแผนอะไร สำหรับพวกเราหน่วยองครักษ์เงาชินกับเรื่องนี้ต่างกับองค์ชายฮาล์บที่ดูตกใจไม่น้อยที่อยู่ๆ ก็ให้เริ่มเกม



“จะไม่วางแผนหรือพูดอะไรกันหน่อยหรือ” องค์ชายมองดูเหล่าสมาชิกทีมที่แยกย้ายกันไป



“องค์ชาย การวางแผนไม่จำเป็นกับพวกเราหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ” ผมเดินไปบอก



“ไม่จำเป็น?”



“พ่ะย่ะค่ะ ความเป็นทีมเวิคก์ของพวกเราไม่ได้มาจากการวางแผนหรือพูดคุยเพราะแต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แม้จะอยู่รวมกันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ” ผมอธิบายต่อ



“งั้นแบบนั้นก็ไม่เรียกว่าทีมสิ”



“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายทรงเคลื่อนไหวและร่ายเวทย์ตามที่พระองค์คิดเถิดพ่ะย่ะค่ะแล้วจะรู้ความหมายของทีมในแบบของหน่วยเรา กระหม่อมจะแสดงให้ดูพ่ะย่ะค่ะ” พูดจบผมก็เบี่ยงตัวหลบเวทย์ที่พุ่งโจมตีจากด้านหน้าก่อนจะใช้ต้นไม้แทนโล่กำบัง ด้วยความที่พื้นมีหิมะปกคลุมทำให้การเคลื่อนที่จำเป็นต้องใช้พลังมากกว่าปกติ



ผมกระโดดใช้แขนจับกิ่งไม้เหวี่ยงตัวเองขึ้นไปด้านบนเพื่อดูภาพรวมของทั้งสนาม ทันใดนั้นเวทย์โจมตีแบบกระจายก็พุ่งมาจากทั่วทิศทางพร้อมรอยยิ้มผมที่ยกขึ้น



“เศษเหล็กกล้าที่กระจายอยู่ทั่วพื้นปฐพีจงก่อตัวสร้างเกราะโล่เพื่อปัดทุกการโจมที่โหมเข้าใส่” เวทย์ป้องกันถูกร่ายจากไลก้าหนึ่งในทีมทันก่อนเวทย์เหล่านั้นจะมาโดนตัวผม



“เกล็ดหิมะเอ๋ยจงโบยบินผนึกทุกการเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ใต้อาณัติข้า” อีกเวทย์หนึ่งร่ายตามมาติดๆ ผู้ที่ร่ายคือเวสเป็นทีมเดียวกับผมเช่นกัน เวทย์ผนึกแบบกระจายกินบริเวณกว้างมากอาจจะทั้งเขตมิตินี้



“เมล็ดแห่งพฤกษาในฤดูเหมันต์จงดูกลืนเกล็ดหิมะและเติบโตแผ่ขยายการโจมตีอันรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด” ผมร่ายเวทย์โจมตีผสานเข้ากับเวทย์ผนึกของเวสโดยไม่มีการนัดแนะกันล่วงหนา



“สายลมแห่งการพัดพานอันเยือกเย็นจงย้ายการควบคุมมนต์ตราให้แก่ข้าผู้มีดวงตาดุจเหยี่ยวที่จ้องล่าเหยื่อ” เวทย์ต่อมาทำการควบคุมสองเวทย์ที่ประสานกันอีกที



แต่ละคนต่างมีวิธีสู้ของตัวเอง อย่างการที่ผมขึ้นมาบนกิ่งไม้อาจดูเหมือนเรียกศัตรูให้โจมตีซึ่งก็ใช่ทว่าในทางกลับกันเป็นการบอกเพื่อนร่วมทีมว่าศัตรูมาจากทางทิศไหนบ้าง และผู้ที่จับการเคลื่อนไหวได้คนแรกก็ร่ายเวทย์เพื่อผนึกการเคลื่อนไหวโดยมีผมใช้เวทย์โจมตีผสานทว่าแค่ผนึกและโจมตียังไม่เพียงพอเพราะเกมนี้ต้องการเพียงแผ่นป้ายเหล็กจึงต้องมีอีกคนคอยบังคับการเคลื่อนไหวของเวทย์เพื่อแย่งป้ายของอีกทีมมา



เมื่อจบการโจมตีผสานผมกระโดดลงมาด้านล่างมองใบหน้าอึ้งๆ ขององค์ชายฮาล์บที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามมากมายคาใจ



“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าพวกเขาจะร่ายเวทย์อะไร ไม่สิ ทำไมถึงคิดว่าจะมีคนร่ายเวทย์ป้องกันเจ้า” องค์ชายถามต่อด้วยใบหน้าสงสัย



“กระหม่อมเองก็ไม่อาจอธิบายได้ หากต้องการคำตอบกระหม่อมคงพูดได้แค่ว่าเป็นความบังเอิญ ความเคยชินบวกกับความคาดการณ์ไม่ได้” ฟราวใช้เกมนี้เพื่อให้พวกเราในหน่วยเกิดความสามัคคีหรือมีทีมเวิกค์มากขึ้นสักเล็กน้อย 



ในตอนแรกพวกเราต่างทำตามใจจนเกมกลายเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว ผลคือโดนทำโทษยกหน่วย จากนั้นพวกเราจึงค่อยทำการปรับเข้าหากันในแบบของตัวเอง และกลายเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้



หากมีคนหนึ่งล่อจะมีหนึ่งร่ายเวทย์ปกกันโดยที่เหลือดูทิศทางของศัตรูและทำการโจมตีต่อ ซึ่งการโจมตีนั้นหากใครอยู่ใกล้จะทำการประสานเวทย์เพื่อเพิ่มพลังก่อนผู้ที่สามารถมองเห็นตำแหน่งของป้ายจะทำการควบคุมเวทย์ทั้งหมดต่ออีกที



ไม่จำเป็นต้องพูดคุย



ไม่จำเป็นต้องวางแผน



แค่เคลื่อนไหวตัวเอง ทั้งหมดก็จะเคลื่อนไหวด้วย



“...ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจ”



“ถ้าอย่างนั้นองค์ชายก็ทรงลองร่ายเวทย์สิพ่ะย่ะค่ะ แล้วพระองค์จะรู้เอง” ของแบบนี้ต้องให้ลองด้วยตัวเอง



“ความอบอุ่นของฤดูร้อนจงหลอมละลายหิมะจนกลายเป็นหยาดน้ำสีฟ้าใสและเคลื่อนไหวใต้ผืนหิมะเข้าผนึกทุกการเคลื่อนไหว” เวทย์ผนึกขององค์ชายถูกร่ายออกไป เวทย์นี้เป็นผนึกที่จะเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผืนหิมะซึ่งยากต่อการมองเห็น



สมกับเป็นองค์ชาย เวทย์สุดยอด



แต่คนของหน่วยผมก็สุดยอดไม่แพ้กัน



“ประกายแห่งดวงดาวนับล้านจงตามติดสายธารใต้ผืนหิมาลัย และพุ่งเข้าโจมตีประสานยามจับกุมทุกสรรพสิ่งภายใต้การชี้นำแห่งข้า” เสียงร่ายเวทย์ดังขึ้นไม่ไกลจากบริเวณนี้ ดูจากเสียงคงเป็นนัยอา



“ประสานเวทย์ได้ในทันทีเลย?” สีหน้าตกใจขององค์ชายดูตลกอยู่ไม่น้อย



“นี่แหละหน่วยองครักษ์เงาของกระหม่อม พระองค์จะได้รับประสบการณ์ใหม่ระหว่างเล่นเกมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยบอกแล้วจึงเคลื่อนไหวไปยังบริเวณอื่น



การอธิบายเพียงแค่นั้นน่าจะพอแล้ว ทีเหลือคือการลงมือเล่นเองเท่านั้น 



ด้วยความที่พื้นเป็นหิมะทุกการเคลื่อนที่จึงเกิดเสียงทว่าปัญหาอยู่ที่เราไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของพวกเดียวกันหรือศัตรู ระหว่างมองดูลาดราวเวทย์ประสานโจมตีแบบกระจายก็พุ่งจู่โจมทั่วพื้นที่ของป่าในวงกว้าง การโจมตีนั้นไม่ใช่ในรูปแบบของเข็มแต่เป็นดาบเรียวแหลมคล้ายลูกธนูเพียงแต่มีพลังมากกว่าหลายสิบเท่า



ผู้ที่ใช้เวทย์ประสานนี้ได้มีแค่คนเดียว



“ทำกันได้นะฟราว องค์ราชา หิมะอันบริสุทธิ์ที่นองอยู่บนผืนปฐพีจงปกป้องเราจากการโจมตีรอบทิศทางอันรุนแรงนี้” ผมร่ายเวทย์ป้องกันได้ทันก่อนดาบหนึ่งเล่มจะพุ่งเข้าใส่โล่จงเกิดเสียงดังจากแรงปะทะอันรุนแรง



ถ้าแค่นี้ยังรับไหว



ราวกับผู้ร่ายเวทย์อ่านความคิดผมได้เพราะทันทีที่ดาบปะทะกับโล่เวทย์ที่ใช้ผสานก็พุ่งออกมาจากตัวดาบเข้าจู่โจมใส่โล่ระรัวจนเริ่มปริแตกในเสี้ยววินาที



“หัวหน้าโกงไปแล้ว!” เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้นเมื่อถูกเวทย์เดียวกันจัดการ



ใช่ โกงมากเล่นใช้เวทย์โจมตีกระจายแถมประสานระดับสูง หากไม่ใช่พวกเราที่ร่ายเวทย์ป้องกันได้เร็วคงมีการนองเลือดกันไปแล้ว



นี่กำลังเล็งป้ายหรือก่อนสงครามกันแน่เนี่ย!



“ไม่ถือเป็นการโกง มีเวทย์อะไรก็ต้องใช้สิ หลบไม่เก่งห้ามมาบ่น!” เสียงฟราวตะโกนมาจากอีกฝั่ง



เล่นแบบนี้ก็จัดให้



“การหลั่งไหลของพลังเวทมนตร์ซึ่งปกคลุมทั่วผืนปฐพี ท้องนภาและในมหาสมุทรจงหยุดการขับเคลื่อนและสวนกระแสนั้นกลับนั้นไปสู่จุดเริ่มของของวัฏจักร เราขอสังเวยด้วยโลหิตสีแดงฉานนี้จงมอบพลังของผู้ขับเคลื่อนทุกสรรพสิ่งภายใต้อาณาเขตนี้ให้แก่เราผู้อยู่เหนือสุดของห้วงแห่งพลัง” วงแหวนเวทย์สีขาวสว่างแผ่ขยายไปทั่วบริเวณพร้อมเวทมนตร์ทุกอย่างที่ถูกหยุดการทำงานและสลายไป



“ซิน โกง!” ฟราวตะโกนเสียงดังมา



“คนที่บอกว่ามีเวทย์อะไรก็ต้องใช้คือใครนะ” ผมย้อนถาม



ปกติผมจะไม่ใช้เวทย์นี้เพราะเหมือนโกงคนอื่น แต่เมื่อฟราวเล่นใช้เวทย์นั้นประสานกับองค์ราชาจะให้อยู่เฉยโดยไม่ทำอะไรคงไม่ได้



“จะหาเรื่องใช่ไหมซิน เดี๋ยวข้าจัดให้”



และแล้วเกมต่อสู้โดยใช้เวทย์ก็เปลี่ยนมาเป็นการปะทะตัวต่อตัวโดยปราศจากเวทย์ แน่นอนว่าพวกเราทุกคนต่างมีทักษะนี้ดีอยู่แล้ว เพียงแค่ยังไม่สามารถเทียบกับฟราวซึ่งเป็นหัวหน้าได้ บทสรุปจึงเป็นฝ่ายขององค์ราชาที่ได้รับชัยชนะไป



“คลายเวทย์ได้แล้ว” ฟราวบอกผมเมื่อทุกคนต่างมารวมกันอยู่ที่เดียว



“อืม” ผมขานรับแล้วคลายเวทย์ตามทีบอก



“กะจะแสดงพลังของหน่วยองครักษ์เงาให้องค์ชายดูสักหน่อย เจ้าดันทำเสียหมดซิน” ฟราวเริ่มหันมาบ่นผม



“ขืนให้เวทย์ระดับนั้นทำงานต่ออีกไม่นานเวลได้สลบเหมือดพอดี” ผมเถียงกลับ เวลเป็นคนที่สร้างมิติแยกออกมาเพื่อให้พวกเราในหน่วยใช้ฝึกซึ่งการสร้างมิติจำเป็นต้องใช้พลังและสมาธิมาก ถึงในนี้จะสามารถร่ายเวทย์ได้ปกติแต่หากเป็นเวทย์ระดับสูงอันทรงพลังมากๆ อาจทำให้มิตินี้แตกออกได้ง่ายๆ  ผลที่ตามมาคงไม่พ้นป่าด้านหลังปราสาทถูกเวทย์ประสานโจมตีระดับสูงของฟราวและองค์ราชาถล่มยับ



“ทุกอย่างถือเป็นการฝึก”



“ฝึกแบบนี้ส่งเราไปสงครามดีกว่า” รีเฟ่นที่อยู่ข้างๆ พึมพำเสียงเบา



“ข้าได้ยินนะรีเฟ่น”



“ขอโทษครับหัวหน้า” เมื่อถูกสายตาคมๆ มองมาคนพูดจึงรีบเอ่ยขอโทษ



“ร่วมเล่นครั้งแรกเป็นยังไงบ้างพ่ะย่ะค่ะ” ฟราวหันไปถามองค์ชายฮาล์บบ้าง



“สนุกมากเลย ข้าได้หลายอย่างจากการเล่นเกมนี้ ถ้าข้าอยากมาร่วมอีกจะได้หรือไม่” องค์ชายฮาล์บถามกลับ



“ด้วยความยินดีพ่ะย่ะค่ะ ให้ซินพาพระองค์มาได้ทุกเมื่อ ซินอาจจะสร้างความลำบากให้พระองค์อยู่ไม่น้อยแต่อยากให้เข้าใจว่าเขาจำเป็นต้องตามอารักขาองค์ชายกันไม่ให้เกิดเรื่องร้ายอะไร” ฟราวอธิบาย



“เรื่องนั้นข้าเข้าใจ และไม่ลำบากใจหรือรำคาญด้วย”



“หากเป็นเช่นนั้นกระหม่อมก็เบาใจ ซินการฝึกวันนี้จบลงแล้วกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมได้”



“ครับ ฟราวก็ไปพักด้วยนะหน้าดูเหนื่อยมากเลย” ผมบอกด้วยวามเป็นห่วง



“หึ ขอบคุณที่ห่วง” ฝ่ามืออุ่นๆ ขยี้เส้นผมสีขาวของผมอีกรอบแทนการบอกลา



เมื่อทุกอย่างจบลงเวลจึงคลายเวทย์มิติ องค์ราชาได้ฟราวตามไปส่งและผมคาดว่าคงไปดื่มกันต่อจนถึงรุ่งสางกันอีกแน่ๆ เพิ่งบอกให้พักยังไม่ขาดคำเลย ส่วนองค์ชายฮาล์บผมเดินตามหลังอีกฝ่ายเรื่อยๆ โดยไม่ได้พูดคุยอะไร บรรยากาศเงียบๆ กับไอเย็นของฤดูหนาวเรียกให้ผมจับผ้าพันคอม้วนรอคออีกหนึ่งครั้ง



“ซิน”



“พ่ะย่ะค่ะ” ผมตอบรับทันที



“ท้องฟ้ามืดสนิทเร็วจังเลยนะ” ผมเงยหน้ามองบนท้องฟ้าบ้าง ทั้งที่เพิ่ง 6 โมงแต่ท้องฟ้ากลับมืดสนิทเหมือนยามดึก ดวงจันทร์เริ่มทอแสงเฉกเช่นดวงดาวที่เริ่มทอประกายประดับผืนฟ้าสีดำยามราตรี



“...พ่ะย่ะค่ะ”



“ข้าอยากให้เจ้าพาไปดูดาวได้ไหม” องค์ชายหยุดเดินก่อนจะหันหน้ากลับมาทางผม



“กระหม่อมเกรงว่าจะไม่...”



“พาข้าไปดูดาวหน่อยซิน” อยู่ๆ รูปประโยคก็เปลี่ยนไปแต่ความหมายยังคงเดิม



“องค์ชายควรกลับไปพักผ่อน” การเคลื่อนไหวอยู่บนหิมะเป็นเวลานานไม่ใช่เรื่องดี ต้องรีบพักผ่อนไม่งั้นจะป่วยได้



“ข้าอยากไปดูดาวกับเจ้านี่ หรือว่าเจ้าหนาว” องค์ชายถามพลางเอื้อมมือมากระชับผ้าพันคอผมให้แนบสนิทกว่าเดิม



“...กระหม่อมเพียงแค่เป็นห่วงพระองค์ อากาศช่วงดึกค่อนข้างหนาวอีกอย่างช่วงเย็นพระองค์ยังไม่ได้ทานอะไร”



“จริงสิ ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย เจ้าก็ยังเหมือนกันนี่”



“พ่ะย่ะค่ะ หากส่งพระองค์เสร็จกระหม่อมค่อยไปหาอะไรทานพ่ะย่ะค่ะ” ผมตอบกลับไป



“ให้อยู่ในอากาศเย็นๆ นานๆ คงไม่ดี ข้าวก็ยังไม่ได้กิน งั้นอีก 2 ชั่วโมงพาข้าไปดูดาวได้ไหม” องค์ชายถามต่ออีก



“องค์ชายควรพักผ่อน”



“พาข้าไปดูดาวได้ไหม”



“...” ผมเงียบเมื่อประโยคเดียวกันถูกเอ่ยซ้ำ



“พาข้าไปนะซิน” น้ำเสียงเหมือนกำลังอ้อนเรียกเสียงหัวใจให้เต้นดังขึ้น



ผมไม่ใช่คนใจดีที่จะโอนอ่อนตามใครได้ง่ายๆ ทว่ากับองค์ชายฮาล์บผมกลับอ่อนจนแทบละลายเพียงแค่ได้เห็นใบหน้า ได้ยินน้ำเสียง ได้มองรอยยิ้มหรือแม้แต่ดวงตาสีฟ้าสว่างที่ประสานมา



แล้วจะให้ผมตอบอะไรไปได้อีกล่ะ



“...พ่ะย่ะค่ะ”



“เห็นเจ้าเคยพูดว่าต้องดูแลข้าตลอด” องค์ชายฮาล์บเปลี่ยนเรื่อง



“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะปกป้องพระองค์”



“แม้แต่ตอนข้านอน?”



“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลกระหม่อมไม่ได้ละเมิดความเป็นส่วนตัวขนาดนั้นเพียงแค่นั่งอยู่บนต้นไม้คอยดูพระองค์ผ่านทางหน้าต่างเท่านั้น” ผมรีบอธิบายก่อนอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดว่าผมแอบตามเข้าไปถึงในห้อง



“ในฤดูหนาวที่หิมะตกนี่ก็ด้วย?” องค์ชายหรี่ตาลงก่อนถามกลับ



“พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้า



“เจ้าบ้าไปแล้วรึไง อากาศหนาวขนาดนี้เฝ้าข้าอยู่ข้างนอกทั้งคืนหากป่วยไปจะทำยังไง” น้ำเสียงห่วงๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก



“ขอบพระทัยที่เป็นห่วง แต่กระหม่อมไม่เป็นไร...”



“มากับข้า” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคองค์ชายฮาล์บก็คว้าข้อมือผมดึงให้เดินเข้าไปยังปราสาท



ผมมองการกระทำนั้นด้วยความไม่เข้าใจและปล่อยให้ถูกลากไปได้ง่ายๆ จนกระทั่งมาถึงบันไดทางขึ้นพื้นที่ส่วนตัวขององค์ราชา ราชินีและองค์ชายของอาณาจักรเวธาณาร์



“องค์ชายทรงจะพากระหม่อมไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” ผมรีบขืนโดยไม่ยอมก้าวขึ้นบันไดตามไป



“ห้องข้า” เพียงคำเดียวก็ทำเอาดวงตาสีขาวของผมเบิกกว้าง



“พระองค์จะทรงให้กระหม่อมไปทำไมพ่ะย่ะค่ะ”



“ข้าไม่คิดจะให้คนที่คอยปกป้องตัวเองอยู่เฝ้าข้างนอกท่ามกลางความหนาวเหน็บแบบนี้หรอก หน้าที่ของเจ้าคือดูแลข้าดังนั้นแค่เปลี่ยนที่เฝ้าดูจากข้างนอกเป็นในห้องข้าคงไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม”



เป็น!



ผมอยากจะตะโกนคำนั้นออกไปดังๆ เลย



ให้คนธรรมดาอย่างผมไปเฝ้าถึงในห้องส่วนตัวขององค์ชายเนี่ยนะ ใครรู้เข้าผมได้โดนลงโทษข้อหาไม่รู้ที่ต่ำที่สูงแน่ ขนาดองครักษ์ส่วนตัวยังไม่ตามเข้าไปถึงขนาดนั้นเลย ถึงแม้ผมจะมีหน้าที่พิเศษก็ใช่ว่าจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวได้ขนาดนั้น



“กระหม่อมจะรออยู่ข้างนอก” ผมขืนเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อถูกลากมาจนถึงหน้าประตูห้อง



“ซิน ถ้าไม่เข้ามาดีๆ ข้าจะอุ้ม”



เพียงคำเดียวก็มาพอให้อาการขัดขืนหายไป นอกจากจะเลิกขัดขืนแล้วผมยังก้าวเข้าไปในห้องตามหลังองค์ชายด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีการดึงหรือลาก สายตาขององค์ชายบอกว่ากำลังเอาจริง หากผมยังขัดขืนได้โดยอุ้มเข้าห้องจริงๆ แน่



ใครจะยอมถูกอุ้มกัน



ไม่มีทาง!



ภายในห้องขององค์ชายทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเตียงสีน้ำเงินใจกลางห้องติดผนังดูหรูหราเข้ากับชุดโซฟาโทนสีเดียวกันได้เป็นอย่างดี พื้นห้องปูพรหมลายสีฟ้าขาวทำให้ดูโปร่งโล่งตา อาจเพราะอากาศข้างนอกหนาวจัดข้างในจึงได้รู้สึกอุ่นกว่าอยู่ไม่น้อย



ผมมององค์ชายเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศและติดต่อไปยังด้านล่างให้ยกอาหารขึ้นมาด้านบน 2 ชุด ไม่ต้องถามก็เดาได้ว่าอีกชุดของใคร แม้จะอยากเอ่ยปฏิเสธมากมายแค่ไหนแต่ความหิวที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่ช่วงบ่ายทำให้ผมยอมรับความหวังดีที่องค์ชายฮาล์บมอบให้



ผมนั่งกินอาหารของตัวเองอยู่บนโซฟาตรงข้ามกับองค์ชายฮาล์บ แน่นอนว่าผมนั่งชิดริมโซฟาโดยวางถาดอาหารไว้บนตักตัวเองส่วนองค์ชายนั้นวางถาดไว้บนโต๊ะ ทุกอย่างล้วนเป็นการพบกันครึ่งทางของผมและองค์ชายฮาล์บเนื่องจากองค์ชายบอกให้ร่วมโต๊ะได้ตามสบายถือว่าเป็นเพื่อนกัน มีเหรอที่ผมจะยอมตอบรับว่า...



‘พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำตาม’ 



ผมปฏิเสธค้านหัวชนฝาจนในที่สุดก็ยอมแค่นั่งบนโซฟา ถึงจะโดนดวงตาสีฟ้าสว่างนั่นจ้องมองมาอีกหลายรอบผมก็ทำเป็นไม่สนใจ เพราะรู้ว่าหากมีการโต้ตอบคนที่ต้องยอมสุดท้ายจะเป็นตัวผมเอง แม้ประเทศเวธาณาร์จะมีราชาปกครองทว่าไม่ได้เคร่งคัดหรือมีระเบียบมากมายถึงขนาดห้ามนั่งกินข้าวร่วมกัน ถึงอย่างนั้นพวกเราทุกคนต่างรู้ดีถึงความไม่สมควร



“องค์ชายยังอยากไปดูดาวไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยถามหลังพวกเรากินมื้อเย็นเสร็จได้สักพัก องค์ชายฮาล์บยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม เพิ่มเติมของในมือมีหนังสือเวทมนตร์ 1 เล่ม ผมจำเป็นต้องถามเพื่อเป็นหนึ่งในข้ออ้างที่ทำให้สามารถออกจากห้องนี้ได้ อยู่ๆ จะขอตัวกลับก็คงไม่เหมาะเพราะองค์ชายเองยังไม่ได้เอ่ยปากอะไร



“หากเจ้าไม่อยากก็อยู่ในห้องนี่เถอะ ข้าไม่ได้รีบร้อน”



“กระหม่อมไม่ได้ไม่อยากเพียงแค่กลัวพระองค์ไม่สบาย” ออกกำลังหนักๆ ติดกันหลายชั่วโมงแล้วยังตากอากาศเย็นๆ ในฤดูหนาวอาจทำให้ป่วยได้



“งั้นแปลว่าอยาก?” องค์ชายถามกลับ



“...พระองค์ทรงอยากไหมพ่ะย่ะค่ะ” อาจดูกวนที่ผมถามกลับแต่จะให้ตัดสินใจว่าไปหรือไม่ไปเพราะคำตอบผมคงไม่ดี



“ข้าถามก่อน เจ้าต้องตอบก่อนแล้วข้าจะตอบตาม” องค์ชายไม่ได้ดูโมโหหรือโกรธเมื่อถูกถามกลับ รอยยิ้มเหมือนคนกำลังมีความสุขตรงหน้าดึงดูดสายตาผมให้หันไปจับจ้อง



“...กระหม่อมชอบดูดาวพ่ะย่ะค่ะ”



“ตอบไม่ตรงคำถาม”



“กระหม่อมอยากไปดูพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องตอบไปตามตรง ผมชอบดูดาวแทบทุกวันผมจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ถูกประดับด้วยหมู่ดาวมากมาย ยิ่งเข้าไปในป่าลึกจะยิ่งเห็นทัศนียภาพที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง



“ข้าก็อยากเหมือนกัน งั้นไปกันเลย” องค์ชายยิ้มก่อนจะปิดหนังสือและลุกขึ้นเดินไปทางประตู



“เดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”



“ฮืม?” ประตูสีขาวถูกเปิดอ้าค้างไว้โดยที่องค์ชายยังไม่ก้าวออกไปนอกห้อง ผมกวาดตาไปยังริมผนังบริเวณตู้เสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ สิ่งที่ตามหาเองก็วางแขวนอยู่บนราวไม้สีอ่อนคล้ายเตรียมไว้ให้หยิบใช้ได้โดยง่าย



“กระหม่อมขออนุญาต” ผมเอ่ยขอพร้อมเดินไปคว้าผ้าพันคอสีน้ำเงินเข้มก่อนจะใช้ผ้าพันคอในมือพันรอบคอองค์ชายโดยไม่รอคำอนุญาต องค์ชายมีทีท่าตกใจอยู่เพียงพริบตาก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ทำเอาคนกำลังจัดผ้าคอถึงกับหน้าเห่อร้อน



จากนั้นพวกเราจึงเดินเข้าไปในป่าด้านข้างปราสาท องค์ชายเดินตามผมมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณหนึ่งผมถึงหยุดก้าว...บริเวณนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดูดาวสวยที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 สำหรับผม การดูดาวจะให้ความรู้สึกต่างไปตามสถานที่สำหรับบริเวณที่ดูดาวสวยที่สุดนั้นจะอยู่ลึกเข้าไปอีก



อากาศหนาวๆ แบบนี้ไม่เหมาะกับการไปที่นั่น เสียงฝีเท้าขององค์ชายแม้จะคงที่ทว่าผมกลับได้ยินเสียงหายใจที่เริ่มเปลี่ยนไปบ่งบอกว่าร่างกายรับความหนาวมากกว่านี้ไม่ไหว



“ที่นี่หรือ?” องค์ชายเอ่ยถาม



“พ่ะย่ะค่ะ ฤดูนี้จะมีกลุ่มดาวฤดูหนาวให้ดูแต่ละฤดูเองก็จะมองเห็นภาพต่างกันไป” ผมบอกพลางเงยขึ้นมองท้องฟ้าสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยดวงดาวสีสว่างหลายล้านดวงทอประกายจนแน่นท้องฟ้า



ดวงจันทร์เองมีรูปร่างเป็นครึ่งวงกลมประกอบกับดาวสองดวงที่ประดับเยื้องขึ้นไปดูราวกับรอยยิ้มที่มอบให้แก่ดาวดวงนี้ ผมชอบการดูดาวเพราะมันทำให้รู้สึกปลอดโปร่งทุกครั้ง



“สวยมากจริงๆ แล้วเจ้าชอบดูดาวในฤดูไหน” องค์ถามต่อระหว่างเงยหน้ามองท้องฟ้าด้านบน



“กระหม่อมชอบดูในฤดูใบไม้ผลิพ่ะย่ะค่ะ ยิ่งได้ดูยังที่ราบกลางป่าจะเห็นว่าท้องฟ้าอยู่ใกล้กว่าปกติ กระหม่อมเคยเอื้อมมือขึ้นไปเพราะคิดว่าสามารถจับดวงดาวเหล่านั้นได้” ผมเล่าไปยกยิ้มไป



“ไม่บ่อยที่จะเห็นรอยยิ้มของเจ้า”



“...กระหม่อมไม่ใช่คนยิ้มเก่งเหมือนพระองค์” ผมหุบยิ้มก่อนพูดต่อ



“เพราะแบบนั้นละมั้ง ข้าถึงอยากเห็นเจ้ายิ้ม”



“องค์ชาย...”



“ข้าให้นี่” อยู่ๆ องค์ชายก็หยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมา มืออีกข้างขององค์ชายคว้ามือผมให้แบก่อนวางของที่ว่าลงบนฝ่ามือแล้วจับให้ผมกำมือข้างนั้นไว้คล้ายยังไม่อยากให้เห็น



ดวงตาสีขาวเงยขึ้นไปสบดวงตาสีฟ้าสว่างเพื่อถามว่าสามารถเปิดดูได้เลยไหม เมื่อได้รับการพยักหน้าผมเลื่อนมือข้างนั้นขึ้นมาในระดับสายตาก่อนจะแบมือมองสิ่งที่อยู่ภายในด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นแรงขึ้น



สร้อยสีเงินเรียบหรูมีอัญมณีสีขาวขุ่นถูกเจียระไนเป็นรูปหยดน้ำซึ่งถูกใส่อยู่ในแก้วใสทรงสี่เหลี่ยมขนาดพอดี ด้านในไม่ได้มีเพียงแค่อัญมณีรูปหยดน้ำเท่านั้นแต่ยังมีผงอะไรที่ทอประกายใส่อยู่ เมื่อออกแรงเขย่าผงด้านล่างก็คละคลุ้งทั่วส่องประกายเคียงคู่กัน



“...องค์ชายฮาล์บ” ผมจำอัญมณีนี้ได้ ผลจากต้นอัญมณีที่ได้รับตอนไปทัศนศึกษา ไม่คิดว่าก้อนอัญมณีสีขาวขุ่นจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้



“ชอบไหม”



“พระองค์ทรงให้กระหม่อม?”



“ใช่ ข้าให้เจ้า...ซิน” องค์ชายพยักหน้าเล็กน้อย



“แต่ของสิ่งนี้เป็นของที่พระองค์ได้รับมา” จะให้ผมรับไว้เองได้ยังไง



“ไม่ต้องห่วง ข้ามีเหมือนกันอีกเส้น” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายหยิบสร้อยอีกเส้นขึ้นมาชูให้ดูประกอบ ทุกรายละเอียดของสร้อยในมือองค์ชายเหมือนกับสร้อยในมือผมทุกอย่าง ราวกับทำมาให้เป็นคู่กัน



พูดเองใบหน้าก็ดันร้อนขึ้นมาดื้อๆ



“...นั่นยิ่งไม่สมควรให้กระหม่อม พระองค์ควรมอบให้กับผู้ที่เหมาะสมเถิดพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์อย่างผมมีสิทธิ์อะไรจะได้รับของเคียงคู่กับองค์ชาย เขาควรจะมอบให้กับคนรักหรือราชินีในอนาคตมากกว่า



“ซินแหละเหมาะสมที่สุดแล้ว” รอยยิ้มตรงหน้าทำให้อากาศหนาวๆ เริ่มอุ่นขึ้น



“ทำไม...” ผมเหมาะตรงไหนกัน



“ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นอัญมณีนี่ข้าก็นึกถึงเจ้าขึ้นมา โดดเด่นอยู่ท่ามกลางอัญมณีหลากสีสันและส่องประกายดึงดูดสายตาข้ามากกว่าชิ้นไหนๆ เพียงแค่เห็นข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะมอบให้เจ้าด้วย” คำตอบขององค์ชายเรียกความรู้สึกบางอย่างให้ปะทุขึ้นมา



“ให้กระหม่อมจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามย้ำอีกครั้ง



“แน่นอน ถ้าเจ้าไม่ยอมรับไว้ก็เอาคืนมา...แล้วข้าจะให้ใหม่จนกว่าเจ้าจะรับ” หัวใจที่เกือบหยุดเต้นเมื่อได้ยินประโยคแรกเต้นเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อได้ยินประโยคต่อมา



เพราะองค์ชายเป็นซะแบบนี้แล้วจะไม่ให้หลงรักได้ยังไง



ยิ่งพยายามเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ลึกเท่าไหร่ ยามความรู้สึกถูกปลุกขึ้นมาก็จะยิ่งรักมากเป็นทวีคูณ 



เสียงหัวใจแผดเสียงดังลั่นจนตัวเองยังรู้สึกอาย อยากจะก้าวถอยหลังไปหลายๆ ก้าวเพื่อไม่ให้องค์ชายได้ยินเสียงน่าอายนี้ ซึ่งความอายยังเทียบไม่ได้กับความดีใจที่ได้มีโอกาสรับของจากองค์ชาย



โอกาสนี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย



ดังนั้นหากผมจะรับไว้...คงไม่ผิดใช่ไหม



“...กระหม่อมขอขอบพระทัย จะรักษาไว้อย่างดีเลยพ่ะย่ะค่ะ” ผมกำสร้อยพลางยกมือข้างนั้นขึ้นแนบอกพร้อมเผยรอยยิ้มอันเต็มเปี่ยมด้วยความสุข ดีใจและปลาบปลื้มเน้นย้ำให้อีกฝ่ายเห็นว่าผมรู้สึกดีขนาดไหนยามได้รับของชิ้นนี้



ดวงตาสีฟ้าสว่างส่องประกายยามกระทบกับแสงจันทร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายตกใจกับท่าทางที่ผมแสดงออกไป และไม่กี่วินาที่ต่อจากนั้นร่างผมก็ถูกอีกฝ่ายรวบเข้าไปกอดโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวใจที่ไม่ใช่หนึ่งแต่ถึงสองเต้นดังเป็นจังหวะประสานกัน แม้จะอยากดิ้นหรือผลักองค์ชายให้คลายอ้อมกอดทว่าสิ่งที่ผมทำมีเพียงยืนนิ่งๆ ซึมซับไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของผู้ที่ทำให้ตกหลุมรักอย่างหมดหัวใจ

....................................................



แจ้งข่าวนะคะ ตอนนี้องค์ชายและซินกำลังเปิดพรีอยู่ค่ะ

ก่อนอื่นขอแจ้งเรื่องสำคัญไว้ก่อนนะคะ คือเรื่องนี้เป็นแนวแฟนตาซีและmpreg

ต้องแจ้งไว้ก่อนเพราะบางคนอาจไม่ใช่สายนี้ ที่เราไม่เขียนบนหัวว่าเป็นmpreg เพราะอยากให้นักอ่านได้ลุ้นกันแต่ก็เกรงว่าถ้าไม่แจ้งเลยก็จะทำให้ตกใจกันเกินไป สำหรับเรื่องนี้จะเปิดพรีกันแบบยาวๆ ถึง 2 เดือนกว่า สามารถรออ่านให้จบก่อนค่อยตัดสินใจว่าจะพรีหรือไม่พรีได้นะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ใช้ภาพวิวแทนหน้าปก ดูแฟนตาซีไปอีกแบบ เปิดจองตั้งแต่วันนี้ - 26 กรกฎาคม 2562 สั่งซื้อได้ที่ lichtbookstore

พิเศษเฉพาะรอบจอง! ราคา : 510 บาท (จากราคา 520) ของแถม : การ์ดใส 1 ใบ (ลายฮาล์บซิน) ถ้าซื้อแบบแพ็คคู่กับอีกเรื่องจะได้จัดส่งฟรี+ของแถมเพิ่มด้วยนะคะ

สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทางเพจของสนพ.หรือทางเพจของเราที่ปักหมุดไว้นะคะ

เพจสำนักพิมพ์ lichtpublishing

ปล. บอกเลยว่าจะได้อ่านตอนพิเศษกันแบบจุใจแน่ค่ะ

ขอฝากผลงานอีกเรื่องของเราด้วยนะคะ

ขอบคุณค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 314 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

566 ความคิดเห็น

  1. #528 Danwtlese (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:35
    อีกนิดก็มดตอมเหงื่อแล้ว
    #528
    0
  2. #468 FDB88 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 18:40

    ให้ของแทนใจแล้วเหรอองค์ชาย

    #468
    0
  3. #434 ppvs_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 22:25
    กี้ดดดดดดดดดด กอดกันนนน สัมผัสได้ถึงฟามอบอุ่น!
    #434
    0
  4. #378 PPruedee (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 17:17
    อ่านชื่ออาณาจักรละคิดถึงคำว่า เวทนา ตลอดเลย555555555555
    #378
    0
  5. #284 LMLM (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 07:34
    น้ำตาลขึ้นแล้วววว
    #284
    0
  6. #206 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 18:43
    ตอนแรกก็ห่วงเรื่องทายาทนะ...ตอนนี้หายห่วง555 ///ละมุน ~~~~
    #206
    0
  7. #181 prasmyne (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 03:15
    สนุกมากเลยค่ะ
    #181
    0
  8. #175 Chixtl (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 19:13
    จะลงในนี้จนจบไหมคะ
    #175
    1
    • #175-1 สุนัขน่ารัก(จากตอนที่ 10)
      20 พฤษภาคม 2562 / 20:11
      จะลงให้อ่านจนจบค่ะ แต่หลังจากลงจบระยะหนึ่งจะมีการปิดการอ่านนะคะ
      #175-1
  9. #174 Noong7 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 12:38
    อบอุ่นมากกกกกกกกกกก รอตอนต่อไปเน้ออออออ
    #174
    0
  10. #171 phanii-28634 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 10:34
    สนุกมากๆเลยค่ะ ปล.จะมีอีบุ๊คไหมคะ
    #171
    1
    • #171-1 สุนัขน่ารัก(จากตอนที่ 10)
      20 พฤษภาคม 2562 / 20:12
      มีค่าาา แต่ต้องรอหลังออกเล่มสักระยะนะคะ
      #171-1
  11. #169 maytawarin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 22:07
    ท้องได้เหรอ!!
    #169
    0
  12. #168 Kon--Kon (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 19:43
    =[]= OMG!!!! รอชมเลยยยยยย ตายๆไรท์ทำเรามโนไกลมาก
    #168
    0
  13. #167 pcard (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 18:42
    ให้สร้อยแล้วววว โรแมนติกไปอีกกกก ><
    #167
    0
  14. #165 aom051 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 18:00

    องค์ชาย คิดเวทย์ที่ทำให้ผู้ชายท้องได้ขึ้นมาเลยดีมั้ย หรือจะรับเลี้ยงดี ..แล้วซินจะยอมเป็นราชินีมั้ยเนี่ย น้องชอบอยู่ในเงามากกว่านี่

    #165
    0
  15. #164 YellowJib (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 17:10
    แม้อากาศ(ในเรื่อง)จะหนาว แต่ใจนุอบอุ่นมากค่ะ ละมุนกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
    #164
    0
  16. #163 H i k a w a (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 13:15
    กรี๊ดดดด mpreg เหรอคะ *0* กรี๊ดๆๆๆ รับทราบค่ะอิอิ ทางนี้รออีบุ๊คนะคะ~ ปกสวยมากเลยค่าา
    #163
    0
  17. #162 bee_exosnsdbapinfiniteapinksj (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 13:10

    ต้องจองแล้วล่ะไรท์ อยากอ่านมาก
    #162
    0
  18. #161 LittleJune (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 13:02
    ละมุนมาก
    #161
    0
  19. #160 เว่ยอิง (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 12:44
    มีe-book มั้ยคะ~~~
    #160
    0
  20. #159 Beer_0309 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 12:05
    อบอุ่นมากกกกกก
    #159
    0
  21. #158 spy_5555+ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 12:04

    ละมุนนนนนน
    #158
    0
  22. #157 ดาวสีเหลือง (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 11:59

    ไรท์...รู้มั้ยเรื่องนี้เราพรีแล้วและตอนนี้อยากได้เล่มแล้วววว
    #157
    0