-จบ-◈Jurassic Foster◈ กลายพันธุ์รัก ใต้ธารา

ตอนที่ 12 : ◈ธาราที่11◈

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,090
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 335 ครั้ง
    28 มี.ค. 61

◈ธาราที่11◈




ช่วงเช้าของประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรมักจะมีแสงแดดส่องสว่างลงมายิ่งอยู่ติดทะเลกลิ่นไอร้อนจะน้ำเค็มก็มักจะลอยตามลมมา นักท่องเที่ยวหลายคนต่างก็ชื่นชอบเพราะการได้มารับลมกับดูวิวทะเลในยามเช้าช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่สะสมมา


ทว่าต่อให้ยืนมองวิวอันสวยงามติดขอบทะเลไปอีกสักสามวันก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้หรอก


ผมไม่มีทางผ่อนคลายในสถานการณ์แบบนี้แน่นอน


ใครมันจะกล้าผ่อนคลายในฤดูติดสัดกันล่ะ!


ถ้าเป็นฤดูติดสัดปกติผมคงไม่ต้องมานั่งกลุ้มแต่ตอนนี้ลูก้าซึ่งมีสายเลือดของไดโนเสาร์อยู่ทำให้ช่วงนี้มักจะมี...เอ่อ ความต้องการมากเป็นพิเศษ


แน่นอนว่าถ้าแค่นั้นผมคงไม่ต้องมายืนมองวิวทะเลหรอกถ้าความต้องการนั่นไม่ได้เกี่ยวกับผมน่ะ


เล่นบอกว่าถ้าไม่ใช่ผมก็ไม่ต้องการใครทั้งนั้น


แบบนั้นใครจะยืนอยู่เฉยๆได้เล่า


พอบอกว่าจะช่วยกลายเป็นว่าครั้งเดียวไม่พออีก


แค่ต้องมาเห็นของผู้ชายด้วยกันก็อายจนแทบจะมุดหนีแล้วแต่นี่ยังต้องมาช่วย...ถึงจะแค่มือมันก็อายนะ


เกิดมาก็พึ่งรู้ว่าไดโนเสาร์กลายพันธุ์มีความต้องการมากขนาดนี้


ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนกันรึเปล่า


เพราะความอยากรู้ผมเลยอาศัยช่วงที่ลูก้าเข้าห้องน้ำออกมายืนโทรศัพท์หาคนที่สามารถไขข้อสงสัยทุกอย่างได้อย่างหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ไทรแอสซิก เบนซ์ ฟงเซ่หรือเซโครเพื่อนสนิทสมัยเรียนปริญญาเอกของผม


“เซโคร...”


(โทรมาช่วงนี้แปลว่าเกี่ยวกับเรื่องฤดูติดสัดสินะ)ไม่ต้องรอผมพูดจบปลายสายก็พูดขึ้นราวกับรู้ถึงสาเหตุที่ผมโทรมาอยู่แล้ว


“ใช่...นี่คือสิ่งที่นายเตือนเมื่อครั้งที่แล้วสินะ”ผมจำได้ว่าเมื่อเดือนก่อนเซโครก็เตือนให้ผมระวังตัวไว้


ผมก็นึกว่าจะเรื่องอะไรสักอีก สำหรับเรื่องนี้แค่ระวังมันไม่พอมั้ง


(อืม...ตอนอยู่เกาะเขาก็เป็นนะอาการติดสัดน่ะ)


“แปลว่าช่วงนี้ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ทุกคนเป็นหมดเลยสินะ”


(ไม่ใช่หรอก)


“ไม่ใช่?...หมายความว่าไง”ผมรีบถามกลับ


(จริงอยู่ที่ไดโนเสาร์กลายพันธุ์มียีนของไดโนเสาร์อยู่ในร่างครึ่งหนึ่งทำให้ช่วงฤดูติดสัดมีอิทธิพลค่อนข้างมากแต่อย่าลืมสิว่านอกจากยีนของไดโนเสาร์ยังมียีนของมนุษย์อยู่อีก...)


“จะบอกว่าด้วยอิทธิพลของยีนจากมนุษย์ทำให้ความต้องการช่วงสืบพันธุ์ถูกระงับสินะ”ผมพูดต่อ


(ใช่...นั่นทำให้ถึงอยู่ในฤดูติดสัดก็ไม่ถูกความต้องการควบคุม)


“จะบอกว่าที่ลูก้าเป็นมันผิดปกติเหรอ”ผมถามกลับไปตามตรง


ถ้าพูดว่ายีนของมนุษย์ช่วยระงับความต้องการในช่วงนี้นั่นแปลว่าลูก้าที่มียีนทั้งสองก็น่าจะไม่ถูกความต้องการครอบงำแต่ในความจริงลูก้ากลับดูต้องการมากกว่ามนุษย์ปกติซะอีก


หรือว่ามีอะไรที่มากกว่านั้น


(เปล่า...เขาปกติดี)


“...ผมเริ่มงงแล้วนะเซโคร สรุปว่ายังไงกันแน่”คำพูดของปลายสายทำให้ผมขมวดคิ้วมากกว่าเดิม


อาการแบบที่เป็นอยู่มันเรียกว่าปกติงั้นเหรอ


(เขาถือว่าปกติถ้าเทียบกับไดโนเสาร์กลายพันธุ์ที่มีคู่)


“..มีคู่?...หมายถึงมีคนรักอย่างนายกับยูทาร์?”


(ใช่...ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ที่มีคู่จะมีความต้องการในช่วงนี้มากกว่าปกติต่างจากไดโนเสาร์กลายพันธุ์คนอื่นที่ไม่มีคนรักหรือคู่)


“ลูก้ามีคู่เหรอ?”ผมถามกลับไป เสี้ยวหนึ่งของน้ำเสียงผมสัมผัสได้ว่ามันแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกๆที่ไม่รู้ว่าคืออะไร


(ถ้าไม่มีเขาคงไม่ต้องการขนาดนั้น...ตอนที่อยู่เกาะเขาก็เป็นแบบนั้นสองครั้ง)


“สองครั้ง?...แล้วคู่ของลูก้า”


(คู่ของเขาไม่ได้อยู่ด้วย)


“ห๊ะ?...แล้วอยู่ไหน”


(...พูดขนาดนี้นายยังไม่รู้อีกเหรอว่าคู่ของลูก้าคือใครน่ะ)ปลายสายดูจะเอือมเต็มทีที่ผมไม่สามารถเดาถูกสักที


“ก็ไม่...”


(คิดหน่อยทรี...นายฉลาดจะตาย เรื่องยากกว่านี้ก็คิดได้ไม่รู้เท่าไหร่)คำพูดนั้นเหมือนโดนหาว่าโง่อยู่กลายๆเลย


ตามคำพูดของเซโครคู่ของลูก้าต้องอยู่ไกลจากเกาะ


ถ้าไม่ใช่เกาะก็มีแค่ที่นี่เพราะตั้งแต่ที่ลูก้าเกิดก็อยู่ที่นี่กับผมและบนเกาะนั้นเท่านั้น


ที่นี่เหรอ


พูดถึงคนที่มีโอกาสเป็นคู่มากที่สุดก็ต้องเป็นคนที่คลุกคลีและใช้เวลาอยู่ด้วยมากกว่าคนอื่น


คนคนนั้น...


...ไม่จริงน่า


ไม่ใช่หรอก


“...”ไม่มีทาง


(เงียบแบบนั้นเดาได้แล้วใช่ไหมว่าใคร)


“...ไม่จริง...”


(ทำไมไม่ถามเจ้าตัวเองล่ะ...ลองถามดูสิว่าคู่ของเขาคือใคร)


“เซโคร...”


(ยังไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่คิดก็ได้ คำตอบนั้นฟังจากปากของเขาเถอะ เซโคร มาทำอะไรตรงนี้)ระหว่างที่คุยเสียงของยูทาร์ก็ดังแทรกเข้ามาในระยะใกล้


(โทษทีผมคุยกับทรีอยู่น่ะ...งั้นไว้ค่อยคุยกันนะทรี)


“เดี๋ยวสิ...”ยังไม่ทันได้อ้าปากถามต่อปลายสายก็วางไปแล้ว


โอ้ย...แล้วผมจะทำยังไงดี


ไม่ไม่ไม่


ตั้งสติสิสาม


ยังไม่แน่ว่าจะจริงสักหน่อย


มันไม่ทางเป็นผมไปได้หรอก


“สาม”


เฮือก


“...ลูก้า”ผมสะดุ้งตัวโหยงทันทีที่เสียงของลูก้าดังขึ้นจากด้านหลัง พอหันไปมองก็เห็นอีกฝ่ายเดินตรงมาให้ในชุดลำลองดูสบายตา


“ทำอะไรอยู่”


“เอ่อ...พึ่งคุยกับเซโครเสร็จ”ในเมื่อไม่รู้จะโกหกอะไรผมก็เลือกที่จะบอกความจริงไป


“คุย?...เรื่องอะไร”


“ก็หลายๆอย่าง...วันนี้แช่น้ำเร็วนะ”ผมพยายามเลี่ยงโดยการเปลี่ยนเรื่อง


“เร็วที่ไหน...ผมก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่สามจะมาตะโกนบอกให้พอ”


“...เหรอ...โทษทีนะ”นี่ผมคุยกับเซโครนานขนาดนั้นเชียว


“สรุปว่าคุยอะไรกับเซโคร”


“บอกให้เรียกคุณด้วยไง”


“ก็ได้...งั้นสรุปว่าคุยอะไรกับคุณเซโครที่เป็นหัวหน้าของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ”


“ไม่เรียกชื่อจริงด้วยเลยล่ะ”เล่นเรียกซะขนาดนั้นแล้ว


“อย่าเปลี่ยนเรื่องสาม”ดวงตาสีเงินนั่นจ้องมาราวกับจะบอกให้ผมเลิกเลี่ยงไปมาได้แล้ว


ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้แฮะ


“เฮ้อ...คุยเกี่ยวกับฤดูติดสัดว่าไดโนเสาร์กลายพันธุ์คนอื่นเป็นเหมือนกันไหม”


“คำตอบนั่นคงได้แล้วสินะ”


“ใช่...ได้แล้ว ลูก้า...นายมีคู่แล้วเหรอ”ผมกลั้นใจถามสิ่งที่อยากรู้ที่สุดออกไป


“อืม แต่ยังเรียกว่าคู่ไม่ได้”อีกฝ่าบตอบพลางมองผมด้วยสายตาที่อ่อนลงกว่าเมื่อครู่


“ยังเรียกไม่ได้...”หมายความว่าไง


“เขายังไม่พร้อมจะเป็นของใคร...”


“...ลูก้า”


“เขาบอกว่าให้รอก่อนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันจะนานแค่ไหน”


“...แล้วยังจะรอตามที่เขาพูดรึเปล่าล่ะ”ผมพยายามอย่างมากไม่ให้เสียงที่ดังออกไปสั่น


คำพูดพวกนั้นผมรู้ดีว่าใครเป็นคนพูด


รู้ดียิ่งกว่าใครเพราะผมเป็นคนพูดมันออกมาเอง


“รอสิ”


“ไม่เปลี่ยนใจเหรอ”


“คู่ของผมมีแค่คนเดียว”


“...”เจอประโยคนั้นเข้าไปผมถึงกับพูดไม่ออกเลย รู้สึกดีที่ตัวเองมีผิวสีน้ำผึ้งก็วันนี้ถ้าผิวขาวอีกฝ่ายคงเห็นหมดแล้วว่าใบหน้าผมมันแดงขนาดไหน แม้ไม่ส่องกระจกยังรู้เลยว่าแก้มทั้งสองข้างมันร้อนจนแทบสุกแล้วทั้งที่ในประโยคไม่ได้มีชื่อผมอยู่สักนิด


“สามหน้าแดง...”


“หยุดพูดเลยนะ”ผมรีบเอ่ยห้าม 


ทำไมถึงรู้ได้กัน คิดว่าผิวสีนี้ไม่น่ามองออกได้ง่ายๆแล้วเชียว


“สามน่ารัก”


“บอกให้หยุดไง”


“...”อีกฝ่ายยอมหยุดตามที่บอกแต่รอยยิ้มมุมปากทำเอาผมอยากกระโดดลงทะเลไปให้รู้แล้วรู้รอด


“หุบยิ้มด้วย”


“ใจร้าย”ลูก้าบ่นโดยที่ยกยิ้มอยู่


“ใครกันแน่”คำนี้ผมสิควรจะพูด


ใครกันแน่ที่ใจร้าย


เล่นทำหัวใจผมเต้นแรงขนาดนี้รับผิดชอบเลยนะ


ไดโนเสาร์บ้านี่


หลังจากจบการพูดคุยที่ทำเอาหน้าแทบไหม้ในช่วงเช้าผมกับลูก้าก็ลงมายังโรงอาหารชั้น1และไปต่อยังห้องวิจัยเหมือนปกติ ลูก้าตอนแรกที่มานั่งในห้องวิจัยดูจะสนใจพวกอุปกรณ์แปลกแต่พอเข้าสัปดาห์ที่สองความสนใจนั่นก็กลายเป็นเฉยๆจนตอนนี้อีกฝ่ายมักจะนั่งเฉยๆรอผมเลิกงาน


บางครั้งผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีที่เห็นลูก้าต้องมานั่งรอแบบนั้นเลยให้ลูก้าเล่นแท็บเล็ตในสัปดาห์ที่สามจนถึงตอนนี้ลูก้าดูเหมือนจะยังไม่เบื่อ ในแท็บเล็ตนั่นผมใส่พวกเกมฝึกสมองกับเกมคลายเครียดไว้เต็มไปหมด


เล่นทั้งเดือนคงยังไม่ครบเลยมั้ง


“ยุ...ตรงนี้เสร็จแล้ว ทางนั้นเป็นไง”ผมละสายตาออกจากกล้องจุลทรรศน์พลางหันไปถามยุที่กำลังง่วนกับการส่องกล้องจุลทรรศน์อีกเครื่อง


“อ่า เสร็จแล้ว...เหมือนผลที่ได้จะเป็นอย่างที่คาด ของสามล่ะ”


“เหมือนกัน ผลออกมาแบบนี้ถือว่าสำเร็จ”ผมบอกพลางยกยิ้ม


ในที่สุดงานวิจัยฉุกเฉินที่ส่งมาก็เสร็จในเวลารวดเร็วกว่าคาด


“ที่เหลือคือทดลองจริง”ยุพูดพร้อมกับหยิบแผ่นสไลด์ใสที่ภายในมีหยดยาสีเหลืองอ่อนหยดไว้ขึ้นมา


การวิจัยครั้งนี้เป็นการคิดค้นการรักษาโรคติดต่อของสัตว์ทะเลที่กำลังระบาดอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่พวกผมที่คิดค้นยารักษานี้


ตั้งแต่มีข่าวเกี่ยวกับการแพร่ระบาดก็ได้มีการกระจายข่าวและส่งทีมแพทย์หลายคนไปหาสาเหตุซึ่งก็หาไม่พบ นั่นทำให้ตัวอย่างเชื้อโรคถูกกระจายไปตามห้องวิจัยชื่อดังทั่วโลกเพื่อช่วยแก้ไขวิกฤตครั้งนี้โดยเร็วที่สุด


“ดูเหมือนเราจะทำได้เป็นกลุ่มแรก”พูดจบก็อดยิ้มไม่ได้


“งั้นเหรอ...น่าดีใจแฮะ”


“วุธ...พิมพ์รายงายเสร็จก็ส่งข่าวไปบอกทางนั้นด้วยนะ”ผมบอกวุธที่กำลังนั่งพิมพ์รายงายจากยุอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์


“ให้พี่พลไปแจ้งไม่ได้เหรอครับ”วุธพูดโดยที่มือยังคงพิมพ์อยู่


“เฮ้ยๆ...อย่าโยนให้พี่สิน้อง เห็นไหมว่าพี่ทำงานสำคัญอะไรอยู่”คนถูกพาดพิงอย่างพี่พลถึงกับรีบออกปากกลัวว่าจะได้งานเพิ่ม


“เก็บล้างอุปกรณ์น่ะเหรอครับ”


“อย่าดูถูกเชียวนะ รู้ไหมว่าถ้าล้างไม่สะอาดอาจเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเลยนะ”


“พี่ก็แค่เอาเรียงเข้าตู้ล้างเท่านั้นนี่”วุธเถียงขาดใจ


“พอๆ...ฟ้า...ติดต่อทางนั้นด้วยว่าเราทำสำเร็จแล้ว”เพราะไม่ต้องการฟังทั้งคู่ถกเถียงกันไปมากกว่านี้ผมเลยเลือกให้ผู้ช่วยอีกคนไปทำแทน


“ได้ค่ะหัวหน้า”


ผมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังโซฟาสีน้ำเงินเข้มริมห้อง บนโซฟามีร่างของลูก้านอนเล่นแท็บเล๊ตอยู่พอเขาสัมผัสได้ว่าผมเดินมาก็ละสายตาออกจาจอเงยขึ้นมามอง


“ทำงานเสร็จแล้วเหรอ”


“อืม...ครั้งนี้ไม่ได้ยากเท่าไหร่”


“จะกลับเลย?”


“ลูก้าว่าไงล่ะ”ผมถามกลับ


“อยากดำน้ำ”คำตอบนั่นทำให้ผมยิ้มออกมาบางๆ


เป็นคำตอบที่สมกับลูก้าจริงๆ


“เอาสิ...ไหนๆก็ว่างไปดำน้ำกัน”


“พูดแล้วนะ”ดวงตาสีเงินทอประกายสุขสมพร้อมรอยยิ้มปรากฏขึ้นแทนจะทันที


“แน่นอน...ไปกัน”


“อืม”แท็บเล๊ตในมือถูกวางไปบนโซฟาสีน้ำเงินก่อนจะลุกตามผมออกมาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข


ทุกครั้งที่ผมพาไปดำน้ำหรือว่ายน้ำลูก้ามักจะมีความสุขอยู่เสมอ


ความจริงก็ไม่ใช่แค่ลูก้าหรอกที่มีความสุข


ผมเองก็มีความสุขไม่ต่างกัน


ระหว่างเดินไปยังชายหาดเท้าที่ก้าวก็หยุดลงเมื่อเห็นฝ่ายควบคุมวิ่งกันให้วุ่นตั้งแต่บนหาดยาวไปถึงบนสะพานที่มีบ่อสัตว์น้ำเรียงรายอยู่


“เกิดอะไรขึ้น”แน่นอนว่าคำถามนั้นผมไม่หวังให้ลูก้าตอบ พวกเราเดินมาด้วยกันถ้ารู้ก็คงแปลก


“เหมือนกำลังเร่งรีบอะไรสักอย่าง”ลูก้าพูดเสริมพลางมองไปยังกลุ่มคนที่วิ่งวุ่นอยู่


“นั่นหัวหน้านทีธารนี่...หัวหน้าครับ”เสียงของโก้ รองหัวหน้าฝ่ายควบคุมของปายดังขึ้นพร้อมกับหันไปตะโกนบอกหัวหน้าของตัวเอง


“สาม?”ดูเหมือนคนที่วิ่งตามมาสบสมจะตกใจไม่น้อยที่เห็นผมอยู่ตรงนี้


“ปาย...”ยังไม่ทันได้เรียกชื่อจบลูก้าก็เดินมาขวางหน้าไม่ให้ปายเข้ามาใกล้ผมมากกว่านี้


“นายนี่จะหวงสามไปไหนนะ”ปายบ่นเมื่อเห็นท่าทางของลูก้า


“นายมันไม่น่าไว้ใจ”


“หึ...ของตัวเองก็ไม่ใช่”ปายย้อนกลับ


“ตอนนี้ยังแต่ต่อไปเป็นแน่”


“คิดงั้นเหรอ”


“แน่นอน”สายตาของทั้งคู่ที่จ้องราวกับศัตรูคู่แค้นทำให้คนมองอย่างผมส่ายหัวไปมา


“พอก่อน...มีเรื่องอะไรปาย ทำไมหน่วยควบคุมมาวิ่งเล่นแถวนี้”ผมยิงคำถามตรงๆ ปกติหน่วยควบคุมไม่มาอยู่แถวนี้หรอกแปลว่าถ้ามาคงมีเรื่องอะไรสักอย่าง


“มีการขอความช่วยเหลือจากเรือที่ประสบเหตุกลางทะเลเมื่อไม่กี่นาทีก่อน”


“ประสบเหตุ?”


“ใช่...เหมือนจะเจอฝูงวาฬกระแทกจนเรือเสียหาย”


“ลูกเรือปลอดภัยสินะ”ผมถามต่อ


“ลูกเรือน่ะปลอดภัยแต่สิ่งที่บรรทุกมาด้วยกลับตกทะเลไปน่ะสิ”ปายอธิบายหน้าเครียด


“บรรทุกอะไร...น้ำมัน?”


“ไม่ใช่...เรือนั่นบรรทุกสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์ไว้ ทางนั้นเลยต้องการให้คนที่อยู่ใกล้สุดซึ่งก็คือพวกเราไปช่วยจับสัตว์ทะเลพวกนั้น”


“พูดเป็นเล่น”จะให้จับสัตว์ทะเลที่หลุดไปแล้วในทะเลเนี่ยนะ


อยากจะขำให้กลิ้งตกทะเล


“จะพูดเล่นทำไม...เห็นว่าเรือนี่มาจากเขตแฟซิฟิกที่มีโรคติดต่อทางทะเลระบาดอยู่ แปลว่าอะไรนายคงเข้าใจสินะสาม”พูดจบดวงตาสีน้ำตาลก็หันมาสบอย่างจริงจัง


“...สัตว์ทะเลที่หลุดไปอาจมีเชื้อโรคอยู่”และถ้าเอาไปแพร่ให้ตัวอื่นละก็ได้ติดเชื้อการเป็นแถบๆแน่


“ตามนั้น...เราต้องรีบจับกลับมาให้ได้ เพราะงั้นขอแรงหน่อย”


“ผม?”


“กับนายด้วย”พูดกับผมเสร็จก็หันไปมองลูก้าที่อยู่ข้างๆ


“ลูก้า เอาไง”ผมหันไปถามความเห็น


“เราไม่ควรปล่อยไว้”ลูก้าหันมาบอก


“คิดเหมือนกัน”


“สรุปว่าตกลงนะ...รีบไปเรือกันเถอะ”


“ขอเวลาผม5นาที...เดี่ยวตามไปที่เรือ”ผมบอกปายก่อนจะวิ่งกลับไปยังห้องวิจัยโดยมีลูก้าวิ่งตามมาติดๆ พอมาถึงยังห้องหลายคนที่อยู่ก็หันมามองอย่างสงสัยเพียงแต่ผมไม่มีเวลาที่จะอธิบายอะไรเลยได้แต่หยิบยาที่พึ่งทดลองเสร็จวิ่งตรงไปยังเรือที่จอดรออยู่


แน่นอนว่าด้วยระยะทางทำให้ไม่สามารถใช้เวลา5นาทีเหมือนที่พูดไว้ได้ แต่ดูเหมือนปายจะรอผมและลูก้าอยู่ ทันทีที่เหยียบบนเรือปายก็สั่งให้ออกเรือโดยไม่รีรอ


“สัตว์ที่หลุดไปเป็นพันธุ์อะไร”ผมเดินไปถามข้อมูลจากหัวหน้าฝ่ายควบคุมอย่างปาย


“เรื่องนั้นการติดต่อถูกตัดไปก่อนแต่เหมือนจะเป็นออสตราโคเดิร์มนะ”


“หึ...”


“มีอะไรน่าขำเหรอสาม”ลูก้าที่ตามมาถามด้วยใบหน้างงๆ


“น่าขำสิ...สัตว์ที่อาจมีเชื้อโรคตอนนี้อยู่ในทะเลแถมดันเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ก้นทะเลอย่างออสตราโคเดิร์มอีกต่างหาก”น่าขำจนอยากจะร้องไห้


ระดับน้ำที่ใช้ในการแล่นเรือคงไม่ใช่10-20เมตร ระดับน้ำที่วาฬอยู่คือประมาณ1,000เมตรการจะดำลงไปก้นทะเลในระดับที่ลึกกว่า1,000เมตรถือเป็นเขตอันตรายที่แสงสว่างส่องไปไม่ถึง


น้ำลึกขนาดนั้นสัตว์ที่ต้องจับดันเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ก้นทะเล


แถมขนาดของมันยังมองเห็นง่ายซะเหลือเกิน


นี่ผมกำลังประชดอยู่นะ


ออสตราโคเดิร์ม เป็นปลาดึกดำบรรพ์ที่มีเกราะหุ้มอยู่ทั้งตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากนักล่าในก้นทะเลลึก ด้วยขนาดเพียงฝ่ามือหรือไม่เกิน30เซนติเมตรทำให้มันถูกมองข้ามจากนักล่าตัวใหญ่


ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้แล้ว


“คิดจะให้พวกลูกน้องดำลงไปเหรอ”ผมหันไปถามปาย


“...นอกจากนั้นคงไม่มีทางเลือกอื่น”ปายนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบกลับมา


“ได้พากันแย่น่ะสิ...ระดับน้ำขนาดนั้นไม่มีใครเคยดำลงไปหรอก ความมืดของก้นทะเลมนุษย์ปกติไม่มีทางมองเห็น”การจะดำลงไปในความลึกระดับนั้นจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญสูง


ขนาดผมยังไม่เคยดำลงไปลึกขนาดนั้นเลย


“มีวิธีอื่นจะเสนอรึเปล่าล่ะ...ตอนนี้ถ้าพวกมันถูกสัตว์อื่นกินไปแล้วเกิดแพร่เชื้อมันจะยิ่งควบคุมยากขึ้นไปอีก”


“ข้อเสนอน่ะมี...แต่ต้องถามข้อมูลมากกว่านี้ก่อน”


“ว่ามา...”


“หัวหน้า ถึงแล้วครับ”เสียงตะโกนของโก้หนึ่งในลูกน้องของปายดังขึ้นขัดจังหวะ


เรือขนาดกลางของพวกเราเข้าไปจอดเทียบกับเรือขนาดใกล้เคียงกันอีกลำ บนเรือนั่นมีคนอยู่หลายสิบคนที่กำลังทำหน้าเหมือนคงกำลังหมดหวัง ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะทำหน้าแบบนั้น...ถ้าเรื่องสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่อาจมีเชื้อระบาดอยู่รู้ถึงหูพวกองค์กรสิ่งแวดคงได้มีบทลงโทษไม่น้อยแน่


“ก่อนอื่นผมของถามว่าทำไมถึงได้นำสัตว์ที่อาจมีเชื้อบรรทุกมากับเรือด้วย”ผมไม่รอแม้จะเอ่ยทักทายรีบตรงเข้าไปหาคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า


“การทำยารักษาจำเป็นต้องมีการทดลองจริง ถ้าขืนรอให้นำยาไปทดลองคงจะกินเวลามากดังนั้นทางเบื้องบนเลยมีคำสั่งให้นำสัตว์ในเขตที่มีการแพร่ระบาดส่งให้กับสถาบันวิจัยทั่วโลก...ความจริงทางเราก็จะส่งให้กับพวกคุณเหมือนกัน”


“...แบบนี้นี่เอง”เข้าใจล่ะว่าทำไมถึงต้องพาสัตว์พวกนี้มา 


เราจะปล่อยเวลาให้เสียไปไม่ได้ การจะรอให้สร้างยาได้แล้วส่งไปยังพื้นที่แพร่ระบาดเพื่อทำการทดลองว่าใช้ได้หรือไม่นั้นกินเวลาเกินไป และถ้าเกิดใช้ได้กว่าจะทำยาตัวเพิ่มก็ยิ่งเสียเวลามากขึ้นไปอีก


“เดี๋ยวพวกเราจะพยายามลงไปจับออสตราโคเดิร์มให้แต่ไม่รับประกันว่าจะจับได้ครบไหม”ปายพูดต่อ


“เอ่อ...เกี่ยวกับเรื่องเราเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่ออสตราโคเดิร์มที่พวกคุณต้องช่วยจับ”


“จะบอกว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ตกทะเลไปไม่ได้มีแค่ออสตราโคเดิร์มงั้นเหรอ”ผมแทบจะตะโกนออกมาเมื่อได้ยินคำพูดนั่น


“คะ...ครับ”


“มีอะไรอีก”


“พิคายา...”อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบาราวกับไม่อยากพูดชื่อนั้นออกมา


“พิคายา...ให้ตายเถอะ นี่มันยิ่งกว่าออสตราโคเดิร์มอีกนะ”ผมละอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆเลย


ออสตราโคเดิร์มยังมีขนาดประมาณ30เซนติเมตรซึ่งก็ถือว่าเล็กแล้วสำหรับการมองหาด้วยตาในทะเลอันกว้างใหญ่แต่พิคายามีขนาดเล็กกว่าอีกหลายเท่าคือมีขนาดตัวเพียง5เซนติเมตรเท่านั้น


คิดดูสิว่าจะมองหาสัตว์ขนาดเล็กเท่านั้นได้ยังไงในทะเลที่กว้างเป็นหมื่นๆกิโล


“...แล้วก็มีฮัลลูซิจีเนียอีกครับ”


“...”ผมถึงกับพูดไม่ออก ดวงตาสีน้ำตาลของผมเบิกกว้างทันทีที่อีกฝ่ายพูดต่ออีก


“สาม...ฮัลลูซิจีเนียนี่ผมเคยได้ยินมา เห็นว่าเป็นสัตว์ขนาดเล็กที่มีหนามบนหลังถึง7คู่...ถึงจะมีหนามเยอะขนาดนั้นแต่ขนาดตัวมันน่ะ...”


“0.5มิลลิเมตรถึง3เซนติเมตร”ผมพูดต่อสิ่งที่ลูก้าค้างไว้


พิคายาว่าตกใจแล้วเจอฮัลลูซิจีเนียยิ่งตกใจกว่าอีก


นี่มันรวมสัตว์ดึกดำบรรพ์ยุคแคมเบรียนรึไง


“สาม”ปายเรียก


“สัตว์เล็กขนาดนั้นโอกาสหาเจอแทบเป็นศูนย์”


“แต่จะปล่อยเอาไว้...”


“ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”


“อืม...เห็นบอกว่ามีแผนอะไรนี่”


“ก็มีอยู่แต่ขอถามข้อมูลอีกหน่อย...พวกสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ล่วงไปในทะเลมีอะไรใส่ไว้สินะครับ”ผมหันกลับไปถามเจ้าหน้าที่คนเดิม


“ใส่กล่องใสไว้ครับ...กล่องนั่นมีระบบล๊อคอยู่ต่อให้โดนกระแทกก็ไม่เปิดแน่นอน”อีกฝ่ายอธิบาย


อย่างน้อยก็อยู่ในกล่องอย่างที่คาดนึกว่าต้องงมเข็มในมหาสมุทรซะแล้ว


แบบนี้ค่อยง่ายหน่อย


“แล้วบริเวณที่ตกลงไปล่ะ”


“บริเวณนั้นครับ...ตกไปได้เกือบชั่วโมงแล้ว”


“เกือบชั่วโมงเหรอ...ลงไปลึกแน่...ปาย”


“พูดแผนของนายมาเลย”


“จะทำตามงั้นสิ”


“ก็ดีกว่าไม่มีแผนละกัน”


“เป็นหัวหน้าแต่ไม่มีแผนนี่แย่นะ”


“ใครมันจะคิดได้เร็วเหมือนนายเล่า...บอกมาได้แล้ว”ปายเร่ง


“ถ้าสิ่งที่ตกลงไปคือกล่องเราก็หาได้ง่ายขึ้นแต่ขอบเขตการค้นหาก็จะกว้างหน่อยเพราะกระแสน้ำอาจทำให้กล่องถูกพัดไปค่อนข้างไกล...ผมเสนอให้แบ่งกันทำงานเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกดูตั้งแต่ผิวน้ำไปจนถึงระดับความลึก50เมตร กลุ่มที่2ตั้งแต่50เมตรไปจนถึง80เมตร...”


“ระดับน้ำมันตื้นไปรึเปล่า น่าจะหาในระดับที่ลึกกว่านั้น”ปายพูดแทรก


“กล่องขนาดประมาณไหนครับ”ผมหันไปถามอีกรอบ


“ประมาณนี้ครับ”อีกฝ่ายบอกรูปร่างโดยใช้มือทั้งสองข้างช่วย ขนาดนั้นประมาณเครื่องซีพียูปกติหนึ่งเครื่องได้


“จากที่ผมคาดคิดว่ายังไม่น่าลงไปลึกขนาดนั้นแต่เพื่อความแน่ใจผมกับลูก้าจะเป็นกลุ่มที่3จะลงไปหาในระดับความลึกมากกว่า80เมตรให้”


“แค่สองคน?”


“ใช่...ผมไม่ได้บอกว่าคนอื่นประสบการณ์ไม่พอหรือไม่เหมาะสม เพียงแต่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินผมกับลูก้าสามารถกลับขึ้นมาได้โดยมีเปอร์เซนต์ความปลอดภัยมากกว่า”ผมอธิบายต่อ


“สาม...”


“ไหวนะลูก้า”ผมหันไปมองลูก้า


“แน่นอน”


“เคยดำลึกสุดเท่าไหร่”


“ไม่รู้สิ ผมไม่เคยวัดแต่ลึกพอดู”


“โอเค...มีชุดกับถังออกซิเจนใช่ไหม”ผมหันไปถามปาย


“อืม...มีอยู่ท้ายเรือ”


“บอกให้ทุกคนทำตามนั้น พวกเราต้องรีบหน่อย”


“เข้าใจแล้ว”


หลังจากคุยจบผมก็รีบวิ่งไปจัดการเปลี่ยนชุดและอุปกรณ์ต่างๆ ถังออกซิเจนถูกปรับให้มีขนาดเล็กกว่าปกติแต่มีปริมาณอากาศมากกว่าถังขนาดใหญ่ เมื่อผมจัดการทุกอย่างเสร็จก็ออกมายังส่วนท้ายเรือที่ตอนนี้มีเหล่าลูกน้องปายกำลังดำลงไปอยู่


“ลูก้า ไม่เปลี่ยนชุดแน่นะ”ผมหันไปถามอีกรอบ


“ไม่เปลี่ยน...แบบนี้สบายกว่า”


“รู้ใช่ไหมว่าเราต้องหาอะไร”


“อืม...กล่องใสที่มีสัตว์ตัวเล็กอยู่ข้างใน”


“ดี...นี่ลูก้า”ผมมองไปรอบๆก่อนจะเข้าไปปะชิดตัวอีกฝ่าย


“อะไร”


“ห้ามกลับร่างโนเสาร์ถ้าผมไม่บอกนนะ”ผมกระซิบต่อ


“เข้าใจแล้ว”


“และถ้ากลั้นหายใจไม่ไหวให้บอกผมจะให้ออกซิเจน”


“สามจะจูบผมเหรอ”


“ไม่ได้พูดสักคำ”ผมหันไปบ่นเสียงดัง


ประโยคไหนที่สื่อความหมายว่าจะจูบกัน


“ก็บอกว่าจะให้ออกซิเจน”


“แค่ที่หายใจต่างหาก...เลิกเล่นก่อน ไปกันได้แล้ว”


“อืม”ลูก้าพยักหน้าก่อนจะค่อยๆลงใบยังทะเล


“ปาย...ถ้ามีท่าไม่ดีเรียกคนอื่นให้ขึ้นเรือซะ”ผมบอกพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีกลุ่มเมฆสีเทาเคลื่อนตัวมา


“คนอื่นที่ว่ารวมพวกนายสองคนด้วยนะ”


“ผมไม่ใช่ลูกน้องนายนะ”ผมบอกยิ้มๆ


“คิดจะจัดการคนเดียวเหรอ ครั้งก่อนก็ทีแล้ว...แบบนี้ยุบฝ่ายควบคุมไปรวมกับฝ่ายวิจัยเลยดีกว่ามั้ง”


“ไว้จะลองเอาไปเสนอที่ประชุมดูนะ”ผมพูดติดตลก


“ติดเครื่องสื่อสารไร้สายไปแล้วใช่ไหม”


“อืม”ผมพยักหน้าก่อนจะลงไปในน้ำบ้าง


ลูก้าลอยคอรออยู่พอผมพยักหน้าให้อีกฝ่ายก็มุดลงไปใต้น้ำทันที ผมเองก็ดำลงไปตามหลังลูก้าไป...ระยะห่างที่ทิ้งกันนี่คงเป็นความห่างของความสามารถในน้ำสินะ


ทั้งที่ร่างกายเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ลูก้ากลับเคลื่อนไหวในน้ำได้คล่องกว่าบนบกซะอีก


ระดับน้ำที่เริ่มลึกขึ้นเริ่มทำให้การมองเห็นแคบลงไปเรื่อย...เมื่อผ่านระดับ80เมตรมาโลกใต้ทะเลก็เปลี่ยนเป็นสีเทา ฝูงปลาขนาดใหญ่สีเงินแหวกว่ายผ่านกระแสน้ำเป็นภาพชวนมองเพียงแต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาจะไปหลงกับวิวพวกนั้น


“สาม...ได้ยินสินะ...ตอนนี้เราเจอกล่องออสตราโคเดิร์มแล้วในระดับน้ำลึกประมาณ25เมตรห่างจากตัวเรือไปประมาณ200เมตร ตอนนี้มีการติดต่อมาว่าหน่วย2เจอกล่องใสแล้วแต่เพราะเริ่มมีกระแสน้ำเลยต้องใช้เวลาอีกนิด ฝนทำท่าจะตกแล้วพวกนายควรรีบขึ้นมา”เสียงจากเครื่องสื่อสารไร้เสียงทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนผิวน้ำที่เกิดความสั่นไหวขึ้น


ด้วยระดับความลึกนี้แค่ฝนตกไม่สามารถส่งมาถึงผมได้แต่ถ้าเป็นพายุก็ไม่แน่


เครื่องมือสื่อสารไร้สายมีข้อดีคือเราสามารถติดต่อกับคนด้านบนได้โดยมีข้อเสียคือไม่สามารถตอบได้เพราะปากกำลังหายใจด้วยออกซิเจนอยู่


ลูก้า


ผมหันซ้ายขวามองไปรอบๆเพื่อหาแผ่นหลังที่เมื่อครู่ยังเห็นอยู่แต่ตอนนี้กลับหายไปจากสายตาอย่างสิ้นเชิง


จะว่าไปผมยังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับลูก้าให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยนี่นา


พวกเรายังไม่มีสัญญาณที่ใช้ใต้น้ำรวมถึงอีกหลายๆอย่าง


ฮืม


คิ้วของผมเริ่มขมวดแน่นเมื่อเห็นอะไรบางอย่างว่ายขึ้นมาจากก้นทะเล เส้นผมสีฟ้าแซมแดงอันเป็นเอกลักษณ์นั่นทำให้ผมยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย ลูก้าว่ายขึ้นมาพร้อมกับกล่องใสที่ภายในมีพิคายาตัวเล็กใส่อยู่


พอลูก้าว่ายมาตรงหน้าผมก็ทำหน้าโกรธพลางชี้ไปยังตัวอีกฝ่ายสลับกับกล่องใสด้านข้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าผมไม่พอใจที่เขาไปจัดการคนเดียวทั้งที่พวกเราเป็นคู่หูกัน


แบบนี้ก็เหมือนผมไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลยน่ะสิ


ลูก้าเองยกยิ้มขึ้นก่อนจะส่ายหน้าไปมาเหมือนจะบอกว่าพูดอะไรไม่รู้เรื่อง


ลูก้า


ท่าทางนั่นยียวนจนผมอดไม่ได้ที่จะยกเท้าถีบอีกฝ่ายแรงๆจนลอยไปแต่ไม่ไกลมาก


“สามตอนนี้มี...”อยู่ๆเสียงจากเครื่องสื่อสารไร้สายก็หายไป


หรือว่าจะเสีย


ไม่ก็อยู่ในระดับน้ำที่มากเกินกว่าเครื่องจะทนไหว


นิ้วผมชูขึ้นด้านบนเป็นสัญญาณบอกให้พวกเราว่ายขึ้นไปได้แล้วซึ่งลูก้าก็พยักหน้าก่อนที่พวกเราจะว่ายขึ้นไปด้านบนด้วยกัน ยิ่งใกล้ผิวน้ำกระแสน้ำก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆแปลว่าด้านบนต้องกำลังเกิดฝนตกและอาจพ่วงด้วยพายุขนาดย่อม


ลูก้า


พึ่บ


เหมือนลูก้าจะได้ยินที่ผมเรียกเขาเขยับเข้ามาใช้มือข้างนึงกอดเอวผมไว้ก่อนจะค่อยๆพาขึ้นไปด้านบนต่อ กระแสน้ำขนาดนี้ถ้าไม่อยู่ด้วยกันมีสิทธิ์ปลิวไปคนละทางได้


สัมผัสของกระแสน้ำที่เปลี่ยนแปลงทำเอาผมถึงกับเบิกตากว้างใต้หน้ากาก ความรู้สึกเหมือนโดนดูดนี่คือน้ำวนอย่างไม่ต้องสงสัย
สาม


ระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีอยู่ๆก็เหมือนได้ยินเสียงของลูก้า พอหันไปมองดวงตาสีเงินนั่นก็กำลังสบมา สายตานั่นกำลังบอกให้ผมตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับสถานการณ์นี้


สิ่งที่ลูก้าคิดกับสิ่งที่ผมคิดรู้สึกจะตรงกันสินะ


ผมพยักหน้าส่งไปให้เล็กน้อยนั่นทำให้ลูก้าส่งกล่องใสมาให้ผมถือก่อนร่างนั้นจะเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นไดโนเสาร์ร่างสีฟ้าลายแดงขนาดใหญ่ยักษ์ ด้วยร่างขนาดใหญ่ของลูก้าสามารถผ่านกระแสน้ำวนไปได้อย่างไม่ยากเย็นโดยมีผมถูกปากเรียวขนาดใหญ่คาบไว้


ความจริงก็อยากจะเกาะหลังมากกว่าแต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลามาเรื่องมาก


กรรรรรร~


ร่างของลูก้าโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำพร้อมกับเสียงคำรามสูง สายฝนด้านบนดูจะค่อยๆสงบลงเช่นเดียวกับหมู่เมฆสีเทาที่สลายไปอย่างเชื่องช้า


บริเวณที่เราโผล่ขึ้นมาคือด้านข้างของเรือทั้งสองลำที่จอดเคียงข้างกันอยู่ 


“นั่นอะไรน่ะ”ไม่รู้ว่าเป็นลูกน้องของปายหรือพนักงานบนเรือที่ส่งเสียงร้องตกใจขึ้น


“หัวหน้านทีธารกำลังจะถูกกินแล้ว”


เฮ้ย...ใครถูกกินกัน


“สาม”เสียงของปายตะโกนพร้อมชะโงกหัวลงมาหาผม


“แค่ก...ผมไม่เป็นไร”ทันทีที่ดึกสายออกซิเจนออกผมก็ตะโกนตอบอีกฝ่ายไป


“ไม่เป็นอะไรที่ไหนเล่า...ตัวนั่นมัน...”


“หัวหน้าออกคำสั่งได้ครับ”โก้บอกพร้อมกับเหล่าลูกน้องที่เล็งกระบอกปืนสีดำมายังลูก้าในร่างไดโนเสาร์


“เดี๋ยวๆๆ...ห้ามยิง ห้ามยิงเด็ดขาดนะ นี่ลูก้า”ผมรีบโบกมือบอกปายโดยไม่สนว่าท่าทางของตัวเองมันจะน่าเกลียดขนาดไหน
ตราบเท่าที่ผมยังอยู่จะไม่ยอมให้ใครทำร้ายลูก้า


“ลูก้า?...ก็รู้ว่าเป็นไดโนเสาร์กลายพันธุ์แต่ไม่ใช่ไดโนเสาร์บกเหรอ”น้ำเสียงงงๆนั่นทำให้ผมรู้ว่าถึงปายจะรู้ว่าลูก้าเป็นใครแต่ก็ไม่รู้ว่าร่างจริงของเขาคืออะไร


จะว่าไปก็มีไม่กี่คนที่เคยเห็นลูก้าในร่างนี้


“เขาเป็นไดโนเสาร์น้ำ...ห้ามยิงเด็ดขาดเลย”ผมย้ำอีกรอบ


“...เข้าใจแล้ว...ห้ามยิง”ปายหันไปสั่งลูกน้องที่เหลือ


“เฮ้อ...ลูก้าปล่อยผมได้แล้วมั้ง”ผมหันไปบอกเสียงสั่น พอทุกอย่างจบผมก็พึ่งสังเกตว่าสภาพตัวเองที่ถูกฟันคมกริบคาบถังออกซิเจนอยู่ในท่าทิ้งตัวต่องแต่งนี่มันไม่น่าดูเอาซะเลย


งี๊ดดด~


ลูก้ายอมทำตามที่บอกพาผมไปวางลงยังบันไดขึ้นเรือก่อนจะกลับร่างมนุษย์ท่ามกลางความตกใจของหลายๆคนที่มองอยู่


“ไม่อายเหรอลูก้า”ผมหันไปถามเพราะดูอีกฝ่ายไม่สนใจเท่าไหร่ว่าจะมีคนมองหรืออะไร


“ไม่นี่...สามไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม ผมไม่รู้จะคาบยังไงเลยได้แค่นี้”ลูก้าพูดพลางไล่มองร่างกายผมว่ามีอาการบาดเจ็บตรงไหนบ้าง


“ผมไม่เป็นไร...ลูก้าทำดีแล้ว...ขอบคุณที่ช่วยนะ”ผมบอกด้วยรอยยิ้ม


“ไม่ว่ากี่ครั้งผมก็จะช่วย”หัวใจผมเต้นเร็วขึ้นราวกับตอบสนองกับคำพูดนั่นโดยไม่รู้ตัว


หลังจากขึ้นไปผมก็จัดการหยดยาที่พึ่งทดลองเสร็จลงไปแล้วนำสัตว์ดึกดำบรรพ์พวกนั้นไปตรวจอย่างแน่นอนยังศูนย์วิจัยสัตว์ทะเล จากการทดลองจริงเชื้อโรคที่แพร่อยู่ได้หายไปตามคาดพวกผมที่คิดค้นยารักษาได้เป็นที่แรกเลยต้องวุ่นกับการทำยานั่นในปริมาณมาก


การจะทำยาให้เพียงพอกับสัตว์ในบริเวณนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายจึงได้มีการเปิดเผยข้อมูลยาเพื่อให้ทางสถาบันวิจัยอื่นๆช่วยทำยาตัวนี้ขึ้นมาในเวลาพร้อมๆกัน


โรคระบาดในมหาสมุทรแปซิฟิกถูกควบคุมและรักษาเสร็จสิ้นในเวลา1เดือน


ผมดีใจที่เรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดีแต่ก็มีหลายอย่างที่ติดอยู่ในหัว ไม่ว่าจะสลัดยังไงก็ไม่ออก


ตอนนี้ผมมันอ่อนแอ


มีแต่ต้องให้ลูก้าช่วย


ผมเคยคิดว่าถ้าเป็นเรื่องในน้ำผมสามารถทำได้แต่มันไม่ใช่


มันคงได้เวลาที่ผมจะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังสักทีเพื่อที่ครั้งหน้าผมจะเป็นฝ่ายช่วยลูก้าบ้าง

......................................................................

มาต่อแล้วค่าาา

แต่งเสร็จมาได้สักพักแต่ยุ่งๆ เลยไม่ได้ลงให้อ่านกันสักที

พัฒนาของทั้งคู่กำลังค่อยเป็นค่อยไปกันค่ะ คนอ่านก็อย่าพึ่งรีบร้อนกันน้า 555

หลายคนกำลังรอฉากต่อสู้มันส์ๆ รับรองว่าอีกไม่นานจะได้เห็นฉากต่อสู้ยาวแน่ค่ะ

ลูก้าตอนแรกเราวางให้เป็นพวกเนือยๆ แบบไม่ค่อนสนใจอะไรแต่พอแต่งได้สักพักกลับติดสามแจซะอย่างงั้น แต่งเองก็ชอบเอง ความจริงลึกๆ แล้วเราอาจจะชอบผู้ชายแบบนี้เลยแต่งออกมาละมั้ง มโนไปอีก

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

ปล.พรุ่งนี้ก็เป็นงานหนังสือแล้วใครสนใจภาค1และภาค2สามารถไปหาซื้อกันได้นะคะ ติดตามทางเพจเราก็ได้จะทยอยลงให้ทราบค่ะว่ามีเรื่องอะไรอยู่บูธไหนบ้าง

---มุมให้ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์---



วันนี้ขอนำเสนอหนอนในยุคแคมเบรียน ฮัลลูซิจีเนีย (Hallucigenia) หนอนทะเลที่มีเดือยแหลมเจ็ดคู่ไว้ป้องกันตัวจากนักล่า ซึ่งมีขนาดประมาณ 0.5 - 3 ซ.ม. กินพวกซากสัตว์และอาศัยอยู่ที่ก้นทะเล

เครดิต https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cryptomnesia&month=02-01-2009&group=10&gblog=18และหนังสือสัตว์ในยุคแคมเบรียน

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 335 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

699 ความคิดเห็น

  1. #629 pppppppppiim (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 18:36
    สามลูกคิดการใหญ่อะไร
    #629
    0
  2. #567 mingdaya (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 11:02
    อยากโดนคาบบ้าง
    #567
    0
  3. #448 lolinpop (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 16:42
    หรือสามจะทำการอะเวคกิ่ง!!
    #448
    0
  4. #312 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 11:12
    สาม....จงยอมเป็นของลูก้าสะ!!!!555
    #312
    0
  5. #308 Dia dava (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 23:37
    สู้ๆนะสาม
    #308
    0
  6. #287 o นู๋ น้ำหวาน o (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 21:43
    รอจ้าาา
    #287
    0
  7. #286 970324smile (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 22:50
    ลูก้าคนดีของพรี่เก่งมันเลยรู้กกกกก
    #286
    0
  8. #285 .pop (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 23:55
    ลูก้าน่ารักอ่ะฮื่อ รักเดียวใจเดียวจริงลูกเอ้ย
    #285
    0
  9. #284 LN3210 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 10:03
    แบบนี้เรียกดำน้ำจริงจังเด้อ ไม่ดำน้ำเล่น ฮือ 5555555555555555
    #284
    0
  10. #283 February Asce (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 07:53
    สามสู้ๆ
    #283
    0
  11. #282 ยัยหัวหยอง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 07:33
    ฮัลลูซิจีเนีย น่ากลัว เห็นภาพแล้วขนลุกเลยอ่ะ ส่วนปาย สรุปคิดอะไรกับสามไหมเนี้ย??? ฮือออออ ลูก้าน่ารักจริงๆ
    #282
    0
  12. #281 sujuhyuk (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 07:07
    ลูก้าชอบกวนสาม
    #281
    0
  13. #280 Smuffy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 05:12
    น่ารักเหมือนเดิมมมม ชอบบบบ
    #280
    0
  14. #279 itipza (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 22:35
    ขอบคุณคร่า
    #279
    0
  15. #278 aom051 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 21:10
    สู้ๆนะ! สาม!!
    #278
    0
  16. #277 Lalaland332221 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 21:06
    รออออออ
    #277
    0
  17. #276 punch98line (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 21:03
    อุส่าห์จะไปดำน้ำเล่น ดันได้ดำน้ำเเบบไม่เล่นเเทน5555 สามอย่าคิดมาก เเต่เราก็จะเอาใจช่วยนายนะ ก่อนที่จะชนะคนอื่นได้นี่คงต้องขัดใจลูก้าให้ได้ก่อนมั้งเนี่ย5555
    #276
    0
  18. #275 M_S 1709 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 20:47
    บ้าจริง! ตอนเขาหวานข้าหยุดยิ้มไม่ได้
    #275
    0
  19. #274 pcard (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 20:41
    สามสู้ๆ ^^ ต้องเก่งขึ้นเนาะ
    #274
    0
  20. #273 Atk. S. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 20:32
    สามจะพัฒนายังไงนะ
    #273
    0
  21. #272 1 0 1 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 20:27
    ยังสนุกเหมือนเคยค่ะ ถึงภาคสามแล้วก็ไม่เคยคิดจะเบื่อเลย มีแต่สนุกขึ้นเรื่อยๆ ^^ จะติดตามต่อไปนะคะ ทุกเรื่องเลยยย
    #272
    0