❀ ดอกไม้ลลิล | chanbaek

ตอนที่ 12 : ❀ ดอกไม้ลลิล : บทที่สิบสอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,569
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 898 ครั้ง
    9 เม.ย. 63





12

ผู้หยั่งรู้

 

 

นกพิราบทางไกลบินข้ามคืนข้ามวันด้วยปีกอันหนาทึบ นกพิราบส่งสาส์นของจักรวรรดิจะถูกเลี้ยงแบบปล่อยไว้ทั่วแผ่นดินลิเทียร์น่า ผู้มีสิทธิ์ใช้จะมีวิธีเรียกใช้งานเฉพาะตัวซึ่งเป็นโค้ดลับ เชียนนำจดหมายที่เขียนเป็นประโยคสั้น ๆ พันไว้ที่ขาสามแฉกตั้งแต่เมื่อวาน

 

จนบัดนี้มันได้บินเข้ามาในเมืองดิเซนเนเซียแล้ว

 

จนกระทั่งบินมายังหน้าปราสาท ซึ่งมีปราการด่านหน้าที่เข้มงวด เมื่อได้เห็นนกพิราบตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามา แสงสีทองของตราจักรวรรดิก็ส่องแสงวูบวาบให้คันธนูทั้งหลายลดตำแหน่งลง เพราะสถานการณ์ในขณะนี้ไม่สู้ดีนัก ทุกคนกำลังแตกตื่น เหตุเพราะการปรากฎตัวของพวกพารันตะ มิหนำซ้ำมันยังถือดี ไล่ล่าองค์รัชทายาท และฆ่าเหล่าทหารไปหลายศพ

 

ลานหน้าปราสาทไม่เคยเหลือพื้นที่น้อยเช่นนี้ ถ้าหากไม่มีรถม้าจากทุกสารทิศจอดทิ้งไว้ สายพวกขุนนางค่อนข้างไว ไม่แปลกใจทำไมถึงรู้เร็ว ห้องประชุมโอ่อ่าไม่เคยโกลาหลเช่นนี้ แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยขุนนางชั้นสูง รวมไปถึง 4 ตระกูลเสาหลักของจักรวรรดิยุคนี้

 

“ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบด้วย

“จะให้พวกเราใจเย็นลงได้อย่างไร ท่านเชียนกำลังตกอยู่ในอันตราย!!

“ไอ้พวกเศษสวะจองหอง!

“พวกมันตั้งใจจะประกาศสงคราม! ถือดีชี้ดาบมาที่เทพแห่งสงครามได้ครานี้จำต้องโทษล้างโคตรสถานเดียว!

 

“เงียบ!!!

 

จักรพรรดิไม่อาจทนฟังเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายนาน ๆ ได้ จึงตะเบ็งเสียงเพียงคำเดียว ทั้งห้องก็เงียบสงบ พวกเสาหลักเหมือนจะได้รับสติกลับมา จึงก้มหน้าก้มตาสำนึกผิด ในยามนี้จักรพรรดิในฐานะผู้นำแผ่นดินจำเป็นต้องขัดเกลา และบังคับทิศทางในการตัดสินใจให้ดีที่สุด แม้ภายในใจจะเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกชายตนเองมากก็ตาม

 

“ข้ารู้ว่าตอนนี้ทุกท่านกำลังโกรธแค้นที่พวกกบฏดาหน้าบุกรุกถึงดิเซนเนเซีย อีกทั้งยังไล่ล่าหมายชีวิตลูกชายข้า นับเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องใช้สติเป็นอย่างมาก เราไม่รู้มูลเหตุที่พวกมันจงใจบุกเข้ามา ถ้าหาก

 

นกพิราบแผดเสียงเมื่อบินมาเกาะขอบหน้าต่างห้องประชุมใหญ่ ทุกคนเงียบกริบ พลางหันไปทางเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย จักรพรรดิหัวใจแทบหยุดเต้น กุลีกุจอไปยังนกตัวนั้น ก่อนจะแกะเอาจดหมายที่ข้อขามันออกมาอ่าน

 

เปิดออกมากลับมีแต่ความว่างเปล่า ซึ่งพอได้ดมกลิ่นดูใกล้ ๆ จึงรู้ว่าจดหมายแผ่นนี้เขียนด้วยหมึกล่องหน จักรวรรดิร่างใหญ่เดินไปยังเปลวเทียน นำจดหมายมาส่องอ่านดูช้า ๆ และได้พบว่านี่เป็นจดหมายที่เชียนเขียนขึ้นมาจริง ๆ

 

ในเนื้อความไม่ได้เขียนทุกอย่างออกมาโจ่งแจ้ง ชัดเจน หรือจับใจความได้ แต่ถ้าเป็นจดหมายลับจากเชียน แน่นอนว่าต้องตีความ และถอดรหัสอย่างละเอียด ดังนั้นจักรพรรดิจึงส่งจดหมายนี้ให้กับเซพาร์ เพื่อนำไปถอดความที่เหลือที่จักรพรรดิไม่อาจเข้าใจได้

 

“จดหมายจากเชียน”

 

เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกระลอก พวกขุนนางมีความหวัง ตราบใดที่เทพสงครามยังมีชีวิตอยู่ ชัยชนะจะอยู่ข้างลิเทียร์น่าตลอดไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้จักรพรรดิกังวลก็คงหนีไม่พ้นไส้ศึกที่อยู่ในปราสาทแห่งนี้ ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ที่เราไม่คาดคิด

 

“ข้าขอประกาศภาวะระดับสี่ ให้พวกเจ้าทุกคนเตรียมกำลังพลปกป้องคุ้มครองประชาชนภายใต้การดูแลของพวกเจ้าอย่างเข้มงวด ลูอิสเพิ่มความเข้มงวดระดับสูงสุดในการตรวจคนเข้าออกเมืองทุกประตูใหญ่ ผู้ใดมีพิรุธหรือฝ่าฝืนให้จับแยกและเค้นตามแต่เจ้าเห็นสมควร”

“รระดับสี่เลยหรือฝ่าบาท”

“เซพาร์เจ้าตามไปสมทบกับเชียนทันทีที่เจ้าถอดความจดหมายนั่นสำเร็จ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะเป็นคนสั่งการจนกว่าจะกำจัดพวกพารันตะให้หมดสิ้น หัวหน้าของพวกเจ้าก็คือข้า ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเจ้าต้องได้รับอนุญาตจากข้า!

 

จักรพรรดิขึ้นแท่นสั่งการด้วยวาจาตนเองในท้ายที่สุด ขุนนางชั้นสูงตื่นตระหนก เพราะเราต่างรู้ว่าภาวะระดับสี่หมายความว่าอย่างไร มองหน้ากันไป มองหน้ากันมา ความเครียดทำให้เกิดความคิดที่ไม่ผ่านการไตร่ตรอง ทุกคนเริ่มไม่ไว้ใจคนที่นั่งข้าง ๆ ในสถานการณ์แบบนี้แท้ ๆ ดันมีตัวทำให้แตกแยกอยู่ในห้องนี้

 

“ระดับสี่ก็หมายความว่า

“ใช่ เรามีไส้ศึก”

 

 

 




















ทางตอนเหนือของลิเทียร์น่า

เมืองไลซีลล่าเป็นเสมือนแดนสวรรค์อันลึกลับของลิเทียร์น่าเลยก็ว่าได้ เป็นเมืองที่ซ่อนความสวยงาม และความน่าค้นหาไว้ด้านหลังเทือกเขาสูง ภูมิประเทศของเมืองนี้ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาหิมะ จึงทำให้เมืองนี้ต้องสร้างบ้านกันอย่างกระจัดกระจายบนที่ราบลุ่ม

 

แม้ปีนี้หิมะจะตกตลอดทั้งปี แต่ถ้าเป็นตอนเช้าหิมะจะไม่ตกหนักมาก แค่โปรยลงมาเป็นเม็ดเล็กเม็ดน้อยเท่านั้น ซึ่งมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวบ้านที่นี่ เมืองแห่งนี้ยังคงมีการค้าเฉกเช่นเมืองอื่น

 

เชียนตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อออกไปสำรวจเมือง เขามีข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการบุกรุกของพวกพารันตะ เขามั่นใจว่ามันใช้เส้นทางทางตอนเหนือแน่นอน ดังนั้นเขาจึงอยากหาแหล่งของพวกมันให้เจอ จนพระอาทิตย์สาดแสงจ้า เขาก็ยังไม่พบแม้แต่รอยเท้าน่าสงสัย บางทีพวกมันคงจะแค่ใช้เส้นทาง แต่ไม่ได้ปักหลักที่เมืองนี้

 

กระทั่งเขาเดินไปเจอเข้ากับชายรูปร่างประหลาดพิกล ทั้งคำพูดคำจายังพ่นออกมาราวกับรู้ดี สิ่งหนึ่งที่ทำให้เชียนติดใจ คงเป็นเพราะชายคนนั้นรู้เกี่ยวกับคนที่เขาพามาด้วย เชียนไม่ได้รับปากกับชายชราร่างประหลาด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ซื้อเสื้อผ้าชาวบ้านธรรมดา ที่เหมาะแก่การกลมกลืนไปกับฝูงชนมาสองชุดเสียแล้ว

 

ร่างสูงเดินเข้ามาในบ้าน ภายในห้องว่างเปล่า ทั้งที่ไฟยังคงเปิดอยู่ พลันเสียงหัวเราะ และเสียงพูดคุยแสนคุ้นเคยก็ดังลอยผ่านเข้าโสตประสาท เชียนเดินตามเสียงไปที่ระเบียงด้านหลังบ้าน เขาเห็นเจ้าของเรือนผมสีดอกเดซี่นั่งห้อยขาเกาะราวระเบียง กับสาวใช้สองคนที่กำลังขะมักเขม้นแต่งแต้มดอกไม้บนเส้นผมเปียเดียวของริน

 

“สีผมท่านรินสวยมากเลยเพคะ หม่อมฉันเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนี่ล่ะ”

“สีเหมือนแสงของดวงดาวเลยเพคะ ตอนมันกะพริบในยามค่ำคืน”

“จริงรึ?”

“จริงเพคะ! ที่นี่ดวงดาวเยอะมาก เสียดายหม่อมฉันอยากนั่งดูดาวพร้อมกับท่านริน”

“ทำไมท่านรินจะต้องดูดาวพร้อมกับเจ้าด้วยล่ะ ท่านรินเขามีเจ้าของนะ!

“ข้าก็แค่อ๊ะ! ท่านเชียน!!!

 

สองสาวใช้รีบกุลีกุจอโค้งคำนับหน้าติดพื้น รินเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ถึงจะเริ่มชินแล้วเพราะว่าเชียนมักจะชอบเข้ามาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง แต่เอาเข้าจริงก็อดสะดุ้งไม่ได้ สองสาวใช้หนีไปเรียบร้อยแล้ว รินได้ยินเสียงฝีเท้าของท่านเชียนเดินมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมอง และพบว่าท่านเชียนนั่งอยู่ข้างเขา ซึ่งใกล้มาก!

 

“ทำอะไรอยู่รึ?”

“พพอดีข้าได้กลิ่นหอมของดอกไม้ เลยเดินตามกลิ่นมา”

“เจ้าคงไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเดียร่ามากหรอกใช่ไหม?”

 

รินสะบัดหน้าบึ้งใส่ เดียร่าคือแมวของเชารี่ นั่นก็เท่ากับหาว่าเขาจมูกดีเหมือนแมวน่ะสินะ เหอะ! คนอะไร ด่าแล้วยังต้องตีความหลายตลบอีก ดีนะที่รินโดนบ่อย เลยพอจะตีความได้รวดเร็วบ้างแล้ว ไม่งั้นเขาต้องโดนเหน็บอยู่ฝ่ายเดียวแน่เลย

 

“แล้วทำไมท่านถึงเลือกดอกลาเวนเดอร์ล่ะ?”

“ข้าชอบกลิ่นของมัน”

“มันก็หอมจริง ๆ นั่นล่ะนะ” รินสูดดมความหอมเสียฟอดใหญ่ หนึ่งในสาวใช้เล่าว่าท่านเชียนปลูกดอกลาเวนเดอร์เป็นสวนใหญ่โตไว้ที่นี่ มันส่งกลิ่นหอมทุกเวลา เสียดายอย่างที่เธอว่าในตอนนี้เขาชมความสวยงามอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

 

เชียนลอบยิ้มมุมปากให้กับท่าทางของริน เขาสอดมือหนาประคองข้างแก้มนุ่ม คนตัวเล็กชะงักเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้สัมผัสโดยดี เชียนแค่อยากขยับดูความเข้ากันของสีม่วงจากดอกลาเวนเดอร์กับเรือนผมสีดอกเดซี่ใกล้ ๆ ก็เท่านั้น

 

“ตอนนี้คงไม่ใช่แค่เหตุผลนั้น

 

เขาได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทั้งจากดอกไม้ และจากคนด้านหน้า ดวงตาของรินที่จ้องมองมามันขาวสนิทแต่เหตุใดเขาถึงรับรู้ความรู้สึกจากดวงตาคู่นั้นได้

 

“เมื่อเช้าตอนข้าไปข้างนอก มีชายแก่คนหนึ่งพูดถึงเจ้า”

“พูดถึงข้ารึ?”

“ใช่ ชายผู้นั้นไม่สนใจข้า แต่กลับกล่าวถึงเจ้าราวกับรู้จัก”

“เขาเป็นใครกัน?”

“ชายผู้นั้นบอกให้ข้าพาเจ้าไปหาเขาก่อนตะวันตกดิน เขามีบางสิ่งจะบอกกับเจ้า”

“แต่ข้า

 

รินในตอนนี้ไม่ต่างจากคนตาบอด เดินเหินลำบาก เพราะเป็นสถานที่ที่ไม่เคยมา เขาไม่อยากออกไปข้างนอกทั้งที่ตัวเองอาจจะเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้ท่านเชียนถูกไล่ล่า หากครั้งนี้ถูกเจอขึ้นมา รินจะกัดลิ้นตายให้รู้แล้วรู้รอด เขาไม่อยากใช้ชีวิตเป็นตัวถ่วงให้แก่ชายผู้นี้อีกแล้ว

 

“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

แต่ว่า”

“ชายแก่คนนั้นรู้ถึงคำสาปของเจ้า”

“อะไรนะ!!

“เพราะอย่างนั้นข้าถึงอยากให้เจ้าไปพบเขา ข้าเองก็อยากรู้ว่าทำไมเจ้าถึงโดนสาป และการออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ลำบากอะไร เพราะชาวบ้านไม่รู้จักหน้าค่าตาข้า เพียงแต่เจ้า

“ข้าทำไมรึ?”

“ห้ามให้ผู้ใดเห็นสีผมของเจ้าเด็ดขาดนั่นคือสิ่งที่ชายแก่คนนั้นพูดไว้ก่อนข้าจะกลับมา”

 

ใจของรินเต้นตึกตัก ตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำไมชายลึกลับผู้นั้นถึงรู้จักริน อีกทั้งยังรู้ถึงคำสาปร้ายแรงที่รินกำลังเจออยู่ด้วย แม้การออกไปข้างนอกจะเป็นเรื่องเสี่ยง แต่มันเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้เขาได้ค้นพบวิธีล้างคำสาป ท่านเชียนเองก็อนุญาตแล้วด้วย

 

เราใส่ชุดที่ทำจากผ้าสีธรรมชาติ ไม่โดดเด่นด้วยลายริ้ว หรือสีที่ถูกผสมมาอย่างละเมียดละไม รินเอาส่วนที่คลุมหัวของเสื้อคลุมคุมปิดสีผมสว่าง โดยมีท่านเชียนตรวจสอบดูความเรียบร้อยอีกที

 

เขาไม่แปลกใจว่าทำไมคนที่เมืองนี้ถึงไม่รู้จักหน้าค่าตาขององค์รัชทายาท เป็นเพราะบ้านเมืองอยู่หลังหุบเขา และด้วยสภาพอากาศหนาวเหน็บ บวกกับการเดินทางที่ลำบากเพราะกองหิมะเย็นยะเยือก จึงทำให้คนเมืองอื่นไม่ค่อยอยากมาเที่ยวกันเท่าไร อีกทั้งข่าวสารก็เข้าถึงได้ยาก ผู้คนที่นี่จึงรู้จักแค่ใบหน้าขององค์จักรพรรดิ และจักรพรรดินี ซึ่งนั่นคงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเชียนถึงเลือกไลซีลล่าเป็นที่พักผ่อน

 

“ระวังอย่าให้พลัดหลงกัน”

“งั้นท่านก็จับมือข้าไว้สิ”

“ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น”

 

รินยื่นมือไปเก้อ เมื่อร่างสูงตรงหน้าไม่ยอมให้ความร่วมมือ ซ้ำยังหรี่ตาใส่เขาอีก เป็นคนพูดเองแท้ ๆ ว่าอย่าให้พลัดหลง ถ้าจับมือกันไว้มันก็น่าจะช่วยได้มากมิใช่หรือ

 

“หรือจะให้ข้าเอาเชือกมัดตัวไว้กับท่าน?”

“เจ้าแค่เดินตามมาไม่ได้รึ? เจ้ามองเห็นข้านี่?”

“แต่ข้ามองไม่เห็นคนอื่นนี่”

 

สุดท้ายลลิลตัวน้อยก็ต้องจับแขนของท่านแม่ทัพไว้เสียเอง นี่กะจะให้คนตาบอดชั่วคราวเดินตามต้อย ๆ เอาเองในตลาดมากผู้คนน่ะรึ ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ ท่านเชียนก็ยังคงเป็นท่านเชียนอยู่วันยังค่ำสิน่า รินไม่น่าคาดหวังว่าท่านผู้นี้จะอ่อนโยนลงหลังจากที่เราเอ่อข้าจะไปนึกถึงมันอีกทำไมเนี่ย!

 

จู่ ๆ ร่างสูงก็สะบัดแขนที่ตนโดนจับออก รินถึงกับต้องลืมตาถมึงใส่ แต่กลับต้องอ้าปากเหวอตกใจ เมื่อเอวเล็กถูกโอบรั้งให้ขยับเข้าไปชิดใกล้ กลิ่นกายเฉพาะตัวของท่านเชียนลอยละล่องผ่านไปมาให้รินรู้สึกตื่นเต้น คนตัวเล็กดันแผ่นอกแกร่งออก แต่แล้วก็โดนรั้งเข้าไปใกล้กว่าเดิม

 

“นี่ท่าน!

“แบบนี้ดีกว่าจับมือเป็นไหน ๆ ข้าคงไม่ทำเจ้าหล่นอยู่ในฝูงชนแน่ ๆ”

“ทำไมท่านถึงชอบแกล้งข้านัก!

“ทำไมเจ้าถึงชอบรั้นกับข้านัก”

“ข้าไม่ได้รั้น!

“น้อยไปสิ”

 

สุดท้ายก็พากันกระเตงเข้าตลาดด้วยสภาพที่อีกคนหนึ่งรั้งอีกคนหนึ่งดันออก ในเพลานี้เราสองคนกลายเป็นภาพของคู่รักที่ทะเลาะกันในสายตาของชาวบ้านคนอื่น ๆ รินเริ่มรู้สึกได้ถึงดวงตาพวกนั้น จึงได้ยอมสงบนิ่ง ไม่ดื้อดึงออกจากอ้อมแขนของท่านเชียนแล้ว

 

ดูเหมือนว่าเส้นทางที่ต้องไปไกลกว่าที่คิด และทางเดินของตลาดก็ค่อนข้างยาวมากด้วย ร่างเล็กได้กลิ่นอาหารแปลกใหม่เต็มจมูกทั้งสองข้าง แต่ก็ไม่สามารถหยุดกินได้ เพราะท่านเชียนเอาแต่ใช้แผ่นอกดันให้เขาเดินอยู่นั่น

 

จนกระทั่งทนไม่ได้กับลำคอที่เริ่มแห้งเหือด ร่างเล็กใช้มือกระตุกเบา ๆ ที่เสื้อบริเวณหน้าท้องสองสามทีจนอีกฝ่ายหยุดเดิน แล้วโน้มตัวลงมาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

 

“มีอะไรรึ?”

“ข้าหิวน้ำ”

 

เชียนหันสำรวจไปรอบ ๆ และพบว่ามีร้านน้ำอยู่ใกล้แค่นี้ ซึ่งพ่อค้าเองก็กำลังมองมาที่เราสองคนอยู่ ชายผู้นั้นส่งยิ้มน้อยราวกับรู้ใจ เอากระบวยตักน้ำใส่กระบอกไม่ไผ่ ก่อนจะชูขึ้น และเรียกเราเสียงดัง

 

“พักดื่มน้ำก่อนมั้ยพ่อหนุ่ม?”

 

ร่างสูงเดินไปที่ร้านน้ำ รับกระบอกไม้ไผ่นั่นมาให้รินได้ดื่ม ดูท่าจะหิวน้ำจริงจัง ดื่มเสียหลายอึกจนไม่มีเหลือแม้สักหยด พ่อค้ายิ้มแป้น บอกให้ส่งกระบอกนั่นกลับมา แล้วเดี๋ยวตนจะเติมน้ำให้

 

“แหม เจ้านี่สวยดีนะ เห็นเพียงเสี้ยวหน้า ข้ายังรู้เลย”

“ขอบคุณพี่ชาย แต่นี่เมียข้า”

“โอ้! พ่อหนุ่มข้าไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทกับเจ้านะ ข้าชมเพราะเห็นว่าพวกเจ้าเหมาะสมกันดียิ่งกว่าอะไร ฮ่าฮ่าฮ่า!

 

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น เมีย ยืนนิ่งงัน เพราะเขินแก้มแดง จนมิอาจก้าวขาหรือตอบรับอะไรใครได้ รินก้มหน้างุดยิ่งกว่าเดิม จึงทำให้โดนพ่อค้าขายน้ำอ้อล้อหนักกว่าเก่า เชียนจำเป็นต้องโกหก เพราะถ้าหากมีชาวบ้านคนใดจำเราได้ขึ้นมามันจะเป็นเรื่องใหญ่

 

จู่ ๆ ก็มีคนเทมาจากที่ไหนไม่รู้เยอะแยะนัก เบียดกันไป เบียดกันมา จนกระทั่งใครสักคนเกี่ยวเอาผ้าคลุมหัวของรินหลุดกลางตลาด!

 

เส้นผมสีประหลาดปรากฏแก่สายตาชาวบ้าน จากที่เสียงอื้ออึง ทุกคนก็สงบนิ่ง และหันมามองจุดสีขาวเป็นตาเดียว

 

“ยังหนุ่มยังสาว ทำไมถึงมีผมงอกเสียแล้วล่ะ”

“นี่ ๆ ดูคนนั้นสิ สีผมแปลกมากเลย”

“ข้าไม่เคยเห็นสีผมแบบนี้มาก่อน ท่านผู้นั้นเป็นใครกัน”

“เจ้าเคยเห็นใครมีสีผมน่ากลัวแบบนั้นไหม”

 

ชาวบ้านเริ่มวิจารณ์สิ่งที่เห็นกันหนาหู ร่างสูงรีบเอาผ้าคลุมหัวปิดไว้ดังเดิม พลางกวาดสายตาดุดันข่มขู่ให้หุบปาก โดยที่มือก็ลูบหัวคนตัวเล็กเบา ๆ ไม่ให้ตื่นตระหนกไปแบบไม่รู้ตัว

 

“ขอบคุณสำหรับน้ำ”

“อ่าไม่เป็นไร”

 

เชียนวางเงินไว้ ก่อนจะเดินลัดเลาะหลังตลาด และหายไปจากสายตาผู้คน เขายอมรับว่าโมโหนิดหน่อย เพราะได้ยินวาจาไร้มารยาทที่กล่าวหาว่าสีผมของลลิลผู้นี้น่ากลัว มันก็เป็นแค่เส้นผม คนโง่เท่านั้นที่จะกลัวอะไรเช่นนี้

 

“ขข้าขอโทษ ข้าน่าจะระวังให้มากกว่านี้”

“มันไม่ใช่ความผิดเจ้า”

“เฮ้อทำไมสีผมข้าถึงไม่เหมือนคนอื่น”

“เศร้านักก็โกนหัวซะสิ”

“คำพูดคำจาท่านนั่นแหละที่จะทำให้ข้าเศร้า!

 

เขารู้แต่มันห้ามความปากร้ายของตัวเองไม่ได้ เขารู้ความต้องการของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก เขาจึงถูกสิ่งนั้นหล่อหลอมมาเกินครึ่งหนึ่งของชีวิต ภายในกองทัพเขาต้องเข้มแข็ง เป็นผู้นำ และต้องไม่อ่อนแอ

 

นั่นจึงทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้ความอ่อนโยนมามากเท่าที่ควร

 

กว่าจะมาถึงก็เล่นซะรินหอบเหนื่อย ร่างสูงเคาะประตูไม้เก่าคร่ำครึ พลันเสียงเปิดหน้าต่างเล็ก ๆ เพื่อเช็คว่าใครมาก็ดังขึ้น พร้อมกับลูกตาใครสักคนยื่นเข้ามาใกล้

 

“เจ้าเป็นใคร!

“ข้าชื่อ เชียน ลิเทรเซีย

“ลิเทรเซีย? เชื้อพระวงศ์มาทำอะไรที่นี่?”

อุซากะบอกให้ข้าพาคนคนหนึ่งมาหาเขา”

 

ปึง!!

 

ประตูไม้ถูกเปิดออก มันลั่นเสียงดังสนั่น จนรินอดตกใจไม่ได้ เชียนยังคงโอบตัวรินไว้ข้างกาย และพาร่างเล็กเดินเข้ามาข้างในด้วยกัน รินมองไม่เห็น แต่มันช่างอุ่นเหลือเกิน ทั้งยังมีกลิ่นของอะไรบางอย่างที่เก่าแก่คละคลุ้งอยู่ทั่วไปหมด

 

“มากันแล้วหรือ?”

“อ๊ะ!!

 

ไม้เท้าปริศนาตวัดเกี่ยวจากด้านในความมืด ก่อนจะคว้าเข้าเต็ม ๆ ที่ลำคอเล็ก รินถูกลากเข้าไปด้านใน พลันแสงสว่างของเปลวเทียนก็ถูกจุดพร้อมกัน ชโลมพื้นที่บริเวณนี้ให้ได้ใช้สายตาได้ดีขึ้น

 

“ลืมตาเจ้าสิ”

 

ชายชราผมขาวมีรูปร่างเล็ก แผ่นหลังค่อมโค้งงอทำให้ดูตัวเล็กเข้าไปใหญ่ ตอนเจอเข้ากับเชียนครั้งแรก ท่านผู้นี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของตนให้เชียนฟังแล้วว่าเขาคือ ผู้หยั่งรู้ ตามตำราของตำนานลิเทียร์น่าเล่มที่เก้า ได้กล่าวถึงตัวตนของนักเวทย์ดึกดำบรรพ์ ผู้อยู่เหนือคำสาปทั้งปวง เพราะตนคือผู้รู้วิธีถอนคำสาป เชียนเองก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอ

 

รินลืมตาตามที่ชายแก่สั่ง เมื่อได้เห็นนัยน์ตาสีขาวโพลน แกก็หลุดหัวเราะเสียงดังอย่างกับคนเสียสติ แน่ล่ะทั้งคำสาปที่เด็กคนนี้พบเจอทั้งเส้นผมสีขาวราวกับหิมะแรก ตอกย้ำให้กับความหวังอันหริบหรี่ประทุขึ้นมาแผดเผาความสิ้นหวังให้หมดสิ้น

 

“ข้าเจอแล้วข้าเจอแล้วฮ่าฮ่าฮ่าข้าเจอเจ้าแล้ว!!

“ทท่านเชียน”

“เจ้าชื่ออะไร!

 

อยู่ ๆ แกก็กลับมานิ่งขรึม สภาพนี้สิที่เชียนเจอครั้งแรก ร่างสูงเดินไปพยุงให้รินลุกขึ้นจากพื้น แค่นี้ก็ตกใจขาอ่อนแรง แต่ตอนอยู่ในสถานการณ์อันตรายกลับกล้าทำนู้น ทำนี่ไม่กลัวตายเสียอย่างนั้น น่าขันสิ้นดี

 

“เจ้าชื่ออะไร!

“ข้าชื่อริน”

“โดนคำสาปนี้ตอนอายุเท่าไร?”

“ตอนข้าอายุสิบหกขอรับ”

“ไม่ต้องตกใจ  ตระกูลเจ้าโดนกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่แม่เจ้า”

 

รินเบิกตาโตตกใจที่ท่านอุซากะพูดถึงแม่ที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองมี ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เขาก็อาศัยอยู่กับตายายที่ชนบท เนื้อตัวมอมแมม แถมเสื้อผ้ายังขาดเป็นจุด ๆ แต่ชีวิตก็ยังมีเรื่องที่ดี เพราะตากับยายไม่เคยทำให้รินต้องขาดข้าวสักมื้อ แม้เราจะไม่ได้ร่ำรวย แต่เราก็ไม่ได้ถึงกับยากจนข้นแค้น เสียอย่างเดียวที่สีผมของรินนั้นประหลาดเกินกว่าจะมีเพื่อนได้ ถ้าหากไม่ได้ฌุชารุ่นสิบช่วยไว้ รินคงเป็นแค่แมวข้างถนน

 

“แม่ข้างั้นรึ? ทท่านรู้จักแม่ข้าด้วยรึ?”

“ข้ารู้จักทุกคนในตระกูลของเจ้าไกวเนร่า”

“ไกวเนร่าข้าเนี่ยนะ?!

“ใช่แล้ว เส้นผมสีขาวคือสีประจำตระกูลไกวเนร่า และผมของเจ้าสีสว่าง บ่งบอกว่าเจ้าเป็นผู้สืบสายเลือดโดยตรง”

 

ชื่อตระกูลแท้จริงของรินทำให้เชียนถึงกับใจหล่น ตระกูลแห่งเทพที่คอยปกป้องจักรวรรดิลิเทียร์น่ามาช้านาน ภายหลังถูกจักรพรรดิเศษสวะที่หลงมัวเมาไปกับอำนาจมืดฆ่าล้างบางทั้งตระกูล แม้แต่ในประวัติศาสตร์ยังไม่มีใครระบุถึงสาเหตุของการต้องโทษร้ายแรงเช่นนี้สักเล่มเดียว

 

เชียนสงสัยมาตั้งแต่ตอนที่รินโดนไล่ล่าที่เมืองไอลา ข่าวคราวเรื่องลลิลของเขาได้แพร่สะพัดไปทั่วราชอาณาจักร แต่ถ้าเป็นเรื่องใบหน้า คงไม่แพร่ไปเร็วขนาดนั้น หลังจากที่รินถูกโจมตี ซึ่งเขาคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับเส้นผมที่ถูกตัดออกไป ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ทราบสิ่งที่พวกมันต้องการอยู่ดี

 

จนกระทั่งธนูติดไฟดอกนั้นเผาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในปราสาท พร้อมกับกระดาษที่ทนต่อไฟไหม้ถูกทิ้งไว้ที่ใต้ราก ข้อความในนั้นตอกย้ำว่าสิ่งที่เขาสงสัยกำลังเป็นจริงขึ้นมาทีละน้อยว่ารินอาจเป็นคนของไกวเนร่า แต่มันเป็นไปไม่ได้

 

ตระกูลนั้นถูกทำให้หายสาบสูญไปตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว

 

“ตระกูลไกวเนร่าถูกล้างบางไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ท่านจะบอกว่ามีผู้เหลือรอดคือ ริน อย่างนั้นหรอกรึ?”

 

เชียนโพล่งถามด้วยความร้อนใจ ภาวนาให้รินเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ไม่ใช่หนึ่งในตระกูลเทพที่พวกพารันตะตามตัวอยู่ เพราะถ้าใช่เขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมพวกมันถึงไล่ล่าริน

 

“ใช่”

 

เพียงคำคำเดียวทุกอย่างที่สงสัยทั้งหมดก็ปลดล็อค เรื่องมันคงแดงตั้งแต่ตอนที่รินถวายตัวเป็นลลิลในงานฉลองชัยชนะครั้งนั้น ซึ่งเขารู้ว่าพวกพารันตะมันแฝงตัวเข้ามาในงาน แต่ไม่รู้ว่ามันจะได้อะไรดี ๆ กลับไปด้วย มันคงรอโอกาสที่รินออกไปข้างนอก เพราะแบบนั้นถึงเกิดเรื่องขึ้นเสมองั้นสินะ

 

“ข้าก็คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ แต่หลังจากที่ข้าได้เห็นเจ้าในนิมิต ข้าก็เฝ้ารอการมาของพวกเจ้าเสมอ แม่ของเจ้าพยายามได้ดีมากเจ้าถึงได้มานั่งคุยกับข้าอยู่ตรงนี้”

“ถ้างั้นแม่ของข้าก็

“ตายไปตั้งแต่ตอนที่เจ้าเกิด”

 

ร่างเล็กสะอื้นไห้ ยิ่งคิดว่าถ้าตัวเองเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังท้องแก่ วิ่งหลบหนีการจับกุมไปประหารแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว กระทั่งหนีพ้นได้ชั่วครู่ และตั้งใจจะคลอดเด็กทารกใสซื่อแต่ไม่มีวันได้เลี้ยงดูให้เติบใหญ่ จำต้องทิ้งลูกไว้ หลบซ่อนเขาจากบาปหนาที่โดนเทพประจำตระกูลแย่งสิ่งสำคัญไป

 

ในวันนั้นตระกูลไกวเนร่าถูกลบรอยเท้าออกจากแผ่นดินลิเทียร์น่าอย่างไม่เหลือฝุ่น ปราสาทของตระกูลถูกพังทลายให้จมหิมะหาย ทำลายทุกอย่างกระทั่งมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีใครหน้าไหนมาต่อกรด้วยอีก แต่กลับมีเด็กสีผมประหลาดสีเดียวกับเสี้ยนหนามที่พารันตะล้างบางไปจนหมดสิ้น!

 

“เจ้าจงอย่าได้เสียใจให้กับอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนมา ในตอนนี้สิ่งที่เจ้าทำได้คือล้างคำสาป และล้างบางพวกพารันตะ”

“ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร

“ถ้าเจ้ารู้จักพรรลารีเทพ เทพตนนั้นแหละที่สาปตระกูลเจ้าเรื่อยมาตั้งแต่เกิดสงครามสองฝ่าย”

 

รินจำได้ เขาเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ในห้องหนังสือส่วนพระองค์ของเชียน เขาไม่แน่ใจว่าหนังสือได้พูดถึงคำสาปหลังจากที่อัญเชิญเทพลงมาช่วยสงครามหรือไม่ แต่เขาจำได้ว่าเทพตนนั้นชื่อพรรลารีเทพ และตระกูลที่อัญเชิญลงมานั่นก็คือตระกูลเทพ ซึ่งในหนังสือไม่ได้กล่าวถึงชื่อที่แท้จริงของตระกูลนี้

 

“ทำไมผู้ที่อัญเชิญเทพเพื่อปกป้องผู้อื่นถึงโดนสาปเสียเอง”

“เพราะเขาคือเทพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมนุษย์ ตีกันเอง สร้างสงครามกันขึ้นมาเอง เหตุใดเทพถึงต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเล่า เจ้าว่ามันไม่น่าขันรึ?”

“ท่านจะบอกว่า ตระกูลไกวเนร่าอัญเชิญพรรลารีเทพลงมา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะโดนสาปงั้นหรอกหรือ?”

“ตระกูลของเจ้าเป็นเช่นนั้น

 

ช่างเป็นสายเลือดที่บาปหนาภาระหนักยิ่งนัก รินไม่มีทางรู้เลยว่าไหล่ของแม่หนักถึงเพียงใด และเขามั่นใจว่าไหล่ของแม่ไม่น่าจะกว้างไปกว่าริน เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเทพใจร้าย หรือมนุษย์นั้นโง่เขลา ช่วยกลบรอยเลือดด้วยเลือดของตัวเอง

 

“ตระกูลของเจ้าเป็นเสมือนบุตรแห่งน้ำแข็ง ผู้นำแผ่นดินไลซีลล่า ด้านหลังเขาลูกนั้นเป็นที่ตั้งของปราสาทไกวเนร่าซึ่งพังทลายไปเมื่อยี่สิบปีก่อน คำสาปของพวกเจ้าเลยล้วนเกี่ยวกับน้ำแข็ง

 

เชียนตั้งใจฟังคำบอกเล่าของอุซากะ เพราะมันเป็นเรื่องราวที่เขาไม่เคยรู้ และคิดว่าทุกคนในเมืองนี้ไม่มีทางได้รับรู้ เขานำข้อมูลที่ได้ จับต้นชนปลายจนกระทั่งไขกระจ่าง บางทีการมาที่นี่อาจจะได้หนทางในการยุติสงครามกับพารันตะที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี

 

“วิธีแก้คำสาปนั้นง่ายนิดเดียวเจ้าแค่ไปยังจุดสุดท้ายที่เป็นจุดเริ่มต้น”

“ข้าไม่เข้าใจ”

“จิ๊ เจ้าเด็กโง่! หิมะพันปีหลอกล่อเจ้า ที่ที่เจ้าควรไปเป็นที่สุดท้ายคือปราสาทตระกูลเจ้า เพราะที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของคำสาปยังไงเล่า!” ว่าแล้วก็อดเขกหัวเด็กน้อยตรงหน้ามิได้

“อ๊ะข้าไม่รู้นี่นา ใยท่านถึงต้องลงไม้ลงมือกับข้ากันล่ะ”

“บื้อเหมือนแม่เจ้าไม่มีผิด แถมยังปากจ้อ”

 

รินรู้สึกสงบจิตสงบใจตอนอยู่กับท่านอุซากะมากขึ้น ทั้งที่ตอนแรกกลัวแทบตาย ผู้หยั่งรู้เล่าให้เราฟังอีกนิดหน่อย เกี่ยวกับตระกูลที่หายสาบสูญ รินจึงสบโอกาสขอให้อุซากะเล่าถึงท่านแม่ให้ฟัง ท่านเชียนนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล มีแทรกมาเหน็บแนมเขาบ้าง แต่มันก็ทำให้เขารับรู้ได้จริง ๆ ว่าแม่เหมือนกันกับเขาไม่มีผิด

 

“ที่พวกมันอยากได้ตัวเจ้านักก็เพราะเจ้าเป็นคนของตระกูลไกวเนร่ากุญแจดอกสำคัญที่จะทำลายล้างพารันตะ”

“ตระกูลของเจ้ามีสัมผัสพิเศษที่เป็นปฏิปักษ์กับพวกมัน และในตอนนี้เจ้าเป็นคนเดียวที่รู้ว่าจะต้องเอามีดแทงพวกมันให้ตายได้อย่างไร เข้าใจที่ข้าต้องการจะสื่อใช่หรือไม่?”

 

พูดแบบนั้นในตอนที่รินมองไม่เห็นแม้แต่หน้าผู้พูดเนี่ยนะ? ร่างเล็กถอนหายใจพลางคิดหนัก รินคิดไม่ออกเลยว่าตนเองจะทำอะไรได้ ขนาดจักรวรรดิลิเทียร์น่าที่ทำสงครามการเมืองกับพวกพารันตะมาหลายสิบปียังไม่อาจห้ำหั่นกันลงได้ แล้วลลิลตัวเล็ก ๆ เช่นเขาจะทำแบบนั้นได้หรือ

 

“พรุ่งนี้ยามเมื่อเสียงระฆังดังขึ้น จงรีบไปที่ปราสาทที่นั่นจะช่วยถอนคำสาปได้”

“ขอบคุณท่านมาก”

“ต้องรีบไปนะท่านเชียน”

“เพราะถ้าช้าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นแน่นอน”

 

เราขอตัวกลับก่อน ไม่อาจอยู่นานกว่านี้ได้เพราะฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว อีกไม่นานหิมะจะตกหนักกว่านี้ รินกัดปากเสียดาย เขามีหลายเรื่องที่อยากถามแต่ดูเหมือนเวลากระชั้นชิดมาก จนไม่ทันจะเข้าใจอะไร วันนี้เขารับสารมาครึ่งค่อนวัน หัวสมองหนักอื้อเลยทีเดียวเชียว

 

สองฝีเท้าเดินเข้ามาในบ้านไม้แสนอบอุ่น อากาศข้างนอกทำให้จิตใจของรินว้าเหว่กระวนกระวายและหนาวเหน็บ ภาระอันหนักอึ้งที่ตระกูลไกวเนร่าแบกรับมาตลอดยังคงสืบต่อกันมาไม่จางหาย เขานึกถึงวันสุขสบายในตำหนักลลิล เหตุใดเมื่อได้โตขึ้นข้าถึงต้องมาเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ปรานีเช่นนี้

 

“ท่านรู้อยู่แล้วรึว่าข้าเป็นคนของตระกูลเทพ” น้ำเสียงของรินนิ่งสงัด เขาไม่รู้ว่าจะต้องแสดงอารมณ์ออกมาอย่างไร หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ยิ่งได้คิดทบทวนยิ่งรู้สึกหายใจลำบาก

“ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนั้น?”

“ท่านดูไม่ตกใจ”

“แล้วข้าต้องดูเป็นเช่นไร”

 

รินแกะเปียที่พี่ ๆ สาวใช้บรรจงถักให้ออก ทำให้กลีบดอกลาเวนเดอร์ที่แอบเกาะอยู่บนเส้นผมร่วงหล่นลงสู่พื้นเหมือนกับหัวใจของรินในตอนนี้ พลันสัมผัสแผ่วเบาจากปลายนิ้วโป้งหนาก็แนบเบา ๆ ที่ข้างแก้ม ก่อนจะปาดน้ำตาสีใสที่ไม่รู้ว่าไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไร

 

เชียนไม่อาจเข้าใจถึงความรู้สึกของรินได้อย่างถ่องแท้ นักรบอย่างเขาไม่เคยกลัวเมื่อต้องยืนอยู่กลางสนามรบเปื้อนเลือด แต่กับรินมันคงหนักหนาเกินไป

 

“ข้าจะไปอาบน้ำ”

 

พอได้แช่น้ำอุ่น ๆ รินจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ความรู้สึกที่ประเดประดังเข้ามาในหัวค่อย ๆ บรรเทาลง ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะตัวเราเองจริง ๆ ด้วยที่เป็นต้นตอของปัญหา พวกพารันตะต้องการตัวเขาไม่ใช่ท่านเชียน ถึงแบบนั้นเขาก็จะไม่ยอมแพ้ เขาจะปกป้องตัวเองให้เท่ากับที่ท่านเชียนได้ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง

 

“ทำตัวเจ้าให้อุ่น”

 

ร่างสูงพูดขึ้นเมื่อเดินเข้าห้องนอนมา หลังจากอาบน้ำอีกห้องหนึ่งเสร็จ เขาเห็นร่างเล็กนอนหลับตาพริ้มแน่นิ่งเหมือนร่างไร้วิญญาณ เพราะด้วยผิวพรรณที่ขาวซีด ถ้าปากซีดด้วยเชียนจะตกใจกว่านี้

 

“ข้ารู้สึกว่าอากาศวันนี้หนาวกว่าทุกวัน”

 

ความสวยของลลิลอันดับสี่ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวลือ เชียนสบเข้ากับดวงตาขาวสนิทไม่มีลายไม่มีสีอื่นใดแต่ทำไมวูบหนึ่งในใจถึงได้คิดว่ามันสวยกันนะ ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะดึงผ้าห่มให้ปิดมิดถึงคางเรียวสวย

 

“เจ้าก็ห่มผ้าให้มันหนา ๆ ซะ”

 

รินส่ายหน้า

 

“ผ้าห่มช่วยให้ข้าอุ่นขึ้นไม่ได้”

 

ลลิลตัวน้อยคว้ามือแกร่งเอาไว้ก่อนเขาจะเดินผละออกไป เชียนหลุบตามองมือเล็กข้างนั้นที่กำลังใช้ความพยายามที่มีกุมฝ่ามือทั้งหมดของเขา แต่ก็จับได้แค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น ใบหน้าของรินหวานขึ้นยามเมื่อต้องแสงโคมไฟ

 

ซึ่งมันสั่นหัวใจของท่านนักรบผู้หนึ่ง

 

“ข้าขอหลับภายใต้อ้อมกอดท่านได้ไหม?”

 

ไม่รู้ทำไมรินถึงไม่รู้จักคำว่าเขินเลยในเวลาแบบนี้ เขาแกว่งมือข้างนั้นที่จับได้แค่สองสามนิ้วไปมาเบา ๆ เร่งให้คนตรงหน้าตอบรับเขาเสียที คืนนี้รินคงนอนไม่หลับเป็นแน่ อย่างน้อยในตอนนี้ เขาก็อยากซื่อตรงกับหัวใจตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ

 

“เจ้าหัดอ้อนข้ารึ?”

“แล้วข้าทำสำเร็จไหม”

 

มุมปากหนายกขึ้นสูง ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร แต่มันกลับชัดขึ้นในตอนที่เขารั้งแขนเล็กให้ลุกขึ้นจากเตียง และใช้อ้อมแขนโอบเอวบางให้อีกคนโน้มตัวลงมาเกาะเข้าที่ไหล่ ตัวของรินอุ่นไปทั่วทุกส่วน แถมยังบางเบาเหมือนเดิม

 

“ข้ายังต้องทำงาน

 

ร่างเล็กติดสอยห้อยตามอยู่ในอ้อมกอดของท่านแม่ทัพไม่ยอมห่าง เชียนอุ้มแมวน้อยไปที่ห้องทำงาน เขายังมีงานอีกสองสามอย่างที่ต้องจัดการก่อนจะถึงวันรุ่งขึ้น ร่างสูงจัดแจงให้รินนั่งพาดไปกับพนักเก้าอี้ ก้มลงดูคนตัวเล็กที่ยังไม่โผล่หน้าออกมาจากบ่าของเขา

 

“ถ้าเจ้าจะหนีก็ลุกเสียตั้งแต่ตอนนี้”

 

เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะทำให้รินรู้สึกปลอดภัย แม้มือของท่านเชียนจะขยับเขียนตัวหนังสือมากมาย แต่ในบางครั้งเชียนก็วางมันลงที่เอวเล็กเพื่อพักมือ รินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนเพราะใบหน้าเราห่างกันไม่มาก และบางครั้งเชียนก็วางคางของตัวเองบนหัวของเขามีบ้างที่รินขยับตัวดุกดิกให้ตำแหน่งเข้าที่ ซึ่งมันไปขัดขวางการทำงานของเขาแต่เชียนก็ไม่ดุ เขารอให้รินขยับตามใจจนเสร็จ จากนั้นจึงค่อยโน้มตัวเข้ามาเหมือนเก่า

 

รินอยากมีความสุขเล็ก ๆ กับช่วงเวลาสั้น ๆ

แบบนี้ตลอดไป



#ดอกไม้ลลิล









ใกล้จบแล้วค่ะทุกคนนนน

คอมเม้นท์แล้วตอบคำถามเราท้ายเม้นให้หน่อยนะ สำหรับคนที่ต้องการจะซื้อเล่ม

เราจะทำหนังสือแน่ๆ เพราะโรงพิมพ์ไม่ปิดจ้า ใครที่อยากเก็บเล่ม เกียมเงินรอได้เลยค่ะ เปิดประมาณ เดือนถึงเดือนครึ่ง รอติดตามพรีวิวต่างๆได้ที่ @jarlynnie ลงก่อนบทความ

ครั้งนี้อาจจะลงเป็น ebook ด้วย ใครที่ชอบอ่านแบบอีบุ๊ค แนะนำเนาได้นะคะว่าสะดวกซื้อทางเว็บไหนเป็นหลัก

ขอบคุณทุกคนที่รออ่านมากๆเลยค่ะ พบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 898 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,818 ความคิดเห็น

  1. #2799 sp.panpann (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 02:45
    โอโห ไม่ไหวแร้ว เขินมากㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    #2,799
    0
  2. #2785 DNL (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กันยายน 2563 / 10:26

    น้องรินร้ายกาจ

    หมั่นเขี้ยว อยากจับมาตีก้น

    #2,785
    0
  3. #2778 5A5Ilene (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 00:40
    แหมมม ขนาดนี้แล้วยอมรับมาเถอะค่ะว่าปิ๊งน้องรินแล้ว ชอบให้น้องอ้อนใช่มั้ยล่ะ ตอนหน้าดูแลน้องดีๆนะคะ ตุ้มกันน้องด้วย แล้วค่อยมาหวานกันเนาะ
    #2,778
    0
  4. #2739 pbcy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2563 / 18:34
    กรี้ดเดดดดดดดดดดดดดดดดผูกพันกันขนาดนี้แล้วนะคะเชียนริน
    #2,739
    0
  5. #2732 see B (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 10:52
    มันดีมากแม่ละมุนสุดพ่อคนโหดตอนแรกหายไปไหนคะ
    #2,732
    0
  6. #2718 BiimBybenchita (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 18:44

    งื้ออ มันเป็นเขินๆ
    #2,718
    0
  7. #2701 munkrishear (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 01:37
    แง้ ตอนนี้มันหวานนน ท่านเชียนก็คือออออ อรุ่มๆๆๆๆๆ
    #2,701
    0
  8. #2635 nanny7 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 09:06

    น้องคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆเลย แบบตายไปพร้อมกับพวกพารันตะ

    #2,635
    0
  9. #2620 nnichamonn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 19:53
    หึ้ยๆๆๆๆๆๆๆๆเปนน้องแงวเลย น่ารักมาก อ้อนเก่งจังแง
    #2,620
    0
  10. #2455 `CHANCHAN (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 11:11
    กี้ดดด เขินมากอันนี้ นอนยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว ฮือ น้องเป็นอ้อนมากๆ
    #2,455
    1
    • #2455-1 `CHANCHAN(จากตอนที่ 12)
      10 มิถุนายน 2563 / 16:56
      ขออนุญาตแจ้งคำผิดนิดนึงนะคะ ตรง ‘ผ้าคลุม คลุมปิด’ ค่ะ
      #2455-1
  11. #2437 mintgirl (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 14:04
    โอ้ยยยยยยย ยุบยับในใจมากกกกกก
    #2,437
    0
  12. #2435 Monieye Std (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 12:48
    ยัยแมววว เทอมันขี้อ้อนที่หนึ่งง
    #2,435
    0
  13. #2428 heyngne (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 06:52
    น้องรินนนน แงงงง พี่เชียนเริ่มออกอาการแล้วเนี่ย!! ฮืออ ตัยยยยๆๆๆ
    #2,428
    0
  14. #2411 cheerchanbaek (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 22:32
    ฮื่ออออ เหมือนนนนหนูรินกลายร่างเป็นเจ้ายู้กกแมวเหมียสเลยยยย อ้อนพี่เชียนเค้าขนาดนี้ เขินเลยนะ พี่เชียนเองก็ช่างละมุนน ยอมเค้าไปหมดทุกอย่าง โอ๊ยนย -ครปากร้ายตอนแรกหายไปไหนแล้วคะ?!?!?
    เครียดแทนรินน รินต้องกลุ้มใจและหนักใจมากแน่ๆ เห้อมมมมม รินต้องสู้ๆนะคะ ต้องปลอดภัยด้วยย!!! ทุกคนต้องปลอดถัยยน้าาาา
    #2,411
    0
  15. #2384 Mayyyyy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 21:57

    โอ้ยยยอบอุ่นมากเลยค่ะ ฮืออออ มันดี

    #2,384
    0
  16. #2373 samantap2608 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 22:26
    เอ็นดูน้องจังเลย
    #2,373
    0
  17. #2366 mythang (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 19:46
    อ้อนเป็นลูกแมวน่ารักมากเลยแงงง
    #2,366
    0
  18. #2360 >_<...LoOk OnLy At Me...>_< (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 12:03
    ยัยน้องงง ขี้อ้อนมากลูก
    #2,360
    0
  19. #2358 creamcsom (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 11:21
    โธ่เอ้ยลูกกกกก ภาระอันหนักบ่า ท่านเชียนดูแลน้องด้วย แม่มีลูกคนเดียว แค่เจ็บเพราะท่านผลักและบีบไหล่น้องข้าก็เจ็บผวดไพหมด อย่าให้ลูกข้าต้องเจ็บตัวเพราะศัตรูอย่างเด็ดขาดดด ใจแม่เจ็บๆๆๆ

    เอ็นดูลูกอ่ะ ฟังเรื่องราวของคุณแม่สนุกใหญ่ มีความสุขมั้ยลูก โธ่เอ้ยย ถ้าดวงตาของหนูอยู่ในสภาวะปกติคงนั่งฟังตาแจ๋วเป็นประกาย

    ได้ใจอิแม่มากตอนน้องอ้อนขออ้อมกอด น่ารักแบบไม่ไหวววว ไม่ต้องอ้อนมากมายแต่คนมองและคนอ่านสัมผัสได้ทุกคนแม่มั่นจัยยย ขอบคุณท่านเชียนที่หลงแมวเข้าแล้ว อื้มๆๆ นิดนุงๆๆๆ หลกนิดนุงก็ได้
    #2,358
    0
  20. #2324 Byunpulloy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 20:57
    แง.งงง
    #2,324
    0
  21. #2279 PRAE.VV (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 19:45
    น้องรินน่าสงสารจริงๆ สิ่งที่รออยู่มันจะผ่านไปได้แบบไม่สาหัสกับน้องมากนักใช่ไหม ท่านเชียนโปรดอยู่ข้างๆน้องด้วย
    #2,279
    0
  22. #2258 rabbithert (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 12:02
    หนูรินน่ารักมากๆเลย คุณเชียนก็อบอุ่นที่สุด
    #2,258
    0
  23. #2254 Nichamym (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 11:06
    ใจเจ่บไปหมดฮืออ
    #2,254
    0
  24. #2253 Nichamym (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 10:17
    หนูรินนTT
    #2,253
    0
  25. #2248 a0635346477 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 22:14
    แงงงงงงน่ารักที่สุดในโลกเลยยยยยย
    #2,248
    0