นิยายแห่ง..ชีวิต..ธรรม..คำเตี่ยสอน..ตามรอยพ่อหลวง

ตอนที่ 1 : "ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง" บทเรียนที่ ๑ ทาน ความอิ่มใจ แม้ยากจนแต่อย่าจนน้ำใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ม.ค. 60

"ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง"

บทเรียนที่ ๑ ทาน ความอิ่มใจ แม้ยากจนแต่อย่าจนน้ำใจ

     เป็นเรื่องเล่าที่เจ้ตุ๋ยเล่าให้ก๊กเฮงฟังเรื่องราวก่อนที่ก๊กเฮงจะเกิด.. และ เตี่ยได้เล่าสอนบทเรียนจากเรื่องเล่านี้ไว้ต่อก๊กเฮง..


     ตอนนั้นผมอยู่ประมาณ อายุประมาณ ๓-๔ ขวบ
     ปกติทุกๆเช้าตั้งแต่ผมอายุ ๓ - ๔ ขวบ ผมจะไปตลาดช่วยหิ้วตะกร้าเพื่อซื้อของมาทำกับข้าวขายช่วยแม่ จนเมื่อผมอายุ ๕ ขวบก็เข้าเรียน ป.๑ จะไปช่วยแม่หิ้วตะกร้าได้ก็วันเสาร์และอาทิตย์หรือวันหยุดเรียน ทำแบบนี้จนถึงขึ้นเรียน ป. ๕

     เมื่อหิวตะกร้าซื้อของช่วยแม่เสร็จ ก็จะได้ไปกินโอวัลตินร้อน ปลาท่องโก๋ กับเตี่ยที่ร้านสุพรรณโอชา หน้าโรงหนังปิรามิด ซึ่งเป็นร้านประจำของเตี่ย เพราะตอนเช้าแม่กับเตี่ยจะกินกาแฟและปลาท่องโก๋ หรือข้าวเหนียวสังขยาห่อใบตอง 1 ห่อ แทนข้าวเช้าก่อนที่จะไปทำงานและตั้งร้านขายส้มตำและอาหารอีสาน

     เท่าที่ผมจำความได้ อายุตอนนั้น เข้าย่างเข้า ๔ ขวบ.. ทุกๆปลายเดือนพฤศจิกายน จะมีงานงิ้วปุงเถ่ากงม่าที่อำเภอบ้านไผ่ ซึ่งเป็นงานเทศกาลประจำปีของอำเภอบ้านไผ่ ซึ่งเป็นงานเทศกาลที่กลุ่มคนศาลเจ้าจีนและมูลนิธิพุทธญาณสมาคมซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มคนจีนที่มาอาศัยอยู่ที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและตอบแทนแผ่นดินไทยที่ให้พวกเขาได้มาอาศัยอยู่

     หลังจากเตี่ยกับแม่พากันกินหอยทอดเสร็จ ซึ่งตอนนั้นบ้านผมจะมีโอกาสได้กินหอยทอดเพียงปีละครั้งเท่านั้น คนทำเป็นคนเก่าแก่ทำอร่อยมากเลิศรสที่น้ำจิ้มของร้านและแป้งที่ข้างนอกกรอบแต่พอเคี้ยวๆไปมีความหนึบๆเนียวนิดๆของแป้งครับ

     ตอนนั้นผมจำได้ขึ้นใจว่า.."ในขณะที่แม่กับเตี่ยจูงแขนผมเดินไปดูหนังกลางแปลง ระหว่างทางมีร้านขายของเล่นตั้งอยู่ริมทาง ผมได้แลเห็นรถบูนบู เป็นรถของเล่น ซึ่งตอนนั้นการ์ตูนเรื่องบูนบูผมชอบมากเป็นรถมีชีวิตพูดได้ สมัยนั้นดูแค่ทีวีขาวดำเท่านั้น ผมกำลังร้องไห้จะเอาให้ได้ "

ผมก็ร้องไห้ไม่หยุด ToT พูดสะอื้นๆด้วยเสียงสั่นเครือว่า..
"อยากได้!! ก๊กเฮงสิเอา..อยากได้อะ..ฮือ..ฮือ.."

เตี่ยจึงซื้อให้ในราคาคันละ 10 บาท สมัยนั้นเงิน 10 บาทกินข้าวอิ่มได้ 2 จานเลยละ !!





เมื่อกลับบ้านเช้าขึ้นมาเจ้ตุ๋ยซึ่งเป็นพี่สาวคนโตก็มาเล่นกับผม จับรถบูนบูขึ้นมา แล้วก็พูดเล่าว่า..
     “รู้มั้ยของเล่นมันไม่มีประโยชน์นอกจากเล่นสนุกเท่านั้น”

     “แต่ก่อนบ้านเฮาจนกันหลาย พวกเจ้ๆบ่มีโอกาสได้ซื้อของเล่นกันหรอก ขนาดไข่ฟองเดียวยังกินกัน 4 คนเลย”

ผมจึงหันไปหาแม่กับเตี่ยแล้วถามว่า
      “อีหลีบ่แม่..”

แล้วเตี่ยกับแม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่า..
     สมัยที่ครอบครัวนี้เพิ่งมีลูกกันแค่ 4 คน ซึ่งเป็นลูกสาวทั้งหมด คือ มี ตุ๋ย ต๋อย จิน นุช ตอนนั้น โมอยู่ในท้อง ครอบครัวเราอัตคัตมาก ต้มไข่หนึ่งฟองลูกต้องกินกัน 4 คน ได้แต่เอาข้าวเหนี่ยวจิ้มซอสแทบไม่มีลูกคนไหนกล้าที่จะกิน
     พี่ไม่กล้ากินไข่เพราะกลัวน้องไม่ได้กินบ้าง น้อมไม่กล้ากินไข่เพราะกลัวพี่ไม่ได้กินบ้าง พี่น้องต่างรักกันจึงละให้กัน พอกินซอสหมดเหลือไข่พี่น้องก็มานั่งมองหน้าหัวเรากันสนุกสนานเพราะต่างเดข้าใจถึงความมีน้ำใจต่อกัน มีความอิ่มเอมใจที่ได้ทำได้สละให้ซึ่งกันและกันนั้น จากนั้นเตี่ยกับแม่จึงเข้ามาแล้วแบ่งไข่เป็น 4 ซีก แล้วให้ลูกแต่ละคนได้กิน

ครานั้นเตียกับแม่ได้สอนลูกๆว่า..
     "นี่แน่ะพวกลูกนั้นรักกันดีแล้ว การรักเอื้อเฟื้อกันจะทำให้ความเหนียวแน่นนี้ผลักดันให้เราช่วยเหลือกันมาก"

     “ก็หากมีใครคนหนึ่งเห็นแก่ตัวไม่เผื่อคนอื่นแล้วกินหมดไป คนที่เหลือก็เกิดความอยากถึงแม้จะไม่ว่าอะไร แต่ในใจก็ย่อมคิดว่าเราน่าจะได้กินสักนิดนะได้ลิ้มรสไข่สักนิดก่อนมันจะหมดคงดี ก็จะเกิดความเสียดาย คราวหน้าก็จะรีบกินก่อนไม่สนใครเพราะกลัวไม่ได้กิน จากนั้นก็จะเกิดการแก่งแย่งกันขึ้น เพราะต่างคนต่างไม่มีทานให้แก่กัน“

     “ที่ลูกๆทุกคนทำนี่คือผลจากความเอื้อเฟื้อกัน ถึงแม้แต่ละคนยังไม่ได้กินไข่นั้น ได้กินแค่ซอส แค่ความรักใคร่เอ็นดูซึ่งกันและกันความสุขของพี่น้องก็จะยังคงอยู่เพราะความแบ่งปันสละให้ซึ่งกันและกันที่ทำนั้น”

     “ลูกๆทั้งหลายเราเกิดมาแม้ยากจนแต่อย่าจนน้ำใจ ให้จดจำความรู้สึกนี้ๆไว้ เมื่อเราทะเลาะกันผิดใจกันก็ให้นึกถึงเรื่องนี้ไว้ แล้วเราจะเลิกทะเลาะกัน”

เมื่อเตี่ยกับแม่เล่าเรื่องนี้จบ.. เตี่ยจึงสอนผมว่า..
     การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลให้นี้เรียกว่า "ทาน คือการให้ การสละให้"เพื่อความสุขสำเร็จของผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนอื่นใดนอกจากหวังให้ผู้รับได้รับประโยชน์สุขจากการให้นั้นของเรา..ทานมันให้ผล คือ ความอิ่มใจปลื้มใจเป็นสุขอย่างนี้"

     “ก๊กเฮง..จำไว้ว่าการแบ่งปันแม้เล็กน้อยกับผู้อื่นหรือผู้ที่ลำบากกว่าเราเขาย่อมได้รับสุขกับสิ่งที่เราให้นั้น เมื่อเราให้เราก็อิ่มเอมเป็นสุขใจที่ได้ทำ ได้สละเพื่อได้ช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่น”

     "แม้ที่เราให้มันน้อยนิด แต่สิ่งนั้นทำด้วยใจที่เป็นทาน เรียกว่า..เราได้ทำทานแล้ว แม้ยากจน..แต่อย่าจนน้ำใจ"

แล้วแม่ผมก็พูดว่า..
     “อย่าซื้อของเล่นหลายๆ ของเล่นกองเต็มบ้าน 2-3 กล่องแล้ว”

     “หัดเก็บเงินไว้กินข้าวเฮายังอิ่มท้องเด้”

     “ของซุมนี้จักหน่อยเดี๋ยวก๊กเฮงก็เบื่อแล้ว”

     “แล้วกะทิ้งเซาเล่น”

     เตี่ยจึงสอนผมเพิ่มว่า..
     “ให้เราหัดประหยัด เก็บเงินใส่กระปุกได้เงินก็แบ่งไปฝากธนาคารเผื่อไว้ใช้เมื่อลำบาก หรือใช้เมื่อเราตอนโตเราก็จะมีเงินก้อนใหญ่ๆซื้อบ้านซื้ออะไรได้ แล้วก็แบ่งอีกส่วนไว้ซื้อของทที่เราอยากได้เราก็จะไม่ต้องขอใครอีก”

..แล้วไม่นานรถบูนบูของผมก็หายไป ทั้งๆที่วางไว้อยู่หน้าบ้านแท้ๆ แค่วิ่งไปกินน้ำมันก็หายไปแล้ว ตอนนั้นทั้งเสียดาย เสียใจร้องไห้ใหญ่ไม่หยุดเลยล่ะ..ToT ..







     ตอนเด็กตอนนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจอะไรหรอกครับ..แต่ที่ผมจดจำคำสอนนั้นได้ชัด เพราะได้ฟังบ่อยๆได้เจอเรื่องราวที่ให้เห็นและเข้าใจบ่อยๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ผมแจ้งใจตนเองที่สุดนั้นก็เพราะว่า..
     มีอยู่วันหนึ่ง..หลังจากที่ผมได้เรียนรู้เรื่องการให้จากเตี่ยแม่และเจ้ๆแล้ว ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน แม้ได้ซื้อไข่พะโล้มาให้ 4 ฟอง มีเจ้นุช เจ้นิด เจ้โม และ เฮียตี๋ และผม แต่ด้วยความรักน้องๆของพี่ๆ จึงได้ให้ไข่พะโล้ผมมา 2 ฟอง แล้วพี่ๆทั้ง 4 คนกินกัน 2 ฟอง
     พอเห็นพี่ๆเขากินกันก็คงไม่อิ่ม เขาจะทำแค่ขอเอาข้าวเหนียวจิ้มน้ำพะโล้ในถ้วยผมกินกับข้าวเปล่าๆนั้นแหละ ผมนึกได้เรื่องไข่ฟองเดียวของเจ้ๆ จึงเอาช้อนหั่นไข่ออกเป็นชิ้นๆละเอียดหน่อย รู้ไหมจากแค่เรากินไข่สองฟองเป็นลูกตักเข้าปาก ในถ้วยนั้นเต็มไปด้วยไข่ขาวและไขแดงจนเต็มถ้วยที่คละเคล้าไปด้วยน้ำพะโล้ แล้วก็เลยเรียกเจ้ๆและอาเฮียมากินด้วยกัน ทั้งแจ้และอาเฮียผมก็ดีใจมากที่น้องแบ่งปันแล้วก็กอดและลูบหัวผมแล้วพูดตลกๆว่า..

    "บักซีโบ๋น้อยเก่งแท้ๆ"

..แล้วก็ยิ้วหัวเราะมีความสุขกันทุกคน เมื่อแบ่งกันกินร่วมกันมันอร่อยมากๆๆๆ ทุกคนได้กินทั้งไข่แดงไข่ขาวและน้ำพะโล้ครบเลย

ผมตัวเล็กผมก็อิ่มก่อนเจ้ๆอาเฮีย ผมลุกมาเลยกินน้ำแล้วพูดว่า..

    "อิ่มบ่ฝีมือผมเด้นี่"

พวกเจ้ๆและอาเฮียเลยพากันพูดว่า
    "อิ่มข้าววันนี้เพราะผมแบ่งให้" ผมนี้ปลื้มใจมากๆ สำหรับเด็กแล้วเมื่อได้ตั้งใจทำอะไรสักอย่างให้ผู้อื่นแล้วเขาเห็นประโยชน์ชื่นชมเรา มันทำให้เราที่เป้นเด็กยินดีแล้วมีใจน้อมทำอย่างนี้ๆบ่อยขึ้น..
     ..ผมจึงเข้าใจคำที่เตี่ยสอนว่า..การรู้จักแบ่งปันให้ทานแก่ผู้อื่นนั้น มันทำให้เรามีความสุขและภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนแบ่งปันช่วยเหลือให้เขาได้รับประโยชน์สุขจากสิ่งที่เราให้อย่างนี้นี่เอง..
     "สุขเพราะเรา ไม่โลภมาก ละความโลภหวงแหนปรนเปรอตนโดยแท้" หากวันนั้นผมไม่แบ่งปันผู้อื่น เพราะผมหวงแหนกลัวกินไม่อิ่ม ผมก็กินคนเดียวไม่หมดหรอกครับ แถมยังจะไม่ได้รับโอกาสได้สัมผัสสุขจากการละตความโลภโดยการให้นี้เลย

     ด้วยคำสอนเตี่ยนี้ กับสิ่งที่ผมได้รับรู้สัมผัส ได้เห็น และเข้าใจในตอนเด็กอย่างนี้ๆ.. ผมจึงเป็นผู้มักให้ทานเอื้อเฟื้อแบ่งปันเสมอมา เท่าที่ตนพอจะให้ได้ หรือที่ตนจะพอมีปัญญาพึงทำได้ ..ให้ด้วยใจเป็นทาน .."นี่เรียกว่าการปลูกฝังสิ่งที่ดีมีกุศลดีงามตั้งแต่ยังเด็กที่ครอบครัวผมมี จนถึงวันนี้"..





 ..พอโตขึ้นมาปัจจุบันนี้ มีโอกาสได้เจอ "หลวงปู่บุญกู้ อนุวัฑฒโน" พระอรหันตสงฆ์ท่านได้สอนผมไว้ว่า.. 

"ทานทำให้อิ่มใจ ละโลภเราก็ได้ทาน ให้ทำให้มากเข้าไว้" 

ละโลภได้ทาน        
ละเบียดเบียนได้ศีล
ละโมหะได้ภาวนา   

..คำว่าทำให้มากในที่นี้ เป็นภาษากรรมฐาน ไม่ได้หมายถึงการทำทีละเยอะๆต้องขายบ้านขายรถมาทำอันนี้เรียกทำเพราะหลง แต่ท่านสอนว่าให้ทำบ่อยๆเนืองๆตามกำลังที่เราจะพึงมีปัญญาทำได้สะสมเหตุบารีแห่งทานไป มีเยอะก็ให้เยอะ มีน้อยก็ให้น้อย ไม่มีก็เอาแรงกายแรงใจเราช่วยเหลือทำงาน แต่ไม่ใช่ไม่มีเพราะความตระหนี่ขี้เหนียว หรือยอมแบ่งให้แค่เพื่อให้พ้นไป..แต่เราต้องมีใจเป็นทานที่สละสิ่งปรนเปรอตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นจากสิ่งที่เราให้ทานเขานั้น




     

     หมายเหตุ การให้เยอะท่วมท้นเต็มกำลังใจ ซึ่งท่วมท้นยิ่งในกำลังตนนี้ จะเว้นขาดเสียที่ท่านทำได้ก็เพียงแต่พระอริยะเจ้าที่ท่านได้ทำความปารถนาไว้อย่างนี้เท่านั้น ท่านจึงได้ทำไปอย่างนั้น เช่น ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี อตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายก  คือ ผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายด้านการถวายทาน ด้วยเหตุนี้ท่านจุงเป็นผู้มีบุญมากไม่ต้องลงมาเกิดอีกจักเวัยนว่ายอยู่ในสวรรค์จนบารมีเต็มพระนิพพาน แล้วจึงเข้านิพพานในภพนั้น


จบบทเรียนที่ ๑





3 ความคิดเห็น

  1. #3 Treachery (@Treachery) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 20:59
    เรื่องนี้ทำให้เราได้หันมามองตัวเองว่าเคยทำรึเปล่า ได้ข้อคิดเยอะมากกก
    นิยายเรื่องนี้ดีมากค่ะ ติดตามเลย
    #3
    0