nextstep_10
ดู Blog ทั้งหมด

หวังพบวิธีรักษา "โรคเหนื่อยล้าเรื้อรัง" หลังนักวิจัยสหรัฐฯ พบไวรัสที่เกี่ยวข้อง

เขียนโดย nextstep_10
HeadphonesWireless HeadphonesHeadphonesNoise Cancelling HeadphonesHeadphone ReviewsIpod HeadphonesBluetooth HeadphonesIpod Earbud HeadphonesEarbud HeadphonesBose HeadphonesNoise Cancelling Headphone ComparisonNoise Reduction HeadphonesGrado HeadphonesBluetooth Stereo HeadphonesSony Wireless HeadphonesBest HeadphonesBest Wireless HeadphonesNoise Cancelling Headphone ReviewsCordless HeadphonesSennheiser HeadphonesBest Earbuds HeadphoneSony HeadphonesHeadphone ReviewBose Noise Cancelling HeadphonesWireless Tv Audio HeadphonesNoise Cancelling Headphones ReviewBest Earbud HeadphonesHeadphone AmplifierSkullcandy HeadphonesStereo HeadphonesBose In Ear HeadphonesWireless Ipod HeadphonesBest Ipod HeadphonesWireless Headphones ReviewWireless Earbud HeadphonesNoise Canceling HeadphonesNoise Reducing HeadphonesSony Noise Cancelling HeadphonesBest Noise Cancelling HeadphonesWireless Music HeadphonesBest Headphone ReviewHeadphoneKiller B HeadphoneWireless Headphones For Mp3 PlayerSkull Candy HeadphonesMp3 HeadphonesWireless Tv HeadphonesBest In Ear HeadphonesKoss HeadphonesNoise Cancellation HeadphonesBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlog
นักวิจัยสหรัฐฯ พบเชื้อไวรัส XMRV ในผู้ป่วยโรคเหนื่อยล้าเรื้อรังมากกว่าครึ่ง สงสัยอาจเป็นต้นเหตุให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จนร่างกายอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ทั่วโลกถูกโรคนี้คุกคามแล้วกว่า 17 ล้านคน ปัจจุบันยังไร้หนทางรักษา รุนแรงถึงขั้นเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบได้ เชื่ออาจมีส่วนก่อโรคในผู้ป่วยเอดส์
       
       ทีมวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute), คลีฟแลนด์คลินิก (Cleveland Clinic) และ สถาบันไวท์มอร์ ปีเตอร์สัน (Whittemore Peterson Institute) มลรัฐเนวาดา สหรัฐฯ ค้นพบเชื้อไวรัสที่อาจเป็นสาเหตุของโรคเหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือซีเอฟเอส (chronic fatigue syndrome: CFS) และหวังเห็นทางรักษาผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวกว่า 17 ล้านคนทั่วโลก โดยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยครั้งนี้ลงในวารสารไซน์ (Science)
       
       จูดี ไมโควิตส์ (Judy Mikovits) จากสถาบันไวท์มอร์ ปีเตอร์สัน และนักวิจัยในทีม แยก ไวรัสเอ็กซ์เอ็มอาร์วี (XMRV) ได้จากเลือดของผู้ป่วยที่มีอาการโรคเหนื่อยล้าเรื้อรังจำนวน 68 คน จากทั้งหมด 101 คน ซึ่งทีมวิจัยเชื่อว่าไวรัสดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคเหนื่อยล้า เรื้อรัง และยังพบไวรัสชนิดเดียวกันนี้ในคนปกติที่มีสุขภาพดี 8 คน จาก 218 คน หรือราว 3.7% ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในสหรัฐฯ มีคนสุขภาพดีที่ได้รับเชื้อชนิดนี้เข้าไปแล้วหลายล้านคน
       
       อย่าง ไรก็ดี รอยเตอร์ระบุว่า ขณะนี้นักวิจัยเร่งศึกษาต่อไปเพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าไวรัสเอ็กซ์เอ็มอารวี เป็นสาเหตุของโรคซีเอฟเอสโดยตรงหรือไม่ หรือยังมีเชื้อไวรัสตัวอื่นเกี่ยวข้องกับโรคนี้ด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าและหาทางรักษาผู้ป่วยต่อไป และอาจเป็นไปได้ว่าไวรัสเอ็กซ์เอ็มอาร์วี เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดโรคบางชนิด เช่น โรคเอดส์ระยะกลาง
       
       ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (U.S. Centers for Disease Control and Prevention) ระบุว่าโรคซีเอฟเอส ไปมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง และเป็นเหตุให้ร่างกายสูญเสียความสามารถ อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง นอกจากนั้นผู้ป่วยยังอาจสูญเสียความทรงจำได้ เกิดอาการเจ็บปวดที่บริเวณข้อต่อและกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองอ่อนแอ และเจ็บคอ
       
       ผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้นานประมาณ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย และสามารถพัฒนาไปสู่อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เกิดจากโรคปลอกหุ้มประสาทอักเสบ (multiple sclerosis) และโรคไขข้ออักเสบ (rheumatoid arthritis) ได้ ซึ่ง ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคซีเอฟเอสโดยตรง แต่การบำบัดรักษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการรับรู้สามารถช่วยให้ผู้ป่วย ต่อสู้กับความพิการที่อาจเป็นผลจากโรคซีเอฟเอสได้
       
       ทั้ง นี้ ไวรัสเอ็กซ์เอ็มอาร์วีจัดอยู่ในกลุ่มรีโทรไวรัส (retrovirus) เช่นเดียวกับเชื้อเอชไอวี (HIV) สาเหตุของโรคเอดส์ ซึ่งไวรัสในกลุ่มนี้จะมีอาร์เอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม โดยมันจะคัดลอกสารพันธุกรรมของมันให้เป็นดีเอ็นเอและเข้าไปแทรกในดีเอ็นเอ ของเซลล์เจ้าบ้านที่มันอาศัยอยู่
       
       นอกจากนั้น เอพียังให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ระบุว่าไวรัสเอ็กซ์เอ็มอาร์ วีเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรลูคีเมียในหนู (mouse leukemia) แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าหนูติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างไร และอีกงานวิจัยหนึ่งพบว่ามีไวรัสชนิดนี้แฝงอยู่ในมะเร็งต่อมลูกหมากราว 1 ใน 4 ของตัวอย่างมะเร็งต่อมลูกหมาก เทียบกับตัวอย่างต่อมลูกหมากที่ไม่เป็นมะเร็ง พบมีไวรัสดังกล่าวราว 6%.

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น