Hey Stephen! เป็นเธอได้ไหม คนข้างๆ หัวใจฉัน

ตอนที่ 4 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 424
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ก.ย. 55

3

It’s just a beginning

 

 

 

            ฉันกับแม่อยู่กันสองคนในบ้านของเราแถบชานเมืองฟิลาเดเฟีย ถ้าจะให้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่...เราเคยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากเลยนะ ตอนเด็กๆ แม่จะจับฉันแต่งชุดสวยๆ เข้าคู่กับแม่ แล้วเราก็จะไปซื้อของในห้างดีๆ สักห้าง กินพิซซ่ากับแดรี่ควีน แล้วแม่ก็จะเล่านิทานให้ฉันฟังก่อนนอน

 

            แต่อย่างที่บอก มันเป็นอดีต ความสัมพันธ์ของฉันกับแม่เริ่มแย่ตอนที่ฉันเข้าสู่วัยรุ่น ตอนที่ฉันค้นพบความจริง...

 

            แม่บอกฉันเสมอว่าพ่อของฉันตายไปแล้วตั้งแต่ตอนที่แม่เพิ่งท้องฉันได้ไม่กี่เดือน เขาตายในหน้าที่ตำรวจ FBI และฉันก็เชื่อมาตลอดแม้ว่าบ้านเราจะไม่มีรูปในงานศพหรือเหรียญตรากล้าหาญที่ตำรวจทุกคนได้รับในยามที่เสียชีวิตก็ตามที ฉันเชื่อจริงๆ นะ จนกระทั่งในวันที่ฉันอายุสิบหก ฉันถึงได้เจอหลักฐานบางอย่างที่ทำให้ฉันเริ่มระแคะระคายว่าแม่โกหกฉันมาโดยตลอด

 

            มันคือจดหมายที่ไม่จ่าผู้ส่งแต่อ่านข้อความดูก็รู้ทันทีว่ามันเป็นจดหมายจากคนสำคัญ...จากพ่อของฉัน

 

            พ่อส่งจดหมายพูดคุยกับแม่ ถามไถ่เรื่องของฉันมาตั้งแต่ฉันยังเด็ก ถึงแม้ว่าจดหมายจะขาดช่วงไป แต่มันก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าแม่โกหกฉันมาตลอด ความจริงคือพ่อไม่ได้ตาย แต่พ่อน่ะ ทิ้งฉันกับแม่ไปอย่างเห็นแก่ตัว

 

            ยังจำได้ว่าคืนแรกที่ฉันรู้เรื่อง เราทะเลาะกันหนักมาก ที่แปลกคือแม่ไม่ปริปากบอกความจริงให้ฉันฟังเลยด้วยซ้ำ ไม่ปริปากเลยแม้กระทั่งทุกวันนี้ อย่างเดียวที่ฉันรู้เกี่ยวกับพ่อคือพ่อเป็นนักสืบ

 

            แค่นั้นจริงๆ

 

            “จอร์ดี้ นั่นลูกจะไปไหน”

 

            แม่ถามฉันในวันเสาร์ เมื่อเห็นฉันสวมเสื้อยืดตัวโปรด กางเกงยีนส์ และสะพายกระเป๋าใบโตเตรียมออกจากบ้านทั้งๆ ที่ปกติฉันจะไม่ค่อยไปไหน ขังตัวเองไว้ในห้องและดูแลเว็บไซต์ holmesclub ของฉันมากกว่า

 

            “เดลลาแวร์”

 

            ฉันตอบสั้นๆ พลางหารองเท้าคอนเวิร์สสีแดงคู่ใจในตู้ แม่ได้ยินแล้วถึงกับผุดลุกขึ้นมาทันที

 

            “หา! นี่ลูกจะออกนอกเมืองเลยเหรอ!

 

            “อื้ม” ฉันพยักหน้า “แต่ไปไม่นานหรอก เดี๋ยวก็กลับ”

 

            แม่ดูเหมือนอยากจะรู้ว่าฉันไปทำไม แต่ก็ดูกลัวคำตอบของฉันเหมือนกัน และแม่คงจะรู้ว่าคงห้ามคนแบบฉันไม่ได้ สุดท้ายเลยถอนหายใจแล้วหันกลับไปดูข่าวในทีวีต่อ ไม่วายถามว่า

 

            “เอาเงินค่ารถไหม จะไปยังไง”

 

            ฉันหารองเท้าเจอพอดี เลยรีบสวมแล้ววิ่งออกไป

 

            “ไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูมีวิธีของหนู”

 

 

 

            “แม่เธอไม่ว่าอะไรจริงๆ เหรอไปกับผมน่ะ”

 

            “ไม่หรอก” ฉันยักไหล่ “ถ้าว่าฉันก็ไม่แคร์อยู่ดี”

 

            สตีเฟนส่ายหัวอย่างระอา ท่าทางเขาเหมือนอาจารย์มากขึ้นอีกนิดเวลาที่ทำแบบนั้น

 

            “เธอเป็นเด็กไม่ดีเลย รู้มั้ย” แล้วก็ดูเหมือนอาจารย์เพิ่มขึ้นมาอีกพอพูดแบบนั้น “ทำแบบนี้แม่เธอเสียใจนะ”

 

            “แหวะ อย่ามาสอนฉันเลยน่ะ” ฉันพูดอย่างรำคาญ “ขับรถไปเลยไป”

 

            เราอยู่บนรถของสตีเฟนที่กำลังมุ่งหน้าไปบนทางด่วน I-95 ด้วยความเร็วสูง วันนี้เป็นวันที่ฉันนัดกับเขาว่าจะไปตามที่อยู่ของแฮคเกอร์ด้วยกัน ทีแรกฉันก็ไม่ยอมให้เขาตามมาหรอก แต่เขาก็ไม่ยอมให้ที่อยู่เหมือนกันถ้าฉันไม่ให้เขาไป เขาเหมือนพวกครูทั่วไปตรงนี้แหละ ที่เอาแต่ห่วงเรื่องไร้สาระ

 

            “ถ้าผมมีแม่ ผมจะไม่มีวันทำนิสัยแบบเธอแน่ๆ”

 

            เขาพูดโดยที่สายตายังมองถนนอยู่ ฉันเกือบจะเถียงเขาแล้ว แต่ก็สะดุดเข้าไปกับความคิดซะก่อน...

 

            “นาย...หมายความว่ายังไง ไม่มีแม่?”

 

            “แม่ผมเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กแล้วล่ะ ผมโตมาโดยมีแต่พ่อ”

 

            “...”

 

            ฉันเงียบ นั่งนึกถึงรูปที่เจอที่บ้านเขาเมื่อวันก่อน ในภาพหมู่นั้นไม่มีแม่ของเขาอยู่ด้วย แปลว่าตอนที่แม่ของเขาจากไป เขาคงเด็กกว่านั้น...

 

            แทนที่จะพูดแสดงความเสียใจอย่างที่ควรจะทำ ปากฉันมันดันพูดไปอีกทาง

 

            “ก็คล้ายๆ กันแหละ ถ้าฉันมีพ่อ ฉันอาจจะไม่เป็นคนแบบนี้ก็ได้นะ”

 

            “...”

 

            อะไรไม่ดีโทษพ่อไว้ก่อน ก็พ่อทิ้งฉันนี่...คราวนี้เป็นสตีเฟนที่เป็นฝ่ายเงียบบ้าง ฉันคิดว่าบางทีเขาอาจจะคิดว่าพ่อของฉันเสียไปแล้วอย่างแม่ของเขา จึงรีบเสริมว่า

 

            “ยังไงซะ ฉันก็จะเป็นนักสืบ แล้วก็จะสืบหาพ่อให้เจอให้ได้...ฉันจะได้รู้ซะทีว่าพ่อทิ้งฉันไปทำไม!” ฉันพูดอย่างแน่วแน่ แต่พอเห็นสีหน้าสงสารที่ปรากฏขึ้นมาอัตโนมัติของเขา ฉันก็อดไม่ได้ที่จะพูด “อ๊ะ อย่าคิดนะว่าฉันเศร้า กะอีแค่พ่อหายไปไม่ติดต่อมายังดีกว่าพ่อตายไปแล้วก็แล้วกัน”

 

            ฉันเชิดหน้าอย่างมั่นใจและตอนนั้นเองสตีเฟนถึงได้ยิ้มออกมาได้ ไม่รู้รู้สึกไปเองหรือเปล่า ฉันคิดว่าเขาดูโล่งใจ

 

            “ก็ดี ทำให้ได้แล้วกัน”

 

            เขาพูดแค่นั้นแล้วสมาธิก็กลับไปอยู่ที่ถนน ฉันมองดูวิวข้างทางไปเรื่อยๆ แต่มันก็น่าเบื่อเพราะทางด่วนแบบนี้ไม่มีอะไรเลยสักอย่างนอกจากถนนกับรถ ไปๆ มาๆ ฉันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

 

            ฉันฝันเห็นนกตัวใหญ่ บินโฉบไปโฉบมาอยู่บนฟ้า ตอนแรกมันก็สวยดี มีสีน้ำเงินเข้มแปลกตา ขนก็เหมือนกำมะหยี่ แต่ไปๆ มาๆ มันก็เริ่มดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ และอยู่ดีๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนขยับไม่ได้ กลายเป็นเป้าหมายอยู่กลางทุ่งกว้าง...รอเจ้านกนั่นเข้ามาจิกตีฉันเสียเอง!

 

            “กรี๊ด!!!!!

 

            ฉันร้องสุดเสียง และนาทีนั้น ก็มีมือของใครบางคนมาดึงฉันหลบไปพร้อมพูดว่า

 

            “นี่ จอร์ดี้” เสียงของเขานุ่มเชียว “ตื่นได้แล้ว เราถึงที่หมายแล้วนะ”

 

            “ฮะ? หา!” ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อตื่นขึ้นมา สมองทำงานเฉื่อยแฉะเพราะเพิ่งจะตื่น “แล้วนกนั่นล่ะ”

 

            ฉันหันไปถามสตีเฟนเฉยเลย เขายิ้มกว้าง

 

            “ฝันร้ายล่ะสิ” เขารู้ได้ยังไงนะ “งั้นรีบๆ ตื่นแล้วกัน ผมรออยู่”

 

            ฉันลยต้องงัวเงียเดินออกมาจากรถ สังเกตุเห็นว่าอยู่ดีๆ ก็มีผ้าห่มมาห่มตัวด้วยทั้งๆ ที่ก่อนหลับไม่มี ถึงจะรู้ว่ามันมาจากไหนแต่ฉันก็ไม่คิดจะขอบคุณหรอกนะ ก็ฉันไม่ได้ขอนี่...

 

            เอ่อ ฉันรู้น่ะว่าตัวเองนิสัยไม่ได้นักน่ะ

 

            รถมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งดูเวิ้งว้างอยู่กลางสนามหญ้าและไม่มีเพื่อนบ้าน ฉันตื่นเต้นนิดๆ เมื่อคิดว่าจะได้เจอตัวเจ้าแฮคเกอร์ตัวแสบแล้ว ฉันเตรียมตัวยืดเส้นยืดสาย กะจะต่อยมันสักทีสองที แล้วค่อยถามว่ามาแฮ็คเว็บฉันทำไม

 

            ฉันเดินนำสตีเฟนผู้เงอะงะลัดสนามไปยังหน้าประตูบ้าน แล้วกดออดทันที แปลกที่ฉันกดรัวๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงเลย บ้านก็เงียบๆ ยังไงไม่รู้ ฉันลองตะโกนถามดูสองสามครั้ง

 

            “เฮ้! มีใครอยู่มั้ย!!!

 

แต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา...

 

            “ไม่น่าจะมีใครอยู่ที่นี่”

 

            ฉันได้ยินเสียงสตีเฟนพูดขึ้นจึงเริ่มเอะใจแล้วสังเกตดูรอบตัว

 

            ถึงแม้ว่าบ้านจะดูใหม่และหญ้าที่สนามจะไม่ได้รกเหมือนบ้านร้าง แต่พื้นที่ฉันยืนอยู่ตรงหน้าประตูนี่ก็ดูเหมือนไม่มีคนมาเหยียบได้สักพักใหญ่ๆ แล้วเพราะฝุ่นเกาะจนแค่เหยียบลงไปก็เห็นเป็นรอย หน้าต่างทุกบานปิดสนิทและปิดม่านซ้ำอีกที ที่ชัดเจนที่สุดคือไฟฟ้าถูกตัด เพราะเสียงออดไม่ดังเลยแม้ว่าฉันจะกดไปกี่ทีก็ตาม

 

            “เฮ้ นั่นเธอจะทำอะไร”

 

            สตีเฟนร้องออกมาเมื่อเห็นฉันหมุนลูกบิดประตูแกรกๆ และเตะปังๆ

 

            “บุกเข้าไปดูน่ะสิ ใครจะยอมอยู่เฉย อุตส่าห์มาแล้ว” ฉันพูดพลางออกแรงเตะประตูมากขึ้นไปอีก แต่มันก็เปิดไม่ได้เลย “แปลกชะมัด มันถูกล็อคจากด้านใน”

 

            “จอร์ดี้ นี่มันบ้านคนอื่นนะ เธอจะบุกเข้าไปได้ยังไง มันผิดกฏหมาย”

 

            ฉันไม่สนใจ แล้วเดินอ้อมตัวบ้านไปดูสภาพโดยรอบ ประหลาดเหลือเกินที่ไม่มีใครอยู่ แต่บ้านกลับถูกล็อคจากข้างใน มันจะเป็นไปได้ยังไง ถ้าประตูนี้ถูกล็อคจากด้านใน ก็แปลว่าต้องมีทางออกอื่น

 

            แล้วฉันก็เจอ ประตูด้านหลังที่ใส่กลอนประตูเอาไว้

 

            “เอาล่ะ กลอนแบบนี้เสร็จฉันแน่”

 

ฉันแลบลิ้นเลียปากแล้วปลดกระเป๋าสะพายออกจากบ่า เปิดดูข้างในมีชุดไขควงที่ซื้อมาจากไอเกีย แต่ดัดแปลงใหม่จนกลายเป็นชุดไขควงของฉันที่จะมีเพียงชุดเดียวในโลก

 

แหม คิดถูกจริงๆ ที่เอามา

 

“เธอนี่...” เสียงบ่นปนเหลือเชื่อของสตีเฟนดังลอยมา “เธอเป็นนักสืบหรือโจรกันแน่นะ”

 

“คนเรามันก็ต้องทำให้ได้หลายๆ อย่างค่ะมิสเตอร์จอห์นสัน ถ้าไม่คิดจะช่วยกันก็กรุณาดูต้นทางให้ด้วยจะเป็นการดีมาก”

 

ฉันพูด ประชดนิดๆ ขณะที่เริ่มเอาไขควงแบบพิเศษของฉันงัดเข้าไปในแม่กุญแจ แม่กุญแจแบบนี้เป็นของที่ธรรมดาเอามากๆ สำหรับฉัน ช่างไม่คู่ควรฝีมือฉันซะจริงๆ ระดับฉันมันต้องตู้เซฟต่างหาก (พูดไปพูดมายิ่งเหมือนโจร)

 

กริ๊ก...

 

แม่กุญแจถูกเปิดออกโดยไม่มีบาดแผลอะไร ฉันจัดการโยนมันทิ้งไปแล้วเปิดเข้าไปด้านใน

 

ข้างในเงียบและวังเวงเหมือนบ้านร้างซะจนฉันขนลุก มันมืดและอับเพราะหน้าต่างถูกปิดหมด แต่โดยรวมแล้วก็ดูปกติดีแม้ฝุ่นจะจับไปนิด ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรืออะไรเลย

 

“ฉันจะขึ้นไปดูชั้นสอง”

 

ฉันบอกสตีเฟนแบบนั้นหลังจากที่เดินสำรวจบ้านทั้งหลังได้รอบหนึ่ง ตอนนี้ถึงได้รู้สึกว่าดีเหมือนกันที่เขามาด้วย เพราะมันก็แอบน่ากลัวนิดๆ หากต้องเข้ามาคนเดียว ถึงเขาจะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายก็เถอะ

 

ชั้นสองก็อับคล้ายๆ ชั้นหนึ่ง มันแย่กว่าตรงที่บันไดส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแถมปูด้วยพรมหนาที่อมฝุ่นจนทำให้ฉันแสบจมูก รสนิยมของเจ้าของบ้านนี้ไม่ค่อยดีนะ ข้าวของแต่ละอย่างช่างไม่เข้ากันซะจนฉันบรรยายไม่ถูกว่ามันตกแต่งเป็นสไตล์ไหน ฉันเดินเข้าไปที่ประตูบานแรกซึ่งคาดว่าจะเป็นห้องนอนใหญ่ แต่พอหมุนแล้วก็พบว่ามันล็อคอยู่...แบบนี้ต้องจัดไปอย่าให้เสีย

 

ฉันใช้เวลาหนึ่งนาทีในการไขเข้าห้องนอนใหญ่แล้วเดินเข้าไปข้างใน โชคดีที่ฉันพกไฟฉายมาด้วยเลยพอจะมองเห็น ฉันส่องไฟไปรอบๆ ห้องก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดจึงเดินไปดูที่โต๊ะข้างหัวเตียงเป็นที่แรก คนปกติมักจะเก็บสิ่งสำคัญไว้ในนั้น แต่ฉันกลับพบว่ามันว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย

 

อาจจะไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะเจ้าของบ้านหลังนี้อาจจะซื้อโต๊ะหัวเตียงมาประดับเฉยๆ ก็ได้ ฉันจึงเดินไปดูที่ตู้เสื้อผ้า คราวนี้ล่ะแปลกของจริง...

 

ไม่มีเสื้อผ้าแม้แต่ตัวเดียวในตู้นั่น

 

แปลกมากที่สุด ไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะไปไกลแค่ไหนก็ไม่มีทางขนเสื้อผ้าออกไปทั้งตู้อย่างแน่นอน ฉันเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าใครจะขนเสื้อผ้าออกจากตู้ไปไหน ย้ายบ้านเหรอ...? ถ้าย้ายบ้านทำไมถึงไม่เอาเฟอร์นิเจอร์ไปด้วยสักชิ้น มันแปลกเกินไป

 

“สตีเฟน...”

 

ฉันหันไปเรียกแต่ก็พบว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องกับฉัน ฉันก็เลยเดินออกไปตามหาเขา แล้วก็พบว่าเขาอยู่ในห้องข้างๆ ยืนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งในห้องทำงานนั่น

 

“นายทำอะไรอยู่น่ะ”

 

ฉันถาม เขาคงไม่ได้เปิดคอมเพราะบ้านหลังนี้ถูกตัดไฟ ไม่มีไฟฟ้าพอให้เปิดคอมพิวเตอร์ได้อย่างแน่นอน และสิ่งที่เขาดูอยู่ก็ไม่ใช่คอมพิวเตอร์จริงๆ มันเป็นเศษกระดาษอะไรสักอย่างที่ยับยู่ยี่เอามากๆ

 

“ผมกำลังดูเศษกระดาษที่เก็บมาได้จากถังขยะ” เขาพูดแบบนั้นโดยที่สายตายังไม่ละไปจากเจ้ากองกระดาษขยะนั่น “มันน่าสนใจมาก”

 

“นายถึงกับคุ้ยขยะเลยเหรอ อี๋ สมเป็นนายจังนะ”

 

ฉันพูดแบบนั้นแล้วเดินเข้าไปหาเขาใกล้ๆ เพื่อดูสิ่งที่เขาอุตส่าห์เก็บมา มันเป็นกระดาษขนาดเอสี่ไม่มีเส้น ถูกพิมพ์ออกมาจากคอม ทั้งแผ่นเต็มไปด้วยข้อความอะไรไม่รู้เต็มไปหมด มีตัวเลขอยู่กระจัดกระจาย ฉันมองสตีเฟนแบบมีคำถาม เขาจึงตอบมา

 

“มันเป็น log ในการแฮคเข้าสู่ระบบของเซิฟเวอร์เว็บไซต์เธอน่ะจอร์ดี้...” เขาพูด “ที่ไม่เข้าใจคือทำไมเขาต้องพิมพ์เก็บไว้ ปกติพวกแฮคเกอร์จะไม่พิมพ์อะไรออกมาหรอกนะ มันเสียเวลา”

 

“...หมายความว่าไง”

 

“แผ่นนี้เป็นการเจาะเข้าเซิฟเวอร์ครั้งแรก ดูจากตรงนี้...” เขาชี้ไปที่ด้านท้ายกระดาษก่อนที่หยิบกระดาษอีกแผ่นมาต่อให้ดู “ดูเหมือน เขาจะติด firewall ทำให้เข้าไม่ได้ เลยต้องหาวิธีใหม่ พอผ่าน firewall เข้ามาได้แล้ว เขาก็หาพาสเวิร์ดเข้าสู่ฐานข้อมูลของคุณที่ตรงนี้...”

 

แล้วสตีเฟนก็ขมวดคิ้ว เขาหยุดพูดไป นั่นทำให้ฉันสงสัย

 

“นายเจออะไรน่ะ บอกฉันมานะ”

 

เขาชี้อะไรให้ฉันดู มันเป็นตัวเลขแถวยาวๆ ซึ่งฉันไม่มีทางเข้าใจ แต่สตีเฟนกับมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาถือวิสาวะนั่งลงที่เก้าอี้บุนวมตรงนั้น แล้วหยิบปากกาจากที่โต๊ะขึ้นมา เขียนอะไรขยุกขยิกอยู่ห้านาที ในที่สุดก็ดูเหมือนจะคิดออก เขาถามฉันว่า

 

“...อยากรู้ไหม”

 

ฉันโคตรหงุดหงิดเลย! “อยากสิ! นายเจออะไร บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

“ได้...” เขายิ้ม แต่ไม่บอก “แต่มีข้อแม้นะ”

 

นั่นไง...

 

“อะไร”

 

ฉันถามเสียงห้วน ความอยากรู้ทำให้ฉันรู้สึกอยากต่อยใครสักคน เป็นสตีเฟนก็คงเหมาะดี แต่เผลออีกทีดูเหมือนเขาจะไม่ใช่คนที่ฉันควรต่อยแล้ว....เพราะเขาจ้องมาหาฉันด้วยสายตาจริงจัง

 

“สัญญากับผมได้มั้ยว่าต่อจากนี้ไปจะไม่โดดเรียน” เขาพูดแบบนั้น “แล้วผมจะบอก”

 

ฉันทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างหงุดหงิด

 

“โอ๊ย เนิร์ดอย่างนายต่อรองอะไรกับเรื่องแค่นี้นะ ไม่ให้ฉันโดดเรียนเนี่ยนะ เห็นฉันโดดเรียนแล้วรับไม่ได้นักเหรอ ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ”

 

“แล้วจะตกลงมั้ยล่ะ”

 

ในที่สุดไม่มีทางเลือกฉันเลยต้องตอบรับไป

 

“เออ ได้” ฉันหน้าหงิก “คราวนี้บอกมาได้แล้ว”

 

เขาถึงได้คลี่ยิ้มอย่างพอใจ แล้วกลับไปที่หัวข้อเดิมด้วยการยื่นกระดาษนั่นมาให้ฉันดูพร้อมพูดว่า

 

“เธอมีศัตรูอะไรที่ไหนหรือเปล่า...จอร์ดี้” เขาสบตากับฉันที่ส่ายหน้า ก่อนจะพูดต่อไป “ข้อความตรงนี้ควรจะเป็นพาสเวิร์ดของเธอ แต่มันกลับเป็นเลขฐานสอง ซึ่งถอดรหัสออกมาได้คำว่า...”

 

“...”

 

It’s just a beginning…มันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น"












-------------------->Talk
พอมาอัพแบบนี้เพิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้แอบดำเนินเรื่องไปไวเหมือนกันแฮะ 5555 
ใกล้จะสอบแล้วจ้า อาทิตย์หน้า คิดว่าน้องๆ คงกำลังสอบ ไม่ก็ปิดเทอมแล้วไรแบบนี้ สู้ๆ นะจ๊ะ ฮิๆ ตั้งใจสอบ ตั้งใจอ่านหนังสือ อย่าทำตัวแบบพี่ 555 (แง)
มีคนบอกนางเอกเรื่องนี้คนละขั้วกะโคลอี้มาก 5555 จริงด้วย เลยอยากเล่าว่าหลังจากแต่งเรื่อง Me & Mr.romeo ไปเนี่ย ติดนางเอกนิสัยแบบโคลอี้มากกกกก พยายามแต่งอยู่หลายเรื่อง เอานางออกไปไม่ได้ซะที จนกระทั่งแต่งเรื่องนี้แหละ จอร์ดี้แรงจัด อาการติดโคลอี้หายสนิทเลย 555 (แล้วก็มาติดภาษาของจอร์ดี้ไปแต่งนิยายเรื่องอื่นแทน แง นักเลงมาก)

อ้อ
น้องมาย (reborn_mind) บอกอยากเห็นอิมเมจถึงได้คิดได้ว่า เออเนอะ ลืมไปเลย 555 เอามาแปะให้ดูตรงนี้แล้วกันเนอะ

สตีเฟนก่อน 
(รูปใหญ่นะ ขี้เกียจย่อ 555)





แว่นกันแดดบ้าง (หล่อนะ) อิอิ พอใส่แว่นกันแดดแล้วลุคเนิร์ดหายไปเลย 555


ถอดแว่นแล้วกลายเป็นอีกคน



ผมสั้น 555 (เริ่มนอกอิมเมจไปเรื่อยๆ แต่อยากโพส 555)



แถมคลิปเป็นสิ่งสุดท้ายจ้ะ



ป.ล. อยากเห็นจอร์ดี้รอตอนหน้านะ :P

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #25 khunyok;- (@yokesang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กันยายน 2555 / 10:04
    อะอะอ้าววว =O=
    สรุปสตีเฟนไม่ใช่คนแฮคเว็ปจอร์ดี้หรอ-.-
    ตอนแรกก็คิดว่าเป็นสตีเฟนนะเนี่ยยยย555555
    #25
    0
  2. วันที่ 22 กันยายน 2555 / 18:21
    หรือสตีเฟนจะไม่ใช่คนแฮ็คเว็บจอร์ดี้ 555
    เอ๊ะ...ยังไง /งงกับตัวเอง

    *ผมยูสไม่มีใครนะพี่นานา 55
    #24
    0
  3. #22 White_Romeo (@misao-mauri-2846) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กันยายน 2555 / 22:12
    อยากอ่านต่อแล้วววววววว >o<
    #22
    0