ข้าคือเหมยหลิน..บุรุษผู้อาภัพที่สุดในยุทธภพ![YAOI]

ตอนที่ 5 : ทิศที่ ๕ ลอบเข้าวัง[re]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,004
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 366 ครั้ง
    4 ส.ค. 61

ทิศที่ ๕ ลอบเข้าวัง
 
 
 

 
 
 
**************************



     หลังจากได้ทานอาหารจนอิ่ม เหมยหลินก็ซื้อเสื้อผ้าพร้อมด้วยของจำเป็นอย่างอื่นติดไม้ติดมือมาด้วย เขาเดินไปเช่าห้องที่โรงเตี๊ยมแล้วแบกของขึ้นไป

     ห้องที่เขาเช่าไม่ได้กว้างเท่ากับที่หลงหวางเช่า เตียงเป็นเพียงเตียงไม้แข็งๆที่...ไม่มีฟูกนอนเสียด้วยซ้ำ เหมยหลินวางของที่ซื้อมาไว้บนพื้นห้อง เขามองออกไปนอกหน้าต่างไม้ที่ดูเหมือนพร้อมจะผุได้ทุกวินาทีที่มีคนไปแตะมัน ด้านนอกท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีแดงอมส้ม เริ่มมีคนออกมาเดินกันขวักไขว่ โคมไปที่ห้อยตามทางค่อยๆถูกจุดทีละดวงจนทั่วทั้งท้องถนนเต็มไปด้วยแสงสีเหลืองนวลของโคมพวกนั้น

     คนที่เดินข้างล่างนั้นแน่นเบียดเสียดไปหมด บรรยากาศคึกคักยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก สมชื่อเมืองอู๋แห่งแคว้นต้า 'เมืองชีวายามราตรี' โดยแท้จริง



   "สวยจัง..."



     เหมยหลินหลุดอุทานออกมาเสียงเบา เขาอยากลองออกไปเดินเที่ยวตลาดกลางคืนนี้บ้าง แต่เมือได้ยินเสียงตะโกนของพ่อค้าด้านล่างเขาจึงรีบพับความคิดนั้นเก็บไปโดยเร็ว



   "เครื่องประดับจากหยกชั้นดี ราคาสองตำลึงทอง"

   "เครื่องเรือนไม้แท้ ราคาห้าตำลึงทอง"



   ทำไมราคามันแพงเช่นนี้เล่า!? เหมยหลินก้มมองเงินหนึ่งตำลึงทองในมือ เขาเอาเงินสองตำลึงทองไปซื้อของหมดแล้ว ที่เหลือในมือเขาคือส่วนที่ยังไม่ได้ใช้

   เหมยหลินเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงแข็ง เขาเคาะลงบนเตียงเบาๆแล้วถอนหายใจออกมา แข็งแบบนี้ใครจะไปทนนอนได้กันเล่า เหมยหลินลุกไปที่ประตูแล้วเดินออกไปจากห้อง

     เขาเดินลงมาที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม เหมยหลินคิดว่าจะไปเดินเล่นในตลาดกลางคืนเสียหน่อย ถึงจะไม่มีเงินแต่การซื้อของด้วยตาก็เป็นอะไรที่มีความสุขแล้ว เขาคิดพลางก้าวเท้าออกจากโรงเตี๊ยมไป

     เสียงพูดคุยของคนบนถนนดังมากจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง บางคนถึงกับตะโกนคุยทั้งที่ยืนอยู่ข้างๆกัน เหมยหลินพยายามชะโงกหัวดูทางที่จะไป แต่ส่วนสูงของเขาดันไม่เอื้ออำนวยเสียได้ กลับไปเขาจะกินนมให้มากกว่านี้!



   "โอ๊ย!"

   "อ๊ะ ขอโทษ เจ้าเป็นอะไรหรือไม่"



     เพราะมัวแต่ชะโงกไม่ดูทาง ใบหน้าของเหมยหลินเลยไปรับกับแขนที่ยกขึ้นมาของคนข้างๆพอดี เขาเอามือมาลูบจมูกเบาๆแล้วหันกลับขึ้นไปมองคนที่ฟาดหน้าเขา สิ่งที่ปรากฏคือชายในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาด ใบหน้าคมคายและที่สำคัญ สูงกว่าเขา!

     ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเจอคนสูงกว่าหรอก แต่เพราะคนๆนี้ดันโผล่มาในจังหวะที่เขากำลังมีปัญหากับส่วนสูงของตนอยู่พอดี ชายหนุ่มตรงหน้าขยับตัวช้าๆทำให้เหมยหลินหยุดคิดเรื่องส่วนสูงและกลับมามองหน้าเขา



   "อา..ข้าไม่เป็นไร"

   "แน่ใจนะ จมูกเจ้าแดงหมดแล้ว"

   "เอ่อ ปล่อยไว้เดี๋ยวมันก็หาย"



     ชายหนุ่มตรงหน้าเขาเงียบไปพักหนึ่ง แล้วจึงพยักหน้าช้าๆก่อนจะเดินไปตามทาง ทิ้งเหมยหลินให้ยืนงงอยู่ แต่ไม่นานเด็กหนุ่มก็ได้สติ เขาเดินผ่านคนที่ยืนเบียดกันแออัดไปจนถึงร้านเล็กๆได้สำเร็จ

     ร้านนี้แทบจะไม่มีคนเดินมาดูเลย เจ้าของร้านเป็นเด็กชายตัวเล็กกับแม่ของเขาที่นอนป่วยอยู่ด้านหลัง เหมยหลินก้มมองของที่วางเรียงรายบนโต๊ะอยู่สักพัก เด็กชายเหมือนจะเห็นเขาจึงเดินเข้ามาหา



   "ไม่ทราบว่าพี่สาวท่านนี้ต้องการสิ่งใดหรือขอรับ?"

   "ข้า..." ข้าไม่ใช่ผู้หญิง! แต่เหมยหลินก็กลืนคำพูดนั้นลงคอไปแล้วพูดอีกคำออกมา

   "?"

   "มีอะไรที่เก็บของได้บ้าง"

   "อ่า..ในร้านเรามีแหวนมิติอยู่หากท่านต้องการสามารถซื้อได้ในราคาสี่ตำลึงทอง"



     แพงเกินไปแล้ว! เหมยหลินคิ้วกระตุกนิดๆ เหตุใดแหวนมิติที่ควรจะมีราคาไม่เกินสองตำลึงทองจึงมีราคาถึงสี่ตำลึงทองได้กันเล่า!? แต่เมื่อเห็นร่างของหญิงที่นั่งกึ่งนอนอยู่ที่โต๊ะก็เข้าใจ เขาก็อยากจะช่วยนางอยู่หรอก แต่เขาดันไม่มีเงินเสียนี่สิ

     สุดท้ายเหมยหลินก็เดินออกมาจากร้านนั้นโดยมีสายตาละห้อยของเด็กชายมองตามมา นี่สินะเงินตราถึงสำคัญ จะช่วยคนไม่ได้ใช้แรงกายแต่ใช้แรงทรัพย์...เหมยหลินถอนหายใจออกมา เขาเดินไปตามทางที่คนส่วนมากเดินไป เดินมาจนถึงริมแม่น้ำเหมยหลินก็เดินไปนั่งใต้ต้นโบตั๋นต้นเดิมกับตอนกลางวัน

     สายลมที่พัดมานั้น สำหรับผู้อื่นมันเย็นสบายชวนผ่อนคลาย แต่สำหรับเหมยหลินแล้ว มันหนาวจับใจเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้จะหนาวอย่างไร เขาก็ยังคงมานั่งตรงนี้เพื่อดูความสวยงามของแม่น้ำในยามราตรี แสงสะท้อนจากฝั่งเมืองและพระราชวังที่เหมือนจะจัดงานรื่นเริงนั้น สะท้อนในน้ำได้งดงามเหมือนมีฝูงหิ่งห้อยแหวกว่ายอยู่ในสายชล



   "เฮ้อ..."

   "ถอนหายใจเรื่องอะไรหรือ แม่นาง"

   "!?"



     เหมยหลินสะดุ้งแล้วรีบหันขวับไปทันที คนที่อยู่ข้างหลังเขาคือชายหนุ่มที่เพิ่งจะฟาดหน้าเขาไปเมื่อไม่นานมานี้ อีกคนมองตามที่เขามองไป รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้านั้น



   "สวยใช่มั้ยล่ะ?"

   "อะ..เอ่อ ใช่ข--เจ้าค่ะ"



     เหมยหลินเกือบจะพูดขอรับไปแทนแล้ว ดีที่ส่วนลึกของสมองยังพอมีสติอยู่บ้าง เขานั่งเงียบๆมองไปที่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟในวังดูสว่างกว่าวันอื่นอย่างเห็นได้ชัด เหมยหลินมออยู่สักพักแล้วนึกอะไรดีๆขึ้นได้ เขาลุกพรวดแล้วรีบวิ่งไปที่สะพานข้ามแม่น้ำทิ้งชายหนุ่มที่เข้ามาคุยด้วยให้ยืนคนเดียวใต้ต้นโบตั๋น

     เมื่อมาถึงสะพานข้ามฝั่งเหมยหลินก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าอยู่ เขาเลยลองเดินไปถามดู และได้ข้อมูลมาว่า วันนั้ที่วังมีงานฉลองต้อนรับการกลับมาของอ๋องเจ็ดหรือเหวินอ๋อง ผู้ที่ไม่มียศศักดิ์หรือเทียบเชิญจะไม่สามารถเข้าร่วมงานได้

     ได้ข้อมูลมาแล้วเขาก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณไปพร้อมกับยิ้มให้สองคนนั้น แต่ทั้งสองกับหน้าแดงจัดเสียอย่างนั้น อากาศก็ไม่ได้ร้อนนี่ หรือว่าจะโกรธเขาที่รบกวนเวลาทำงานกันนะ?

     คิดได้เช่นนั้นเหมยหลินก็วิ่งออกมาจากสะพานนั้น เขาเดินเข้าไปในตรอกแคบๆแล้วนั่งคิดแผนสักพัก เมื่อหาทางได้จึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากตรอก ถามว่าเขาจะทำอะไรน่ะหรือ? แน่อยู่แล้วว่าต้องเป็น

ลอบเข้าไปขโมยของในวัง!

     ไม่ใช่ว่าเขาอยากท้าทายอะไรหรอก แต่วังเป็นที่ที่สามารถหาของมีค่าได้ง่าย อีกทั้งวันนี้เหล่าข้ารับใช้ในวังยังต้องไปรวมกันที่งานแน่นอน คนที่เหลืออยู่คอยเฝ้าระวังคงมีไม่มากนัก และด้วยสัญชาตญาณ(หัวขโมย)ของเขา ทำให้เขามีวิธีลอบเข้าวังมาได้ง่ายๆ โดยใช้แค่วรยุทธ์ที่มีติดตัวมาก็พอ

     เหมยหลินกระโดดเหยียบหัวเรือที่อยู่กลางน้ำเพื่อข้ามไปที่กำแพงวัง สำหรับคนบนเรือมันก็เป็นแค่เรือโคลงเคลงเพราะคลื่น แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจพอจะมองออกว่าเป็นการกระโดดเหยียบ เหมยหลินได้แต่ภาวนาว่าเขาจะไม่เจอคนพวกนั้น

     บนเรือลำที่เขาเหยียบไปมีร่างของชายสูงศักดิ์สองคนนั่งอยู่ พร้อมด้วยบ่าวรับใช้สามคนคอยรินสุราให้ ชายในชุดบัณฑิตมองไปที่หัวเรืออยู่นานจนอีกคนต้องเอ่ยถาม



   "มีอะไรหรือ? อี้หลง"

   "อา..ไม่มีหรอก เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?"

   "ก็..."



     ทั้งสองคนคุยกันต่อตามปกติ ส่วนเหมยหลินนั้นหลังจากมาถึงกำแพงวังได้แล้วเขายังไม่ได้โดดขึ้นไป เหมยหลินทำเพียงแค่เดินเลาะไปเรื่อยๆจนถึงจุดที่มีแสงไฟน้อยที่สุดแล้วจึงกระโดดข้ามกำแพงไป

     เรือนที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้ใหญ่เท่าเรือนที่มีงานเลี้ยงฉลอง แต่ก็ไม่ได้เล็กเท่าเรือนใกล้เคียง เหมยหลินได้ยินเสียงคนเกินมาแถวนี้ เขาเลยตัดสินใจกระโดดขึ้นไปบนเรือนนั้น

     ในเรือนนี้มีห้องรับแขกเป็นตั่งไม้และโต๊ะตั้งอยู่ข้างกัน เดินเลยไปก็เห็นประตูห้องต่างๆ ประตูทุกบานปิดสนิทยกเว้นบานในสุดที่แง้มอยู่นิดๆ หากไม่สังเกตุให้ดีก็ไม่มีทางเห็นว่าประตูบานนี้ปิดไม่สนิท เหมยหลินตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องที่แง้มประตูอยู่ ภายในห้องนี้มีเตียงไม้ดำตั้งอยู่ เบาะนอนดูนุ่มกว่าเตียงที่โรงเตี๊ยมมากนัก เหมยหลินเดินสำรวจไปเรื่อยๆและหยุดที่โต๊ะไม้ข้างเตียง

     บนโต๊ะนั้นมีของมีค่าอยู่บ้าง รวมมูลค่าทั้งหมดบนโต๊ะไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึงทองอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่สะดุดตาเหมยหลินไม่ใช่เครื่องประดับมีค่าเหล่านั้น แต่เป็นภาพวาดสีน้ำหมึกที่รูปนั้น...เหมือนกับเขา

     ในภาพนั้นมีคนๆหนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเขากำลังถือขนมสามชิ้นในมือ หนึ่งในนั้นโดนกัดครึ่งไปแล้ว มืออีกข้างชี้ไปทางอื่น ใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมด้วยเศษขนมติดมุมปากชวนให้ใจละลายยิ่งนัก เหมยหลินมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงสังเกตุได้ว่าภาพนี้ยังไม่แห้งดีด้วยซ้ำ เหมือนเพิ่งจะวาดเสร็จไม่นาน เทียนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็ยังดูเหมือนดับไปไม่ถึงเค่อ

  

   "โอ๊ย!"



     เพราะเอาแต่สนใจรูปภาพจึงไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เดินมาจากข้างหลัง เหมยหลินไม่ทันได้ตั้งตัวถูกรวบกดลงไปบนเตียง ในห้องที่ไร้แสงเทียนมืดเกินจะมองเห็นหน้าคนที่กดร่างของเขาเอาไว้ แต่เสียงที่ออกมาจากคนๆนั้นเป็นเสียงที่คุ้นเคย



   "เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่"

   "วะ..หวางเกอ?"



      ร่างสูงชะงักไป ในเวลานั้นเองสายลมก็พัดมา ผ้าม่านปลิวไสวทำให้แสงจันทร์เล็ดรอดเข้ามาในห้อง และส่องลงมาที่ใบหน้าของทั้งคู่ เหมยหลินเห็นใบหน้าของอีกคนชัดเต็มสองตา และอีกคนก็เห็นเขาชัดเช่นกัน

     หลงหวางค่อยๆปล่อยคนใต้ร่างให้เป็นอิสระ เหมยหลินรีบเด้งตัวขึ้นทันทีจนหัวโขกกับคนตัวสูง เขาลูบหน้าผากเบาๆแล้วเงยหน้ามองอีกคน แววตาสงสัยแกมดุจ้องมาที่เขา เหมยหลินหัวเราะแห้งๆให้หลงหวางและอ้าปากพูด แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรอีกคนก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน



   "เอาล่ะ เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร?"



**************************



      เอาล่ะหนูเหมย ไหนลองอธิบายให้เกอเกอฟังหน่อยสิ
แอบมาหาที่ห้อง มีจุดประสงค์อะไรรึ--//ผิด

     ตอนนี้ก็รีไปอ่านไป เลยได้แก้คำผิดไปเยอะพอสมควร แต่คาดว่าน่าจะมีเหลืออยู่บ้างเพราะรีบพิมพ์อะ ถถถ

สั้นไปมั้ย? เราว่าสั้นนะ เดี๋ยวตอนหน้าเอายาวๆมาให้ แต่ขอเวลาสักหน่อยละกัน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 366 ครั้ง

132 ความคิดเห็น

  1. #58 polar* (@khim-aroon) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 23:05
    มาแล้วๆๆๆๆๆๆๆ
    #58
    0
  2. #57 แมวน้อยลอยฟ้า (@tomoe2016) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 22:43
    วรั้ยตัยแล้วววววว
    #57
    0
  3. #17 Phatranooch Piyanirun (@piyanirun) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 22:38
    มาให้ชื่นใจ... แต่สั้นจังToT
    #17
    1
    • #17-1 (@neneoshiyalovely) (จากตอนที่ 5)
      10 มีนาคม 2561 / 00:28
      วันนี้ให้สองตอนแล้วน้าาา เดี๋ยวจะพยายามให้ยาวขึ้นนะคะ!
      #17-1
  4. #16 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 18:10
    ทำมันสั้นจุงเบย
    #16
    1
    • #16-1 มายเนมอีส... (@neneoshiyalovely) (จากตอนที่ 5)
      9 มีนาคม 2561 / 20:23
      เพราะมันสั้นยังไงล่ะ555 วันนี้ปั่นสองตอนเลยนะเนี่ยคิดซะว่าอีกตอนเป็นชดเชยก็แล้วกัน
      #16-1
  5. #11 มายเนมอีส... (@neneoshiyalovely) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 15:38
    รู้สึกเหมือนนับวันตอนยิ่งสั้นลงเรื่อยๆแฮะ555
    #11
    0