คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [SF/OS] You’re the only one | BoZhan / YiZhan [SF/OS] You’re the only one | BoZhan / YiZhan | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
[SF/OS] You’re the only one | BoZhan / YiZhan







You're the only one and will always be the one for me.

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 ส.ค. 62 / 20:58


[SF/OS] You’re the only one | BoZhan / YiZhan

Wangyibo x Xiaozhan








          เพราะว่ามันคือวันศุกร์ที่การทำงานแสนทรหดได้สิ้นสุดลง โปรเจคใหญ่ที่ลากยาวมาตั้งแต่ต้นเดือนที่แล้วสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หัวหน้างานจึงออกปากว่าจะเลี้ยงลูกน้องในแผนกแบบไม่อั้น ข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือใครมีธุระอื่นใดให้ยกเลิกให้หมด คืนนี้ทุกคนต้องร่วมฉลองความสำเร็จไปด้วยกัน เซียวจ้านที่มีส่วนร่วมด้านการออกแบบพยายามทำตัวกลืนหายไปกับผนังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็โดนเกี่ยวคอลากขึ้นรถไปด้วยอยู่ดี


          ‘วันนี้กลับดึกนะ ต้องไปกินเลี้ยงกับบริษัท’

          ‘ที่ไหนครับ’

          ‘ร้านหมิงเทียน’

          ‘โอเค’

          ‘เด็กน้อยกินข้าวคนเดียวได้นะ’

          ‘เลิกเรียกผมแบบนี้สักที’

          ‘ก็นายเด็กกว่า’

          ‘แล้วยังไง’

          ‘เด็กน้อยปี97’

          ‘ให้ตายเถอะ’

          ‘*มีมหัวเราะ*’

          ‘อย่าดื่มเยอะ เดี๋ยวปวดหัว’

          ‘รับทราบบบบ’

          ‘เดี๋ยวไปรับ’

          ‘ไม่เป็นไร’

          ‘เดี๋ยวไปรับครับ’

          ‘ตามบัญชาเหล่าหวัง’


          และเพราะว่ามันคือวันศุกร์ที่การสอบไฟนอลอันทรมานได้สิ้นสุดลง เพื่อนในกลุ่มถึงได้เสนอว่าควรจะเลี้ยงฉลองที่การอดหลับอดนอนมาตลอดสัปดาห์เพื่ออ่านหนังสือได้ผ่านพ้นไป หวังอี้ป๋อจึงตัดสินใจว่าจะเลี้ยงเพื่อนแต่ต้องไปที่ร้านหมิงเทียน อย่างไม่ขอความเห็นใคร เพราะต่อให้เพื่อนไม่ไป เขาก็ไปอยู่ดี


          มันเป็นร้านนั่งชิลชื่อดังในย่านนี้ ที่มีอาหารรสเลิศ เครื่องดื่มหลากหลาย และดนตรีอคูสติก เหมาะกับการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของวัยทำงานได้อย่างดี ผิดก็แต่นักศึกษาที่ควรไปผับแล้วโยกกับดนตรีอีดีเอ็ม หรือแหกปากไปกับดนตรีร็อคเร้าใจมากกว่า แต่อย่างที่บอกว่าหวังอี้ป๋อไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

          “กูนี่เกร็งเลย ไม่ชินว่ะ”

          “เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีนะเว่ย”

          “มึงดูน้ำหน้ากูด้วยว่าไม่เหมาะกับการนั่งฟังคนเกากีตาร์”

          “จุดประสงค์มึงแค่แดกเหล้าไอ้เวร”

          “เออ สั่งๆ แดกๆ ไปเหอะ เหล้าเข้าปากแล้วก็เมาเหมือนกัน”

          “มึงเลย อี้ป๋อ ทำไมเลือกร้านนี้วะ”

          คนที่นั่งเงียบๆ ฟังเพื่อนบ่นอยู่สักพักตอบคำถามด้วยการยักไหล่เหมือนว่าไม่มีเหตุผลอะไร ให้ความหมายว่าก็แค่อยากจะมา เพื่อนในกลุ่มเลยเลิกเอะใจกับความเอาแต่ใจของเขาแล้วหันไปสั่งอาหารกับเครื่องดื่ม แต่เพื่อนสนิทของเขาส่งสายตามาอย่างคาดคั้นอย่างกับเดาความคิดออก ทำให้เขาต้องพยักพเยิดหน้าไปทางด้านขวามือตัวเอง ตรงนั้นเหมือนจะเป็นโต๊ะที่ใหญ่ที่สุดในร้าน คนวัยทำงานนั่งล้อมวงกันสิบกว่าคน แต่จุดโฟกัสคือผู้ชายที่นั่งตรงกลาง ใบหน้าอ่อนกว่าวัยนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสจนเห็นฟันกระต่าย หลังจากนั้นหวังอี้ป๋อก็ได้รับการตอบรับจากเพื่อนสนิทด้วยการกระแทกไหล่แล้วกระซิบว่า

          “ที่แท้มาเฝ้าจ้านเกอ”

          เออ แล้วจะทำไมเมื่อเพื่อนสนิทเป็นคนที่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ ก็ไม่รู้จะปฏิเสธไปทำไม

          “ขี้หวงฉิบหาย กูเดาเลยว่าพี่เขาไม่รู้ว่ามึงมา”

          “บอกแค่ว่าจะมารับ”

          “ถ้างอนกันอีกกูไม่ช่วยนะบอกก่อน”

          “อืม”

          ถ้าบอกว่าจะมา หวังอี้ป๋อคาดการณ์ได้ทันทีว่ากระต่ายของเขาคงตื่นตูม พออยู่ด้วยกันทีไรมักต้องตอบคำถามที่ว่าเราเป็นอะไรกัน คำถามนั้นเหมือนคำถามโลกแตก ทั้งที่คำตอบมันแสนจะง่ายดาย แต่แค่พูดออกไปไม่ได้ ก็เท่านั้น

          คำจำกัดความที่ชื่อว่า คนรู้จัก ญาติ เพื่อนสนิท รูมเมท พี่น้อง กลายเป็นตัวแทนเรียกความสัมพันธ์ระหว่างหวังอี้ป๋อและเซียวจ้าน สาบานได้ว่าหวังอี้ป๋อไม่ชอบสักคำ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อบ้านเมืองที่เขาอยู่ไม่ได้ให้เสรีภาพมากพอที่จะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่าเขาชอบเพศเดียวกัน จึงมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ การต้องโกหกเพื่อปกปิดความจริงนั้นเป็นสิ่งที่เซียวจ้านไม่ชอบทำ ถ้าหลีกเลี่ยงได้จึงเลือกการหลีกเลี่ยงมากกว่า


          ผ่านไปไม่ทันไร แก้มขาวๆ เริ่มขึ้นสีแดงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ เซียวจ้านนั่งพยักหน้าหงึกหงักอย่างไม่อยากออกความเห็นกับบทสนทนานี้มากนัก เขาไม่ได้ฟังตั้งแต่ต้นและเริ่มจับใจความไม่ค่อยได้ คิดถึงเตียงนอนเพราะความง่วง กับเด็กน้อยที่ไม่รู้ว่าป่านนี้กินข้าวแล้วหรือยัง ปกติต้องรอกินมื้อเย็นพร้อมกัน เหมือนถือคติที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งว่ากินด้วยกันถึงจะอร่อย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเนื่องจากโทรศัพท์สั่น มีข้อความเข้ามาต่อจากตอนหัวค่ำที่เขาคุยทิ้งไว้


          ‘บอกแล้วไงว่าอย่าดื่มเยอะ’

          ‘ถ้าพรุ่งนี้พี่แฮงก์ ผมจะสมน้ำหน้าคนแรก’


          คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด เด็กคนนั้นรู้ได้อย่างไรว่าเขาดื่มไปเยอะ และเพราะเซียวจ้านมีแอลกอฮอล์ในร่างกายมากจึงใช้เวลาไปเป็นนาทีกว่าจะได้คำตอบ กวาดสายตาไปทั่วบริเวณ ก็สบเข้ากับคนที่ตามหา เห็นมุมปากหวังอี้ป๋อยกยิ้มอย่างกับตัวร้ายชวนให้เซียวจ้านมุ่นคิ้วเข้าหากันมากกว่าเดิม เข้าใจว่าอีกคนเป็นห่วง แต่เซียวจ้านไม่ใช่เด็กอายุสิบหกที่ดูแลตัวเองไม่ได้ และการใช้โทรศัพท์ระหว่างที่ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานก็ดูจะไม่เหมาะสมนัก ในจังหวะนั้นจู่ๆ รุ่นน้องที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็อยากชนแก้ว เซียวจ้านจึงต้องวางโทรศัพท์แล้วหันกลับไปยกแก้วดื่มอีกครั้งอย่างไม่อยากเสียมารยาท


          ‘ผมเพิ่งบอกไปว่าอย่าดื่มเยอะ’

          ‘ย้ำหลายรอบแล้ว’

          ‘ทำไมดื้ออย่างนี้’

          ‘จ้านจ้าน’


          “ไม่ตอบแล้วมั้ง กูพนันเลยว่าพี่เขางอนมึงแล้ว” เพื่อนสนิทแหย่จนคนที่มองแต่หน้าแชทต้องตวัดสายตาขึ้นอย่างไม่พอใจ เพราะเป็นจริงอย่างว่า เซียวจ้านไม่สนใจอ่านข้อความของเขาอีกต่อไป และไม่หันมามองเขาอีกเลย

          

          เวลาผ่านไปจนคนในร้านเริ่มเยอะขึ้น แต่โต๊ะทางด้านขวาก็ดูท่าว่าจะอยู่กันอีกนาน หวังอี้ป๋อที่ดื่มไปแค่แก้วเดียวเอาแต่หันไปมองกระต่ายแก้มแดงที่ตอนนี้เหมือนกระต่ายขี้เมาถือแต่แก้วเหล้า เซียวจ้านเป็นคนใจดีแถมเป็นพวกปฏิเสธไม่เก่งถึงได้ถูกแกล้งให้ดื่มอยู่แบบนั้น หวังอี้ป๋อที่ทำได้แค่เหยียดปากและส่งสายตาน่ากลัวจนเพื่อนสนิทเขาต้องสะกิดเตือนหลายครั้งว่าออกอาการมากเกินไป

          ไม่รู้ว่าความบังเอิญหรือตั้งใจ เพื่อนผู้หญิงในสาขาเดียวกันจึงพากันมาที่นี่อีกสี่ห้าคน เพื่อนในกลุ่มของเขาจึงชวนพวกเธอนั่งด้วยกัน หนึ่งในนั้นมีขวัญใจชาวคณะที่ถือวิสาสะนั่งลงทางด้านขวาข้างหวังอี้ป๋อถึงแม้จะเหลือพื้นที่อยู่นิดเดียวก็ตาม หวังอี้ป๋อจึงต้องขยับที่ให้เธอนั่งอย่างไม่เต็มใจนัก เพราะเธอทำให้เขามองกระต่ายของตัวเองไม่ชัด

          “ไม่คิดว่าอี้ป๋อจะมาร้านนี้” เธอชวนคุยพร้อมรอยยิ้มหวานไม่ต่างจากหน้าตา แต่เขาก็ตอบคำถามด้วยการพยักหน้าอย่างไม่อยากอธิบาย ด้วยความพยายามของเธอที่สูงมากจึงชวนเขาคุยอีกหลายเรื่องและชวนเขาดื่มอยู่หลายครั้ง แต่หวังอี้ป๋อก็ปฏิเสธด้วยการอ้างว่าต้องขับรถ จึงเป็นเธอเองมากกว่าที่เป็นฝ่ายดื่ม


          เป็นเวลากว่าสองชั่วโมง จึงได้มติจากเจ้านายว่าแยกย้ายกันกลับบ้านได้ เซียวจ้านยิ้มกว้างด้วยความดีใจ โค้งขอบคุณหัวหน้างาน โบกมือร่ำลาเพื่อนร่วมงานที่สีหน้ายินดีไม่ต่างกันว่าหลุดพ้นค่ำคืนนี้เสียที ฝ่ามือเรียวรีบคว้าโทรศัพท์ที่คว่ำหน้าจอไว้อยู่นาน เพื่อบอกคนที่มารอรับ


          ‘ผมเพิ่งบอกไปว่าอย่าดื่มเยอะ’

          ‘ย้ำหลายรอบแล้ว’

          ‘ทำไมดื้ออย่างนี้’

          ‘จ้านจ้าน’


          เพียงแค่เซียวจ้านกดเข้าไปเพื่ออ่านข้อความที่ส่งมาก่อนหน้านี้จากหน้าแชท ข้อความถัดไปก็เข้ามาทันทีอย่างกับรออยู่ก่อนแล้ว


          ‘ผมว่าผมต้องไปส่งเธอ’

          ‘พี่รอก่อนละกัน’

          ‘เดี๋ยวผมกลับมา’


          รอยยิ้มกว้างหุบลงทันทีอย่างไม่เข้าใจ ข้อความที่อ่านยังเทียบไม่ได้กับภาพที่เห็น ผู้หญิงคนหนึ่งเอนตัวแนบสนิทและซบศีรษะลงบนไหล่กว้างของหวังอี้ป๋อ กะพริบตากี่ครั้งก็ยังเห็นอยู่อย่างนั้น ต่อให้อยากโทษฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือความสายตาสั้นของตัวเองมากแค่ไหน ก็ยังเห็นว่าหวังอี้ป๋อประคองเธอเดินออกจากร้านไป


          ถึงจะเริ่มมึนหัวเหมือนสมองประมวลผลช้า แต่ความรู้สึกชาหนึบที่ใจก็ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดี เซียวจ้านจึงพิมพ์ตอบข้อความที่รู้ว่าตอบตอนนี้ก็คงจะช้าไป


          ‘ไม่เป็นไร’


          และรู้ว่าหวังอี้ป๋อจะไม่ห้ามให้เขาปฏิเสธเหมือนกัน




          เครื่องปรับอากาศในห้องนอนของเพนท์เฮาส์แห่งหนึ่งทำงานหนัก เซียวจ้านลดอุณหภูมิลงจนทำให้สามารถนอนขดตัวในผ้าห่มผืนหนาพร้อมกับกอดเจียนกั่วแมวตัวอ้วนของเขาได้อย่างไม่อึดอัด แต่ข่มตาลงอย่างไรก็นอนไม่หลับ ทั้งที่ปกติดื่มนิดเดียวก็หลับเป็นตายได้แล้ว เขาเป็นพวกคออ่อนจึงไม่แปลกใจที่เด็กคนนั้นย้ำว่าอย่าดื่มเยอะ ไม่ทันไรภาพที่หวังอี้ป๋อพาผู้หญิงคนหนึ่งออกจากร้านก็ลอยเข้ามาในหัวให้หน่วงที่ใจ เซียวจ้านรีบส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เบี่ยงความสนใจไปที่แมวอ้วน ใช้ฝ่ามือลูบขนเจียนกั่วเพื่อให้มันหลับสบาย

          นาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงฟ้องว่าเข้าวันใหม่แล้ว เซียวจ้านจึงหลับตาลงอีกครั้ง พยายามนับเลขในใจ แต่เสียงปล็ดล็อครหัสผ่านประตูด้านนอกดังขึ้นทำให้ทั้งคนทั้งแมวสะดุ้ง เจ้าเจียนกั่วหูตั้งหางกระดิกขืนตัวออกจากอ้อมกอดเซียวจ้าน พาขาสั้นๆ กระโดดลงจากเตียงและไปนั่งรออยู่ตรงประตูห้องนอน ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดีใจที่อีกคนกลับมา แต่ก็กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เซียวจ้านจึงยิ่งรีบนับเลข เขาอยากหลับไปกับความฝัน อยากจมอยู่ในห้วงแห่งความลวงมากกว่าต้องเผชิญหน้ากับความจริง


          หวังอี้ป๋อรู้จากเพื่อนสนิทว่าเซียวจ้านกลับมากับเพื่อนร่วมงาน ไม่แปลกใจที่คนแก่กว่าจะไม่รอ เขาไปส่งขวัญใจคณะจริงแต่ก็ไปส่งแค่หน้าคอนโดของเธอ ไม่ได้ขึ้นห้องไปตามคำชวน ต่อให้เธอจะอ้างว่าเดินไม่ไหวแล้วก็ตาม เขาอารมณ์ไม่ดีพอจะทำเรื่องอย่างว่า หรือต่อให้อยู่ในอารมณ์มากแค่ไหนก็ไปทำกับใครอื่นไม่ได้

          กระต่ายของเขารอเขาอยู่

          อยากจะรีบเข้าไปหา แต่กลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงคนนั้นติดเสื้อของเขาและเซียวจ้านไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมฉุนๆ จึงต้องรีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ พอเปิดประตูห้องนอนเข้ามาก็ปะทะกับความเย็นและเจ้าแมวตัวอ้วนที่พุ่งใส่

          “ไปนอนได้แล้วเจียนกั่ว” มันพันแข้งพันขาอยู่ครู่เดียวก็เดินไปทิ้งตัวบนเบาะนอนของตัวเองอย่างว่าง่าย

          โคมไฟหัวเตียงยังไม่ถูกปิด ขณะที่พูดกับแมว ดวงตาคมจึงทันเห็นก้อนผ้าห่มขยับยุกยิก ทำให้มั่นใจว่ากระต่ายที่ซ่อนตัวอยู่ยังไม่หลับ ขายาวพาตัวเองไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับคนที่นอนคุดคู้อยู่ในหลุมหลบภัย เขาใช้แรงดึงผ้าผืนหนาเพียงนิดเดียวก็ทำให้เห็นใบหน้าของคนที่หลับตาแน่น หวังอี้ป๋อใช้นิ้วมือลูบเปลือกตาแผ่วเบาให้อีกคนผ่อนคลายมันลง เจ้าของตากลมจึงลืมตาขึ้นสบกับดวงตาเรียวรีที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว เหมือนกระแสความไม่เข้าใจถาโถมทันทีที่สบตา ไม่กี่วินาทีต่อมาริมฝีปากก็เริ่มเบะออก และน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่ได้

          วินาทีนั้นหวังอี้ป๋อเพิ่งรู้ว่าได้ทำเรื่องโง่เง่าที่สุดลงไป

          จึงคว้าเซียวจ้านมากอดไว้แน่น


          “จ้านเกอ ผมขอโทษ”

          ฝ่ามือใหญ่ลูบแผ่นหลังที่สั่นไปด้วยแรงสะอื้น

          “ไม่เป็นไร”

          คำตอบที่ได้รับยิ่งทำให้คนเด็กกว่ารู้สึกผิด รู้ทั้งรู้ว่าการทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มต้องเต็มไปด้วยน้ำตานั้นแย่มากแค่ไหน

          “ผมขอโทษ”

          “แค่กลัว...กลัวว่านายจะไม่กลับมา”

          “ผมอยู่นี่แล้ว จะไม่ไปไหนอีก”

          “แล้วถ้านายไม่กลับมา...”

          ไม่ ไม่มีวัน ผมไม่มีวันทิ้งพี่ไปไหน

          “ขอโทษที่ไม่ตอบข้อความ ขอโทษที่คิดว่าดูแลตัวเองได้ ขอโทษที่ดูถูกความเป็นห่วงของนาย”

          “พี่ไม่ได้ผิดอะไร อย่าโทษตัวเอง ผมขอร้อง”

          ประคองใบหน้าอีกคน ไล้คราบน้ำตาออกจากแก้ม เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้ากับความสับสนนั้นทำให้ปวดใจไม่ต่างกัน

          “แต่ว่า...แต่ว่าเธอน่ารักมาก”

          “แต่จ้านเกอหล่อที่สุด”

          “อายุก็คงเท่ากันด้วย”

          “ผมชอบคนอายุมากกว่า”

          “แล้วเธอก็เป็นผู้หญิง”

          “แล้วยังไง ผมไม่ได้ชอบเธอ”

          “...”

          “มันอาจจะฟังดูโง่แต่ผมแค่อยากให้พี่หึง”

          “...”

          “ผมทำเกินไป ผมขอโทษจริงๆ ”

          “...”

          “แต่สิ่งที่อยากให้พี่แน่ใจ คือผมชอบพี่”

          “...”

          “ชอบผู้ชายที่น่ารักมาก แก่กว่าผม 6 ปี ชื่อเซียวจ้าน”

          “....”

          เซียวจ้านที่พอทำอะไรไม่ถูกก็เม้มปาก แล้วใช้ฝ่ามือยกขึ้นปิดหน้าตัวเอง หวังอี้ป๋ออดไม่ได้ที่จะลูบผมสีดำนั่นอย่างเอ็นดู

          “เจียนกั่วหลับแล้วนะ จ้านเกอก็นอนได้แล้ว”

          ดันร่างคนแก่กว่าให้นอนลงอีกครั้ง แกะมือที่พยามปกปิดใบหน้าตัวเองออก ไล้นิ้วมือรอบดวงตาแดงช้ำ เสียงสะอื้นหลังจากร้องไห้ยังคงหลงเหลือ ขอเพียงแค่น้ำตาไม่ไหลลงมาอีกครั้งก็พอ เขาไม่ได้เห็นเซียวจ้านร้องไห้บ่อยนักเพราะเซียวจ้านเป็นคนเข้มแข็ง ภาพเซียวจ้านที่ตาแดง จมูกแดง แก้มแดง ริมฝีปากแดง เป็นสิ่งยืนยันได้ว่ากระต่ายของเขาน่ารักมากขนาดไหน แต่เป็นไปได้เขาไม่ควรทำให้มันเกิดขึ้นอีก

          ใบหน้าของเซียวจ้านเหมาะกับรอยยิ้มสดใสมากกว่า

          “ผมขอโทษ” ไม่รู้ว่าพร่ำบอกคำนี้ไปกี่ครั้ง แต่หวังว่าจะได้รับการให้อภัย

          แตะริมฝีปากลงบนหน้าผาก แก้ม และจุดเล็กๆ ใต้ริมฝีปากแผ่วเบา เหมือนกับการบอกให้อีกคนฝันดีในอ้อมกอดของเขาเช่นทุกคืน




          หนัก...คือความรู้สึกแรกหลังจากเซียวจ้านลืมตาตื่น นอกจากจะหนักหัวจากอาการเมาค้าง หนักตาเหมือนจะลืมไม่ค่อยขึ้น ยังหนักตัวเพราะเจียนกั่วนอนทับท้อง เงยหน้ามองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาบ่ายสองกว่า ไม่แปลกใจที่ตื่นมาจะไม่เห็นหวังอี้ป๋อ คงออกไปสนามแข่งรถหรือเล่นสเก็ตบอร์ดอย่างที่ชอบทำ

          แต่ก็คิดผิด แล้วก็ต้องสะดุ้งทั้งคนทั้งแมวอีกหนเมื่อประตูห้องนอนถูกเปิดออกจากคนที่เพิ่งคิดถึงในหัว ภาพเมื่อคืนไหลย้อนเข้ามาแจ่มชัดจนต้องยกมือปิดหน้าแล้วมุดตัวลงไปในผ้าผืนหนา

          เซียวจ้านอายที่ตัวเองอิจฉาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง กลัวว่าจะโดนทิ้งจนร้องไห้งอแงเป็นเด็กๆ

          หวังอี้ป๋อหลุดยิ้ม เดินไปอุ้มแมวอ้วนลงจากเตียง

          “ไปกินข้าวได้แล้วเจียนกั่ว” ครั้งนี้เจ้าขาสั้นไม่ฟังคำสั่งแต่กลับทิ้งตัวลงนอนแผ่ที่พื้นแทน เหมือนว่าถ้าเจ้าของไม่ยอมตื่นเจ้าสี่เท้าจะไม่ยอมตื่นเหมือนกัน หวังอี้ป๋อเลยเอ่ยบอกคนที่แทบจะพันตัวเองเป็นดักแด้

          “พี่นอนนานไปแล้ว โจ๊กที่ผมซื้อไว้จะเสียเอา”

          “อืออออ” ส่งเสียงทั้งที่ยังมุดตัวอยู่แบบนั้น

          “อือ ก็ลุกเร็ว”

          “...”

          “จ้านเกอ”

          “...”

          “เหล่าเซียว”

          “...”

          “จ้านจ้าน”

          “...”

          เงียบเหมือนคุยกับลมกับฟ้า หวังอี้ป๋อเลยทำเป็นว่าจะออกไปรอข้างนอก

          “ไป เจียนกั่ว” เจ้าแมวอ้วนมองหน้าเขาเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง แต่ก็กลับไปนอนต่อ หวังอี้ป๋อแกล้งเปิดประตู แล้วยืนดูปฏิกิริยาของอีกคน

ได้ยินเสียงเซียวจ้านนับเลขหนึ่งถึงสิบเบาๆ เหมือนอยากให้แน่ใจว่าเขาเดินออกไปแล้ว ก่อนที่คนในผ้าผืนหนาจะลุกขึ้นมานั่ง เส้นผมสีดำยุ่งเหยิง รอบดวงตาบวมอย่างเห็นได้ชัด กว่าจะฝืนลืมตาขึ้นมองรอบตัวอีกครั้งก็สะดุ้งเมื่อโดนรวบเอว

          นี่จะเริ่มแล้วใช่มั้ย

          คนถูกถามตอบด้วยการกระทำ

          “ไอโหยววว” เซียวจ้านร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อตัวลอยวืดขึ้นไปเพราะถูกคนเด็กกว่าอุ้มอย่างกับผู้หญิงเลยฟาดมือลงไปบนไหล่ไม่ยั้งให้สมกับการถูกแกล้งตั้งแต่ตื่น

          “ผมเจ็บนะ”

          “ก็ปล่อยสิ”

          “ไม่”

          ปฏิเสธพร้อมก้าวเดิน ทำให้คนถูกอุ้มต้องรีบยกแขนขึ้นคล้องคอ หวังอี้ป๋อยกยิ้มเมื่อเห็นว่าสุดท้ายเซียวจ้านก็ยอมเขาอยู่ดี

คนแก่กว่าถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ แต่ก็ยังไม่ได้รับอิสระเพราะหวังอี้ป๋อท้าวแขนกักตัวไว้

          “นี่จะเริ่มอีกแล้วใช่มั้ย”

          “ก็พี่ดื้อ”

          “เปล่าสักหน่อย”

          “ผมเรียกตั้งหลายครั้ง”

          “ได้ยินแล้วน่า”

          “แต่ก็ไม่ยอมลุก”

          “ก็ลุกแล้วนี่ไง”

          “ถ้าผมไม่อุ้มมาก็จะพันตัวเองกับผ้าห่มอยู่แบบนั้นใช่มั้ย”

          “...”

          เซียวจ้านเม้มปากไม่อยากตอบ หวังอี้ป๋อจึงยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมสีหน้ายียวนให้โดนฟาดไหล่ไปอีกที

          “ขอเวลาครึ่งชั่วโมง”

          คนเด็กกว่ากำมือขึ้นมาเพื่อตัดสินว่าเซียวจ้านจะได้รับสิ่งที่ขอหรือไม่ ซึ่งเซียวจ้านออกกรรไกร แต่หวังอี้ป๋อออกค้อน

          “ผมให้ได้แค่สิบนาที”

          พูดจบก็หมุนตัวออกจากห้องน้ำ ล็อคประตูให้เสร็จสรรพ พยายามเมินเซียวจ้านที่อมลมเข้าปากจนอยากจะฟัดให้แก้มยุบไปสักที


          มื้อเช้าที่เกือบจะเป็นมื้อเย็นผ่านไปอย่างที่คนแก่กว่าไม่ค่อยพอใจนัก หลังจากกินโจ๊กชามใหญ่จนหมดชาม กระต่ายฉงชิ่งก็วางเดิมพันใหม่ด้วยการขอดื่มกาแฟแก้เมาค้าง แต่ก็แพ้เป่ายิงฉุบอีกครั้งจึงต้องดื่มน้ำขิงให้หมดแก้วแทน หวังอี้ป๋อยกยิ้มเหมือนมีความสุขมากเมื่อเห็นสีหน้าเหยเกของเขา


          “พี่จำได้มั้ยว่าเมื่อคืนผมพูดอะไร”

          จู่ๆ คนเด็กกว่าก็เอ่ยขึ้น ฝ่าเสียงรายการทีวีที่เปิดทิ้งไว้ เซียวจ้านที่กำลังจะหยิบมันฝรั่งทอดเข้าปากจึงต้องวางมันลงแล้วหันไปมองคนที่นั่งข้างกัน ทั้งๆ ที่อยากจะลืมมันไป เพราะคิดทีไรเขาก็อายตัวเอง แต่เซียวจ้านที่ไม่ชอบการโกหกจึงตอบออกไปง่ายๆ

          “อือ”

          “จำได้หมดรึเปล่า”

          “มันน่าอาย” บอกออกไปตามที่คิด เมื่อนึกภาพตัวเองร้องไห้เป็นเด็กๆ

          “ไม่เห็นเป็นไร พี่ร้องไห้ก็ยังหล่อ หล่อที่สุดแล้วเหล่าเซียว”

          “นี่จะเริ่มอีกแล้วใช่มั้ย”

          หวังอี้ป๋อหัวเราะ ดึงถุงขนมออกจากมืออีกคนไปวางที่โต๊ะกระจก ก่อนจะทิ้งศีรษะไปบนตักเซียวจ้าน สบตาคนแก่กว่าที่ติดจะงุนงงกับการกระทำปุบปับของเขา

          “ผมขอโทษ” ทั้งๆ ที่รู้ว่าคำตอบจะไม่ต่างจากเดิมที่เคยได้ยิน แต่ก็ยังอยากพูดออกไปซ้ำๆ

          “ไม่เป็นไร”

          “จริงๆ นะ ผมทำสิ่งที่แย่มากๆ กับพี่ ผมเอาความเชื่อใจของพี่มาทำอะไรโง่ๆ ”

          “...”

          “คิดมาตลอดว่าอยากเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ อยากปกป้องพี่ได้มากกว่านี้”

          “...”

          “แต่เรื่องเมื่อวานก็ทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้โตขึ้นเลย”

          “ไม่เห็นต้องรีบโตเลย แค่นายเป็นนายแบบที่นายเป็นก็พอ”

          “แต่มันแย่ แย่มากๆ ”

          “ที่บอกว่าไม่เป็นไร หมายความว่าไม่เป็นไรจริงๆ นะ ขอให้เชื่อตรงนี้ก่อนว่าฉันไม่ได้พูดออกไปเพื่อให้นายสบายใจ แต่หมายความตามนั้นจริงๆ ”

          “...”

          “แล้วก็...นายรู้ว่าตัวเองทำอะไร นายยอมรับแล้วก็ขอโทษ คนที่แย่มากๆ ในความคิดฉันคือคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรลงไป เพราะงั้นอย่าตัดสินตัวเองแค่เรื่องๆ เดียว นายไม่ได้เป็นแบบนั้น ฉันที่มองดูนายมาตลอด เห็นว่านายเป็นยังไง เลิกขอโทษได้แล้วเหล่าหวัง”

          “...”

          “เป็นหวังอี้ป๋อตอนนี้น่ะดีที่สุดสำหรับจ้านเกอแล้ว”

          ริมฝีปากถูกปิดทันทีหลังจบคำด้วยริมฝีปากอีกคน ก่อนจะถูกดูดดึงซ้ำๆ อย่างนุ่มนวลให้สมกับที่เอ่ยคำปลอบโยนเขาอย่างเข้าใจ

          “ผมก็รักพี่เหมือนกัน”

          “อะ...อะไร” เซียวจ้านยกหลังมือปิดปาก เบิกตาโต ทั้งที่แก้มและหูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

          “ก็พี่สารภาพรักผมอยู่ชัดๆ ”

          “ยังไม่ได้พูดสักคำ”

          “แต่ผมเข้าใจว่าแบบนั้นนะ” ยกยิ้มล้อให้โดนคนเป็นพี่ฟาดแขนไปอีกที

          “นี่นายเริ่มอีกแล้วใช่มั้ย”

          “เป็นเซียวจ้านตอนนี้ก็ดีที่สุดสำหรับหวังอี้ป๋อแล้ว”

          “ขอบคุณเหล่าหวัง”

          “ไม่เป็นไรเหล่าเซียว ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ”

          “ไม่ต้องขอบคุณหรอก แค่นายมีความสุขก็พอแล้ว”

          “แค่พี่มีความสุขก็พอแล้วเหมือนกัน”




——————————————————


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ allthesame จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 02:52

    คิดภาพตามตอนพี่จ้านงอแงแล้วเอ็นดู

    เจ้าเด็กป๋อต้องโอ๋ใหญ่เลย

    #3
    0
  2. #2 Mm07
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 13:19

    เเงงงมันเป้นน่ารักมากมากมาก!!!! ขอบคุณที่เเต่งสิ่งดือๆให้อ่านค่าTvT สู่ขิต

    #2
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • 17 สิงหาคม 2562 / 18:29
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้าา
      #2-2
  3. วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 09:20

    ทำไมจ้านจ้านน่ารักขนาดนี้นะ เฮ้อ อิจฉาเจ้าเด็กปี 97 //ขอบคุณที่แต่งให้อ่านค้าบ

    #1
    1
    • 17 สิงหาคม 2562 / 18:30
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านเหมือนกันนนน
      #1-1