อ้อนรักมาเฟีย 💏 (ไรอัน ♡ ดาด้า) นิยายชุด มาเฟียที่รัก By นิลจันทรา

ตอนที่ 28 : คนนี้พี่จอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,007
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    7 ส.ค. 61



                พามาที่นี่ทำไมคะ

                เสียงหวานเอ่ยถามเมื่อที่ที่ไรอันพามาไม่ใช่คฤหาสน์รอสเบิร์ส แต่เฟอร์รารี่คันงามกลับแล่นเข้าสู่สถานอันเป็นที่ตั้งสุสานของวงศ์ตระกูล ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับเป็นสีหน้าเรียบตึงซึ่งปรายตามองมายังเธอแว้บหนึ่งก่อนร่างสูงจะลงจากรถและเดินนำโดยไม่หยุดรอ

                มลินดามองแผ่นหลังของคนที่ก้าวฉับๆอยู่เบื้องหน้าด้วยความเข่นเขี้ยว แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจแรงๆเท่านั้น ไรอันยังไม่หายโกรธแม้ว่าเธอจะง้อจนคอแหบคอแห้งแล้วก็ตาม ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ ขี้งอนชะมัดเลย! ง้อยากง้อเย็น แล้วดูสิขายาวๆนั่นเดินตัวปลิวทิ้งห่างไปเป็นวา ไม่ได้สงสารคนขาสั้นที่ก้าวตามจนแทบขวิดนี้เลย

                “รอด้วยสิ เค้าเดินไม่ทันแล้วนะ”เสียงอ้อนร้องบอกนัยน์ตาแพรวพราว ก่อนจะแอบยิ้มย่องในใจเมื่อขาที่ก้าวเร็วๆชะลอลงเล็กน้อย

                มลินดาไม่รู้หรอกว่าไรอันพามาที่สุสานทำไม แต่เธอไม่ชอบที่นี่เอาเสียเลย มันวังเวงน่ากลัวจนเริ่มขนลุกขนพอง มองไปทางไหนก็เจอแต่ป่าไม้และหลุมฝังศพของบรรพบุรุษตระกูลรอสเบิร์ก คิดได้ดังนั้นคนขี้กลัวจึงออกวิ่งให้ทันร่างสูงก่อนจะเกาะลำแขนแกร่งเอาไว้แน่น

                “เค้าไม่ชอบที่นี่เลย น่ากลัวชะมัด พามาทำไมคะ”

                “ไม่ต้องถาม แค่เดินตามก็พอ”ไรอันบอกเสียงเรียบ

                ดวงตาคมเหลือบมองอาการลุกลี้ลุกลนของคนข้างๆแล้วลดฝีเท้าลงอีกครึ่ง พลางโคลงศีรษะไปมาด้วยความระอา เมื่อป่าช้าอันเงียบสงัดกลับครึกครื้นเพราะเสียงแหลมๆที่พึมพำไม่หยุดราวกับคนขี้บ่น แต่ถึงเขาจะบอกให้หยุดพูดยังไงคนช่างเจรจาก็ยังจ้อถามไม่ยอมหุบปาก

                “กลับบ้านก่อน ไว้เราค่อยมากันใหม่วันหลังไม่ได้เหรอคะ นี่จะค่ำอยู่แล้วนะ มันใช่เวลามาเดินเล่นที่นี่เสียหน่อย สุสานนะคะไม่ใช่สวนสาธารณะ น่ากลัวจะตายชัก….

                ไรอันจึงตัดปัญหาด้วยการไม่ตอบซะเลย เพราะยิ่งพูดก็เท่ากับเป็นการต่อความให้ยืดยาว สู้ปล่อยให้เธอพร่ำอยู่คนเดียวสักพัก เดี๋ยวพอเหนื่อยเมื่อไหร่เสียงช่างถามก็คงจะหยุดไปเอง

                คนตัวเล็กหอบหายใจด้วยความเหนื่อยหอบ เนื่องจากจุดที่รถจอดและระยะทางที่เดินเข้ามาไม่ได้ใกล้เลย ดวงตาคู่สวยหลุบมองหลุมฝังศพตรงหน้าด้วยความแปลกใจเพราะไม่คุ้นว่าเคยมีอยู่ตรงจุดนี้ด้วย พลันดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างพร้อมกับยกมือเรียวขึ้นรั้งปิดปากเพื่อห้ามเสียงร้องของความตกใจ มลินดาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้เลย แต่แผ่นหินที่สลักชื่อบนหลุมศพก็ทำเอาเรียวขาเล็กถึงกับอ่อนแรง ทว่ายังดีที่ลำแขนแกร่งตวัดรั้งร่างบางเข้าไปกอดไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะทรุดลงไปกองที่พื้นอย่างคนไร้เรี่ยวแรง

                ไม่จริงไม่จริงใช่มั้ย ฮื้อ….”มลินดาส่ายหน้าปฏิเสธ ขณะหยดน้ำตากลับหลั่งรินเป็นสาย พลางร้องถามคนข้างกายด้วยเสียงสะอื้นราวกับจะขาดใจอยู่อย่างนั้น

                “ตัวบอกเค้าสิว่ามันไม่จริง ฮื้อคุณพ่อไบอัน….ฮื้อไม่จริงใช่ไหม?”

                “….”

                “ทำไมเป็นแบบนี้ คุณพ่อไบอัน ฮื้อฮื้อ…. คุณพ่อ…”

                อาการนิ่งแทนคำตอบทำให้มลินดากรีดร้องไม่ยอมรับความจริง ร้องไห้ฟูมฟายอย่างคนเสียสติ และโทษตัวเองในสิ่งที่พลาดพลั้งทำผิดไป เสียใจที่ไม่มีแม้โอกาสได้กอดเพื่อล่ำราเป็นครั้งสุดท้าย โกรธตัวเองที่ไม่เคยรู้เลยว่าคุณพ่อไบอันป่วยหนักและจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

                ด้าขอโทษ….”

                ….พลันเสียงสะอื้นก็หยุดไปพร้อมกับร่างบางที่ทรุดหมดสติ

                ไรอันกอดร่างบางเอาไว้แนบแน่น ดวงตาคมเหลือบมองไปยังหลุมฝังศพของผู้เป็นปู่ด้วยสายตาอันแน่วแน่ ก่อนที่เสียงเข้มจะเอ่ยต่อผู้ล่วงลับเพื่อผูกพันธะสัญญา

                ผมจะรักและดูแลด้าด้วยชีวิตของผม จะไม่ยอมให้ใครมาพรากน้องไปจากเรา ผมสัญญา…”

 

               หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปกับการเยียวยาสภาพจิตใจของมลินดา ไรอันต้องยกเลิกการประชุมและทิ้งงานทั้งหมดเพื่อเอาเวลามาดูแลเด็กสาวอย่างใกล้ชิด เขาวิ่งหาทีมนักจิตวิทยาเก่งๆมาช่วยฟื้นฟูรักษามลินดาเป็นการเร่งด่วน ทำให้อาการเซื่องซึมจากความเศร้าเสียใจเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับและเป็นที่น่าพอใจยิ่งเมื่อสองสามวันมานี้มลินดายอมสื่อสาร ทานขนมได้ และในตอนนี้เธอก็กำลังนั่งอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบอย่างขะมักเขม้น

                ไรอันมองคนตัวเล็กนิดเดียวแต่ชอบนั่งครองโซฟาตัวใหญ่ๆครู่หนึ่งแล้วยิ้มหยักที่มุมปาก พรุ่งนี้เป็นวันแรกของการสอบปลายภาคแต่แม่สาวน้อยของเขายังอ่านหนังสือไม่ถึงไหนเลย ซ้ำร้ายก่อนหน้านี้ก็มีแต่เรื่องร้ายๆให้กระทบกระเทือนจิตใจ จนไรอันแอบหวั่นๆว่าผลจากความเครียดจะฉุดให้คะแนนในการสอบครั้งนี้ของเธอลดต่ำลง

                “เย็นนี้อยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”เสียงทุ้มถามเมื่อเห็นว่าคนอ่านหนังสือพักสายตาด้วยการหยิบขนมเข้าปาก พลันคิ้วเรียวจะขยับเข้าหากันเป็นความสงสัย ตามด้วยเสียงหวานที่ถามกลับทันควัน

                “เนื่องในโอกาสอะไรคะ”

                “ต้องรอโอกาสด้วยเหรอ พี่ก็แค่ถาม เผื่อคนบางคนอยากออกไปเดินห้าง ทานขนมข้างนอก”

                “อยากค่ะ! อยากไปเดินห้าง แล้วก็ทานเค้กร้านเดิม”

                ไรอันยิ้มกว้างให้กับคำตอบเสียงหลง ดวงตาคมยังคงจดจ้องใบหน้างามที่เปื้อนยิ้มดีใจด้วยสายตารักใครเอ็นดู เขาก็แค่อยากเอาใจคนที่เพิ่งหายไข้เท่านั้นเอง พลันมือหนาจะตบลงที่โซฟาข้างกายเบาๆเพื่อเรียกคนที่นั่งห่างเป็นวาให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ

                “มานี่สิ”

                ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเหลือบมองมาที่เขาคล้ายกับหวาดระแวงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยอมลุกและเดินเข้ามาหาด้วยอากัปกิริยาเชื่องช้าเหลือเกิน แต่กระนั้นไรอันก็ยังจะรออย่างใจเย็น ให้คนตัวเล็กขยับมานั่งข้างๆก่อนที่มือหนาจะยื่นออกไปจับเอวบางแล้วยกร่างเบาหวิวนั่นลอยหวือขึ้นมานั่งบนตัก พร้อมๆกับได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของอีกคน

                “อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็ได้พลัดตกลงไปก้นกระแทกพื้นเอาหรอก”เสียงทุ้มๆห้ามปรามเมื่อคนบนตักดิ้นขลุกขลักไม่หยุด ขณะที่ลำแขนแกร่งยังคงล็อกเอวบางของร่างน้อยๆเอาไว้แน่นด้วยแขนและมือเพียงข้างเดียว เนื่องจากมืออีกข้างกำลังทำหน้าที่ล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบของบางอย่าง

                “ก็ปล่อยสิ เค้าจะนั่งที่โซฟา”

                “ตักพี่นั่งสบายกว่าเยอะ การันตีได้จากสาวๆค่อนประเทศที่อยากนั่งจนตัวสั่น”

                “แต่เค้าไม่ใช่สาวๆของตัวเสียหน่อย”คนปฏิเสธเบ้หน้า

                เธอไม่ใช่สาวๆที่คลั่งไคล้ไรอันจนอยากใกล้ชิดเขาแบบนี้ ทว่าในใจก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าตักนี้ช่างกว้างและนั่งสบายกว่าโซฟาเป็นไหนๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่บังควรเท่าไหร่นักที่เธอจะนั่งเกยอยู่บนตักของไรอันแบบนี้

                “ตักกว้างๆของพี่มีไว้ให้คุณนายรอสเบิร์กนั่งได้แค่คนเดียวเท่านั้น และด้ามีอภิสิทธิ์เหนือผู้หญิงทุกคน”

                “ไม่เอา”คนได้รับอภิสิทธิ์เหนือใครถึงกับเขินหน้าแดง ปฏิเสธออกไปเสียงแผ่วเบา ก่อนจะหลุบมองมือหนาที่ยื่นมาตรงหน้าพร้อมกับของบางสิ่งที่วางนิ่งอยู่บนฝ่ามือ

                “อะไรคะ?”

                มลินดารู้ว่ามันเป็นคำถามที่สิ้นคิดเหลือเกิน ก็เห็นๆอยู่ว่าบนมือของเขาถือแหวนวงเล็กเอาไว้ แต่เพราะหัวใจดวงน้อยๆที่กำลังเต้นระรัวเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุฉุดให้สติและความคิดของเธอเริ่มปรวนแปรไปหมด พลันจะรีบยื้อมือของตัวเองเอาไว้สุดฤทธิ์เมื่อมือหนาอีกข้างเอื้อมมารั้งมือเรียว ถึงอย่างนั้นมลินดาก็ไม่อาจต้านแรงของไรอันไว้ได้ ส่งผลให้แหวนเพชรเม็ดงามแต่ขนาดไม่ใหญ่มากนั้นสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างเหมาะเจาะ มันไม่หลวมและไม่คับจะเกินไป พอดีนิ้วราวกับวัดขนาดไว้ล่วงหน้า

                หมั้นไว้ก่อน อีกหนึ่งปีเดี๋ยวพี่จะเปลี่ยนวงใหม่ให้

                คนถูกจองตัวด้วยแหวนหมั้นถึงกับอ้าปากค้างมองเพชรเม็ดงามที่กำลังเปล่งประกายสะท้อนแสงสาดส่องเข้าดวงตาบนนิ้วตัวเองอย่างอึ้งๆ ก่อนจะช้อนมองใบหน้าอันหล่อเหลาที่ประดับรอยยิ้ม

                “ตัวจะแต่งกับเค้าจริงๆนะเหรอ”ด้วยอายุที่ห่างกันถึงสิบปี และคำที่ไรอันมักจะบ่นอยู่เสมอว่าเธอชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต ทำให้มลินดาไม่แน่ใจว่าเขาจะยังอยากแต่งงานกับผู้หญิงที่ชอบทำตัวเป็นเด็กๆ อีกทั้งยังมีนิสัยชอบเอาแต่ใจตัวเองซึ่งรักษายังไงก็ไม่หายอย่างเธอจริงๆนะเหรอ

                ไม่แต่งกับด้า แล้วจะให้พี่ไปแต่งกับแมวที่ไหนล่ะครับทูนหัว ทะเบียนสมรสก็จดไปแล้ว ที่จริงไม่ต้องรอฤกษ์ส่งตัวเข้าหอเราก็เป็นสามีภรรยาอย่างสมบูรณ์กันได้นะ ใช้เวลาต่อจากนี้หนึ่งปีเพื่อศึกษาดูใจและอยู่กินกันฉันสามีภรรยาไปก่อน แล้วค่อยจัดงานแต่งงานตามกำหนดการที่คุยกันเอาไว้

                “ไม่เอา ไม่อยู่ก่อนแต่งนะ”มลินดาโพล่งกลับเสียงหลง

                “เค้าอยากเรียนต่อปริญญาโทให้จบก่อน ถ้าขอเลื่อนงานแต่งออกไปอีกตัวจะว่ายังไง

                เมื่อก่อนปริญญาโทคือสิ่งที่เธอจะทำหลังจากเรียนจบปริญญาตรีแล้วสักประมาณสองสามปี แต่พอมีเรื่องแต่งงานเข้ามามลินดากลับอยากเรียนขึ้นมากะทันหัน เนื่องจากยังไม่อยากเข้าพิธีมงคลสมรส ไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่ และการแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ เธอจึงอยากใช้เวลาในการศึกษากันไปเรื่อยๆ อย่างน้อยๆก็น่าจะสักสองสามปี ให้เธอได้เรียนจบปริญญาโทเสียก่อน แล้วค่อยมาตัดสินใจกับเรื่องแต่งงานกันอีกที ทว่า….

                “หนึ่งปีก็คือหนึ่งปี พอด้าเรียนจบปริญญาตรีปุ้บเราก็จะแต่งงานกันปั้บเลย ส่วนเรื่องต่อปริญญาโทหลังจากตกแต่งเป็นคุณนายรอสเบิร์กเรียบร้อยแล้ว ด้าอยากเรียนอะไรก็ตามใจ หรือจะต่อให้จบปริญญาเอกเลยก็ได้นะ เมียคนเดียวพี่ส่งไหว”

                “รอให้จบปริญญาโทก่อนไม่ได้เหรอคะ”คนถูกต้อนอ้อนเสียงเบา

                “จะใจร้ายกับพี่ไปถึงไหน แค่นี้ก็ลงแดงแล้ว ยังจะให้รออีกตั้งสองสามปี กว่าจะถึงวันนั้นพี่คงขาดใจตายก่อนได้แต่งงานกันพอดี”พูดเสร็จมือหนาก็รั้งมือเรียวข้างที่เพิ่งสวมแหวนให้นั้นขึ้นมาจรดริมฝีปากหยักลงบนผิวบางตรงหลังมือ ก่อนคิ้วเข้มจะเลิกสูงด้วยความพิลึกเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจยาวๆของคนบนตัก

                “อย่าถอนหายใจแบบนั้นสิ แต่งงานกับพี่มันน่ากลัวตรงไหนฮึ แต่งๆให้เสร็จๆเถอะน่าจะได้สิ้นเรื่อง”

                “ตัวก็พูดได้สิ ตัวเองไม่ใช่เค้านี่ การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จะให้ทำง่ายๆอย่างที่ตัวพูดไม่ได้หรอก ”

                “พี่ไม่ได้พูดเล่นๆนะ แต่จริงจังถึงขั้นโฟกัสเรื่องลูกไว้เลยล่ะ ด้ามั่นใจในตัวพี่เถอะทูนหัว จะช้าหรือเร็วเราก็หนีกันไม่พ้นหรอก เพราะด้าเกิดมาเพื่อเป็นคู่แท้ของพี่แล้ว ยังไงเราก็ไม่แคล้วกันนะจ้ะ”

                “รอให้ครบปีก่อนเถอะ กว่าจะถึงตอนนั้นตัวอาจจะรอไม่ไหวแล้วเขี่ยเค้าทิ้งเพื่อไปแต่งกับคนอื่นก่อนก็ได้”

                “อย่าดูถูกความรักของพี่ขนาดนั้น ห้าปียังพิสูจน์ไม่ได้อีกเหรอว่าพี่รักและรอด้าได้จริงๆ”

                “ตัวเพิ่งเลิกกับคุณหมอเจสซิกาเมื่อปีที่แล้วไม่ใช่เรอะ”มลินดาตวัดเสียงถามกลับทันควัน

                ยังจะมีหน้าบอกว่ารอเธอมาได้ตั้งห้าปีอีกเหรอ ก็เห็นๆอยู่ว่าเขาคบหากับคุณหมอคนสวยนั่นเป็นปีๆ จนใครๆก็คิดว่าด็อกเตอร์รอสเบิร์กคงไม่พ้นจะแต่งผู้หญิงคนนี้เข้าเป็นสะใภ้ของตระกูลเป็นแน่ และถ้าในวันนั้นคุณหมอเจสซิกาไม่ทิ้งไปแต่งงานกับคนอื่น ตอนนี้ไรอันก็คงไม่ได้มานั่งอ้อนวอนขอให้เธอแต่งงานด้วยอย่างนี้หรอก พลันคำแก้ต่างที่ได้ยินจะทำให้มลินดาถึงกับอึ้งชะงัก

                “ไม่ได้รัก แค่ควงคั่นเวลาเท่านั้นแหละ”

                “คุณหมอน่าสงสารจัง”

                มลินดาครางเสียงเบา เธอเข้าใจมาโดยตลอดว่าเจสซิกาทิ้งไรอันไปแต่งงานกับผู้ชายคนใหม่ แต่ที่ไหนได้กลับเป็นคนของตัวเองเองหรอกหรือที่เป็นผู้กระทำต่อฝ่ายหญิงราวกับของเล่นชั่วครั้งชั่วคราว

                มิน่าในวันที่แยกทางกันไรอันถึงไม่มีท่าทีเสียใจให้ได้เห็นเลยสักนิด อีกทั้งยังตัดความสัมพันธ์กับคุณหมอสาวอย่างไร้เยื่อใย ซึ่งมลินดาที่ถึงแม้จะไม่ชอบหน้าเจสซิกาแต่ในวันนั้นก็อดที่จะสงสารอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ทว่าคนนิสัยไม่ดีก็ยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองน่าสงสารที่สุดอีก มันน่าจับทึ้งศีรษะให้ผมหลุดเป็นกอบเป็นกำนัก

                “คนที่น่าสงสารที่สุดตอนนี้คือพี่ต่างหากล่ะ ใช่เรื่องที่ไหนให้พี่ไปตามจีบภรรยาในใบสมรสของตัวเอง”

                มลินดาได้แต่โคลงศีรษะไปมาด้วยความอ่อนใจ เพลียกับอากัปกิริยาแง่งอนของพ่อคุณนัก เขาช่างไม่ดูตัวเองเอาเสียเลย ร่างใหญ่อย่างกับยักษ์แต่กลับงอนเป็นเด็กๆไปได้ แม้จะค่อนขอดต่อว่าเขาในใจเช่นนั้นทว่ามลินดาก็อดที่จะเห็นใจไรอันไม่ได้อยู่ดี การรอคือสิ่งที่ทรมานที่สุด และเธอรู้ว่าไรอันเป็นพวกความอดทนต่ำ เขาไม่เคยต้องทนรอกับอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เขาต้องการไรอันจะต้องได้ทันทีเพียงแค่เอ่ยปาก แต่เขาก็ยังทำเพื่อเธอมาได้ตั้งห้าปี ใบหน้างามจึงเคลื่อนไปแนบริมฝีปากอิ่มกับแก้มสากเพื่อปลอบใจ ก่อนเสียงแหลมๆจะกรีดร้องเสียงดังเมื่อถูกปลอบกลับด้วยจมูกโด่งเป็นสันที่ฝังลงบนแก้มเนียนนุ่มพร้อมกับหอมหนักๆฟอดใหญ่ ทำเอาเจ้าตัวถึงกับอายม้วน กินเวลาไปพักใหญ่กว่าความแดงก่ำที่ลามไปทั้งหน้าและใบหูจะกลับมาอมชมพูดังเปล่งปลั่งดังเดิม

                “พรุ่งนี้พาแวะไปหาคุณพ่อไบอันก่อนไปมหาลัยได้ไหมคะ”

                ไรอันช้อนมองเจ้าของเสียงหวานที่อ้อนขอ ในยามนี้ใบหน้างามสดใสขึ้นก็จริง แต่ทว่าเขาก็ยังไม่วางใจหากต้องพามลินดากลับไปที่สุสานของวงศ์ตระกูล ด้วยยังไม่แน่ใจเท่าใดนักว่าสภาพจิตใจของเด็กสาวตอนนี้มีความพร้อมพอที่จะกลับไปยังสุสานอีกครั้งหรือเปล่า เขาเกรงว่าการเผชิญกับความจริงจะทำให้อาการเซื่องซึมที่เพิ่งได้รับการเยียวยาจนดีขึ้นจะย้อนกลับมาฉุดความรู้สึกของมลินดาให้ย่ำแย่ลงไปอีก ไรอันจึงหวาดล้อมในน้ำเสียงเผื่อว่าอีกคนจะเปลี่ยนใจ

                ไว้สอบเสร็จก่อน แล้วค่อยไปไม่ดีกว่าเหรอ

                เค้าอยากขอกำลังใจจากคุณพ่อไบอันก่อนสอบเนื่องจากก่อนสอบทุกครั้งเธอจะต้องได้รับพรจากคุณพ่อไบอันเพื่อเป็นกำลังใจในการทำข้อสอบ และแม้ในครั้งนี้คุณพ่อไบอันจะไม่ได้อยู่อวยพรให้แล้ว แต่มลินดาก็ยังอยากจะไปหา              

                   ขอที่บ้านก็ได้นี่ ด้านอนกอดกรอบรูปคุณปู่อยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอเสียงที่เอื้อนเอ่ยคล้ายกับอ่อนใจเมื่อพูดถึงกรอบรูปของผู้เป็นปู่ ใครจะไปรู้ว่าทุกวันนี้เขาต้องนอนกอดร่างบางของเด็กสาวอันเป็นที่รัก ขณะที่ในอ้อมแขนของเธอทุกคืนจะกอดเพียงกรอบรูปเอาไว้แนบแน่น

                มันไม่เหมือนกัน ก็เค้าอยากไปเจอ อยากไปหานี่นา

                คนอ้อนเริ่มหน้าหงิกงอ ซึ่งไรอันเห็นแล้วรู้สึกหมั่นเขี้ยวอยากหยิกแก้มป่องๆแสนน่ารักสักสองสามที คิดได้ดังนั้นมือหนาจึงเอื้อมไปจับแก้มนุ่มๆเบาๆ พร้อมกับเอ่ยกระแซะเสียงล้อ

                พูดอย่างกับไปแล้วจะได้เจอตัวอย่างนั้นแหละ

                เจอก็ดีสิ คิดถึงจะแย่ แล้วจะพาไปหรือเปล่าล่ะคะ

                ดวงตาคมหรี่มองใบหน้าของคนบนตักอย่างใช้ความคิดในการตัดสินใจ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

                สัญญากับพี่ก่อนว่าถ้าพาไปแล้วด้าจะไม่เศร้าไม่ขี้แยเป็นเด็กๆอีก

                ไม่ร้องแล้ว….”

                เสียงแผ่วจังไรอันท้วงติงใบหน้ายิ้มหยักที่มุมปากเล็กน้อย

                จะพยายามค่ะ

                ไรอันกอดร่างบางของคนบนตักเอาไว้แนบแน่น เรื่องที่เกิดขึ้นมันยากที่จะทำใจยอมรับ แม้แต่ตัวของเขาเองก็ยังไม่คุ้นชินเมื่อบ้านหลังใหญ่ขาดบุคคลอันเป็นที่รักอย่างผู้เป็นปู่ไป แต่หน้าที่ของเขาต่อจากนี้ก็คือทำให้มลินดามีความสุขและอยู่กับตระกูลรอสเบิร์กตลอดไปอย่างที่ปู่ได้ฝากฝังเอาไวก่อนสิ้นลม



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

6 ความคิดเห็น