อ้อนรักมาเฟีย 💏 (ไรอัน ♡ ดาด้า) นิยายชุด มาเฟียที่รัก By นิลจันทรา

ตอนที่ 27 : หน่วง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 928
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    30 ก.ค. 61



ขึ้นชื่อว่าคน จะรวยหรือจน จุดจบสุดท้ายที่ไม่มีใครหนีพ้นก็คือความตาย และนับตั้งแต่ที่ผู้เป็นประมุขจากไป บ้านอิศราวงษ์ก็เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ โดยศพของคุณหญิงภาวิณีได้ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดดังแห่งหนึ่งเป็นเวลาเจ็ดวัน ก่อนจะมีการประกอบพิธีฌาปนกิจศพแล้วเสร็จไปตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวาน

ไรอันทรุดกายอ่อนล้าลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ก่อนจะเอื้อมมือออกไปกุมมือเรียวเล็กของคนที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ตรงกลางเตียงกว้าง พลางจะถอนหายใจด้วยความเป็นกังวล ดวงตาคมเป็นประกายหมองหม่นทอดมองใบหน้างามอันซีดเซียวอย่างรู้สึกสงสาร ความร้อนรุ่มที่ส่งผ่านฝ่ามือเล็กมายังมือหนาของเขาทำให้ไรอันต้องครางเสียงเบาด้วยความเป็นห่วง ได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดไข้ของเด็กสาวถึงไม่ลดลงเสียที ทั้งที่ก่อนหน้านี้แพทย์ก็เพิ่งมาตรวจดูอาการและให้ยาสำหรับลดไข้ไปแล้ว

ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดๆจึงถูกเช็ดพรมลงบนผิวบอบบางเป็นพักๆเพื่อลดอุณหภูมิที่ยังร้อนผ่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไรอันทำอยู่เช่นนี้ตลอดทั้งคืน เขาเฝ้าดูแลอาการของมลินดาไม่ห่างจนกระทั่งถึงเช้าจนตัวเองไม่มีเวลาได้หลับนอน ส่งผลให้ตอนนี้เริ่มรู้สึกปวดหนึบๆที่ศีรษะและเบ้าตาทั้งสองข้างจนแทบลืมไม่ขึ้น ทั้งที่จริงแล้วเขามีร่างกายที่แข็งแรงเท่าที่คนดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำจะแข็งแกร่งได้ แต่ก็คิดว่าคงเป็นเพราะไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดเจ็ดแปดวันที่ผ่านมา จึงทำให้ร่างกายของเขาเริ่มประท้วงว่าไม่ไหว แต่ถึงกระนั้นไรอันก็ยังฝืนนั่งอยู่ข้างเตียงไม่ขยับลุกไปไหน

“ให้น้าเฝ้าให้ไหม คุณจะได้พักผ่อนบ้าง”

“ไม่เป็นไรครับ”ไรอันปฏิเสธน้ำเสียงสุภาพ มองถาดอาหารที่นารีถือเข้ามาวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียงแล้วยิ้มบางๆให้อีกฝ่าย ทั้งที่ในอารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่อยากแม้แต่จะยิ้มหรือเสวนากับใคร ทว่าไรอันกลับมีข้อยกเว้นให้สำหรับผู้หญิงคนนี้ เพราะนารีเป็นเพียงคนเดียวในบ้านที่แวะเวียนเข้ามาถามไถ่อาการของมลินดาด้วยความเป็นห่วงอยู่บ่อยครั้ง คอยหยิบนั่นหานี่ให้จนบางครั้งไรอันรู้สึกเกรงใจไม่อยากเอ่ยปากขอให้ช่วย แล้วอย่างในตอนนี้น้านารีของมลินดาก็ยังใจดีจัดเตรียมข้าวปลาอาหารขึ้นมาให้ถึงห้อง ซึ่งไรอันรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายเหลือเกิน

“ถ้าอย่างนั้นก็ทานข้าวบ้างนะคะ น้าทำข้าวผัดมาให้”

“ขอบคุณครับ”

“ไข้ลดบ้างหรือเปล่าคะ”

“ยังรุ่มๆอยู่เลยครับ”

“ถ้าสายๆยังไม่ดีขึ้นน้าว่าพาไปโรงพยาบาลดีกว่าไหมคะ ที่โน่นเครื่องมือครบอีกอย่างอยู่ใกล้หมอน่าจะสบายใจกว่า”

“ครับ”

“ถ้าขาดเหลืออะไรบอกน้าได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”

ไรอันขานรับเสียงเบา และเมื่อคล้อยหลังน้านารีที่เดินกลับออกไปดวงตาคมจึงหลุบมองถาดที่มีจานข้าวผัดของตัวเองและชามข้าวต้มหมูสับซึ่งกำลังร้อนกรุ่นของคนเป็นไข้ด้วยสายตาเรียบนิ่ง  เขาไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เย็นของเมื่อวาน แต่ก็แปลกที่ไม่รู้สึกหิวเลยสัก มือหนาเลยหยิบผ้าชุบน้ำแล้วบิดหมาดๆไปเช็ดตัวให้คนบนเตียงอีกครั้งอย่างทะนุถนอม ไม่กล้าจับแรงๆ ด้วยกลัวจะพลั้งเผลอมือหนักทำกระดูกและข้อเล็กๆนั่นแตกหักเอาได้

โดยปกติมลินดาเป็นคนประเภทเอวบางร่างน้อยอยู่แล้ว เด็กสาวตัวเล็กและมีน้ำหนักเบาเกือบๆจะต่ำกว่าเกณฑ์เสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเทียบกับตอนนี้แล้วกลับพบว่ามลินดาผ่ายผอมลงมาก ผอมบางจนไรอันเริ่มเป็นกังวล ห่วงเหลือเกินว่ากว่าที่เด็กสาวจะหายจากอาการไข้และกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง น้ำหนักอันน้อยนิดคงจะลดฮวบฮาบไปหลายกิโลเลยทีเดียว

ทว่าในช่วงสายของวันไรอันยังพอชื้นใจขึ้นมาได้บ้างเมื่อไข้ที่คงความร้อนรุ่มตลอดทั้งคืนลดลงจนเกือบเป็นปกติ มลินดาตื่นขึ้นมาทานข้าวได้เล็กน้อยและทานยาลดไข้ที่เขาจัดให้อย่างไม่งอแง แต่จะบ่นพึมพำว่าปวดหัว อยากกินเค้ก ซึ่งไรอันคิดว่าอย่างหลังนี่คงไม่เกี่ยวกับพิษไข้แล้วล่ะ คงเป็นความอยากส่วนตัวของแม่คุณซะมากกว่า แต่กระนั้นเขาก็ยังอุตส่าห์ขับรถออกไปซื้อเค้กมะพร้าวที่ร้านโปรดในห้างสรรพสินค้ามาให้คนเป็นไข้ได้ทาน เพราะเห็นว่าเธอทานข้าวได้น้อยมีขนมไปเสริมบ้างก็ยังดี

“ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า”

“บราวนี่อีกสักชิ้นคาดว่าน่าจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ”

พอได้ยินคำตอบเป็นเสียงหวานๆ ริมฝีปากหยักเลยคลี่ยิ้มกว้างโล่งใจ เพราะอย่างน้อยๆตอนนี้มลินดาก็มีสีหน้าที่สดใสขึ้นมาก ไม่นอนซมเหมือนเมื่อก่อนหน้าแล้ว มันเป็นสัญญาณดีที่บอกว่าเด็กสาวคงจะหายป่วยในไม่ช้านี้ และเขาจะได้พาตัวเธอกลับบ้านของเราด้วยกันสักที

“เห็นน้านารีบอกว่าคุณทนายจะมาเปิดพินัยกรรมที่บ้านเย็นนี้ ตัวว่าเค้าควรจะไปนั่งฟังด้วยดีไหม”

คำถามที่ได้ฟังทำให้ไรอันช้อนมองใบหน้างามด้วยความสงสัย ก่อนจะพบว่าดวงตาคู่สวยทั้งสองในยามนี้เจือไปด้วยความกังวล เขาอยากรู้ว่าทำไมสาวน้อยตรงหน้าถึงได้คิดยุ่งยากเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น ซึ่งเขาเองก็อยากจะรู้

“ทำไมถามแบบนั้น ด้ามีสิทธิ์เพราะเป็นหลาน และยังเป็นตัวแทนของแม่ด้วยไม่ใช่เหรอ”

“เค้าไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สมบัติของคุณยาย ตัวคิดว่าคุณยายจะยกอะไรให้เค้าไหม”

“แล้วด้าอยากได้อะไรล่ะ”

คนถูกถามกลับนิ่วหน้าทันควัน ก่อนเสียงหวานจะรีบเอ่ยปฏิเสธ “ไม่อยากได้ค่ะ เดี๋ยวมีคนครหาว่าเค้ามาเพราะหวังสมบัติ”

“หือ…”ไรอันถึงกับครางในลำคอเสียงดัง “ใครจะทำแบบนี้”

“คุณป้าดาหวันเคยกล่าวหาว่าเค้ากลับมาดูแลคุณยายเพราะหวังให้ท่านยกสมบัติให้ก่อนตาย เค้าปฏิเสธยังไงคุณป้าก็ไม่ยอมเชื่อ อีกทั้งยังลามไปถึง เอ่อ…คุณพ่อไบอัน ว่าเป็นตัวการอีกต่างหาก”

“เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่าก็ไม่เห็นจะต้องไปคิดมากเลย ต่อให้ด้าไม่ได้เงินสักบาทจากคุณยายพี่ก็มีปัญญาเลี้ยงด้าได้ทั้งชีวิตนั่นแหละ”เสียงทุ้มบอกอย่างมีนัยสำคัญแอบแฝงในประโยคตอนท้าย ก่อนที่อาการคล้ายกับคนกำลังเหม่อลอยจะทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นความสงสัย เนื่องจากเห็นว่าเด็กสาวไม่ได้ฟังในสิ่งที่เขาพูดไปเมื่อครู่นี้เลย “ด้า ด้าฟังพี่อยู่หรือเปล่า คิดอะไรอยู่น่ะเรา”

และอากัปกิริยานิ่งเงียบของมลินดาก็ยิ่งทำให้ไรอันเกิดความแปลกใจ ครั้นพอเขาจะอ้าปากเรียกอีกครั้ง เสียงหวานกลับดังแทรกขึ้นด้วยประโยคที่ทำเอาคนถูกถามถึงกับชะงักงัน

“คุณพ่อไบอัน….กีดกันไม่ให้เค้าเจอกับน้านารีจริงหรือเปล่า”

เธอรู้…? ไรอันครางถามในใจ ใบหน้าคมเข้มถอดสีเล็กน้อย หากเจ้าตัวกลบเกลื่อนมันด้วยการหรี่ตาสังเกตคนที่กำลังมองมายังเขาอย่างเฝ้ารอคำตอบ พยายามจะจับความรู้สึกของอีกฝ่ายจากสีหน้าเรียบตึงอยู่ชั่วอึดใจ เสียงเข้มขรึมจึงเอ่ยถามกลับไปสั้นๆเพื่อเลี่ยงให้คำตอบ

“ไปฟังมาจากไหน”

“คุณป้าบอกแบบนั้น คุณยายเองก็พูดเหมือนว่าเป็นความจริง ทำไมคุณพ่อไบอันถึงทำแบบนั้นคะ”

“คุณปู่รักด้ามากแค่ไหน ด้าเองก็รู้”

“เพราะอย่างนี้ไง เค้าถึงไม่อยากเชื่อว่าคุณพ่อไบอันจะทำแบบนั้น เค้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณพ่อไบอันถึงไม่ยอมให้เค้าได้เจอกับครอบครัวของแม่ และแทนที่เค้าจะได้มีเวลาอยู่กับคุณยายให้มากกว่านี้ แต่….แต่เวลาเหล่านั้นก็สูญเปล่าเพียงเพราะคุณพ่อไบอันแค่คนเดียว”

“ด้าโกรธ?”ไรอันเดาอารมณ์เสียงห้วน ชักไม่พอใจที่เด็กสาวกำลังกล่าวหาผู้เป็นปู่ของเขา

“…..”

ทว่าเมื่อคำถามมันไร้ซึ่งคำตอบ ความเงียบก็เท่ากับแสดงว่าเขาเดาถูก ไรอันขบกรามแน่นอย่างข่มอารมณ์ของตัวเอง ไม่ใช่แค่เด็กสาวที่กำลังโกรธหรอก แต่เขาเองก็เริ่มถูกความรู้สึกนั้นเข้าครอบงำจิตใจ จึงย้ำเตือนออกไปด้วยการเคล้นเสียงลอดไรฟัน“ด้าแค่รู้เอาไว้ว่าคุณปู่ทำเพราะรักด้าก็พอ”

“รักเหรอ?”

“ด้า!”คราวนี้คนที่พยายามควบคุมอารมณ์ถึงกับสติหลุดตะคอกเสียงใส่จนดังลั่นห้อง “อย่าพูดแบบนี้อีก และคงเพราะเรื่องนี้ใช่ไหมที่ทำให้ด้าไม่ยอมรับสายพี่ ไม่แม้กระทั่งจะโทร.ไปถามไถ่ถึงคุณปู่สักครั้ง ด้ารู้หรือเปล่าว่า…ช่างเถอะ! แล้วสักวันด้าจะต้องเสียใจที่ด้าทำแบบนี้”

ไม่มีประโยชน์ที่จะบอกว่าคนที่กำลังกล่าวถึงไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่เขาจะต้องพูดพร่ำให้ยืดยาว และหากเขายังต้องทนเห็นใบหน้าบึ้งตึงของมลินดาอยู่อย่างนี้อีกเพียงแค่เสี้ยววินาที มีหวังไรอันคงได้เกรี้ยวกราดใส่เด็กสาวเป็นแน่ คิดได้ดังนั้นร่างสูงจึงพาอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองก้าวออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลัง รอให้อารมณ์เย็นเมื่อไหร่แล้วค่อยกลับมาคุยกัน


มลินดาจมปลักอยู่กับความความคิดและความรู้สึกว้าวุ่นของตัวเอง การใครครวญอย่างหนักในเวลาสี่ห้าชั่วโมงที่ผ่านมาทำให้เธอเสียใจกับสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไป ด่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ทำให้ไรอันโกรธจนเขาเดินจากไป แต่ทว่ามลินดาก็ยังไม่กระจ่างใจว่าความจริงแล้วเธอกำลังโกรธไบอัน หรือเพียงแค่ไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทำกันแน่

ในเมื่อ ‘รัก’ คำนี้ยังตราตรึงในหัวใจดวงน้อยๆอย่างเหนียวแน่น มันเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าไม่มีวันที่เธอจะเกลียดคนซึ่งเป็นเหมือน ‘ พ่อ’ คนที่สอง ผู้ที่ให้การชุบเลี้ยงและมอบความรักให้แก่เธอราวกับลูกแท้ๆ ความอบอุ่นจากอ้อมอกยังคงแผ่ซ่านไปทั้งใจ แต่เหตุไฉนเธอจึงปล่อยให้ความขุ่นเคืองใจมันอยู่เหนือความรักและเหตุผลไปได้ก็ไม่รู้ 

และในช่วงเย็นของวันมลินดาเข้าร่วมรับฟังการเปิดพินัยกรรมของคุณหญิงภาวิณีด้วยสติซึ่งยังคงเลื่อนลอย เธอไม่พร้อมที่จะฟังอะไรทั้งนั้นแต่ก็จำต้องก้าวออกจากห้องเพราะผู้เป็นน้าเข้าไปตามด้วยตัวเอง ขณะที่ทนายความประจำตระกูลอิศราวงษ์อ่านพินัยกรรม กะจิตกะใจของมลินดากลับลอยล่องไปไกลถึงโรงแรม ไม่ได้ตื่นเต้นหรือมีท่าทีดีใจอกดีใจเลยสักนิดที่ตัวเองได้รับมรดกส่วนหนึ่งเป็นที่ดินราวห้าสิบไร่อยู่ที่จังหวัดเชียงราย ทว่าตรงกันข้ามเธอกลับแสดงเจตนารมณ์ไม่ขอรับทรัพย์สินของคุณยาย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เมื่อผู้เป็นน้าพยายามยัดเยียดและบอกว่าสมบัติชิ้นนี้มันคือสมบัติของแม่ที่ควรจะตกเป็นของเธอซึ่งเป็นลูก



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

6 ความคิดเห็น