อ้อนรักมาเฟีย 💏 (ไรอัน ♡ ดาด้า) นิยายชุด มาเฟียที่รัก By นิลจันทรา

ตอนที่ 17 : คนแปลกหน้าที่รู้จัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,009
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    6 ก.ค. 61



หลังจากสาวใช้มารายงานว่าแขกคนสำคัญของไบอันได้มาถึงคฤหาสน์รอสเบิร์กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มลินดาจึงก้าวออกจากห้องนอนและมุ่งตรงไปยังห้องรับรองแขกด้วยความรีบเร่ง ขณะที่ในหัวยังคงครุ่นคิดไม่หยุดตั้งแต่เมื่อวานว่าคนที่ไบอันเชิญให้มาพบเธอในวันนี้เป็นใครกันแน่

เท้าที่ก้าวฉับๆด้วยความเร็วค่อยๆชะลอที่หน้าประตู พลางกวาดสายตาไล่มองภายในห้องรับรองแขก แล้วพบว่ากำลังมีสามชีวิตนั่งรออยู่ ซึ่งไบอันคือคนแรกที่รับรู้ถึงการมาของเธอ เนื่องจากอีกฝ่ายนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ที่หันหน้าออกทางประตูพอดี มลินดาจึงยิ้มส่งให้ก่อนจะมองไปยังอีกคนที่นั่งหันข้าง แต่กลับกำลังมองมาที่เธอด้วยใบหน้าที่ค่อนข้างเคร่งขรึม มลินดาได้เห็นดังนั้นก็เผลอขมวดคิ้วด้วยความฉงน ดูเหมือนว่าไรอันจะหงุดหงิดอะไรสักอย่าง แต่ก็ขี้คร้านจะเดาอารมณ์ดวงตาคู่สวยจึงเคลื่อนไปจรดสายตาที่แผ่นหลังบางของผู้หญิงซึ่งนั่งหันหลังให้

‘ใครกัน?’ คำถามเดิมๆจากความสงสัยย้ำถามขึ้นในใจ พลันจะเหลือบไปมองที่ไบอันอีกครั้งเมื่อเสียงแหบแห้งเอ่ยเรียก

“มานั่งตรงนี้สิลูก”

ร่างบางที่หยุดยืนตรงกรอบประตูจึงเริ่มขยับก้าวเข้าไปในห้อง ซึ่งขณะเดินผ่านหน้าผู้ใหญ่มลินดาก็ก้มหน้าค้อมหลังอย่างเด็กที่ได้รับการฝึกเรื่องมารยาทเป็นอย่างดี ก่อนจะนั่งลงข้างๆไบอันพร้อมกับช้อนสายตาอยากเห็นขึ้นมองแขกคนสำคัญที่นั่งอยู่อีกฝั่ง พลันภาพที่ปรากฏตรงหน้าจะทำเอาดวงตาคู่สวยถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ

 “แม่!”มลินดาโพล่งเสียงหลง มองผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังคลี่ยิ้มส่งมายังเธอด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ เตรียมจะโผเข้าไปกอดอีกฝ่ายอย่างคิดถึง แต่ก็ต้องชะงักเสียก่อนเมื่อเสียงของไรอันร้องบอก

“นี่คือนารี ฝาแฝดของนีรินแม่ของหนู”

ร่างบางถึงกับทรุดนั่งลงที่เดิม ลืมหายใจไปชั่วขณะ พลางมองฝาแฝดของผู้เป็นมารดาตาค้าง อะไรจะเหมือนกันขนาดนี้ ต่อให้เป็นฝาแฝดแต่ก็ต้องมีลักษณะแตกต่างให้พอได้แยกออกบ้าง แต่สำหรับคนตรงหน้าของเธอกลับมีทุกอย่างที่คล้าคลึงกับมารดาของเธอราวกับเป็นคนคนเดียวกัน เหมือนซะจนเธอเผลอเข้าใจผิด คิดว่าแม่ที่จากไปกว้าห้าปีฟื้นกลับขึ้นมาหา

“ดาด้าหลานรักของน้า”

“คุณคือน้านารีที่แม่เคยพูดถึงจริงๆน่ะเหรอคะ”มลินดาเปล่งประโยคคำถามเสียงสั่นด้วยสำเนียงภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ พลางทอดมองไปยังนารีนิ่ง ก่อนที่ภาพความทรงจำในอดีตจะย้อนเข้ามาในหัวของเธอ

ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ขณะที่ดวงดาวนับล้านกำลังเปล่งประกายพราวระยิบระยับ มลินดานอนหนุนตักนุ่มๆของผู้เป็นมารดาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแห่งความสุข เธอชอบฟังนิทานเรื่องกระต่ายกับจันทร์ของแม่เป็นที่สุด และทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมองลูกกลมๆดวงโตๆสีเหลืองๆบนฟากฟ้า มลินดาก็มักจะจินตนาการถึงกระต่ายน้อยตัวหนึ่งที่กำลังนั่งโดดเดี่ยวอยู่บนดวงจันทร์ดวงใหญ่  มันคงเหงาไม่ต่างจากเธอที่เอาแต่เฝ้าคิดถึงผู้เป็นบิดาซึ่งทำงานอยู่ในที่ห่างไกล มลินดาคิดว่าบนดวงจันทร์ดวงนั้นคงจะเงียบสงัดเหมือนบ้านหลังเล็กกลางทุ่งของเธอ ที่ให้ความรู้สึกอ้างว้างเหลือเกินในยามค่ำคืนอันหนาวเหน็ด

“ทำไมคุณยายถึงไม่มาเยี่ยมเราบ้างเลยล่ะคะ”เสียงหวานเอ่ยถามถึงสิ่งที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ หลังจากที่ผู้เป็นมารดาเล่านิทานให้ฟังจนจบ

มลินดาในวัยเพียงสิบสองขวบตอนนั้น เธอไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของผู้เป็นมารดาเลย อาจจะเคยได้ยินแม่พูดถึงถิ่นฐานที่กำเนิดอย่างประเทศไทยบ้าง ทว่าก็นานๆที ซึ่งมลินดาพอจำได้เพียงว่าแม่มีพี่น้องสองคน คนหนึ่งเป็นพี่ชาย ส่วนอีกคนคือฝาแฝดของแม่ที่มักจะถูกพูดถึงบ่อยครั้งจนมลินดาจำชื่อได้ขึ้นใจ นั่นก็คือ ‘นารี’ และมลินดายังได้รู้อีกว่าคุณยายของเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังมาหาหลานไม่ได้

“คุณยายคงไม่อยากนั่งเครื่องบินมาที่นี่เพราะมันไกลแสนไกล”แม่บอกเหตุผลที่มลินดาจะได้ยินทุกครั้งที่ถามถึงคุณยาย แต่เด็กน้อยก็ยังถามกลับด้วยคำถามเดิมๆ

“ไกลเท่ากับไปเบอร์ลินไหมคะ”เด็กน้อยเปรียบเทียบความไกลของประเทศไทยกับเมืองที่พ่อจากไปเอทำงานอยู่ที่นั่น ขณะดวงตาใสแป๋วจ้องมองแม่อย่างเฝ้ารอคำตอบ

“ไกลมากๆเลยจ้ะ ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการนั่งเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลกว่าจะไปถึงประเทศไทย”

“อื๋อ เพราะอย่างนี้สินะคะคุณยายถึงมาเยี่ยมเราไม่ได้สักที”เด็กน้อยครางเสียงรับอย่างเข้าใจถึงอุปสรรคที่ทำให้ตัวเองไม่ได้พบหน้าคุณยายเสียที

และนี่ก็คือสิ่งที่นีรินบอกแก่บุตรสาวของเธอเสมอมา….

จนกระทั่งสามปีผ่านไป ในวันเกิดอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์มลินดาจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่เธอมีความสุขที่สุดเพราะพ่อลางานเพื่อมาฉลองวันเกิดกับเธอ และด้วยความคิดถึงมลินดาก็มักจะขลุกอยู่กับพ่อทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมห่างไปไหนสักเสี้ยววินาที และในช่วงเย็นของวันนั้นเอง ขณะที่แม่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว สองพ่อลูกจึงใช้เวลาระหว่างรอรับประทานอาหารด้วยการนั่งคุยกัน มลินดาเป็นเด็กช่างสงสัยและมีความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงถามจ้อเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุด ทว่าเห็นจะมีอยู่เรื่องหนึ่งที่มลินดาชอบฟังเอามากๆนั่นก็คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่ทำงานของพ่อ

เธอรู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพที่พ่อทำที่สุด บอดี้การ์ดเป็นอะไรที่เท่ระเบิดระเบ้อสำหรับเธอ เพราะได้ถือปืน ได้แต่งตัวด้วยชุดสูทสุดเนี้ยบที่เคยเห็นพ่อใส่จากภาพถ่ายบนโต๊ะในห้องนั่งเล่นซึ่งเธอชอบหยุดยืนมองนานๆด้วยความปราบปลื้มใจ

‘พ่อเหมือนตำรวจจับผู้ร้ายเลยค่ะ’เสียงหวานมักจะเอ่ยชื่นชมผู้เป็นพ่อเช่นนี้เสมอ

มลินดานิ่งฟังเรื่องเล่าของพ่อด้วยความตั้งใจจนกระทั่งจบ ทันใดนั้นเองความสงสัยเดิมๆก็ผุดเข้ามาในหัวเธออีกรอบ มันเป็นคำถามที่เคยถามพ่อไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่มลินดาก็ยังอยากที่จะถาม

“เมื่อไหร่คุณยายจะมาหาด้าสักทีคะ”

ทว่าครั้งนี้คำตอบของพ่อกลับไม่เหมือนเดิม….

พ่อบอกว่าคุณยายไม่ยอมรับในตัวพ่อ ท่านพยายามกรีดกันไม่ให้พ่อกับแม่ได้รักกัน จนแม่ต้องตัดสินใจหนีตามพ่อมาอยู่ที่ประเทศเยอรมัน และสาเหตุที่คุณยายไม่ยอมมาหาเธอสักทีก็ไม่ใช่เพราะระยะทางอันห่างไกลอย่างที่พ่อเคยบอก แต่เป็นเพราะคุณยายยังโกรธและไม่ยอมให้อภัยแม่ ท่านจึงไม่อยากมาหาเธอที่นี่

ซึ่งพอได้รู้ความจริงมลินดาก็ถึงกับร่ำไห้ด้วยความเสียอกเสียใจ ความหวังที่จะได้พบคุณยายพังทลายไม่มีเหลือ หากท่านเกลียดพ่อ ความรู้สึกนั้นก็คงจะแผ่มาถึงตัวหลานอย่างเธอด้วยเช่นกัน มลินดาได้แต่เก็บไปคิดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

แล้ววันเวลาที่ผ่านไปก็เยียวยาให้มลินดาสามารถทำใจลืมเรื่องราวอันแสนเจ็บปวดเกี่ยวกับผู้เป็นยายได้ในที่สุด เธออยู่กับครอบครัวเล็กๆของตัวเองอย่างมีความสุข โดยเลิกหวังที่จะเจอคุณยาย มลินดาบอกกับตัวเองว่าต่อจากนี้ไปชีวิตของเธอจะขอรักและมีแค่พ่อกับแม่เท่านั้น

ทว่าวันหนึ่งชะตากลับเล่นตลกกับชีวิตของเธอ เมื่อสวรรค์ได้พรากบุพการีอันเป็นที่รักจากไปอย่างโหดร้าย ในวันนั้นมลินดาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าและถูกส่งตัวไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ฯ ในช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้เองที่ทำให้เธอกลับไปนึกถึงครอบครัวของแม่อีกครั้ง เพราะนั่นคือญาติที่เหลืออยู่ของเธอ มลินดาจึงได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่คุณยายจะมารับตัวเธอไปอยู่ด้วย ทว่ารอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะมีใครติดต่อเข้ามาขอรับตัวเธอสักที มลินดาต้องทนอยู่อย่างว้าเหว่ภายในสถานสงเคราะห์ฯ จมปลักอยู่กับความสิ้นหวังที่เฝ้ารอ

แต่แล้ววันหนึ่งเธอกลับได้รับข่าวดี เมื่อชายสูงวัยท่าทางใจดีเดินทางมาที่สถานสงเคราะห์ฯเพื่อขอรับตัวเธอไปอุปการะ ทำให้มลินดาได้มีพ่อเพิ่มขึ้นมาอีกคน นั่นก็คือ ‘คุณพ่อไบอัน’ ไบอันและคนในครอบครัวรอสเบิร์กให้การเลี้ยงดูเธอเป็นอย่างดี มลินดาได้รับการเติมเต็มจนไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรในชีวิต เธอซาบซึ้งในความเมตตาที่คนที่นี่มอบให้ และไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรจึงจะตอบแทนบุญคุณมากมายเหล่านี้ได้หมด จึงปฏิญาณกับตัวเองว่าทั้งชีวิตที่เหลืออยู่เธอจะขอมอบให้เป็นสมบัติของตระกูลรอสเบิร์กตลอดไป

“น้าดีใจเหลือเกินที่ได้พบหนูในวันนี้”

แต่แปลกที่มลินดากลับรู้สึกตรงข้ามกับสิ่งที่นารีบอก เธอไม่มีความดีใจเลยสักนิด แต่กลับตกใจเสียมากกว่าเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอ

“คุณน้าอยากพบด้าทำไมคะ”น้ำเสียงเรียบๆที่เจือความสั่นเครือเล็กน้อยเอ่ยถามผู้มีศักดิ์เป็นน้า หลังจากที่มือเรียวได้ยกขึ้นประกบกันเพื่อไหว้ตามธรรมเนียมอย่างไทย

“ดาด้า….”

ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่เฝ้าบอกกับตัวเองว่าไม่รู้สึกอะไรกับคนตรงหน้าทั้งนั้น แต่ทว่าเพียงเสียงสั่นเครือเรียกชื่อของเธอแผ่วเบา หัวใจมันกลับบีบแน่นจนมลินดาหายใจแทบไม่ออก พลันน้ำใสๆก็เอ่อคลอเบ้าส่งผลให้การมองเห็นเริ่มที่จะเลือนราง

“….น้าอยากขอร้องให้หลานไปพบคุณยายกับน้าหน่อยได้ไหม”

‘คุณยาย’ คำๆนี้ทำเอามลินดาถึงกับสะอึกในลำคอ น้ำตาปริ่มไหลโดยไม่รู้ตัว เมื่อความน้อยใจประเดประดังเข้ามาตอกย้ำร่องรอยของความรู้สึกเจ็บปวด ทำไมถึงเพิ่งมาเอาตอนนี้ ทำไมเป็นเธอที่ต้องไปพบ ทั้งที่ที่ผ่านมาเธอเองก็เคยเฝ้ารอว่าสักวันจะได้เจอ มลินดาคร่ำครวญในใจ

“ด้าเป็นลูกของพ่ออังเดร ลูกของคนที่คุณยายรังเกียจ คุณยายโกรธแม่ และก็คงไม่นับว่าด้าเป็นหลาน แล้วทำไมด้าจะต้องไปพบคุณยายด้วยล่ะคะ ในเมื่อท่านไม่เคยแม้แต่อยากจะเจอด้า”

“น้ารู้ว่าหลานเสียใจ น้าเองก็ทุกข์ทนกับเรื่องนี้มานาน ไม่มีใครมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรอก แม้แต่ตัวของคุณยายเอง ลึกๆแล้วท่านคงรู้สึกผิดไม่น้อย แต่เพราะทิฐิทำให้ท่านไม่ยอมปล่อยวางความโกรธ และตอนนี้คุณยายกำลังป่วยหนัก วาระสุดท้ายของท่านคงใกล้จะมาถึงเต็มที  น้าอยากแก้ไขทุกอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป ตอนนี้นีรินไม่อยู่แล้ว มีเพียงหลานคนเดียวเท่านั้นที่จะปรับความเข้าใจกับคุณยายได้ หลานพอจะกลับไปทำหน้าที่แทนแม่ของหลาน และกลับไปพบหน้าคุณยายเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมลูก”

สิ้นเสียงเว้าวอนมลินดาหลับตานิ่ง น้ำตาก็รินไหลเป็นสาย ภายในหัวตอนนี้ความคิดกำลังตีกันให้วุ่นวาย ไม่รู้ว่าเธอจะทำเช่นไรดี เพราะทิฐิซึ่งเป็นกำแพงในใจก็สูงอยู่ไม่น้อย แต่พอได้ฟังในสิ่งที่ผู้เป็นน้าบอก ใจที่แข็งกร้าวของเธอก็พร้อมจะอ่อนยวบลงจนน่าแปลกใจ พลางย้ำถามตัวเองว่าเธอพร้อมจะเจอหน้าผู้เป็นยายตอนนี้จริงๆหรือ ทว่าคำตอบที่สะท้อนกลับมา กลับเป็นความอ่อนไหวที่สั่นคลอนจิตใจ พลันก้อนสะอื้นลูกใหญ่แล่นมาจุกอก ส่งผลให้มลินดาไม่อาจต้านทานความรู้สึกอันย่ำแย่ของตัวเองได้อีกต่อไป มือบางยกขึ้นปิดใบหน้าของตัวเอง ก่อนจะร่ำไห้ออกมาอย่างสุดจะเก็บกลั้น

ไบอันเองสุดแสนจะเจ็บปวดเมื่อเห็นเด็กสาวที่เขารักดั่งแก้วตาดวงใจต้องพบเจอกับเรื่องทุกข์ใจ จึงรั้งร่างที่กำลังร้องไห้สั่นเทาเข้ามากอดไว้แนบอกพร้อมกับลูบศีรษะเล็กเบาๆเพื่อปลอบประโลม

“ไปเถอะลูก ยังไงหนูก็เป็นหลาน ไปทำหน้าที่ของตัวเองก่อนจะไม่มีโอกาสได้ทำ”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

6 ความคิดเห็น