อ้อนรักมาเฟีย 💏 (ไรอัน ♡ ดาด้า) นิยายชุด มาเฟียที่รัก By นิลจันทรา

ตอนที่ 15 : นับหนึ่งด้วยกันไหม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    3 ก.ค. 61



ร่างบางในชุดราตรีสวยสง่าก้าวลงจากรถสปอร์ตเฟอร์รี่คันหรูเมื่อมาถึงด้านหน้าโรงแรมอันเป็นสถานที่จัดฉลองมงคลสมรสของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง มือเรียวจับกระโปรงยาวเฟื้อยที่มีรอยยับนิดหน่อยให้เข้าที่ พลางนิ่วหน้าอย่างคนไร้อารมณ์

“ไม่เอาน่า ยิ้มหน่อยเร็ว แต่งตัวมาซะสวย แต่ทำหน้าบึ้งเป็นตูดเจ้าลิลลี่แบบนี้ คงไม่มีใครเหลียว”

มลินดาลอบถอนหายใจเป็นครั้งที่หลายหน ก่อนจะย่นจมูกและเบ้ปากให้กับร่างสูงในชุดสูทโทนสีอ่อนสุดสมาร์ทที่กำลังเดินเข้ามาหา พลางนึกขุ่นเคืองในใจ หากไม่ใช่เพราะไรอันได้รับเชิญให้มาเป็นแขกภายในงาน เธอก็คงไม่ต้องทนแต่งองทรงเครื่องมายืนละล้าละลังแบบนี้

“เป็นเพราะตัวคนเดียวเลย ทำให้เค้าต้องติดร่างแหมาด้วย”

“ไม่ต้องมองกันด้วยสายตาแบบนี้เลย พี่ไม่ได้ขู่ให้มาด้วยเสียหน่อย ด้ามีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่กลับไม่ทำเอง”

“เค้าขัดได้ที่ไหนล่ะ เกิดโรคหัวใจของคุณพ่อไบอันกำเริบขึ้นมาอีกเดี๋ยวจะแย่เอา”

ไรอันโคลงศีรษะไปมาแล้วยิ้มหยักที่มุมปาก หลุบมองใบหน้าเรียวที่วันนี้ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีหวานจนงามหยดไปทั้งดวงด้วยสายตาชื่นชมครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นลำแขนไปให้มือเรียวคล้องจับ พลันที่ไรอันจะคลี่ยิ้มขำอย่างสุดกลั้นเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจจากคู่ควงคนสวย

ภายในห้องบอลลูนขนาดกว้างใหญ่ถูกตกแต่งงดงามด้วยฉากซุ้มดอกไม้สีขาวสลับกับดีไซด์แสงสีของไฟประดับวิบวับ สาวน้อยแสนสวยกับหนุ่มเกือบใหญ่ในวัยสามสิบเอ็ดเดินเคียงคู่กันเข้าไปร่วมงานมงคลสมรสอันชื่นมื่น ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ของบรรดาแขกเหรื่ออันคับคั่งที่ในยามนี้ต่างหันขวับมองผู้ซึ่งมาใหม่แทบจะพร้อมเพรียงกัน มลินดาสูดหายใจเข้าลึกๆด้วยความไม่คุ้นชินกับการต้องตกเป็นเป้าสนใจ พลันที่ดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเหล่ากองทัพนักข่าวจากหลายสำนักกรูเข้าหาพร้อมกับขอเก็บภาพของเธอและไรอัน

วินาทีนี้มลินดาไม่รู้ว่าตัวเองยิ้มได้กว้างและสวยสะกดอย่างที่เคยซ้อมกับกระจกเมื่อคืนหรือเปล่า เพราะนอกจากจะได้รับแรงกดดันจากนักข่าวแล้วเธอยังต้องเหลือกตาสู้แสงแฟลชที่สาดเข้าตารัวๆ กว่าจะหลุดพ้นจากวงล้อมนี้ได้ก็ใช้เวลาร่วมสิบนาทีเลยทีเดียว จากนั้นร่างสูงก็จับจูงพาเธอก้าวเข้าไปหาคู่บ่าวสาวของงานของทันที

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ด็อกเตอร์ไรอัน รอสเบิร์กมาร่วมแสดงความยินดีกับเราสองคน”นักธุรกิจหนุ่มผู้ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวเอ่ยกับไรอันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแห่งความสุข

“ด้วยความยินดีครับ ผมขอให้คุณสองคนครองรักกันนานๆ มีความสุขในชีวิตคู่ตลอดไป”ไรอันยิ้มกลับอย่างเป็นมารยาทพร้อมกับกล่าวคำอวยพรสั้นๆที่พอจดจำได้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะใช้ประโยคทำนองนี้มอบให้แก่คู่รักเนื่องในโอกาสพิธีแต่งงาน ก่อนจะหันไปมองข้างกายเมื่อผู้เป็นเจ้าสาวเอ่ยทักทายคู่ควงของเขา

 “ไม่ได้เจอกันนาน น้องดาด้าก็ยังสวยและน่ารักเหมือนเดิมเลยนะจ้ะ”

คนถูกชมถึงกับยิ้มเขิน ก่อนจะโผเข้าไปสวมกอดเจ้าสาวแสนสวยอย่างเคลาเดียร์ที่เธอให้ความเคารพอย่างพี่สาว เนื่องจากมีโอกาสได้รู้จักและเจอกันค่อนข้างบ่อยสมัยเรียนไฮสคูล เคลาเดียร์เป็นพี่สาวของฟาเบรกัส ซึ่งฟาเบรกัสกับเธอเป็นเพื่อนสนิทกัน เคยไปบ้านของอีกฝ่ายก็หลายครั้ง แต่ทว่าหลังจากเรียนจบต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และฟาเบรกัสก็ทิ้งเธอไปเรียนไกลถึงประเทศสหรัฐอเมริกา มลินดาจึงไม่มีโอกาสได้ไปพบกับครอบครัวของเพื่อนสนิทคนนี้อีกเลย

“วันนี้พี่เคลาเดียร์ก็เป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด”เสียงหวานชมกลับบ้างซึ่งก็ทำเอาเคลาเดียร์ถึงกับม้วนหน้าดีใจ

“แล้วนี่น้องดาด้าได้เจอฟาเบรกัสหรือยังจ้ะ”

“ยังเลยค่ะ ด้าเพิ่งมาถึง”เธอมาช้าเป็นครึ่งชั่วโมงเพราะสองจิตสองใจว่าจะมางานดีไหม แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะมาอยู่ดี เพราะเห็นแก่คนป่วยที่บ้านที่อยากให้เธอมากับไรอันนักหนา

 “ได้ยินรายนั้นบอกว่าอยากเจอน้องดาด้าก่อน นี่ถ้ารู้ว่าน้องดาด้ามาที่งานด้วย ฟาเบรกัสคงจะดีใจไม่น้อย”

“ด้าก็หวังว่าจะบังเอิญเดินไปเจอเจ้านั่นก่อนกลับบ้านนะคะ”ที่บอกเช่นนี้เพราะดูจากจำนวนของแขกที่แน่นขนัด คงยากอยู่ล่ะที่จะได้ปะหน้ากับฟาเบรกัส

“น่าอิจฉาด็อกเตอร์จังเลยนะครับที่มีน้องสาวน่ารักแบบน้องดาด้า ผมเองอยากจะมีน้องสาวสักคนเหมือนกัน แต่แม่ก็ให้แต่น้องชายผมมา”

ทว่าสิ้นเสียงบอกของเจ้าบ่าวที่แทรกขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของมลินดาก็ค่อยๆซีดเจื่อนลง ก่อนที่เธอจะก้มหน้างุดเมื่อดวงตาคมของคนที่ยืนอยู่ข้างกายหลุบมองมา ยอมรับว่าในยามนี้เธอแพ้ต่อสายตาคู่นั้นและไม่อาจเผชิญหน้ากับเขาได้อย่างสนิทใจ เพราะในความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความสนิทสนมอย่างน้องสาวมันเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ที่เธอได้ตัดสินใจจรดปลายปากกาลงบนแผ่นกระดาษสำคัญ ‘ใบทะเบียนสมรส’ เมื่อช่วงสายที่ผ่านมานั้นแล้ว

และสถานะใหม่ที่ได้มาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ก็ส่งผลให้มลินดาทำตัวไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติต่อไรอันยังไงดี เมื่อพี่ชายต้องได้ชื่อว่าเป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของเธอ ซึ่งขณะที่กำลังครุ่นคิดด้วยความว้าวุ่นใจอยู่นั้นมลินดาก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจ เพราะมือหนาของสามีหมาดๆรั้งมือที่กำลังกำแน่นของเธอไปกุมเอาไว้ พลันหัวใจที่อ่อนไหวก็สั่นสะท้าน รู้สึกร้อนผะผ่าวไปทั้งหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะแหงนขึ้นมองอีกฝ่าย ด้วยเกรงว่าเขาจะเห็นความแดงซ่านบนแก้มทั้งสองที่กำลังสะท้อนความรู้สึกของตัวเองอย่างเต็มที่

 “น่ารักครับ แต่บางครั้งก็รั้นจนผมปวดหัว”

เคลาเดียร์และสามีหัวเราะชอบใจ ในขณะที่มือหนาเปลี่ยนไปรั้งเอวบางเมื่อข้อมือเล็กบิดไปมาอย่างดื้อรั้น พลันที่ร่างสูงจะสะดุ้งเล็กน้อยเพราะรู้สึกเจ็บจี้ดบริเวณแผ่นหลัง มันเหมือนมดกัดแต่ความจริงนั่นคือเขากำลังถูกหยิบด้วยเล็บคมๆ ทว่ามีหรือที่คนอย่างไรอันจะยอมให้ตัวเองเป็นผู้โดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งเจ็บมากเท่าไหล่ลำแขนแกร่งก็ยิ่งรัดเอวบางร่างน้อยนั่นเข้ามาแนบชิดกายแน่นเท่านั้น ไม่ได้สนใจหรอกว่าคู่บ่าวสาวชวนคุยต่อในเรื่องใด เขาเพียงพยักหน้าตอบส่งๆไปสองสามครั้งก่อนที่ทั้งสองจะขอตัวจากไป

 “โอ้ย!”ไรอันร้องเสียงเบา มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นลูบหลังตัวเองปอยๆแต่ยังไม่ยอมปล่อยมืออีกข้างออกจากเอวบาง พลางหลุบมองหน้ามุ่ยๆของคนที่ฟาดฝ่ามือเรียวลงตรงกลางหลังจนเขารู้สึกแสบยิบๆคล้ายจะเอาเรื่อง “พี่เจ็บนะด้า!”

“สมน้ำหน้า ปล่อยมือเดี๋ยวนี้เลยนะ!”เสียงหวานโต้กลับอย่างหาได้หวาดกลัวน้ำเสียงตะคอกเบา ก่อนจะถลึงตาโตเมื่อเจ้าของมือหนาทำลอยหน้าลอยตาไม่ยอมทำตามที่เธอสั่ง“พี่สิงโต!”

“ภรรยาไม่ควรขึ้นเสียงกับสามีนะจ้ะ”

เสียงทุ้มน่าฟังที่กระซิบข้างใบหูทำเอาอารมณ์ขุ่นเคืองของมลินดาเลือนหายไปในชั่วพริบตา พยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังสูบฉีดเร็วแรง ทว่าเธอก็ทำได้ไม่ดีนักเพราะนอกจากจะทำให้ก้อนเนื้อที่ซ่อนตัวอยู่ในอกข้างซ้ายลดการบีบตัวให้ช้าลงไม่ได้แล้ว มลินดายังเผลอแสดงกิริยาม้วนอายต่อหน้าไรอันซึ่งกำลังยิ้มหยันอย่างได้ใจ ก่อนจะต้องเอ็ดตัวเองด้วยความโมโหเมื่อประโยคที่ต้องการต่อว่าเสียงดังกลับแผ่วเบาเพียงแค่อุบอิบ

 “ภรรยาบ้าบออะไรเล่า ปล่อยเลย”

“ต่อไปพี่คงต้องถือใบสมรสติดตัวตลอดเวลา เพราะมีภรรยาเป็นเด็กขี้หลงขี้ลืม”มันอาจจะเป็นเรื่องตลก แต่ไรอันกลับอยากทำเช่นที่พูดนัก ทำเป็นป้ายแขวนคอไว้เลยดีไหม ใครต่อใครจะได้รู้ว่าเขาไม่ได้โสดอีกต่อไป และสาวน้อยที่ทุกคนต่างยกยอว่าเธอคือน้องสาวที่น่ารักของเขาในวันนี้เธอคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย  “ถ้าหยิก พี่จะกอด!”

พลันนิ้วเรียวที่เตรียมหยิกลงบนแผ่นหลังกว้างก็ต้องชะงัก ตกใจกับเสียงปราม แต่ไม่ถึงกับกลัวเพราะคิดว่าคนขู่คงไม่กล้าทำอย่างที่พูดในสถานที่สาธารณะซึ่งมากไปด้วยผู้คนเช่นนี้หรอก เรียวปากสวยจึงแสยะยิ้มก่อนจะจัดการบิดเนื้อนุ่มมืออย่างไม่ออมแรง

“พี่สิงโต!!”มลินดาได้รู้ทันทีว่าตัวเองคิดผิดไปถนัด เพราะทันทีที่เธอหยิกแผ่นหลังนั่นริมฝีปากซึ่งกำลังแสยะยิ้มก็ต้องเปลี่ยนเป็นอ้าปากกว้างด้วยความตกใจ เมื่อลำแขนแกร่งทั้งสองข้างตวัดกอดรัดร่างบางของเธอไปขนาบแนบชิดกายแกร่ง ใบหน้างามแทบจะกระแทกเข้ากับแผ่นอกกว้าง ทว่ายังดีที่ยกมือเรียวยันอกแกร่งเอาไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นคงได้เจ็บตัวเพิ่ม

 “กล้าท้า พี่ก็กล้าทำ อย่าคิดจะลองดีสิ ด้าก็รู้ว่าพี่เป็นคนจริง” ‘คนจริง’ ยิ้มพราย นอกจากจะกอดจริงแบบแน่นๆแล้ว เขายังโน้มใบหน้าหมายจะฝังปลายจมูกลงบนแก้มนุ่มเพื่อเย้าแย่เสียงหน่อย แต่ทว่าคนใจกล้าท้าทายกลับเบือนหน้าหลบ ส่งผลให้ซอกคอขาวๆกลายเป็นพื้นที่รองรับปลายโด่งเป็นสันและริมฝีปากหยักไปโดยปริยาย

ไรอันถือโอกาสเหมาะสูดกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่เขาติดใจเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะแนบริมฝีปากหยักจุมพิตบนผิวเนียนของลำคอขาวผ่อง พลางขยับยิ้มกริ่มพอใจเมื่อร่างในอ้อมแขนสะดุ้งเฮือกตอบสนองการถูกสัมผัสอันแผ่วเบา

 “หยะ…อย่าทำแบบนี้ คนเยอะแยะไม่อายบ้างหรือไง”เป็นอีกครั้งที่มลินดานึกโมโหตัวเอง เรียวปากอิ่มสีระเรื่อขบเม้มเข้าหากันแน่นเพราะเสียงที่เปล่งเมื่อครู่มันไม่แข็งกร้าวดั่งใจ ออกจะตะกุกตะกักและแผ่วจนน่าอาย

“เราเป็นสามีภรรยากัน ทำไมต้องแคร์”

คนถูกย้ำเตือนถึงสถานะหน้าร้อนผ่าวอีกระลอก คลายริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงเมื่อใบหน้าคมเข้มเคลื่อนออกห่างนิดหน่อยพอให้เธอได้หายใจหายคอและตั้งสมาธิเพื่อดึงสติกลับมา ก่อนจะแย้งกลับด้วยเสียงที่ยังไม่ค่อยจะมั่นคงนัก “ตัวไม่แคร์ แต่เค้าแคร์ คนอื่นไม่รู้เรื่องเราเสียหน่อย”

“พวกเขาคงเข้าใจเราถูก ถ้าด้ายอมให้บอก” มันน่าทุกข์ใจที่สุดก็ตรงที่มีเมียแล้วแต่อวดใครไม่ได้นี่แหละ ไรอันขบกรามแน่นด้วยอารมณ์เคือง ก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปหาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ไรอันไม่ยอมพลาดซ้ำสอง ปลายจมูกโด่งฝังลงที่แก้มนุ่มนิ่มอย่างใจหมาย พลันริมฝีปากหยักก็ยิ้มกริ่มเพราะเริ่มสนุกกับการได้แก้ภรรยาสาว

“พี่สิงโต!!!”มือเรียวดันแผ่นอกกว้างเอาไว้สุดฤทธิ์ มลินดาแทบกรีดร้องเมื่อจมูกโด่งเคลื่อนตามไปทุกทิศที่ใบหน้าของเธอเบือนหลบ ในขณะเดียวกันหางตาก็เหลือบไปเห็นว่าผู้คนโดยรอบต่างหันมามองที่เธอด้วยความสงสัย คงจะแปลกใจเมื่อสองพี่น้องเล่นกันอย่างกับคู่รักที่กำลังหยอกล้อไปมา “คนมองใหญ่แล้ว!”

“ถ้าหลังพี่เป็นแผลขึ้นมาจะทำยังไง”

โอย มลินดาได้แต่โอดครวญในใจ หยุดเบือนหน้าเมื่อเสียงทุ้มถามกระซิบแนบใบหูบาง เพราะตระหนักแล้วว่ายิ่งเธอดิ้นหนีเท่าไหร่ไรอันก็ยิ่งตามมากเท่านั้น สู้อยู่นิ่งๆแล้วตะล่อมเขาให้ยอมปล่อยเธอเป็นอิสระจะดีกว่า ทว่าแม้คิดอย่างหมาดมั่นว่าจะไม้อ่อนในการหวาดล้อม แต่เพียงแค่ไม้แรกที่ปล่อยออกไปก็ทำเอาคนเสียงแข็งถึงกับหงายเงิบ

“ก็ช่างสิ หลังใครหลังมัน”

“พูดแบบนี้อยากโดนอีกใช่ไหม”

“อื้อ…”มลินดาดึงหน้าหลบแทนไม่ทัน ปากพาลหาเรื่องอีกจนได้สิน่า แต่ให้ตายเถอะ เธอแทบลืมหายใจเมื่อใบหน้าคมเคลื่อนเข้ามาใกล้จนหายใจรดแก้ม

“ให้พูดใหม่อีกที ถ้าหลังพี่เป็นแผลน้องด้าจะทำยังไงให้พี่ครับ”

“แล้วจะให้ทำอะไรล่ะ”เกลียดที่สุดก็คือเสียงทุ้มของคนตรงหน้านี่แหละ อยากขยุ้มผมดกดำแล้วทึ้งให้หลุดติดมือนัก แต่ก็รู้ว่าสู้ไปก็รังแต่จะเข้าตัว ตอนนี้เธอเป็นฝ่ายเสียเปรียบต้องรอบครอบและเซฟตัวเองให้ดีที่สุด จึงทำได้เพียงถามกลับด้วยซุ่มเสียงที่ยังไม่อ่อนหวานเท่าที่ควร

 “ทำยังไงก็ได้ให้พี่หายเจ็บ จะช่วยทำแผล หรือจูบปลอบใจก็ไม่ว่ากัน พี่ให้สิทธิ์ด้าเต็มที่เลย”

“…..”คนได้สิทธิพิเศษอย่างเต็มที่ถึงกับยีหน้า ไอ้ที่ให้ช่วยทำแผลเธอยังพอเข้าใจอยู่หรอกว่าเมื่อเป็นแผลมันก็ต้องมีการปฐมพยาบาล แต่กับอีกข้อนี่สิ ‘จูบ’ เกี่ยวอะไรกับแผล แล้วทำไมเธอจะต้องจูบเพื่อปลอบใจเขาด้วยล่ะ

“ที่เงียบนี่คือจะเลือกจูบปลอบใจพี่ใช่ไหม”

“บ้าน่ะสิ เดี๋ยวทำแผลให้ก็ได้ เล็บจิกแค่นี้คงมีแค่รอยข่วนเท่านั้นแหละ ปล่อยได้แล้ว!”

 “เมื่อครู่นี่ขอร้องหรือว่าสั่ง”

“พี่สิงโต!!!” รู้ว่าตัวเองกำลังโดนแกล้งเพราะเห็นใบหน้าคมยิ้มยียวน เสียงหวานจึงโพล่งดังด้วยความรู้สึกขัดใจมือเรียวซึ่งดันอยู่บนอกแกร่งจึงเตรียมจะใช้เล็บหยิกอีกรอบ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงเข้มปราม

“อ๊ะๆ ถ้าหยิกพี่อีกที คราวนี้มันจะไม่ใช่กอดแล้วนะ แต่จะเปลี่ยนเป็นจูบแทน!”

“พี่บ้า ก็ปล่อยสักทีสิ”

“พูดจาไม่น่าปล่อยเลย”

“…..”

“ลองอ้อนดูสิ เผื่อว่าพี่จะใจอ่อน”

คนช่างอ้อนเบ้หน้าเมื่อถูกสั่งให้ใช้ลูกอ้อนที่ตัวเองถนัด แต่ด้วยสถานการณ์และอารมณ์ที่กำลังขุ่นเคืองเช่นนี้ก็ทำให้เธอถึงกับอ้อนไม่ออก ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็มีแต่เธอทั้งนั้นที่เป็นฝ่ายเข้าไปออดอ้อนและใกล้ชิดกับรอัน จนบางครั้งถึงกับสร้างความรำคาญให้กับอีกฝ่ายซะด้วยซ้ำ แต่ทว่าครั้นเมื่อเป็นฝ่ายที่ต้องถูกเขาเข้าหาบ้างมลินดาก็แทบทำตัวไม่ถูก เคยกอด เคยนอนบนเตียงด้วยกัน เคยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม แต่นั่นมันก่อนที่สถานะของเธอจะเปลี่ยนมาเป็นภรรยาของเขา และการกระทำของไรอันที่ทำอยู่นี้มลินดายอมรับว่ารู้สึกประหม่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกใจสั่น ไม่กล้าสบดวงตาคมที่ทอดมองมายังเธอด้วยสายตาแพรวพราวแปลกๆ

ทว่าแม้จะไม่มีอารมณ์อยากอ้อน แต่มลินดาก็คงต้องฝืนใจทำเพื่อเรียกร้องอิสรภาพให้กับตัวเอง เธอไม่อยากอยู่อย่างนี้แล้ว ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใครต่อใคร ไม่อยากได้ยินเสียงซุบซิบอันน่ารำคาญหู และที่สำคัญมลินดาไม่อยากใกล้ชิดกับไรอันนานกว่านี้ เธอกลัว กลัวใจของตัวเองที่มันกำลังสั่นไหวไปกับสัมผัสอันแนบชิด

“พี่สิงโตขา ปล่อยตัวด้าเถอะนะคะ นะคะพี่สิงโต ด้าขอร้อง…”

ไรอันเหยียดยิ้มอย่างผู้มีชัย มองใบหน้างอง่ำที่เปลี่ยนไปปั้นหน้าเศร้าเพื่อเรียกความสงสารนั้นอย่างพอใน  ก่อนจะเอ่ยถามสาวน้อยขี้อ้อนเสียงทุ้ม “หิวหรือยัง”

“หิวมากค่ะ”มลินดารีบตะครุบเสียงตอบ วินาทีหิวหรือไม่หิวเธอก็ต้องตอบว่าหิวไว้ก่อนล่ะ ขอเอาตัวให้รอดจากอ้อนแขนที่รัดแน่นนี้ก่อน เรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากันทีหลัง

ริมฝีปากอิ่มขยับยิ้มด้วยใจที่แอบลุ้นเมื่อลำแขนแกร่งค่อยๆคลายจากเอวบาง พลางคิดเอาไว้ว่าถ้าถูกปล่อยปุ้บเธอจะรีบผละออกห่างจากไรอันปั้บเลย ทว่าสิ่งที่มลินดาคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นกับเธอจนได้ ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้รับอิสระ ยังไม่ทันที่เธอจะขยับออกห่างร่างสูงเลย มือเรียวก็ถูกคว้าหมับไปกุมเอาไว้แน่น พลันใบหน้ามีความหวังก็เป็นอันต้องกลับไปเศร้าสลดอีกครั้ง ได้แต่อ้าปากมองมือตัวเองตาค้าง ก่อนจะถูกจับจูงให้เดินตรงไปยังซุ้มอาหารของงานโดยที่มลินดาไม่มีแม้กระทั่งโอกาสจะได้เจรจา อย่าว่าแต่อ้าปากพูดเลย แค่มีปัญญาเดินฝ่าผู้คนพร้อมกับก้าวขาให้ทันโดยไม่เหยียบชายกระโปรงยาวเฟื้อยของตัวเองจนล้มหน้าคะมำก็ถือบุญเท่าไหร่แล้ว

ครั้นเมื่อมาถึงซุ้มอาหารมลินดาก็แทบโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อไรอันปล่อยมือจากเธอเพื่อไปหยิบจานมาตักขนมให้ และด้วยความที่ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ มลินดาจึงชี้นิ้วไปยังขนมปังครีมชิ้นสวยกับบราวน์นี่ชิ้นเล็ก ซึ่งไรอันก็ใจดีหยิบให้อย่างละสองชิ้น คนชอบกินขนมจึงยิ้มแป้นรับจานมาถือพร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณ

แม้จะยังไม่ค่อยหิว แต่ถ้าเป็นขนมแล้วมลินดากลับสามารถที่จะกินได้เรื่อยๆเพราะความชอบ มือเรียวใช้ช้อนเล็กปาดครีมเข้าปากเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเริ่มตักขนมปังเข้าปากออย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งก็ใช้เวลาเพียงห้านาทีเท่านั้นขนมปังสี่ชิ้นก็หมดเกลี้ยง ก่อนที่จานเปล่าจะถูกส่งคืนให้มือหนา แล้วรับแก้วน้ำสตรอเบอร์รี่มาดื่มล้างปาก

 “ดาด้า!”

เสียงเรียกที่ดังมาจากทางด้านหลังทำให้มลินดารีบหันกลับไปมอง พลันดวงตาคู่สวยก็เปล่งประกายวาววับดีใจ ก้าวขาไปข้างหน้าได้เพียงสองสามก้าวร่างบางก็ถูกสวมกอดเอาไว้แน่นครู่หนึ่งก่อนจะคลายอ้อมแขนเพื่อกล่าวคำทักทาย

“คิดถึงจังเลย นายเป็นยังไงบ้าง”เสียงหวานเคล้าความตื่นเต้นเอ่ยถาม ในขณะกวาดสายตาสำรวจร่างสูงของเพื่อนชายคนสนิทที่พักหลังๆไม่ค่อยจะได้ติดต่อหากันเท่าใดนักเนื่องจากอีกฝ่ายบอกว่ากำลังอยู่ในช่วงการเรียนที่ค่อนข้างหนัก

“เราสบายดี แล้วด้าล่ะเป็นยังไงบ้าง”ฟาเบรกัสถามกลับด้วยใบหน้าคลี่ยิ้มสดใส

“ฉันสบายดี ว่าแต่นายเถอะ เรียนหนักมากเลยหรือไง ทำไมถึงดูซูบลง”มลินดาถามอย่างเป็นห่วง ไม่ค่อนสบายใจเท่าไหร่เมื่อสังเกตเห็นว่าร่างสูงใหญ่กำยำของฟาเบรกัสแลผอมลงจากเมื่อก่อนจนน่าตกใจ

“หนักหน่วงพอสมควร พลอยทำให้ไม่มีเวลาได้เหล่สาวเลย”เสียงห้าวบอกด้วยประโยคชวนขำพร้อมกับหัวเราะอารมณ์ดี

“อย่างนายไม่ต้องไปไล่จีบใครให้เมื่อยหรอก อยู่เฉยๆก็มีสาวๆเดินเข้ามาให้เลือกเพียบ”

คนถูกชมว่าหล่อเป็นนัยๆคลี่ยิ้มกว้าง “แล้วด้าล่ะ มีไอ้หนุ่มคนไหนสอยหัวใจดวงน้อยๆไปได้หรือยัง”

เจ้าของหัวใจดวงน้อยๆถึงกับชะงักงัน ก่อนจะปลายตามองไปยังร่างสูงที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลัง พลันจะสะดุ้งตกอกตกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าดวงตาคมเข้มกำลังจ้องมาที่เธอเขม่น มลินดาถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

“ไม่เห็นจะมีใครเข้ามาจีบเลย”ยิ้มตอบไปอย่างนั้น และไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายเชื่อในสิ่งที่เธอพูดนักหรอก

ฟาเบรกัสหัวเราะขบขัน จะให้เขาเชื่อในสิ่งที่เพื่อนสาวบอกได้ยังไง เพราะตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลมลินดาเป็นสาวฮอตที่สุดในโรงเรียน มีหนุ่มๆเข้ามาจีบไม่เว้นวัน ซึ่งเพื่อนสนิทอย่างเขาเองนี่แหละที่ช่วยเป็นไม้กันหมาให้อย่างดี และนับวันความงามของสาวลูกครึ่งก็ยิ่งสวยสะพรั่ง ทำให้ฟาเบรกัสเชื่อว่าใบหน้าหวานหยดที่แฝงไปด้วยความน่ารักในตัวมลินดาคงส่งให้เจ้าตัวกลายเป็นสาวที่ป๊อบที่สุดในมหาวิทยาลัยได้ไม่ยาก และไม่มีทางซะล่ะที่เพื่อนสาวคนนี้ของเขาจะไร้ซึ่งบุรุษเข้ามาวอแว

“ผู้ชายทั้งมหา’ลัยคงตาถั่ว มองไม่เห็นเพชรเม็ดงามอันล้ำค่าอย่างด้า”

“คนที่สวยๆกว่าฉันก็มีเยอะแยะ หน้าเอเชียอย่างฉันคงไม่ใช่สเปคหนุ่มมหา’ลัย”

“นี่ถ้าด้าไปเรียนที่เดียวกับเรา หนุ่มอเมริกันคงต่อคิวจีบยาวเหยียด”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นคงน่าปวดหัว”

บทสนทนาระหว่างมลินดาและฟาเบรกัสยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ส่วนคนรออย่างไรอันก็ได้แต่ยืนมองด้านหลังของร่างบางสลับกับเหลือบไปมองเด็กหนุ่มที่เขารู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากฟาเบรกัสคือผู้ชายเพียงคนเดียวที่เป็นเพื่อนสนิทของมลินดา ได้รับความไว้วางใจจากไบอันให้คอยช่วยเหลือดูแลมลินดาระหว่างเรียนไฮสคูล และเพราะไบอันค่อนข้างที่จะให้ความเอ็นดูในตัวฟาเบรกัสจึงยังผลให้เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกคฤหาสน์รอสเบิร์กได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ ฉะนั้นไรอันเลยคุ้นเคยและเห็นหน้าฟาเบรกัสจนชิน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

6 ความคิดเห็น