ตำนานเพชรอำพัน TypeMoon

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 273 Views

  • 7 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    273

ตอนที่ 3 : การล้างแค้นของบอย เบิร์นเนอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 พ.ย. 58

TypeMoon

ตำนานเพชรอำพัน

ตอนที่การล้างแค้นของบอย เบิร์นเนอร์

…………………………………………………………………………………………

                นั้นเป็นแววตาที่แฝงมาด้วยความอาฆาตมาดร้าย ที่พุ่งตรงมายังอเลน ทำให้ยอดนักสืบคนนี้ถึงกับขนลุกชูชัน

                แววตาของชายหนุ่มที่แผ่แรงกดดันมหาศาลออกมา สวนทางกับขนาดตัวที่ผอมเล็กนั้น ชายหนุ่มผู้มีทรงผมไถข้าง ย้อมเป็นสีเขียวขี้ม้า

             

             บอย เบิร์นเนอร์

            

              บอย เบิร์นเนอร์ที่ถูกใส่กุญแจมือ ถูกควบคุมตัวโดยตำรวจร่างใหญ่สองนาย แม้ร่างกายจะถูกจองจำ แต่ภายในใจ อเลนสัมผัสได้ถึงความเคียดแค้น เกลียดชัง และสิ้นหวัง

                ตุบๆๆๆ

                บอย เบิร์นเนอร์ อาศัยจังหวะที่นายตำรวจทั้งสองชะล่าใจ แย่งเอาปืนพกมาจากเอวของตำรวจมาได้

                ปากกระบอกปืนพุ่งตรงไปยังนักสืบหนุ่ม ที่กำลังยกมือห้าม  ในขณะที่คนบริเวณนั้นแตกหือเหมือนมดแตกรัง

                อเลนเป็นเพราะแกแท้ๆ ถ้าไม่มีแกสักคนละก็!!!” บอย เบิร์นเนอร์ ตะโกนด้วยความโกรธทั้งน้ำตา และลั่นไกปืนออกไป   

                ปัง!!!

         


                 เหวอ!!

                 อเลนลืมตาตื่นขึ้นมา  ตัวเค้านั้นกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานที่ยังคงกองเต็มไปด้วยกองเอกสารเช่นเดิม

                ฝันงั้นรึ…” อเลนที่เผลอหลับไปสะดุ้งตื่นขึ้นมา ที่นายกลับมาที่เมืองนี้เป็นเพราะว่าความแค้นของนายยังไม่จางหายไปงั้นรึ….บอย

…………………………………………………….

               


               หลังจากบอกกับตัวเองว่า เรื่องของบอย เบิร์นเนอร์จะคิดมากให้ปวดหัวไปก็คงจะไม่ได้อะไรขึ้นมา อเลนจึงตั้งใจจะออกไปในเมืองเพื่อทำธุระ

                อเลนเดินขึ้นมาบนชั้นสองเพื่อมาดูว่า น้องสาวของเค้าจัดห้องไปถึงไหนแล้ว

                

                ก๊อกๆๆ….

                เมื่อไม่มีเสียงตอบกลับมา อเลนจึงถือวิสาสะเปิดประตูห้องเข้าไป 

                

                 “สะสุดยอด

                ห้องที่ถูกจัดเป็นสัดส่วน และดูเป็นระเบียบเรียบร้อย  ซึ่งแตกต่างจากห้องของผู้ชายอย่างอเลนซึ่งจะทำความสะอาดแค่เดือนละครั้งเท่านั้น

                เมื่อมองไปยังเตียงนอนที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องก็เห็นพิมพ์จันทร์แอบงีบอยู่บนเตียงที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาตัวใหญ่หลายตัว หากมองผ่านๆก็คงนึกว่า พิมพ์จันทร์เป็นตุ๊กตาตัวหนึ่ง

                อเลนเดินเข้าไปหาน้องสาวของเค้าบนเตียงก่อนจะเขย่าแขนเบาๆ

               

                “…น้องพิมพ์ๆ…”

                “งืมๆๆ หือ…” น้องพิมพ์ที่อยู่ในอาการสะลึมสะลือ ค่อยๆเปิดตาขึ้นมา

                พะ..พี่อเลน!!” น้องพิมพ์สะดุ้ง เด้งตัวขึ้นมาอยู่ในท่านั่งอยู่บนขอบเตียง นะ..หนูเผลอหลับไปหรอเนี่ย น่าอายจริงๆ น้องพิมพ์หน้าแดง

                “ฮ่าฮ่า  ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรหรอก ก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่นา

                “ก็คุณพ่อเคยสอนไว้ว่า เด็กผู้หญิงห้ามให้ผู้ชายเห็นหน้าตอนหลับค่ะ!!”

                คำว่าพ่อ ดูเหมือนจะเป็นคำต้องห้ามสำหรับอเลน  สีหน้าของอเลนเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำว่า พ่อ จนทำให้น้องพิมพ์รู้สึกผวาเล็กน้อยต่อบรรยากาศกดดัน ซึ่งอเลนเองก็มองออก จึงพูดเปลี่ยนเรื่อง

                เดียวพี่จะพาไปเมืองสักหน่อย นี่ก็สี่โมงเย็นแล้ว ไปดูอากาศข้างนอกมาเมื่อกี้ก็ไม่ค่อยร้อนด้วย

                เมื่อพี่ชายเสนอน้องสาวก็สนอง ด้วยความที่เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิม ทำให้พิมพ์จันทร์รู้สึกดีใจมากที่จะได้ไปชมเมืองกับพี่ชาย

                งั้นเดียวพี่ลงไปรอข้างล่างนะ พร้อมเมื่อไรก็ลงมาได้เลย พูดเสร็จอเลนก็เปิดประตูออกไปนอกห้อง 

พลางคิดถึงเรื่องในอดีตระหว่างเค้ากับพ่อ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่พ่อของเค้าเลือกงานมากกว่าครอบครัวตัวเอง อเลนก็คิดว่า รามันเปนพ่อที่ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว

………………………………………….

 

                เมื่อเวลาผ่านไปราว10นาที ในที่สุดพิมพ์จันทร์ก็ลงมาพบกับอเลนที่หน้าสำนักงาน  เมื่ออเลนหันไปมองก็สังเกตเห็นได้ว่าชุดของพิมพ์จันทร์นั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย

                พิมพ์จันทร์ลงมาในชุดเสื้อยืดทันสมัยลาย กราฟฟิตี้ ดูเก๋ตามแบบวัยรุ่นสมัยนี้ กางเกงเป็นกางเกงผ้าขาสั้นเหนือเข่าไปหนึ่งคืบ รองเท้าก็เปลี่ยนไปจากรองเท้าคัทชู เป็นรองเท้าแตะธรรมดาๆ และจุดที่เด่นที่สุดก็คือ หมวกแก๊ปสีแดงสด ซึ่งใส่แล้วดูเข้ากันกับผมสีบรอนด์ทองที่รวบเป็นทรงหางม้า

                พี่อเลนเป็นยังไงบ้างคะแต่งแบบนี้ดูเก๋ดีใช่ไหม... น้องพิมพ์ยิ้ม

                อ่าก็ดูน่ารักมากเลย แต่งแบบนี้แล้วมันก็ดูลุยๆดีนะ ต่างกับแบบเมื่อเช้าลิบลับ

                “ต่างกัน?”

                ก็ชุดเมื่อเช้าให้อารมณ์แบบคุณหนูอ่อนหวาน  แต่แบบนี้ก็ดูลุยๆ เฟี้ยวฟ้าวดี

                “หรอคะ? แล้วพี่อเลนคิดว่าแบบไหนดีที่สุด

                “มันก็ดีไปคนละแบบละนะ เอาเป็นว่าต้องดูสถานการณ์ก็แล้วกัน

                นั้นสินะ ดีกันคนละแบบ น้องพิมพ์ยิ้ม

               

             หลักจากปิดสำนักงานเรียบร้อย อเลนก็เดินนำหน้าพิมพ์จันทร์ ลัดเลาะไปตามตึกรามบ้านช่องไปเรื่อยๆ  ในเมืองแห่งนี้มีร้านค้าหลากหลายอย่าง ทำให้น้องพิมพ์ถึงกับมองตาไม่กระพริบ และถามอเลนเกี่ยวกับร้านค้าพวกนั้นตลอดเวลาที่เดินชม

                เมื่อเดินเรื่อยๆจนถึงใจกลางเมือง ซึ่งมีธนาคารมากมายตั้งอยู่

                น้องพิมพ์ เดียวพี่จะไปกดเงิน ทางนู้นหน่อยนะ เดินเล่นแถวนี้อย่าไปไหนไกลละ

                ค่ะพี่อเลน น้องพิมพ์ยิ้มรับ

                

                  หลังจากอเลนเดินไปที่ตู้กดเงินแล้ว พิมพ์จันทร์ก็เดินเลียบไปบนทางเท้า ไปหยุดที่ร้านเบเกอร์รี่ร้านหนึ่ง

                ร้านนี้ดูภายนอกค่อยข้างเก่าและไม่ได้หรูหราเท่ากับร้านคาเฟ่ที่อเลนพาไปเมื่อตอนเช้า อาจจะเพราะตอนนี้พิมพ์จันทร์ได้เข้าสู่ เขตเมืองเก่าแล้ว

                เขตเมืองเก่าเป็นเขตที่อยู่ติดกับตัวเมือง โดยสิ่งก่อสร้างโดยส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้ทรงเก่า ซึ่งต่างจากเขตเมืองใหม่ที่จะเป็นตึกและสำนักงานต่างๆ

                ร้านเบเกอร์รี่ ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่านี้ มีตู้โชว์ขนาดย่อมวางอยู่หน้าร้าน ซึ่งข้างในมีเค้กแฟนซีต่างๆ ร่วมถึงขนมปังสอดไส้แบบง่ายๆ และที่โดดเด่นก็คือตู้นึ่งซาลาเปาที่วางอยู่ใกล้ๆกัน โดยมีป้ายแปะเอาไว้ว่า เมนูแนะนำ ซาลาเปาไส้ครีม

                เมื่อพิมพ์จันทร์ชะเง้อหน้าเข้าไปมอง นัยน์ตาที่ปกติจะเป็นประกายอยู่แล้ว ก็ยิ่งเป็นประกายมากขึ้นกว่าเดิม  เมื่อเธอเห็นตู้อบขนมใหญ่ ชั้นวางที่เต็มไปด้วยขนมปังสีเหลืองนวล และเจ้าของร้านตัวอ้วนที่กำลังผสมวัตถุดิบต่างๆลงในถังผสมอย่างชำนาญ

                ในขณะที่น้องพิมพ์กำลังสนอกสนใจกับการทำขนมอบอยู่จนไม่ทันได้รู้สึกตัวว่า มีคนมายืนอยู่ใกล้ๆแล้ว

                

                     เว้ยยยย!!ทำไมอากาศมันร้อนอย่างนี้!!

                น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความไม่พอใจตะโกนดังออกมา ทำให้พิมพ์จันทร์ถึงกับสะดุ้ง และหันหลังไปมองต้นกำเนิดของเสียงนั้น

                ชายรูปร่างผอมสูง ไว้หนวดเครารุงรัง ทรงผมที่ไม่สามารถเรียกว่าเป็นทรงผมได้ มันราวกับรังนกนางแอ่นที่ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าที่สกปรกและมีกลิ่น ผิวที่ดำเกรียมเนื่องจากโดนแดดเผา  ชายคนนี้กำลังยืนอยู่ข้างหลังพิมพ์จันทร์พร้อมแบกถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ข้างในมีขวดพลาสติกอยู่ครึ่งถุง

                ด้วยความสูงของชายคนนั้นทำให้พิมพ์จันทร์ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมามอง และชายคนนั้นก็จ้องมองลงมาที่พิมพ์จันทร์

                หลังจากทั้งคู่สบตากัน ก็ทิ้งเวลาห่างราวห้าวินาทีก่อนที่ชายเร่รอนจะเปิดปากอีกครั้ง น่าเบื่อพวกเทศบาลที่มาเก็บขยะจริงๆ ดันมาแย่งสินค้าที่ปกติก็หายากอยู่แล้วซะได้ ชายเร่ร่อนเหล่ตามองไปยังถังขยะฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า

                คะ..คนๆนี้อะไรของเค้าเนี่ย...

                

                     พิมพ์จันทร์ยังคงยืนตัวแข็ง แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็คิดได้ว่าไม่ควรเข้าใกล้คนคนนี้จะดีที่สุด

                หนูรู้ไหม!!! ว่าเมืองนี้สมัยก่อนนะไม่ได้เจริญแบบนี้หรอก เป็นเพราะมันมีจุดเปลี่ยนในอดีตต่างหาก ชายเร่ร่อนคนนี้กำลังพูดถึงเขตเมืองใหม่ที่มีความเจริญมากกว่าเขตเมืองเก่าอย่างเทียบไม่ได้

                ราวกับว่าสิ่งที่ออกจากปากชายคนนี้นอกเหนือจากคำพูดที่ฟังแล้วงง ก็เหมือนมีโซ่มาล่ามขาของพิมพ์จันทร์เอาไว้ ทำให้เธอที่กำลังจะเดินหลบไปหาพี่ชาย ต้องยืนขาแข็งอีกรอบ

                สายตาของชายเร่ร่อนจ้องมองมาที่เด็กสาวอีกครั้ง

                คะ..คนคนนี้น่ากลัวสุดๆ

             

            คงคิดไปเองละมั้ง!!  ลึกๆแล้วรู้สึกเหมือนว่าเคยเจอกับหนูมาก่อนเลยนะเนี่ย แต่ช่างเหอะ... ชายเร่ร่อนยืนเกาหัวแกร่กๆ ต่อหน้าพิมพ์จันทร์ที่กำลังหาทางเดินหลบไปให้พ้นๆจากที่ตรงนี้

                แต่ทันใดนั้นเอง เจ้าของร้านขนมปังก็ออกมาพอดี ในมืออ้วนๆนั้นถือถุงที่ข้างในมีขวดพลาสติกมากมาย

ก่อนจะยื่นให้ชายเร่รอน

                เอาไป!!ง่าว แล้วก็รีบไปที่อื่นได้แล้ว

                ขอบคุณ เฮีย! ขอให้เจริญๆชายเร่รอนยกมือไหว้เฮียเจ้าของร้านแบบลวกๆ ก่อนจะเดินไปหาขยะในถังขยะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ

              

              อเลนที่กดเงินสำหรับเอาไปจ่ายค่าเช่าสำนักงานเสร็จแล้ว ก็เดินตามมาสมทบกับพิมพ์จันทร์ และเมื่อเห็นเฮียเจ้าของร้านจึงกล่าวทักทาย

           

                อ่าวเฮียมาทำอะไรหน้าร้าน

                “นิดหน่อยนะ ไม่มีอะไร

                “อ่อ..เฮียคงจะยังไม่เคยเห็นหน้า...นี่น้องพิมพ์ น้องสาวของผมอเลนแนะนำน้องสาวให้เฮียร้านขนมรู้จัก

                “สวัสดีค่ะ พิมพ์จันทร์ค่ะ จากนี้จะย้ายมาอยู่กับพี่อเลน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะพิมพ์จันทร์พนมมือไหว้อย่างอ่อนน้อม

                อเลนนี่นายมีน้องสาวน่ารักขนาดนี้ด้วยเรอะเนี่ย แถมยังเป็นลูกครึ่งอีก!! อายุค่อนข้างห่างเลยนา..ฮ่าๆเฮียร้านขนมหัวเราะ ชักจะถูกใจซะแล้วสิ ว่าแต่น้องพิมพ์มีแฟนแล้วยังเนี่ย สนใจลูกชายลุงไหม วันๆเอาแต่เล่นเกมอยู่ในห้องไม่ได้เรื่องจริงๆ ถ้ามีแฟนอย่างหนูมันอาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ได้นา

              

               “อะ..เอ๋ แฟนหรอค่ะ!! ไม่มีหรอกคะค่ะ หนูพึ่งจะอายุ12เองนะ น้องพิมพ์หน้าแดงแจ๋ คุณพ่อบอกว่าตอนนี้ยังไม่ต้องหาแฟน

                ‘อืมสั่งสอนดีแฮะพ่อของเรา อเลนพยักษ์หน้าเห็นด้วย

                พ่อบอกว่า รอให้จบมัธยมต้นก่อน ค่อยหาค่ะ

                ‘จบม.3 นี่พึ่ง15 เองนะเฟ้ยยย เจ้าพ่อบ้า

               

                ก่อนที่เรื่องราวจะออกทะเลไปไกล อเลนก็ได้ตัดบทเอาดื้อๆ

                ไม่ได้นะ ต้องเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยหาแฟนเข้าใจไหม”  อเลนดุ  งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ต้องไปจ่ายค่าเช่าอีก

                ก่อนแยกย้าย เฮียเจ้าของร้านก็คีบซาลาเปาไส้ครีมออกมาหนึ่งลูก ก่อนจะยื่นให้น้องพิมพ์

                เอา..ลุงให้ ค่อยๆกินละมันร้อน

                “ขอบคุณค่ะ พิมพ์จันทร์เมื่อได้รับ ก็จัดการหม่ำทันที

                เขี้ยวเล็กๆ กัดจมลงไปในเนื้อนุ่มๆสีขาวนวลนั้นคือสัมผัสแรก ต่อจากนั้น ลิ้นก็ดันไปแตะโดนไส้ครีมสีเหลืองทอง ความหวานและหอมที่ลงตัว ทำให้น้องพิมพ์ถึงกับยิ้มโดยไม่รู้ตัว

                อะ..อร่อย!!!! ไว้วันหลังจะมาอุดหนุนนะค่ะ

                มาได้ตลอดเวลาเลยนะหนูพิมพ์ เฮียเจ้าของร้านยิ้มก่อนจะเดินกลับเข้าไปช่วยงานในร้านต่อ

                เฮ้อ!ตาลุงเนี่ย คงอยากจะเป็นพ่อสื่อให้ลูกชายตัวเองมาก วันก่อนตอนน้องจาวมาก็พูดแบบนี้แหละ  อย่าไปใส่ใจเลย….”

             

           แต่อเลนก็สังเกตเห็นว่าน้องสาวของเค้าไม่ได้ฟังที่เค้าพูดเลย น้องสาวของเค้ากำลังมองทอดไปยังอีกฝากของถนน ที่ชายเร่รอนกำลังชะโงกหน้ามองดูถังขยะที่ว่างเปล่า ก่อนจะร้องตะโกนโหวกเหวกอยู่คนเดียว

                นั้นมันไอ้ง่าว พวกเร่ร่อนน่ะ เก็บของเก่า พวกขวดขายไปวันๆ สติก็ไม่ค่อยจะดีนักหรอก ถ้าน้องพิมพ์เห็นแล้วก็อยู่ห่างๆไว้ละ

                “ค่ะพี่อเลน ไปกันเถอะ น้องพิมพ์สอดมือคล้องแขนพี่ชาย ก่อนจะเดินไปตามทางเพื่อกลับสำนักงาน 

                เราเองก็รู้สึกคุ้นเคยกับลุงง่าวมากๆ...เป็นเพราะอะไรกันนะ พิมพ์จันทร์หันหลังกับไปมองที่ไอ้ง่าวอีกครั้ง แต่ไอ้ง่าวก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วแล้ว

……………………………………………………..

                

               หลังจากกดเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว อเลนก็ออกเดินโดยมีน้องพิมพ์เอามือคล้องแขนอยู่ข้างๆ โดยเป้าหมายต่อไปที่สองพี่น้องจะไป คือร้านน้ำชาดีเด่น

               

                ร้านน้ำชาดีเด่น เป็นร้านน้ำชาที่อยู่คู่กับเมืองนี้มาอย่างยาวนาน โดยเปิดขายตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายแก่ๆ โดยสมัยก่อนที่เป็นยุคเฟื้องฟูว่ากันว่า ร้านนี้มีพนักงานถึงยี่สิบคน แต่ปัจจุบันร้านก็ลดขนาดลงตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป  จนตอนนี้มีพนักงานเพียง2-3คน

                แต่ถึงแบบนั้น ร้านน้ำชาแห่งนี้ก็ยังอยู่ได้เพราะยังมีคนยุคเก่าๆมาอุดหนุนอยู่เรื่อยๆ

                ใช้เวลาไม่นาน อเลนและน้องสาวก็เดินทางมาถึงร้านน้ำชาดีเด่น ที่นั้นสองพี่น้องได้พบกับ คุณหมู

                คุณหมูเป็นผู้กว้างขวางในเมืองนี้และยังเป็นเจ้าของตึกสำนักงานที่อเลนเช่าอยู่ ชายตัวใหญ่ ที่อยู่ในชุดโปโลสบายๆ กางเกงขาสั้น  และจุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ คุณหมูเป็นคนศีรษะล้าน

                สวัสดีครับ คุณหมู อเลนเดินเข้าไปทักทาย

                อ่าวว่าไง อเลน  นั่งก่อนสิ คุณหมูยิ้มทักและชวนอเลนมานั่งร่วมโต๊ะแล้วนั้นพาใครมาด้วยละนั้น..”

                หลังจากอเลนและพิมพ์จันทร์นั่งเรียบร้อยแล้ว นักสืบหนุ่มก็แนะนำน้องสาวของเค้าให้คุณหมูรู้จัก

                “แหมไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าอย่างอเลนก็ดูแลเด็กผู้หญิงเป็นด้วย คุณหมูแซว

                เมื่อเห็นว่าเรื่องที่คุยกลายมาเป็นการเผากันแล้ว อเลนจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

                เรื่องนั้นช่างมันเถอะครับ นี่ครับเงินค่าเช่า อเลนยื่นเงินให้คุณหมู

                อ่า..ขอบใจมาก คุณหมูรับเงินก่อนจะเอามาใส่กระเป๋าอย่างเรียบร้อย

               

                แต่บทสนทนาของทั้งสามคนก็ต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ เมื่อมีเสียงดังมาจากหน้าร้าน

                

               ไฟไหม้!!!!”

                

               เมื่อได้ยินแล้ว อเลนจึงจูงพิมพ์จันทร์ออกมายืนดูอยู่ที่หน้าร้าน พร้อมด้วยคุณหมูที่เดินตามมาติดๆ

                นั้นมันอะไรกัน!!”

                ที่เสาไฟฟ้าตรงข้ามร้าน กำลังมีบางสิ่งถูกไฟเผาไหม้ ครอกทั้งตัว เปลวไฟเผาไหม้อย่างรุนแรง สูงขึ้นราวสองเมตร  และเมื่อคุณหมูลองเพ่งมองดู ก็เห็นถึงรูปร่างของสิ่งนั้นได้ชัดเจน

                “หมา!!!หมากำลังโดนเผา!!” คุณหมูรีบคว้าถังน้ำที่อยู่ใกล้ๆวิ่งเข้าไปสาดน้ำใส่กองไฟ จนสามารถดับไฟได้

                นี่มันอะไรกัน…?” ปรากฏว่าเมื่อไฟดับแล้วซากที่โดนเผานั้นไม่ใช่สุนัข

                คงเป็นกระดาษ เปเปอร์มาเช่ อเลนที่เดินตามมาพูด

                กระดาษเปเปอร์ มาเช่…?”

                “กระดาษเปเปอร์มาเช่เป็นการนำกระดาษมาผ่านกระบวนการบางอย่างทำให้สามารถขึ้นเป็นรูปทรงต่างๆได้ครับ และยังติดไฟได้ง่าย

                “แล้วทำไมต้องทำเป็นรูปสุนัขด้วยละคะ?” พิมพ์จันทร์สงสัย

                “ระหรือว่า…”คุณหมูมองไปที่อเลน

                ครับ..ถ้าที่ผมคิดไว้ไม่ผิด ที่ปั้นเป็นรูปหมาและเอาไฟเผา คงจะเป็นข้อความที่ตั้งใจจะส่งมาถึงผม

                “ผีมือของ บอย เบิร์นเนอร์จริงๆด้วยสินะ คุณหมูออกอาการเครียดหรือว่ามันที่มันกลับมารอบนี้มันต้องการที่จะแก้แค้นเธอ ที่เธอทำให้มันต้องออกจากเมืองไปเมื่อหลายปีก่อน

                “ก็อาจจะเป็นได้ครับ คงต้องไปเจอหน้ากันตรงๆแล้วถามเท่านั้น”  อเลนจ้องไปที่ซากเปเปอร์มาเช่ที่ไหม้เกรียม ยังไง เรื่องบอย เบิร์นเนอร์ ปล่อยให้ผมจัดการได้ไหมครับคุณหมู

                “ก็ได้อยู่หรอก ยังไงมันก็เป็นปัญหาของเธอ แต่ถ้าเหตุการณ์มันลุกลามเหมือนเมื่อก่อน คงต้องให้ตำรวจเข้ามาจัดการละนะ

                “ขอบคุณมากครับคุณหมูอเลนหันกลับไปหาน้องพิมพ์ “’งั้นเรารีบกลับบ้านกันเถอะ

                “ค่ะ! พี่อเลน

                อเลนเดินนำพิมพ์จันทร์ผ่านเส้นทางที่พวกเค้าเดินมาในตอนแรกเพื่อกลับสำนักงาน และตลอดเวลาอเลนก็คิดแต่เรื่องของ บอย เบิร์นเนอร์ เพียงเรื่องเดียว

                ผ่านไปตั้งหลายปีแล้วทำไมอยู่ดีๆนายถึงกลับมาละ บอย

……………………………………………………

 

                เวลาล่วงเลยมาจนถึงสี่โมงเย็น พระอาทิตย์ที่กำลังค่อยๆลับขอบฟ้านั้น เปล่งแสงย้อนเข้ามาในตาของสองพี่น้อง

                แสบตาชะมัด

          อเลนเดินนำหน้าพิมพ์จันทร์เพื่อบังไม่ให้แสงอาทิตย์สาดมาถูกน้องสาวของเค้า และในที่สุดพวกเค้าก็กลับมาถึงที่บ้าน เพียงแต่อเลนสังเกตเห็นใครบางคนยืนอยู่ที่หน้าออฟฟิศ

             

                    ไม่ได้เจอกันนานนะ อเลน

         

                  แม้ว่าจะมองหน้าของแขกที่ไม่ได้รับเชิญไม่ค่อยถนัด แต่เมื่อฟังเสียงแล้ว อเลนก็จำได้ทันทีถึงชื่อของชายคนนั้น

                บอย  เบิร์นเนอร์…”

                บอย เบิร์นเนอร์ค่อยๆเดินออกมา อยู่เบื้องหน้าสองพี่น้อง

                ดีใจนิดๆนะ...ที่นายยังจำชั้นได้...อเลน

                ชายรูปร่างเล็กผอมเพรียว ผู้มีผมที่ย้อมเป็นสีเขียวขี้ม้า ที่นิ้วมือนั้นใส่แหวนรูปแบบต่างๆหลายวง และมีสายตาที่ดุดันคุกคามทั้งอเลนและพิมพ์จันทร์อย่างรู้สึกได้ 

                พี่อเลน คนรู้จักหรอคะ?” พิมพ์จันทร์จับปลายเสื้อของพี่ชายเอาไว้

                เพื่อนน่ะ.. อเลนตอบแบบไม่ละสายตาไปจาก บอย เบิร์นเนอร์

                ...เพื่อน?” เมื่อได้ยินคำว่าเพื่อน บอย เบิร์นเนอร์ยิ่งทำตาดุยิ่งกว่าเดิม นี่แกยังคิดว่าตัวเองเป็นเพื่อนของชั้นอีกรึ อเลน..

       “ใช่...บอย ฟังให้ดี ทุกอย่างที่ชั้นทำไปก็เพราะไม่มีทางเลือก สิ่งที่นายทำลงไปมันร้ายแรงมาก..

                หุบปาก!!!”บอย เบิร์นเนอร์ตะคอกอย่างรุนแรงถ้าแกเป็นเพื่อนชั้นจริงๆ ทำไมถึงไม่ช่วยชั้นตามหา ของขวัญล่ะ ไม่ช่วยยังไม่พอ ยังมาจับชั้น ทำให้ชั้นต้องออกจากเมืองนี้ไป

        “เพราะวิธีของนายมันผิด!!”อเลนตะคอกกลับ เพราะเป็นเพื่อนถึงได้หยุดไงล่ะ สิ่งที่นายทำมีแต่จะทำให้เรื่องราวมันแย่ลงก็แค่นั้น

                หึ...เลิกคุยเรื่องเก่าๆแก่ๆเถอะ ที่ชั้นกลับมาเมืองนี้ในวันนี้ก็เพราะมีเรื่องอยากจะถามแก อเลน

                เรื่องที่อยากถามงั้นรึ?”

                แกรู้ใช่ไหมว่า ของขวัญ หายไปอยู่ที่ไหน

                ชั้นไม่รู้ว่าของขวัญไปไหน แต่แกก็ไม่มีเหตุผลที่จะตามหาคนที่เค้าไม่ได้รักนี่นา

             

             ผัวะ!! ผลั่ก!!

                เหมือนคำพูดของอเลนจะไปจุดชนวนในใจของบอย เบิร์นเนอร์  ชายหนุ่มพุ่งเข้าไปหาอเลนด้วยความเกรี้ยวกราด หมัดที่ถูกปล่อยอย่างรวดเร็ว พุ่งและปะทะกับใบหน้าของอเลนอย่างจัง จนอเลนกระเด็นตัวลอยไปไกล สองเมตร

                พะ..พี่อเลน!!” พิมพ์จันทร์รีบวิ่งเข้าไปพยุงพี่ชายของเธอ

         

     ก็ได้..อเลนถ้าแกไม่บอกว่า ของขวัญ หายไปไหน ชั้นก็จะทำให้แกได้รู้สึกเองว่า การที่เราต้องสูญเสียคนที่เรารักมันรู้สึกยังไง               

                บอย เบิร์นเนอร์เดินเข้าไปหาพิมพ์จันทร์ และใช้มือลูบปลายคางเบา

                ไม่เคยได้ยินว่า มีน้องสาวเลยนี่... ถ้าน้องสาวของนายหายไป นายก็น่าจะรู้สึกเหมือนกับชั้นที่ต้องสูญเสียของขวัญไปนะมือที่อยู่บริเวณคางเลื่อนขึ้นมาลูบแก้มขาวๆที่กำลังสั่นริกๆด้วยความกลัว

              

                          ผัวะ!!

          “น้องสาวของชั้นไม่เกี่ยวข้องด้วย ถ้าอยากจะมีเรื่องก็มาลงที่ชั้นคนเดียวอเลนใช้จังหวะที่  บอย เบิร์นเนอร์เผลอ กวาดวงขาเตะอัดไปที่ชายโครง จนบอย เบิร์นเนอร์เซไปด้านหลัง แต่ถึงแบบนั้นก็ยังไม่รวดเร็วพอ บอยเบิร์นเนอร์ตั้งการ์ดป้องกันเอาไว้ได้ทัน

                ลูกเตะหนักดีนี่..แต่ยังไม่ถึงขั้นบอย เบิร์นเนอร์ยิ้ม นายอาจจะฉลาดกว่าชั้น  อเลน แต่เรื่องวิวาท ยังไงชั้นก็ไม่แพ้

                บอย เบิร์นเนอร์ ค่อยๆเดินเข้าไปหาอเลนอีกครั้ง  แต่โชคดีที่เสียงร้องของพิมพ์จันทร์ทำให้ชาวบ้านแถวนั้น เริ่มทยอยออกมาดูเหตุการณ์  ทำให้บอย เบิร์นเนอร์ต้องถอยอย่างเลี่ยงไม่ได้

                ถ้าไม่อยากสูญเสียคนที่นายรัก ก็จงพาของขวัญมาหาชั้นที่เดิม สถานที่ที่ลุกเป็นไฟเมื่อ2ปีก่อน ภายในเวลาหนึ่งทุ่มของวันพรุ่งนี้

                บอย ค่อยๆเดินหันหลังกลับ แล้วอย่ามาหาว่าชั้นไม่เตือนละ อเลน

                บอย เบิร์นเนอร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะเดินหายเข้าไปหลังพุ่มไม้ที่ติดกับป่าหลังบ้าน

               

               หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้น พิมพ์จันทร์ก็พาพี่ชายของเธอเข้ามาในบ้านและทำแผลให้

                พี่อยู่นิ่งๆนะคะ พิมพ์จันทร์เอาผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆมาเช็ดที่บริเวณใบหน้าของอเลนที่มีรอยช้ำ

                คนคนนั้นเป็นเพื่อนของพี่อเลนสินะคะ

                อืม..ใช่แล้วละ เมื่อก่อนพวกเราสนิทกันมาก แต่ก็มาเกิดเรื่องนั้นขึ้นมา

          “เรื่อง ที่พี่ของขวัญหายตัวไปอย่างนั้นหรอคะ พิมพ์จันทร์ทำหน้าเศร้า หนูก็ไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง แต่ทุกอย่างน่าจะหาทางออกได้โดยไม่ต้องใช้กำลังนะคะ

          “เรื่องมันยาวน่ะ อเลนเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าและ บอย เบิร์นเนอร์ต้องแตกหักกัน เจ้านั้นมันมีความรักที่รุนแรงเกินไป และเมื่อคนรักของเจ้านั้นหายไป ก็เลยมีสภาพไม่ต่างไปจากคนบ้า เพื่อจะได้เจอกับคนรักอีกครั้งมันทำทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ

          อเลนก้มหน้าลงมองน้องสาวที่กำลังทำแผลให้กับตัวเค้า

                แต่ถ้าหากมันพาน้องพิมพ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในครั้งนี้ด้วย พี่ก็คงจะต้องใช้ไม้แข็งตอบกลับ

       “แต่เป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอค่ะ…”

                 ......

        “เพื่อนต้องช่วยเพื่อนค่ะ หนูก็จะช่วยพี่อเลนช่วยเพื่อนคนนั้นให้ได้

               “…น้องพิมพ์ทำไมถึง

       “หนูคิดว่า คนที่ชื่อบอย เบิร์นเนอร์นั้นไม่ใช่คนไม่ดีค่ะ เค้าก็คงแค่อยากจะเจอพี่ของขวัญอีกสักครั้ง

          “พี่ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ ของขวัญ อยู่ที่ไหนอเลนส่ายหน้าเบาๆ

                หนูรู้ค่ะ ว่าบอย เบิร์นเนอร์รักพี่ของขวัญมาก ก็ตอนที่เค้าเอามือมาจับที่ใบหน้าหนู เลยทำให้หนูเห็น…”

          “น้องพิมพ์ เห็นอะไรหรอ…” อเลนสนใจ

             

             ที่นิ้วนางข้างซ้ายมีแหวนที่สลักเป็นภาษา ยูโทเซีย คะ

                แหวนที่สลักด้วยภาษายูโทเซีย…?”

          พิมพ์จันทร์นึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่ถูก บอย เบิร์นเนอร์ลวนลาม ภาพของแหวนสีทองธรรมดาๆ แต่ที่ตัวแหวนมีลวดลายสลัก ที่หากไม่รู้จักภาษายูโทเซีย ก็คงคิดว่า นั้นเป็นเพียงลวดลายที่ไม่มีความหมาย แต่กับพิมพ์จันทร์ที่มีความรู้เรื่องภาษายูโทเซียพอสมควรจึงสามารถอ่านข้อความนั้นได้อย่างง่ายได้

          “ค่ะ..เป็นแหวนเก่าๆ ที่สลักด้วยภาษายูโทเซีย เมื่อแปลเป็นไทย ก็จะแปลได้ว่า ของขวัญ ค่ะ  และนั้นจะต้องเป็นแหวนคู่ไม่ผิดอย่างแน่นอน

 

 

         

___________________________________________________________

0 ความคิดเห็น