ตำนานเพชรอำพัน TypeMoon

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 263 Views

  • 7 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    5

    Overall
    263

ตอนที่ 1 : Pologue : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 พ.ย. 58

TypeMoon

ตำนานเพชรอำพัน

ตอนที่1 Pologue : บทนำ

……………………………………………………………………………..

               

 

                ในโลกที่แสนกว้างใหญ่นี้ยังมีเรื่องลี้ลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้อยู่เป็นจำนวนมาก  ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมากจนสามารถที่จะอธิบายเรื่องราวลี้ลับต่างๆได้  แต่ก็ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขว้าง นั้นก็คือเรื่องของ มหาสมบัติเพชรประจำราชวงศ์คาทินกา ไทป์มูน

                เมื่อกล่าวถึงราชวงศ์คาทินกาแล้ว  เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นราชวงศ์ที่ปกครองประเทศยูโทเซีย  ประเทศที่ได้ชื่อว่า สวยงามและอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในโลก  แต่มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่ากว่าที่ราชวงศ์คาทินกาจะได้ปกครองประเทศแห่งนี้ เมื่อครั้งอดีตต้องผ่านการทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกับราชวงศ์มารูดามาก่อน

                ตั้งแต่อดีตอันเนินนานทั้งสองราชวงศ์ต่างก็ทำศึกสงครามเพื่อแย่งชิงอาณาจักรยูโทเซีย การต่อสู้กินเวลานานกว่า 100 ปี

                 เวลาที่ผ่านเลยไปจนมาถึงสงครามครั้งสุดท้ายที่จะตัดสินว่าราชวงศ์ใดจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งในภายหลังเราเรียกสงครามครั้งนั้นว่า มหาสงครามยูโทเซีย

                ตามบันทึกได้เขียนเอาไว้ว่า ในขณะที่ราชวงศ์คาทินกาถูกไล่ต้อน  ราชวงศ์มารูดาเข้าโอบล้อมจากทุกทิศทาง  กษัตริย์กาเบรียลผู้นำของราชวงศ์คาทินกาได้ตัดสินใจใช้วิธีนอกรีต พิธีกรรมต้องห้าม

                ผลของพิธีกรรมนั้น ส่งผลให้ท้องฟ้าแปรปรวน เกิดแผ่นดินไหวและพายุเข้าทำลายกองทัพของราชวงศ์มารูดาจนย่อยยับภายใน 1 คืน

                 กองทัพที่เหลือรอดของราชวงศ์มารูดาที่พ่ายแพ้สงครามก็ถูกขับไล่ออกจากอาณาจักรยูโทเซีย

               


                จากนั้นกษัตริย์กาเบรียลก็ได้สถาปนาราชวงศ์ คาทินกาให้เป็นผู้ปกครอง อาณาจักรยูโทเซีย ซึ่งภายหลังเปลี่ยนมาเป็น ประเทศยูโทเซีย

                จนถึงตอนนี้เรื่องราวของพิธีต้องห้ามที่ทำลายกองทัพแห่งราชวงศ์มารูดาภายในหนึ่งวัน ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคือพิธีกรรมอะไรและทำได้อย่างไร แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายหลังการทำพิธีกรรม ก็คือ แร่เพชรขนาดใหญ่เท่ากำปั้นสีเหลืองส่องประกาย คล้ายสีของอำพัน เรียกกันว่า ไทป์มูน

                โดยเพชรไทป์มูนได้ถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี โดยถูกส่งมอบให้แก่กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศยูโทเซียจากรุ่นสู่รุ่น 

                จนเมื่อวันเวลาผ่านไป เรื่องราวตำนานที่เก่าแก่ก็ค่อยๆถูกลืมเลือนไป เพชรไทป์มูนกลายเป็นเพชรประจำราชวงศ์ธรรมดาๆซึ่งถูกเก็บรวมไว้กับสมบัติชิ้นอื่นๆ 

                ในตอนนั้นเหล่าราชวงศ์ยังไม่รู้ถึงความสำคัญของเพชรไทป์มูนที่มีต่อประเทศยูโทเซียแห่งนี้ แต่กว่าจะรู้ตัว เพชรไทป์มูนก็ได้ถูกขโมยออกไปจากประเทศแล้ว



……………………………………………………

             


                 เรื่องราวแสนอื้อฉาว ที่โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อนายอานัท แรงงานชาวไทยที่ไปทำงานอยู่ในวังของมิคาเอล กษัตริย์แห่งยูโทเซีย ได้ลักลอบขโมยเครื่องเพชรจำนวนมากออกมาจากคลังเก็บสมบัติ  โดยเครื่องเพชรที่ขโมยออกมานั้นเต็มไปด้วยเครื่องประดับราคาแพงหลายชิ้นและเพชรไทป์มูน

                นายอานัทเดินทางออกจากประเทศยูโทเซีย มายังประเทศไทยบ้านเกิดของตัวเอง การเดินทางนั้นราบรื่นจนตัวเค้าเองยังแปลกใจ

                ภายหลังที่เพชรไทป์มูนถูกนำออกไปนอกประเทศ   ประเทศยูโทเซียที่ไม่เคยมีปัญหาภัยพิบัติมาก่อนก็เกิดอาเพศขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยน้ำท่วม พายุ ไฟไหม้ แผ่นดินไหว  สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

                กษัตริย์มิคาเอลถูกกดดันจากเหล่าประชาชนให้รีบทำอะไรสักอย่าง  พระองค์ทรงเรียกประชุมเหล่าเสนาและที่ปรึกษาอาวุโสจำนวนมาก เพื่อระดมความคิดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

                หอสมุดประจำราชวงศ์ที่รวมรวบบันทึกต่างๆของประเทศนี้ได้ถูกเปิดออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี และสิ่งที่เป็นเบาะแสสำคัญที่พบก็คือ บันทึกของกษัตริย์กาเบรียล กษัตริย์องค์แรกแห่งประเทศยูโทเซีย

 

                ในบันทึกบทสุดท้ายได้กล่าวถึง พิธีกรรมต้องห้ามและความสำคัญของเพชรไทป์มูน ซึ่งสรุปได้ว่า

                ‘พิธีกรรมต้องห้าม จะใช้ เวทมนต์ดำ คุณไสย อัญมณีบริสุทธิ์ 9 ชนิด และชีพจรพิภพเป็นวัตถุดิบ

                ‘เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็จะเกิดเป็นพลังอันมหาศาลที่สามารถทำลายประเทศได้หนึ่งประเทศ

                ‘เพียงแต่การทำลายแค่กองทัพแห่งราชวงศ์มารูดา พลังงานที่ยังเหลืออยู่ได้เปลี่ยนรูปมาอยู่ในรูปของผลึกเพชรสีเหลืองอำพันไทป์มูน

                ‘นั้นหมายความว่า เพชรไทป์มูน เปรียบเหมือน ชีพจรพิภพของประเทศแห่งนี้  จำเป็นที่จะต้องเก็บรักษาไว้ อย่าให้ผู้ใดได้แตะต้อง และหาก เพชรไทป์มูนสูญสลายไป นั้นหมายถึง ประเทศยูโทเซียจะต้องสูญสลายเช่นกัน

            

                  และแล้วการตามล่าตัวนายอานัทผู้ขโมยเพชรไทป์มูนจึงเริ่มขึ้น

                 แม้ว่าทางยูโทเซียจะเร่งให้ทางรัฐบาลไทยรีบตามเครื่องเพชรทั้งหมดคืนมาให้เร็วที่สุดแต่ความคืบหน้านั้นมีน้อยมาก ทางกษัตริย์มิคาเอลไม่สามารถที่จะรอทางประเทศไทยได้ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ประเทศก็จะได้รับความเสียหายมากขึ้นเท่านั้น

                

                พระองค์จึงได้จัดตั้งหน่วยงาน อวาลอน ไลอ้อนฮาร์ท ขึ้นมา

                หน่วยสืบราชการลับที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และขึ้นตรงต่อกษัตริย์มิคาเอลเพียงคนเดียวเท่านั้น ภารกิจเพียงหนึ่งเดียวคือ การค้นหาเพชรไทป์มูน และนำมันกลับมายังประเทศยูโทเซียเพื่อหยุดการล่มสลายที่กำลังค่อยๆเกิดขึ้นทีละนิด

                สำหรับภารกิจที่มีความสำคัญต่อความคงอยู่ของประเทศ หัวหน้าหน่วยรุ่นที่1แห่งอวาลอนไลอ้อนฮาร์ท  วิเวียน อีฟ  ได้อาสาที่จะเดินทางไปประเทศไทยเพียงลำพัง สำหรับเธอแล้วการไปคนเดียว จะมีความคล่องตัวกว่า  โดยมีทีมงานที่จะประจำการอยู่ที่ประเทศยูโทเซียค่อย ช่วยเหลือด้านข้อมูล

 


……………………………………………………..

               

             

             หลังจากการเดินทางไปยังประเทศไทยของ วิเวียน อีฟ ผ่านไป5ปี ในที่สุด วิเวียนก็ใกล้จะได้เพชรไทป์มูนกลับคืนมาสู่ประเทศอีกครั้ง

                ณ ตอนนี้ประเทศยูโทเซียก็กำลังเจอวิกฤติอย่างต่อเนื่อง นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ยังมีโรคระบาดที่คร่าชีวิตประชาชนมากมาย แม้ว่านานาชาติจะพยายามเข้ามาช่วยเหลือแต่มันก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ตอนนี้มีแต่ต้องตามเพชรไทป์มูนคืนมาให้ได้เร็วที่สุด แต่แล้วข่าวร้ายที่สุดก็มาเยือนประเทศนี้อีกครั้ง

                มีข่าวแจ้งการเสียชีวิตของ วิเวียน อีฟ และ นายอานัท จากรัฐบาลไทย ในขณะที่ไม่มีวี่แววของเพชรไทป์มูน ให้เห็นแม้แต่น้อย  

                จากการเสียชีวิตของวิเวียน อีฟ ทำให้ภารกิจตามหาเพชรไทป์มูนของ อวาลอนไลอ้อนฮาร์ทต้องหยุดชะงักลง พร้อมกับการลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและยูโทเซีย

                แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง ข้อความสุดท้ายที่ วิเวียน อีฟ ส่งมาก่อนจะเสียชีวิต ที่อยู่ของเพชร ไทป์มูน ตอนนี้อยู่ในมือของ กลุ่มกบฏผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์มารูดา

                กษัตริย์มิคาเอลรู้สึกได้ถึงภัยร้าย ความเคียดแค้นจากกลุ่มกบฏมารูดา พระองค์ทรงบัญชาให้ อวาลอน ไลอ้อนฮาร์ท รวบรวมข้อมูลและติดตามหาตัวกลุ่มกบฏมารูดาให้เจอโดยเร็ว

                และใน1ปีถัดมา  มาเรีย คาทินกา ก็ได้รับตำแหน่งเป็น หัวหน้ารุ่นที่สอง ของอวาลอนไลอ้อนฮาร์ท

                มาเรียเป็นคนที่มีพรสวรรค์ ความสามารถของเธอเป็นที่ยอมรับว่าเหนือกว่าทุกคนในหน่วย และจากความสามารถนั้น มาเรียจึงได้รับภารกิจให้เข้าไปขโมยเพชรไทป์มูนคืนมาจากกลุ่มกบฏมารูดาที่คาดว่ายังกบดานอยู่ในประเทศไทย



…………………………………………………………………………

               


               ทางด้านประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่มาบริหาร ก็มีความคิดที่จะฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศยูโทเซียอีกครั้งหนึ่ง

                คดีเพชรไทป์มูนได้ถูกรื้อขึ้นมาสืบสวนอีกครั้ง หลังจากที่คนงานชาวไทยได้ขโมยมันออกมาเมื่อ 6 ปีก่อน โดยทางรัฐบาลสามารถรวบรวมเครื่องเพชรที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้จำนวนมาก ขาดเพียงแค่เพชรไทป์มูนเพียงชิ้นเดียว

                แม้ว่าจะได้รับเครื่องเพชรกลับคืนไปเกือบครบแล้ว แต่แผนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ดูจะไม่มีความคืบหน้า เพราะสิ่งที่ประเทศยูโทเซียต้องการจริงๆ คือเพชรไทป์มูน เท่านั้น

                นอกจากเพชรที่หายไปแล้ว  การที่ วิเวียน อีฟ หัวหน้ารุ่นที่หนึ่งของอวาลอนไลอ้อนฮาร์ทมาเสียชีวิตที่ประเทศไทย โดยที่ทางตำรวจและทหารไม่สามารถจับกุมคนร้ายที่แท้จริงได้ ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตกต่ำลง

                ทางนายกรัฐมนตรีจึงได้เรียกประชุมเพื่อหาแนวทางในการค้นหาเพชรที่สูญหายไป ในที่ประชุมเต็มไปด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงตำรวจและทหารเข้าร่วมจำนวนมาก

                ได้มีการระบุชัดเจนแล้วว่า นี่คือปัญหาระหว่างประเทศยูโทเซียที่ปกครองโดยราชวงศ์คาทินกา และกลุ่มกบฎที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์มารูดา เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน  ทางประเทศไทยคงไม่อาจที่จะช่วยเหลือแบบเปิดเผยได้ เพราะอาจจะเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มกบฏ

                ดังนั้นแนวทางที่สรุปออกมาได้ก็คือ การสืบและค้นหาเพชรไทป์มูน แบบลับๆ 

                ในที่ประชุมพลเอกชาติชาย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ก็ได้เสนอทางเลือกขึ้นมา

                “…ท่านนายกถ้าอย่างนั้น เราน่าจะเรียกตัว โร๊ค กลับมาทำงานอีกสักครั้งนะครับ

                “โร๊ค …? คืออะไรนายตำรวจยศสูงคนหนึ่งเกิดความสงสัย

                “คนของผมเองครับ แต่วางมือจากการเป็นสายลับไปนานแล้ว พลเอกชาติชายยังพูดถึง โร๊ค ต่อไป เค้าช่วยในการสืบคดียากๆระดับประเทศมาแล้วหลายคดีครับ ยกตัวอย่างง่ายๆก็อย่าง คดีที่สามจังหวัดชายแดนที่มีกลุ่มโจรใต้ออกมาลอบวางระเบิดและสังหารประชาชนจำนวนมาก  ทหารที่ส่งเข้าไปก็เหมือนส่งไปตาย  จนทางเราต้องส่ง โร๊ค เข้าไปในพื้นที่และสามารถลอบสังหารตัวการใหญ่ได้

                “บ้าชัดๆ!! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมผมถึงไม่รู้ การที่ทางรัฐบาลทำเรื่องแบบนั้นลงไป ถ้าเกิดโดนรู้เข้าละก็ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้ตัวไหม!!”

                “วางใจเถอะครับ โร๊ค ไม่เคยทำผิดพลาด ดูง่ายๆว่า การที่คุณที่มีตำแหน่งใหญ่โต ไม่รู้ถึงการมีตัวตนของเขา  นี้ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึง คุณสมบัติของ โร๊ค ได้แล้วนะครับ”  พลเอกชาติชายยิ้ม ก่อนจะหันไปถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ว่าอย่างไรครับท่าน หากท่านต้องการที่จะเรียก โร๊ค กลับมาช่วยประเทศอีกครั้ง ผมก็จะต่อสายตรงถึงเค้าทันที

                ทุกคนในที่ประชุมต่างก็หันหน้าไปรอฟังคำตอบของนายกรัฐมนตรีที่กำลังนั่งครุ่นคิดอย่างหนัก  ก่อนที่จะบอกถึงคำตอบของตัวเอง

                “งั้นตกลงเอาตามที่ท่านพลเอกชาติชายแนะนำมา เราจะขอให้ โร๊ค ช่วยทำคดีนี้อย่างลับๆ นายกรัฐมนตรีพูดเพียงแค่นั้น ก่อนจะปิดการประชุมนี้

                ที่หน้าตึก นายกรัฐมนตรีมาดักรอพลเอกชาติชาย เพื่อที่จะพูดถึงข้อตกลงบางอย่าง

                “ท่านคงจะรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่จะส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ ในกรณีที่ โร๊ค ทำผิดพลาดและถูกเปิดเผยตัวตน ผมอยากจะบอกเอาไว้ว่า ทางรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบทุกอย่าง และไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขา

                “…ครับท่านนายกรัฐมนตรี  นั้นก็เป็นเงื่อนไขทุกครั้งที่ โร๊ค ออกปฎิบัติภารกิจครับ ผมกับเขาเข้าใจถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีพลเอกชาติชาย แสดงสีหน้าเรียบๆ เมื่อสักครู่ผมได้โทรศัพท์ไปขอร้องเขาแล้ว และเขาก็ตกลงจะทำเพื่อประเทศของเรา ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

งั้นก็ดี… ” นายกรัฐมนตรีมองพลเอกชาติชายที่กำลังเดินไปขึ้นรถ ก่อนจะถามไล่หลังไปว่า แล้วจะเริ่มภารกิจตอนไหน…?”

ตอนนี้ ภารกิจได้เริ่มแล้วครับ พลเอกชาติชายกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง



…………………………………………………….

           


               เมื่อพูดถึงภูเก็ต จังหวัดทางภาคใต้ของประเทศ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะที่ติดกับทะเลอันดามันทำให้น้ำทะเลของภูเก็ตจะมีความสวยงามมากกว่าที่ไหนๆ

                แสงแดดที่ร้อนระอุในตอนกลางวัน ทำให้ผู้คนเลือกที่จะเข้าไปหลบในร้านคาเฟ่ ซึ่งเปิดแอร์เย็นสบาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีชายผู้หนึ่งที่เดินฝ่าความร้อนแรงของแดดในวันนี้ ชายผู้กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาเดินไปตามถนนที่ไร้ผู้คน จนมาถึง โรงพยาบาลประจำเมือง

                รามัน มิสเทอรี่  ชายวัย 35 ปี  จุดเด่นของเขาคือ แม้จะอายุ 35 ปีแล้ว แต่จากใบหน้าที่ดูเยาว์วัยกว่าปกติ เขาดูเหมือนคนอายุ20ต้นๆเท่านั้นและผมสั้นรองทรงสีดำสนิท  ยิ่งทำให้รามันดูเด็กยิ่งขึ้น

                รามันเป็นเด็กกำพร้า แต่สามารถฉายแววที่โดดเด่นเหนือเด็กในรุ่นเดียวกัน ทำให้ถูกพลเอกชาติชายดึงตัวมาเข้ารับการฝึกเป็นสายรับตั้งแต่อายุได้6ขวบ  หลังจากเข้าเรียนเป็นเวลา 4 ปี รามันก็ลาออกมา และเริ่มปฏิบัติงานสายลับโดยขึ้นตรงต่อพลเอกชาติชายเพียงคนเดียว

                โดยพลเอกชาติชายจะเรียก รามัน ให้ขณะที่ปฏิบัติภารกิจว่า โร๊ค

                ตลอดเวลากว่า  24 ปี ที่รามันทำงานรับใช้พลเอกชาติชาย รามันไม่เคยทำผิดพลาดและสามารถช่วยไขคดีปริศนาต่างๆได้มากมาย

                แต่เมื่อ 1 ปีที่แล้วตอนรามันอายุได้34ปี  เขาได้ขอวางมือจากภารกิจสายลับ เพื่อจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ซึ่งประกอบด้วยภรรยาที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงกับลูกชายหนึ่งคน แต่รามันก็ได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเพียง1ปีเท่านั้น

                เช้าตรู่วันนี้ รามันก็ได้รับโทรศัพท์จากพลเอกชาติชายอีกครั้ง

                ภารกิจในการสืบหาเพชรไทป์มูนนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะจะต้องเข้าไปพัวพันกับกลุ่มกบฏมารูดาและเรื่องราวความบาดหมางที่มีมาแต่ยาวนานของสองราชวงศ์

                แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อประเทศ รามันก็ยอมรับที่จะปฏิบัติภารกิจ และนี้จะเป็นภารกิจสุดท้ายของ โร๊ค จริงๆ

                รามันก้าวเดินอย่างรวดเร็วผ่านเข้าห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้ป่วยของโรงพยาบาล  เขาเดินผ่านตึกแล้วตึกเล่า ก่อนจะมายื่นอยู่ หน้าห้องพิเศษ ICU 

                เมื่อย่างเท้าก้าวเข้าไป ก็เห็นภรรยาของเขาซึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย

                “…ช่วยอยู่รอผมอีกนิดนะ เมื่อทำภารกิจสุดท้ายนี้เสร็จเรียบร้อย..เราก็จะมาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง”           รามันยื่นมือไปกุมมือที่ซูบผอมของภรรยาที่ยังคงนอนหลับไม่ได้สติ

                หลังจากมาบอกลาภรรยาสุดที่รักเสร็จเรียบร้อย รามันเตรียมตัวออกเดินทาง เขาเปิดประตูห้องICUออกมา  และพบกับอเลน ลูกชายของเค้าที่ยืนพิงฝาผนังอยู่หน้าห้อง

                “คิดจะไปไหนอีกละ…”  เสียงจากเด็กหนุ่มวัย14ปี ดังขึ้นมา

                อเลนลูกมาก็ดีแล้ว ช่วงนี้ฝากดูแลแม่ก่อนนะ พ่อต้องไปทำงานสักระยะหนึ่ง แล้วจะรีบกลับมา

                ทำงาน..?  งานลึกลับของพ่อ..ไหนว่าเลิกทำแล้วไง..”

                มันเป็นเรื่องด่วนนะ แต่ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายจริงๆ อเลนดูแลแม่ให้ดีๆละเมื่อพูดสั่งงานเรียบร้อย รามันก็เดินต่อไป โดยไม่กลับมามองลูกชายที่ยังยืนอยู่ที่เดิมอีก

                จะไปทั้งๆที่แม่อาการไม่ดีนอนอยู่ใน ห้อง ICU เนี่ยนะ..?” ผู้เป็นพ่อยังคงเดินต่อไป

                “รอให้แม่หายดี แล้วค่อยไปทำงานไม่ได้เลยรึไง…”  ผู้เป็นพ่อเริ่มที่จะห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

                “มันงานบ้าอะไรกัน!!!ที่มันสำคัญกว่าครอบครัวนะ!!!” อเลนตะโกนเสียงดัง ทำให้ผู้ที่ได้ยินรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังภายในน้ำเสียงนั้น 

                รามันหยุดเดินตรงหน้าประตู ใบหน้าของเขาขยับเล็กน้อย เหมือนจะหันมามองอเลน

                “พ่อก็สอนมาตลอดนี่นา อยากจะรู้อะไร ก็สืบให้ได้สิ ถ้าเป็นลูกอาจจะทำได้ก็ได้นะ

                 สิ้นเสียง รามันก็เดินผ่านประตูเข้าไป จนกระทั่งหายลับไปจากสายตาของอเลน



…………………………………………………..

               


               หลังการออกปฏิบัติการของ มาเรีย หัวหน้ารุ่นที่สองแห่งอวาลอนไลอ้อนฮาร์ทและ สายลับโร๊ค ผ่านมา6 ปี

                นับเป็น6ปีที่ยาวนาน  โร๊ค และ มาเรียต้องต้องฝ่าฟันเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย จนในที่สุด โร๊ค ก็สามารถชิงเอาเพชรไทป์มูน มาจากกลุ่มกบฎมารูดาได้สำเร็จ

                ณ ประเทศโรมาเนีย หลังจากทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏและแย่งเพชรกลับคืนมาได้  โร๊ครีบเตรียมตัวเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 

                โร๊ค เดินทางกลับมายังฐานทัพลับ เพื่อเก็บข้าวของที่จำเป็น เขาต้องแข่งกับเวลา เพราะกลุ่มกบฏมารูดาจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยแน่ เมื่อรู้ว่าเพชรโดนชิงไปแล้ว

                และสังหรณ์ของ โร๊ค ถูกต้อง  ฐานทัพลับถูกพวกกลุ่มกบฏ ค้นเจอก่อนที่เค้าจะมาถึง      

                มาเรีย ที่ควรจะอยู่ในฐานทัพลับหายตัวไป และมีร่องรอยของการรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจาย

                โร๊คเดินสำรวจอย่างระมัดระวัง  และไปเจอกระดาษข้อความที่ถูกมีดปักติดอยู่ที่ผนังห้อง

                บ้าชัดๆ…” เมื่อโร๊คอ่านข้อความบนกระดาษนั้น ทำให้เขาถึงกับล้มทั้งยืน กลุ่มกบฎต้องการเพชรไทป์มูนเพื่อแลกกับตัวมาเรียและลูกสาว

                เขาค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้ก่อนฟุบหน้าลงบนโต๊ะ  ในมือกำกระดาษที่ใช้เลือดเขียนข้อความไว้แน่น

                “มาเรียผมควรทำยังไงดี…..” หากเค้าเลือกครอบครัว ภารกิจก็จะล้มเหลว  แต่หากเลือกภารกิจมาเรียและลูกของเค้าก็คงจะไม่มีชีวิตรอดแน่ๆ

                ชายวัยกลางคนนั่งกุมศีรษะอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ  สภาพของเค้าดูเหมือนจะกำลังครุ่นคิดเพื่อตัดสินใจบางอย่างที่สำคัญมาก

                สายตาของเขาจ้องมองไปยังรูปถ่ายที่ถูกใส่ไว้ในกรอบอย่างดีซึ่งวางอยู่บนมุมโต๊ะ  รูปถ่ายของหญิงสาวสวยผิวขาวประกายดุจเครื่องเคลือบ ผมสีทอง นัยตาสีฟ้า ใส่หมวกกำมะหยีสีน้ำเงินเข้ม

                รูปถ่ายของ มาเรีย คาทินก้า

                เค้าค่อยๆเลื่อนมือล้วงไปในเป๋ที่สะพายอยู่ และหยิบเอากล่องใหญ่ขนาด2กำปั้นออกมา

                กล่องไม้ที่สลักลายสวยงาม

                โร๊คค่อยๆเปิดกล่องไม้นั้นออกมาอย่างเบามือ และพริบตานั้น จากห้องที่สลัวๆ มีเพียงแสงจากตะเกียง ก็กลับสว่างจ้าขึ้นมา เพราะแสงจากวัตถุที่อยู่ภายในกล่องนั้น เพชรเม็ดโตสีเหลืองอำพันที่สามารถส่องแสงสว่างได้ด้วยตัวมันเอง นามของเพชรนั้นก็คือ ไทป์มูน เพชรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์คาทินกา

                หลังจากครุ่นคิดอยู่ราว5นาที

                กล่องไม้ได้ถูกปิดลงอีกครั้ง ทำให้ห้องที่สว่างกลับมาสลัวเหมือนเดิม  โร๊คนำผ้ามาห่อกล่องไม้เอาไว้ และใส่ไว้ในเป๋บนหลังอีกครั้ง

                 ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง ด้วยความแน่วแน่ต่อสิ่งที่เค้าจะทำต่อไป


________________________________________________________________________________________________________








1 ความคิดเห็น

  1. #4 น้ำปั่น (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 23:28
    อ่านแล้วเพลินชวนติดตาม มาก ลุ้นมากว่าโร๊คจะทำ อย่างไร นี้ขนาดบทนำ น่ะ หูยไม่มีน่าเบื่อเลย
    #4
    0