[MHA : Kacchako] The Unexpected

ตอนที่ 12 : 11th Hero

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 205
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    22 ก.ค. 64

B
E
R
L
I
N
 


11th Hero


 

 

          “เฮ้ทุกคน~! ไหนๆ ก็แข่งกีฬายูเอย์จบแล้วแถมตอนนี้ก็ปิดเทอมด้วย วันมะรืนพวกเราไปกินอะไรฉลองกันหน่อยไหม?”

“เอาสิๆ~!

“ผมก็อยากไปด้วย~!

“งั้นพวกเราไปกันทั้งห้องเถอะครับ ต้องสนุกแน่ๆ!

เพื่อนๆ ที่นั่งเล่นนอนเล่นตามโซฟาในหอพัก โดยเฉพาะเซโระคุง อาโอยามะคุง กับเดกุคุงพร้อมใจกันทำตาวาวอย่างเห็นด้วยกับคำชวนของคิริชิมะคุง ซึ่งจะว่าไป หลังจากวันงานกีฬายูเอย์ก็ผ่านมาได้สองสามวันแล้ว ไปกินอะไรฉลองด้วยกันสักหน่อยก่อนแยกย้ายกลับบ้านก็เป็นความคิดที่ไม่เลวนะ!

“แล้วพวกเราจะไปกินอะไรกันดีล่ะ?”  อีดะคุงถาม

แต่ละคนเงยหน้านึกตามๆ กันจนกระทั่งคามินาริคุงแสดงความคิดเห็น  “หม้อไฟเป็นไง!?”

“หา?”  จิโร่จังเลิกคิ้วฉงน  “นี่ไม่ใช่ฤดูหนาวสักหน่อย จะกินหม้อไฟเนี่ยนะ?”

“แต่ไปกันเยอะๆ แบบนี้กินหม้อไฟก็สะดวกดีนะ”  มินะจังเอ่ยบ้างขณะเกาะพนักพิงโซฟา  “แถมช่วงนี้อากาศยังไม่ร้อนเท่าไหร่ด้วย ไม่เป็นไรหรอก~”

“ใช่ๆ~ เอาเป็นร้านที่มีทั้งหม้อไฟทั้งเนื้อย่างด้วยยิ่งดี!”  คามินาริคุงเหมือนรู้ใจเพื่อน เพราะทันทีที่พูดคำว่าเนื้อย่างออกมา คิริชิมะคุงก็รีบสนับสนุนทันที

“เจ๋ง! ฉันอยากกินเนื้อย่าง!

“แล้วพวกเราจะไปทานประมาณกี่โมงดีคะ? ถ้าไปตอนเย็นๆ อากาศน่าจะอุ่นกำลังดีนะ”

“ความคิดดีเลยนี่ยาโอโยโรซึ! ถ้างั้นวันมะรืนเย็นไปกินหม้อไฟกับเนื้อย่างกัน! มีใครจะค้านอะไรไหม?”  คิริชิมะคุงถามอีกครั้งพร้อมกับกวาดสายตามองคนที่ไม่ได้ออกเสียงอย่างโทโดโรกิคุงไม่ก็บาคุโกคุง พอเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านจึงสรุป

“ตามนี้นะทุกคน อย่าเพิ่งหนีกลับบ้านกันไปก่อนล่ะ~”

 

 

 

เชื่อแล้วว่าใครๆ ต่างเฝ้ารอวันนี้กันทั้งนั้นถึงได้ดูเบิกบานขนาดที่ว่าซาโต้คุงกับคามินาริคุงไม่ยอมกินข้าวกลางวันเพื่อมารอกินมื้อเย็นเลย อีกอย่าง ดีเหมือนกันที่ตอนนี้ปิดเทอม เพราะงั้นจะเข้าออกหอพักเมื่อไหร่ก็ได้ แค่ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ


พวกเราทุกคนพากันมาถึงร้านหม้อไฟที่คิริชิมะคุงกับคามินาริคุงจองโต๊ะไว้แล้ว แต่เมื่อเข้าไปในร้านเพื่อนๆ ก็แทบจะเดินออกนอกร้านทันทีที่เจอใครคนหนึ่งเข้า

“เอ๋ๆๆ~?? เด็กห้องเอก็มาฉลองด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย~ แถมยังมาร้านเดียวกันอีกต่างหาก จงใจลอกห้องบีเหรอหาๆๆ??”

โมโนมะคุง!? กับเด็กห้องบีทุกคนด้วย!?

“คิริชิมะ!!!

“ฉันไม่รู้เรื่องนี้นะบาคุโก!

“เอ่อ มีอะไรให้ช่วยไหมคะคุณลูกค้า?”  ฝ่ายคุณพนักงานเสิร์ฟคงเห็นพวกเรามัวแต่ยืนเหงื่อตกไม่ยอมนั่งสักทีจึงถามขึ้น

“ไม่มีครับ!”  อีดะคุงตอบ  “เอาล่ะทุกคนนั่งกันได้แล้วจะได้สั่งอาหาร!


“ฉันอยากนั่งตรงนี้ ยาโอโมโมะกับจิโร่มานั่งด้วยกันสิ”

“ผมขอจองหัวโต๊ะนะ~

“โอชาโกะจังเข้าไปนั่งข้างในก่อนเลย”

“ขอบคุณนะ”  ฉันรับคำทสึยุจังแล้วเขยิบเข้าไปนั่งด้านในเพื่อเผื่อที่นั่งให้เพื่อนคนอื่นจนมาสุดที่ข้างๆ บาคุโกคุงพอดี เขาคงหงุดหงิดโมโนมะคุงตั้งแต่เมื่อกี้ถึงได้ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่


และระหว่างรอหม้อไฟกับเนื้อย่างได้ที่ โมโนมะคุงคงหวังดีกลัวพวกเราจะเบื่อจึงเข้ามาชวนคุยด้วยแม้นั่นจะไม่ต่างอะไรกับการกวนประสาทก็ตาม

“นี่ๆๆ~ บาคุโกเนี่ยสุดยอดเลยนะ ปีนี้นายก็แข่งกีฬาชนะอีกแล้ว ผมล่ะชื่นชมนายจริงๆ~”

“หุบปาก”  บาคุโกคุงกล่าวเสียงเรียบ แต่มือที่กำตะเกียบแน่นจนแทบหักนั่น ดูยังไงอารมณ์กับน้ำเสียงในตอนนี้ก็ย้อนแย้งกันสุดๆ

“เอ๋ๆๆ~!!?? ผมอุตส่าห์มายินดีด้วยเนี่ยนายไม่คิดจะดีใจหน่อยรึไงหาๆๆ~!!?? แต่ช่างเถอะ จริงๆ แล้วนายเองก็เกือบจะรับมือโทโดโรกิไม่อยู่เหมือนกันนี่นา ลำบากเอาเรื่องเลยสินะ โธ่ๆๆ~ น่าสงสารจริงๆ~”

“แกอยากตายนักรึไงหา!!!??”

“บาคุโกนั่นมันหม้อต้ม!!!

คิริชิมะคุงร้องเสียงหลงเมื่อบาคุโกคุงทำท่าจะยกหม้อสาดโมโนมะคุง ฉันที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจจึงต้องรีบช่วยเซโระคุงรั้งตัวเขาไว้ไม่ให้พลั้งมือก่อคดีฆาตกรรมในร้านอาหารซะก่อน

“อะไรอีกเนี่ย นี่เรามาฉลองกันนะ ทำตัวดีๆ หน่อยสิ”  มิเนตะคุงบ่นลอยๆ

“บาคุโกคุงมีสติหน่อย!!”  อีดะคุงเตือน

“ใจเย็นๆ สิคัตจัง!!

“หนวกหูน่ะ!!!

“อะไรๆๆ~!!!?? กลายเป็นหมาบ้าไปซะแล้ว!!! หมาบ้าๆๆ–!!!

“หยุดรังควานคนอื่นสักที!!!

เป็นคุณเคนโดคนเดิมนี่เองที่เข้ามาช่วยห้ามทัพด้วยการทุบหัวโมโนมะคุงอย่างแรง ก่อนจะโค้งให้พวกเราเป็นการขอโทษแล้วลากตัวเขากลับโต๊ะอย่างไว

..แม้ว่าโต๊ะเขากับโต๊ะเราจะอยู่ข้างๆ กันก็เถอะ


“วางหม้อได้แล้วบาคุโกคุงเดี๋ยวผักก็ไม่สุกกันพอดี!!”  อีดะคุง ที่แท้ก็หิวเองสินะ

บาคุโกคุงวางหม้อลงแล้วกลับมานั่งตามปกติแม้จะยังมิวายขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าโมโหโมโนมะคุงอย่างเดียวหรือโมโหหิวเหมือนอีดะคุงด้วยรึเปล่า

“ทำแบบนั้นไม่ดีเลยนะบาคุโก”  โทโดโรกิคุงเอ่ย  “โดนน้ำร้อนลวกมันแสบมากนะ”

“หา!!? มันไม่สะเทือนหนังหน้าไอ้หมอนั่นหรอก!!!”  เขาชี้ไปยังโมโนมะคุงที่ส่งรอยยิ้มยียวนกลับมาเหมือนจะบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่ายังมีแรงกวนประสาทต่อ

“พวกเรามาฉลองกันนะคัตจัง มีความสุขเถอะ”

“ใช่ อย่าหาเรื่องเลย”

“เงียบไปไอ้ครึ่ง!! แข่งปีหน้าแกแพ้ราบคาบแน่!!!

เพื่อนๆ พากันถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและหันมาสนใจอาหารตรงหน้าแทน ในขณะที่บาคุโกคุงมัวแต่นั่งกอดอก ไม่ยอมตักอะไรกินแม้แต่คำเดียว คาดว่านั่นอาจจะเป็นวิธีสงบสติอารมณ์วิธีหนึ่ง

เช่นกัน ฉันยังไม่ได้ตักอะไรกินเพราะหม้อกับเตาอยู่ไกล ยิ่งพอเห็นบาคุโกคุงนั่งนิ่งไม่กินอะไรก็อยากจะช่วยให้เขาใจเย็นลงเร็วขึ้นถึงจะเป็นการเสี่ยงก็ตาม

“บาคุโกคุง”

“หา!?”

ฉันยิ้มบางๆ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ตะคอกดังแบบตอนแรก น่าจะเริ่มใจเย็นลงแล้วมั้ง  “ถึงจะช้าไปหน่อยแต่ฉันดีใจมากเลยที่บาคุโกคุงชนะ ยินดีด้วยนะ”


สีหน้าบาคุโกคุงกลับเป็นปกติเช่นเดียวกับดวงตาที่ไม่ได้ฉายแววหงุดหงิดอะไรหลังจากฟังจบ เขาจ้องหน้าฉันค้างไว้ครู่หนึ่งพร้อมกับแบมือ

“หยิบถ้วยมาสิ ตักไม่ถึงไม่ใช่เหรอ”

“ถ้วย? อ..อ๋อ”  ฉันส่งถ้วยให้  “ขอบคุณนะ”

เขาไม่พูดอะไรแล้วตักอาหารพลางคีบเนื้อให้ฉันเงียบๆ จนในที่สุด เมื่อบรรยากาศกลับมาสงบสุขอย่างที่ควรจะเป็น คิริชิมะคุงกับเดกุคุงที่นั่งตรงข้ามก็ถึงกับส่งสายตาขอบคุณมาให้เลย ถึงจะแอบงงๆ นิดหน่อยแต่เห็นแล้วก็ตลกดี

 

 

พวกเรานั่งกินฉลองกันเพลินๆ กระทั่งฟ้ามืดในขณะที่ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ทยอยกลับไปหมด ทว่ายังไม่มีเพื่อนคนไหนทำท่าอยากกลับสักคนเดียวเพราะยิ่งดึกบรรยากาศก็ยิ่งครึกครื้นขนาดที่เด็กห้องบียังเข้ามาชวนคุยด้วย ยกเว้นโมโนมะคุงที่โดนกักบริเวณไปซะก่อน

ดีจังเลยนะ ฉันชอบเวลาเห็นทุกคนมีความสุขที่สุดเลย

“เฮ้ยคิริชิมะ!”  คุณเท็ตสึเท็ตสึกอดคอคิริชิมะคุง  “นายกับเพื่อนนายลืมอะไรไปรึเปล่า?”

“ลืมอะไร?”

“อ้าว! มาฉลองทั้งทีนะ! พวกนายลืมของสำคัญไปได้ไง!

คิริชิมะคุง คามินาริคุง เซโระคุง แม้กระทั่งโทโดโรกิคุงกับเดกุคุงต่างมองหน้าสลับกันไปมา คุณเท็ตสึเท็ตสึเห็นพวกเขายังไม่เข้าใจสักทีจึงพ่นลมออกจมูกแล้วยกยิ้ม  “ดื่มหน่อยไหม~?”

“เฮ้ยๆๆ~”  เซโระคุงยักคิ้ว

“พวกเรายังอายุไม่ถึงไม่ใช่รึไง~ เดี๋ยวก็โดนตำรวจจับหรอก~”  คิริชิมะคุงแสร้งเตือนแต่สุดท้ายก็กระตุกยิ้มออกมา วินาทีนั้นทำให้ฉันตระหนักได้ทันทีเลยว่าตัวเองยังรู้จักเจ้าเพื่อนตัวแสบน้อยไป

“เรื่องนั้นใช่ปัญหาซะที่ไหน เจ้าของร้านนี้คือเพื่อนพ่อฉันเอง”

“ไม่ใช่เล่นๆ ว่ะ~”  คามินาริคุงสะกิดบาคุโกคุง  “สักหน่อยไหม?”

“ไม่เอา!

“เอ๋ๆๆ~?? ไม่ดื่มหน่อยเหรอ~”  โมโนมะคุงมาอีกแล้ว หนำซ้ำยังทดสอบความอดทนบาคุโกคุงด้วยการทำเสียงยียวนกวนประสาทใส่ด้วย

“เดี๋ยวนะๆ~ อย่าบอกนะว่า…อันดับหนึ่งยูเอย์ดื่มเหล้าไม่เป็นน่ะหา!!!?? จริงจังรึเปล่าเนี่ย!!!?? อะไรๆ ก็ดีแต่มาตกม้าตายตรงดื่มเหล้าไม่เป็นเนี่ยนะ!!! กากชะมัด!!! ฮ่าๆๆๆ~!!!

“ไอ้หน้าเหล็กไปหยิบเหล้ามา!!!

คราวนี้ไม่ว่าเพื่อนคนไหนกลับหัวเราะได้ใจ แถมยังไม่คิดจะห้ามบาคุโกคุงที่เริ่มโวยวายอย่างเหลืออด ฉันถอนหายใจยิ้มเรี่ยๆ ก่อนจะหันไปคุยกับทสึยุจังเพราะไม่คิดจะร่วมวงด้วย แค่หวังว่าพวกเขาจะไม่ดื่มจนเมาแล้วอาละวาดทำร้านพังก็พอ จนเมื่อเวลาผ่านไปได้เกือบสองชั่วโมงพวกเขาก็ไม่ทำร้านพังจริงๆ นั่นแหละ แต่กลับเมาเละไม่เป็นผู้เป็นคนซะงั้น!


“ไม่รู้ล่ะ!!! ยังไงครั้งนี้ฉันต้องชนะงัดข้อกับแกให้ได้โว้ย~!!!”  คุณเท็ตสึเท็ตสึกระแทกแก้วลงบนโต๊ะแล้วตั้งมือขึ้น

“หา!!!?? คิดจะเก๋ากับฉันถ้าแขนหักอย่าหาว่าไม่เตือนนะเว้ย~!!!

เอ่อ

..อยากจะห้ามแต่ก็ไม่รู้จะห้ามยังไงดี ที่สำคัญ เพื่อนที่อยู่ในสภาพนี้ไม่ได้มีแค่คิริชิมะคุงกับคุณเท็ตสึเท็ตสึเท่านั้น แต่ทั้งคามินาริคุง เซโระคุง บาคุโกคุง โมโนมะคุง มิเนตะคุง หรือแม้แต่โทโดโรกิคุงก็ยังเมาแอ๋ไม่รู้เรื่องรู้ราวไปด้วย!


“พวกนายเลิกดื่มเยอะขนาดนั้นสักที! หรือไม่ก็ช่วยสงบเสงี่ยมแบบโทโดโรกิคุงเขาบ้าง!”  อีดะคุงผายมือไปทางโทโดโรกิคุงที่เมาจนฟุบหลับเป็นตายไปแล้ว

“แกมีสี่ตาแต่ทำไมถึงพูดมากเหมือนมีสี่ปากหา!!!??”

บาคุโกคุงชี้หน้าอีดะคุงพลางตวาดลั่นอย่างกับโดนผีเข้า ทำเอาฉันไม่กล้าคุยด้วยอีกตั้งแต่ที่เขาเมาไม่รู้เรื่องรู้ราวขนาดนี้ ไม่งั้นอาจโดนลูกหลงแบบที่อีดะคุงโดนก็ได้

“อีดะนายอย่าไปฟังบาคุโกพล่ามเลย~”  คามินาริคุงยกแก้ว  “มาดื่มด้วยกันไหม~”

“ถ้าฉันดื่มจนเมาแล้วใครจะพาพวกนายกลับหอพักกัน!?”

“นี่ๆๆ~ เลิกสนใจอีดะแล้วมาสนใจฉันดีกว่า”  โมโนมะคุงกล่าวขึ้นบ้างหลังจากเงียบอยู่นาน  “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วพวกเราลองมาเปิดอกคุยกันเถอะ~”

“เปิดอกบ้าอะไรของนายวะ ขนลุกชะมัด~”  เซโระคุงว่าพลางลูบแขนตัวเอง

“ก็เปิดอกคุยแบบลูกผู้ชายไงครับ~”

มิเนตะคุงจิ๊ปาก  “แล้วสรุปว่ามันคืออะไรล่ะ!?”

“ก็สเปคผู้หญิงที่ชอบไง~”

คามินาริคุงแทบพ่นน้ำหลังจากได้ยินหัวข้อคุยที่โมโนมะคุงเสนอ  “เรื่องอื่นก็มีเยอะแยะทำไมไม่คุยวะ~”

“เรื่องนี้แหละแจ่มสุดแล้ว~!  โมโนมะคุงสะอึก  “งั้นนายคนแรกเลย ชอบผู้หญิงแบบไหน?”

“หา!? ทำไมเป็นฉันล่ะ!! ถามโทโดโรกิก่อนสิ!!”  คามินาริคุงชี้ไปหาโทโดโรกิคุงทั้งๆ ที่เขายังฟุบหลับอยู่


“ฉันชอบ

อ้าว! แกล้งหลับหรอกเหรอ!

ผู้หญิงที่


เพื่อนทุกคนแม้แต่เด็กห้องบีคนอื่นๆ พร้อมใจกันเงี่ยหูฟังสเปคผู้หญิงในฝันของผู้ชายที่หน้าตาดีที่สุดในห้องเอเหมือนรอประกาศผลสลากกินแบ่ง ยิ่งไปกว่านั้น คามินาริคุงยังแอบกดอัดเสียงในโทรศัพท์ด้วย!


เหมือนโซบะเย็น”

“หา??”

ทุกคนแทบประสานเสียงร้องออกมาพร้อมกันแน่นอนว่าฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะคำตอบที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันนี่ฟังยังไงก็ไม่เห็นเข้าใจสักนิด ชักสงสัยแล้วสิว่าคามินาริคุงจะลบคลิปเสียงทิ้งไหม

“อะไรวะเนี่ย~ นายจะหิ้วโซบะเย็นไปจดทะเบียนสมรสเลยไหมหา!?”

“ถ้างั้นก็ขอให้เจ้าบ่าวจูบโซบะเย็นได้เลยคร้าบ~”

“คามินาริ เซโระ ฉันว่าเราควรปล่อยให้โทโดโรกิพักผ่อน”  คิริชิมะคุงว่าพลางสะอึก

“งั้นถึงตานายแล้ว~”  โมโนมะคุงบุ้ยหน้ากลับมาทางคามินาริคุง

“เฮ้ย~!! ฉันอีกแล้ว!? ถามบาคุโกก่อนสิ!!

“เรื่องมากจังวะ~ งั้นตาต่อไปต้องเป็นนายนะ! บาคุโกพูดก่อนเลย”

“ไปตายซะคามินาริ”

“เขาให้บอกสเปคผู้หญิงโว้ยไม่ใช่ให้ด่าฉัน!!


บาคุโกคุงขบฟันพร้อมกับกวาดสายตามองรอบโต๊ะ ถึงท่าทางจะสงบลงต่างจากตอนแรกแต่ดูก็รู้ว่ายังเมาอยู่ จนสุดท้ายสายตาคู่นั้นก็มาหยุดลงที่ฉัน สายตาคู่นั้นที่น่าสับสนทว่าน่าค้นหาซึ่งทำเอาฉันรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ และไม่นานนัก เขาก็หันกลับไปประกาศกร้าว

“ผู้หญิงที่ไม่เหมือนแม่ฉัน!!!

“อ้าวแม่บาคุโกสวัสดีครับ~”

“ไอ้อัตลักษณ์ขี้ลอก!!! ไอ้เวร!!! เพื่อนเล่นเหรอหา!!!??”

“ฮ่าๆๆๆ~!!!

“เอ่อทุกคนคะ”  โมโมะจังยกมือต่ำๆ  “ตอนนี้ดึกมากแล้วฉันว่าจะกลับหอพักน่ะค่ะ แต่ก็เห็นบางคนยังสนุกอยู่ เอาเป็นว่าตอนนี้มีใครอยากกลับไปกับฉันไหมคะ?”

“ฉันกลับ ฮากาคุเระก็เริ่มง่วงแล้วด้วย”  มินะจังกล่าว

“ไปด้วย”  จิโร่จังก็เหมือนกัน

“โอชาโกะจังจะกลับด้วยเลยไหม? ฉันว่าจะกลับแล้วล่ะ”

“เอาสิ”

“ผู้หญิงทุกคนจะกลับหมดเลย งั้นเดี๋ยวฉันกลับบ้างละกัน”  โทโคยามิคุงเอ่ย  “นายล่ะโคดะ?”

โคดะคุงพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ

“ผมไปด้วย”  อาโอยามะคุงยกมือ

“ได้เลย งั้นเดี๋ยวพวกขี้เมาทางนี้ ฉันกับคนที่เหลือจัดการเอง!

“แกว่าใครขี้เมาสี่ตา!!!??”  บาคุโกคุงโวยวาย ทำท่าจะหยิบขวดฟาดหัวอีดะคุงอยู่รอมร่อ โชคดีที่รอบนี้มีโมโนมะคุงคอยช่วยเซโระคุงดึงตัวไว้อีกแรง

          ฉันได้แต่ยิ้มอ่อนก่อนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างออก  “หรือว่าทุกคนอยากกลับพร้อมกันตอนนี้เลยไหม? ฉันใช้อัตลักษณ์ช่วยพาคนที่เมาแล้วเดินไม่ไหวกลับได้นะ”

          “ไม่อาววว~”  คนติดเหล้างอมแงมพากันส่ายหัว

          “ไม่เป็นไรหรอกอุรารากะ พวกฉันจัดการได้”

          ฟังโชจิคุงว่าอย่างนั้น ฉันกับเพื่อนๆ อีกแปดคนจึงตัดสินใจพากันกลับหอพัก ปล่อยให้เพื่อนที่ไม่เมาหรือแค่กรึ่มๆ จัดการดูแลคนที่เมาแอ๋ต่อไป

 

 

          บอกตามตรง ถึงจะกลับมาถึงหอพักจนตอนนี้พร้อมเข้านอนแล้ว แต่ลึกๆ ก็ยังอดเป็นห่วงพวกเพื่อนๆ ที่เมาเละไม่ได้ ไม่รู้ด้วยว่าพวกเดกุคุงกับอีดะคุงจะรับมือไหวรึเปล่า และแม้จะมีโชจิคุงคอยแบกพวกเขากลับได้ ฉันกลับคิดว่าซีโร่กราวิตี้น่าจะช่วยแบ่งเบาได้มากกว่าอยู่ดี

          ฉันนอนพลิกไปพลิกมาก่อนจะตัดสินใจลุกออกจากห้อง เพราะพอคิดๆ ดูแล้วไม่ว่ายังไงก็น่าเป็นห่วงจริงๆ กระทั่งลงลิฟต์มาถึงพบเดกุคุง อีดะคุง รวมทั้งเพื่อนคนอื่นๆ ยืนออตรงประตู

          “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?”

          “อ้าว? คุณอุรารากะยังไม่นอนอีกเหรอครับ?”

          “ยังหรอก ฉันลงมาดูทุกคนนี่แหละ”

          “ไม่มีใครน่าเป็นห่วงหรอกอุรารากะคุง ทุกคนเดินได้สบาย ยกเว้น”  เสียงอีดะคุงขาดช่วงลงพร้อมๆ กับที่เขาหันไปมองโชจิคุงแบกร่างโทโดโรกิคุงเข้ามา ส่วนคนอื่นๆ ทั้งคิริชิมะคุง คามินาริคุง บาคุโกคุง เซโระคุง และมิเนตะคุงยังเดินได้ปกติถึงจะโซซัดโซเซ หาความสมดุลไม่ได้

          “ให้ฉันช่วยพาโทโดโรกิคุงขึ้นไปไหมโชจิคุง?”

          “ไม่เป็นไรๆ แค่โทโดโรกิคนเดียวสบายมาก”

          “คัตจังทำไมมานอนตรงนี้ล่ะ! กลับขึ้นไปห้องตัวเองเถอะ!

“หนวกหูน่ะ! อย่ามายุ่งกับฉัน!

          เดกุคุงพยายามปลุกบาคุโกคุงที่เดินไปทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทว่าไม่เป็นผล

          “ปล่อยบาคุโกเถอะมิโดริยะ ไปช่วยพยุงคิริชิมะดีกว่า เจ้านั่นจะล้มลงไปเลียพื้นแล้ว”  ซาโต้คุงบุ้ยปากไปทางคิริชิมะคุงขณะพยุงเซโระคุงไปด้วย

“ครับๆ”


          สถานการณ์แบบนี้ดูยังไงก็ไม่เห็นมีใครไม่น่าเป็นห่วงสักนิด

ฉันกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเดินไปชำเลืองมองบาคุโกคุงตรงโซฟา

“อุรารากะปล่อยบาคุโกไปเถอะ ขืนเธอใช้อัตลักษณ์อาจตื่นมาอาละวาดได้ เดี๋ยวก็ลุกกลับห้องไปเองแหละ”  โอจิโร่คุงกล่าว

ฉันเม้มริมฝีปากแล้วหันกลับไปมองร่างบนโซฟาอีกครั้ง  “งั้นเดี๋ยวฉันเฝ้าบาคุโกคุงสักแป๊บละกัน เผื่อเขากลับห้องไม่ไหวจริงๆ จะได้ใช้อัตลักษณ์ช่วย”

“อ๋อ ถ้างั้นก็ฝากด้วยนะครับคุณอุรารากะ”

“อื้ม!

“น่ารำคาญชะมัด

เสียงบาคุโกคุงที่พึมพำออกมาทั้งที่ยังหลับอยู่ทำฉันถึงกับกลืนน้ำลาย ส่วนเพื่อนๆ ต้องพากันยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณเตือนให้เบาเสียงแล้วค่อยๆ ย่องขึ้นลิฟต์ไป ไม่งั้นขืนเสียงดังอีกอาจชะตาขาดได้

 

เมื่อทุกคนขึ้นข้างบนหอพักไปหมดแล้ว ฉันก็เริ่มวางแผนตั้งรับเพื่อป้องกันบาคุโกคุงอาละวาดโดยการเข้าไปในห้องครัวแล้วรินน้ำเผื่อเขาตื่นมาคอแห้งก่อนจะเดินกลับมาวางแก้วลงบนโต๊ะกลางเบาๆ ยิ่งพอเห็นบาคุโกคุงที่ตอนนี้น่าจะหลับปุ๋ยไปแล้วขยับตัวเล็กน้อยและกลับไปนอนนิ่งดังเดิม ฉันก็ยิ่งอดยิ้มไม่ได้ เพราะเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่เคยเห็นเวลาเขาหลับสบาย ดูสงบไม่มีพิษภัยแบบนี้เหมือนกัน ต่างจากตอนตื่นลิบลับเลยเนอะ แปลกตาดีจัง

ฉันนั่งลงบนพื้นพลางพิงโซฟาที่บาคุโกคุงนอนอยู่ จากนั้นจึงมองรอบๆ ห้องโถงเนื่องจากนั่งเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ โทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้เอาลงมา จนสายตาไปสะดุดกับรีโมททีวีถึงได้เอื้อมมือไปกดเปิด แต่ใครไม่รู้ดันเพิ่มเสียงเอาไว้ก่อนหน้านี้ เสียงจากโทรทัศน์จึงดังลั่นทั่วห้องโถงทำให้ต้องหรี่เสียงรัวๆ


บาคุโกคุงขมวดคิ้วพร้อมกับขยับตัวอีกครั้ง ดูก็รู้เลยว่าถ้าตื่นขึ้นมาตอนนี้ต้องหงุดหงิดแน่ๆ จะให้หนีหรือร้องเพลงกล่อมเด็กตอนนี้คงไม่ทันแล้วด้วย กระทั่งวินาทีที่เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ฉันจึงตัดสินใจกดรีโมทปิดทีวีพลางยิ้มแห้งๆ ให้เขาอย่างรู้สึกผิด

“ข..ขอโทษที่เสียงดังนะ”


นัยน์ตาสีแดงไม่ได้ฉายแววขุ่นเคืองอะไร บาคุโกคุงกะพริบตาช้าๆ พลางมองหน้าฉันอยู่อย่างนั้น เดาว่าน่าจะยังไม่สร่างเมาและอาจยังสะลืมสะลืออยู่ แต่จะว่าไป ช่วงหลังมานี้เวลาคุยกันหรืออยู่ด้วยกัน เขามักจะมองหน้าฉันบ่อยขึ้นทั้งๆ ที่ตอนปีหนึ่งไม่ค่อยมองเท่าไหร่

ภาพความทรงจำต่างๆ นานาในหัวฉันถูกเก็บกลับไปตอนที่เห็นบาคุโกคุงยกมือกุมหน้าผากก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ท่าทางเหมือนคนปวดหัว

“ปวดหัวเหรอบาคุโกคุง? นอนพักก่อนก็ได้นะ หรืออยากกินยาไหม? จะไปหยิบมาให้”

เขาพ่นลมออกจมูกพลางขยี้ผม  “หนวกหูน่ะอุรารากะ


บาคุโกคุงเหมือนจะรำคาญนิดหน่อยถึงจะพูดด้วยโทนเสียงปกติ ฉันอ้ำอึ้งเล็กน้อยพร้อมกับฉุกนึกได้ว่าเตรียมน้ำไว้ให้จึงรีบหยิบแก้วส่งให้เขาทันที ยังไงก็ขอให้น้ำเปล่าแก้วนี้ดลบันดาลให้เขาไม่หงุดหงิดด้วยเถอะ!

“กินน้ำก่อนนะ?”


แผนตั้งรับของฉันประสบความสำเร็จเมื่อบาคุโกคุงค่อยๆ รับแก้วน้ำมาดื่มจนหมดอย่างคนกระหาย ก่อนจะใช้หลังมือปาดหยดน้ำที่ไหลลงมาตรงคางแล้วกุมหัวอีกครั้ง น่าเป็นห่วงจัง ขืนลุกเดินไปไหนตอนนี้อาจล้มก็ได้

“นอนพักก่อนเถอะ


อีกครั้งที่แววตาของเขาซึ่งไม่ได้แฝงความขุ่นเคืองใดๆ แต่ก็ยากจะแปลความหมายที่แท้จริงออกทำให้ฉันสับสน ไม่เข้าใจเลย พักหลังพอได้สบดวงตาสีแดงคู่นี้ทีไร อาการแปลกๆ ก็จะกำเริบขึ้นมาทุกที ทั้งหัวใจที่มักจะเต้นผิดจังหวะ ทั้งแก้มที่มักจะร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ยิ่งไปกว่านั้น การจะละสายตาจากเขายังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากลำบากเช่นกัน


ใบหน้าบาคุโกคุงในตอนนี้แดงระเรื่อจากพิษเหล้า เขานั่งนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเผยอริมฝีปาก ท่าทางเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง


“อุรารากะเหรอ?”


ฉันขำพรืดทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น  “อื้ม! ฉันเอง~

ตลกจัง! พนันได้เลยว่าเขายังไม่สร่างเมาแน่นอน ไม่งั้นคงไม่ถามคำถามแปลกๆ เหมือนคนความจำเสื่อมทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งเรียกชื่อไปหรอก อืมจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ทุกคนฟังดีไหมนะ–

“หืม


ฉันสะดุ้งหลุดจากห้วงความคิดเมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือข้างหนึ่งของบาคุโกคุงที่ประคองแก้มไว้ก่อนจะเลื่อนไปรองตรงท้ายทอย ฉันสบตาเขาอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร ส่วนเขาที่เหมือนจะรู้ว่าฉันกำลังตั้งคำถามอยู่ในใจจึงไม่ปล่อยให้สงสัยนาน เพราะเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา บาคุโกคุงก็เคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้พร้อมกับประกบริมฝีปากอุ่นๆ ลงบนริมฝีปากของฉันทันที


กลิ่นเหล้าอ่อนๆ และรสขมนิดๆ ที่สัมผัสได้ผ่านริมฝีปากเขาทำเอาฉันค่อยๆ เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่กล้าหายใจ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ก็หายใจลำบากอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นบาคุโกคุงหลับตาพริ้มอย่างคนที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ หัวใจดวงน้อยๆ ก็เต้นระส่ำยิ่งกว่าครั้งไหนๆ จนเสียงของมันดังก้องไปถึงในหูทำให้ไม่ได้ยินเสียงอื่นรอบกาย แม้บริเวณนี้จะเงียบเพราะไม่มีใครนอกจากฉันกับเขาอยู่แล้วก็ตาม ทว่าสิ่งใดในช่วงเวลานี้คงไม่สำคัญเท่าร่างกายของฉันที่แข็งทื่อไปหมดราวกับถูกร่ายมนตร์สะกดเอาไว้ การจะผลักหรือดันเขาออกนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ยากเหลือเกิน


บาคุโกคุงถอนจูบออกช้าๆ พลางจ้องมองใบหน้าแดงก่ำของฉันที่แทบกลืนเป็นสีเดียวกับดวงตาของเขา ปล่อยให้ฉันค่อยๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปาก อีกข้างแทบจิกพื้นอย่างกลัวตัวเองจะลอยขึ้นไปบนเพดานเมื่อมนตร์สะกดร่างคลายลงในที่สุด


“บ..บาคุโกคุง


เขาขบฟันพร้อมกับขยี้ผมเบาๆ ไม่ได้สนใจฟังเสียงสั่นพร่าของฉัน อย่างที่รู้ว่าเมาอยู่ จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินจากไปเงียบๆ ราวกับจงใจทิ้งให้ฉันนั่งทบทวนเหตุการณ์เมื่อครู่คนเดียว


โครม!!!


เสียงดังกะทันหันบังคับให้ฉันสะดุ้งจนต้องปีนขึ้นไปเกาะพนักพิงโซฟาเพื่อพบว่าร่างบาคุโกคุงในตอนนี้ล้มลงไปนอนหน้าคว่ำกับพื้นแล้ว

“บาคุโกคุง!”  ฉันร้องลั่นแล้วรีบวิ่งไปหาคนที่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับรอยแดงๆ ตรงจมูก  “เลือดนี่!

เขาใช้หลังมือปาดเลือดกำเดาที่ไหลออกมา แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือบนพื้นยังเปื้อนคราบเลือดนิดหน่อยด้วย!

“บาคุโกคุงไหวไหม? ฉันบอกแล้วไงว่าให้นอนพักก่อน อย่าเพิ่งฝืนเดินเลยนะ”


เขาโบกมือน้อยๆ คล้ายจะสื่อว่าไม่เป็นอะไรแม้ดูจากท่าทางคงยืนไม่ไหว อาจต้องใช้ซีโร่กราวิตี้พากลับขึ้นข้างบน ฉันจึงดันไหล่เขาให้ตั้งตรงพอที่จะจ้องตาด้วยได้ เพราะต้องการสื่อให้รู้ว่าตอนนี้ฉันจริงจังมากและจะไม่ยอมปล่อยให้เขาล้มหน้าฟาดพื้นอย่างนี้อีก แต่บาคุโกคุงที่เหมือนจะไม่เข้าใจเท่าไหร่กลับใช้มือรวบเอวฉันไว้หลวมๆ แล้วซบหน้าผากลงบนไหล่ ราวกับจงใจแกล้งเตือนว่าระยะใกล้ชิดแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเหตุการณ์เมื่อครู่


ไม่ไหวแล้ว หัวใจมันเหมือนจะหลุดออกมายังไงไม่รู้


“อุรารากะ บาคุโก”

หัวใจฉันแทบตกลงไปที่ตาตุ่มแทนเมื่อหันไปพบคามินาริคุงกับมิเนตะคุง ในขณะที่บาคุโกคุงปล่อยมือพร้อมกับเงยมองพวกเขาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

“หา?”

ฉันกลืนน้ำลายพลางก้มหน้าหลบสายตาเพื่อนทั้งสอง ถึงพวกเขาจะสร่างหรือยังไม่สร่างเมาก็ตาม แต่ฉันก็ไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นสีระเรื่อบนใบหน้าของตัวเองในตอนนี้เลย แค่บาคุโกคุงเห็นคนเดียวก็อายจะแย่อยู่แล้ว


“ฉันสร่างเมาแล้วเลยลงมาดูพวกนายเนี่ย ว่าแต่ทำไมลงไปนั่งบนพื้นอย่างนั้นล่ะ นายยังไม่สร่างเมาอีกเหรอบาคุโก?”  คามินาริคุงถาม

“ฉัน...ไม่ได้เมา”

“ใครเชื่อก็บ้าละ ไปพยุงเจ้านั่นขึ้นมาซิคามินาริ”

คามินาริคุงส่ายหัวน้อยๆ แล้วเดินมาพยุงร่างบาคุโกคุงขึ้น  “ขอบใจเธอมากนะอุรารากะ เดี๋ยวฉันพาบาคุโกกลับห้องเอง เธอก็ขึ้นลิฟต์มาด้วยเลยสิ อยู่ชั้นสี่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

ฉันยืนขึ้น พยายามปั้นหน้าให้ปกติที่สุด แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรมิเนตะคุงก็เอ่ยขึ้นก่อน

“แล้วนั่นคราบอะไรที่พื้น?”

“เลือดน่ะ”

“หา!!?”  เพื่อนทั้งสองร้องเสียงหลง

ฉันหัวเราะแห้งๆ พลางใช้มือลูบท้ายทอย แต่พอฉุกนึกได้ว่าบาคุโกคุงเคยใช้มือรองจุดนั้นก่อนหน้านี้ก็แทบจะชักมือกลับทันที...  “คือบาคุโกคุงเขาล้มน่ะ แต่น่าจะไม่เป็นอะไรมากแล้ว ยังไงก็ฝากบาคุโกคุงด้วยนะคามินาริคุง!

“อืม”  คามินาริคุงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะทำตาโตเมื่อเห็นฉันตรงไปที่บันได  “อุรารากะ! เธอจะเดินขึ้นชั้นสี่เหรอ!?”

“อ..อ๋อ! ใช่แล้ว! อยากออกกำลังหน่อยน่ะ!”  ฉันฝืนยิ้ม  “งั้นฉันไปนอนก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์~”


บทสนทนาของพวกเราหยุดลงแค่ตรงนั้น บรรยากาศรอบข้างที่เงียบสงัดระหว่างเดินขึ้นบันไดทำให้ฉันเผลอฉายเทปในหัวโดยนึกย้อนเรื่องก่อนหน้านี้ตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้ง กระทั่งได้ยินเสียงหัวใจตัวเองกลับมาสะท้อนดังก้องอยู่ในหู ยิ่งเมื่อรู้สึกว่าร่างกำลังจะลอยขึ้น ฉันจึงรีบย่อลงไปกอดเข่าตัวเองทันที


หวังว่าการแสดงเมื่อกี้จะแนบเนียนพอที่คามินาริคุงกับมิเนตะคุงจะไม่สงสัยนะ


แต่หลังจากนี้นี่สิ หลังจากนี้หากเจอหน้าบาคุโกคุง ฉันจะทำตัวปกติได้รึเปล่านะ




Chit-Chat : ยังจำความรู้สึกที่เขียนตอนนี้ครั้งแรกได้อยู่เลยค่ะ จำได้ว่าตอนนั้นต้องหยุดพักมานั่งจับหัวใจตัวเองเลยไม่งั้นไปต่อไม่ได้5555 แต่ถ้าพูดถึงตอนที่เขียนแล้วมันส์สุดก็คงเป็นตอนเขียนบทสนทนาวงเหล้าค่ะ เหมือนเห็นเพื่อนตัวเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

98 ความคิดเห็น

  1. #56 Kkunlert (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 16:31

    กรี๊ดดดด เขาจูบกันแล้วๆๆๆๆ เขินมากเลยค่ะตอนนี้~

    #56
    0
  2. #50 Princess Serena (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 22:32
    เขินนนน &##+-#-@+@@&
    #50
    0
  3. #49 Little_Ryu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 20:31

    ระหว่างอ่านนี่เราต้องหยุดไปหวีดซักพักแล้วถึงมาอ่านต่อได้ ไม่ไหวแล้ว เขินไปหมดเลย หยุดยิ้มไม่ได้เลยอ่ะ
    #49
    0
  4. #48 sunada (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 20:25

    อ่ะ.....โว้ยยยย ต้าวคัตจัง!!!หนูรู้มั้ยว่าคนโดยมันเขินนะเว้ยย ////ทำไมถึงมาได้จังหวะขนาดนี้ฮะ ต้าวฉลามน้อย!!!
    #48
    0
  5. #47 KanashimiYami (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 20:23
    โอ้ยชอบมากค่ะ เขินจนมุดผ้าห่มแล้ววว
    #47
    0