[Fic : Attack on Titan] ก๊วนมัธยมรักฉบับไททัน (Levi x Mikasa)

ตอนที่ 33 : 29 แด่เธอในอีก 5 ปีต่อมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    25 ส.ค. 61

T
B






29

แด่เธอในอีก 5 ปีต่อมา





 

            ความรู้สึกนี้...มันคืออะไรกันนะ?



            ร่างกายในตอนนี้เบาหวิวอย่างแปลกประหลาด



            เหมือนกับว่าฉันกำลังล่องลอยอยู่ที่ไหนสักที่...



            แล้ว..มันคือที่ไหนกันล่ะ?



            ฉันลืมตาขึ้นช้าๆ ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้ากลับดำมืดไปหมด พอลองก้มมองดูตัวเอง ฉันถึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย...



ถึงแม้รอบข้างจะมืดมิด แต่อย่างน้อยฉันก็ยังเห็นร่างของตัวเอง...



            แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน? ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วก่อนหน้านี้มันเกิดอะ–



            ความสงสัยทั้งหมดเหมือนถูกหยุดไว้กลางคัน จากนั้นในหัวของฉันก็ค่อยๆ ฉายภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าออกมาราวกับเป็นคำตอบ



            จ..จำได้แล้ว...


            ตอนนั้นฉันสู้อยู่กับพวกไททัน..แล้วหลังจากนั้นก็...


            ร..หรือว่า




            ฉัน..ตายไปแล้วงั้นหรอ?

 



            ฉันใจเสียเมื่อคิดได้แบบนั้นก่อนจะหันไปมองรอบทิศ – มันทั้งมืดทั้งน่ากลัว – ฉันพยายามทำใจดีสู้เสือพร้อมกับเปล่งเสียงออกมา



            “ม..มีใครได้ยินฉันบ้างไหม?”



เสียงของความเงียบคือคำตอบ


ไม่เคยรู้สึกกลัวขนาดนี้มาก่อนเลย...ขอบตาของฉันเริ่มร้อน ไม่นานนัก น้ำตาที่รื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วก็ไหลรินช้าๆ หัวใจในตอนนี้เหมือนถูกบดจนแตกละเอียด ดูไม่วี่แววของความหวังเลย...


ฉันจะตายได้ยังไงกัน? ฉันแค่ถูกบีบร่าง ฉันแค่หัวฟาดพื้นเอง...ฉันไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก..ฉันจะตายได้ยังไง...



“ไม่เอาสิ...ไม่เอาแบบนี้”  เสียงของฉันสั่นเทา



ฉันอยากกลับไปหาทุกคน...ทั้งเอเลน อาร์มิน เพื่อนๆ ในห้อง ครู หรือแม้แต่กับเขา..ฉันอยากกลับไปหาหัวหน้ารีไวล์...


ฉันจะมาตายในสนามรบแบบนี้ไม่ได้นะ


ฉันน่ะ..แข็งแกร่งจะตายไป


ฉัน–


ให้ฉันกลับไปหาหัวหน้ารีไวล์เถอะ...ได้โปรด


ฉันค่อยๆ ย่อตัวลงกับพื้น เอามือปิดหน้าพลางร้องไห้ออกมาเสียงดังเหมือนกับคนบ้า ฉันจะขอใครได้บ้าง ใครก็ได้พาฉันกลับบ้านที



“ใครก็ได้...ช่วยฉันด้วย”

 


           “ร้องไห้ทำไมน่ะ?”



            เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในโสตประสาท ใบหน้าของฉันที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาค่อยๆ เงยขึ้นมองผู้มาเยือน...


ไม่ว่าเด็กคนนี้จะเป็นใคร จะเป็นนางฟ้าหรือวิญญาณก็ตาม แต่ขอให้เธอพาฉันกลับบ้านได้ทีเถิด...ฉันขอร้อง


            ฉันเบิกดวงตากว้างเมื่อได้เห็นเด็กตรงหน้า – ทั้งตกใจ ทั้งประหลาดใจ จนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายความรู้สึกในตอนนี้แล้ว – เด็กผู้หญิงคนนี้มีดวงตาสีนิล เส้นผมสีดำขลับเรียงเป็นแพยาว พร้อมด้วยผ้าพันคอสีแดงที่คุ้นเคย



            “ม..มิคาสะ?”



ปากของฉันที่เผยอออกเอ่ยชื่อตนเองอย่างไม่เข้าใจ


            นั่นมัน..นั่นมันตัวฉันนี่!



            “หืม? ก็เธอไง ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะ คิกๆ~”



ร่างในวัยเด็กของฉันหัวเราะเบาๆ และว่าต่อ


“...ฉันคือเธอเมื่อ 5 ปีก่อนไงล่ะ จำได้ไหม?”


            ฉันยังคงอึ้งกับภาพตรงหน้าจนพูดไม่ออก นี่ฉันเป็นผีไม่พอ..ยังแยกร่างวัยเด็กกับวัยรุ่นได้ด้วยหรอ!?


            “ทำหน้าแบบนั้น...เธอคงจำไม่ได้สินะ”


ตัวฉันพูดจบก็อมยิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นมือมาให้


“ฉันจะทำให้เธอจำได้เอง...แต่ตอนนี้ยืนขึ้นก่อนสิ ถ้าชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทันเอานะ~” 


ฉันกลืนน้ำลาย มองมือน้อยๆ ที่ยื่นออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่สุดท้ายฉันก็จับกับมือของเธอ ก่อนจะลุกขึ้นยืน


            “โห~ เธอสูงมากเลยนะ! แถมสวยด้วย! ดีใจจัง ไม่คิดเลยว่าโตขึ้นแล้วฉันจะสวยขนาดนี้”


            “เอ่อ...”  ฉันอ้ำอึ้ง – ไม่ค่อยไว้ใจเด็กหญิงที่หน้าตาเหมือนตัวเอง


            “เธออยากกลับไปหาเขาไหม?”


ฉันสะดุ้งให้กับคำถาม ก้อนเนื้อในอกเต้นรัวขึ้นทันที


“...ฉันหมายถึงรีไวล์นะ อยากกลับไปหาใช่ไหมล่ะ?”


            น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วกลับรื้นขึ้นมาอีกรอบ ฉันปาดน้ำตาของตัวเองพลางตอบสั้นๆ


 “อืม”


            “นี่~ อย่าขี้แยสิ เธออายุ 15 ปีแล้วนะแถมยังเก่งมากๆ ด้วย จะมาร้องไห้เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้นะ~”


            “พาฉันกลับบ้านที”  ฉันเอ่ย มิคาสะน้อยได้ฟังก็ยิ้มออกมา


            “ได้สิ แต่ก่อนกลับไป เธอมีเรื่องที่จะต้องรู้นะ”  ร่างเล็กกล่าวจบก็ดึงมือฉันให้เดินไปกับเธอทันที


            “เราจะไปที่ไหนกัน?”


            “ไปดูความทรงจำ..ของเธอยังไงล่ะ”


            “เอ๊ะ?”

ฉันงงกับประโยคที่กล่าวออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรออกไป ภาพสีดำรอบๆ ก็ถูกแสงสีเหลืองสาดส่องเข้ามาจากที่ไหนสักที่ เพราะความสว่างจ้าจนแสบตานั้นทำให้ฉันหลับตาปี๋ทันที...และเมื่อรู้สึกว่าดวงตาของตัวเองสามารถปรับให้เข้ากับความสว่างนั้นได้แล้ว ฉันจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น


            ตอนนี้ฉันยืนอยู่บนถนน รอบข้างมีตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมด ผู้คนเดินขวักไขว่จับจ่ายซื้อของ รถม้าก็เคลื่อนตัวไปมา...นี่ฉันกลับมาแล้วหรอ?


            “ไม่มีใครเห็นพวกเราหรอก”


ฉันกลืนน้ำลายแทบจะทันทีเมื่อได้ยินเด็กน้อยว่าออกมาแบบนั้น


 “ที่นี่คือนครหลวงมิตทราส กำแพงซีน่า เมื่อ 5 ปีที่แล้วยังไงล่ะ”

            “ล..แล้วเธอพาฉันมาที่นี่ทำไม?”

            “อย่างที่บอก เธอมีเรื่องที่จะต้องรู้ก่อนกลับไป”


มิคาสะน้อยปล่อยมือออก ก่อนจะชี้ไปยังตึกที่พวกเรายืนอยู่ตรงหน้า


“ที่นี่คือตึกร้านบาร์ รออีกสักพักก็คง– โอ๊ะ~ นั่นไง มาแล้ว”


            ฉันหันไปมองตามสายตาของมิคาสะน้อย พบว่ามีรถม้าคันหนึ่งมาจอดที่หน้าตึกร้านบาร์ และเมื่อคนทั้งสามลงมาเท่านั้นแหละ ฉันก็ถึงกับเบิกดวงตากว้าง


            “คุณอากริช่า...เอเลน...ฉัน?”


            “ใช่แล้วล่ะ นั่นคือพวกเราเอง”


เด็กน้อยกล่าวพลางยิ้มให้


 “...เมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลังจากที่หมอหลวงประจำพระราชวังเสียชีวิตไปเมื่อสองวันก่อน คุณอาก็ได้รับเกียรติจากพวกขุนนางให้มาเป็นคุณหมอตรวจสุขภาพชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์”

            “แล้วฉันกับเอเลนล่ะ?”

            “ตอนนั้นเอเลนกับเธอร้องว่าอยากจะมาและต้องมาให้ได้ คุณอาก็เลยใจอ่อนพามาน่ะ”

            “เมื่อ 5 ปีที่แล้ว...ตอนนั้นฉันยังอยู่ที่เขตชิกันชินะ กำแพงมาเรียใช่ไหม?”

            “ใช่แล้วล่ะ”


ร่างวัยเด็กของฉันหยุดพูดแค่นั้นก่อนจะหันกลับไปมองคนกลุ่มเดิม ซึ่งตอนนี้มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังพูดคุยอะไรสักอย่างกับคุณอาอยู่


“...คนๆ นั้นน่ะ ชื่อว่าเคนนี่


            ฉันที่มองเหตุการณ์ตรงหน้าเอ่ยถามอีกครั้ง หลังจากที่คุณอากริช่าดันร่างของฉันในตอนนั้นให้มาหยุดอยู่ตรงหน้าคุณเคนนี่...


 “มีอะไรเกิดขึ้นหรอ?”

            “เหตุการณ์ที่เธอกำลังดูอยู่นี่น่ะ คือหลังจากที่คุณอาได้ไปรายงานตัวกับขุนนางในพระราชวังแล้ว คุณอาถามด้วยว่าขอให้พวกเด็กๆ ที่ตามมาเข้าพักในวังด้วยได้ไหม...ตอนแรกพวกขุนนางก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่พอพวกเขาได้ยินชื่อมิคาสะ แอคเคอร์แมนเท่านั้น พวกขุนนางก็ถึงกับขอให้รีบพาเธอออกจากวังไปทันที”

            “ท..ทำไมกัน?”  ฉันเลิกคิ้วเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าจากตัวเอง

            “คงเป็นเพราะนามสกุลของเธอคือแอคเคอร์แมนล่ะมั้ง...”

            “เอ๊ะ!?”

            “ฉันรู้เท่าที่ฉันรู้แหละ เพราะงั้นหลังจากนี้ ถ้าเธอได้กลับไปที่ที่ของเธอเมื่อไหร่ สักวัน...เธอก็คงจะรู้เหตุผลของพวกขุนนางเอง...”


เด็กน้อยสูดหายใจเข้า พร้อมเล่าต่อ


 “...คุณอาถึงกับรู้สึกผิด เพราะไม่คิดว่าพวกขุนนางจะตะเพิดเธอออกมาแบบนี้...ทั้งรู้สึกผิดทั้งโกรธจนคุณอาแทบอยากจะหนีกลับไปเขตชิกันชินะเดี๋ยวนั้นเลยล่ะ...แต่เธอบอกว่าไม่อยากทำให้คุณอาต้องมาลำบากเพราะเธอเลย อุตส่าห์ได้รับความไว้วางใจจากคนในวังแท้ๆ”

            “แล้วยังไงต่อ?”  ฉันถาม – ตั้งใจฟังเด็กน้อยเล่าเรื่อง

            “ก่อนหน้านี้คุณอาเห็นที่ตึกร้านบาร์นี่ติดป้ายรับเลี้ยงเด็กชั่วคราว เขาเลยมาติดต่อว่าอยากจะให้ดูแลเธอในระหว่างที่เขาทำงานอยู่ในวังให้หน่อย...ตอนแรกคุณอาก็คิดอยากจะขอพักนอกวังเลยด้วยซ้ำแล้วค่อยเข้าไปทำงานในวังตอนเช้า แต่ว่าที่พักโรงแรมแถวนี้เต็มหมดแล้ว สุดท้ายคุณอาเลยต้องจำใจมาใช้บริการรับเลี้ยงเด็กชั่วคราวแทน”


มิคาสะน้อยหยุดเล่ากลางคัน เธออมยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง ส่งผลให้ใบหน้าเล็กๆ นั่นดูน่ารักขึ้นถนัดตา


 “...ตอนแรกก็ว่าจะให้เอเลนอยู่เป็นเพื่อนเธอหรอก แต่น่าเสียดายที่เขาอ้างว่ารับเด็กได้อีกแค่คนเดียวเท่านั้นเพราะว่าจำนวนเด็กมีเกินกว่าที่พวกพี่เลี้ยงจะรับมือไหวแล้ว เธอเลยต้องอยู่คนเดียวยังไงล่ะ”

            “อ้าง?”  ฉันทวนคำของเด็กน้อยข้างๆ

            “ใช่ อ้าง...เธอโชคร้ายมากรู้ไหม? จริงๆ แล้วลุงเคนนี่น่ะกำลังหลอกคุณอาอยู่ต่างหาก”

            “อะไรนะ!?”

            “เขาหลอกเอาเงินของคุณอาพร้อมกับบอกว่าจะดูแลเธออย่างดี แต่จริงๆ แล้วเขาพาเธอลงในที่ที่เธอไม่สมควรจะลงไปที่สุดเลยล่ะ”


            ฉันตกใจกับสิ่งที่หนูน้อยพูด อะไรกัน? เธอโกหกฉันรึเปล่า? ไม่แน่ว่าตอนนี้ฉันอาจกำลังหลับฝันอยู่ก็ได้

...พอตั้งใจจะเอ่ยปากกับเด็กข้างๆ เธอก็แทรกขึ้นมาก่อน


            “แต่รู้อะไรไหม? ในความโชคร้ายนั่นน่ะ เธอโชคดีมากๆ เลยนะ...ที่ได้เจอกับเขา”

            “เขา? คุณเคนนี่เนี่ยนะ?”  เด็กน้อยได้ฟังก็หัวเราะขึ้นมา

            “ไม่ใช่ซะหน่อย ฉันหมายถึง...”


เธอหยุดพูด ชี้ให้ฉันกลับไปมองตรงจุดเดิม – คุณอากับเอเลนขึ้นรถม้าไปแล้ว เหลือไว้แค่คุณเคนนี่กับฉันเท่านั้น


            “เธออยากฟังเสียงพวกเขาหน่อยไหม?”  ร่างวัยเด็กถาม

            “อ..อืม”


ฉันเปล่งเสียงออกไป จากนั้นเสียงของคุณเคนนี่ก็เข้ามาในโสตประสาททันที

 





            ว้าว~ ได้เงินมาซะเยอะเชียว ต้องขอบใจคุณอาของหนูมากนะ...ว่าแต่หนูชื่ออะไรน่ะ?


            .....


            เฮ้~ ทำไมไม่ตอบลุงล่ะ? ลุงออกจะหน้าตาเหมือนผู้ใหญ่ใจดีขนาดนี้


            .....


            เอาเถอะๆ คงจะกลัวอยู่สินะ ไม่เป็นไร...แต่รู้ไหม ลุงมีเพื่อนๆ ให้หนูทำความรู้จักด้วยนะ หนูจะได้มีเพื่อนเล่นไม่ต้องเหงาไงล่ะ


คุณเคนนี่ว่าจบก็ดึงฉันในตอนนั้นให้ไปที่ตรงซอกตึกทันที เพราะความไม่สบายใจฉันจึงรีบเดินไปดู โดยมีเด็กน้อยข้างๆ ตามมาด้วยติดๆ


            เอาล่ะ! เจ้าสามคนนี้คือเพื่อนใหม่ของหนูไง ทักทายหน่อยซิ~ 



ฉันเบิกดวงตากว้าง แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง...



 ถึงแม้พวกเขาจะอยู่ในร่างของเด็กเมื่อ 5 ปีที่แล้ว..ถึงแม้พวกเขาจะอยู่ในร่างของเด็กอายุ 12 แต่ฉันก็จำพวกเขาได้ดี...



พวกเขาคือ–



            ‘…รีไวล์ เฟอร์แลน อิซาเบลดูแลน้องใหม่ด้วยนะ~

          ลุงบ้า! เลิกหาเงินด้วยวิธีนี้สักทีเถอะน่า!’  อิซาเบลกล่าว

            ระหว่างเป็นนักฆ่ากับหลอกเอาเงินผู้ปกครองเด็ก อันไหนมันแย่กว่ากันงั้นหรอ? อิซาเบล

            โอ๊ย! แล้วทำไมลุงไม่ไปหาวิธีทำมาหากินแบบที่พวกผู้ใหญ่ดีๆ เขาทำกันเล่า!?

            เฮ้ๆ~ พูดอะไรอย่างนั้น...ฉันก็ทำธุรกิจกับร้านบาร์นี้อยู่นะลืมไปแล้วหรอ?

            ธุรกิจบ้าอะไรหลอกว่าจะรับดูแลเด็ก!’  เฟอร์แลนเริ่มโต้กลับบ้าง

            โว้ย! พูดมากเกินไปละ...หัดสงบปากสงบคำแบบรีไวล์มันบ้างสิ


หัวหน้าชายตามองพลางตอกกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย


          ...ลุงก็หัดสงบปากสงบคำและยอมรับพฤติกรรมแย่ๆ ของตัวเองอย่างที่อิซาเบลกับเฟอร์แลนบอกบ้างสิ

            รีไวล์! ฉันอุตส่าห์ชมแกนะ พูดแบบนี้งั้นแกก็ดูแลเด็กคนนี้แทนฉันไปเลยละกัน–!’ 


คุณเคนนี่พูดจบก็ผลักร่างฉันในตอนนั้นให้ถลาเข้าไปหาหัวหน้ารีไวล์ทันที โชคดีที่หัวหน้ารีไวล์รับตัวเอาไว้ก่อนทำให้ฉันไม่ได้ล้มคะมำไปกับพื้น


            แล้วทำไมต้องผลักเธอแบบนี้ด้วย! ถ้าเธอล้มมีแผลขึ้นมาจะว่ายังไง!?


หัวหน้าวัยสิบสองตำหนิคนตัวสูงพลางกอดร่างเล็กๆ ของฉันแน่นขึ้น ขนาดที่คนเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างฉันยังรู้สึกได้


            ฉันลืมอ้อมกอดในตอนนั้นไปได้ยังไงนะ?


            แกไม่ทำให้เธอล้มหรอก! ก็แกแสดงท่าทีว่าอยากจะดูแลเธอแล้วนี่ งั้นก็ดูแลจนกว่าจะครบหนึ่งอาทิตย์ไปเลยนะ เบื่อจริง!...ไปกันได้แล้ว อยู่บนนี้นานเกิดพวกสารวัตรทหารรู้เข้า ทั้งแกทั้งเด็กคนนี้ได้ลงไปลั้นลาในคุกกับฉันแน่!’


คุณเคนนี่เดินขมวดคิ้วออกมาจากซอกตึก แล้วก็ยังมิวายจะต้องบ่นพึมพำกับตัวเองไปด้วย


...ฉันก็แค่หลอกเอาเงินมา ไม่ได้จะค้ามนุษย์สักหน่อย...เจ้าพวกบ้า

          พวกเราก็เบื่อเหมือนกันนั่นแหละ! เฮ้อ~!...ว่าแต่...เธอชื่ออะไรหรอ?’  อิซาเบลถามฉันด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

            ฉัน–

          ‘อย่าบอกนะ!’  หัวหน้ารีไวล์ขัดไว้ก่อน

            อ้าว! ทำไมล่ะลูกพี่?

            เราไม่สมควรรู้ชื่อเธอ...


หัวหน้าพูดขณะหยิบเสื้อคลุมสีเทาห่มให้ฉันอย่างเบามือ


...พวกเรามันเด็กในเมืองใต้ดิน แต่เธอไม่ใช่..เธอบริสุทธิ์...พวกเราไม่สมควรรู้จักเธอด้วยซ้ำ...และยิ่งเธอลืมพวกเราไปซะหลังจากอาทิตย์นี้ได้ ก็จะยิ่งดี

          ก..ก็ได้’  อิซาเบลเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้า


            หัวหน้าดึงฮู้ดคลุมให้ฉันก่อนจะกล่าวอีกครั้ง


จนกว่าจะถึงวันที่เธอได้กลับไปหาครอบครัวของเธอ...ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด

 





            เสียงของเหตุการณ์ในตอนนั้นดับลงหลังจากที่หัวหน้ารีไวล์รับปากออกมา ฉันหันกลับไปมองร่างวัยเด็กข้างๆ เธอจับมือฉันพลางบีบเบาๆ


           “เธอโชคดีมากนะที่ได้เจอกับรีไวล์...รู้ไหม? เขาดูแลเธอดีมากๆ เลยนะ...ถึงแม้ในเมืองใต้ดินนั่นจะสกปรกแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยทำให้เธอต้องแปดเปื้อนไปด้วยเลย”


            ฉันสบเข้ากับดวงตาสีนิล ก่อนจะยิ้มรับ


            “อืม ฉันรู้”

            “ยิ่งไปกว่านั้น...ไม่น่าเชื่อเลยนะ แม้จะเป็นเวลาแค่อาทิตย์เดียว แต่ตัวเธอในตอนนั้นน่ะชินกับการที่มีรีไวล์อยู่ด้วยซะแล้วล่ะ”


            เด็กน้อยจูงมือฉันให้เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ทันใดนั้นภาพตึกรามบ้านช่องตรงหน้า ก็เปลี่ยนเป็นดาดฟ้าของตึกร้านบาร์ในเวลากลางคืน เด็กทั้งสี่คนนั่งอยู่บนขอบระเบียงหิน ดวงดาวมากมายติดแต้มบนท้องฟ้า – เหมือนกับในคืนนั้น – ทว่าสิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือหิมะ


            “เหตุการณ์นี้คือวันสุดท้ายก่อนที่เธอจะได้กลับบ้านในวันพรุ่งนี้...ที่ตึกร้านบาร์นี่น่ะ มีงานฉลองของพวกผู้ใหญ่กัน ลุงเคนนี่เลยพาเธอ รีไวล์ เฟอร์แลน และอิซาเบลขึ้นมาด้วย จะได้ไม่ต้องให้พวกเด็กๆ อยู่ตามลำพัง...เธออาจจะลืมไปแล้ว แต่เธอเคยสัญญาอะไรกับรีไวล์ไว้ด้วยนะ”

            “สัญญา?”

            “ใช่ ลองฟังดูสิ...”

 





            ฉันหิวจังเลย~ ลูกพี่ไม่หิวบ้างหรอ?’  อิซาเบลกล่าวด้วยสีหน้าอิดโรย

          ‘ไม่ล่ะ

          ‘งั้นเดี๋ยวฉันพาเธอลงไปที่งานเลี้ยงเอง ฉันก็หิวเหมือนกัน ข้างล่างน่าจะยังเหลืออะไรให้พวกเรากินบ้างล่ะนะ  เฟอร์แลนอาสา

            จริงหรอ!? นั่นสินะ! งั้นลูกพี่กับผ้าพันคอรออยู่บนนี้นะ เดี๋ยวพวกเราจะขึ้นมา’  อิซาเบลพูดจบก็กึ่งจูงกึ่งลากเฟอร์แลนให้ไปด้วยกันทันที


            เรียกฉันว่าผ้าพันคองั้นหรอ น่ารักจัง


            พรุ่งนี้ฉันต้องไปแล้วนะ’  ฉันในตอนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยยิ้มบางๆ

            อืม ฉันรู้แล้ว

            รีไวล์ไม่อยากรู้ชื่อฉันหน่อยหรอ?


หัวหน้าเหมือนจะชะงักไปเลยเมื่อได้ยินฉันถามกลับมาแบบนั้น


            อย่าเลยดีกว่า


หัวหน้าตอบเสียงเศร้าเล็กน้อย ทว่าตัวฉันไม่ได้เศร้าตามไปด้วยเลย เธอยิ้มออกมาเหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นได้ ก่อนจะล้วงของบางอย่างออกจากกระเป๋ากระโปรง


            ผ้าพันแผล


          ขอโทษนะ แต่ฉันคงลืมรีไวล์ไม่ได้หรอก...


ตัวฉันหยุดพูด ก่อนจะดึงแขนข้างซ้ายของเขาขึ้นมา พลางใช้ผ้าพันแผลพันรอบข้อมือให้อย่างอ่อนโยน


...ฉันก็มีผ้าพันแผลเหมือนกัน แต่อยู่ที่ข้อมือขวา...ถ้าวันหนึ่งเราได้เจอกันอีก แล้วถ้ารีไวล์สงสัยว่าคนๆ นั้นใช่ฉันรึเปล่า ก็ให้ดูที่ข้อมือขวานะ


หัวหน้าดูเหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มบางๆ


ตกลง

 





            ไม่อยากจะเชื่อเลย...ถ้าสิ่งที่ฉันเห็นอยู่นี่เป็นความจริง แสดงว่าฉันก็เคยสัญญา ฉันก็เคยได้สัมผัสรอยยิ้มอ่อนโยนนั่นมาก่อนแล้ว


แต่ทำไมกันล่ะ? ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง


           “เดี๋ยวเธอก็จะรู้เอง ว่าทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลย”


เสียงของมิคาสะน้อยเอ่ยขึ้นมา เหมือนกับอ่านใจฉันออก


“...หลังจากที่เธอสัญญากับรีไวล์ไป วันต่อมาเธอก็หายตัวไปจากบ้านของพวกเขาในเมืองใต้ดิน...”


            หายไปงั้นหรอ ร..หรือว่า...


            “...ทุกคนดูจะตกใจมาก เพราะมันถึงกำหนดที่จะต้องพาเธอกลับไปข้างบนแล้ว ฉันคิดว่าคนที่ตกใจมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นรีไวล์...เขาตามหาเธอไปทั่ว สุดท้ายก็ไปเจอเธออยู่กับเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ชื่อว่าชิกิชิมะ”


            เรื่องนี้...เรื่องนี้มันเหมือนกับเรื่องที่อิซาเบลเคยเล่าให้ฉันฟัง! ส..แสดงว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือ–


            “เหตุการณ์ตรงจุดนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำเท่าไหร่...เพราะฉะนั้น ขอให้มีแค่ตัวเธอในอดีตอย่างฉันที่จำมันได้ก็พอนะ”

            “อืม”


            เด็กผู้หญิงคนนั้น...คือฉันเอง


            “...แต่ก็นั่นแหละ จากนั้นรีไวล์กับชิกิชิมะก็มีเรื่องกัน จนสุดท้ายพวกคุณสารวัตรทหารก็เข้ามาหยุดการวิวาทเอาไว้...พวกคุณสารวัตรทหาร พอเห็นเธอก็รีบพาเธอกลับขึ้นไปข้างบนทันที เพราะพวกเขารู้ว่าเธอไม่ใช่เด็กที่เมืองใต้ดิน”

            “แล้วพวกเขารู้ได้ยังไง? ว่าฉันไม่ใช่”

            “เขาบอกเธอระหว่างที่กำลังพาขึ้นไปข้างบนว่า เขาจำได้ว่าเขาเคยเห็นเธอกับคุณอายืนคุยกับบุคคลน่าสงสัยอย่างลุงเคนนี่ตั้งแต่เมื่อวันนั้นแล้ว เธอเป็นเด็กข้างบน เพราะงั้นการที่เธอลงมาที่นี่ได้ มันต้องไม่ใช่เพราะเธอซนและเกิดอยากลงมาเองแน่ๆ”

            “แล้ว...หัวหน้ารีไวล์ล่ะ?”

            “หืม? ฉันไม่รู้หรอก ก็ตอนนั้นฉันแยกจากเขามาแล้วนี่นา...ฉันรู้แค่เพียงว่า ก่อนที่เธอจะไปกับคุณสารวัตรทหาร...นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นรีไวล์”


            ฉันเม้มริมฝีปาก ก่อนจะถามสิ่งที่อยากรู้ที่สุด


            “ทำไม...ฉันถึงจำพวกเขาไม่ได้เลยล่ะ?”  เด็กน้อยเผยยิ้มหมองและให้คำตอบ

“คุณอาฉีดยาลบความทรงจำใส่เธอ”

            “อะไรนะ!?”

            “ยาลบความทรงจำนั่น จะออกฤทธิ์ลบความทรงจำของคนประมาณเจ็ดวันก่อนหน้า หรือก็คือยานั่นลบความทรงจำของเธอในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่เธออยู่กับรีไวล์ เฟอร์แลน และอิซาเบลยังไงล่ะ...ฉันจะให้เธอดู”


มิคาสะน้อยพูดจบก็หันไปมองทางด้านขวา เมื่อฉันหันไปมองบ้าง ภาพสีดำตรงหน้าก็ฉายให้เห็นฉันกับคุณอากริช่าและเพื่อนของคุณอาอีกคนหนึ่ง

 





            ฟังนะ เราจะปล่อยให้หนูมีความทรงจำแย่ๆ แบบนั้นไม่ได้  คุณอาพูดกับฉันขณะถือเข็มฉีดยาเอาไว้ในมือ

          ไม่! มันไม่แย่! มันไม่ได้แย่เลยสักนิด!’

          ‘นี่หนูโดนล้างสมองรึไงกัน ดึงแขนเธอออกมานี่


คุณอากล่าวเป็นเชิงคำสั่ง จากนั้นเพื่อนของเขาก็เข้ามาล็อกตัวฉันไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด พลางดึงแขนเล็กๆ นั่นไปหาคนตรงหน้า


          อย่า! ปล่อยหนู!! ขอร้องล่ะ หนูสัญญากับเขาไว้แล้ว! ปล่อยนะ!!’


ตัวฉันในตอนนั้นทั้งโวยวายทั้งดิ้นไม่หยุดขณะเดียวกันก็ร้องไห้ออกมาด้วย


ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!’


          นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ตัวฉันในตอนนั้นตะโกนออกมา พร้อมกับเข็มฉีดยาของคุณอาที่จิ้มลงไปในเนื้อ พอยาได้เข้าไปในร่างกายแล้ว ตัวฉันก็เริ่มหมดแรงก่อนจะสลบไป

 





            ภาพทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความมืดอีกครั้ง ฉันยืนนิ่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรกับเด็กข้างๆ เลยสักคำ จนในที่สุดเธอก็ต้องเป็นคนพูดขึ้นก่อน


            “นี่คือความทรงจำทั้งหมด...ทั้งหมดที่เธอลืม..และเธอควรจะต้องรู้”


ร่างของฉันในวัยเด็กกล่าว พร้อมๆ กับที่หยดน้ำตาใสร่วงลงจากขอบตา


“...สัญญากับฉันนะมิคาสะ อย่าจากรีไวล์ไปไหนอีก...เขาต้องการเธอและเธอก็ต้องการเขา”


            สายน้ำตาอุ่นของฉันค่อยๆ ไหลออกจากขอบตาร้อนบ้าง ฉันเม้มริมฝีปากแน่น คุกเข่าลงและดึงร่างวัยเด็กเข้ามากอดทันที หนูน้อยกอดฉันตอบพลางสะอื้นอย่างหยุดไม่ได้ เช่นเดียวกันกับฉัน

            ฉันร้องไห้เงียบๆ ก่อนจะพยายามกลืนก้อนสะอื้นและกล่าวกับร่างในอ้อมแขน


            “ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ...ขอบคุณที่ทำให้ฉันจำได้ ขอบคุณที่เล่าให้ฉันฟัง...ความทรงจำที่หายไปพวกนี้มันจำเป็นกับฉันมาก...มันทำให้ฉันได้รู้อะไรหลายๆ อย่าง...ได้รู้ทั้งความจริง...ได้รู้ทั้งความในใจ...ขอบคุณนะมิคาสะ”


            น้ำตาของฉันยังคงไหลพรากขณะกอดร่างเล็กแน่นขึ้น



ตอนนี้ฉันรู้แล้ว ฉันรู้เรื่องราวทุกอย่าง...ฉันเคยเจอกับหัวหน้ารีไวล์มาก่อน ฉันเคยสัญญากับเขา...ไม่แปลกเลย วันนั้นที่ฉันชูข้อมือขวาให้เขาดูในห้องพยาบาลเขาถึงทำหน้าตกใจแบบนั้น...



...เรื่องราวที่อิซาเบลเล่า เด็กผู้หญิงที่อยู่ในนั้นคือฉันเอง...



...คำพูดในความฝันที่ฉันไม่เคยนึกออก คำพูดในความฝันที่ทำให้ฉันถึงกับร้องไห้ออกมา มันคือความทรงจำที่หายไปของฉันเอง...

 


            เด็กน้อยผละออกจากอ้อมกอด เธอปาดน้ำตาและเริ่มพูดอีกครั้งหลังจากที่ร้องไห้อยู่นานสองนาน


            “หมดหน้าที่ของฉันแล้วล่ะ...ได้เวลาที่เธอต้องกลับไปแล้วนะ”

            “หมายความว่า...ฉันยังไม่ตายใช่ไหม?”

            “คิกๆๆ~ บ้าน่า เธอน่ะแข็งแกร่งจะตายไป ไม่มีทางเป็นอะไรไปง่ายๆ หรอก”


ฉันหลุดยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินร่างน้อยเอ่ยออกมาแบบนั้น


            “แล้ว..เธอล่ะ?”  ฉันถามกลับ

            “อะไรกันคำถามนั่น คิกๆๆ~ ฉันคือเธอนะ ฉันจะหายไปไหนได้ล่ะ อย่าทำเหมือนว่าฉันเป็นคนอื่นสิ คิกๆ~


            เด็กผู้หญิงตรงหน้าว่าจบ มือน้อยๆ นั่นก็วางทาบลงบนหัวใจของฉัน ก่อนที่เธอจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา


            “กลับไปหาเขากัน”

 





            ภาพทุกอย่างกลับเป็นสีดำอีกครั้ง คราวนี้ฉันมองไม่เห็นร่างของตัวเองอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้น ความรู้สึกเคว้งคว้างนี้ก็ไม่ได้อยู่หลอกหลอนฉันนาน...


ฉันรับรู้ได้ถึงเตียงและหมอนนุ่มที่รองรับร่าง กลิ่นไอเย็นทว่าบริสุทธิ์ของห้องพยาบาล เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้ารับกับแสงจากทางหน้าต่าง ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะพบว่ามีใครคนหนึ่งกำลังนั่งฟุบหลับอยู่ข้างเตียง – ซาช่านั่นเอง


ฉันกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก็พบเอเลนกับอาร์มินที่นั่งหลับซบกันอยู่บนเก้าอี้ – มีแค่พวกเราสี่คนเท่านั้นในห้องนี้


ทั้งเอเลน อาร์มิน ซาช่าดูจะ...เหนื่อยๆ นะ


            ฉันเอามือขึ้นลูบหน้า นิ้วมือก็รับรู้ได้ถึงคราบน้ำตา...


            ไม่แปลกใจเลยสักนิด...ก็ในเมื่อฉันได้รู้ความจริงบางอย่าง ความจริงเกี่ยวกับหัวหน้า–


            ก้อนเนื้อในอกเต้นรัวเมื่อนึกถึงใบหน้าของเขาขึ้นมา ฉันหายใจเร็วขึ้น น้ำตาที่ตอนแรกคาดว่าน่าจะหยุดไปแล้วก็กลับมาไหลพรากอีกครั้งเหมือนคนที่บ้าที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้


            ฉันเอามือปิดหน้าสะอื้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้ – ไม่ใช่ว่าเศร้าเสียใจอะไรทั้งนั้น กลับกัน ฉันดีใจซะอีกที่ตัวเองได้กลับมา ฉันดีใจที่ตัวเองไม่ตาย และตอนนี้ฉันก็อยากเจอเขา...


อยากเจอมากๆ


            เพราะเสียงสะอื้นทำให้ซาช่าตื่นจากการหลับใหล และเมื่อเธอเห็นฉันฟื้นแล้วเท่านั้นแหละ เธอก็ร้องออกมาเสียงดัง


            “มิคาสะ!!!”  ซาช่าพุ่งเข้ากอดฉันทันที  “ฮือๆๆ~ มิคาสะฟื้นแล้ว ฮึกๆ~ ฉันขอโทษนะคะ ขอโทษจริงๆ”

            “ไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อยซาช่า”  ฉันว่าพลางลูบหัวผู้หญิงช่างกิน

            “ฮือๆๆ~


            เพราะเสียงร้องไห้ของซาช่าทำให้เอเลนกับอาร์มินตกใจตื่นตามระเบียบ พอพวกเขาเห็นฉันฟื้นขึ้นมาแล้วก็ร้องเสียงดังพลางถลาเข้ามาหาเช่นกัน


            “มิคาสะ!!!

            “มิคาสะครับ!!!


            เอเลนกับอาร์มินโผเข้ากอดร่างของฉันเช่นซาช่า น้ำตาของคนทั้งสามไหลพรากออกมาเหมือนกับก๊อกแตก – พวกเขาคงจะดีใจมาก


            ฉันก็เหมือนกัน...


            “พวกเราเป็นห่วงเธอจนจะเป็นบ้าตายอยู่แล้วนะ!! ฮึกๆ”  เอเลน

            “ฮึก~ ใช่ครับ! มิคาสะหลับไปตั้งสองอาทิตย์เลยนะครับ!! พวกผมก็นึกว่ามิคาสะจะไม่กลับมาแล้วซะอีก”  อาร์มิน

            “ครั้งหน้าต้องระวังตัวมากกว่านี้นะคะ!! ฮือๆๆ~”  ซาช่า


            ให้ตายสิ...พวกนายจะทำให้ฉันร้องไห้หนักกว่าเดิมนะ

 

            ไม่นานนัก คนขี้แยทั้งสามก็ปล่อยฉันออกจากอ้อมกอด


            “เธอยังรู้สึกเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่า?”  เอเลนถามพลางสูดน้ำมูก

            “ไม่แล้วล่ะ”

            “แต่มิคาสะทั้งศีรษะกระแทกหิน ทั้งถูกบีบจนซี่โครงช้ำ ถึงอาจจะฟังดูไม่น่ากลัวสำหรับมิคาสะก็เถอะ แต่ยังไงก็อย่าชะล่าใจไปนะครับ ตอนนี้มิคาสะห้ามออกกำลัง ห้ามใช้แรงเยอะๆ เด็ดขาด เข้าใจไหมครับ?”

            “อืม”  ฉันตอบพลางยิ้มให้อาร์มิน


            ทุกคนหันมองหน้ากันอย่างโล่งใจ เห็นดังนั้นแล้ว ฉันก็ไม่รีรอที่จะถามคำถามกับเพื่อนสนิททันที


“หัวหน้ารีไวล์อยู่ที่ไหน?”


“เอาผ้าพันคอของมิคาสะไปซักที่ร้านซักรีดค่ะ...คิดว่าน่าจะซักเสร็จแล้ว เดี๋ยวก็คงเอากลับมาคืนแล้วล่ะค่ะ”  ซาช่ากล่าวพลางปาดน้ำตา


“ขอบคุณมากนะ”


ฉันลุกออกจากเตียง ก่อนจะเดินไปที่ประตูห้องพยาบาลทันที – ไม่สนใจเสียงของเพื่อนทั้งสามที่ตะโกนไล่หลังตามมาเลย


ทั้งๆ ที่อาร์มินบอกว่าห้ามออกกำลังแท้ๆ แต่นิสัยทำอะไรตามใจตัวเองของฉัน สุดท้ายมันก็ยังไม่หมดไปสินะ


ฉันในชุดกระโปรงยาวสีขาววิ่งช้าๆ ออกมาจากห้องพยาบาล สภาพแวดล้อมข้างนอกตึกตอนนี้ขาวโพลนไปด้วยหิมะหนา...นั่นสินะ...ก็นี่มันฤดูหนาวนี่นา...


ทันใดนั้นก็เหมือนกับนางฟ้าอวยพร ฉันเห็นหัวหน้ารีไวล์กำลังเดินเข้ามาในโรงเรียนพร้อมกับเฟอร์แลนและอิซาเบล ความรู้สึกในตอนนี้ทั้งดีใจทั้งตื้นตัน


...ฉันใกล้จะได้พบเขาแล้ว

 


หัวหน้ารีไวล์...



...แม้ว่าเขาจะไม่ใช่รักแรกของฉัน...แต่ในตอนนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้...



เขาจะเป็นรักสุดท้ายของฉัน

 

 

 

:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:

 

 

 

ในที่สุด

หนูมิก็มั่นใจและยอมรับสักที ว่าตัวเองรักเฮียไปแล้ว

ล่อมาซะจะใกล้จบเรื่องเลย 5555+

ทั้งๆ ที่เริ่มมีใจให้กันตั้งแต่กลางเรื่องแท้ๆ กร๊ากก~

 

เหลืออีก 1 ตอนเท่านั้น!

 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #229 Luna_l (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 08:32
    รู้สักทีน้าา
    #229
    0
  2. #153 Yuri Yurina (=w=) SSCX (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 18:23

    รักแรกและรักครั้งสุดท้าย​ ><

    สืบสายเลือดแอคเคอร์แมนที่แข็งแกร่ง​
    แต่ติดใจอยู่อย่างเดียวคือ​ อิชิกิชิมะนี่มันทำอะไรหนูมิตอนเด็ก
    #153
    0
  3. #114 Kam_Rerise (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 18:36
    ว๊ายยยย
    #114
    0
  4. #107 praeploy2549th (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 08:38

    ต่อค่ะต่อค้างมากเลยค่ะตอนนี้! ไรท์ตัดอย่างนี้เราแทบจะดิ้นตายคาบ้าน! อารมณ์มันค้างค่ะไรท์!

    #107
    2
    • #107-1 praeploy2549th(จากตอนที่ 33)
      20 สิงหาคม 2561 / 08:40
      วันศุกร์นี้ตอนสุดท้ายแล้วสินะคะ ถ้างั้นเป็นกำลังใจให้ทำseasonต่อไปด้วยนะคะ (ถ้ามีนะ)
      #107-1
    • #107-2 Hatsune Maluko(จากตอนที่ 33)
      20 สิงหาคม 2561 / 21:11
      ขอบคุณน้าค้าาาา >3<
      #107-2
  5. #106 CharidaNoisap (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 23:04

    โอ้ยยยย ในที่สุดหนูมิขอเราก็ฟื้นแล้ว จะดีใจดีมั้ยนะ ศุกร์นี้ก็ตอนสุดท้ายแล้ววววว T^T

    #106
    1
    • #106-1 Hatsune Maluko(จากตอนที่ 33)
      19 สิงหาคม 2561 / 23:26

      ฮี่ๆ ขอบคุณที่ติดตามเสมอมาเลยนะคะ
      #106-1