[Fic : Attack on Titan] ก๊วนมัธยมรักฉบับไททัน (Levi x Mikasa)

ตอนที่ 22 : 19 แค่สองคน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    25 ส.ค. 61

T
B
 





19

แค่สองคน

 




2 วันต่อมา

ปราสาทอดีตกองบัญชาการทีมสำรวจ

 

นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มิคาสะจำใครไม่ได้แม้แต่คนเดียว ส่วนฮันจิกับโมบลิท สองคนนั้นเข้าไปในเมืองตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพื่อจะไปหารือปรึกษาหมอเรื่องอาการของมิคาสะ...ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้พามิคาสะไปด้วย ก็เพราะเกรงว่าเชื้อโรคกับมลพิษในอากาศอาจจะทำอันตรายต่อเธอได้

ทางที่ดีในตอนนี้ คือต้องพยายามให้เธออยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์ และงดเว้นการให้เธอออกแรง...ทุกคนต้องดูแลเสมือนว่าเธอเป็นคนป่วยในโรงพยาบาลคนหนึ่ง


“เฮ้อ~”


สิบกว่าครั้งที่ผมถอนหายใจออกมาในหนึ่งวัน...ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ ความกังวลของผมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ...ถ้าเกิดรักษามิคาสะไม่ทันเวลา หรือว่าเกิดมีอาการเหมือนตอนก่อนที่เธอจะสลบกำเริบขึ้นมาอีกครั้งล่ะ ผมจะทำยังไงดี...

หากผมต้องเห็นเธอทุกข์ทรมานแบบนั้นอีก ผมต้องกลายเป็นบ้าแน่ๆ

 

.....


เวลา 14.35 น.

 

ก๊อกๆๆ~


ผมเคาะประตูห้องนอนของคนป่วยทุกครั้งตามมารยาท เมื่อเปิดบานประตูออกก็พบกับเอเลนและอาร์มินที่เหมือนกำลังนั่งพูดคุยกับผู้หญิงบนเตียงอยู่


“ฉันมาขัดจังหวะรึเปล่า?”  ผมถามเสียงเรียบแต่กลับปนไปด้วยความเกรงใจ

“ไม่ครับ”  เอเลนส่ายหัวพลางยิ้มรับเศร้าๆ ก่อนจะเดินตรงมาหาผมที่ยืนอยู่หน้าประตู  “...ผมพยายามพูดทุกอย่างออกไปแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยครับหัวหน้า”

ผมฟัง พยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นเอเลนจึงว่าต่อ


“ผมขอบคุณหัวหน้ารีไวล์นะครับ”

“เรื่องอะไร?”  ผมถาม – งงกับคำพูดคนตรงหน้า

“แม้ว่ามิคาสะจะทำไม่ดีกับหัวหน้าสารพัด แต่ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วงเธอ”


ผมกลืนน้ำลาย ก่อนจะพูดออกไปบ้าง


“นั่นมันเรื่องปกติที่ฉันจะต้องเป็นห่วงลูกน้องตัวเอง”

“ครับ”  เอเลนยิ้มกว้าง  “...จากนี้ขอฝากเธอหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมกับอาร์มินจะลงไปช่วยงานเพื่อนๆ ข้างล่างต่อ”

“อ่า”

ได้ยินผมตอบรับดังนั้น เอเลนกับอาร์มินจึงเดินออกจากห้องไป เหลือไว้แค่ผมกับมิคาสะสองคนอีกครั้ง...


ผมเดินตรงไปหาคนที่มองตามทำตาปริบๆ อยู่ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงตัวเดียวกับที่เอเลนเคยนั่ง


“เธอ...อยากรู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้างไหม?”


คนถูกถามพยักหน้า และเอ่ยปาก


“ชื่อของคุณ..”


“ฉันชื่อรีไวล์...”

“.....”

“...เป็น..หัวหน้าของเธอ”


เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรบ้าง ผมจึงทำได้แค่ตอบออกไปสั้นๆ ผิดกับคนอื่นๆ ที่สาธยายแทบเป็นแทบตายเพื่อจะให้มิคาสะจำตนให้ได้


“หมดแล้วหรอคะ?”  มิคาสะถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา

“ฉ..ฉันไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรอีกดี”


ผมกล่าวพลางถอนหายใจ เธอเอียงหัวเล็กน้อยจึงว่าต่อ


“แต่ฉันอยากจำคุณให้ได้...”  พูดจบเธอก็นำมือเรียววางทาบบนอกข้างซ้ายของตัวเอง  “...ไม่รู้ทำไม แต่ฉันรู้สึกดีใจมากเวลาเห็นคุณ”


ผมเบิกดวงตากว้างเมื่อได้ฟังมิคาสะพูดแบบนั้น ก้อนเนื้อในอกก็เต้นเร็วขึ้นมาทันที...เธอดีใจเวลาเจอผมงั้นหรอ..


“คุณเกี่ยวข้องยังไงกับฉันหรอคะ?”


คำถามนั่นทำเอาผมชะงักไปต่อไม่ถูก – ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง...


“เธอ...”  เสียงของผมขาดหายไป แต่นั่นกลับยิ่งทำให้มิคาสะตั้งใจฟังมากกว่าเดิม  “...เอาจริงๆ แล้ว เธอไม่ค่อยชอบฉันน่ะ”


            มิคาสะขมวดคิ้ว ราวกับไม่เชื่อในคำตอบของผม


            “แล้วทำไมฉันจะไม่ชอบคุณล่ะ...”  ผมถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้ไม่รู้จะตอบออกไปว่ายังไงแล้วจริงๆ...และผมก็เหมือนหลุดออกจากภวังค์ความคิดสั้นๆ ของตัวเอง ตอนที่รู้สึกได้ถึงมือบางของมิคาสะที่เอื้อมมาดึงมือของผมไป เธอก้มมองดูฝ่ามือผมและยิ้มให้  “...ทั้งๆ ที่มือของคุณ..มันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นมากขนาดนี้แท้ๆ”


            พูดจบเธอก็ค่อยๆ ประสานนิ้วมือเข้ากับมือของผมพลางเอ่ยกลับ


            “หวังว่าฉันจะเปลี่ยนใจมาชอบคุณได้นะคะ”

 

.....


เวลา 19.00 น.


ผมนั่งอยู่ในห้องนอนของตัวเอง พลางนึกไปถึงเรื่องเมื่อตอนบ่าย หลังจากที่ผมได้ลองพูดคุยกับมิคาสะดู แม้ว่าเธอจะไม่ใช่มิคาสะคนที่ผมอยากจะพากลับมาก็ตาม แต่พอได้ยินเธอพูดออกมาแบบนั้น...มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย...


เหมือนกับว่า นั่นเป็นคำพูดจากห้วงความในใจลึกๆ ที่เธอไม่เคยคิดจะปริปากออกมา หรือไม่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลึกๆ แล้ว เธอก็มีความรู้สึกพวกนั้นอยู่ด้วย


แต่สู้ให้ผมไม่ได้ยินคำพูดพวกนั้นยังจะดีกว่า ถ้ามันทำให้มิคาสะกลับมาจำเรื่องราวทุกอย่างได้โดยเร็ว


หวังว่าอะไรๆ มันจะยังไม่สายเกินไปนะ เพราะพักนี้...


ผมรู้สึกลางสังหรณ์ไม่ดียังไงไม่รู้

 


ก๊อกๆๆ~


ผมหันไปมองบานประตูที่ถูกใครบางคนเคาะ ก่อนจะเปิดออกไปพบกับผู้หญิงที่รออยู่ด้านนอก – ฮันจิ


            “กลับมาแล้วหรอ หวังว่าเธอกับโมบลิทจะคุยกับหมออย่างละเอียดมาแล้วนะ”

            “อืม ฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”

 

.....


ห้องโถงของปราสาท


ข้างล่างนี้ มีแค่ผมกับฮันจิเท่านั้น เพราะโมบลิทโดนฮันจิไล่ให้ไปพัก ส่วนคนอื่นๆ ต่างขึ้นไปอยู่ตามห้องตัวเองกันหมดแล้ว จากนั้นบทสนทนาจึงเริ่มขึ้น


            “วันนี้ก็...ถือเป็นวันที่สามแล้วใช่ไหม? ที่มิคาสะสูญเสียความทรงจำ”

            “อ่า”

            “ถ้าพรุ่งนี้มาถึง ก็จะเป็นวันที่สี่...เกินสามวันแล้วสินะ”

            “ใช่”


ฮันจิเงยหน้ามองโคมไฟบนเพดาน – สีหน้าเครียดตั้งแต่อยู่ข้างบนจนถึงตอนนี้

พอเห็นดังนั้น ผมจึงเริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา ก่อนจะถามกลับบ้าง


            “สรุปว่าเรื่องที่เธอจะคุยกับฉันคืออะไร?”


เธอได้ฟังก็ชะงักลงเล็กน้อย พลางสูดหายใจเข้าพร้อมกับตอบคำถาม


            “เวลาที่มิคาสะได้รับสารพิษ เป็นช่วงเวลาประมาณ 8.45 น. ถึง 9.00 น. ...ฉันเสียใจที่อาจจะต้องบอกนายว่า ถ้าเกินเก้าโมงของวันพรุ่งนี้เมื่อไหร่ มิคาสะอาจจะสูญเสียความทรงจำถาวร...”

            “อ..อะไรนะ?”


ผมเบิกดวงตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งหูได้ยิน ผ..ผมฟังอะไรผิดไปรึเปล่า? ทำไมล่ะ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?


หัวใจของผมเต้นรัว ยิ่งเห็นสีหน้าและท่าทีที่จริงจังของคนตรงหน้าแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผมใจเสียหนักกว่าเดิม เหมือนสมองถูกขโมยไป คิดอะไรไม่ออกเลย


            “ฉันลองคุยกับหมอดูแล้ว หลังจากที่คุยกับหมอเสร็จ ฉันก็ลองไปเข้าพบไอ้อ้วนนั่นที่ติดอยู่ในคุก...แต่มันก็แค่นั้นแหละ คำตอบของหมอกับไอ้อ้วนนั่น...เหมือนกัน...พวกเราคงรักษามิคาสะไม่ทันแล้วล่ะ”

            “เธอแน่ใจงั้นหรอ?”

            “ฉันแน่ใจ”  ฮันจิกล่าวพลางก้มหน้ากัดฟันตัวเอง


ผมเอามือกุมหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยคำถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา


            “แล้วไม่มียารักษาเลยหรอ?”

            “มีสิ ฉันให้ยาเธอไปแล้วก่อนที่จะมาคุยกับนาย...แต่จริงๆ แล้วยานั่นน่ะ ให้ไปก็เท่ากับไม่ให้นั่นแหละ...เพราะมันจะเกินสามวันแล้วยังไงล่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก...ที่ฉันเอายาจากหมอมาได้ ก็เพราะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่หมอบอกเท่านั้นแหละ ทั้งๆ ที่เขาก็บอกอยู่ว่าให้ทำใจเอาไว้ซะ”



            สิ้นเสียงอธิบายของฮันจิ ผมก็รู้สึกราวกับกำลังตกลงไปในเหวลึก เหวลึกที่ไร้ซึ่งแสงสว่างและความหวัง สิ่งที่รออยู่มีเพียงแค่ความทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นเท่านั้น...แม้อยากจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมาแค่ไหน แต่ก็เหมือนถูกมือปริศนามาบีบคอเอาไว้ – มือปริศนาที่ไม่ยอมให้เสียงใดๆ เล็ดลอด รวมไปถึงอากาศที่ใช้หายใจด้วย


            ภาพที่เหมือนถูกฉายด้วยฟิล์มเก่าๆ ปรากฏขึ้นมาในหัวของผม...ภาพของผู้หญิงที่จงเกลียดจงชังผม ภาพของมิคาสะคนเดิม..ที่หลังจากนี้มันจะไม่มีอีกต่อไป


            ถ้าตอนนั้น..พวกเราทุกคนไม่ประมาท พวกเราทุกคนส่งมิคาสะให้กับโรงพยาบาลทันทีหลังจากที่เธอสลบ พวกเราทุกคนไม่เลือกที่จะดูแลเธอเองแต่เลือกที่จะพึ่งมือหมอ...มันก็คงจะไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหม?


            ทุกอย่างมันผิดพลาดไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วใช่ไหม?



ผมเงยหน้ามองเพดาน ใช้มือข้างหนึ่งเสยผมที่ปรกบนหน้า ก่อนจะถามคำถามสุดท้าย


            “เธอจะบอกว่า ไม่มีหวังแล้ว...งั้นหรอ?”

            “อืม”


ทุกอย่างถูกปกคลุมในความเงียบ เว้นไว้แต่เสียงลมและเสียงจั๊กจั่นจากด้านนอกเท่านั้นที่ทำให้ห้องโถงปราสาทยังไม่สงัดจนเกินไป


            “...ฉันอยากบอกนายก่อนน่ะ ไม่รู้สิ ฉันยังไม่กล้าบอกคนอื่นๆ”

            “พรุ่งนี้...”  ผมเอ่ย

            “.....”

            “...ขอให้ฉันได้อยู่กับมิคาสะจนกว่าจะเลยเก้าโมงไปเถอะนะ”

            “ได้สิ”

            “แค่ฉันกับมิคาสะสองคน...”  ฮันจิพยักหน้า ผมกลืนน้ำลาย จากนั้นจึงว่าต่อ  “...ส่วนเรื่องที่จะบอกคนอื่นๆ เธอคงคิดมาแล้วใช่ไหม? ว่าจะเริ่มพูดยังไง”

            “อืม”

            “ขอบคุณนะที่บอกฉันก่อน”

 

.....


วันต่อมา

เวลา 08.45 น.

ห้องโถงของปราสาท

 

ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารข้างล่าง รอให้ซาช่ากับฮิสโทเรียที่นำอาหารขึ้นไปให้มิคาสะลงมาก่อน แล้วผมจะค่อยขึ้นไปทีหลัง


แน่นอนว่ายังไม่มีใครรู้เรื่องที่ฮันจิบอกผมเมื่อคืน ขณะเดียวกันตอนนี้เธอก็ไม่ได้อยู่ที่ห้องโถงนี้ด้วย ฮันจิให้โมบลิทมาบอกทุกคนว่า เธอจะเล่าเรื่องที่ปรึกษาหมอมาให้ฟังทีหลัง เพราะเธอรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาก พลางโกหกเรื่องของมิคาสะไปว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง


ทุกคนดูจะสบายใจขึ้นมาเมื่อได้ยินแบบนั้น ผิดกับผมโดยสิ้นเชิงที่รู้ความจากปากของฮันจิหมดแล้ว

 

ตึกๆๆ~


            “มิคาสะบอกว่าไม่อยากทานค่ะ เธอบอกว่าปวดหัวนิดหน่อย อยากจะขออยู่คนเดียวสักพัก”  ซาช่าที่ลงมาบอกสีหน้าเศร้า

            “งั้นก็ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวเถอะ”  เอลวินพูดเสริม


ผมขบริมฝีปากตนเองเบาๆ พร้อมกับลุกออกจากโต๊ะอาหารตรงไปยังบันได


            “ซาช่า ซุปถ้วยนี้ฉันยกให้เธอ”

            “เอ๊ะ!? ข..ขอบคุณมากค่ะ!

 

.....

 

ผมยังไม่ได้เข้าไป ยืนหยุดอยู่ที่หน้าห้องของมิคาสะเหมือนครั้งก่อนๆ พลางกำมือแน่น หัวใจเต้นเร็วด้วยความกลัวที่จะต้องเผชิญความจริงต่อจากนี้ แต่สุดท้าย ผมก็ไม่ได้ปล่อยให้ความกลัวมาวิ่งเล่นในหัวสมองนาน ก่อนจะเปิดประตูออกไป

 

ภาพตรงหน้าคือมิคาสะที่นั่งอยู่ข้างเตียง พลางมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ เธอหันมามองผม – แววตาแตกต่างจากเมื่อวาน ดูไม่ได้ดีใจหรือเสียใจที่เห็นผมเลยแม้แต่น้อย  จากนั้นจึงหันหน้ากลับไป


ผมปิดประตู พร้อมกับเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงตัวเดิม ท่าทีของเธอในครั้งนี้ทั้งเหม่อลอยและไม่รับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว...

นี่คงจะเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ


            “มิคาสะ...”  ผมเรียกชื่อ เธอหันมาสบตาผมช้าๆ แต่นั่นกลับทำให้ผมรู้สึกปวดใจขึ้นมาซะงั้น ด้วยว่าแววตานี้เป็นของใครก็ไม่รู้...ไม่ใช่ของมิคาสะคนเดิมและก็ไม่ใช่ของมิคาสะคนเมื่อวานด้วย

            ผมขบริมฝีปากอีกครั้ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเฉกเช่นกับเมื่อวาน


            “...เธอจำชื่อของฉันได้ไหม?”


            มิคาสะกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบคำถาม


            “ฉันลืมไปแล้ว...”


            คำตอบนั่นทำเอาผมจุก แทบจะไปต่อไม่ถูก แต่ผมก็ยังทำใจดีสู้เสือและเล่าเรื่องทุกอย่างที่นึกออกให้ผู้หญิงตรงหน้าฟัง


            “ฉันชื่อรีไวล์ เป็นหัวหน้าของเธอ...เธอเคยบอกว่าเธอไม่ชอบ– ไม่สิ เธอเคยบอกว่าเธอเกลียดฉัน...เพราะฉันเคยไปทำร้ายเอเลน เพื่อนของเธอ...เธอเคยมาขู่ฉันว่าถ้าฉันทำอะไรเอเลน ฉันจะไม่มีทางอยู่อย่างสงบสุขในโรงเรียนนี้แน่ และมันก็เป็นจริงอย่างที่เธอว่า...หลังจากนั้นเธอก็หาทางแก้แค้นฉันสารพัด...อย่างเช่นแกล้งในคาบฝึกฟันท้ายทอยไททันจำลอง...แกล้งเอากระดาษที่เขียนคำบ้าๆ อย่างคำว่า เตะมัน มาแปะที่หลังฉัน...แกล้งเขียนหน้าฉันตอนที่ฉันงีบหลับ...แต่ฉันไม่เคยโกรธเธอเลยนะ กลับกัน...ฉันชอบซะอีก ที่จะต้องมาลุ้นกับแผนแก้แค้นตลกๆ ของเธอไม่เว้นแต่ละวัน...แม้หลังจากนี้มันจะไม่มีความทรงจำพวกนั้นในหัวของเธออีกแล้ว...แต่ฉันจะรอ...รอวันที่เธอจำเรื่องทุกอย่างได้ขึ้นมา–”

            ผมสะดุ้งเมื่อรู้สึกได้ถึงมือเรียวทั้งสองข้างที่ประคองใบหน้าของผมให้สบตากับเธอ หลังจากที่ผมก้มหน้าเล่าเรื่องอยู่นานสองนาน

            มิคาสะเลิกคิ้ว เผยใบหน้าที่ดูไม่สบายใจออกมา ก่อนจะใช้นิ้วโป้งลูบเนื้อแก้มของผม

 

            “ร้องไห้ทำไม?”

 

            ผมเบิกตาขึ้นเมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น...


นี่ผมร้องไห้งั้นหรอ? ต..ตั้งแต่ตอนไหนกัน?


            นิ้วหัวแม่มือของมิคาสะปาดน้ำตาของผมให้อย่างอ่อนโยน จากนั้นเธอจึงเป็นฝ่ายพูดต่อบ้าง

            “ฉันอยากฟังเรื่องของคุณกับฉันอีกนะ...หลังจากนั้น มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกบ้างไหม?”  มิคาสะเผยรอยยิ้มน่ารักออกมา และนั่นก็ทำให้ผมนึกไปถึงเรื่องเมื่อวันนั้น...


            วันงานวัฒนธรรมโรงเรียน


          ผมเหลือบมองนาฬิกา...อีก 5 นาที จะ 9 โมง


            ใกล้แล้วสินะ...

 

            ผมดึงมือทั้งสองข้างของเธอออก ก่อนจะยืนขึ้น โดยวางเข่าข้างหนึ่งลงบนเตียง ส่วนขาอีกข้างยันไว้กับพื้น ผมนำมือทั้งสองข้างรองแก้มมิคาสะแล้วเคลื่อนหน้าเข้าใกล้...จนปลายจมูกสัมผัสกับผิวหน้าละเอียดนั่น


มิคาสะกะพริบตาปริบๆ – เธอคงไม่รู้ว่าผมจะทำอะไร


ผมเผยรอยยิ้มเศร้าสร้อยออกมา และตอบคำถามที่ถูกทิ้งช่วงเอาไว้


“มีสิ..นี่ไงล่ะ...”

 

พูดจบผมจึงจรดริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มของมิคาสะทันที ริมฝีปากที่ครั้งหนึ่ง ผมเคยได้รับมันมาแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมจะขอรับมันกลับมาอีกครั้ง


ผมจุมพิตเธออย่างอ่อนโยนที่สุด เท่าที่ผู้ชายแข็งกระด้างอย่างผมจะทำให้เธอได้...ไม่คิดเลยว่านี่จะเป็นครั้งที่สอง ที่ผมถือวิสาสะจูบมิคาสะ ถ้าเธอรู้ เธอจะโกรธผมไหมนะ? เธอจะหลบหน้าผมไหมนะ? เธอจะตีตัวออกห่างจากผมมากกว่าเดิมไหมนะ?


ผมคิดขณะที่ยังคงหลับตาบรรจงริมฝีปากจูบผู้หญิงตรงหน้าต่อไป


จูบที่ผมมอบให้ เป็นจูบเดียวกันกับที่ผมเคยมอบให้เธอในครั้งแรก เพียงแต่ครั้งนี้กลับละมุนกว่ามาก


เธอจะรู้สึกได้ไหมนะ?

 


ตึง~ ตึง~ ตึง~


เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ในห้องโถงดังขึ้นลอดผ่านประตูเข้ามาในโสตประสาทของผม เหมือนเป็นเครื่องตอกย้ำความจริงหลังจากนี้...แต่ผมไม่สนใจ ขณะยังคงมอบความอ่อนหวานผ่านริมฝีปากให้เธอต่อไปแบบนั้น...

 


            “อื้อ~”



ผ่านไปสักพัก เสียงของมิคาสะก็ร้องขึ้นมาเล็กน้อย แต่ผมยังไม่ได้ปล่อยเธอออก ถ้าผมถอนจูบแล้วต้องพบกับความจริงที่ว่า นอกจากเธอจะสูญเสียความทรงจำถาวรไปแล้ว เธออาจจะเกลียดผมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แค่นี้ผมก็ไม่อยากปล่อยเธอออกแล้ว


ถึงแม้ว่าสุดท้ายก็ต้องปล่อย และเผชิญหน้ากับความจริงก็ตาม...



ผ่านไปไม่ถึงนาที มือของเธอก็มาหยุดอยู่ที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของผม ก่อนจะพยายามดันร่างผมออก


ถึงกระนั้นผมก็ยังคงมอบรสจูบที่หอมหวานนี้ให้เธออย่างต่อเนื่อง...จนสุดท้ายมิคาสะก็เลิกดันผมออก เปลี่ยนมาหยุดนิ่งแทน...


ผมนี่มัน...ใจร้ายชะมัดเลย

 

.....


เวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าไหร่ ผมที่ยังคงจูบมิคาสะอยู่แบบนั้นเมื่อรู้สึกได้ว่าเธอดูนิ่งเกินไปจึงค่อยๆ ลืมตาเล็กน้อย และภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมหัวใจเต้นแรง...


คือเธอที่กำลังหลับตา ราวกับอนุญาตให้ผมบรรจงจุมพิตเธอได้เต็มที่...


หัวใจของผมกระตุกวูบ ผมค่อยๆ ถอนจูบออก ใบหน้าของเราทั้งคู่ยังคงอยู่ในระยะประชิด ทั้งผมและมิคาสะต่างหายใจเร็วอย่างต้องการอากาศทดแทน


ผมแอบเหลือบมองนาฬิกา...


15 นาทีเชียวหรอ? ผมจูบเธอนานไปรึเปล่านะ?..

 

มิคาสะก้มหน้าต่ำ เห็นดังนั้น ผมจึงค่อยๆ ใช้มือที่ยังประคองแก้มของเธออยู่ ช้อนใบหน้าเธอให้เงยขึ้นมาสบตากับผม...



ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ หัวใจเต้นถี่และหนักหน่วง เมื่อได้เห็นใบหน้าของเธอ


ใบหน้าที่ตอนนี้แดงก่ำ ริมฝีปากที่อิ่มน้ำ และแววตานั่น–!


แววตาของมิคาสะ!


เธอทำตาโต จ้องใบหน้าผมอย่างไม่ลดละ ก่อนจะเปล่งคำที่ผมอยากได้ยินมากที่สุด...ตั้งแต่ที่เธอเสียความทรงจำมา...

 


            “ห..หัวหน้ารีไวล์...”



เธอกลับมาแล้ว

 

[ END Levis part ] 

 

 

 

:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:

 

 

 

เฮียเป็นพวกนิยมจูบนานอ่ะ

นานแบบ นานอย่างนี้กินหนูมิไปทั้งตัวแทนเลยเถอะ 5555+

 

ช่วงนี้คอมเป็นบ้าเป็นบออะไรก็ไม่รู้ค่ะ

รู้สึกลำบากมากในการจะคลิ๊กแต่ละที

ภาวนาคอมอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปก่อน ไม่งั้นการอัพจะเป็นไปอย่างยากลำบากแน่ๆ ค่ะ

TwT

 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเช่นเคยย~

 

หนูมิจะทำยังไงกับเฮียดีน้า~

โดนขโมยจูบอีกแล้วว~

ว้า~ แย่จัง~
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #248 Honey so lemonade (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:40
    ยัยน้องคัมแบคจริงๆมั้ย
    #248
    0
  2. #235 ALONE__145 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 12:54

    ตตอนเฮียเเกเล่าเรื่องมิคาสะที่เเกล้งช้านนน้ำตาไหลเลยอ่ะโอ้ยยย

    #235
    0
  3. #219 Luna_l (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 07:48
    โง้ยยย จูบคืนความทรงจำไหมเนี่ยยย เขินนนนนน
    #219
    0
  4. #187 JoAnn (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 12:27

    ตายๆเลือดจะหมดตัวแล้วhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-06.png https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-06.png //>///

    #187
    0
  5. #143 Yuri Yurina (=w=) SSCX (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 12:20

    น่าจะใช้วิธีนี้ตั้งแต่แรกน่ะ​ ได้ผลดีมากกกก
    #143
    0
  6. #67 Kam_Rerise (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 04:20
    ตายๆๆ เขินขนาด
    #67
    1
    • #67-1 Hatsune Maluko(จากตอนที่ 22)
      7 กรกฎาคม 2561 / 22:32
      กรี๊ดดด ดีจายยย ><
      #67-1
  7. #64 nutnichaauum (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 00:23
    นึกภาพตามแล้วมันฟินค่ะ 555 อิอิ
    #64
    1
  8. #63 CharidaNoisap (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 00:09

    เปิดมาตอนแรกน้ำตาแตกเลยจ้า สงสารเฮียมากร้องไห้ตามเลย เป็นอารมแบบขนาดเฮียจูบหนูมิยังน้ำตาไหล 555(อินจัด) ขอแสดงความยินดีกลับเฮียด้วยเอาหนูมิกลับมาได้แล่ว เย้ๆๆ

    #63
    1