[Fic : Attack on Titan] ก๊วนมัธยมรักฉบับไททัน (Levi x Mikasa)

ตอนที่ 21 : 18 คนป่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,062
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 106 ครั้ง
    25 ส.ค. 61

T
B
 


คำเตือน

เนื้อหาในตอนต่อไปนี้มีการแฝงข้อมูลเกี่ยวกับวิทยาศาตร์และการแพทย์รวมอยู่ด้วย

ซึ่งข้อมูลอาจมิได้ตรงตามความจริงเสมอไป เนื่องด้วยมีการดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องของฟิค

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน





18

คนป่วย

 




เวลา 13.15 น.

ปราสาทอดีตกองบัญชาการทีมสำรวจ

 

ผมและคนอื่นๆ อยู่กันเต็มห้องนอนมิคาสะ เนื่องด้วยกำลังรอให้คนที่สลบฟื้นขึ้นมา...


มิคาสะ – นับตั้งแต่ตอนที่สูดสเปรย์บ้าๆ นั่นเข้าไปก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา ถึงแม้ว่าตอนนี้การหายใจและชีพจรของเธอจะเป็นปกติแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมสบายใจขึ้นเลย


ผมนึกไปถึงคำพูดของไอ้อ้วนนั่น ที่บอกว่าถ้าฟื้นขึ้นมา ก็จะรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับมิคาสะ


มันกลับยิ่งทำให้ผมใจร้อนมากขึ้นไปอีก ไม่มีสมาธิ แถมอยู่ไม่เป็นสุขด้วย


ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนใจเย็นแท้ๆ...


ทางด้านฮันจิ ตอนนี้ยัยนั่นกับโมบลิทก็กำลังตรวจสารข้างในขวดสเปรย์ ตามคำชักชวนของไอ้อ้วนอยู่ ผมหวังว่าสารข้างใน จะไม่ทำอันตรายกับมิคาสะจนเกินไปนะ...

 

ส่วนเรื่องจับกลุ่มตัวการ ในที่สุดพวกเราทุกคนก็ทำสำเร็จ พวกมันถูกหัวหน้ากองไนล์ส่งตัวให้กับขุนนางแล้ว พวกมันยอมรับสารภาพแต่โดยดี บอกว่าเอเลนกับฮิสโทเรีย ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการก่อความวุ่นวายนี้เลย

โดยจุดประสงค์ในการกระทำครั้งนี้ของพวกมันก็คือ พวกมันไม่พอใจพวกขุนนางที่ชอบเอาเปรียบคนสามัญธรรมดาอยู่เป็นประจำ เลยอยากจะก่อความวุ่นวายเพื่อสั่งสอนอะไรสักอย่างกลับไปบ้าง

แน่นอน พอผมกับทุกคนได้ยินแบบนั้น ก็ไม่เข้าใจว่า ถ้าไม่พอใจพวกขุนนางอย่างเดียว แล้วจะลากเอเลนกับฮิสโทเรียมาเกี่ยวข้องด้วยทำไม ซึ่งพวกมันตอบว่า พวกมันสืบและรู้ว่าฮิสโทเรียก็เป็นลูกของคนสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับขุนนางในพระราชวังเช่นกัน ดังนั้น การที่พวกเขาลากเธอมาเกี่ยวข้องด้วย ก็เพื่อจะได้ทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในกลุ่มขุนนางกันเอง ด้วยว่าลูกสาวของคนที่รู้จักมักจี่เป็นอย่างดีคิดจะเป็นกบฏต่อพวกเขาซะงั้น

จากนั้นพวกเราก็ถามกลับไปว่า แล้วเอเลนล่ะ? ซึ่งพวกมันก็ตอบว่า พวกมันจำเอเลนได้ดี เมื่อตอนก่อนเข้าโรงเรียนชินเงคิ เอเลนเคยมีเรื่องชกต่อยกับพวกมัน ฉะนั้น ทั้งหมดที่ทำไป จึงเป็นการคิดบัญชีรอบเดียว ประหนึ่งว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

แม้จะยังรู้สึกแปลกๆ กับเหตุผลและแผนการของพวกมัน แต่พวกเราก็ได้ลองส่งตัวทั้งสี่คนนั่นให้ทางโรงพยาบาล จนกระทั่ง พอหมอได้ลองตรวจสภาพร่างกายและจิตใจของพวกมันดูเท่านั้นแหละ ถึงได้รู้ว่าพวกมันทั้งสี่คนมีอาการทางจิตด้วย...


แต่เอาเถอะ อย่างน้อยในที่สุด เอเลนกับฮิสโทเรียก็พ้นจากการถูกหมายหัวว่าเป็นตัวการก่อความวุ่นวายจากพวกขุนนางแล้ว ผมดีใจแทนสองคนนั้นจริงๆ


เอลวินก็เช่นกัน ในวันนี้ที่หมอนั่นต้องไปนครหลวงมิตทราส เพราะถูกพวกขุนนางเรียกตัว ก็จบลงด้วยดี... ตอนแรกผมคิดว่า หมอนั่นอาจจะโดนลูกหลงอะไรเข้าไปด้วยซะแล้ว แต่พอเห็นว่ากลับมาโดยสวัสดิภาพ ไร้ร่องรอยขีดข่วนก็ดีแล้วล่ะ

 


เรื่องที่ไม่ดีในตอนนี้น่ะ ก็มีแต่เรื่องของมิคาสะท่านั้นแหละ...

 


แอ๊ด~


เสียงประตูเปิด ผมรวมทั้งคนอื่นๆ ในห้อง – เอเลน อาร์มิน แจน คอนนี่ ซาช่า ฮิสโทเรีย จึงหันไปมองคนที่เปิดมันออกมาพร้อมๆ กัน พบว่าเป็นเพทรากับออรูโอ้


            “ขอโทษที่ให้รอนะ มื้อกลางวันพร้อมแล้ว ทุกคนลงไปทานกันเถอะ”  เพทราเอ่ย

            “แต่ว่า มิคาสะยังไม่ฟื้นเลยนะคะ”  ซาช่า

            “ฉันคิดว่า พวกนายคงต้องให้เวลามิคาสะสักพักนะ ส่วนตอนนี้...พวกนายก็ช่วยลงไปให้เวลากับตัวเองบ้างเถอะ เหนื่อยมาเยอะแล้ว”  เพทราพูดจบก็ยิ้มบางๆ ให้


ไม่มีใครพูดอะไรกลับไป เพียงแต่พยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นแต่ละคนจึงค่อยๆ ทยอยออกจากห้องเงียบๆ

 

            “ฮันจิล่ะ?”  ผมถามเพทรากับออรูโอ้ที่ยังยืนอยู่หน้าประตูห้อง

            “คุณฮันจิกับรุ่นพี่โมบลิทยังไม่ออกมาจากห้องทดลองสารเลยค่ะ”  เพทราตอบเสียงเศร้า


ผมพยักหน้าให้เธอ จากนั้นจึงหันไปมองคนที่หลับใหลอยู่บนเตียง


            “หัวหน้ารีไวล์ ลงไปทานมื้อกลางวันหน่อยไหมครับ?”  ออรูโอ้ถาม


ผมเงียบ ไม่ได้ตอบคำถามทันที สุดท้ายจึงว่าออกไป


            “เดี๋ยวฉันตามลงไป”


เพทรากับออรูโอ้หันมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะตามด้วยเสียงปิดประตู และห้องนอนที่เงียบกริบ ซึ่งในตอนนี้มีแค่ผมกับมิคาสะสองคน...

ผมเดินไปใกล้คนที่นอนอยู่ จึงนั่งลงข้างเตียง พลางขมวดคิ้วบางๆ ขบริมฝีปากของตัวเอง


สิ่งที่ผมต้องการในตอนนี้ ก็แค่ต้องการให้เธอฟื้นขึ้นมาเท่านั้น...


ผมกระชับผ้าห่มให้ พลางเอื้อมมือไปลูบเส้นผมสีดำนุ่มนิ่มนั่นเบาๆ

 

            “ฟื้นขึ้นมาเถอะนะ ทุกคนรออยู่...”

 

.....


เวลา 13.51 น.

ห้องโถงของปราสาท

 

มื้อกลางวันยังคงดำเนินอยู่ ผมนั่งมองกลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่าตัวเองสองปีนั่งทานอาหารบนโต๊ะเงียบๆ จนตอนนี้ พวกเขาขอเพิ่มไปกี่ชามแล้วก็ไม่รู้ ในขณะที่ผมแทบไม่ได้แตะต้องอาหารตรงหน้าเลย

ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยหรอก – ไม่รู้สิ ผมไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ กลับกัน ตอนนี้ในหัวของผมมีแต่เรื่องของมิคาสะเท่านั้น


เมื่อไหร่เธอจะฟื้น?


แล้วถ้าฟื้น จะมีอะไรผิดปกติไหม?


สเปรย์นั่นเป็นอันตรายรึเปล่า?


คำถามวนเวียนอยู่แบบนี้ในหัวของผม ไม่หลุดไปไหน...


ฮันจิกับโมบลิทก็ยังไม่ออกมาจากห้องทดลองสารเลย กระทั่งตอนนี้

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยืนขึ้น ตั้งใจจะกลับไปที่ห้องๆ เดิม

 

            “เอ๊ะ? หัวหน้า ไม่ทานแล้วหรอคะ?”  ซาช่าถาม

            “ไม่ล่ะ...ซุปในถ้วยยังไม่ได้ทาน ฉันยกให้เธอ”

            “เอ๋!? จะดีหรอคะ? แต่ก็นะ...ขอบคุณมากค่ะ!”


พอบทสนทนาสั้นๆ ของผมกับซาช่าจบลง ผมก็เดินขึ้นบันได มุ่งไปยังห้องนอนของมิคาสะทันที

 

.....

 

ผมมาหยุดยืนที่หน้าห้องแล้ว แต่ก็มิวายจะต้องเคาะประตูก่อนจึงค่อยเปิดออกไปตามมารยาท แม้ว่าคนที่อยู่ข้างในจะไม่ได้ยินก็เถอะ...

 

แอ๊ด~


ผมเปิดประตูเข้าไปในห้อง ตอนแรกยังไม่ได้สังเกต แต่เมื่อปิดประตูลงแล้ว ผมก็เห็นเธอ...


มิคาสะ..!


เธอฟื้นแล้ว!!

 

ผมเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น มิคาสะ – ตอนนี้เธอนั่งอยู่บนเตียงสายตาก็มองมาที่ผมด้วย ผมไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปหาเธอทันที


            “มิคาสะ เธอฟื้นแล้ว เป็นยังไงบ้าง?”

ผมหัวใจเต้นแรง – รู้สึกดีใจเมื่อได้เห็นเธอฟื้นขึ้นมาสักที


แต่เมื่อได้มองลึกลงนัยน์ตาของเธอ ผมกลับรู้สึกแปลกออกไป...

 

ก๊อกๆๆ~


แอ๊ด~


            “ขออนุญาตครับ– เอ๋!!? ม..มิคาสะ!!”

เอเลนร้องเสียงหลง ซึ่งสิ่งนั้นเรียกความสนใจจากเพื่อนๆ รอบข้างได้เป็นอย่างดี

            “มิคาสะ!!!”  อาร์มิน

            “ฟื้นแล้ว! เธอฟื้นแล้ว!!”  คอนนี่

พวกเขาไม่รอช้า รีบวิ่งเข้ามาใกล้ทันที

 

ไม่ มีอะไรผิดปกติไป...


นี่ไม่ใช่มิคาสะ


ผมกลืนน้ำลายพอตัวเองนึกได้แบบนั้น – ไม่ใช่ว่าความคิดเมื่อกี้มันไร้สาระ – แต่ผมกลับมั่นใจมากเลยต่างหาก ว่าคนที่นั่งบนเตียงและกำลังกวาดสายตามองทุกคนอยู่นั่น...ไม่ใช่เธอ


แววตาคู่นั้น...ไม่ใช่ของเธอ

 

            “มิคาสะ! ผมเป็นห่วงแทบแย่เลยนะครับ!? เป็นยังไงบ้างครับ? ยังปวดหัวอยู่รึเปล่า เจ็บตรงไหนไหมครับ?”  อาร์มิน

            “มิคาสะหิวรึเปล่า? อยากทานอะไรไหม? ยังมีซุปเหลืออยู่ในหม้อนะ!”  แจน

            “พวกนาย...”


มิคาสะเปล่งเสียงออกมา เธอยังคงกวาดสายตาต่อไป ก่อนที่จะขึ้นประโยคคำถาม ที่ทำให้ทุกคนต้องหุบรอยยิ้ม และร้องออกมาอย่างตกใจ


            “...เป็นใครกันหรอ?”


            “เอ๊ะ?...เอ๋!!!??”

 

.....


เวลา 14.20 น.

ห้องโถงของปราสาท


ผมยืนกอดอกขณะพิงกำแพงไปด้วย ห้องโถงมีเอลวิน เพทรา กับออรูโอ้นั่งอยู่ ในขณะที่พวกเด็กๆ แทบจะเข้าไปกระชากเสื้อฮันจิกับโมบลิท อย่างต้องการคำตอบให้เร็วที่สุด ว่าทำไมมิคาสะถึงจำพวกเราไม่ได้...


ผมกัดฟันแน่น เดาไม่ถูกเลย...เพราะอะไรมิคาสะถึงจำพวกเราไม่ได้? มันเกิดอะไรขึ้น? ผมรู้ว่ามันต้องเกี่ยวกับสารในขวดสเปรย์นั่นแน่ๆ แล้วถ้าอย่างนั้น สารนั่นมันคืออะไร?


ก้อนเนื้อในอกเต้นแรง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความดีใจที่ได้เห็นมิคาสะฟื้นขึ้นมา มันเป็นเพราะว่าผมเป็นห่วงยัยนั่นมากกว่าต่างหาก!


ทั้งๆ ที่ได้ฟื้นขึ้นมาอย่างปลอดภัยแล้วแท้ๆ ...ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!?

 


            “ทุกคน! ฟังฉันนะ! ฉันจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด ช่วยใจเย็นๆ กันก่อนเถอะ!..”


ฮันจิพูดเสียงดัง พวกเด็กๆ หน้าเสียตามๆ กัน ก่อนจะจำใจนั่งลง สงบสติอารมณ์เอาไว้


            “...ฉันกับโมบลิทลองตรวจสารข้างในดูแล้ว ตอนแรกที่ได้ยินพวกนายบอกว่ามิคาสะจำพวกนายไม่ได้ นั่นก็ทำให้ฉันคิดขึ้นมาว่า หรือจริงๆ แล้วสารในขวดสเปรย์นั่น จะเป็นสารเคมีสังเคราะห์... แต่ไม่! ฉันกับโมบลิทตรวจสารนั่นมา 10 กว่ารอบแล้ว มั่นใจว่าสารข้างใน ไม่ใช่สารสังเคราะห์แน่ๆ”

            “แล้วมันเป็นสารประเภทไหนกันคะ?”  ซาช่าถาม


ฮันจิมองหน้าโมบลิท สูดหายใจเล็กน้อย จึงว่าต่อ


            “มันเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ เป็นสารที่ได้จากพืชผลไม้ชนิดหนึ่ง... อาจจะฟังดูบ้า ไม่น่าเชื่อถือ แต่ว่ามันเป็นสารมาจาก...เอ่อ ม..มันแกว”

            “ห..หา!!!??”


ทุกคนในห้องโถงร้องออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ผมยอมรับว่าตัวเองก็เกือบจะเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน


อะไรนะ!!? นี่กำลังจะบอกว่ามิคาสะสูญเสียความทรงจำเพราะมันแกวงั้นเรอะ!!?


มันแกวเนี่ยนะ!!?


ไม่มีอะไรที่ดีกว่ารึไงกัน!!?


            “ม..มันแกว!! มันแกวที่หวานๆ มันๆ อร่อยๆ นั่นหรอคะ!!?”  ซาช่า

            “ถ้างั้นมันแกวที่บ้านฉันเคยปลูก! จริงๆ แล้วมันก็มียาพิษด้วยงั้นหรอ!!?”  คอนนี่

            “เดี๋ยวๆๆ!! ทุกคน ฟังฉันให้จบก่อนเถอะ...”


ฮันจิพยายามดึงสติของพวกเรากลับคืนมา ซึ่งมันไม่ง่ายเลย แม้แต่กับผม...


มันแกว!? มันแกวเรอะ!!? นี่เดี๋ยวนี้เขาทำมันแกวอาบยาพิษแทนแอปเปิ้ลอาบยาพิษรึไงกัน!!?


            “...ทุกคนตั้งสติ และฟังฉันให้ดีนะ...ใช่ จะพูดว่า มิคาสะสูญเสียความทรงจำเพราะมันแกวน่ะ ไม่ผิดหรอก! แต่ส่วนของมันแกวที่ทำให้มิคาสะกลายเป็นแบบนี้น่ะ ไม่ใช่ตัวผลอร่อยๆ ที่พวกเราชอบกินกัน แต่คือเมล็ดของมันต่างหาก!... เมล็ดมันแกว จริงๆ แล้วมันมีพิษ โดยเฉพาะเมล็ดที่แก่แล้วน่ะ ตัวดีเลย... เมล็ดมันแกวมีสารมากมายที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยหนึ่งในสารพวกนั้น ก็มีสารพิษที่ชื่อว่า สารซาโปนิน รวมอยู่ด้วย... สารนี้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ พอประกอบกับสารพิษอื่นๆ ที่มีอยู่ในเมล็ดมันแกวแล้ว มันเลยทำให้เมล็ดมันแกวมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงชั้นดี โดยสารตัวนี้ หากรับมันเข้าไป ถึงแม้จะไม่เคยสะสมอยู่ในร่างกายมาก่อน ก็สามารถทำอันตรายแก่มนุษย์ได้ทันที... พวกนายนึกออกใช่ไหม? มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง แถมยังละลายน้ำได้อีก ไม่ยากเลย หากเมล็ดพวกนั้นจะผ่านกระบวนการสักหน่อย จนกลายมาเป็นยาพิษในขวดสเปรย์เล็กๆ แบบนี้”


อะไรกันเนี่ย!? มันแกว!? ยาฆ่าแมลง!?


ให้ตายสิ! พอได้ยินแบบนี้แล้ว ต่อจากนี้ผมจะสร้างทัศนคติที่ดีต่อมันแกวได้ยังไงกัน!?

 

            “แล้วสารพิษพวกนี้ มันทำให้มิคาสะสูญเสียความทรงจำได้ยังไงกันครับ? ทั้งๆ ที่เมล็ดมันแกวพวกนั้น มันมีฤทธิ์หลักๆ เป็นยาฆ่าแมลง ไม่ใช่การทำให้มนุษย์สูญเสียความทรงจำ”


อาร์มินใช้นิ้วมือรองคาง พลางถามคำถามกลับ


            “ฉันสันนิษฐานว่า สารที่สามารถทำอันตรายแก่มนุษย์ได้ทันที โดยไม่จำเป็นจะต้องเคยสะสมอยู่ในร่างกายมาก่อนแบบนี้... พอมิคาสะสูดเข้าไป เป็นไปได้ที่มันจะไปซึมเข้ากับระบบไหลเวียนโลหิต... และพอเลือดเข้าไปเลี้ยงสมองแล้ว มันก็คงจะไปสร้างความเสียหายให้กับสมองส่วนกลีบขมับ หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ สมองส่วนที่รองรับความทรงจำ... เลยทำให้ตอนนี้ มิคาสะอยู่ในภาวะสูญเสียความจำน่ะ”

            “ย..อย่าบอกนะครับ ว่ามิคาสะจะความจำเสื่อม!!”  เอเลนร้องออกมา

            “เฮ้ย! ไม่ใช่ๆ! มิคาสะไม่ได้ความจำเสื่อม เธอแค่อยู่ในภาวะสูญเสียความจำเท่านั้น... ก่อนหน้านี้พวกนายบอกฉันใช่ไหม? ว่ามิคาสะรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร และรู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ติดแค่ว่าเธอจำพวกนายไม่ได้เท่านั้น... ฉันคิดว่า ตอนที่สูดสเปรย์ มิคาสะคงจะไม่ได้สูดเข้าไปเยอะ จนทำลายความทรงจำหลักๆ หมด... นี่เป็นเพียงแค่ภาวะสูญเสียความจำชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้ร้ายแรงจนถึงความจำเสื่อมหรอกนะ คราวนี้พวกนายเข้าใจกันแล้วใช่ไหม?”

 

ทุกคนต่างพยักหน้าเข้าใจ ผมที่ไม่ได้อยากฟังประเด็นตรงส่วนนั้นแล้ว จึงตั้งคำถามขึ้นใหม่


            “วิธีรักษาล่ะ?”

            “เรื่องนั้นฉันจะรีบปรึกษาหมอให้เร็วที่สุด แต่ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับมิคาสะด้วย ว่าเธอจะจำพวกนายคนไหนได้เมื่อไหร่... ของแบบนี้ มันไม่มียาแก้พิษที่ให้ดื่มก่อนนอน พอตื่นขึ้นมาก็หายเป็นปลิดทิ้งหรอก”

            “แสดงว่า เราเองก็ต้องช่วยทำให้มิคาสะกลับมาจำทุกคนได้ด้วยใช่ไหมคะ?”  ฮิสโทเรีย

            “ใช่..แต่ว่านะ พวกนายไม่ได้พยายามอยู่ฝ่ายเดียวหรอก...ฉันเชื่อว่า มิคาสะก็คงกำลังพยายามพาความทรงจำของตัวเองกลับมาให้ได้อยู่เหมือนกัน”

 

.....


วันต่อมา

เวลา 12.33 น.

ห้องนอนของมิคาสะ


หลังจากที่ทานมื้อกลางวันเสร็จแล้ว พวกเด็กๆ ก็ลากมิคาสะกลับเข้าไปในห้องของเธอ เพื่อทำภารกิจช่วยกู้ความทรงจำที่หายไปกลับมาทันที

 

            “มิคาสะคะ! ฉันเองซาช่า ตอนที่อยู่โรงเรียนชินเงคิ มิคาสะเคยแบ่งขนมปังให้ฉันกินด้วยนะคะ!”

            “เอ่อ...”

 

            “มิคาสะ! ฉันคอนนี่ ไม่รู้ว่าจะจำได้รึเปล่า แต่ว่าเธอเคยบอกว่าทรงผมของฉันมันเท่มาก เธอเคยอยากลองตัดตามด้วยนะ!”

            “เอ๊ะ?”


อย่าว่าแต่มิคาสะตกใจเลย ผมได้ยินแบบนั้นก็ตกใจเหมือนกัน

ยัยนี่! ถ้าเคยพูดแบบนั้นจริง ก็ชักจะดูแมนขึ้นทุกวันแล้วนะ!

 

“มิคาสะ! ฉันแจน กิลชูไตน์ เป็นคนที่หน้าเหมือนม้าที่สุดในปี 1 ห้อง A เธอจำได้ไหม?”

“ปี 1 ห้อง A หรอ?”

“ใช่!!!”  พวกเด็กๆ ตอบออกมาพร้อมกันอย่างมีความหวัง

“ร..โรงเรียนชินเงคิ?”

“ใช่!!!”

“เอ่อ แล้ว ม..มีคนที่ชื่อว่าแอนนี่...อยู่ในห้องนั้นไหม?”

“มี!!!”


ผมเบิกตาขึ้นเล็กน้อย อย่าบอกนะว่าเธอใกล้จะจำได้แล้ว? มันเร็วขนาดนี้เลยหรอ?


“จำอะไรได้อีกไหม? มิคาสะ”  ฮิสโทเรียถาม

“เอ่อ..ฉัน...”


ทั้งห้องเงียบกริบ รอให้คนป่วยสูญเสียความทรงจำที่นั่งอยู่บนเตียงตอบคำถาม


“...ฉันรู้สึกว่า เหมือนในห้องนั้นจะมีครูที่ชื่อว่า เอลวิน กับครูที่ชื่อว่า คีธ เป็นที่ปรึกษา... รึเปล่านะ?”

“ใช่เลย–!!!”

“อะไรนะ!? มิคาสะจำครูได้แล้วหรอ!?”


เจ้าบ้าเอลวินทำผมสะดุ้ง! อยู่ๆ หมอนั่นที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ก็วิ่งถลาเข้าไปหามิคาสะทันที

 

            “เอ่อ...”

            “อะแฮ่ม~ ครูชื่อ เอลวิน สมิธ เป็นที่ปรึกษาของปี 1 ห้อง A ร่วมกับครูคีธ ชาดิสต์ จำได้ไหม?”

            “ครู...เอลวิน?”

            “อืม...”  เอลวินพยักหน้า


มิคาสะ – เธอกำลังพยายามนึกถึงความทรงจำที่หายไปอยู่อย่างสุดความสามารถ เหมือนที่ฮันจิบอกจริงๆ นั่นแหละ

แม้คำตอบที่ได้จากเธอ จะน่าผิดหวังสำหรับเราก็ตาม...


            “ครูเอลวิน...เขาเป็นใครหรอคะ?”


            “เอ่อ...”  พอได้ยินแบบนั้น แต่ละคนก็ต่างหันไปมองหน้ากัน

 

            “มิคาสะจำครูไม่ได้จริงๆ หรอ?”  เอลวินถามย้ำ

            “แล้วพวกเราล่ะ? มิคาสะก็จำไม่ได้หรอ?”  แจน คอนนี่ และซาช่าพูด พร้อมกับชี้ไปที่ตัวเอง

            “เอ่อ...เราเคยรู้จักกันด้วยหรอคะ?”

            “เอ๋!!?”

            “ของแบบนี้..คงต้องใช้เวลาสินะครับ”  อาร์มินพูด พร้อมยิ้มแห้งๆ

 

ก๊อกๆๆ~


เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้น โดยฮันจิกับโมบลิทเป็นผู้มาเยือน


            “เอาล่ะทุกคน ได้เวลาให้คนป่วยพักผ่อนแล้วนะ อย่าลืมว่ามิคาสะไม่ได้แค่อยู่ในภาวะสูญเสียความจำอย่างเดียว ร่างกายของเธอตอนนี้ก็ยังไม่พร้อมจะรับอะไรหนักๆ ด้วย”

            “ครับ/ค่ะ”


พวกเด็กๆ ตอบออกมาตามๆ กัน แม้กระทั่งเอลวิน หลังจากนั้นแต่ละคนจึงค่อยๆ ทยอยออกจากห้องไป

ผมที่ยังยืนอยู่ ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน พูดขึ้นก่อนที่ฮันจิจะเอ่ยอะไรออกมา


            “เดี๋ยวตามออกไป ฉันจะพาเธอเข้านอนก่อน”

            “เข้าใจแล้ว”

 

ปึ้ง


ประตูถูกปิดลง เหมือนเทปถูกกลับมาเล่นวนซ้ำอีกรอบ – ผมอยู่กับมิคาสะแค่สองคน ในห้องอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว

ผมเดินไปหาเธอ ที่ตอนนี้กำลังนั่งกะพริบตามองผมปริบๆ อยู่

 

            “ได้เวลานอนกลางวันแล้ว”  ผมเอ่ยเสียงเรียบ


มิคาสะพยักหน้า ก่อนจะค่อยๆ ล้มตัวลงนอน จากนั้นจึงเป็นผมที่ดึงผ้าขึ้นมาห่มให้เธอ ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกนำมาวางไว้ข้างๆ เตียง และเอ่ยปากถามเธอ


            “รู้ไหม? ว่าฉันเป็นใคร”


มิคาสะสบเข้ากับนัยน์ตาคม สีมืดของผม พร้อมกับมอบคำตอบที่น่าผิดหวังมาให้


            “ไม่”

 

ผมเงยหน้าสูดหายใจเข้าอย่างต้องการกำลังใจ พลางเอื้อมมือของตนไปรองมือบางๆ ข้างหนึ่งที่วางอยู่บนหมอน และพูดต่อ


            “อีกไม่นาน เธอจะต้องจำทุกๆ คนได้ พวกเราจะพยายามเต็มที่...แต่เธอก็ต้องช่วยด้วยนะ”


คนป่วยพยักหน้า พร้อมมอบรอยยิ้มเศร้าหมองมาให้ มือบางของมิคาสะค่อยๆ จับกับมือของผมอีกที จากนั้นเธอจึงเอ่ยปากถามกลับมา


            “แล้วฉันจะจำคุณได้ไหม?”


ผมเบิกตาขึ้น ขมวดคิ้ว และเม้มริมฝีปาก – ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้


            “จำได้สิ”


ผมตอบ มอบรอยยิ้มอ่อนโยนให้ผู้หญิงที่นอนอยู่

มิคาสะได้ฟังก็ยิ้ม หยดน้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากขอบตาเปรอะหมอนที่หนุนอยู่ สุดท้าย เธอก็หลับตาลง ผมวางมือเธอลงบนหมอนดังเดิม จึงค่อยลุกหมายจะออกจากห้องไปเพื่อให้คนป่วยได้พักผ่อน

 

ผมเห็นแววตาของมิคาสะ...


แววตาของเธอเมื่อยามได้มองผมก่อนจะสูญเสียความทรงจำกับแววตาของเธอ หลังจากที่สูญเสียความทรงจำไปแล้ว มันต่างกัน


แววตาของเธอในตอนนี้ มันเหมือนกับแววตาเวลามองคนแปลกหน้าทั่วไป ที่บังเอิญเดินผ่านและสบตากันเท่านั้น...


เธอจำใครไม่ได้เลยทั้งผม ทั้งคนอื่นๆ... ถึงแม้ในตอนแรกดูเหมือนจะจำได้ แต่สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์


พยายามเข้านะ มิคาสะ...


ผมก็จะพยายามเหมือนกัน 

 

 

 

:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:

 

 

 

งงเด้ งงเด้ มันแกวหรอ? งงเด้ งงเด้ 5555+

 

เอาล่ะ เรามาเข้าสาระกันหน่อยนะคะ

ว่าด้วยเรื่องเมล็ดมันแกว ความจริงแล้วมันมีพิษนะคะ ซึ่ง 1 ในพิษที่เด่นๆ ก็คือ สารซาโปนิน อย่างที่ได้เล่าให้ฟังกันไปค่ะ

สารนี้เป็นสารที่สามารถละลายน้ำได้ค่ะ นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงอีกด้วย

 

ส่วนจุดที่ไรท์ทำการดัดแปลงใหม่

ก็คือเนื้อหาตรงที่บอกว่าแม้จะไม่เคยสะสมอยู่ในร่างกายมาก่อนก็สามารถทำอันตรายต่อมนุษย์ได้ทันที รวมถึงเนื้อหาตรงที่ มันจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดและขึ้นไปทำลายสมองส่วนกลีบขมับหรือสมองส่วนที่รองรับความทรงจำด้วยค่ะ

 

ข้อมูลที่ไรท์ใส่มามีทั้ง จริงและไม่จริงเสมอไป รวมอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้น ถ้าใครสนใจอยากรู้ข้อมูลที่แท้จริงก็สามารถไปศึกษาต่อได้นะคะ

 

แต่สิ่งที่ไรท์ฮาทุกครั้งเมื่ออ่านตอนที่ตัวเองแต่งตอนนี้

ก็คือสาเหตุที่สูญเสียความทรงจำนั่นแหละค่ะ กร๊ากก~

 

มันแกวเอ๊ยยย~

นอนขาวๆ ในรถเข็นผลไม้ต่อไปเถอะลูกกก อย่าทำร้ายใครเลย

 

หวังว่าความมันแกวจะทำให้ผู้อ่านทุกท่านหายเครียดได้นะคะ 5555+

 

อย่าลืมติดตามเรื่องราวความซวยของหนูมิ--- //ตอนต่อไปกันด้วยนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 106 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #257 Naja (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 21:23

    เดี๋ยวเล่นอย่างนี้เลยหรอ ละครไทยมากแม่

    #257
    0
  2. #254 yadwun2009 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 มีนาคม 2564 / 21:18

    มันแกวทำหนูซิ้งhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-10.png

    #254
    0
  3. #247 Honey so lemonade (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:06
    ไอเจ้ามันแกววว
    #247
    0
  4. #218 Luna_l (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 07:42
    เหตุเกิดเพราะมันแกวว สงสารรีไวล์ มิคาสะจำไม่ได้
    #218
    0
  5. #176 คนชอบอ่าน (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 19:28

    นึกถึงเพลงนี้เลย"กินมันแกว กินมันแกว กินแล้วตดใส่แมว ปู๊ด!!"

    #176
    0
  6. #141 Yuri Yurina (=w=) SSCX (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 21:54
    มันแกว!? ของชอบเลยน่ะ​
    ขอให้หนูมิจำทุกคนได้เร็วๆ
    #141
    2
    • #141-1 Hatsune Maluko(จากตอนที่ 21)
      30 ตุลาคม 2561 / 22:03
      เห้ย คุณเป็นใคร55555555 เมนต์เยอะถูกใจไรต์มากอ่ะ กลัวแบ้วววว//ขอบคุณมากนะคะงืมๆ~ >3<
      #141-1
  7. #56 CharidaNoisap (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 06:29

    ททำไมรู้สึกไม่ชอบมันแกวซะแล้ว 5555 แอบหลุด "ห้ะ" ตอนอ่านคำว่ามันแกวตามเลย งงในงงจิงๆ ตอนนี้เฮียน่าสงสารจังเลย กินไม่ได้ แบบนี้เดี๋ยวความสูงไม่เพิ่มนะคะ // อึ่ก!!!! (โดนเฮียถีบ) 5555

    #56
    1
    • #56-1 Hatsune Maluko(จากตอนที่ 21)
      2 กรกฎาคม 2561 / 21:40
      ขนาดไรท์แต่งเองยัง หะ เองเลยค่ะ55555555555 -บ้าเอ๊ย คิดได้ไง
      #56-1
  8. #55 nutnichaauum (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 22:20
    ดักอ่านค่ะ 😂😂😂😂
    #55
    1
    • #55-1 Hatsune Maluko(จากตอนที่ 21)
      2 กรกฎาคม 2561 / 21:42
      มีดักด้วยอ่ะ5555555
      #55-1
  9. #54 snile (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 22:14
    สนุกจางง
    #54
    1
    • #54-1 Hatsune Maluko(จากตอนที่ 21)
      2 กรกฎาคม 2561 / 21:41
      เย้ๆ ขอบคุณน้าาา <3
      #54-1