ROBBER BRIE (BriexScarlett)

ตอนที่ 5 : Episode 5 : If I had a million dollars

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    16 ต.ค. 62






Episode 5 : If I had a million dollars











“ถ้าเธอมีเงินหนึ่งล้านดอลล่าร์ เธอจะเอาไปทำอะไร?”

บรีนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ไม่รู้สิ”

“เธอต้องรู้สิ” ฉันยิ้ม พลางจ้องมองเข้าไปดวงตาสีน้ำตาเข้มดวงนั้น ขณะที่เราต่างนอนมองตากันอยู่บนเตียงฟูกเก่าๆ แต่กลับอบอุ่นมากกว่าเตียงหรูหกฟุตอย่างบอกไม่ถูก “ฉันว่าเธอคงออกไปเที่ยวรอบโลกหรือไม่ก็คงลองทำเพลงส่งค่ายใหญ่ๆ แน่เลย”

แต่บรีส่ายหน้า “ตอนนี้ฉันไม่คิดแบบนั้นเลย”

“แล้วคิดอะไรอยู่ล่ะ?”

“ถ้าเงินสามารถซื้อทุกอย่างได้จริงๆ คงมีอย่างเดียวที่ฉันต้องการในตอนนี้”

“อะไร?”

“หัวใจของเธอไง สกาเล็ต” บรีส่งยิ้มและยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ๆ “ฉันจะซื้อใจเธอ และจะเป็นเจ้าของของมันแค่คนเดียว”



ฉันสะบัดไล่คำพูดและความรู้สึก ณ ตอนนั้นออกจากหัวและพยายามไม่คิดถึงมันอีกเพราะรู้ดีว่าเป็นแค่คำลวงให้ตายใจเพื่อหวังผลประโยชน์ของหัวขโมยใจจริงฉันอยากอยู่ต่อนานกว่านี้เพื่อสะสางคดีโจรกรรมที่ยาวนานข้ามปี จับหัวขโมยเข้าคุกตามความต้องการของตำรวจทุกคนในรัฐมอนเทอร์เรย์ แต่คิดดูแล้วคงยากหากต้องเจอวิธีเอาตัวรอดแสบสันชวนปวดประสาท ยิ่งในตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มแย่ลงเพราะรายงานเรื่องการจับกุมคนร้ายผิดคนถูกส่งไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทบไม่อยากคิดว่าอนาคตของฉันต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร และนั่นเจ้าหน้าซามูเอลกำลังเดินเข้ามาพร้อมอนาคตของฉันที่อยู่ในซองจดหมายสีขาวซองนั้น

                “คำสั่งจากท่านผบ.ตร.” 

                “รู้ไหม ฉันอยากทำคดีนี้ต่อนะ”

                “แต่มันเป็นคำสั่ง” เขาย้ำประโยคสุดท้ายอย่างหนักแน่น “และคำสั่งของท่านผบ.ตร. ถือเป็นที่สิ้นสุด”

  ฉันรับมันมาอย่างฝืนใจและคิดถึงความล้มเหลวของตัวเองสลับกับความสำเร็จของหัวขโมยความสำเร็จของบรีคงเป็นการถูกปลดกุญแจมือ(ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้)และก้าวเดินออกไปจากที่นี่ในฐานะผู้บริสุทธิ์ แต่สำหรับฉันหมายความว่าสิ่งที่ทำมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้มันกำลังล้มเหลว บรีต้องการแค่นี้ใช่หรือไม่?ต้องการแค่เอาตัวรอดพร้อมเงินก้อนโตโดยไม่ใส่ใจเลยว่าคนอื่นจะเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบอย่างไร ก็คงอย่างนั้นแหละ บรีจงใจใช้ฉันเป็นเครื่องมือฉันจึงเป็นได้แค่คนอื่นสำหรับบรีก็ใช่ไง หมาเจ้าเล่ห์เก้าชีวิตแบบนั้นจะไปแคร์ใครเป็น?เรื่องจบลงที่บรีพ้นคุก จบลงที่ฉันทำพลาดมหันต์ จบลงไปพร้อมความรู้สึกจอมปลอมระหว่างเราที่ต่างฝ่ายต่างสร้างขึ้นมาในระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน

“ผมโดนสวดยับว่าทำงานไร้ประสิทธิภาพทั้งๆ ที่ผมมีแฟ้มประวัติโจรกรรมของลาร์สันวางอยู่เป็นตั้งๆ คุณดูเอาสิมีประวัติตั้งแต่คดีขโมยหมากฝรั่งในร้านสะดวกซื้อจนถึงคดีปล้นเพชรหลายสิบล้าน ผมเห็นลาร์สันขโมย ขโมยและขโมย มอนเทอเรย์เป็นเมืองสงบแต่ที่ผมมีคดีให้ทำก็เพราะคดีโจรกรรมของลาร์สันนี่แหละ ลาร์สันเกิดมาเพื่อเป็นขโมย เหมือนกับในสายเลือดของเขามีแต่คำว่าขโมยๆๆๆ แม่เจ้า! ทำไมผมจับลาร์สันเข้าคุกไม่ได้สักที! ใครจะคิดว่าชายหน้าโหดกำลังบ่นพึมพำเป็นเด็ก  “เราต่างรู้ว่าลาร์สันเป็นคนทำ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้คุณโทษตัวเองผมอยากขอบคุณด้วยซ้ำที่คุณทำงานรวดเร็วเป็นมืออาชีพขนาดนี้ บอกผมหน่อยสิว่าคุณใช้วิธีไหน มันน่าทึ่งมากจริงๆ นะ” 

ฉันกลืนน้ำลายลงคอและสาบานว่าไม่มีทางเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังแน่ๆ เปลี่ยนเรื่องด้วยการเปิดจดหมายอ่านน่าจะดี "เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ"

"มีคำสั่งว่ายังไง?" ฉันถอนหายใจ ก่อนจะวางจดหมายไว้ให้เขาอ่านเอง “...เนื่องจากทำให้ประชาชนเสียขวัญขณะปฏิบัติหน้าที่และบกพร่องต่อหน้าที่ที่มี...เพื่อเป็นการลงโทษตามวินัย ดังนั้น จึงมีคำสั่งย้ายตัวกลับไปประจำการอยู่สำนักงานใหญ่ NYPD และงดลงงานภาคสนามอย่างไม่มีกำหนด”

              ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะทางออกมีอยู่แค่สองทาง คือหนึ่ง ถูกคนอื่นมองว่าจับโจรด้วยการหว่านเสน่ห์ ไม่เป็นมืออาชีพ ถูกเข้าใจผิดว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งและอาจนำไปสู่การสมรู้ร่วมคิด ซึ่งฉันไม่รู้ว่าบรีจะเล่นตุกติกอะไรอีก กับสองยอมเผชิญความล้มเหลวและลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับบรีไปซะ หน้าที่การงานของฉันอาจจะพังพินาศ ทุกคนคงยอมรับไม่ได้หากรู้ว่าฉันกับบรีรู้จักกัน ซึ่งฉันยังไม่อยากยอมรับกับตัวเองด้วยซ้ำว่ามันเกินเลยไปมากกว่าการทำเพื่อจับหัวขโมยเข้าคุก

             ฉันเกลียดงานเอกสารและอยากจะกรี๊ดออกมาแต่ต้องหลับตาข่มใจไม่ให้โกรธ พอหลับตาก็คิดถึงแต่ใบหน้ายียวนกวนประสาทของบรีจนฉันไม่อยากจะเห็นอีกต่อไป ฉันมีสิทธิโกรธหนิจริงไหม! ฉันสาบานว่าถ้าบรีอยู่ใกล้ๆ ตรงนี้ฉันจะจับหักแขนซะให้เข็ด! 
               "ผมว่าดีแล้วที่คุณกลับไป คุณจะได้ไม่ต้องเจอเรื่องปวดหัวเหมือนกับผมอีก"
              "แต่มอนเทอร์เรย์ต้องการความช่วยเหลืออยู่นะคะ"
             "สักวันนึงผมต้องจับจับลาร์สันเข้าคุกให้ได้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นผมไม่อยากให้ใครมาเดือดร้อนด้วย หน้าที่การงานของคุณสำคัญกว่าการเอามาทิ้งเพราะโจรเจ้าเล่ห์พวกนี้นะ สกาเล็ต"
              ก็จริงของเขา ฉันคงไม่กล้าเดิมพันทุกอย่างในชีวิตเพียงเพราะการจับบรีเข้าคุกและคงไม่กล้าเดิมพันด้วยการมอบความรู้สึกดีๆ ให้คนเจ้าเล่ห์พรรณนั้น บางทีการกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้งอาจดีกว่าดันทุรังก้าวต่อไปพร้อมความเสี่ยงมหาศาล "ยังไงก็เถอะ ถ้าฉันกลับนิวยอร์กแล้วฉันสัญญาว่าจะพยายามหาทางช่วยเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด ท่านผบ.ตร.จะต้องเข้าใจ และลาร์สันจะต้องถูกจับค่ะ"
               "ขอบคุณในความทุ่มเทของคุณนะสกาเล็ต ว่าแต่ คุณต้องย้ายกลับไปวันไหนล่ะ?"
               "พรุ่งนี้ค่ะ" ฉันไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจที่จะได้ไปจากที่นี่โดยเร็ว "หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีกนะคะ เจ้าหน้าที่ซามูเอล"


“ตำรวจสาวสวยจากเมืองหลวง มาลงพื้นที่เขตอื่นครั้งแรกก็พังไม่เป็นท่า ทำงานเอกสารอยู่ที่นิวยอร์กก็ดีอยู่แล้วไม่น่ามาสร้างความวุ่นวายให้พวกเรา”

“อ่า...ให้ตายเถอะ นี่เราจะถูกเด้งทั้งโรงพักเพราะสกาเล็ตรึเปล่า?”

“ทีนี้เชื่อรึยัง ว่าผู้หญิงมักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการทำงาน”

                ฉันเผอิญได้ยินเสียงนินทาต่างเจ้าหน้าที่คนอื่น ฉันควรโกรธจริงไหม? แต่เปล่าเลยเพราะฉันกลับเห็นด้วย หรือจะเป็นอย่างนั้นฉันอาจใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการทำงานก็ได้ เพราะฉันดันเกิดความรู้สึกดีๆ กับโจรที่ฉันต้องจับแม้ไม่อยากจะยอมรับกับตัวเองเลยสักนิด แต่ฉันควรจบเรื่องนี้ลงสักทีและกลับไปตามทางเดินเก่าของตัวเอง ทางเดินที่ไม่มีใบหน้าของบรีจอมกวนประสาทที่ผุดขึ้นมาให้คิดถึงอีกต่อไป

                 ขณะเก็บสัมภาระใส่กระเป๋า ฉันรู้สึกสบายใจ ฉันทำถูกแล้ว ฉันจะไปจากที่นี่และจะไม่พบกับบรีอีก ยกเว้นแค่วันที่บรีเดินเข้าคุกเมื่อไหร่วันนั้นเราอาจเจอกันอีกครั้ง เอาล่ะฉันจะกลับไปและฉันควรกลับเดี๋ยวนี้เลย แต่พอรู้ตัวอีกทีฉันก็ดันมานั่งอยู่ในสวนสาธารณะแห่งเดิมที่เคยเจอบรีเป็นครั้งแรกอย่างไร้เหตุผล มาอย่างหวังว่าจะได้เจอบรีอีกครั้งและจับใส่กุญแจมือ หักแขน สับคอให้สลบเพราะความโกรธ แต่ที่สวนสาธารณะแห่งนี้ไม่มีนักดนตรีเปิดหมวกพร้อมแมวสีส้มตัวอ้วนอีกแล้ว ไม่มีหัวขโมยจอมฉวยโอกาสหลอกเอาเงินของฉันไปอย่างวันนั้น

                  ฉันเพิ่งรู้บรีไม่ได้ขโมยเงินของฉันไปเพียงอย่างเดียว สิ่งที่บรีขโมยไปคือพื้นที่ในความรู้สึกของฉันด้วย และสิ่งที่ฉันสงสัย มันจะเรียกว่าการขโมยได้หรือไม่ ในเมื่อฉันให้ไปอย่างเต็มใจ? 

นอกจากเสน่ห์ล้นเหลือและความเป็นธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมาให้พร้อมกับใส่ข้อมูลว่าต้องเกิดมาเพื่อเป็นขโมย ขโมยและขโมย ฉันมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวหัวขโมยอย่างบรีผ่านบทสนทนาและการใช้เวลาอยู่ด้วยกันแม้จะน้อยนิดก็ตามถ้าเรเชลและลูสในเรื่อง Imagine me and you ตกหลุมรักกันได้เพียงสบตากันแค่สามวินาที ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ มันเหมือนมีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นในหัวใจว่า เฮ้ สกาเล็ต! เธอตกหลุมรักจอมโจรคนนั้นแล้วนะ ยอมรับสักทีเถอะน่า! แล้วจากเสียงนั้น ฉันก็พยายามวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม 

แต่เมื่อเสียงข้อความโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันกลับหยุดวิ่งทันทีราวกับกำลังยอมรับการจับกุมที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที 

             สกาเล็ต เราต้องคุยกัน พรุ่งนี้มาเจอฉันที่ Montery Bay Aquarium ตอนบ่ายโมงตรงนะฉันมองข้อความจากเบอร์แปลก ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคือบรี  แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยอีกแล้วตั้งแต่ถูกตลบหลังทำความเดือดร้อนให้หรือฉันจะจับบรีหักแขนทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดจะได้ไม่ต้องไปขโมยของของใครอีก หรือฉันควรจะพาบรีเข้าคุกให้ได้เพื่อเอาตัวรอดบ้างดีล่ะ? 

แต่กว่าจะคิดอะไรได้อีก วันต่อมาในเวลาบ่ายโมงตรงฉันก็อยู่ที่ Montery Bay Aquarium ตามนัดของหมาเจ้าเล่ห์แทนที่จะรีบกลับนิวยอร์กฉันเกลียดตัวเองชะมัด ฉันยอมรับว่าไม่เคยควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนวันนี้มาก่อน ฉันเป็นบ้าอะไรไป? เพราะกำลังรู้สึกเหมือนโจรกำลังจนมุมรอให้ตำรวจจับอย่างเต็มอกเต็มใจทั้งที่ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ในขณะที่มองสัตว์น้ำในตู้กระจกบานหนาขนาดใหญ่แหวกว่ายวนเวียนไปเรื่อยๆ ฉันกลับรู้สึกอึดอัดเหมือนกำลังกลั้นหายใจอยู่ใต้มหาสมุทรที่มีหัวขโมยคนนั้นเป็นคนควบคุมทุกอย่าง

"ไม่ได้พาตำรวจทั้งโรงพักมาดักจับฉันใช่ไหม?" เสียงกระซิบดังขึ้น บ่งบอกถึงการมาของหัวขโมย

"ฉันอยากทำแบบนั้นอยู่เหมือนกัน"

"อย่าทำเลยสกาเล็ต" บรียิ้มยียวนอีกครั้ง "ขอโทษนะเรื่องคลิปเสียงคลิปนั้น ใจจริงฉันไม่ได้ตั้งใจจะแบล็คเมล์เธอหรอกนะ แต่ฉันต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน จริงไหม? แม่ฉันสอนเสมอว่าอย่าไว้ใจใครมากเกินไปโดยเฉพาะคนที่เพิ่งเคยเจอกันแค่ไม่กี่วัน จริงๆ ก็ไม่เชิงว่าไม่ไว้ใจเธอหรอกแต่แค่เพิ่งเคยจีบตำรวจเป็นครั้งแรกน่ะ มันเสี่ยงจะตายเธอน่าจะเข้าใจสถานการณ์ดี แล้วดูสิ เธอก็วางแผนเไว้เพื่อมาจับฉันจนได้ แต่ฉันไม่โกรธเรื่องนี้เลยนะอยากบอกให้รู้ ฉันไม่โกรธที่เธอจับฉันล็อคแขน ใส่กุญแจมือหรือสับคอจนสลบ แถมยังชวนเธอมาเดทที่อควาเรียมนี่อีก  รู้ไหม การมีเดทที่อควาเรียมคือสิ่งที่ฉันฝันอยากจะทำเลยล่ะ”

อ๋อ ไอ้การพูดร่ายยาวไร้แก่นสารแบบนี้สินะ ที่ทำให้ตำรวจทั้งโรงพักปวดหัวจนไมเรนขึ้น "เราไม่ได้มาเดทกัน มีอะไรก็รีบๆ พูดมา"

“เข้าเรื่องเลยก็ได้" บรีรีบยิงคำพูดราวกับเตรียมเอาไว้แล้ว "ฉันทำให้เธอโกรธ ฉันรู้ แต่ฉันอยากให้เธอแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องของเรา ได้ไหม?”

“เรื่องของเรา? โทษที เราไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน”

บรีหรี่ตามองฉันราวกับกำลังจ้องจับผิด และฉันหมั่นไส้หน้าตากวนประสาทนี้เหลือเกิน “นี่เธอมีสามีรึเปล่า?”

“เธอว่าอะไรนะ?” ฉันขมวดคิ้วเป็นปม เพราะรู้สึกว่ากำลังถูกกวนประสาทเข้าจริงๆ

               "เธอน่ะมีสามีรึยังเอ๊ะ หรือว่ามีลูกแล้ว?”

                “นี่ถามบ้าอะไร?” ฉันอยากจับบรีหักแขนซะตอนนี้

                “ฉันต้องรู้ก่อนว่าสถานะของเธอคืออะไร ฉันจะได้วางแผนถูก”

                “ฉันไม่ได้มาที่นี่ เพื่อคุยเรื่องไร้สาระ”

                “เอาเป็นว่าเธอยังโสด ถูกไหม?”

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ?”

                “ก็...” บรีทำลอยหน้าลอยตา จังหวะนี้นานพอให้ฉันสังเกตเสื้อไหมพรมรูปแมวน้ำและผมฟูๆ สีบลอนด์ทองของบรีไปพลางๆ ไหนจะแววตาสีน้ำตาลเข็มที่กำลังจ้องมองสัตว์น้ำในกระจกบานหนา ฉันสังเกตเห็นและจดจำมันไว้ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ “ฉันแค่คิดว่า กำลังรู้สึกอะไรบางอย่างที่ไม่ควรรู้สึกกับเธอน่ะสิ”

               จะมาไม้ไหนอีกล่ะ? ให้ตายฉันก็ไม่เชื่อว่าคือความจริงใจ บรีอาจทำไปเพราะหวังผลประโยชน์จากฉันอีกครั้ง "ช่วยเข้าเรื่องสักทีเถอะ ฉันบอกแล้วว่ามีเวลาไม่มาก"

               "ก็นี่ไงเข้าเรื่องอยู่ ฉันยอมรับว่าฉันทำเรื่องแย่ๆ ใส่เธอ ยอมรับว่าอยากทำความรู้จักเธอเพราะอยากได้ตัวช่วยในการเป็นโจรของฉัน นี่ยอมรับหมดเลยนะจะบอกให้ ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอโกรธแต่เธอก็โกรธไปแล้วจริงไหม? แต่ช่วยเข้าใจฉันเถอะว่าฉันแค่ต้องการเอาตัวรอดในโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้เท่านั้นเองฉันไม่ได้อยากทำให้เธอเดือดร้อนนะสกาเล็ต”

               “งั้นก็กลับเข้าคุกสิ เรื่องทุกอย่างจะได้จบ”

               "นี่ไงล่ะประเด็น" บรีทำเป็นดีดนิ้วราวกับทุกอย่างเข้าล็อคตามแผนการณ์ที่เตรียมมาเกลี้ยกล่อมฉัน "ก็บอกอยู่ว่าต้องการให้เธอแยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องของเรา” บรีขยับเข้ามาใกล้ๆ ในขณะที่เหล่าแมงกระพรุนหลากสีกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาพอดี บรรยากาศมันสวยงามแต่ก็สับสนราวกับอยู่ในวังวนอะไรบางอย่างที่หาคำตอบไม่ได้ เราสองคนมองตากันเป็นจังหวะที่นานพอจะอ่านใจกันแต่ฉันไม่ไว้ใจหมาเจ้าเล่ห์ตัวนี้อีกแล้ว

                "ถ้ายังพูดจาไร้สาระ ฉันจะไปแล้วจริงๆ นะ ตอนนี้เธอคงรู้สึกดีมากสิที่มีตำรวจอยู่ตรงหน้าแถมรู้ว่าเธอเป็นโจร แต่กลับทำอะไรเธอไม่ได้แม้แต่จะจับใส่กุญแจมือน่ะ"

               "โอเคๆๆ ใจเย็นก่อนสิ ฉันมาเพื่อยอมรับผิดไง ฉันไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นหรอก แต่ฉันจะถูกจับไม่ได้”

               “ก็เลยต้องเอาตัวรอดด้วยการตลบหลังฉันเหรอ?”

               “นี่ ถามจริงเถอะสกาเล็ตการที่เธอเข้ามาตีสนิทและทำเหมือนจะรักฉันเนี่ย แค่เพราะเธอต้องการจะจับฉันเข้าคุก แค่นั้นใช่ไหม?”

                “ทำไมต้องถามกลับ?”

                “แล้วมันจริงไหมล่ะ?”

                “เธอก็แค่ต้องการเอาตัวรอดเหมือนกัน ก็เลยทำเป็นเหมือนจะรักฉันน่ะ”

                “ฉันยอมรับตอนแรกก็ทำเหมือนจะรักนั่นแหละ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว” ฉันอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน และยิ่งอึ้งเมื่อถูกคว้ามือไปกุมไว้ “ฉันมันจอมโกหกหลอกลวง เป็นหัวขโมยเจ้าเล่ห์แหกกฎบ้านเมืองก็จริง แต่วันนี้ฉันมาพร้อมความจริงใจและต้องการจะให้เธอรับรู้จริงๆ ว่าฉันไม่ใช่แบบนั้นเมื่อสามวันก่อนฉันแค่อยากหาผลประโยชน์จากเธอ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ไง ไม่งั้นฉันคงไม่นัดเธอมา จับมือเธอไว้ แล้วก็พูดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบนี้หรอกเธอคงไม่เชื่อนะ แต่ถามคริสกับเทสซ่าได้เลยว่าตั้งแต่เธอเข้ามาในชีวิตของฉันน่ะ ฉันเปลี่ยนไปมากขนาดไหน”

                “เปลี่ยนไปมากพอจะทำให้เธอเลิกเป็นโจรได้รึเปล่าล่ะ?”

                “นี่สกาเล็ต เราไม่ควรจะพ่อแง่แม่งอนกันแบบนี้เลยนะฉันรู้ว่าเธอก็รู้สึกดีกับฉัน ฉันเข้าใจได้เพราะฉันมันน่ารัก เจ้าเสน่ห์ นี่พูดกันตรงๆ แบบไม่ได้หลงตัวเองเลย เธอชอบฉันถูกไหม และเราต่างก็รู้สึกดีต่อกัน แล้วเราจะทำให้มันยากทำไม? ถ้าตัดเรื่องหน้าที่การงานออกไป เราเข้ากันได้ดีจะตายเธอก็เห็น”

                “ถ้างั้น ฉันขอถามคำถามเดิม”

                “ได้สิ ถามอะไรก็ถามมาเลย ฉันจะตอบอย่างจริงใจ”

                “ถ้าเธอมีเงินล้านดอลล่าร์ เธอยังอยากจะซื้อใจฉันอยู่ไหม?”

                 ตอบให้ดีนะบรี ลาร์สันฉันไม่ได้ลุ้นว่าบรีจะตอบกลับมาด้วยคำพูดหวานหยดย้อยเหมือนเก่าเพราะรู้ดีว่ามันไม่เคยมีความจริงใจอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก ฉันแค่อยากรู้ว่าบรีจะมีความสำนึกผิดบ้างหรือไม่หลังจากทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน หลังจากปล้นเพชรไปหลายสิบล้านและรอดออกมาจากตารางอย่างหน้าตาเฉย หลังจากตลบหลังฉันจนต้องยอมถูกเด้งกลับนิวยอร์กไปทำงานเอกสารที่ฉันแสนจะเบื่อ ฉันหวังว่าบรีจะสำนึกผิด หวังว่าคำตอบที่ได้จะทำให้ฉันพอใจว่าบรีไม่ได้เห็นแก่เงินและเห็นแก่ตัว

                “โธ่สกาเล็ตจะมีแค่นั้นไปทำไม ในเมื่อฉันมีได้มากกว่านั้นตั้งเยอะ”

               แต่ฉันต้องผิดหวังกับสิ่งที่ได้ฟัง ผิดหวังอย่างรุนแรงจนไม่อยากจะหวังอะไรจากหัวขโมยเจ้าเล่ห์คนนี้อีก ฉันมองบรีผิดไป เพราะสุดท้ายบรีก็เป็นแค่หัวขโมยที่คอยสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น เห็นแก่เงินและเห็นแก่ตัวแบบที่ฉันเข้าใจเอาไว้ในตอนแรกจริงๆ บรีไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของใคร แม้แต่ความรู้สึกของฉัน พอสักทีกับการเกี่ยวข้องกับหัวขโมยคนนี้แม้จะรู้สึกดี แต่ฉันรับมันไม่ไหวจริงๆ  ฉันไม่เอาอีกแล้ว ฉันต้องหนีได้แล้วหนีไปจากการถูกจับกุมหัวใจนี้สักที





Brie :



                ฉันพูดอะไรผิดทำไมสกาเล็ตถึงต้องเดินหนี? ฉันก็พูดถูกแล้วหนิ ฉันจะมีเงินแค่หนึ่งล้านดอลล่าร์ไปทำไมในเมื่อฉันมีมากกว่านั้นได้อีกตั้งเยอะ ไม่เอาน่าสกาเล็ต ฉันมองตาก็รู้ว่าเธอชอบฉันแค่ไหน ทำไมเราสองคนไม่ลองแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวดูหน่อยล่ะ ฉันว่าบางทีมันอาจเวิร์คก็ได้ ก็เทสซ่าบอกฉันเองว่าโจรกับตำรวจตกหลุมรักกันมันโรแมนติกจะตาย บางทีถ้าเรื่องของเราเอามาเขียนเป็นนิยายคงจะขายได้หลายเล่มเชียวล่ะ ไอ้เรื่องความรัก โรแมนติก ของคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้วมันมักจะขายดีอยู่แล้ว

จริงนะ พูดตรงๆ ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อไอ้ความรักอะไรสักเท่าไหร่ เพราะฉันเคยอ่านหนังสือ มีนักปรัชญา(นิรนาม)กล่าวไว้ว่า การตกหลุมรักเป็นเหมือนการเผชิญหน้ากับช่วงเวลาของการถูกล้อมไว้ด้วยตำรวจพร้อมอาวุธครบมือ เราอาจหนีรอดหากเฉลียวฉลาดพอหรือล้มตายลงหลังจากถึงทางตันถูกกระสุนของพวกเขาระดมยิง การเกิดขึ้นของความรักจึงอันนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ไม่แตกต่างจากการโจรกรรม หลักการแบบ safety first จึงไม่สามารถใช้ได้กับความรัก ด้วยเพราะแก่นแท้ของความรักคือความเสี่ยงที่ผู้มีรักจะต้องสูญเสีย เสียตัวตน เสียสิ่งที่เรามีทุกอย่างเพื่อคนอีกคนหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่จำต้องเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ฉันคิดว่า การเข้าคุกกับการรักใครสักคนมันน่ากลัวพอๆ กัน ตรงที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เพราะการถูกพันธนาการนี่แหละ แค่คิดก็ขนลุกซู่ แต่ตอนนี้ฉันจะปล่อยสกาเล็ตหลุดมือไปง่ายๆ ไม่ได้แน่ ฉันวิ่งมาดักหน้าสกาเล็ตไว้ เพื่อไม่ให้เธอเดินหนีไปไหน ว่าแต่ ทำไมฉันต้องมาตามง้อสกาเล็ตแบบนี้ด้วย? ให้ตายเถอะ นี่ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลยสักนิด  "ฟังก่อนสิสกาเล็ต เราลองถอยให้กันคนละก้าวแล้วปรับความเข้าใจกันก่อนได้ไหม?"

"พอเถอะบรี เราไม่ได้เหมาะสมกันเลยสักนิด ยอมรับความจริงสักที"

ฟังทะแม่งๆ เหมือนกำลังจะถูกปฏิเสธความรักแฮะ เอาเป็นว่าขอเปลี่ยนเรื่องก่อนแล้วกัน “เอ้อ สกาเล็ต เราไปดูสิงโตทะเลด้วยกันก่อนกลับเถอะ”

ตอบตกลงสิขอร้อง อย่ามัวแต่ทำหน้ายักษ์แบบนี้เลยน่า “ฉันมีเวลาไม่มาก”

“ก็แสดงว่ายังมีเวลาอยู่”


สำเร็จ ฉันพาสกาเล็ตออกมาดูสิงโตทะเลได้ตามคาดหมาย เบื้องหน้าของเราคืออ่าวมอนเทอร์เรย์แสนสวยและวิวทิวทัศน์ที่ทำให้ฉันใจสงบทุกครั้งที่ได้มอง สกาเล็ตคงรู้สึกเหมือนกันเพราะเธอเอาแต่มองสายน้ำสลับกับท้องฟ้าและเจ้าสิงโตทะเลตัวอ้วนโต สกาเล็ตชอบที่นี่ ฉันดูออก อาจจะชอบมากกว่าชอบฉันด้วยซ้ำ เอาเถอะ อันที่จริงฉันไม่อยากโฟกัสเรื่องนั้น ฉันแค่อยากให้สกาเล็ตสบายใจก่อนจะได้ปรับความเข้าใจกัน ที่นิวยอร์กคงไม่มีอะไรแบบนี้ให้สกาเล็ตผ่อนคลายใจนอกจากการจราจรคับคั่ง ผู้คนขวักไขว่และความเจริญอันสุดแสนน่าเบื่อหน่าย 

และนิวยอร์กเป็นเมืองที่ฉันไม่คิดอยากกลับไปเหยียบอีกด้วยซ้ำ

“มอนเทอเรย์เป็นยังไงบ้างสำหรับเธอ?”

“แตกต่างจากนิวยอร์กอย่างสิ้นเชิง มันเงียบสงบ แล้วก็ทำให้ฉันได้ทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง”

“รวมถึงเรื่องของเรารึเปล่า?”

“ไม่...”

ตอบกลับมาเร็วจนตั้งหลักไม่ทันแน่ะ “โอเค...เข้าใจแล้ว”

“ฉันคงต้องกลับแล้ว มีอะไรมากมายที่ฉันต้องทำมากกว่ายืนดูแมวน้ำอยู่ตรงนี้”

ฉันหันมามองสกาเล็ตก่อนจะเอ่ย “ช่วงสองสามปีหลังที่ผ่านมานี้ฉันเดินทางเยอะมาก ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป ไปคลับ ไปบาร์ แหล่งที่ผู้คนพลุกพล่านหรือแม้แต่ในสถานที่เงียบๆ ด้วยตัวเองคนเดียว แต่รู้ไหม? แม้ว่าฉันจะเดินทางรอบโลกสำเร็จก็เถอะ แต่สถานที่ที่ฉันอยากจะมีได้ก็คือหลังประตูสักบานในอพาร์ทเม้นท์เห่ยๆ แล้วบอกกับใครสักคนว่าฉันมาถึงแล้วพร้อมกับทาโก้สองชิ้น เปิดทีวี ทิ้งตัวลงบนโซฟาอยู่กับเขาอย่างนั้นจนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลาย เราไม่ต้องทำอะไรพิเศษต่อกัน อาจแค่ไปดูหนังในคืนวันเสาร์ ถ้าเราสองคนไม่เหมาะสมกันจริงๆ ทำไมฉันถึงมีเธออยู่ในอนาคตเต็มไปหมดล่ะ”

สกาเล็ตหันมามองฉัน ด้วยแววตาแบบไหนก็เดาไม่ออก "คนๆ นั้นคงไม่ใช่ฉันหรอก"

“นอกจากเรื่องที่ฉันทำลงไป มีเหตุผลอะไรอีกไหมที่เธอไม่รักโจรอย่างฉัน?”

“คงเพราะฉันไม่รู้สึกเลยว่าเราสองคนกำลังจะกลายเป็นความรัก... และอย่างที่เธอเคยบอกไว้ ความรักมันกินไม่ได้สำหรับเธอ ฉันคงจ่ายบิลที่เสียบประตูห้องของเธอไปตลอดไม่ได้ฉันอึ้งไปกับคำตอบ และพูดอะไรไม่ออกหลังจากได้ฟัง 

"ยังไงก็คงไม่รักฉันใช่ไหม?"

"ถ้าถามตอนนี้ ฉันคงตอบว่าใช่" ทำไมรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ ขึ้นมาที่อกข้างซ้าย? ตำแหน่งนั้นมันคือหัวใจใช่ไหม? "ถ้าการเป็นโจรคือชีวิตของเธอ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร และเป็นต่อไปเถอะ ไม่ต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความรักหรอก"

สกาเล็ตส่งยิ้มบางๆ ให้ฉันครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินจากไป ฉันไม่กล้ารั้ง เพราะตอนนี้ตัวชาไปหมด อาจเพราะคำพูดเหล่านั้นมันกระแทกใจฉันเข้าอย่างจัง ฉันเฝ้าถามหาความรักจากสกาเล็ตและอยากขโมยหัวใจของเธอมา แต่กลับไม่รู้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร สิ่งที่เรียกว่าความรักซึ่งคือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ไม่เคยจ่ายบิลตรงประตูให้ฉันสักครั้ง สิ่งที่ไม่ทำให้ฉันอิ่มท้องหรือได้ไปเที่ยวรอบโลกตามที่หวัง ฉันเกิดมาในสังคมที่หล่อหลอมให้เรารักตัวเองก่อนผู้อื่นเสมอ ความรักในอิสระและการใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตลอดอาจทำให้ฉันกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

คงจะจริง ฉันไม่เคยเข้าใจการรักใคร นอกจากการรักตัวเอง



ฉันเดินคอตกกลับห้องรังหรูซอมซ่อที่มีไอ้สองหน่อนั่งรออยู่พร้อมกับเจ้ากูส ตลอดทางกลับบ้านฉันสมองโล่ง ว่างเปล่าและไร้ทิศทางซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โอเค ฉันอาจจะอินกับเรื่องนี้มากเกินไปหน่อย บางทีหากฉันกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแบบเดิมอะไรๆ ก็คงดีขึ้น สกาเล็ตก็แค่เครื่องมือในการเป็นโจร ไม่ใช่คนสำคัญหรือคนพิเศษอะไรนักหนา ไอ้สิ่งที่ฉันพูดไปทั้งหมดก็แค่ไม้ตายในการง้องอนให้เธอยอมกลับมาเข้าใจและช่วยเหลือฉันอีกครั้ง ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ไม่มีอะไรจริงๆ ไม่มีความรักหรือความคิดถึงอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ทั้งฉันและสกาเล็ต เราไม่มีทางรักกัน

ไม่มี และไม่มีทางมี 

“ไม่สำเร็จแฮะ!” ฉันทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาและถอนหายใจเฮือกใหญ่จนกูสต้องเข้ามาปลอบใจด้วยการคลอเคลีย ขณะที่ไอ้สองหน่อกำลังนั่งกระดกเบียร์และดูข่าวการตามล่าโจรปล้นเพชรมูลค่าหลายสิบล้านที่จู่ๆ พวกคนร้ายก็หายสาปสูญไปราวกับหายตัวได้เหมือนพวก Jumper ในหนังคนโดดกระชากมิติ

“อะไรที่ว่าไม่สำเร็จ?” เทสซ่าถาม

“โน้มน้าวให้สกาเล็ตเข้าใจและช่วยพวกเราต่อไงล่ะ”

“นี่ ไอ้หน้าหมา ฉันว่าเราต้องคุยกันหน่อย” คริสวางกระป๋องเบียร์และทำท่าทางขึงขัง “ฉันคงไม่ไหวกับแผนใหม่บ้าบอของแกเพราะมันโคตรจะเสี่ยง แถมยังต้องเสียเงินให้ใครก็ไม่รู้ไปตั้งหลายบาทเพื่อปิดปากและพ้นผิดเนี่ย ฉันว่านี่มันไม่ใช่แนวทางของพวกเรา”

“แค่เรารอดคุกก็พอแล้วไหม? แกอย่ากังวลไปหน่อยเลย”

 “ไอ้บ้าเอ๊ย! ฉันขับรถหนีตายและทำตามที่แกบอก โอนเงินให้ไอ้พนักงานพวกนั้นเพื่อปิดปาก จะแฉสกาเล็ตทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเลยสักนิด มันเสี่ยงแกเข้าใจไหม? เราปล้นเหมือนเดิมได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนเพื่อสร้างความตื่นเต้นหรือเพื่อเอาชนะใจใครโว้ย!

“แกพูดเหมือนกับว่าฉันทำแบบนี้เพราะอยากเอาชนะใจสกาเล็ต?”

“หรือไม่จริง?”

“ฉันบอกแล้วไง ว่าแค่ต้องการใช้สกาเล็ตเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน”

“ไม่เลยไอ้หน้าหมา เราต้องการแค่เงิน แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว!”

“ฉันก็ต้องการเงินไง แต่วิธีที่เราทำมันซ้ำซากเกินไป การอยู่ในเซฟโซนถึงเราจะปลอดภัยแต่เราจะไม่มีวันเติบโตนะโว้ย”

“เราไม่ได้ต้องการเติบโต แกเข้าใจไหม? เราต้องการแค่เงิน เงินน่ะเงิน แค่เงินเท่านั้นโว้ย!” คริสถอนหายใจ “ไม่น่าเอาสกาเล็ตเข้ามาเกี่ยวด้วยแต่แรกเลย ป่านนี้ตำรวจคงเตรียมล้อมจับเราอยู่แน่ๆ”

“ถ้าแกรักสกาเล็ต แกควรเปลี่ยนความคิดซะใหม่" จู่ๆ เทสซ่าก็พูดขึ้นมาตัดบททุกอย่าง เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในประเด็นเลยสักนิด

“อะไรนะ ฉันเหรอรักสกาเล็ต?”

“เพราะถ้าแกไม่แยแสสกาเล็ต แกจะไม่ตามตื๊อและไม่ทำอะไรเพื่อพิชิตใจหล่อนขนาดนั้นไงล่ะ ฉันเป็นเพื่อนแกมาตั้งกี่ปี อาการแกเปลี่ยนไปแค่นี้ทำไมฉันจะไม่รู้วะ”

“บ้าเหรอ ฉันไม่ได้รัก”

“ก็เพราะแกไม่เคยเข้าใจว่ารักคืออะไร พอถึงวันที่แกดันรักใครสักคนขึ้นมาจริงๆ แกเลยนั่งทำหน้าหมาเอ๋ออยู่ตรงนี้ไงล่ะ”

“ฉันรู้ตัวดีว่าฉันกำลังทำอะไรหรือรู้สึกอะไรอยู่ ฉันเชื่อแต่สิ่งที่มองเห็น และเชื่อแค่สิ่งที่จะอยู่เคียงข้างฉันไปตลอด”

             “ใช่ ฉันรู้ว่าแกเชื่อหัวใจตัวเอง”

              “เปล่าเลย เงิน ฉันหมายถึงเงิน” เทสซ่าคงรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังที่หักมุมมากๆ และหงุดหงิดสุดๆ เมื่อได้ฟัง "เพราะเงินไม่เคยหักหลังฉันและอยู่กับฉันไปตลอดตราบใดที่ฉันมีเรี่ยวแรงออกหามัน เงินนี่แหละ ที่ไม่เคยทรยศใคร ไม่เหมือนคำว่ารักที่แกพูดหรอก!”

“(ภาษาเยอรมัน) แกนี่มันเฮงซวยจริงๆ”

 “ว่าไงนะ?”

 “(ภาษาโปรตุเกส) หลอกตัวเองให้ได้ตลอดเหอะ”

 “เดี๋ยว เมื่อกี้แกพูดภาษาโปรตุเกสเหรอ สกิลใหม่รึไง?” ฉันโวยวาย “แล้วเมื่อกี้แกด่าฉันใช่ไหม?”

 ไม่มีใครฟังอะไรฉันอีกนอกจากเปิดประตูฝืดๆ ออกไปจากห้องรังหนู ทิ้งฉันให้นั่งอยู่กับกูสตามลำพังพร้อมกับช่องข่าวตอนเย็นที่เอาแต่รายงานเรื่องการปล้นเพชรอย่างไม่จบไม่สิ้น ฉันมองหน้ากูสที่จ้องมองมา และเกิดสงสัยว่าความรักคืออะไร กูสจะให้คำตอบฉันได้หรือไม่ถ้ามันเป็นมนุษย์ กูสเคยเจอสิ่งที่เรียกว่าความรักรึเปล่า? กับแมวตัวอื่นล่ะมันเคยรู้สึกด้วยไหม? แล้วถ้ารู้สึกขึ้นมามันจะทำยังไงต่อ?

“กูส ความรักคืออะไร?” ฉันนั่งจ้องหน้ามัน “มันเหมือนที่ฉันรักแกรึเปล่า?”

“เมี๋ยวววว”

“อ่า... ช่างมันเถอะ” ฉันรักกูสนะ มันคือรักแบบไม่หวังอะไรตอบแทน แต่กับสกาเล็ตล่ะ? จะเรียกว่ารักได้ยังไงถ้าฉันยังหวังผลประโยชน์จากเธออยู่ 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ฉันลุกไปเปิดและเจอกับป้าเจ้าของอพาร์ทเม้นท์จอมเฮี้ยวมาพร้อมกับถุงพลาติกใบใหญ่ที่บรรจุอาหารแมวกระป๋องยี่ห้อแพงๆ ในนั้น ดูดีกว่าอาหารที่ฉันให้กูสกินในทุกๆ วันซะอีก นั่นไง เจ้ากูสตาลุกวาว ฉันเดาว่ามันน่าจะดีใจเมื่อเรื่องไม่คาดฝันนี้ 

"มีคนมาฝากไว้ให้"

"ใครคะป้า?" 

"จะไปรู้เหรอ รู้แค่ว่าสวยมาก" ฉันขมวดคิ้ว ร้อยวันพันปีไม่มีใครเอาอาหารมาให้กูสนอกจากฉันออกไปซื้อหรือไม่มันก็ไปหาขโมยจากซุปเปอร์มาเก็ต "เธอคนนั้นผมสีแดง หุ่นเซี๊ยะสุดๆ แฟนแกเหรอ?"

"ผมสีแดง?" ฉันแทบไม่ต้องคิดอะไรเพราะมีอยู่คนเดียว  "สกาเล็ต?"

"พอฝากไว้เธอก็ขับรถออกไป พอถามว่าจะไปไหนไม่อยู่รอเจอแกก่อนเหรอ เธอก็บอกว่าต้องเดินทางอีกไกล"

"เดินทางไกล? ไปไหนอ่ะป้า?"

ป้าทำหน้ามีเลศนัย "จ่ายมาก่อน ถึงจะบอก"

"เดี๋ยวๆๆๆ อะไรเนี่ย ทำไมหน้าเลือดจัง"

ป้าเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ยังกวักมือต่อ "ถือซะว่าเป็นค่าเลี้ยงแมวของแกตอนแกไม่อยู่ไงล่ะ"

"วุ้ย" ฉันจำใจต้องควักแบงค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้ป้า เมื่อป้ารู้สึกพอใจจนยิ้มออกฉันจึงถามอีกครั้ง "เธอบอกไหม ว่าเธอจะไป?"

"ไม่ได้บอก"

"เอ้า!!! หลอกกันเหรอ?"

"เธอบอกแค่ว่า กลับไปในที่ที่เธอเคยอยู่ ฉันจะไปรู้ไหมว่าเธอเคยอยู่ไหน ไอ้เด็กนี่" ป้าพูดแค่นั้นก็เดินหนีไปราวกับกลัวฉันจะทวงเงินคืน 


ที่ๆ เคยอยู่? โอเค ฉันไม่สงสัยแล้วว่าตำรวจสาวสวยจากนิวยอร์กจะไปที่ไหน 


ยอมรับเลยล่ะว่าฉันพ่ายแพ้อะไรแบบนี้ สกาเล็ตซื้ออาหารไว้ให้แกด้วยนะกูส แกคิดดูสิว่ามีใครทำแบบนี้ให้? ลำพังคริสกับเทสซ่ายังไม่เคยทำเลยด้วยซ้ำ ฉันมักจะสนใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้มากกว่า ฉันมั่นใจว่าถึงสกาเล็ตไม่รักฉันแต่เธอก็รักกูส เธอคงเอ็นดูกูสและคิดว่ากูสไม่มีพิษมีภัยโดยที่ไม่รู้หรอกว่ากูสก็เป็นแมวขโมยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งอาหารราคาแพงไว้เพียบจนกูสคงกินไม่หมดในเร็วๆ นี้หรอก ฉันประทับใจเป็นบ้าเลยนะจะบอกให้ 

ระหว่างให้กูสแฮปปี้กับอาหารกระป๋องราคาแพง ฉันอยากถามความคิดเห็นมันสักหน่อย "กูส แกคิดว่า เราควรไปขอบคุณเขาดีไหม?"

"เมี๊ยวววว"

ฉันไม่รู้หรอกว่ามันพูดอะไร แต่จะถือเป็นการตกลง "แกคิดเหมือนฉันสินะ"

"เมี๊ยวววว (เอาจริงๆ นะมะนุด ฉันจะกินข้าว ส่วนแกจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ)"

"ฉันควรตามสกาเล็ตไปไหม?"

"เม๊ยวววว (จะถามทำไมถ้าใจแกอยากไปอยู่แล้ว)"

"นั่นสินะ ฉันควรไป"

"เมี๊ยวววว (จะทำอะไรก็ทำไปเถอะโว้ย!)"

"แต่เราต้องไปถึงนิวยอร์กเลยนะ แกว่าเราควรกลับไปที่นั่นไหม?" กูสละจากอาหาร และหันมามองฉันราวกับเราคิดตรงกันว่าควรไปหรือไม่ไปดี?



แต่กว่าจะรู้อะไร ฉันก็ขับรถเก่าๆ ข้ามเมืองจากฝั่งตะวันตกไปฝั่งตะวันออก ข้ามฝั่งจากทะเลแปซิฟิกเหนือฝั่งนี้เพื่อไปยังทะเลฝั่งแอตแลนติกเหนือด้วยระยะทาง 3,000 ไมล์โดยหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไปเพราะอะไร แต่เมื่อเรารู้สึกดีกับใครสักคนเราคงอยากเจอเขาและอยากใช้เวลาร่วมกันไปนานๆ ถูกไหม? ฉันเป็นโจร ฉันไม่เคยลืมเรื่องนี้ แต่ฉันแยกแยะระหว่างอาชีพกับเรื่องส่วนตัวได้ดี ฉันแค่อยากเจอสกาเล็ตอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะอยากขอบคุณเรื่องอาหารของกูส

แต่มันเพราะเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ฉันอยากบอกสกาเล็ต คำบางคำที่ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะเชื่อหรือไม่ถ้าฉันบอก 






Manhattan, New york



ฉันกึ่งๆ ทำใจนิดหน่อย เพราะฉันไม่อยากกลับมาที่นี่เลยสักนิด นิวยอร์กเป็นเมืองที่ฉันไม่คิดอยากไปเหยียบ ไม่ใช่เพราะตำรวจที่เดินขวักไขว่ ไม่ใช่เพราะผู้คนพลุกพล่าน ไม่ใช่เพราะมันเป็นเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล 

แต่มันเป็นเพราะคฤหาสน์หลังโตติดอ่าวแห่งนี้ ที่ที่ฉันไม่อยากกลับมาสักเท่าไหร่ แต่ว่าการขับรถผ่านมาด้อมๆ มองๆ มันคงเพียงพอแล้ว

 

ฉันลงจากรถและวางเจ้ากูสลงเพื่อให้มันสำรวจสถานที่ได้ตามใจ มันกระโดดผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าไปยังพื้นสนามหญ้าราวกับเป็นสถานที่ที่มันคุ้นเคยและเคยวิ่งเล่นมาก่อน ไม่ผิดหรอก กูสเคยอยู่ที่นี่ ฉันเองก็เช่นกัน แต่อย่าคิดว่ามันอยากกลับมาใช้ชีวิตสบายเป็นแมวไฮโซในบ้านหลังใหญ่แทนที่จะอยู่ในห้องรังหนูซมซ่อเหมือนเดิมล่ะ มันไม่คิดแบบนั้นตั้งแต่วันที่ตามฉันออกมาอย่างเต็มใจ เพราะกูสอยากอยู่กับฉันมากกว่า

ฉันเคยอยู่ที่นี่ ในฐานะอะไรน่ะเหรอ? ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าที่นี่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด น่าเบื่อและเคว้งคว้างซะจนไม่อยากมอง “ไปกันเถอะกูส”

ไบรแอนน์

ฉันถอนหายใจแรง พลาดแล้วล่ะที่ถูกจับได้ “โถ่เอ๊ย อย่าเรียกชื่อนั้นได้มั้ย?”

“หายไปเป็นปี กลับบ้านได้สักทีนะ ไอ้ลูกหมา”




เจ้าของคฤหาสน์หลังโตหลังนี้ 

ก็คือแม่ของฉันเอง  

 

 


 

ถ้ามีเงินหนึ่งล้านดอลล่าร์จะเอาไปทำอะไรน่ะเหรอ? 

ฉันไม่รู้หรอก เพราะฉันมีมากกว่านั้นมาตั้งแต่จำความได้แล้ว 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #21 Pimbeam (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 20:38
    โอ้ยยยยย -เจ้าบรี!!! ทำสาวหนีหายไปแล้วเนี่ย
    #21
    0
  2. #20 rubble_z (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 06:15
    อยากลูบหัวกูส
    #20
    0
  3. #19 Ryojin29 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 22:45
    โอ้ยยย ปวดหัวกะเจ้าบรี ชีวิตมันขาดสีสันใช่ไหมหึ หรือตามหารักแท้อยู่
    #19
    0