ROBBER BRIE (BriexScarlett)

ตอนที่ 4 : Episode 4 : Can’t you see you belong to me?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    18 ส.ค. 62



     Episode 4 : Can’t you see you belong to me




Brie :

 

Picasso เคยกล่าวไว้ว่า Art  is theft หรือ ศิลปะคือการขโมยในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่เป็นออริจินัลร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างล้วนเกิดจากการหยิบฉวยบางสิ่งมาผสมผสานจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ ฉันเชื่อว่าโลกที่มีประชากรราวเจ็ดพันล้านคนต้องมีพวกหัวขโมยที่เคยก่อคดีโจรกรรมเกินกว่าครึ่งด้วยวิธีการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์การขโมยก็เหมือนการทำงานศิลปะ แต่คริสกับเทสซ่ามักชอบขัดคอด้วยการพูดว่า "การขโมยมันก็แค่วิธีการเป็นเจ้าของเงินก้อนโตที่ง่ายและสบายที่สุด" แต่ฉันไม่เชื่อแบบนั้น  ความรอบคอบในการวางแผนและการตัดสินใจอันเด็ดขาดก็เหมือนกับการตวัดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบ เพราะถ้าเมื่อไรที่ทำพลาดภาพวาดจะมีรอยตำหนิให้คนจับผิดเรา

และที่สำคัญ ฉันเชื่อว่า ผู้คนมักจดจ้องสนใจความผิดพลาดของคนมากกว่าความถูกต้องเสมอ

เทคนิคในการเป็นโจรที่มีคุณภาพนอกจากมีความมั่นใจและความกล้าแล้วเราควรมีต้นแบบด้านการขโมยที่เป็นอินสไปร์ดีๆ อย่างเช่น สาวๆ ในหนังเรื่อง Oceans 8 หรือแก๊งโจรที่วางแผนปล้นเพชรได้อย่างแนบเนียนในหนังเรื่อง Rififi  ฉันบอกตัวเองเสมอว่าหากมัวแต่กลัวเราจะย่ำอยู่กับที่ ฉันสามารถลักเล็กขโมยน้อยเหมือนโจรกระจอกได้ตลอดชีวิตแค่เพราะกลัวถูกตำรวจจับและชีวิตของฉันจะไม่มีวันก้าวไปข้างหน้า แต่หากมองการณ์ไกลไปยังสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มูลค่าเงินตราที่มากกว่าที่ทำให้ฉันมีทุกสิ่งดังใจปรารถนา ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามักต้องแลกมาพร้อมความเสี่ยง ฉันเปลี่ยนความคิดตั้งแต่ได้นอนคุกหนึ่งอาทิตย์และได้รู้จักกับสกาเล็ตพอแล้วสำหรับการทำอะไรซ้ำเดิม ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงสักที

หลังจากนั่งฟังพี่ชายหน้าหมีพูดพร่ำถึงแผนการเดิมๆ อันแสนน่าเบื่ออยู่เบาะหลังรถพร้อมกับป้อนขนมกูสไปด้วย ฉันไม่รู้ว่ากูสอยากเข้าร่วมขบวนการปล้นโคตรเพชรด้วยกันหรือไม่ แต่การกระโดดขึ้นรถตามมาทุกครั้งน่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน 

“ฉันวางแผนไว้แล้วว่าจะไปเที่ยวที่ไหนหลังจากได้เงินก้อนโต” เทสซ่านั่งแต่งหน้ารอจังหวะเวลา 

"อิสตันบลูแน่ๆ"

"เยส ฉันว่าสาวตุรกีน่าจะแซ่บใช่เล่น" เทสซ่ายักไหล่เมื่อคริสหันมามองขมวดคิ้ว "คือ...คราวนี้ฉันอยากคั่วนางแบบมากกว่านายแบบน่ะ"

“แน่นอนว่าถ้าวันนี้เราไม่พลาด เงินไม่ต่ำกว่าสิบล้านจะเป็นของเรา” คริสย้ำ สีหน้าจริงจังของมันทำให้ฉันรู้สึกถึงความจอมปลอม “แต่ต้องระวังไว้อย่างนึง แกรู้ไหมว่าทำไมแผนปล้นเพชรในหนังเรื่อง Rififi ถึงล่มไม่เป็นท่า?”

“เท่าที่จำได้ เพราะคนในทีมกำลังติดหญิงก็เลยทำแผนพังหมด”  เทสซ่าตอบ

“ใช่! คุ้นมากเลยนะว่าไหม?”

ฉันกรอกตามองบนอย่างเอือมระอา เมื่อพวกมันหันหลังมาจ้องหน้าฉันพร้อมกัน “ถ้าจะพูดเพื่อแขวะก็เงียบปากไปเถอะ”

ขอบคุณรปภ.พุงพลุ้ยภายในร้านเครื่องเพชรที่ออกมาสูบบุหรี่ด้านนอกถึงทำให้พวกมันเลิกแขวะและทำให้การปล้นกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า “เอาล่ะ ฉันกับบรีจะแอบเข้าไปทางประตูหนีไฟเหมือนที่เคยมาดูลาดเลากันคราวก่อน ส่วนเทสซ่าจะแกล้งดึงความสนใจรปภ.นั่นด้วยความแซ่บที่มี จากนั้นฉันกับบรีก็จะทุบตู้กระจก คว้าเพชรใส่กระเป๋าภายในเวลาห้านาทีก่อนที่สัญญาณกันขโมยจะดังและตำรวจจะแห่กันมา เทสซ่าจะสตาร์ทรถรอ ทุบเพชรครบทุกตู้และทางสะดวกเมื่อไหร่ก็ขึ้นรถได้เลย เข้าใจนะ?”

“สบายมาก ทำมาเป็นร้อยครั้งแล้ว” เทสซ่าตอบพลางกรีดอายไลน์เนอร์ไปด้วย

“ส่วนแก อย่าพลาดเหมือนคราวที่แล้ว โอเค๊?” ฉันคิดว่าคุยกับกูสยังสนุกกว่าคุยกับพวกมันในตอนนี้ก็เลยแสร้งหูทวนลม “บรีนี่ ไอ้หน้าหมา!

“อะไรของแก อยู่ใกล้ๆ ทำไมต้องตะโกน?”

“แกฟังอยู่รึเปล่าล่ะ?”

“ไม่ต้องฟังหรอก เพราะที่แกบอกมามันแผนเดิมเป๊ะ!

“ในเมื่อเป็นแผนเดิมก็ต้องไม่พลาด”

“ในเมื่อเป็นแผนเดิมเราก็ควรเปลี่ยนแผนใหม่กันสักที”

“เปลี่ยนแผนไม่ได้ นี่ไม่ใช่เวลาทดลองของใหม่”

“แล้วแกจะใช้แผนนี้ไปจนแก่ตายเลยรึไง?”

“อ๋อ ลืมไปว่าแกแอนตี้การปกครองระบอบเพศชายเป็นใหญ่ หรือไม่ก็กำลังมีแฟนเป็นตำรวจเลยทำเก๋า ใช่ไหม?”

“เหอะ! มันเกิดจากการถูกปล่อยให้นอนคุกเป็นอาทิตย์ต่างหากโว้ย! ฉันถึงคิดว่าต้องเปลี่ยนแผนสักที”

“ไอ้นี่! ยังจะคาใจเรื่องนี้อยู่อีก!

“ลองไปนอนคุกบ้างไหมล่ะไอ้หมี!

"แล้วทำไมฉันจะต้องไปลองนอนคุกด้วยล่ะวะ!"

"แกจะได้เข้าใจความรู้สึกของฉันไงล่ะ ไอ้บ้านี่!"

“ให้ตายเถอะ เลิกเถียงกันสักที ฉันไม่มีสมาธิแต่งหน้าโว้ย!” เทสซ่าโยนเครื่องสำอางมาที่เบาะหลังรถอย่างหงุดหงิดใจ ส่วนกูสก็หันซ้ายหันขวามองมนุษย์ทะเลาะกัน ฉันคิดว่ามันคงเอือมระอากับเราสามคนมากอยู่ “เถียงกันแล้วมันช่วยให้เพชรลอยมาอยู่เบาะท้ายรถเราไหมฮะ! บ้าจริงๆ เลยพวกแก”

 “โอเค” คริสพยายามประนีประนอม “ฉันจะลองฟังก็ได้ แต่เรามีเวลาไม่มาก แผนใหม่ของแกเป็นยังไงไหนว่ามาเร็วเข้า

“ก็...เมื่อคืนนี้สกาเล็ตนอนค้างที่ห้องฉัน”

 คริสแสร้งหัวเราะแบบเฟคที่สุดในโลก “ขอโทษนะไอ้หมา การที่สกาเล็ตนอนค้างกับแกมันเกี่ยวอะไรกับแผนปล้นเพชรไม่ทราบ?”

 แล้วเทสซ่าก็สวนกลับมาอย่างตื่นเต้น “ว้าว แล้วแกมีเซ็กส์กันบนโซฟารึเปล่า?”

“มันไม่ใช่เวลาพูดเรื่องนี้นะโว้ย!

“ก็แค่อยากรู้”

"เอาล่ะ ฟังนะ แกอาจคิดว่าฉันบ้าที่กล้าไว้ใจตำรวจ แต่ฉันได้ลองเฝ้ามองในทุกๆ การกระทำและในทุกๆ การเคลื่อนไหวของสกาเล็ตแล้ว ฉันมั่นใจว่าเธอเป็นคนที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนับจากนี้ไป ในเมื่อฉันทำให้สกาเล็ตตกหลุมรักได้ก็จะไม่มีอะไรยาก เราจะไม่ถูกจับเข้าคุกถ้ามีตำรวจเป็นพรรคพวก แต่สมมติว่าถ้าเราถูกจับสกาเล็ตจะเป็นคนแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่างและในทุกๆ กระบวนการให้เรา ถ้าการมีเพื่อนเป็นตำรวจคือเป้าหมายสูงสุดของพวกหัวขโมย ตอนนี้เรากำลังทำสำเร็จแล้ว"

“หนิ แกคิดว่าตำรวจสาวสวยผู้พดุงความยุติธรรมอย่างสกาเล็ตจะช่วยพวกเรา แค่เพราะกำลังตกหลุมรักหัวขโมยอย่างแกงั้นเหรอ?”

"ตำรวจกับโจรก็รักกันได้นะโว้ย อย่าดูถูกเชียว ฉันว่านี่แหละโคตรจะโรแมนติกเลย" เทสซ่าเสริม "อีกอย่าง ฉันชอบสกาเล็ตนะ นางน่าจะเป็นเพื่อนสาวที่แสนดีกับฉันได้ แล้วก็...เราอาจได้เล่นจ้ำจี้กันเวลาที่บรีไม่อยู่เพราะว่า...นางสวยถูกใจฉันเลยล่ะ" ฉันกับคริสกรอกตามองบนพร้อมกัน ถ้าได้ยินไม่ผิด ฉันได้ยินเสียงกูสถอนหายใจด้วยล่ะ "แกก็รู้ ปกติแล้วไอ้หมาบ้านี่มันกล้าไว้ใจใครที่ไหน เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึกไงอะไรๆ มันก็เลยง่ายดาย"

 เทสซ่าพูดต่อซึ่งนั่นทำให้ฉันชะงักไป ความรู้สึกงั้นเหรอ? ก็อาจใช่เพราะมันคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมั่นใจในตัวสกาเล็ตแถมยังกล้าไว้ใจเธอมากขนาดนั้น

"ความรู้สึกอะไร รักงั้นเหรอ?" ฉันฟังคริสกับเทสซ่าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแล้วแอบขนลุกซู่ขึ้นมา ขอโทษนะ รักคืออะไร? เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอด้วยซ้ำ อีกอย่างฉันจะรักสกาเล็ตได้ยังไงในเมื่อฉันแค่ต้องการใช้เธอเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน

"ก็ถ้าไอ้บรีมันจะรักสกาเล็ตก็ไม่แปลกป่ะ นางก็สวยขนาดนั้น แถมยังอ่อยเก่งเป็นบ้า" เทสซ่าพูดอย่างกับมองออก ฉันไม่เถียงก็ได้เพราะสกาเล็ตอ่อยเก่งจริงๆ 

"สกาเล็ตเป็นตำรวจ และหัวขโมยอย่างเราไม่ควรเข้าใกล้ตำรวจ ง่ายๆ แค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ?" 

"เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนี่ สกาเล็ตเป็นแค่เครื่องมือในการปล้นของเรา"

"แต่ฉันไม่ไว้ใจ โอเค๊?"

"ฉันก็ไม่ไว้ใจสกาเล็ต แต่ฉันไว้ใจบรี โอเค๊?" อ่า...เกิดอยากจะซึ้งใจในมิตรภาพ แต่ขอโทษทีเพราะมันไม่ใช่เวลา "ถ้าบรีจะรักสกาเล็ตจริงๆ ฉันก็จะสนับสนุน เพราะฉันแอนตี้พวกขัดขวางความรักของคนอื่นเพียงแค่คิดว่ามันไม่เหมาะสม"

"อ่า...พอก่อนไหม ทำไมพวกแกต้องคิดแทนฉันด้วย" ฉันตัดบท

"อ่ะ หรือไม่จริง แกพูดมาสิว่าไม่ได้รู้สึกดีกับสกาเล็ต" เวรกรรม ทำไมจู่ๆ ไอ้ความรู้สึกก็บอกฉันว่าฉันเป็นแบบที่เทสซ่าพูดจริงๆ  "ฉันสังเกตอาการของแกตอนอยู่กับสกาเล็ต ฉันรู้ทันทีว่าแกมีซัมติงกันชัวร์!"

ฉันไม่ได้ตอบกลับไปในทันที เพราะยังไม่แน่ใจกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมากนัก แต่เชื่อเถอะ ฉันไม่เคยตัดสินใจพลาดแค่เพราะใช้อารมณ์ชั่ววูบเดียว "ไม่รู้สิ อย่างที่แกบอก ฉันก็แค่รู้สึกว่าเราสองคนเหมาะสมกัน"

"เหอะ อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง! หมาโกลเด้นหัวขโมยอย่างแกกับตำรวจสาวสวยอย่างสกาเล็ตเนี่ยนะเหมาะสมกัน?"

"ก็ถ้าวันนี้สกาเล็ตมาที่นี่และเห็นฉันกวาดเครื่องเพชรใส่กระเป๋า เธอจะช่วยเหลือฉันมากกว่าเข้ามาจับใส่กุญแจมือ"

"และที่แกมั่นใจขนาดนี้ เพราะแกมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว" เทสซ่ายิ้มอย่างพอใจ

"แกช่วยเพลาๆ เรื่องนี้ก่อนได้ไหม?" ฉันตัดบท

              “แต่สิ่งที่ฉันเชื่อยิ่งกว่าเชื่อว่าเราจะปล้นเพชรสำเร็จคืออะไรรู้ไหม? ฉันเชื่อว่าแกกับสกาเล็ตไม่มีทางไปกันรอด" คริสพูดขึ้นมา "ถึงตอนนี้เธอจะรู้สึกดีกับหมาโกลเด้นหน้าซื่ออย่างแก แต่เธอจะไม่มีวันรับได้ถ้ารู้ว่าแกเป็นพวกโจรหิวเงิน เป็นนักต้มตุ๋นจอกหลอกลวง เธอจะไม่ยอมรับแกและสุดท้ายแกจะต้องอกหัก”

 “ฉันปล้นธนาคารโลกสำเร็จยังง่ายกว่าการถูกหักอกซะอีก” 

 "เออ ถ้าแกอกหัก ฉันจะหัวเราะให้ฟันร่วง"

 "งั้นมาพนันกันไหมล่ะ?" 

 "ได้สิวะ! ถ้าแกอกหัก แกจ่ายฉันมาเลยแสนนึง"

 "เอาเซ่!" คำว่าศักดิ์ศรีมันค้ำคอเราสองคนมาโดยตลอดอยู่แล้ว "แต่ถ้าไม่ แกจ่ายฉันพร้อมกับดอกเบี้ยเงินที่ชวดไปครั้งที่แล้วด้วย"

"แกติดโรคหน้าเงินมาจากไหนวะ!"

 "จากแกไงล่ะ!"

 "เอาเซ่ เอาก็เอา แกจะได้เลิกมั่นหน้าและยอมรับความเป็นจริงสักที"

"โว้ยยย เลิกเถียงกันแล้วไปปล้นได้แล้ว!"

ฉันกับคริสเตรียมตัวด้วยการสวมหมวกแก๊ป ส่วนเทสซ่าก็ทำตามแผนด้วยการเดินสวยๆ เข้าไปหารปภ.พุงพลุ้ย ทำทีเป็นเดือดเนื้อร้อนใจเพราะถูกวิ่งราวกระเป๋า ส่งสายตาและหว่านเสน่ห์แอคติ้งเล่นใหญ่ขนาดจากประสบการณ์ที่เคยเรียนการแสดงตอนอยู่ไฮสคูล และเพราะเสน่ห์เหลือล้นทำให้รปภ.ตกหลุมพรางจนได้ เทสซ่าช่วยเคลียร์ทางให้ฉันกับคริสเข้าไปทางด้านหลังประตูหนีไฟและรีบทำตามแผนการได้สำเร็จ พวกพนักงานกรีดร้องสุดเสียงเมื่อคริสพุ่งเข้าไปจ่อปืนใส่ ในขณะที่ฉันก็ทุบตู้กระจกและกวาดเครื่องเพชรลงกระเป๋าอย่างช่ำชองแลดูโหดร้ายป่าเถื่อนสุดๆ ไปเลยใช่ไหม แต่อย่าบอกใครล่ะว่าปืนที่กระบอกนั้นที่คริสถืออยู่เป็นปืนเด็กเล่น 

ก็ใครจะกล้าใช้ปืนจริงล่ะ! เกิดลั่นโดนใครขึ้นมาก็เป็นเรื่องใหญ่พอดี สิ่งที่ฉันกลัวบนโลกใบนี้มีอยู่สองอย่างคือ หนึ่งกลัวไม่มีเงินใช้ และสองคือกลัวปืน ฉันเป็นโจรที่ค่อนข้างคำนึงถึงความปลอดภัยคนรอบข้าง จุดประสงค์ของเราคือต้องการแค่เครื่องเพชรและเงิน เราไม่ต้องการทำร้ายใคร เมื่อเราได้สิ่งที่ต้องการเราก็จะจากไปอย่างรวดเร็วก็เท่านั้น

"หยุดร้องได้แล้วสาวๆ ไม่งั้นจับจูบทีละคนดีไหม?" ฉันกรอกตามองบนเมื่อได้ฟังคำขู่เฟคๆ ของพี่ชายตัวแสบ "เรียบร้อยรึยัง?" 

และแล้วสัญญาณกันขโมยก็ดังขึ้น ราวกับเป็นใจ แต่สิ่งที่ไม่เป็นใจเพียงอย่างเดียว ณ ตอนนี้คือตู้เพชรตู้สุดท้ายหนาเกินกว่าจะทุบแตกภายในสองถึงสามครั้ง "แป๊บนึง" 

เสียงสัญญาณกันขโมยดังขึ้นอย่างต่อเรื่อง "เร็วๆ เข้า!"

"เออ พยายามอยู่" ฉันใช้ค้อนทุบตู้กระจกจนร้าวและพยายามควานมือเข้าไปในนั้นเพื่อเอาเพชรเม็ดเป้งออกมา

"ชิบหายแล้ว" คริสเรียกให้ฉันมองรปภ.พุงพลุ้ยที่กำลังวิ่งกลับมา พร้อมกับกำลังวอร์เรียกหากำลังเสริม และพร้อมกับเทสซ่าที่กำลังรีบกวักมือเรียกพวกเราให้ไปขึ้นรถ ก่อนที่ตำรวจจะแห่มา "ไอ้หน้าหมา ไปเถอะ หนีเร็ว"

"แกไม่ต้องห่วงหรอกน่า ตำรวจไม่มาเร็วขนาดนั้นหรอก" และเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อฉันพูดจบ เสียงสัญญาณรถตำรวจก็ดังขึ้นราวกับถูกวางสคริปเอาไว้เหมือนในหนังโจรกรรมแสนตลกร้าย "ชิบหาย..."

"มาไม่เร็วบ้าไรล่ะ มาเร็วเหมือนมีคนโทรไปแจ้งขนาดนี้ ไปเร็วโว้ยยยยย"

ฉันมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างพิจารณา ท่ามกลางเสียงสัญญาณกันขโมยและเสียงสัญญาณเตือนภัยจากรถตำรวจที่มาถึงอย่างรวดเร็วราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง สลับกับเพชรสิบกว่ากะรัตในตู้ที่ต้องการหยิบมันออกมาให้ได้แม้ต้องมือเปื้อนเลือด ถ้าทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากความรู้สึก มันก็กำลังบอกฉันว่าฉันจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฉันอาจเป็นพวกดื้อรั้น ไม่ฟังใครและเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ เพราะฉันเชื่อเสมอว่าผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่มักมาพร้อมกับความเสี่ยง

ฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร แต่หากวันนี้ฉันทำสำเร็จ นอกจากไอ้พี่ชายตัวแสบจะยอมรับในตัวฉัน ก็จะต้องยอมรับในตัวสกาเล็ตด้วย ฉันมองเพชรเม็ดเบ้งในตู้และคิดคำนวณความน่าจะเป็นที่ต้องเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ก่อนจะทำเรื่องที่โง่เง่าที่สุดในชีวิต  "แกหนีไปก่อนเลย"

"ว่าไงนะ!"

"หนีไปก่อน" ฉันไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ เพราะบทบาทหัวขโมยมันเป็นได้แค่ตัวโกง "หนีไปซะ"

"แกก็รู้ว่าฉันไม่ทิ้งแก"

แหม ถ้าคราวก่อนมันพูดแบบนี้เราคงได้นอนกินขี้ไก่ในคุกด้วยกัน แต่ฉันรับรู้ได้ว่าไอ้พี่ชายตัวแสบไม่เฟคด้วยสีหน้าท่าทางอันจริงจังและเป็นห่วงฉันดังปรากฎตรงหน้า "ก็อยากจะซึ้งนะ แต่สัญญาณกันขโมยกับเสียงรถตำรวจทำซึ้งไม่ลงว่ะ ไม่มีเวลาแล้ว แกต้องหนีไป"

"ไอ้หน้าหมา นี่แกคิดจะทำอะไร?"

"เอาเป็นว่าอย่าชิ่งส่วนแบ่งและเตรียมเงินไว้ให้ฉันก็พอ เข้าใจนะ?"

"ได้ไง ไปด้วยกันสิวะ!"

"และถ้าวันนี้ฉันถูกจับ แค่หนีไปและรอรับโทรศัพท์จากฉัน ทำตามที่บอกและจำไว้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของแก"

คริสนิ่งไป  "นี่เป็นแผนใหม่ของแกเหรอ?"

"ก็ประมาณนั้น" ฉันยิ้ม

"ฉันบอกเลยว่ามันห่วยแตกมาก"

"เออ ทำตามที่บอก เร็วเข้า!" ฉันนำเพชรสิบกว่ากะรัตออกมาจนได้ ก่อนจะโยนกระเป๋าใบนั้นไปให้คริส "ทำตามที่บอก ไปสิวะ!"

"เอาตัวรอดให้ได้นะไอ้หมา"

"เออ รู้แล้วน่า" 

เมื่อคริสและเทสซ่าพากันขับรถออกไปจนสำเร็จ ฉันตัดสินใจวิ่งย้อนกลับมาทางเดิมคือทางประตูหนีไฟ เพราะฉันมั่นใจว่าคงปลอดภัยและไม่มีตำรวจหน้าไหนมาดักจับได้ แต่รู้ไหม? บางทีสัญชาตญาณของเรามักผิดเพี้ยนเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในชีวิต เมื่อวานนี้ฉันอาจเอาตัวรอดได้อย่างเก่งกาจ แต่หากวันนี้เกิดผิดพลาดฉันก็ต้องยอมรับมัน แปลกดีนะ ระหว่างทางที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนจากเงื้อมือตำรวจ ไม่รู้ทำไมตอนนี้ในหัวถึงมีแต่ชื่อของสกาเล็ตเต็มไปหมด  

และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี่แหละ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของฉัน มันเป็นประสบการณ์ที่หัวขโมยอย่างฉันจะจดจำไปจนวันตาย

"หยุด อย่าขยับ!"

ฉันหยุดก้าวขาเมื่อได้ยินเสียงนั้นจากด้านหลัง พร้อมทั้งยกมือขึ้นอย่างยอมจำนนแต่แอบแปลกใจไม่น้อยที่จู่ๆ ก็มีตำรวจโผล่เข้ามาทั้งๆ ที่รถตำรวจยังไม่ถูกจอด "โอเค ไม่ได้ขยับสักนิดเลยคุณตำรวจ"

"วางมือไว้บนหัว และค่อยๆ หันมาช้าๆ"

"เอ้า ไหนบอกไม่ให้ขยับไง" โอเค ฉันกวนตีน ฉันยอมรับ

"ทำตามที่บอก!"

"โอเคๆ" 

ฉันค่อยๆ หันหลังกลับไปเพื่อพบกับพญามัจจุราชที่กำลังจะพาฉันกลับไปกินขี้ไก่ในคุกอีกครั้ง แต่คนตรงหน้าเล่นเอาฉันอึ้งจนเบิกตาโตและยิ้มร่าออกมาด้วยความดีใจทันที จะเพราะอะไรล่ะ? ก็คนตรงหน้าคือสกาเล็ตไง! สกาเล็ตคนเดียวกันกับที่นอนค้างที่ห้องเมื่อคืนนี้ มีจูบแสนงุนงงด้วยกันบนโซฟา เพื่อนใหม่ที่กูสชอบนักหนา สกาเล็ตที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะขี้ม้าขาวมีปีกเหมือนวัลคิวรีในหนังเทพเจ้าสายฟ้ามาช่วยฉันในสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ทันท่วงทีราวกับชะตาฟ้าลิขิตไว้แล้ว 

เป็นไง เห็นไหมล่ะว่าเราเหมาะสมกันแค่ไหน?

"โอ้แม่เจ้า! สกาเล็ต!" 

"..."

นี่เป็นวันที่ฉันโคตรจะเสียอาการกับผู้หญิงคนนี้และไม่ปฏิเสธว่าดีใจมากแค่ไหนที่ได้เจอเธอฉันรีบถอดหมวกแก๊ปออก สะบัดผมให้เข้าที่และส่งยิ้มแฉ่งไปให้เธอท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ไม่น่าจะสร้างความโรแมนติกให้เราสักเท่าไหร่ "นี่ฉันเอง ฉันไง สกาเล็ต!"

รู้สึกโล่งอกเมื่อสกาเล็ตลดปืนน่ากลัวลงเหน็บไว้กับตัวตามเดิมและไม่จ่อมาอีก ตอนนี้เธอน่าจะกำลังถามฉันอย่างห่วงใยว่า "แครอล เป็นยังไงบ้าง นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" หลังจากนั้นฉันจะแสร้งทำต่อมน้ำตาแตกและบอกว่ามีความจำเป็นต้องทำเรื่องนี้เพราะต้องใช้เงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กูสหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เรากลับออกไปพร้อมกับความเห็นอกเห็นใจและทำให้เราสองคนรวมทั้งคริสและเทสซ่าเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน สกาเล็ตจะช่วยฉันให้พ้นจากเงื้อมือของพวกตำรวจที่กำลังแห่มาและความสัมพันธ์ของเราจะแนบแน่นยิ่งขึ้นหลังจากนี้แน่นอน

แต่ฉันลืมเอะใจไปหน่อย ว่าเธอมาโผล่ที่นี่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ยังไง? 

"ดีจังที่ได้เจอเธอที่นี่" ไร้เสียงตอบรับนอกจากแววตาดุดันเพิ่มเลเวลที่จ้องมองมา "อ่า...สกาเล็ต จำฉันไม่ได้รึไง เมื่อคืนเรายังนอนห้องเดียวกันอยู่เลยนะ"

"จำได้" เธอส่งยิ้มกลับมา "บรี ลาร์สัน"

นั่นไงล่ะ สกาเล็ตเรียกชื่อฉันจริงๆ—แต่เดี๋ยวนะ เธอเรียกว่า "บรี ลาร์สัน" ชื่อจริงๆ ของฉันแบบเต็มยศ ไม่ใช่ "แครอล แดนเวอร์ส" ยอดมนุษย์ผู้มีลำแสงโฟตอน เวรแล้วเธอรู้ชื่อจริงของฉันเหรอ ได้ไงล่ะ!?

ก่อนจะคิดตรึกตรองอะไรออก สกาเล็ตก็เข้ามาล็อคแขนฉันอย่างว่องไวจนมองแทบไม่ทันและใส่กุญแจมือให้ฉันอย่างไม่ไยดี ฉันรู้สึกเหมือนแขนจะหักแถมยังเจ็บเป็นบ้า ตอนนี้สกาเล็ตกลายเป็นยัยเจ๊จอมโหดที่พร้อมจะหักแขนฉันทิ้งได้ทุกเมื่อถ้าฉันคิดหนีหรือขัดขืน ไม่เหมือนสกาเล็ตคนอ่อนโยนที่ฉันรู้จักก่อนหน้านี้เลยสักนิด "โอ้ยยย เจ็บ! ใจเย็นๆ ก่อนสิ ทำไมรุนแรงจังเนี่ยสกาเล็ต?"

แน่นอน คริสพูดถูกและฉันเพียงแค่มั่นหน้าไปเท่านั้น เธอไม่ได้ช่วยฉันแถมยังจับล็อคกุญแจมือไม่ฟังเสียงโอดครวญของฉันแม้แต่น้อย "คริสกับเทสซ่ากำลังหนีไปไหน?"

"สกาเล็ต ปล่อยฉันก่อน เธอเข้าใจผิดแล้ว"

"คริสกับเทสซ่ากำลังหนีไปที่ไหน?" เธอถามย้ำและไม่ฟังคำพูดของฉันเลย

"นี่ ปล่อยฉันก่อน ฉันอธิบายเรื่องนี้ได้นะ" ฉันหันไปตอบ แต่เพราะความชิดใกล้ที่ทำให้ใบหน้าของเราห่างกันแค่เพียงคืบ นอกจากได้ยินเสียงสัญญาณกันขโมยดังลั่น ก็มีเสียงลมหายใจของเราที่ต่างได้ยินกันและกัน  เอาล่ะได้เวลาใช้สกิลมิจฉาชีพขั้นเทพในการเอาตัวรอดอีกครั้ง และยิ่งกับสกาเล็ตฉันรู้ดีว่าควรรับมืออย่างไร "จริงสิ เธอมาทำอะไรที่นี่น่ะ?  นี่ฉันนึกว่าเธอต้องเตรียมตัวสำหรับดินเนอร์ของเราคืนนี้ซะอีก แต่จะว่าไปเธอใส่แจ็คเก็ตหนังแบบนี้ก็เท่ไม่เบาเลยนะ ฉันชอบจัง แต่จะให้ดีเสื้อควรรัดรูปกว่านี้นะ ฉันว่ามันน่าจะเซ็กซี่กว่า"

"บรี ลาร์สัน" สกาเล็ตตัดบทย้ำชื่อจริงของฉันอีกครั้ง ซึ่งทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ ขึ้นมาว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่นอน "ช่วยตอบด้วยว่าคริสกับเทสซ่ากำลังหนีไปที่ไหน"

การประมวลผลอันรวดเร็วจากสมองอันชาญฉลาดของฉัน คำตอบที่ได้คือฉันกำลังถูกตลบหลังเข้าอย่างจังและฉันต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตอนนี้ให้ได้ "เอ้อ แต่ดินเนอร์ที่เรานัดกันคืนนี้เปลี่ยนจากร้านอาหารอิตาเลียนเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแทนได้ไหม? พอดีว่าฉันอยากกินปลาแซลม่อนกับซูชิไข่กุ้งมากกว่าน่ะ แล้วพอเสร็จจากดินเนอร์เธอไปกินเบียร์ต่อที่ห้องฉันดีป่ะ? กูสร้องหาเธอใหญ่เลยนะ มันคงคิดถึงเธอเหมือนที่ฉันคิดถึงนั่นแหละ เอาทูน่าในน้ำแร่ไปฝากมันสักสองกระป๋องมันน่าจะดีใจส่วนเรื่องวันนี้เราค่อยๆ คุยกันเถอะนะ ฉันอธิบายได้"

สกาเล็ตไม่โต้ตอบอะไรนอกจากหยิบวอร์ขึ้นมา "ฉันเจ้าหน้าที่สกาเล็ตเรียกเจ้าหน้าที่มอนเทอร์เรย์ตอนนี้ฉันจับผู้ต้องหาได้หนึ่งรายที่ทางออกประตูหนีไฟ แต่มีผู้ต้องหากำลังหลบหนีอยู่สองรายคือคริส เฮมสเวิร์ธและเทสซ่า ทอมป์สันด้วยรถยนต์หมายเลขทะเบียน XXX ขอกำลังเจ้าหน้าที่สกัดจับด้วย" ฉันเริ่มหูตาสว่างเมื่อสกาเล็ตร่ายยาวเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ของไอ้สองหน่อ ราวกับเธอจดจำมันไว้เป็นอย่างดีและรู้ทุกอย่างมาแล้วก่อนหน้านี้ "บรี ลาร์สัน ช่วยบอกด้วยว่าคริสกับเทสซ่ากำลังจะหนีไปที่ไหน"

"สกาเล็ต นี่เธอ..."

"ฉันจะถามเป็นครั้งสุดท้ายนะบรี ลาร์สันคริสกับเทสซ่ากำลังจะหนีไปที่ไหน?"

"นี่! ทำไมพูดจาเหมือนเราไม่เคยจูบกันบนโซฟาแบบนี้ล่ะ?" สกาเล็ตล็อคแขนฉันให้แน่นขึ้นไปอีก ซึ่งมันเจ็บจนแทบบ้า "โอ๊ย! อย่าหักแขนฉันนะ!"

"งั้นก็ช่วยพูดความจริงด้วยบรี ลาร์สัน " ฉันมองสกาเล็ตอย่างพิจารณา สีหน้าและแววตาของเธอกำลังทำให้ฉันปั่นป่วนใจ เธอไม่ใช่สกาเล็ตคนนั้นที่ฉันเจอที่สวนสาธารณะ ไม่ใช่คนเดียวกันกับที่ไปนั่งดื่มเบียร์ที่ห้อง ไม่ใช่เพื่อนใหม่ของกูสและไอ้สองหน่อนั่น ไม่ใช่คนที่เราควรจะรู้ดีต่อกันตอนนี้เธอไม่ใช่คนๆ นั้นอีกแล้ว

"ความจริงเหรอ? เเรายังมีความจริงให้พูดกันอีกเหรอคุณเจ้าหน้าที่โจแฮนสัน?"

เธอเงียบไป ก่อนจะเบือนหน้าหนีและออกคำสั่ง "เธอต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ"

"เอาล่ะ เธอหลอกฉัน"

"อะไรนะ?"

"เธอหลอกฉัน สกาเล็ต"

สกาเล็ตยิ้มออกมาและส่ายหน้าเบาๆ "ให้ตายเถอะบรี ลาร์สัน เราต่างหากที่หลอกกันและกัน" ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนอยู่ในฉากหนังดราม่าเคล้าน้ำตาเมื่อมองเข้าไปในดวงตาแสนสวยคู่นั้น เชื่อไหม รสจูบและความรู้สึกดีๆ เมื่อตอนได้อยู่ด้วยกันยังฝังใจฉันอยู่เลย แต่ให้ตายเถอะ ตอนนี้มันราวกับหนังคนละม้วน เหมือนตัวตนของเธอที่ฉันได้เห็นเมื่อวานนี้คือของปลอม ทั้งๆ ที่ฉันจริงใจต่อเธอ "ถ้าพูดง่ายๆ คือตอนนี้เธอเป็นโจร และฉันต้องจับเธอ"

"รู้ทุกอย่างมาตั้งแต่ต้นสินะ?"

"บอกแล้วไง ว่าเราหลอกกันและกัน"

ฉันกำลังจะกลายเป็นหมาบ้าจอมงอแง "บ้าเถอะ ฉันไปหลอกอะไรเธอ?"

"ถามจริงดิ? ไม่รู้จริงๆ เหรอว่าหลอกอะไรฉัน?"

"หลอกอะไรอ่ะ ฉันหลอกอะไรเธอ?"

"ก็เธอเป็นโจรไง!"

"ไม่ได้จะหลอกซะหน่อย แค่ยังไม่ได้บอกต่างหาก แล้วเธอล่ะ ตอนนี้มาล็อคกุญแจมือใส่ฉันได้ไง! มันไม่ควรเป็นแบบนี้ถ้าเธอไม่ได้หลอกฉัน"

"ก็ไม่ได้หลอก แค่ยังไม่ได้บอกเหมือนกัน ซึ่งก็จะบอกวันนี้แหละ"

"โอ้โห พูดมาได้!" ฉันถูกล็อคด้วยกุญแจมือ แต่ขอหน่อยเถอะ ฉันอยากใช้โอกาสนี้เคลียร์กับสกาเล็ตให้รู้เรื่องท่ามกลางเสียงสัญญาณกันขโมยนี่แหละ! "เธอรู้ทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น ติดตามฉันแล้วก็กำลังไล่จับฉันเนี่ยนะ?"

"ก็ใช่"

"ให้ตายเถอะสกาเล็ต เธอนี่มันร้ายจริงๆ เลย"

"น้อยๆ หน่อยนะบรี ลาร์สัน ใครกันแน่ที่ร้าย"

"ฉันแค่หลอกเอาเงินเธอที่สวนสาธารณะ แต่นอกเหนือจากนั้นมันคือเรื่องจริงทั้งหมดเลยนะ"

"เธออย่าพูดอะไรจะดีกว่า" แน่นอนว่าสกาเล็ตไม่เชื่อความจริงที่ฉันพูด พลางถือวอร์ขึ้นมาอีกครั้ง "เจ้าหน้าที่มอนเทอเรย์ ขอกำลังเสริมที่ทางหนีไฟด้วย ทราบแล้วเปลี่ยน"

"นี่ ฟังกันหน่อยสิ"

"เธอต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ"

"ถ้างั้นเธอจะสอบปากคำฉันไหมล่ะ เธอจะได้ฟังฉัน"

"ฉันไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ"

"แล้วใครมี?" เอาล่ะ—ฉันว่าฉันเริ่มเดาสถานการณ์ออกคร่าวๆ แล้ว "เจ้าหน้าที่ฟิวรี่เหรอ? รู้เห็นเป็นใจกับเขางั้นสิ?"

"ฟิวรี่ไหน?"

"เจ้าหน้าที่ซามูเอลไง ไอ้หน้าเหี้ยมคนนั้นน่ะ รู้เห็นเป็นใจกับเขาเหรอฮะสกาเล็ต?" 

"ใช่ เธอต้องให้ปากคำกับเขา"

"ว่าแล้วเชียว เธอร่วมมือกับเขาเพื่อมาจับฉัน!"

"ก็เธอเป็นโจรไง ฉันต้องจับเธอ"

"แต่ถ้ารักกัน ก็ต้องช่วยกันไม่ใช่รึไง?"

"บรี ลาร์สัน เธอนี่มัน..."

"หนิ รักฉันไม่ใช่เหรอ? รักกันแล้วทำแบบนี้ได้ยังไง?"

"หยุดพูดเรื่องนั้นได้แล้ว"

"แต่ว่า..."

"ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง บรี ลาร์สัน" ว่าแล้วเชียว—ฉันเข้าใจสถาการณ์ทุกอย่างได้แจ่มแจ้งเมื่อถูกล็อคกุญแจมืออย่างไม่ไยดีจากสกาเล็ต พร้อมกับการเผชิญหน้าอีกครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้กับเจ้าหน้าที่คนเดิมที่ตามจับฉันหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งคราวนี้ฉันคงไม่รอดกลับไปเพราะผิดที่ฉันไว้ใจสกาเล็ตมากขนาดนี้ "สถานการณ์ปกติดีรึเปล่า เมื่อกี้เหมือนเห็นคุณสองคนเถียงกัน เหมือนพ่อแง่แม่งอน"

"ไม่มีอะไรค่ะ"

"นั่นสินะ ผมว่าคงเป็นเทคนิคเดิมๆ ที่ลาร์สันทำทุกครั้งเมื่อถูกจับกุม คือการพูดพล่ามให้คุณปวดหัวเล่นๆ"

"ยินดีที่ได้พบค่ะ เจ้าหน้าที่ฟิวรี่ซามูเอล" ฉันเอ่ยทักทายเขาอย่างไม่ตื่นเต้นหรือเดือดร้อนใจมากนัก และเขาค่อนข้างแปลกใจที่เป็นเช่นนี้ เพราะโดยปกติฉันจะต้องใช้สกิลเอาตัวรอดขั้นเทพ กวนบาทาให้เขาไมเกรนขึ้นจนได้ 

"ขอบคุณมากเจ้าหน้าที่สกาเล็ต ทางนี้ผมขอรับช่วงต่อเอง"

"นี่ทำงานกันเป็นขบวนการเลยสินะ"

"อ่า...พูดว่าทำงานเป็นทีมจะดีกว่า เพราะคำว่าทำงานเป็นขบวนการเหมาะในการใช้กับโจรอย่างเธอ เหตุการณ์มันค่อนข้างเดจาวูนะ ว่าไหม? ขบวนการของเธอชิ่งหนีไป และปล่อยให้เธอต้องเข้าคุกอีกแล้ว"

"ไม่เหมือนหรอกค่ะ" 

"ใช่แล้ว ไม่เหมือน เพราะว่าจากต้องนอนคุกแค่อาทิตย์เดียว เธอคงต้องนอนคุกอีกหลายปีแน่นอน"

"เปล่าค่ะ ที่ไม่เหมือนเพราะตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกอะไร แต่วันนี้ฉันเกิดเสียความรู้สึกมากๆ"

"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ไว้ค่อยไปคุยกันในห้องสอบสวนแล้วกัน แต่ที่เธอต้องบอกคือหัวขโมยอีกสองคนกำลังหนีไปไหน"

"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ตอนนี้ฉันเศร้าอยู่นะเจ้าหน้าที่ฟิวรี่ซามูเอล"

"เศร้า?" เขาหัวเราะ "เธอเศร้าอะไรงั้นเหรอแม่หัวขโมย?"

"ฉันเศร้าเพราะว่าฉันโดนหักหลัง เศร้าจริงๆ แบบไม่ได้เฟคเลยด้วย"

"คราวที่แล้วเธอก็พูดแบบนี้ แล้วก็รอดตัวไปได้"

"ฉันไม่ได้หมายถึงไอ้สองคนนั่นหรอกนะ" ฉันหันไปมองสกาเล็ต "แต่ฉันหมายถึงคนแถวนี้ต่างหากที่หักหลังฉัน"

"ฉันสาบานกับตัวเองไว้แล้ว ว่าจะไม่ฟังเธอพูดพล่ามอะไรอีก"

"คุณควรเห็นใจนะเพราะฉันกำลังโดนหักหลัง จากคนที่ฉันรู้สึกดีด้วย"

"ฉันขอไปรอข้างนอกนะคะเจ้าหน้าที่ซามูเอล"

"เอาล่ะ ไม่มีเวลามาดราม่าแล้ว เจ้าหน้าที่ช่วยพาตัวบรี ลาร์สันไปขึ้นรถด้วย เผื่อตุกติกจนทำผมไมเกรนขึ้น"

แต่สวรรค์ยังเป็นใจ ฉันอยากขอบคุณพระเจ้าเป็นร้อยเป็นพันครั้งเมื่อท่านส่งเพื่อนรักตัวสุดท้ายของฉันออกมาภายในสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้ ก่อนที่มันจะร้องเสียงสวรรค์ออกมา "เมี๊ยววววววววว"

"เสียงอะไร?"

สกาเล็ตหันไปมองเจ้ากูสที่เดินตรงเข้ามาหาฉัน—ฉันล่ะอยากเสกให้มันเป็นมังกรได้ซะจริง เพราะฉันจะสั่งให้มันพ่นไฟด้วยคำว่า dracarys เหมือนในเรื่อง game of thrones เพื่อที่ฉันจะหนีรอดไปได้ในทันใด—แต่โชคร้ายเพราะมันเป็นแค่แมว ถึงจะแสนรู้แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นแมว แถมยังเป็นแมวขโมยซะด้วยสิ

"กูส!" แต่เจ้าหน้าที่ซามูเอลรีบจับมันไปอุ้มไว้ก่อน ราวกับมันเป็นวัตถุอันตรายที่จะทำให้ฉันหนีรอดไปได้ "นี่ ทำไมแกมาอยู่นี่ฮะ!"

"เมี๊ยววววว"

เอาเถอะ ฉันไม่รู้ว่ามันพูดอะไร แต่การที่กูสอยู่ที่นี่ด้วยกันถือว่าเป็นประโยชน์กับฉันอย่างมาก "นั่นแมวของฉันค่ะเจ้าหน้าที่ฟิวรี่ซามูเอล"

"เห็นแล้วว่าเป็นแมว" เขามองกูสอย่างพิจารณา และกูสรู้หน้าที่ด้วยการขยิบตาวิ๊งใส่หนึ่งที "อืม น่ารัก แต่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการรึเปล่า?"

"โธ่ มันเป็นแมวนะ ระวังมันข่วนนะเจ้าหน้าที่ฟิวรี่ มันไม่ชอบให้คนแปลกหน้าอุ้ม"

เขาเริ่มหงุดหงิดใจ "หนิ! ฉันไม่ได้ชื่อฟิวรี่ และถ้าเธอเรียกฉันด้วยชื่อนั้นอีกฉันจะโอ๊ยยยย"

"โอ้เวร ชิบหายแล้ว"

"พระเจ้า ตาฉัน"

"กูส เมื่อกี้ฉันไม่ได้จะสั่งให้แกข่วนเขานะ"

"เมี๊ยวววว (ไม่รู้โว้ย)"

"กูส แกเข้าข่ายทำร้ายเจ้าหน้าที่เลยนะเว้ย"

"เมี๊ยวววว (ไม่รู้โว้ยยยยย)"

"โอ้ย เวรกรรม"

"แม่เอ๊ย แสบเป็นบ้า" 

"เป็นอะไรไหมคะเจ้าหน้าที่ซามูเอล?" สกาเล็ตรีบเข้ามาดูอาการ ก็คงไม่ถึงกับตาบอดหรอกน่า เพราะกูสเป็นแค่แมวไม่ใช่เจ้าตัวเฟอร์เคน

"ผมฝากรับช่วงต่อทีเจ้าหน้าที่สกาเล็ต เอาเจ้าแมวผีตัวนี้ไปโรงพักด้วย!" เจ้าหน้าที่ซามูเอลหันไปบอกเจ้าหน้าที่ "ขอรถไปโรงพยาบาลหน่อย ผมต้องไปฉีดยากันบาดทะยักกับพิษแมวบ้า"

"เฮ้ พูดให้มันดีๆ นะ กูสไม่ได้บ้าสักหน่อย ฉันดูแลมันดี ไม่เคยป่วยเลยด้วย"

"มะเร็งกระเพาะอาหารก็ไม่เคยเป็นใช่ไหม?" สกาเล็ตหันมาถาม

"ก็ใช่น่ะสิ ฉันดูแลมันดีจะตาย"

"โอเค จับคนร้ายได้แล้ว"

"โอ้ย เวร..." โอเค ฉันพลาดเอง

"เจอกันที่ห้องสอบสวนนะบรี ลาร์สัน"

"เดี๋ยวๆๆ ฉันโกรธเธออยู่นะสกาเล็ต ไม่คิดจะง้อหน่อยเหรอ?" 

"พาเธอไปเลยค่ะ"

"นี่! แล้วดินเนอร์ของเราล่ะว่าไง ยังไม่ได้ตอบเลยนะว่าจะกินอาหารญี่ปุ่นไหม?"

ฉันตะโกนโหวกเหวกขณะที่ถูกลากตัวออกไป ขณะอยู่ในรถตำรวจ ฉันเฝ้าคิดว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ แต่ต่อให้ตกเหวดาววอร์เมียร์ฉันก็จะไต่หน้าผาขึ้นมาเพื่อเอาชีวิตรอดจนได้ ฉันมันหมาเก้าชีวิตไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก สกาเล็ต


ทางด้านคริสและเทสซ่า เสียงหัวใจเต้นจากความลุ้นระทึกจากการขับรถหนีตำรวจค่อยๆ ผ่อนลงกลายเป็นจังหวะปกติหลังจากที่หนีรอดอย่างหวุดหวิด สีหน้าลำบากใจของพวกมันกำลังบ่งบอกว่ารู้สึกแย่แค่ไหนที่ทำให้ฉันต้องถูกจับเข้าคุกขี้ไก่อีกครั้ง 

"เราจะทำยังไงดี?"

คริสใช้ความคิด และนึกถึงคำพูดของฉัน "มันบอกว่าถ้าไม่รอด ให้รอรับโทรศัพท์และทำตามที่มันบอก"

"หมายความว่าไง?"

คริสมองไปที่กระจกหลังและพบอะไรบางอย่างวางอยู่ที่เบาะ ซองสีน้ำตาลถูกฉันวางไว้ นี่แหละคือหลักฐานชั้นดีที่จะทำให้ฉันรอดกลับไป เมื่อคริสเปิดซองออกดูก็พบกับแฟลชไดร์ฟหนึ่งอันและกระดาษโน้ตที่ฉันเขียนว่า รอรับโทรศัพท์จากฉัน

"นี่มันอะไร?"

คริสยิ้มออกมาเมื่อคำนวณสถานการณ์ออก "ฉันว่าแล้ว ว่าไอ้หน้าหมามันฉลาดกว่าที่ฉันคิดไว้"




บรรยากาศที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง ขณะที่ฉันนั่งอยู่ในสถานีตำรวจพร้อมกับถูกล็อคมือทั้งสองข้าง สกาเล็ตกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่คนอื่น ฟังใจความคร่าวๆ คือเจ้าหน้าที่ซามูเอลไม่ได้เป็นอะไรมากและกำลังตามมาสมทบเพื่อเล่นงานหัวขโมยอย่างฉันให้จมดิน ส่วนกูสถูกอุ้มใส่ไว้ในกรงและถูกวางลงข้างๆ ฉัน ขอโทษนะเพื่อนรักที่ทำให้ต้องเดือดร้อนกลายเป็นแมวขี้คุกไปด้วย แต่เชื่อเถอะว่าเราต้องรอด

"น่าเสียดายที่กล้องวงจรปิดของร้านเพชรใช้งานไม่ได้เพราะถูกสาดน้ำใส่เครื่องคอมพิวเตอร์จนช็อตพังไปหมด แถมกล้องทางด้านหลังประตูหนีไฟก็ถูกคลุมไว้" ฉันแอบฟังเจ้าหน้าที่รายงานสถานการณ์ให้สกาเล็ตฟังแล้วแอบยิ้ม ลืมบอกไปว่าถ้าริอาจจะเป็นโจรก็ต้องจัดการกับกล้องวงจรปิดให้ได้เป็นอันดับแรก กล้องพวกนั้นถูกฉันกับคริสทำลายตั้งแต่แอบเข้าไปก่อนปล้นแล้วล่ะ "ตอนนี้ทางรปภ.กำลังให้ปากคำอยู่กับผู้หมวด คุณจะไปฟังด้วยไหมครับ?"

สกาเล็ตหันมามองฉัน "ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะอยู่รอเจ้าหน้าที่ซามูเอลที่นี่ค่ะ"

"บอกแล้วไง ว่าฉันอธิบายได้"

"หยุดพูดลาร์สัน"

"ลาร์สันเหรอ? โอ้โห ทำไมต้องทำตัวห่างเหินกันขนาดนี้ด้วย เธอนี่มันยังไงนะสกาเล็ต"

"นี่เธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกเหรอ?"

"เธอหลอกฉันไง" สกาเล็ตถอนหายใจเมื่อได้ฟัง "เธอหลอกฉันจริงๆ เธอแกล้งเข้ามาในชีวิตฉัน ทำให้ฉันรู้สึกดีด้วยแล้วก็จับเข้าคุกเนี่ยนะ ใจร้ายเกินไปรึเปล่า มันเป็นวิธีของหน่วยสืบสวนพิเศษรึไงไอ้การเล่นกับความรู็สึกคนอื่นเนี่ย"

"หยุดพูดแบบนี้เลย ให้ตายเถอะ เธอต่างหากที่หลอก"

 "ฉันหลอกอะไร? เธอรู้เรื่องของฉันทุกอย่าง คอยติดตาม หาข้อมูลและเข้ามาในชีวิตของฉันตั้งแต่แรก แล้วฉันหลอกเธอตรงไหน?"

               "ถ้าฉันไม่ทำ เธอก็คงไม่ถูกจับได้แบบคาหนังคาเขาไงล่ะ"

               “อ๋อ ตำรวจเขาทำงานด้วยการอ่อยขั้นสุด จนให้โจรพาไปที่บ้าน จูบกันบนโซฟา นอนค้างด้วยกัน แล้วก็ทำเรื่องอย่างว่า...งั้นเหรอ?”

                “หยุดพูดเลย! เราไม่ได้มีอะไรกัน” สกาเล็ตทำหน้าดุใส่ฉัน

                ฉันยักไหล่ “โอเค อาจพูดเกินจริงไปหน่อย แต่ฉันรู้สึกดีกับเธอไปแล้วนะสกาเล็ต มันไม่ควรจบแบบนี้สิ ฉันจะบอกตำรวจทั้งสถานีให้รู้เลยว่าเมื่อคืนเราอยู่ด้วยกัน แถมเรายังใกล้ชิดลึกซึ้งกันแค่ไหน"

               "อย่าทำแบบนั้น" สกาเล็ตทำหน้าดุใส่อีกแล้ว แต่มีเหรอที่ฉันจะกลัว ฉันกลับคิดว่าเวลาที่เธอแสดงท่าทีแบบนี้คือฉันกำลังถือไพ่เหนือกว่าและมันกำลังเป็นอย่างนั้นจริงๆ "แค่คดีโจรกรรมเธอก็ติดคุกหลายปีแล้ว ถ้าไม่อยากถูกเพิ่มโทษเพราะข้อหาปรักปรำเจ้าหน้าที่อีกล่ะก็ ช่วยกรุณาสงบปากสงบคำด้วย"         

               "ฉันน่ะเข้าใจสถานการณ์ดี ตอนนี้เธอเป็นตำรวจ ส่วนฉันขึ้นชื่อว่าเป็นหัวขโมยและเรามันเส้นขนาน แต่ถ้าไม่นับเรื่องที่ฉันเป็นโจร ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่เราสองคนใกล้ชิดกันมันคือเรื่องจริง ทุกคำพูด ทุกการกระทำที่เธอได้รับไปจากฉันมันคือของจริงฉันอยากกลับมาเจอเธอรออยู่ที่ห้อง เห็นเธอให้อาการเจ้ากูส ออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนของฉันทุกสุดสัปดาห์ ไปเที่ยวในที่ๆ เราอยากไป ทำในสิ่งที่คนรักเขาทำกัน ทำในสิ่งที่คนไม่รู้จักคำว่าความรักอย่างฉันได้รู้จักมันจากเธอไงล่ะ ฉันแค่อยากทำแบบนั้นสกาเล็ต—ฉันแค่อยากรักเธอ"

                ให้ตาย ฉันสาบานว่าไม่ได้เมคและไม่ได้เฟคคำพูดพวกนี้เลยสักนิด ฉันพูดอย่างลื่นไหลราวกับความรู้สึกมันสั่งให้พูด สกาเล็ตนิ่งไปเพราะไม่คิดว่าฉันจะส่งสายตาจริงจังออกมาขนาดนั้น ดูจริงจังขนาดที่เจ้ากูสในกรงฟังแล้วหันมาเอียงคอใส่ ไม่รู้ว่าอะไรดีกว่ากัน ระหว่างยอมติดคุกหรือรอดออกไปพร้อมกับยอมรับกับหัวใจว่ากำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ คนที่ทำแขนฉันแทบหัก! 

               "เธอเป็นโจร" ใช่ สกาเล็ตพูดดังฟังชัดตอกย้ำสถานะของตัวฉันเอง "และที่สำคัญ ฉันจะไม่เชื่ออะไรเธอ

               "ฉันอาจเป็นไอ้ขี้โกหกในสายตาเธอ แต่รู็ไว้เลยนะว่าที่พูดมาทั้งหมดมันคือเรื่องจริง"

                "บรี..." ฉันไม่ได้คิดไปเองว่าสกาเล็ตเริ่มใจอ่อน เพราะหน้าดุๆ เมื่อกี้ค่อยๆ เลือนหายไป

                 "แต่ถ้าเธอกลัวล่ะก็...ฉันจะบอกเจ้าหน้าที่ฟิวรี่ซามูเอล เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรา เขาต้องเข้าใจ"

                  "เธอมันนักต้มตุ๋น บอกไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก"

                  เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเจ้าหน้าที่ "เจ้าหน้าที่ซามูเอลมาแล้ว ให้เขามาที่นี่เลยไหมครับ?"

                  "เยี่ยมเลย พาเขาเข้ามาเลยคุณตำรวจ" ฉันตอบแทนสกาเล็ตและหันมาส่งยิ้มกว้างให้เธอ "ฉันจะบอกเขา และเราจะได้เคลียร์กัน เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้"

                  "อย่าทำแบบนั้น"

                  "ถ้าอย่างนั้นบอกมาสิ ว่าไม่ได้รู้สึกดีกับฉันเหมือนกัน"

                   สกาเล็ตนิ่งไปก่อนจะพูดต่อ "ฉันไม่รู้สึกอะไรกับโจร"

                   "ไม่เป็นไร ฉันจะทำให้เธอยอมรับหัวใจตัวเองให้ได้ อันดับแรกคือเจ้าหน้าที่ฟิวรี่ต้องรู้เรื่องนี้"

                    "ฉันบอกแล้วไง ว่าอย่าทำแบบนั้น"

                    "อันดับที่สอง คือเราจะแก้ไขสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน"

                    "บรี!"

                    "อันดับที่สาม..."

                     ปั้กกกก!

                   "โอ้ยยยย" ฉันรับรู้ได้ถึงฝ่ามือพิฆาตที่ฟันฉับมาที่ต้นคอ ก่อนที่ดวงตาค่อยๆ พร่ามัว มองอะไรไม่เห็นและหลับใหลไปอย่างหมดเรี่ยวแรง ถ้านี่คือตอนอวสานของหมาเก้าชีวิต มันคือตอนอวสานที่แย่และน่าเกลียดที่สุด

                 "แย่แล้ว บรี...บรี"

                 "เกิดอะไรขึ้นเจ้าหน้าที่สกาเล็ต?"

                 "เขาคง...เป็นลมมั้งคะ"  



Scarlett :

 

                ฉันเป็นคนล็อคกุญแจมือให้บรีด้วยตัวเอง พลางคิดถึงแผนการที่เพิ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีฉันจับโจรที่ตำรวจใช้เวลาเป็นปีได้ในเวลาเพียงแค่สามวัน พร้อมกับหลักฐานมัดตัว ฉันเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของบรีตั้งแต่เช้าเมื่อเธอเริ่มเดินออกจากที่พักพร้อมกับแมวอ้วนสีส้มชื่อกูส ทุกย่างก้าวที่เธอกำลังทำหน้าที่หัวขโมยคือทุกย่างก้าวที่ฉันกำลังจับตามอง หรือไม่ว่าจะเป็นทุกคำพูดที่เธอเอ่ยออกมาขณะที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันจดจำมันได้ดี

                   ฉันจำได้ดีทุกอย่าง จนรู้สึกว่าดีเกินไปด้วยซ้ำเมื่อมองบรีกำลังนั่งคอพับอยู่ตรงนั้น ฉันกลับรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ ฉันอาจทำรุนแรงเกินไปแต่ฉันไม่อยากให้บรีพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ปลอมๆ ที่ฉันสร้างขึ้นอีกแล้ว

                “ทำได้ดี เจ้าหน้าที่สกาเล็ต”

                “ขอบคุณค่ะเจ้าหน้าที่ฟิวรี่” ฉันยิ้ม “เขาชอบเรียกคุณแบบนี้ใช่ไหม?”

                “อย่าเรียกผมแบบนั้นอีก"

                "แผลเป็นยังไงบ้างคะ?"

                "ก็แค่แมวข่วน ฉีดยาเรียบร้อย เดี๋ยวก็หาย"

                “คุณจะสอบปากคำเองรึเปล่า?” ฉันต้องถาม เพราะกลัวว่าเมื่อบรีฟื้นขึ้นมาแล้วจะพูดพร่ำถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเราอีก

                “ใช่ คงอย่างนั้น"

                “เอ่อ...ฉันขอสอบปากคำเขาเองได้ไหมคะ?”

 “ถ้าคุณรู้ฤทธิ์ของลาร์สัน คุณคงไม่อาสาทำแบบนี้ นั่งปวดหัวทนทุกข์ทรมานอยู่ในห้องสอบปากคำจนไมเกรนขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ดีนักหรอกเชื่อเถอะ ผมโดนมาแล้ว เจ้าหน้าที่คนอื่นก็โดนเหมือนกัน และยิ่งไปกว่านั้นผู้ต้องหาคนอื่นๆ ก็เคยโดนมาแล้วด้วย ลาร์สันร้ายกว่าที่คุณคิด”

                “ฉันว่า ฉันรู้จักบรี ลาร์สันมากพอ ฉันจะสอบปากคำเขาเองค่ะ”

                 "รู้จักบรี ลาร์สันมากพอ? หมายความว่ายังไง?"

                 "ก็ ประมาณว่า เท่าที่คุณพูดมา ฉันคิดว่าพอจะรับมือกับเขาได้"

                 "ไม่เป็นไร ผมจะสอบปากคำเขาเอง" เจ้าหน้าที่ซามูเอลทิ้งท้ายไว้เท่านั้น และฉันทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเดินออกไปจากห้องและมองการสอบปากคำอยู่ตามลำพังด้านนอก พลางคิดว่าจะทำอย่างไรหากบรีพูดโพร่งเรื่องของเราขึ้นมา ฉันจะปฏิเสธออกไปหรือยอมรับว่ารู้สึกดีกับบรีไปแล้วจริงๆ? ไม่สิ ไม่ ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับบรี และไม่มีทางเป็นแบบนั้น มีสติหน่อยสกาเล็ต อย่าให้จอมโจรคนนั้นมาปั่นหัวได้ ฉันย้ำกับตัวเองเป็นพันครั้งแต่ดูเหมือนมันไม่ช่วยอะไรสักนิด

                  ฉันมองบรีค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาและพบกับเจ้าหน้าที่ซามูเอลที่กำลังทำหน้าเหี้ยมโหดใส่ ก่อนที่การสอบปากคำจะเริ่มขึ้น

                  "สกาเล็ตล่ะ?" บรีเอ่ยหาฉันเป็นคนแรก ราวกับเด็กน้อยเรียกหาแม่ที่เธอไว้ใจอย่างงั้นล่ะ แต่ดีที่เจ้าหน้าที่ซามูเอลไม่ได้เอะใจอะไร

                 “เธอนี่มันเหลือทนจริงๆ บรี ลาร์สัน" เจ้าหน้าที่ซามูเอลเปิดแฟ้มประวัติ "ฉันจะไม่รอช้าจนเธอหนีไปได้อีก เพราะจากประวัติการก่อโจรกรรมในรัฐมอนเทอเรย์ มีคดีของเธอกับขบวนการทั้งสองคนทั้งหมดประมาณเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ มันเพียงพอแล้วกับการจับเธอขังคุก”

                “อย่างน้อยก็เหลือตั้งศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์"

                “และที่เหลืออีกศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็คือแมวของเธอเจ้ากูส” เจ้าหน้าที่ซามูเอลหยิบแฟ้มประวัติบันทึกประจำวันอีกแฟ้มขึ้นมาเปิดอ่าน “มีคนแจ้งความว่าแมวสีส้มตัวอ้วนเข้าไปขโมยปลาในซูปเปอร์มาเก็ตเกือบทุกวัน และแน่นอนว่าต้องเป็นแมวของเธอ”

                “มีแมวสีส้มตัวอ้วนเยอะแยะไป”

                “พวกเขาบอกว่าที่ปลอกคอของมันสลักชื่อว่า กูส”

                ฉันนิ่ง และลืมคิดไปว่ากูสปลอมชื่อตัวเองไม่ได้ “อ่า...ไม่เถียงก็ได้ค่ะ แต่ที่นี่ไม่มีคุกสำหรับแมวใช่ไหม?”

                “แต่คุกสำหรับเธอ มีแน่นอน” 

                “เฮ้ๆๆ เดี๋ยวก่อนสิ แล้วเจ้ากูสล่ะ เกิดพวกคุณเอามันไปต้มยำทำแกงล่ะจะว่าไง? ฉันยอมไม่ได้หรอกนะ ฉันก็รักแมวของฉัน เลี้ยงมันมาตั้งแต่ตัวเท่าหัวแม่โป้งจนพุงพลุ้ยน่ารักน่าหยิกขนาดนี้ คุณรู้ไหม ฉันเสียค่าอาหาร ค่าวัคซีน ค่ายาตอนมันท้องร่วงเพราะกินทูน่าบูดไปตั้งเท่าไหร่ ฉันไม่ยอมทิ้งมันให้อยู่โดดเดี่ยวแน่ๆ”

                 "ฉันจะตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ให้มัน แต่ติดที่มันเป็นแมว ฉันจึงจะปล่อยมันไป และฉันจะไม่ฟังเธอพล่ามอะไรทั้งนั้นลาร์สัน ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่สกาเล็ตที่เข้ามาช่วยจับโจรอย่างเธอได้สำเร็จ”

                 “จริงสิ คุณรู้เห็นเป็นใจกับเธอเหรอ?”

                 “ฉันไม่ใช่คนร้าย และเธอไม่มีสิทธิสอบสวนฉัน”

                 “คุณไม่รู้สินะ ว่าเธอใช่วิธีไหน” ฉันไม่ได้กลัวหรือกังวล เพราะไม่ว่าบรีจะพูดอะไรออกไปเจ้าหน้าที่ซามูเอลคงไม่เชื่อ

                “เรื่องขั้นตอนหรือกระบวนการเป็นหน้าที่สกาเล็ต หน้าที่ของฉันมีแค่พาเธอเข้าคุกได้แบบคาหนังคาเขา และมันเกิดขึ้นแล้ว”

                 "โอเค ไม่เป็นไรค่ะ" บรีตัดบทและไม่พูดอะไรเกี่ยวกับฉันต่อ "ตอนนี้ฉันอยากขอโทรศัพท์หาแม่ ฉันขอสิทธินั้นก่อนเข้าคุกได้ไหม?"

                  เจ้าหน้าที่ซามูเอลเลื่อนโทรศัพท์มาให้และยกยิ้ม "ถ้าจะเรียกทนายก็ไม่มีผลหรอก เธอผิดเต็มประตู ไม่รอดแน่ๆ"

                  บรีกดเบอร์โทรออกด้วยความทุลักทุเลเพราะกุญแจมือทำให้เธอเจ็บ "แม่คะ นี่หนูเอง ตอนนี้หนูอยู่ที่โรงพัก แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ แค่ส่งเงินที่หนูทิ้งไว้ในซองสีน้ำตาลไปที่เบอร์ xxxxx ของแม่ก็พอ แม่จะได้เก็บไว้ใช่ค่ะ แค่นี้นะคะแม่"

                  ฉันฟังบรีคุยโทรศัพท์ และคิดว่าเรื่องทุกอย่างคงจบลงเพียงเท่านี้ บรีจะต้องรับโทษและฉันก็แค่ปิดคดีนี้ได้อย่างสวยงาม ฉันปลีกตัวเดินออกมาข้างนอกเพื่อสูดอากาศคลายความเหนื่อยล้า แต่จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น พร้อมไฟล์วีดีโอเสียงไฟล์หนึ่งถูกส่งมาโดยเบอร์ที่ไม่ทราบชื่อ ฉันเปิดฟังก่อนจะเบิกตาโตด้วยความตกใจ มันคือไฟล์คลิปเสียงของบรีกับฉัน ขณะที่เราสองคนอยู่ด้วยกันในห้องเมื่อคืนนี้ เสียงหยอดคำหวาน และประโยคที่เอ่ยต่อกันอย่างสนิทสนมลึกซึ้งที่ใครฟังก็รู้ว่าเป็นบรีกับฉัน มันชัดเจนราวกับถูกจงใจดักฟังเอาไว้แล้ว

                    ช่วยบรีซะ จากนั้นเราจะคุยกันดีๆ ไม่อย่างนั้นคลิปนี้ถูกเผยแพร่ไปทั้งโรงพักแน่ๆ—ข้อความที่ถูกส่งตามมาทำให้ฉันใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

                    "เวรแล้ว..." ฉันหันหลังกลับไปมองบรีที่ถูกคุมตัวออกมาด้านนอก หอบหายใจถี่อย่างโมโหเมื่อรู้ตัวว่าถูกตลบหลังจากนักต้มตุ๋นตัวร้ายที่กำลังส่งยิ้มมาให้อย่างยียวนกวนประสาท ไอ้หน้าหมา ฉันคิดในใจ และกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

                  "เจ้าหน้าที่ซามูเอลครับ เชิญทางนี้สักครู่"

                   "มีอะไร?"

                    "รปภ.คนนั้นให้การว่าลาร์สันไม่ใช่คนร้ายครับ"

                    "อะไรนะ!!!" ฉันขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ยิน และเจ้าหน้าที่ซามูเอลคงไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน ทุกอย่างกลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้ก็เพราะเจ้าของเบอร์ปริศนาที่ส่งไฟล์เสียงนั้นมาแน่ๆ และคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคริสและเทสซ่า ทุกคนเตรียมการตลบหลังเอาไว้หมดแล้ว

                    "พนักงานทุกคนก็ด้วยครับ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขายืนยันเหมือนกันว่าลาร์สันแค่ไปซื้อของที่ร้าน ไม่ได้มีผู้ร่วมขบวนการทั้งสองคนนั้นไปด้วย แถมยังมีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลาร์สันยืนยันว่าลาร์สันไม่ได้ขโมยของ แต่โจรที่ขโมยเครื่องเพชรเป็นโจรอีกกลุ่มนึงที่หนีไปก่อนหน้านั้นแล้ว"

                    "ไม่จริง!"

                    "ผมก็อยากเชื่ออย่างนั้น แต่ทุกคนยืนยันเสียงแข็งว่าลาร์สันไม่ใช่โจรจริงๆ จะทำยังไงดีครับ?"

                   เจ้าหน้าที่ซามูเอลรีบปลีกตัวออกไป และแล้วเราก็ได้อยู่กันตามลำพังเพื่อเคลียร์สถานการณ์วายป่วงนี้ บรีแสร้งทำหน้าซื่อ เซ่อซ่าจนฉันอยากสับคอให้สลบไปอีกครั้งเพราะความเอาตัวรอดเก่งด้วยวิธีสกปรกนี้ 

                  "เธอทำได้ยังไง?"

                     "อ่า...ให้ตายเถอะสกาเล็ต ฉันอยากจะร้องไห้มากเลยนะรู้ไหม? เพราะเมื่อกี้เธอสับคอฉันจนสลบอย่างกับนาตาชา โรมานอฟเลยทำโหดร้ายรุนแรงกับฉันแบบนี้ ไหนบอกว่าจะรักฉันไงล่ะ?” 

                   เธอเปลี่ยนเรื่อง “นี่ บรี ลาร์สัน ฉันถามว่าเธอทำได้ยังไง?”

                   “ไม่เรียกว่าแครอลล่ะ?”

                   ฉันมืดแปดด้าน "เธอรู้อยู่แก่ใจว่าเธอทำ"

                    "ฉันไปยอมรับตอนไหนว่าทำ จู่ๆ เธอก็จับฉันใส่กุญแจมือ พามาที่นี่ กล่าวหาฉันต่างๆ นานา จะเอาจังหวะไหนไปแก้ตัวได้ล่ะ?" บรียักไหล่ "แค่ไปซื้อแหวนให้เธอ เพื่อที่จะได้ให้ตอนไปดินเนอร์กันมันผิดตรงไหนนะ?"

                    "เธอโกหก"

                    "ใบเสร็จก็มี ปากคำก็เพียบ"

                    "ฉันเลยถามนี่ไง ว่าเธอทำแบบนี้ได้ยังไง?"

                    "ช่วยฉันก่อนสิ แล้วจะอธิบายให้ฟัง" บรีหันไปมองกูสที่ถูกปล่อยออกจากกรงมาแล้ว "ขอทูน่ากระป๋องนึงด้วยนะ กูสคงหิวแย่"

                    "เธอนี่มัน...ร้ายจริงๆ"

                     "ร้าย แต่ก็น่ารักใช่ไหมล่ะ?" บรีส่งยิ้มกวนประสาทมาให้อีกครั้ง แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันน่ารักจริงๆ 

                     "นี่เล่นงานฉันกลับเหรอ?"

                     "ทีนี้เธอเห็นรึยังล่ะ ว่าเราเหมาะสมกันขนาดไหน?"

                      "มีอะไรที่มันเป็นเรื่องจริงบ้างบรี?"

                       และน่าแปลกเมื่อจู่ๆ บรีก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง "ฉันชอบเธอไงสกาเล็ต ชอบจริงๆ"


                     ฉันพลาดเอง และฉันอยากจะบ้าตายกับความวายป่วงที่เกิดขึ้น

                      ฉันอยากจะบ้าตายที่เอาผิดหัวขโมยคนนี้ไม่ได้ 

                      ฉันอยากจะบ้าตาย ที่กำลังรู้สึกดีกับจอมโจรคนนี้เช่นกัน

                   


                   ถ้าเรื่องนี้ถูกตั้งชื่อเป็นหนัง ฉันจะตั้งชื่อว่า the thing nobody told you about Brie.

                    นี่แหละคือศิลปะในการเป็นโจรของฉัน 






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #18 ช้างเขียว (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 15:12

    เกียดดดดดดมันนนนนนนนนนน

    หน้าเป็นอะไรเบอร์นั้น ฮืออออ สงสารคุมตำหนวด เค้าแค่มาทำงานง่ะ

    ถ้าแกยอมๆรับโทษไป เพราะแกผิดจริง อยู่ในคุกก็จีบเค้าไป เพราะเค้ามีใจ ไงเดี๋ยวเค้าก็มาเยี่ยม

    ออกมาก็กลับตัวกลับไปใจ แฮปี้ เอเวอร์ อัฟเต้ออออ เนี้ยยยยย แต่แกทำให้เรื่องมันย้ากกกก ฮืออออออออ

    #18
    0
  2. #17 BUGATIMUJI (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 11:28
    ไรท์กลับมาต่อแล้วคิดถึงมาก ตอนนี้คือลุ้นหนักมากว่าบรีจะหนียังไงละสการ์เล็ตก็จริงจังมากว่าจะจับบรี ชอบเรื่องแนวนี้อะ ขอบคุณไรท์ที่กลับมาเขียนต่อนะ รอตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #17
    0
  3. #16 Ryojin29 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 23:21
    นี่ลุ้นกับบรีมาก เกือบไม่รอดแล้วไหม เรื่องนี้คุณสการ์เล็ตน่าเอ็นดูจังคะ
    #16
    0
  4. #15 rubble_z (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 22:37
    เริ่มต้นแล้วสิ กิ๊วๆ
    #15
    0
  5. #14 Me68 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 19:19
    กรี๊ดดดด ไรท์กลับมาต่อแล้วว คุณสกาเล็ทเนี่ยเหมาะสมแล้วกับเจ้าโจรบรี5555
    #14
    0