Shhhh ! (beexcris)

ตอนที่ 14 : Episode 13 : Save your tears for another day

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 393
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    28 ก.ค. 63

B
E
R
L
I
N



Episode 13 

Save your tears for another day






           ถ้า Secret Weapon คือชีวิตของพี่คริส การได้ไปนิวยอร์กคงเป็นความฝันของบี

 

                คริสชอบแววตาเป็นประกายของบีเวลาพูดถึงจุดหมายที่ต้องการจะไป บีไม่ใช่คนประเภทชอบหยุดอยู่กับที่และพร้อมเดินไปในทางใหม่ๆ หากพบเจอโอกาสที่ดีกว่า บีไม่เคยตั้งคำถามให้กับชีวิต ไม่เคยต้องสงสัยหรือเสแสร้งแกล้งทำ แม้การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดอาจดูเหมือนไร้ความรับผิดชอบสำหรับคนอื่นแต่การที่บีจริงใจกับความต้องการของตัวเองคือสิ่งที่คริสชอบ  อย่างการตัดสินใจเลือกเดินออกมาจากวทานิกานั้นอาจเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการเดินตามความฝันของบี รวมทั้งระยะเวลาที่เลือกตัดสินใจมาอยู่กับ Secret Weapon ก็เช่นกัน บีย้ายตัวเองไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยบ่อยครั้งเพื่อได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างก่อนไปจากที่นั่นเสมอ

                เพราะแบบนี้ บีจึงเหมาะกับการเป็นแมวจรจัดมากกว่าแมวมีปลอกคอ

                “ไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลย

               “รู้สึกยังไง?”

                “รู้สึกอยากทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด มันยากสำหรับคนไม่มีความรับผิดชอบแบบบีเหมือนกันนะ

               อย่างที่บอกบีมักได้อะไรบางอย่างกลับมาจากทุกๆ ที่ที่เคยไป อาจเป็นผลประโยชน์บางประการหรือบทเรียนบางอย่าง เช่นครั้งนี้ หากคริสไม่ขอร้องให้บีหยุดสงครามปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายก้าวสู่ความพังพินาศ คาวไปด้วยกลิ่นของการทรยศหักหลังอย่างไม่มีวันจบสิ้นซึ่งคงไม่มีใครในสังคมนี้ยอมรับได้ หากเป็นเช่นนั้น บีไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเหลือโอกาสได้ทำตามความฝันของตัวเองหรือไม่? การทำอะไรตามใจตัวเองและพร้อมต่อสู้เพื่อเอาคืนทุกคนที่เข้ามาทำลายสิ่งที่รักไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป คริสสอนบีไว้อย่างนั้น  

               “ทำไมพี่คริสถึงเห็นด้วยกับบี?”

               “พี่เคารพในการตัดสินใจของบี และพี่อยากทำเพื่อบีบ้าง

                “ทำไม?”

               “เพราะบีทำทุกอย่างเพื่อพี่มาตลอดไงล่ะ

               คริสหวังว่าคำปลอบประโลมนี้จะทำให้บีสบายใจขึ้น ในเมื่อบียอมจบสงครามระหว่างวทานิกาตามความปรารถนาของคริสแล้ว คริสก็จะทำตามความปรารถนาของบีเช่นกัน ซึ่งการแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งในจังหวะเวลาที่เหมาะสมกว่านี้อาจเป็นความปรารถนาของบี

                คริสเชื่อว่าจากนี้ต้องมีทางไปต่อ แต่คำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้คือเส้นทางนั้นจะนำไปสู่อะไร?

               “พี่คริส ช่วยบอกว่าไม่เห็นด้วยกับบีแล้วกลับไปทำตามใจตัวเองเหมือนที่เราทำกันมาตลอดก็ได้นะ

               “เราควรได้รับการให้อภัยและควรทำให้เรื่องทั้งหมดมันถูกต้องสักที นี่คือความต้องการของเราสองคนไม่ใช่เหรอ?"

               “นี่คือทางที่ถูกต้องที่สุดแล้วใช่ไหม?”

               “ไม่ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นพี่จะอยู่ข้างบีเสมอคริสยกมือขึ้นลูบผมบีเบาๆ เพื่อให้รู้สึกอุ่นใจ พี่จะทำอย่างนั้น เหมือนในวันที่บีอยู่ข้างพี่มาตลอด

               ทั้งสองเดินทางมาไกลจากความสัมพันธ์หลบซ่อนตั้งแต่รู้ตัวว่ารักกัน เมื่อมาสู่ทางแยกแม้ใจอยากเดินด้วยกันต่อไปแต่ปัจจัยหลายอย่างส่งผลให้ต้องแยกจาก แน่นอนทั้งสองไม่ได้หนีแต่กำลังเดินไปตามทางของตัวเอง ไปยังถนนคนละสายเพื่อสักวันจะหวนกลับมาบรรจบที่ถนนสายเดียวกันอีกครั้ง หากไม่ยอมแพ้กลางทางทุกความสัมพันธ์จะมีหนทางไปต่อเสมอไม่ว่าทางนั้นจะนำไปสู่อะไรและแม้ต้องเดินทางอีกยาวไกลจนไม่รู้ว่าเมื่อไรเวลานั้นจะมาถึงแต่คริสมั่นใจว่ามันจะคุ้มค่าต่อการรอคอย

                 กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกวางไว้รอการล่ำลา คริสใช้ผ้าพันคอผืนหนาห่มคลุมให้บี เมื่อแมวจรจัดต้องออกไปเผชิญโลกกว้างตามลำพังคริสหวังว่ามันจะสบายดีเหมือนตอนได้อยู่กับเธอ ที่นั่นต้องหนาวมากแน่ๆ ดูแลตัวเองนะบี

                บีรวบมือของคริสไปกุมไว้ พี่คริสก็อย่าทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนล่ะ

                “ยากเลยนะ ถ้าจะไม่ให้พี่ทำงานหนัก

                “อันนี้จริงจังนะบีอยู่คอยเป็นห่วงพี่คริสไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว ช่วยดูแลตัวเองดีๆ เพื่อบีด้วยได้ไหม?”

                “โอเค รู้แล้วค่ะพี่บีคริสเอ่ยหยอกล้อจนบีหลุดยิ้มออกมา

                “แหม ทำไมไม่น่ารักแบบนี้ตั้งแต่แรก ทำไมถึงดื้อใส่บีมาตั้งนาน?"

                นั่นเป็นคำถามที่คริสก็สงสัยว่าหากไม่เลือกปฏิเสธความรู้สึกตัวเองตั้งแต่แรกเรื่องราวจะลงเอยได้ราบรื่นกว่านี้รึเปล่า? “พี่คงรู้ตัวช้าเกินไปล่ะมั้ง ช้าทุกเรื่องเลย...

                “ไม่หรอก ยกเว้นไว้เรื่องนึงแล้วกัน”

                “เรื่องอะไร?”

                “ก็...เรื่องที่พี่คริสรักบีไงบีคงไม่อยากเห็นคริสเป็นกังวลอีกแล้วจึงคอยส่งยิ้มให้เสมอ ทิ้งจังหวะเวลาให้ความรู้สึกได้คุยกัน บีขยับเข้ามาใกล้จ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของคริส และสิ่งที่บีอยากเห็น ก็คือการเห็นพี่คริสยิ้มให้บีแบบนี้ไปเรื่อยๆ

                “พูดเลี่ยนๆ แบบนี้มีจุดประสงค์อะไรรึเปล่า?

                “อะไร บีไม่เคยโกหกพี่คริสนะ บีพูดจริงๆบีกำลังเอ่ยคำพูดธรรมดาคำหนึ่ง แต่กลับทำให้รู้สึกถูกผูกมัดหัวใจทั้งดวงเอาไว้กับบีด้วยคำพูดนี้  พี่คริส...รอบีนะ

 

               นี่คือพันธนาการที่คริสเคยเกลียดรึเปล่า?

               แต่ทำไมทั้งสองต่างผูกพันธนาการซึ่งกันและกันไว้ได้ โดยไม่ต้องใช้แหวนสักวง?

 

                  "อื้ม รอสิ"

 

                หรือสิ่งที่ผูกมัดเราได้แน่นกว่าสถานะความสัมพันธ์ใดๆ คือช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้ใช้ด้วยกัน

                และไม่ต้องการให้มันหายไปแม้แต่วินาทีเดียว?

 

                คริสไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครแม้แต่คนที่เคยสวมแหวนแห่งพันธนาการให้กับเธอ ความรู้สึกที่ตรงกันของคนสองคนทำให้คริสไม่ต้องตั้งคำถามอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์นี้อีกแล้ว แต่คงมีเพียงคำถามเดียวต่อจากนี้ การจากลาเพื่อพบกันใหม่มันไม่ได้เลวร้ายใช่หรือไม่หากทั้งสองยังคงมั่นใจซึ่งกันและกันว่ายังรู้สึกเหมือนเช่นเดิม?

                 “หวังว่าเราจะไม่ร้องไห้ใส่กันนะ

                “เก็บน้ำตาเอาไว้ใช้วันอื่นดีกว่า

                 บีขมวดคิ้ว วันไหน?"

                 "ไม่รู้หรอก ก็ในสักวัน..."

                 “วันที่เราเจอกันอีกครั้ง หรือวันที่พี่คริสไม่รักบีเหมือนเดิมแล้ว?”

                 “ต้องเป็นวันที่เราเจอกันอีกครั้งอยู่แล้วไหมล่ะ?”

                 “โอเค ถ้าอย่างนั้น บีจะนับวันรอเห็นน้ำตาของพี่คริสในตอนนั้นนะบีอ้าแขนและส่งยิ้มยียวนให้ หลังจากสิ้นเสียงประกาศจากสายการบินจังหวะล่ำลาของทั้งคู่ก็ได้จบลง เรามากอดกันอีกสักครั้งไหม?"

                 คริสโผเข้ากอดบีอย่างแนบแน่นกว่าการกอดในครั้งแรก ซบลงไปในอ้อมอกนั้นและอยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้ให้นาน "อย่าสนุกกับชีวิตใหม่จนลืมพี่ล่ะ"

                 "จะลืมได้ยังไง..."

                 หากไม่ได้รู้สึกไปเองคริสรับรู้ได้ว่าบีกำลังร้องไห้ แต่ทั้งสองต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การกอดลาแต่เป็นการกอดครั้งสุดท้ายก่อนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง แม้นึกภาพในวันที่ไม่มีบีไม่ออก แต่คริสเชื่อว่าการยอมรับและมองทุกอย่างตามความเป็นจริงคงทำให้เรื่องทุกอย่างดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในประโยคสุดท้ายที่บีทิ้งท้ายเอาไว้ยิ่งทำให้คริสมั่นใจในความสัมพันธ์ครั้งนี้

              "บีรักพี่คริส บ้านของบีคือพี่คริส ไม่มีใครแทนที่พี่คริสได้หรอก"

 

              บีให้คำสัญญากับโลกทั้งใบของตัวเองไว้ในวันนั้น และคริสก็เชื่อมันอย่างเต็มหัวใจ

 

  

 

 

           ระยะวลาแค่ไม่กี่เดือน ไม่นานมากพอให้ความสัมพันธ์ของคริสและบีเปลี่ยนแปลงไป 

                 ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ แต่ในช่วงเวลาที่บีจากไปกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการไม่ต้องทำสงครามกับใครอีก ทั้งพีทและวทานิกาไม่วนเวียนเข้ามาทำให้ชีวิตต้องปั่นป่วน ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกหลังจากความลับถูกเปิดเผยและความจริงได้ทำหน้าที่ของมัน ด้วยงานที่รัดตัวแน่นหนาจากคอลเลคชั่นใหม่ที่ต้องเร่งให้เสร็จสมบูรณ์ทุกอย่างราบรื่นมากเสียจนไม่รู้สึกถึงสัญญาณร้าย เมื่อลมพายุสงบเราควรสบายใจแต่ไม่ใช่ชะล่าใจ หากเป็นเมื่อก่อนคริสจะพร้อมรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันเสมอ แต่การแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตและรอให้เวลาช่วยเยียวยาความผิดพลาดไปพร้อมกับพิสูจน์ความสัมพันธ์ คริสรู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ทำแบบนี้ และหวังว่าบีจะรู้สึกเช่นกัน

                 เป็นอีกหนึ่งวันที่ปลายสายถอนหายใจใส่และพูดประโยคที่ฟังทีไรก็ยิ้มได้เสมอ 

                 โคตรคิดถึงพี่คริสเลย ไว้ถ้าจบเรื่องเซ็นสัญญาเมื่อไหร่บีกลับไทยไปหาพี่คริสดีไหม?”

                 “หลังจากนั้นบีคงงานยุ่งแล้วล่ะ บินไปบินมาให้เหนื่อยทำไม รอให้มีเวลาว่างกว่านี้ก่อนก็ได้นะ

                 “แล้วถ้าบีกลับไปวันเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของพี่คริสล่ะ ดีไหม?” คริสชอบเวลาบีกำลังขอคำปรึกษา ราวกับคริสสามารถเป็นที่พึ่งพาให้ได้ในทุกๆ เรื่องทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์และนับว่ามันเป็นอีกหนึ่งความรู้สึกที่คริสไม่เคยเจอ

                 “คงอีกสักพักใหญ่ เอาไว้ค่อยคิดก็ได้ปลายสายเงียบไป “...มีอะไรรึเปล่า?"

                 “คิดดูแล้ว บียังไม่มั่นใจว่าถ้ากลับไปแล้วจะเป็นยังไง บีไม่อยากให้สถานการณ์ที่มันดีอยู่แล้วต้องแย่ลงไปอีก พี่คริสพอเข้าใจไหม?”

                 “ทำไมจะไม่เข้าใจ รู้ไหม? พี่ชอบที่บีไม่ทำตามใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อนและใช้เหตุผลในการตัดสินใจแบบนี้นะ

                  "พอต้องมีความรับผิดชอบ บีคงโตขึ้นล่ะมั้ง"

                  “ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน พี่คิดว่าทุกอย่างตอนนี้มันดีมากเลยนะ

                   “แต่พี่คริส ทำไมความสัมพันธ์ของเราต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นแบบนี้ด้วยนะ?”

                   “เพราะเราเริ่มต้นกันมาแบบผิดๆ ไงบี”

                   ไม่มีอะไรลบล้างเรื่องนี้ได้เลยเหรอ?”

                   “คงมี แต่คงต้องใช้เวลา

                   “แล้วมีอะไรลบล้างความคิดถึงที่บีมีให้พี่คริสได้รึเปล่า? เวลาคงไม่ช่วยหรอกนะ"

                   "ตัดปัญหาดีไหม?"

                   "ยังไง?"

                   "เสร็จงานเมื่อไหร่ พี่จะไปหาบีเอง"

                    แม้ไม่เห็นหน้า แต่น้ำเสียงสดใสทำให้คริสรู้สึกได้ว่าบีกำลังดีใจ "เอาอย่างนั้นเหรอ?"

                   "ใช่ ตอนนี้บีแค่โฟกัสกับงานตรงนั้นให้มากๆ ก็พอ โอเคไหม?"

                   "ได้สิ บีจะบ้างานให้เท่าพี่คริสเลย คอยดู"

                   "ขอให้ทุกอย่างตรงนั้นเป็นได้ด้วยดีนะบี

                   "และขอให้พี่คริสยังรักบีเหมือนเดิม"

                   "อย่าพูดเหมือนไม่รู้ว่าพี่รักบีได้ป่ะ?"

                   "ก็นึกถึงใจคนที่รอคำว่ารักจากพี่คริสมาตลอดสิ พอได้ฟังแล้วก็อยากฟังอีกแบบนี้แหละ"

                   บางทีแมวจรจัดตัวนี้ก็น่ารักกว่าที่เคยคาดคิดเอาไว้ คริสหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีเช่นนี้เสมอไป แม้ความสัมพันธ์นี้อาจเริ่มต้นมาได้ไม่ยาวนานนักแต่คริสอยากทำให้บีรู้สึกอยู่เสมอว่าได้รับความรักจากคริสไปมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับวันนั้นที่บีเคยรอคอย หากบีอยู่ตรงนั้นอย่างมีความสุขคริสก็จะมีความสุขเช่นกัน อาจเพราะความรู้สึกที่ยังคงเดิมและความหวังที่จะได้กลับมาเจอกันในจังหวะเวลาที่เหมาะสมทำให้การรอคอยไม่ทรมานจนเกินไปนัก

            ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจว่าความรักคืออะไร แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทั้งสองต่างบอกรักกันเสมอเมื่อมีโอกาส

 


                  แต่หากความสัมพันธ์ของทั้งสองแปรเปลี่ยนจากการหลบซ่อนกลับกลายมาเป็นความรักได้ หลังจากนี้มันจะเปลี่ยนแปรไปในทิศทางใดอีกในเมื่อเรื่องบางเรื่องก็อยู่เหนือการควบคุม? อย่างเช่นในวันนี้ ที่จู่ๆ ก็มีพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำเข้ามาใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว หลังจากได้รับสายจากทีมงานว่ามีคนมาขอพบและคนคนนั้นคือ วทานิกา

                  คริสเริ่มเข้าใจในสิ่งที่บีพูดเอาไว้ว่าทำไมความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องขึ้นอยู่กับคนอื่น เพราะน่าแปลกเมื่อคริสเกิดรู้สึกกังวลว่าสงครามจะกลับมาประทุอีกครั้งหลังจากที่เคยคิดว่ามันจบไปแล้ว

                  “เป็นยังไงบ้าง หลังจากหนักใจกับฉันมาตลอด?วทานิกาส่งยิ้มเมื่อเข้ามาในห้องทำงาน

                  “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอควรมานะ

                  “ไม่เห็นจะเป็นอะไร มันก็เหมือนกับที่เธอเคยไปเหยียบวทานิกาถึงที่แค่เพราะอยากสู้เพื่อบีความรักของเธอวทานิกายิ้มเยาะ จะอ้วกเนอะ ว่าไหม?”

                  “ลองหัดรักใครซะสิ จะได้เข้าใจ" วทานิกาเพียงส่งยิ้มยิ่งทำให้คริสไม่รู้จุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ “...แล้วเธออยากสู้เพื่อใครล่ะถึงมาที่นี่?”

                 “เปล่าหรอก ฉันมาเพราะฉันเกลียดเธอ"

                 “ไม่แปลกใจที่ได้ยินแบบนี้

                 “แน่อยู่แล้ว เราต่างก็เกลียดกันนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงคราม

                 “ที่ผ่านมาคงไม่ได้มองว่าฉันเป็นแค่คู่แข่งทางธุรกิจแต่เป็นคู่แข่งในเรื่องอื่นด้วยใช่ไหม?”

                 “เธอกำลังรู้สึกว่าเป็นผู้ชนะเหรอ?”

                 “แล้วเราแข่งอะไรกันอยู่ล่ะ?” วทานิกาไม่ตอบแต่ถือวิสาสะนั่งลงที่โซฟาและรินไวน์ของคริสดื่ม "กินแก้วเดียวกันมันไร้มารยาทไปหน่อยนะ"

                  "พูดเหมือนเราไม่เคยทำอย่างนั้นแหละ ถ้าคิดไม่ออกว่าเราเคยกินอะไรร่วมกัน...ก็ลองคิดถึงบีดูสิ" คริสวางมือจากงานตรงหน้าเมื่อรู้สึกถูกกวนประสาท หลังจากที่ไม่ได้แข่งขันกันมานานนี่อาจเป็นชัยชนะแรกของวทานิกาในวันนี้

                 "ยังไม่จบอีกเหรอ?"

                 "จริงๆ แล้วฉันมาที่นี่เพราะมีเรื่องค้างคาอยากจะถามเธอ"

                 “รีบพูดล่ะ ฉันมีเวลาทำตัวไร้สาระไม่มากนัก

                 "ฉันแค่อยากรู้เหตุผลที่เธอให้บีเดินชุดฟินาเล่ของ Secret weapon ทั้งๆ ที่เธอรู้ดีว่าบียังไม่ไปจากฉัน เธอทำแบบนั้นเพราะตั้งใจหักหน้าให้ฉันต้องเจ็บอยู่แล้วใช่ไหม มันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามรึเปล่า?"

                 ไม่มีใครเป็นสีขาวหรือสีดำได้ร้อยเปอร์เซ็นอยู่แล้ว คริสยอมรับว่า ณ ตอนนั้นในวันที่ยังเห็นบีเป็นแค่อาวุธสำคัญ เธอต้องการฟาดฟันกับวทานิกาด้วยทุกวิถีทางเช่นกัน "เธอไม่ใช่คนโง่หนิ ถ้าให้พูดตามตรง...ก็ใช่"

                 "นั่นแปลว่าเธอเริ่มเกมสกปรกกับฉันก่อนและฉันก็ไม่ผิดที่ต้องหาทางเอาคืนถูกไหม? ทั้งการทำให้เธอถูกเพื่อนสนิทหักหลัง การมองหน้าอดีตคู่หมั้นไม่ติดและการที่บีต้องไปจากเธอเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ถ้าลองย้อนมองสิ่งที่เธอเคยทำกับฉันไว้ เธอควรยอมรับว่าเพราะเธอนั่นแหละที่จุดชนวนจนทำให้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นแบบนี้"

                 "ถึงเธอจะเล่นสกปรกกลับมาไม่ต่างกัน แต่อะไรที่เป็นความผิดของฉันฉันรับมันไว้ทั้งหมดแล้ว ได้ฟังแบบนี้หวังว่าจะสบายใจขึ้นนะ"

                 “ใช่ ฉันสบายใจ เอาล่ะศิริน มีเรื่องที่เธอควรรู้ไว้เพราะฉันไม่อยากมีอะไรค้างคากับเธออีก" วทานิกายิ้มอย่างพอใจ รินไวน์ใส่แก้วและลุกขึ้นเดินเข้ามาหา เธอคิดว่าเรื่องของเธอกับบีเป็นความลับมาตลอดเหรอ?”

                  “หมายความว่ายังไง?”

                 “เธอรู้ดีว่าฉันไม่ใช่คนโง่หนิ

                 “แล้วเธอรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ?”

                 “จะตกใจรึเปล่าถ้าฉันบอกว่าตั้งแต่วันแรกที่พวกเธอเจอกัน?” วทานิกาแสร้งทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ตอนไหนกันนะ น่าจะเป็นบาร์ลับริมหาดที่ภูเก็ตแน่ๆ บรรยากาศมันคงโรแมนติกมากใช่ไหม?”

                 “เธอรู้ได้ยังไง?”

                 "นั่นไม่ใช่ประเด็นหรอก เพราะสิ่งสำคัญที่เธอควรรู้ก็คือฉันเจอบีครั้งแรกที่นั่นเหมือนกัน

                 คริสนิ่งไปเมื่อได้ยิน ความสับสนเริ่มถาโถมเข้าใส่เมื่อไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรกันแน่ ถ้าจะมาเพื่อปั่นหัวกันเล่นๆ ก็กลับไปเถอะ

                 แต่วทานิกาไม่ฟังและเอ่ยต่อไปวันนั้นในงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ ในวันที่บีมีแค่ตัวเปล่าและอยู่ในสังกัดโมเดลลิ่งไร้ชื่อเสียง มีสิทธิใส่แค่ชุดธรรมดาไม่ใช่ฟินาเล่ ไม่มีอะไรให้น่าสนใจและไม่มีอะไรให้น่าดึงดูดเลยสักนิด วันนั้นบีเดินเข้ามาหาฉัน นั่งลงข้างๆ และเริ่มบทสนทนาด้วยการขอชนแก้วซึ่งฉันคิดว่าบีคงทำแบบนั้นกับเธอเหมือนกันสินะ?”

                แม้จริงอย่างที่วทานิกาบอกทุกอย่าง แต่คริสเลือกที่จะไม่หลงกล เราไม่เหมือนกันหรอกวทานิกา

                 “ยอมรับเถอะศิริน เราเหมือนกันเพราะเราต่างเคยรับบทเป็นบ้านหลังใหม่ของแมวจรจัดด้วยกันทั้งคู่ไงล่ะ

                 “บีไม่ใช่แบบที่เธอคิดอีกแล้ว

                 “แค่เพราะบีบอกว่ารักเธอน่ะเหรอ? แปลกดีนะ เพราะบีก็เคยบอกว่ารักฉันเหมือนกัน แถมก่อนหน้านั้นก็ไม่รู้ว่าใครอีกบ้างที่ได้ฟังคำว่ารักจากบี เราสองคนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบีทำแบบนี้มาแล้วกี่คน

                 “เธอต้องการอะไรพูดมาตรงๆ ดีกว่า

                 “เชื่อฉันเถอะศิรินในฐานะที่เคยสัมผัสแมวจรจัดตัวนี้มาก่อน คำแนะนำเดียวของฉันคืออย่าปล่อยให้ถึงวันที่มันทำร้ายเธอได้ แมวจรจัดยังไงก็เป็นแมวจรจัดอยู่วันยันค่ำ มันไม่มีทางรักใครจริง เธออาจจะต้องเจ็บหนักเหมือนอย่างที่ฉันเคยเจอ อันที่จริงฉันอยากเห็นเธอเจ็บเหมือนกันนะ แต่ฉันอยากขอเตือนเธอด้วยความหวังดีมากกว่า

                  “หวังดีหรือแค่อยากเล่นสนุกกับความรู้สึกของคนอื่น?”

                  “ครั้งนี้เธอควรเชื่อนะ ว่าฉันไม่ได้โกหก

                  “นี่คงเป็นความต้องการของเธอมาตั้งแต่แรกใช่ไหม?”

                  “เรื่องไหนล่ะ?”

                  “เรื่องทั้งหมดที่เธอทำหลังจากรู้ความลับของฉัน

                  วทานิกาหัวเราะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสงครามของเราหรอก ฉันแค่อยากรู้เฉยๆ ว่าแมวจรจัดตัวนี้จะรักเธอจริงอย่างที่พูดรึเปล่า?”

                  “และเธอก็อยากเอาชนะฉันมากๆ”

                  “ใช่ ฉันคงรู้สึกชนะมากๆ ถ้ามันไม่ได้รักเธอจริงๆ" วทานิกาส่งยิ้มราวกับมั่นใจว่าจะเป็นผู้ชนะในเร็วๆ นี้ "จากประสบการณ์ของฉัน การปล่อยแมวจรจัดให้ออกไปเผชิญโลกภายนอกตามลำพังมันอันตรายมากนะ เพราะมันง่ายต่อการที่มันจะไม่กลับมาหาเธออีกเลย

                   คริสเริ่มรู้จักตัวตนของวทานิกามากขึ้นก็วันนี้ เช่น การจมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีตและไม่ยอมเดินหน้าต่อไปง่ายๆ หากอีกฝ่ายยังไม่เจ็บปวดยิ่งกว่า "คิดว่าบีจะทำกับฉันเหมือนที่ทำกับเธอเหรอ?"

                   "เธอเอาอะไรไปมั่นใจในตัวบีขนาดนั้น อย่ายอมทิ้งโลกความเป็นจริงของตัวเองเพื่อใครสักคนสิ แค่คำว่ารักมันไม่เพียงพอที่จะทำให้ใครอยู่กับเธอตลอดไปหรอก ในวันที่เธอรักบีหมดใจวันนั้นบีอาจจะไปจากเธอก็ได้"

                   ไม่รู้ทำไมวทานิกาถึงย้ำได้อย่างมั่นใจและหนักแน่นราวกับสิ่งที่เธอพูดกำลังจะเกิดขึ้นจริง มีวิธีใดบ้างที่จะทำให้แมวจรจัดรู้ว่าเรารักมันจริงและทำให้มันกลับมาหาเราหลังจากออกไปเผชิญโลกภายนอก? มีอะไรรับประกันได้บ้างว่าหากมอบความรักให้มันอย่างหมดใจแล้วมันจะไม่หนีไปจากเธอ? แน่นอน คริสไม่มีคำตอบใดนอกจากสิ่งที่เป็นนามธรรมที่สุดคือ ความรู้สึก 

             "ฉันรู้ว่าเธออยากเห็นฉันกับบีเจ็บปวด แต่ไม่ต้องพยายามมากขนาดนี้ก็ได้ วทานิกา"

             "ไม่ว่าเธอจะคิดยังไง แต่ฉันไม่ได้พูดเพราะแค้นใจอะไรทั้งนั้น" 

             คริสแปลกใจเมื่อได้ฟัง ตอนนี้บทสนทนาเริ่มเข้าสู่ความจริงจังโดยที่คริสแทบไม่รู้ตัว "จะบอกว่าเธอหวังดีกับฉันจริงๆ เหรอ?"

              "ฉันแค่กำลังมองเห็นตัวเองช่วงที่บีเข้ามาในชีวิต จากการได้มองเห็นเธอในตอนนี้" 

              "เช่นอะไร?"  

              "ฉันคิดว่าฉันเข้าใจคนรักใครไม่เป็นแบบเธอนะศิริน"  "แค่เพราะเธอเป็นคนประเภทนั้นเหมือนกันน่ะเหรอ?" 

              "เพราะการที่เห็นเธอทิ้งอดีตคู่หมั้นไปง่ายๆ ทำให้ฉันนึกถึงตอนทิ้งอะไรบางอย่างที่สำคัญกับชีวิตไปในตอนที่มีบี เธอคงไม่เอะใจกับความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อนและคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการได้รู้สึกรักใครสักคน ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพราะเธอกำลังสูญเสียตัวตนจากการรักใครสักคนเท่านั้นเอง ในสักวันหนึ่งถ้าเธอได้รับรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของบีเป็นยังไง เธออาจจะขอบคุณที่ฉันมาพูดให้เธอฟังในวันนี้ก็ได้"

                   และในที่สุด ความลับของวทานิกาที่เพิ่งได้รู้คือเธอไม่ได้ต้องการทำลายเพียงชื่อเสียงของคริสมาตั้งแต่แรก แต่เธอแค่ต้องการให้คริสได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของบี

               เราทำตามใจตัวเองกันอีกครั้งได้ไหม?

                  คริสควรตอบตกลงและไม่ปล่อยให้แมวจรจัดออกไปเผชิญโลกภายนอกตามลำพังโดยไม่มีวันรู้ว่าจะเจ็บเพราะมันเมื่อไหร่อย่างที่วทานิกาพูด ทั้งที่ไม่ควรเชื่อศัตรูแต่ไม่รู้ทำไมบางอย่างในความคิดกลับบอกว่าควรเชื่อคำพูดเหล่านั้น

                  "อีกอย่าง ฉันมาที่นี่วันนี้เพราะต้องการสงบศึกอย่างเป็นทางการและไม่ต้องอยากค้างคาอะไรกับเธออีกแล้ว" วทานิกาบอกจุดประสงค์ที่ชัดเจนของเธอให้ฟัง "หลังจากนี้ เธอเอาเวลาไปไม่สบายใจกับเรื่องอื่นเถอะ"

                  "แล้วทำไมเธอถึงไม่รั้งบีไว้?" วทานิกาเลิกคิ้วอย่างสงสัยในคำถามที่คริสอยากรู้มานาน "ฉันหมายถึง ทำไมเธอถึงยอมปล่อยบีมาหาฉันง่ายๆ ทั้งที่เธอมีวิธีทำให้บีอยู่กับเธอ"

                 "ไม่ใช่ไม่รั้ง แต่ฉันไม่มีวิธีทำให้บีอยู่กับฉันต่างหาก"

                 "และการปล่อยบีมาหาฉันง่ายๆ ก็เป็นหนึ่งในความต้องการของเธอเหมือนกัน"

                "ฉลาดมากศิริน และฉันก็ฉลาดมากพอเหมือนกันที่ไม่คิดจะรั้งคนที่ต้องการจะไป" วทานิกาวางแก้วไวน์เปล่าลงบนโต๊ะทำงานของคริส ทิ้งประโยคสุดท้ายที่ไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไรกันแน่เพราะแววตาของเธอจริงจังไร้ซึ่งความจงใจจะทำให้คริสเจ็บปวด "ขอบคุณสำหรับไวน์"




               เมื่อพายุพัดผ่านไปมันไม่ได้ทำลายสิ่งใดและไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนอกจากทิ้งปมในใจเอาไว้ให้คริสต้องเผชิญหน้าต่อ บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น

                 แต่ด้วยเหตุผลเรื่องงานทำให้บีหายไปร่วมเดือน การส่งข้อความหากันวันละไม่กี่ประโยคบวกกับคำเตือนด้วยความหวังดีของวทานิกากำลังทำให้คริสเริ่มตระหนักใจ แต่การหนักแน่นกับความรู้สึกของตัวเองคงเป็นข้อดีที่ทำให้คริสไม่คล้อยตามไปกับความกังวลใจและไม่ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บีให้คำสัญญากับโลกทั้งใบของตัวเองเอาไว้แล้ว และคริสเชื่อว่าทุกอย่างจะยังคงเดิมตามนั้น 

                 สัญญาณเตือนวีดีโอคอลดังมาจากโทรศัพท์ คริสรีบกดรับเพราะเป็นสายเดียวที่รอมานาน "ไงบี"

                "ยุ่งอยู่รึเปล่า?"

                "ไม่ยุ่งหรอก คุยได้" คริสตอบไปเช่นนั้นทั้งที่กำลังวุ่นอยู่กับการเลือกนางแบบมาสวมชุดฟินาเล่คอลเลคชั่นใหม่ ซึ่งถ้าบีอยู่ตรงนี้คงได้รับสิทธินั้นทันทีโดยไม่ต้องพิจารณาให้เหนื่อย บีนั่นแหละ ช่วงนี้คงยุ่งมากเลยใช่ไหม?”

                 “ใช่...คริสรับรู้ได้ถึงความผิดปกติจากสีหน้าและน้ำเสียงนั้น จริงๆ แล้วบีเพิ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อสองวันก่อน

                "ทำไมเพิ่งเซ็นล่ะ?"

                "ก็แค่...มีอะไรให้คิดเยอะน่ะ"

                คริสอยากสร้างความสบายใจด้วยการส่งยิ้มให้บีเสมออย่างที่บีบอกว่าต้องการเห็น "ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วนะ บีเก่งมาก รู้ตัวไหม?"

                 “แต่มันไม่ใช่เพราะบีซะทีเดียวหรอก

                 “ถ้าไม่ใช่เพราะบีจะเพราะใคร?”

                 “บีก็ถามต้นสังกัดนะ ว่าทำไมถึงให้โอกาสขนาดนี้

                 “แล้วพวกเขาบอกว่ายังไง?”

                 “พวกเขาบอกว่าที่บีมาถึงจุดนี้ได้ เพราะบีเคยทำงานกับวทานิกาคริสนิ่งไปเมื่อได้ฟัง รอยยิ้มค่อยๆ จางหายไปและเข้าใจทันทีว่าทำไมบีถึงมีน้ำเสียงเหน็ดเหนื่อยใจ พี่คริสรู้ไหม? ทุกคนที่นี่เอาแต่พูดถึงวทานิกา ทุกครั้งที่ชื่นชมบีก็ไม่ลืมที่จะชื่นชมวทานิกา พวกเขาแทบไม่พูดด้วยซ้ำว่าบีเคยมีผลงานอะไรหรือมีความสามารถขนาดไหนเขาถึงเลือกบีมาอยู่ในจุดนี้ บีต้องได้ยินชื่อของวทานิกาแทบทุกวันจนบีเริ่มไม่แน่ใจว่าบีคิดถูกรึเปล่าที่มาที่นี่

                 คริสไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับเรื่องไม่คาดคิดเรื่องนี้? “พี่เข้าใจนะ ว่าบีคงรู้สึกไม่ดีที่ได้ฟัง

                 “บีแค่ผิดหวังที่มารู้ทีหลังว่าไม่ได้ไปถึงจุดนั้นด้วยตัวเองแต่กลับเป็นเพราะวทานิกาคนในจอถอนหายใจและนิ่งไป สีหน้ายังคงหนักใจกับความรู้สึกแย่ๆ มันเหมือนกับ...ไม่ว่าบีจะทำยังไง พิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถขนาดไหน บีก็ไม่มีทางสะบัดชื่อของวทานิกาออกไปจากตัวบีได้เลย”         

                 “พี่อยากให้บีโฟกัสเรื่องงานมากกว่าปัจจัยพวกนี้นะ"

                "บีแค่ไม่อยากให้วทานิกาเกี่ยวข้องอะไรกับบีอีกแล้ว ไม่อยากสักเรื่อง...แม้แต่กับเรื่องของเรา"

 

                 คริสนิ่งไป จริงอย่างที่บีพูด แม้เรื่องทุกอย่างจะจบลงแต่วทานิกายังคงเกี่ยวข้องอยู่ในทุกๆ เรื่องราว มีผลต่อในทุกเหตุการณ์และในบางความรู้สึกของทั้งสองมาเสมอ แต่การทำให้คนในจอสบายใจคือทางเดียว ณ เวลานี้ "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกบี"

                "พี่คริสแน่ใจเหรอ?"

                "หลายวันก่อน วทานิกามาหาพี่"

                “แพรคุยอะไรกับพี่คริสบ้าง?” บีตั้งใจฟังเมื่อได้ยินดังนั้น

                "วทานิกามาเพื่อขอจบเรื่องทุกอย่างและไม่ขอเกี่ยวข้องกันอีก ทั้งเรื่องบีและเรื่องของเราด้วย

                “แพรพูดแค่นั้นเหรอ?”

                “ใช่ วทานิกาต้องการมาพูดแค่นั้น” มันไม่ใช่แค่นั้นคริสรู้แก่ใจ แต่ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องบอกให้บีรู้ว่าถูกวทานิกากล่าวหาอย่างไรบ้างเพราะมันคงทำให้สถานการณ์แย่ลง “ถึงตอนนี้จะมีชื่อของวทานิกาไปเกี่ยวข้องกับเรื่องงานของบีก็เถอะ แต่พี่เชื่อว่าความรู้สึกแย่ๆ ที่บีกำลังเผชิญมันจะผ่านไปได้ ถ้าบีพยายามมองข้ามมันไปและใช้เหตุผล"

                 “พี่คริสอาจไม่เข้าใจบี"

                "อะไรที่ทำให้บีคิดแบบนั้น?"

                "การที่บอกให้บีพยายามมองข้ามความรู้สึกแย่ๆ และใช้เหตุผลน่ะ คิดใช่ไหมว่าบีไม่ได้ทำ?"

                แต่ดูเหมือนเป็นคริสที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเอง “บี...”

                "เข้าใจนะ ในความคิดของพี่คริสบีอาจยังเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ ทำอะไรเอาแต่ใจมากกว่าเหตุผลเสมอ"

                "บี ฟังพี่นะ พี่แค่อยากให้บียอมรับความเป็นจริงมากกว่าเก็บมาคิดมากแบบนี้"

                "ให้บียอมรับว่ามาถึงจุดนี้ได้เพราะวทานิกาใช่ไหม? บีไม่รู้สึกดีขึ้นจากการยอมรับความจริงเรื่องนี้หรอกนะ"

                 “ถ้าบีไปถึงจุดนั้นได้เพราะมีส่วนมาจากวทานิกาจริงๆ สิ่งที่บีควรทำก็แค่ขอบคุณเขาบีหลบสายตาและหยุดบทสนทนาไปครู่ใหญ่เมื่อได้ฟัง บี...ฟังพี่อยู่รึเปล่า?"

                 “อืม บีฟังอยู่บีถอนหายใจ “…แต่บีไม่คิดว่าจะได้ฟังอะไรแบบนี้

                 “พี่พูดอะไรผิด?"

                "เปล่าหรอก บีอาจแค่ยอมรับความจริงไม่เก่งเท่าพี่คริส"

                "บีจะทำยังไงถ้าไม่ยอมรับความจริง? บีถอยหลังกลับจากตรงนั้นไม่ได้แล้วนะ" คริสคงกำลังหมายถึงการใช้อารมณ์ชั่ววูบฉีกสัญญาทุกอย่างมากกว่ายอมเผชิญหน้ากับมันต่อไปเหมือนที่บีเคยทำไว้กับวทานิกา

                "บีไม่ถอยหลังกลับหรอก การไปนิวยอร์กคือความฝันของบี พี่คริสก็รู้ใช่ไหม?" คริสใจชื้นและรู้สึกว่าบีโตขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน "บีแค่อยากให้ทุกอย่างมันสมบูรณ์และถูกต้องเหมือนที่เราต่างต้องการแต่ดูเหมือนจะไม่มีวันนั้นเลย ถ้าความเป็นจริงที่ต้องยอมรับคอยย้ำอยู่ทุกวัน ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับวทานิกาทำให้บีรู้ว่าการเริ่มต้นแบบผิดๆ ไม่ว่ายังไงคงไม่มีวันกลายเป็นความถูกต้องได้หรอก"

                "พอมีทางแก้ไขความรู้สึกแย่ๆ ที่บีกำลังเจออยู่ไหม?"

                "บีไม่รู้ บีรู้แค่ตอนนี้บีรู้สึกแย่" บีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "บีคิดว่า บีทนมองข้ามมันไปวันๆ ไม่ไหว"

                "พี่พอช่วยอะไรบีได้บ้างรึเปล่า?"

                "อย่างน้อยก็ช่วยทำให้บีรู้ ว่าในบางเรื่องเราก็ไม่ได้เข้าใจกันจริงๆ"

                อาจเป็นความผิดของคริสที่แสดงความคิดเห็นออกไปโดยไม่รู้ว่าตรงนั้นบีต้องเจอกับสถานการณ์หรือคำพูดอะไรบ้าง คริสไม่สามารถรับรู้ทุกความรู้สึกที่บีกำลังนึกคิดได้ทั้งหมด ไม่สามารถบังคับให้บียอมรับความจริงในสิ่งที่กำลังรู้สึกแย่ คริสรับรู้ได้ว่าบีกำลังเหน็ดเหนื่อยทั้งเรื่องงานและเรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บีพูดออกมาให้ฟังว่ารู้สึกเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้ง แม้พยายามหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามในวันนี้ แต่ในวันหน้ามันอาจย้อนกลับมามอบความรู้สึกแย่ๆ อย่างไม่จบสิ้น

                "การเริ่มต้นกันมาแบบผิดๆ และไม่มีวันกลายเป็นความถูกต้องน่ะ บีหมายถึงเรื่องของเราด้วยใช่ไหม?"

                บีนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนตอบกลับมาด้วยสีหน้าหนักใจ "ใช่..."

                คริสคลี่ยิ้มบางๆ อย่างเย้ยหยันตัวเองเมื่อได้ฟังคำตอบที่ไม่มีแม้แต่ท่าทีลังเล แต่มันคือความจริงที่ต้องยอมรับ "เรากำลังช่วยกันพยายามทำให้มันถูกต้องไม่ใช่เหรอบี?"

                "เราพยายามแต่ไหนล่ะทางออกที่เราต้องการ อีกนานแค่ไหนถึงจะถูกต้องสักที?"

                "พี่รักบี พี่ไม่อยากให้บีทำเหมือนกำลังหมดหวังกับเรื่องของเรานะ"

                “บีรักพี่คริสนะ แต่บีไม่รู้ว่าถ้าต้องเดินด้วยกันไปไกลกว่านี้ คำว่ารักอย่างเดียวจะพอรึเปล่า"

                แค่คำว่ารักมันไม่เพียงพอที่จะทำให้ใครอยู่กับเธอตลอดไปหรอก ในวันที่เธอรักบีหมดใจวันนั้นบีอาจจะไปจากเธอคำพูดของวทานิกาแล่นผ่านเข้ามาในความคิดทันทีเมื่อได้ฟัง แม้ยังมีอุ่นใจเมื่อได้ฟังคำว่ารักจากคนตรงหน้าแต่คริสไม่อยากปฏิเสธว่ากำลังกลัวมันเป็นจริงตามที่วทานิกาพูด

             "เราอย่าเพิ่งคิดถึงจุดนั้นดีไหมบี? และที่สำคัญ พี่ไม่อยากให้บีคิดว่าพี่ไม่เข้าใจในสิ่งที่บีกำลังรู้สึก"

                ดูเหมือนบีไม่อยากคุยเรื่องนี้อีกแล้ว ถึงได้เลือกตัดบท "วันนี้บีเหนื่อยแล้ว ไว้เราค่อยคุยกันนะ"

                "เดี๋ยวก่อนบี"

                "ว่าไง?"

                คริสไม่ควรเซ้าซี้อะไรบีอีก คริสเข้าใจธรรมชาติของบีและเข้าใจว่าการปล่อยให้บีใช้เวลาคิดทบทวนด้วยตัวเองคงทำให้ทุกอย่างดีขึ้นมากกว่าการพยายามทำให้บีสบายใจ "เปล่า ไม่มีอะไร ไว้ค่อยคุยทีหลังก็ได้ บีพักผ่อนเถอะ"

                การพยายามทำให้ทุกอย่างที่ผิดพลาดกลับกลายเป็นความถูกต้องนั้นยากกว่าการทำให้มันถูกต้องตั้งแต่แรกหรือไม่? หากเริ่มต้นมาด้วยความถูกต้องในวันนั้นทั้งสองคงไม่ต้องพยายามมากเกินไปเหมือนในวันนี้ ณ วินาทีต่อจากนี้ ความจริงอาจกำลังมอบบทเรียนสำคัญบทต่อไปให้ทั้งสองได้เรียนรู้ 



          คริสอยากเก็บน้ำตาเอาไว้ใช้ในวันที่ได้เจอบีอีกครั้ง
          แต่ในวันนี้ กลับรู้สึกกดดันจนต้องปล่อยให้มันไหลออกมาอย่างไร้เหตุผล 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

284 ความคิดเห็น

  1. #284 BeeCris126 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 22:39
    อยากให้มาต่อจังเลยค่ะ:)
    น้ำตาอาบเเก้ม:)
    #284
    0
  2. #282 MMMM241982 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 16:44
    ฮืออออ อึดอัดแทนคริสมาก หวังว่าบีจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้นะ
    #282
    0
  3. #281 rubble_z (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 19:26
    กลัวใจบี กลัวความรู้สึกคริส แง
    #281
    0
  4. #280 StApollo18 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 20:04
    พอมีแผล ถึงมันจะตกสะเก็ดไปแล้ว หายดีแล้ว แต่เราก็ลืมตัว แตะแผลนั้นอยู่ มันอยู่ที่ใจเราเองนี่แหละ ทีมคริส
    #280
    2
    • #280-1 nongp_ss(จากตอนที่ 14)
      7 สิงหาคม 2563 / 13:45
      ชอบคอมเม้นท์นี้มากๆ เลย :)
      #280-1
  5. #279 INGabcde (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 12:22
    อึดอัดแทนพี่คริสเลย
    #279
    0
  6. #278 Mami4869 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 15:06

    อยากกอดคุณคริสแน่นๆเลยให้ตายเถอะ

    #278
    0
  7. #277 TCN_tancha (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 14:14
    โอ๋คุณคริส;-;
    #277
    0
  8. #276 summerboy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 12:25
    เจ้าบีบอกพี่เค้ารอ แล้วจะมายอมแพ้ง่ายๆงี้ /ขอบคุณที่กลับมาค่ะไรท์ รอเสมอและรอมาตลอด
    #276
    0
  9. #275 Navipreeya (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 10:38
    อึดอัดแทนเลย;-;
    #275
    0
  10. #274 myself (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 00:17
    สงสารทั้งคู่ ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นก็เกิดเหตุการน่าอึดอัดอันนี้มา จับมือแล้วสู้ไปด้วยกันนะคะ รักกันๆ
    #274
    0
  11. #273 PuengWaleerat (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 23:08
    คุณแพร !!!! ไม่จบนะ
    #273
    0
  12. #272 faarua (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 22:13
    อึดอัดแทนคริส
    #272
    0
  13. #271 homesixth (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 21:44
    คุณแพรปั่นเก่งงงงง มากกกกก

    เข้าใจทั้งคู่เลย เข้าใจไรต์

    แต่ก็ยังคิดว่า ถ้าเชื่อว่าความรักนี้เริ่มต้นผิด แล้วเมื่อไหร่จะถูกได้ล่ะ แล้วถ้ามันเรื่มต้นแล้วเราไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกคนที่รักเราและเรารักเขาเหรอ ชีวิตมันสั้นกว่าที่จะมาแคร์เรื่องที่คนอื่นคิดโดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่เพื่อน ต่อให้เราไปกันไม่รอดเองมีนยังดีกว่าเพราะใครก็ไม่รู้มากำหนด

    ดีใจที่มาต่อนะคะ หน่วงละเกิน งือออ
    #271
    0
  14. #270 nroarttsh10 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 21:37
    ดีใจนะคะที่ยังได้อ่านอยู่ ความรู้สึกแบบนี้อึดอัดดีเนอะ ;)
    #270
    0
  15. #269 P_tea (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 20:54
    แงงงง.. นึกว่าจะดีอยู่แล้วเชียว ความรักนี่มันไม่ง่ายเลย :(
    #269
    0