Cigarette After Sex (BeexCrisxLilly)

ตอนที่ 8 : Episode 8 : It's affection, always

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,513
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    12 ต.ค. 60





Episode 8 : It's affection, always










               นอกจากเรื่องงาน ก็มีเรื่องของความรู้สึกที่บีต้องคิดความรู้สึกที่บีไม่สามารถออกแบบได้ เพราะคนเราไม่มีแบบแปลนที่แน่นอนในเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก แถมยังเป็นเรื่องประหลาดและซับซ้อนเกินกว่าเราจะใช้ตรรกะเหตุผลเพื่อหาคำตอบ แม้ช่วงวัยที่ก้าวเข้าสู่เลขสามที่ดูเหมือนจะสามารถเข้าใจอะไรได้ดี ก็ไม่สามารถเข้าใจได้จริงๆ

                เออ เรารู้สึกกับเธอขอให้สนุกกับความสับสนต่อไปนะบี

                บีกดปุ่มหยุดบนลู่วิ่ง หอบหายใจเบาๆ และหยิบผ้าขึ้นมาซับเหงื่อบนใบหน้าสดไร้เครื่องสำอางของตัวเองทิ้งเรื่องรกใจเอาไว้เท่านั้นและเตรียมตัวเพื่อไปตามนัดหอศิลป์ตอนเที่ยงของวันเสาร์เต็มไปด้วยผู้คน เนื่องจากวันนี้มีนิทรรศการภาพวาดจากศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่นมาจัดแสดง บียืนรอลิลลี่อยู่หน้าร้านหนังสือ bookmoby สั่งลาเต้ร้อนมาดื่มรอไปพลางๆ ไม่นานนักเด็กสาวก็ปรากฏตัว หล่อนเดินขึ้นมาจากบันไดเลื่อนและตรงมาหาบีพร้อมรอยยิ้ม

                “วันนี้ชิลดีนะ” บีเอ่ยทัก พลางมองชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ขาดๆ เผยให้เห็นขาเรียวและรองเท้าผ้าใบที่ลิลลี่สวมใส่ บีสังเกตเห็นเครื่องสำอางอ่อนๆ บนใบหน้าของหล่อนด้วย และยอมรับกับใจตัวเองว่าลิลลี่น่ารักมากสำหรับบี

                “ไม่ค่อยได้นอนเหรอ?” ลิลลีเอ่ยถาม พลางยกมือขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของบีเบาๆ “บอกให้พักผ่อนเยอะๆ ไง”

                “พี่ไม่เป็นไร” บียิ้มและจับมือลิลลี่เอาไว้ “ไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่มีที่นั่งนะ”

                การติวเขียนแบบผ่านไปอย่างเรียบง่าย บีใช้เวลาอยู่กับลิลลี่ได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ ทั้งสองคุยกันคุยกันเรื่องงานศิลปะไปจนถึงเรื่องลมฟ้าอากาศ คุยกันได้ทุกเรื่องราวกับมาจากดาวดวงเดียวกัน บีชอบที่ลิลลี่พูดและยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ บีแทบไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรและรู้สึกเป็นตัวของตัวเองทุกครั้งที่ได้อยู่กับหล่อน บีชอบตัวเองตอนนี้และบีก็ชอบลิลลี่ด้วยปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้คนสองคนเข้ากันได้ดีมันคงเป็นแบบนี้นี่เอง

                “พี่บีชอบไฟสีส้มในหอศิลป์หรือไฟหลากสีในบาร์มากกว่ากัน?” ลิลลี่เอ่ยถามขณะกำลังบรรจงวาดรูปลงบนกระดาษ

                “ให้ตอบในฐานะอินทิเรียหรือฐานะคนธรรมดาทั่วไป” บีเอ่ยติดตลก ทั้งสองเงยหน้ามาส่งยิ้มให้กัน “ไฟสีส้มก็สบายตาดีนะ แต่ไฟในบาร์มันทึบแล้วก็สลัว มีหลายเฉดสีก็จริง แต่พอผสมกันมันดันสวยกว่าไฟสีส้มในหอศิลป์ซะอีก”

                “สรุปว่าชอบไฟในบาร์มากกว่า?”

                “เปล่า” บีส่ายหน้า “ชอบทั้งสองอย่าง แต่ชอบคนละแบบฟังดูโลเลเนอะ?”  

                “แล้วคุณอินทิเรียเคยโลเลกับงานของตัวเองบ้างรึเปล่า?”

                “บ่อยมาก” บีหัวเราะเบาๆ และเอ่ยต่อ “แค่เรื่องสีเรื่องเดียวก็ทำให้นั่งคิดเป็นวันๆ บางทีทฤษฎีสีก็ไม่ได้ช่วยเสมอไปหรอกนะ สีที่จับคู่กันแล้วดูเหมือนจะเข้ากันดี บางทีในสายตาของคนอื่นมองอาจจะรู้สึกไม่เข้ากันเลยก็ได้ แต่พอสีไหนที่จับคู่กันแล้วเรารู้สึกว่ามันโคตรไม่เข้ากัน บางคนมองเขาอาจจะชอบมันไม่ได้เหมือนกับสารเคมีที่ระบุเจาะจงว่ามีสารชนิดไหนที่เข้ากันไม่ได้บ้างศิลปะกับวิทยาศาสตร์คงต่างกันตรงนี้”

                “แล้วคุณอินทิเรียแก้ปัญหานี้ยังไงอ่ะ?”

                “ก็คงเลือกสีที่คิดว่าเข้ากันได้มากที่สุด ค่อยดูฟีดแบคทีหลังว่าคนชอบรึเปล่า” ลิลลี่พยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อบีพูดจบ “แล้วคุณว่าที่อินทิเรียสงสัยอะไรอีกไหมคะ?”

                ลิลลี่ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินบีเอ่ยเรียกหล่อนแบบนั้น “คุณอินทิเรียคิดว่าสีไหนเจ๋งที่สุดอ่ะ?”

                บีนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “Purple (ม่วงแดง)”

                “purple” ลิลลี่ทวน “ทำไมอ่ะ?”

                “รู้เปล่า Purple คือสีที่ไม่มีอยู่จริงนะ คือสีนี้มันไม่มีอยู่ในสเปกตรัมของแสง แต่ที่เรามองเห็นได้มันเกิดจากการแปรผลของสมอง คล้ายๆ สีที่เรามโนภาพขึ้นมาเองนั่นแหละสีที่ไม่มีอยู่จริง แต่เรามองเห็นและรับรู้ได้ว่ามันคือสีอะไร คิดว่าเจ๋งไหมล่ะ?”

                “ไม่มีอยู่จริง แต่เรามองเห็นและรับรู้ได้....” ลิลลี่ทวนสิ่งที่บีพูด พลางยิ้มออกมา “เหมือนความรู้สึกเลยเนอะ คุณอินทิเรีย”

                บียิ้มเมื่อได้ฟัง จริงอย่างที่ลิลลี่ว่าบางทีเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดในตอนนี้มันคงคล้ายกับสี purple นี่แหละ หากจะต่าง ก็ต่างตรงที่เรื่องความรู้สึก นอกจากการแปรผลของสมองแล้ว คงเป็นการแปรผลของหัวใจด้วย  

                “รู้ป่ะ? ลี่เคยลองหาคำตอบนะ ว่าทำไมต้องเป็นพี่บี ทั้งที่ลี่เพิ่งอายุแค่นี้ ยังมีโอกาสได้เจอใครอีกเยอะแยะ ใครสักคนที่ลี่อาจจะรักเขาได้และเป็นคนที่เหมาะสมกับลี่ในแง่ของสายตาคนอื่นอ่ะ”

                “แล้วได้คำตอบว่าไง?” บีขยับตัวไปใกล้ลิลลี่ขึ้นอีกนิด เพื่อรอฟัง

                “ลี่ก็ไม่ได้คำตอบหรอก” ลิลลี่ส่งยิ้ม ส่วนบีก็ได้แต่ยิ้มเสียดาย “รู้แค่ว่าสักวันลี่อาจเจอคนอื่นที่ลี่สามารถรักได้ก็จริง แต่ลี่คงไม่มีทางได้เจอคนแบบพี่บีเป็นครั้งที่สองแน่ๆ หายากนะ งานศิลปะที่แทบไม่ต้องทำความเข้าใจก็รู้ความหมายและพี่บีคงเป็นงานศิลปะชิ้นนั้นของลี่”

                “ไม่เคยรู้สึกมีค่าขนาดนี้มาก่อนเลย” บีเอื้อมมือไปลูบผมลิลลี่เบาๆ และจ้องมองรอยยิ้มบนใบหน้าของหล่อนตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครทำให้บีรู้สึกดีได้แบบนี้ และไม่เคยเป็นเหมือนงานศิลปะที่มีคุณค่าสำหรับใคร

                “แต่น่าเสีย ที่งานศิลปะชิ้นนี้มีสิทธิเลือกเจ้าของ”

                “จะเสียดายรึเปล่า ถ้างานศิลปะชิ้นนี้กลายเป็นของคนอื่น?”

                “ไม่รู้สิขนาดภาพโมนาลิซ่ายังอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ประเทศฝรั่งเศส แทนที่จะเป็นเมืองฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลีบ้านเกิดของลีโอนาโด ดาวินชีเลยถ้างานศิลปะที่มีคุณค่าได้อยู่ในสถานที่ที่คู่ควร พี่บีก็ควรได้เจอใครสักคนที่พี่บีรักและรักพี่บีจากความรู้สึกจริงๆ”

                “พูดเหมือนเคยมีความรักมาก่อน”

                “คิดว่ากำลังมีอยู่นะ” ลิลลี่หันมายิ้ม “เริ่มรู้สึกแล้วล่ะ ว่ากำลังรักพี่บี”

                หากมีใครซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองมากที่สุดคงเป็นลิลลี่ บีกำลังโดนบอกรักใช่ น่าจะเป็นอย่างนั้น ลิลลี่บอกพร้อมรอยยิ้มสดใสนั่น แล้วก้มลงไปวาดรูปต่อโดยไม่รอฟังคำตอบจากบีบ้าง หรือเพราะหล่อนรู้ว่าบียังไม่สามารถให้คำตอบได้ หล่อนไร้ซึ่งความหวังในตัวบีรึเปล่า? บีอยากขอโทษทุกสิ่งที่กำลังคิดว่าบีไม่รู้ห่าเหวอะไรเลย บีรู้รู้ทุกอย่าง แต่แค่รับมือกับคำว่ารักอันรวดเร็วและดีกับใจของลิลลี่ไม่ถูก  

                  “คุณอินทิเรีย กาแฟเย็นหมดแล้ว” ลิลลี่เรียก เมื่อเห็นบีนิ่งไป หล่อนยื่นความสบายใจให้บีอีกครั้งด้วยการตัดบทสนทนาให้บีสนใจลาเต้ร้อนตรงหน้าแทน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยดึงดูดความสนใจเท่าคนตรงหน้า

                “เพิ่งรู้สึกได้ว่าพี่ยังไม่เคยบอกลี่เลย ว่าพี่รู้สึกยังไง”

                “อะไรที่มันจริง มันจะไม่มีคำนิยามให้วุ่นวายจำไม่ได้เหรอคุณอินทิเรีย?” ลิลลี่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ และคงเป็นความเข้าใจที่ไร้คำนิยาม


                    เวลาสองทุ่มครึ่งในบาร์แห่งความสับสน คริสนั่งอยู่หน้าบาร์พร้อมแก้วเหล้าข้างกายและบาเทนเนอร์หนุ่มที่เทเหล้าให้หล่อนไม่ซ้ำยี่ห้อเพราะไม่ว่ายังไงหล่อนก็ไม่เอ่ยปากสั่งเหล้ากับเขาสักครั้ง คริสกำลังนั่งรอเวลาขึ้นโชว์การแสดง และรอเวลาให้ใครบางคนมาที่บาร์แห่งนี้ รอเวลาให้หัวใจได้กลับมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง คริสมองลิลลี่โดนตรงเข้ามาหาพร้อมกับรินไวน์ใส่แก้วให้ ราวกับกำลังรู้ว่าคริสต้องการดื่มไวน์มากกว่าเหล้าที่บาเทนเนอร์หน้าซื่อเสิร์ฟมา ราวกับว่าต้องการสมานฉันท์ด้วยไวน์ขวดนี้

                “ขอบคุณ” คริสยกไวน์ขึ้นดื่มและดันแก้วเหล้าคืนให้บาเทนเนอร์ “แล้วก็...ขอโทษด้วย สำหรับเรื่องวันนั้น”

                “ขอโทษเหมือนกัน” ลิลลี่ยิ้มบางๆ พลางจัดขวดเครื่องดื่มหน้าบาร์ไปด้วย “แต่ก็รู้สึกดีที่ยั่วโมโหพี่คริสได้ เกรี้ยวกราดไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ยอมรับความรู้สึกตัวเองสักที”

                “แถมยังมีหน้าไปบอกให้เขาสนุกกับความสับสนอีก” คริสนั่งเท้าคาง ทอดสายตาเหม่อลอยไปยังขวดเครื่องดื่มหลากยี่ห้อที่ลิลลี่กำลังจัดอยู่

                “แผลหายดีรึยัง?” ลิลลี่หันมามองมือของคริส

                “อืม มือเขาเบามาก ตอนที่ทำแผลให้” ลิลลี่ยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคริสตอบ เขาที่ว่าคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกของลิลลี่ ผู้ซึ่งหล่อนทั้งสองเฝ้ารออยู่ ณ ตอนนี้ “นี่เขาไม่มาด้วยเหรอ?”

                “เดี๋ยวก็คงมา เขามาที่นี่ทุกคืนวันเสาร์หนิ”

                “เขามาที่นี่คนเดียวทุกคืนวันเสาร์ สั่งคราฟเบียร์แล้วก็นั่งโง่ๆ อยู่ที่โต๊ะประจำ” คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนกำลังเล่านิทานเรื่องบี “เขาชอบเพลงของ Norah Jones เพราะเขาขยับปากร้องตามทุกครั้ง ชีวิตเขาดูน่าเบื่อ ดูเป็นคนเซ่อซ่า ไม่รู้ห่าเหว ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกมอง”

                “Those sweet words ของ Norah Jones—เขาชอบเพลงนี้” ลิลลี่เอ่ย “แต่พอเพลง Heartbeats ของ The knife ขึ้นมา เขาจะขมวดคิ้วทุกครั้ง เขาคงสับสนกับความหมายของมัน”

                “รู้สึกแพ้ยังไงก็ไม่รู้”

                “แล้วเราแข่งอะไรกันอยู่เหรอ?”

                “แข่งเก็บรายละเอียดของคนที่เราชอบไง” คริสยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง “พี่แพ้ราบคาบเลย”

                “เราผลัดกันแพ้เป็นบางเรื่องต่างหาก” ลิลลี่ยักไหล่ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับบทสนทนาที่คั่งค้าง

                คริสมองนาฬิกาและได้เวลาไปเตรียมตัวขึ้นโชว์ ชุดเกาะอกสีม่วงเมื่อกระทบแสงไฟหลากสีทำให้ดูสวยสะดุดสายตาของผู้คนในบาร์ เสียงดนตรีดังขึ้นพร้อมกับการออกสเต๊ปการเต้นของคริส เป็นจังหวะเดียวกันกับการมาของบีบีไม่ไปนั่งที่โต๊ะประจำเหมือนทุกครั้ง แต่เดินตรงมายังฟลอว์เต้นรำและจ้องมองคริส หรืออาจเป็นคริสที่จ้องมองบี หรืออาจดีหน่อยคือทั้งสองจ้องมองของกันและกัน

                ไม่มีทางที่เธอจะตกหลุมรักเรา แล้วจะรักต่อไปได้ตลอดด้วยความรู้สึกเดิมหรอก เพราะนั่นเป็นแค่ความประทับใจ ไม่ใช่ความรักบีกำลังนึกถึงสิ่งที่คนเกลียดการสร้างความสัมพันธ์อย่างคริสเคยพูดไว้ หากบีคิดไปเองว่านี่เป็นแค่ความประทับใจ บีก็คงเป็นคนคิดนาน โดยหลักแล้วความประทับใจมักมาแค่ชั่ววูบของความรู้สึกและไม่มีทางคงทนอยู่ได้นานเมื่อเราเจอความประทับใจอื่นๆ เพราะฉะนั้นบีได้คำตอบแล้วว่าคริสไม่ได้เป็นแค่ความประทับใจสำหรับบี

                บีนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำหลังจากโชว์จบ ทอดสายตาเหม่อลอยมองไฟหลากสีพลางคิดถึงไฟสีส้มในหอศิลป์มองไปเจอคริสเดินฝ่าผู้คนและตรงมาหาบี พร้อมกับแก้วเหล้าในมือ หล่อนนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม จ้องมองบี พร้อมกับเพลง Affection ของวง Cigarettes after sex ที่เริ่มบรรเลงท่อนอินโทร 

                “เธอมาที่บาร์นี่ทำไม?”

                “อะไรนะ?” บีไม่เข้าใจสิ่งที่คริสถาม

                “ก่อนหน้านี้ ก่อนที่เรื่องราวมันจะเดินมาจนถึงตอนนี้ นอกจากดนตรีแจ๊สกับคราฟเบียร์เราอยากรู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงมาที่นี่?” คริสนั่งกอดอกและรอฟังคำตอบ

                “ความเหงามั้ง” บีตอบในสิ่งที่คิดได้ มันมีอยู่ไม่กี่เหตุผลหรอกที่เราจะกลับมาที่ร้านประจำทุกคืนวันเสาร์ นอกจากบรรยากาศดีๆ เบียร์อร่อยๆ ดนตรีที่ถูกจริต คริสกับลิลลี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผล

                “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอยังจะมาที่บาร์นี่รึเปล่า?” บีมองคริสอย่างไม่เข้าใจในคำถามอีกครั้ง ส่วนคริสก็ตั้งใจฟังมากซะจนบีต้องเร่งเร้าคำตอบ “ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องเจอเรื่องน่าสับสนเหมือนตอนนี้ เธอยังจะมาอยู่ไหม?”

                “มา” บีตอบพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “เพราะหลังจากนั้น เราไม่รู้สึกเหงาอีกเลย”

                “อืม...” คริสดูพอใจในคำตอบของบี “ขอบคุณความเหงาที่พาเธอเข้ามาที่บาร์นี่ และมาเป็นความสุขแค่ไม่กี่อย่างในชีวิตของเรานะ แถมเป็นความสุขที่มาพร้อมความประสาทแ_กด้วย แปลกใหม่กับชีวิตเราดี”

                “มีใครเคยบอกเธอไหม ว่าเธอปากร้ายเวลากินเหล้า”

                 “เฮ้อ" คริสแสร้งทำเป็นถอนหายใจ "ทำไมเราต้องเดินมาที่นี่ เพื่อนั่งคุยเรื่องน่าเบื่อกับเธอด้วยวะ”

                “เธอไม่ตอบคำถาม แล้วก็กำลังพาลด้วย”

                “เออใช่ นั่นก็ข้อเสียของเราอีกข้อลองนับข้อเสียของเราดูสิ เยอะจนเอามาถมบาร์นี่ได้เลยนะ”

                บทสนทนาที่ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลนี้ทำให้บีรู้สึกแปลกใจ คริสแปลกไปมากตั้งแต่คืนนั้นคืนที่ความรู้สึกของคริสปะทุราวกับภูเขาไฟกำลังระเบิด คืนที่ทุกอย่างเร่งเร้าความจริงจากคริส คืนที่คริสยอมรับกับบีว่าคริสยังหลงเหลือความรู้สึก และพร้อมสนุกไปกับความสับสนด้วยกันคริสดื่มเหล้าจนหมดแก้วหลังจากพูดจบ บีไม่รู้ว่าควรยินดีหรือไม่ ที่กลายเป็นความสุขที่มาพร้อมความประสาทแ_กสำหรับคริส แต่ก็นะ ถึงจะประสาทแ_กยังไง แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นความสุขอยู่ดี

                “วันนี้เธอดูแปลกไป” บีเอ่ย

                “เราก็แปลกด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ” คริสตอบกลับพลางยกเหล้าขึ้นจิบ คริสเป็นคนคุยเก่งกับทุกคน แต่ไม่ใช่กับบีไม่มีใครเข้าใจหรือยอมรับบทสนทนาประหลาดๆ ของคริสได้ แต่ไม่ใช่กับบีอีกเช่นกัน “เป็นไงบ้าง ชีวิตที่อยู่กับความสับสน?”

                “ไม่ค่อยสนุกอย่างที่เธออยากให้เป็นหรอก”

                 “นั่นสิ เพราะหน้าเธอมีเครื่องหมายเควสชั่นมาร์คอีกแล้ว” คริสชี้วนไปที่หน้าของบี อย่างที่เคยทำมาก่อน

                “แต่เราได้คำตอบให้กับเรื่องนึงแล้วนะ” บีเว้นวรรคไปครู่ใหญ่ จนคริสเกิดลุ้นว่าบีจะพูดอะไรต่อ หากบีพูดว่า บีเลือกลิลลี่ คริสจะมีรีแอคชั่นกลับไปอย่างไรดีแต่มันคงไม่ใช่เรื่องนั้น “เรื่องที่เธอไม่ใช่แค่ความประทับใจของเราอ่ะ”

                “งั้นลี่ก็คงไม่ใช่แค่ความประทับใจสำหรับเธอด้วยเหมือนกัน” คริสสรุปบทสนทนาสั้นๆ ด้วยชื่อของบุคคลที่สามที่บีก็รู้สึกด้วยก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ

                “นั่นสิ” บียอมรับ “ไม่รู้จะทำยังไงดี”

                “นั่นปัญหาของเธอ” เสียงแหบพร่าไร้อารมณ์ตอบกลับมา “แต่ไม่แน่หรอกบางทีในตอนสุดท้ายเราอาจกลายเป็นตัวอิจฉา ยืนดูพระเอกอย่างเธอมีความสุขกับนางเอกอย่างลี่ ส่วนเราอาจจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้วก็ตายภายในเร็วๆ นี้ หรืออาจจะเป็นบ้าเพราะพิษสุราเรื้อรังก็ได้แต่อย่างน้อยถ้ามันทำให้เธอหายสับสน เราก็ยินดี”

                บีไม่พูดอะไรต่อนอกจากมองมวนบุหรี่ในมือของคริสบุหรี่ Mevius ที่คริสสูบมันบ่อยๆ มีก้นกรองสีขาวเปรอะรอยลิปสติกของคริสเล็กน้อย ควันสีเทาลอยคละคลุ้งไปกับแสงไฟ มันเป็นภาพที่สวยงามสำหรับบี และคริสคือความสวยงามอันแสนลึกลับสำหรับบีเช่นกันบทสนทนาเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเพลงและท่วงทำนองนำพาความรู้สึกของทั้งคู่

                “It’s affection, awalys    You’re gonna see it someday

                คริสมองบีเมื่อเนื้อเพลงท่อนนี้มาถึง มองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น แม้แสงไฟจะสลัวแต่คริสหวังว่าบีจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านแววตาและเสียงเพลงออกไป แน่นอน คริสแทบจะอ้วกเมื่อคิดอะไรแบบนี้ถ้าไม่บอกแล้วเขาจะรู้ได้ยังไงวะ? ที่เรื่องมันสับสนขนาดนี้ก็เพราะรู้สึกแต่ไม่พูดนี่ไง ไม่เข็ดอีกเหรอ?ความคิดในหัวของหล่อนกำลังตีกัน และมันบ้ามากๆ ที่คริสต้องพูดสิ่งนี้ คริสหวังว่าจะไม่ช้าเกินไปเหมือนคืนนั้นที่หน้าประตูห้องของบี

                “นี่คือการบอกรักทางอ้อมนะ เผื่อคนไม่รู้ห่าเหวอย่างเธอจะไม่เข้าใจ”

                “บอกรัก?” บีแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน คริสบอกรักบีด้วยการมองตางั้นเหรอ? คนที่เกลียดความสัมพันธ์ยิ่งกว่างูและแมลงสาปอย่างคริสน่ะเหรอจะบอกรักบี? เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์รึเปล่า? หรือว่าหล่อนมึนบุหรี่? ระบบความรู้สึกของคริสต้องขัดข้องมากแน่ๆ ถึงได้พูดแบบนี้ออกมา  

                “รู้ไหม ตั้งแต่เรานอนกับเธอ เราก็ไม่เคยไปนอนกับใครอีก”

                คริสเอ่ยขึ้นมาอีก คงเพราะอัดอั้นความรู้สึกมานานหล่อนถึงได้พูดออกมาเยอะแยะจนบีแทบตั้งรับไม่ทัน คริสไม่อยากช้าไปกว่านี้อีกแล้ว ไม่อยากช้าเหมือนที่หน้าประตูคืนนั้น และถ้าบีจะตัดสินใจเลือกใครต้องไม่ใช่เพราะคริสมัวโอ้เอ้จนเสียบีไป

                “เราคงไม่รู้สึกอะไรกับเธอถ้าจูบของเธอไม่ลบรอยจูบของทุกคนที่เคยผ่านเข้ามา และไม่ว่าเธอจะตัดสินใจยังไง เราขอให้เธอเจอความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับเธอนะบี”

                คริสลุกขึ้นและเดินจากไป พร้อมกับเพลงที่จบลงพอดีบีมองตามคริส มองคริสเดินไปนั่งหน้าบาร์พร้อมกับมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เคียงข้าง แต่คริสดูจะไม่สนใจเขาสักเท่าไหร่นอกจากยื่นแก้วไปชนด้วย ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันคือเรื่องจริงรึเปล่า? เรื่องที่คริสบอกรักบีผ่านแววตาและเสียงเพลงนั่น บอกว่าไม่เคยนอนกับใครอีกตั้งแต่ได้นอนกับบี พร้อมกับขอให้บีเจอความสัมพันธ์ที่ดีทำไมบีรู้สึกราวกับว่ามันคือประโยคบอกลา

             

                  เริ่มรู้สึกแล้วล่ะ ว่ากำลังรักพี่บี

                  นี่คือการบอกรักทางอ้อมนะ

                 

               ทั้งคริสและลิลลี่ไม่อยู่ฟังคำตอบ ราวกับรู้ว่าบียังไม่สามารถให้คำตอบได้และบีควรทำอย่างไรกับการบอกรักทั้งสองแบบนี้? บีรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ที่ค่อนข้างตลกร้ายมากๆ แน่นอนล่ะ การถูกบอกรักสองแบบโดยผู้หญิงสองคนที่บีรู้สึกดีด้วย ภายในวันเดียวกันแถมช้ากว่ากันแค่ไม่กี่ชั่วโมงมันคือสิ่งที่ตลกร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของบีขอให้สนุกกับความสับสนนะบี บีกำลังบอกตัวเอง

  

                 ไฟในบาร์เริ่มปิดลงไปทีละดวง เป็นสัญญาณบอกว่าบาร์ใกล้จะปิดเต็มที และบีเพิ่งเริ่มดื่มเบียร์ Corona ขวดที่สาม ลิลลี่เดินออกมาจากออฟฟิศด้วยสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นบียังคงนั่งอยู่ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คริสเดินเข้ามาในบาร์อีกครั้งและแปลกใจเมื่อเห็นว่าบียังไม่กลับ ผู้หญิงสองคนต่างมองไปที่บีพร้อมๆ กันมองโดยที่บีไม่เคยรู้ว่าถูกมอง

                “นึกว่าเขาอยู่กับลี่”

                “นึกว่าเขากลับกับพี่คริสซะอีก”

                “อ๋อ นี่เรากำลังเปิดโอกาสให้กันและกันอยู่เหรอ? ทำไมเราใจกว้างกันจังวะ” คริสหัวเราะ และเริ่มเข้าใจสถานการณ์ หล่อนเดินไปนั่งที่หน้าบาร์และเทเหล้าดื่มอีกครั้ง “รับบทเป็นนางเอกด้วยกันทั้งคู่แบบนี้คนดูก็เลือกเชียร์ยากสิ ให้พี่เป็นนางร้ายอ่ะถูกแล้ว”

                “นี่ไม่ใช่ละครหลังข่าวไงพี่คริส” ลิลลี่เอ่ยแบบเอือมๆ ใช่ใครๆ ก็คงเอือมระอากับเรื่องนี้กันทั้งนั้น

                “พี่บอกเขาไปหมดแล้วนะ ทุกอย่างที่พี่รู้สึก”

                “อืม ลี่ก็บอกเขาแล้ว” ทั้งสองรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว กับการเลือกบอกความรู้สึกทุกอย่างออกไป แล้วให้บีตัดสินใจจากความรู้สึกของบีจริงๆ ใช่มันน่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าหากวันนี้บีไม่ได้ฟังคำว่ารักจากทั้งสองคนพร้อมๆ กัน

                “พี่บอกรักเขา/ลี่บอกรักเขา”

                เสียงพูดที่ประสานกันราวกับเป็นประโยคเดียวทำให้คริสกับลิลลี่หันหน้ามองกันอย่างอึ้งๆ สิ่งที่ทั้งสองเป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องของใครช้าหรือเร็วกว่ากัน ทั้งสองห่วงแค่คนๆ นั้น คนที่ต้องรับรู้ความรู้สึกของทั้งสองพร้อมกันภายในวันเดียวทั้งสองรู้สึกเหมือนอยู่ในภาพยนตร์ที่หักมุมแล้วหักมุมอีก เรื่องนี้จะตลกร้ายกับความรู้สึกไปถึงไหนกัน?

                “ถ้าเราสองคนเป็นเขา เราจะรับมือกับเรื่องนี้ยังไงดี?” คริสเอ่ยถาม ทั้งสองทอดสายตามองไปยังบี

                “เป็นคำถามที่ยากกว่าโจทย์ฟิสิกส์อีก” ลิลลี่ตอบ และลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

                 เบียร์ขวดที่สามของบีหมดลงแล้ว บีหันไปมองความสับสนทั้งสองที่หน้าบาร์ และหันมาคุยกับความรู้สึกของตัวเอง คำว่ารักของความสับสนทั้งสองมีน้ำหนักต่อความรู้สึกของบีบียอมรับ บีเลือกไม่ได้ หมายถึง ณ ตอนนี้ และเวลานี้สุดท้าย อินทิเรียที่ดูเหมือนจะออกแบบอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายๆ กลับออกแบบความสัมพันธ์ให้ตัวเองไม่ได้เลย มันก็เหมือนกับคุณต้องเลือกระหว่างไฟสีส้มในหอศิลป์หรือไฟหลากสีในบาร์ ทั้งๆ ที่คุณก็ชอบมันทั้งคู่หรือระหว่างท้องฟ้ายามเช้าอันแสนสดใสกับท้องฟ้ายามค่ำคืนอันแสนลึกลับและเงียบสงบ ทั้งๆ ที่คุณก็ต้องการมันทั้งสองอย่างไม่เพียงแค่บีเป็นความสุขในชีวิตของผู้หญิงสองคนนั้น แต่พวกหล่อนก็เป็นเหมือนความสุขบนโลกเหงาๆ ใบนี้ของบีเช่นกัน

                บีเดินมาที่หน้าบาร์ จ่ายเงินค่าเบียร์ทั้งหมดให้กับพนักงาน โดยมีคริสและลิลลี่นั่งมองบีอยู่ไม่ห่างนัก หากบีต้องการหาทางออกให้กับเรื่องนี้ บีควรจะทำอย่างไร? บีควรตัดสินใจสักที ว่าบีชอบประโยคบอกรักแบบไหนกันแน่ หรือบีควรหลบหนีไปจากความสับสนนี้สักพัก และกลับมาใหม่เมื่อรู้หัวใจตัวเอง บีกำลังเลือกที่จะหันหลังกลับ แต่จู่ๆ ความรู้สึกก็บอกว่ายังไม่อยากไปจากบาร์แห่งสับสนนี่ บีหยุดชะงัก และหันมาเผชิญกับความสับสนทั้งสองอีกครั้ง

                “ไปนั่งเล่นบนดาดฟ้ากันไหม?” คริสกับลิลลี่หันหน้ามองกันเมื่อบีเอ่ยชวน “ทั้งคู่นั่นแหละไปนั่งเล่นบนดาดฟ้ากันไหม?”

                “ถ้าไม่ใช่เพราะเมา ก็คงสติไม่ดี” คริสบ่นพึมพำให้ลิลลี่ได้ยินแน่นอนบีไม่ได้เมา แต่อาจกรึ่มๆ เล็กน้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าเอ่ยชวนความสับสนทั้งสองไปนั่งเล่นบนดาดฟ้าด้วยกัน ทั้งๆ ที่บีควรจะออกไปจากบาร์นี่ตั้งแต่แรก

                แม้ไม่มีเสียงเพลง แต่เสียงการจราจรบนถนนและแสงไฟจากยอดตึกไม่ทำให้บรรยากาศบนดาดฟ้าเงียบเหงามากนัก คริสนั่งรับลมอยู่อีกฝั่งของดาดฟ้าโดยมีขวดเหล้าอยู่ข้างกายจนแทบจะเป็นซิกเนเจอร์ของหล่อน ส่วนลิลลี่นั่งอยู่กับบีที่โต๊ะประจำเฉพาะกิจ

                “ชอบบนนี้ไหมพี่คริส?” ลิลลี่เอ่ยถาม

                “ก็ดี แล้วอินทิเรียคนนั้นออกแบบรูฟท็อปไปถึงไหนแล้วล่ะ?” คริสหันมาถาม

                “รอเจ้าของร้านเลือกแบบที่ถูกใจอยู่” บีตอบ พลางเหลือบมองลิลลี่และส่งยิ้มให้หล่อน

                “ออกแบบให้ดีนะเธอ” คริสหันหน้ากลับไปเงยมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิทและไร้ดวงดาว “โดยเฉพาะความสัมพันธ์น่ะ”

               

                ไม่ว่าเธอจะตัดสินใจยังไง เราขอให้เธอเจอความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับเธอนะบี

                ถ้างานศิลปะที่มีคุณค่าได้อยู่ในสถานที่ที่คู่ควร พี่บีก็ควรได้เจอใครสักคนที่พี่บีรักและรักพี่บีจากความรู้สึกจริงๆ

                 

                บีเดาไม่ออกหรอกว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะลงเอยแบบใดและลงเอยที่ใคร จะสุขหรือเศร้าจนน่าใจหาย แต่อย่างน้อย การค้นพบความสุขในชีวิตมันก็คุ้มค่าแล้วสำหรับโลกเหงาๆ ใบนี้ แม้วันหนึ่งความสุขนั้นอาจต้องห่างหายจากไปตามกฎของเวลา แต่มันจะเป็นดั่งเช่นความทรงจำอันล้ำค่าของบี 

               

                บีอาจเป็นอินทิเรียที่โลเลกับงานของตัวเอง แต่บีจะไม่โลเลกับความสัมพันธ์อันน่าสับสนนี้อีกแล้ว

 







--------------------------------------------------------

เหนื่อยโคตร กว่าจะผ่านแต่ละตอน มัวแต่นั่งทะเลาะกับตัวเอง 

แล้วระหว่างไฟสีส้มในหอศิลป์กับไฟหลากสีในบาร์ คุณผู้อ่านชอบอะไรมากกว่ากันคะ? :)




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

723 ความคิดเห็น

  1. #711 sunriseandbrowneyes (@nsxue) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 20:03
    เราเองก็เลือกไม่ถูกเหมือนกันแฮะ
    #711
    0
  2. #693 korea addict (@withlove88) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 13:48
    สาาภาพว่ายังไม่เคยไปหอศิลป์ เลยเลือกไม่ถูกเลย ใครใจดีพาไปหน่อย55
    #693
    0
  3. #692 korea addict (@withlove88) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 11:09
    นี่มันห่าเหวอะไรเนี่ย 5555
    #692
    0
  4. #679 Boombim_foryou (@Boombim_foryou) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 16:08
    หู้ยยยย เป้นบีก็ปวดหัวเหมือนกันแบบนี้
    #679
    0
  5. #674 ก๊องจิ (@asahtc2014) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มกราคม 2561 / 14:26
    ชอบตรงคาแรกเตอร์ชัดเจน การเปรียบเปลย และการหักมุมที่โคตรรถไฟเหาะ
    #674
    0
  6. #612 nutte_BCRIS (@nutte_BCRIS) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 01:32
    ตอนนี้ไม่เป็นห่วงสามคนนั้นละ
    เริ่มเป็นห่วงไรท์ละนะ ต้องปวดหัวขนาดไหนเนี้ยยย ^^ สู้ๆนะคะ
    #612
    0
  7. #440 kaopodd2 (@kaopodd) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 12:56
    เศร้าาาาแล้วค่าาา เลือกเถอะะสับสนน่ากลัวเกินไปแล้ว เลือกความสัมพันธ์ดีๆนะคนบีบี
    #440
    0
  8. #313 ploychy402 (@ploychy402) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 20:48
    พี่บีเลือกสักคนเหอะ อย่าให้มันสับสนและซับซ้อนมากไปกว่านี้เลย... ใจเราอยากให้เลือกพี่คริสนะ เพราะพี่บีทำให้กำแพงของพี่คริสพังลง ส่วนลิลลี่ยังต้องเจอคนอีกเยอะ มันต้องมีคนนิสัยคล้ายๆพี่บีอยู่บ้างแหละ
    #313
    0
  9. #223 SomNongnapas (@SomNongnapas) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 23:29
    ไฟสีส้มก็เหมือนความอบอุ่น ไฟหลากสีก็เหมือนความครื้นเครง สุดท้านเราก็ต้องการมันทั้งคู่
    #223
    0
  10. #222 nuuopor (@nuuopor) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 01:07
    ไฟสีส้มในหอศิลป์ ไฟหลากสีในบาร์
    ไฟสีส้มอาจทำให้อบอุ่น สบายตา
    ไฟหลากสีทำให้ไม่เหงา หวั่นไหว ใจเต้นแรง
    ทุกไฟอาจดีที่สุดในสถานการณ์มี่ต่างกัน????
    แต่ใจเราก็ชอบไฟหลากสีนะ
    #222
    0
  11. #213 wellingfresh (@justmeandyou) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 16:43
    ตอบแบบไม่ไบแอสก็ยังชอบไฟหลากสีอยู่ดีค่ะ ไม่ได้มองอนาคตไปไหลขนาดที่เค้าต้องคู่กันตลอดไปนะคะ แต่มองแค่ว่าไฟหลากสีกับคุณอินทีเรียมีบางอย่างที่สามารถผูกมัดกันไว้ได้ในตอนนี้
    #213
    0
  12. #212 s.swi (@s-sawitree-e) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 16:32
    เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องนี้ เราชอบที่ไรท์หาเรื่องมาเปรียบเทียบกับความรู้สึกต่างๆ ชอบในความไม่รู้ห่าเหวอะไรของบีและคริส ชอบบรรยากาศของเรื่องความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในกลุ่มควันอะไรบางอย่างเลย555 มันมัวไปหมด และรู้สึกเหมือนโดนอะไรบางอย่างบีบไว้ แอบคิดว่าถ้าตัวเองเป็นบีก็คงไม่รู้ว่าจะต้องทำไงเหมือนกัน :)
    #212
    0
  13. #211 chukichi (@chukichi) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 10:48
    ชอบไฟหลากสีในบาร์นะ ถึงจะไม่เคยไปแต่มันดูน่าค้นหาอะ ดูมีอะไรให้น่าลอง5555
    #211
    0
  14. วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 22:58
    ระหว่างไฟสีส้มในหอศิลป์ กับไฟหลากสีในบาร์... คุณอินทีเรียคะ เราขออยู่ทีมคนโลเลด้วยคนค่ะ! 555555 จริงๆคือเราชอบทุกรายละเอียดของเรื่องนี้เลยแหละ ชอบการบอกรักของทั้งคู่ ชอบทฤษฎีสีม่วงแดง รวมถึงเราชอบไฟทั้งสองแบบ... อยากบอกไรท์ว่าเราใส่ใจทุกรายละเอียดที่ไรท์แต่งนะคะ แต่เราพูดไม่เก่งเลย เอาเป็นว่าเราขอให้คุณไรท์ไม่ตกอยู่ในความสับสนก็แล้วกันเนอะ สู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจให้ :)
    #210
    2
    • #210-2 Nectarlism (@tkzittle) (จากตอนที่ 8)
      14 ตุลาคม 2560 / 14:34
      ดีใจที่ไรท์แต่งนิยายดีๆแบบนี้ออกมาเหมือนกันค่ะ ประทับใจจ
      #210-2
  15. #209 2mate (@jaaoraraiake) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 22:33
    ยากว่ะ โคตรยากเลย ดีทั้งคู่ คนละแบบ.. ขอให้เลิกสับสนเร็วๆนะบี
    #209
    0
  16. #208 Toeyy7038 (@Toeyy7038) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 20:26
    เหนื่อยแทนพี่บีจะให้ตัดใครสักคนออกไปเขาคงทำไม่ได้ ในเมื่อสองคนนั้นให้ความต้องการคนละแบบกับเขา
    #208
    0
  17. #207 zeira (@zeira_jin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 09:33
    เลือกไม่ได้อ่ะ แงดีทั้งคู่ สงสารคนไม่รู้ห่าเหวอะไร
    #207
    0
  18. #206 areeta (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 03:52
    คนที่สับสนที่สุดอาจจะไม่ใช่พี่บี แต่อาจจะเป็นไรท์เตอร์555555 เป็นกำลังใจให้นะค้าา💓
    #206
    0
  19. #205 สวนคุณยาย (@lovepimjai) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 01:52
    เป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหนื่อยมากค่ะ อ่านแล้วท้อมาก55555555555 ไมเกรนจะขึ้นแล้วว
    #205
    0
  20. #202 kaimuk544 (@kaimuk0911073204) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 01:06
    พี่บีสู้ๆนะ รีบๆผ่่านความสับสนไปให้ได้นะ
    #202
    0
  21. #201 Fai-Emm (@faifem_) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 23:59
    โอ้ยยย สับสนเด้ออออ สับสนแทนพี่บีเลยอ่ะ ??????เต็มไปหมด
    #201
    0
  22. #200 TIST_CHILL (@pammylover) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 23:57
    เหมือนวนอยู่ในความคิดเดิมๆแล้วไม่กล้าออกมาเพราะยังคิดถึงความถูกผิดอะไรอยูา
    #200
    0
  23. #198 0880279420 (@0880279420) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 23:08
    เรารักแม่เราทีมมี๊
    บีคริสค่ะ
    บางทีบีอาจจะรู้ความรู้สึกของตัวเองแล้วก็ได้ค่ะแต่บีแค่ไม่ยอมรับเพราะกลัวจะเสียอีกคนไป ลิลลี่อาจจะเป็นความสบายใจให้บีแต่เราว่าลิลลี่เหมาะแก่การเป็นน้องสาวมากกว่าค่ะพี่คริสอาจจะดูลึกลับแต่เราว่าถ้าพี่บีได้เข้าไปเรียนรู้โลกของพี่คริสอาจจะเห็นพี่คริสในอีกแง่มุมนึงไม่รู้สิเราสับสน เออสับสน
    แต่เราทีม บีคริสค่าาาาาาา
    #198
    0
  24. #197 imagine_ii (@imzii) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 23:02
    นี่คิดว่าบีรู้สึกกับคริสมากกว่าลิลลี่นะ แต่บีไม่รู้ใจตัวเองสักทีนี่สิ ลิลลี่ดูไปทางน้องสาวมากกว่านะ ยังไงก็ตาม #ทีมคริส จ้าาาาา 55555555
    #197
    0
  25. #196 newrwdia (@newrwdia) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 22:14
    เราชอบไฟหลากสีในบาร์มากกว่าไฟสีส้มในหอศิลป์แต่เราก็ชอบความรู้สึกที่อยู่ในหอศิลป์มากกว่าอนู่ในบาร์ เราชอบความเงียบในหอศิลป์มากกว่าการเสียงดังความวุ่นวายในบาร์แต่เราก็ชอบสีไฟในบาร์อยู่ดีแหละ เราชอบที่เงียบในหอศิลป์แต่ชอบแสงไฟในบาร์ อ่ะนี่อาจเป็นความสับสนสำหรับเรา แต่สำหรับบีเราว่าบีอาจจะชอบความรู้สึกที่อยู่กับบาร์มากกว่ามั้ง...อาจจะเป็นเพราะคริส เราว่าคริสทำให้บีรู้สึกก่อนลิลลี่อ่ะ เพราะบีเจอคริสที่บาร์ก่อนอยู่ด้วยกันก่อน ที่บีกับลิลลี่จะไปด้วยกันที่หอศิลป์ เพราะแต่ละสถานที่เราไปด้วยกันที่เราเจอใครสักคนมันเป็นความรู้สึกและความทรงจำของแต่ละคนอะ เราว่ายังไงคริสก็(ต้อง)วินวินเปล่าเข้าข้างดูดิสเราก็รู้ว่าเราอ่ะมันบีคริสสสส 5555555 แต่เราชอบการบอกรักแบบลิลลี่มันดูแฝงอะไรมันดูต้องคิด แต่ของคริสเราก็ชอบเราก็เป็นแบบคริสอะพูดประมาณคริสแต่แม่งเราก็วนมาเสียใจอีกทีเวลารู้สึกเหมือนตัวเองแพ้ แต่ยังไงเราก็บีคริส !!! 5555
    #196
    1