Cigarette After Sex (BeexCrisxLilly)

ตอนที่ 3 : Episode 3 : The face have a question mark

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    23 ก.ย. 60

               


Episode 3 : The face have a question mark





                คริสนอนอยู่บนเตียง หล่อนนอนคว่ำใบหน้าซุกอยู่กับหมอนและกำลังหลับสนิท ภาพสุดท้ายที่บีเห็นคือคริสหายออกไปกับผู้ชายคนนั้น หายไปนานและไม่มีวี่แววจะกลับเข้ามาในบาร์อีก ไม่มีวี่แววว่าจะกลับเข้ามาในชีวิตของบีด้วยซ้ำ บีพยายามหาคำตอบว่าเพราะอะไรเพราะบีไม่เหมือนคนอื่นที่หล่อนเคยเจอ เพราะเหตุผลเพียงเท่านี้เองเหรอที่ทำให้ผู้หญิงแปลกหน้ากลับมาที่นี่     

                หลับตาและครุ่นคิดไปเพียงชั่วครู่ เสียงร้องไห้ของคริสก็ดังขึ้น บีลืมตาและหันไปมอง แผ่นหลังของหล่อนขยับไปตามจังหวะการสะอื้นหายใจคริสร้องไห้อีกแล้ว

                “เธอ” บีเอ่ยเรียก ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ นั่นทำให้บีต้องลุกขึ้นไปดู “คริส...คริส”

                ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงสะอื้นบีประคองให้คริสนอนหงาย เปิดโคมไฟเพื่อมองใบหน้าหล่อนชัดๆ คราบมาสคาร่าและลิปสติกเปื้อนปอกหมอนบี รวมทั้งคราบน้ำตาที่กำลังเปื้อนใบหน้าคริส หล่อนร้องไห้ราวกับกำลังฝันร้าย ราวกับเพิ่งผ่านพบเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิต บีลูบผมคริสเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คริสพยายามไขว่คว้าบางสิ่งเข้าไปกอดเอาไว้ และสิ่งเดียวที่คริสจะคว้าไว้ได้ในตอนนี้ คือบี

                ทุกอย่างเป็นเหมือนคืนอันน่าสับสนคืนนั้น มีเพียงความรู้สึกของบีที่เปลี่ยนไป

                นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงเช้า คริสตื่นขึ้นมาด้วยท่าทีเลื่อนลอย มองเพดานสีขาวสลับกับมองแสงแดดลอดผ่านผ้าม่าน มองเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของตัวเอง และมองบีนั่งฟุบอยู่กับเตียง หากเป็นปกติหล่อนคงต้องตื่นมาด้วยสภาพเปลือยเปล่า มีคนนอนหันหลังให้ จากนั้นก็จากกันไปอย่างไม่แยแส ซึ่งคนตรงหน้าคนที่คริสรู้สึกว่าเขาไม่รู้เรื่องห่าเหวอะไรเลย ไม่ทำเช่นนั้น และคริสก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ทำเป็นประจำ คือการลุกไปสูบบุหรี่ให้หมดมวนแล้วมูฟตัวเองออกไปก่อนที่คนๆ นั้นจะตื่นขึ้นมา เพื่อให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกทิ้งก่อน

                ตอนนี้คริสรอรอให้บีตื่น

                บีเงยหน้าขึ้นมา มองคริสและเอ่ยถามด้วยเสียงงัวเงีย “เป็นไงบ้างอ่ะ?”

                “เป็นไง คือ?”

                “เมื่อคืนเธอนอนร้องไห้อีกแล้ว”

                คริสนิ่งไป หล่อนหลบสายตาบีและหันไปมองแสงแดดยามเช้าแทน “เหรอ?”

                “นี่มีเรื่องอะไรรึเปล่า?”

                “คงละเมอนั่นแหละ” นี่คงเป็นคำตอบเดิมๆ ที่คริสตอบกับคนที่หล่อนนอนด้วย ในทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมา คำตอบเดิมๆ ที่คริสนับไม่ถ้วนว่าเคยตอบมันออกไปกี่ครั้ง มันคงบ่อย เพราะหล่อนเองก็แอบเบื่อคำตอบของตัวเอง

                “แล้วมาที่นี่ได้ยังไง?”

                “ผู้ชายคนนั้นมาส่ง”

                “ทำไมไม่ไปนอนกับเขาล่ะ?”

                “ไม่รู้เหมือนกัน” คริสนิ่งคิด “จู่ๆ ก็บอกให้เขาพามาส่ง จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้ว”

                คริสตอบไปแบบนั้น ซึ่งสิ่งที่คิดจริงๆ ก็คือที่นี่เปรียบเสมือนหลุมหลบภัยหลังจากที่คริสฝ่าสมรภูมิกับพวกเสือ สิงห์ กระทิงมาทั้งคืน แม้จะเอ็นจอยกับชีวิตกลางคืนแค่ไหน กินเหล้าเมามาย ปล่อยเนื้อปล่อยตัวโลดแล่นอยู่ในแสงไฟและผู้ชายแปลกหน้าจนเป็นเรื่องปกติ ก็ใช่ว่าคริสจะอ่อนล้าไม่เป็น ที่นี่และบีเป็นเหมือนหลุมหลบภัยของคริส มันทำให้คริสไปต้องไปเผชิญกับกิจกรรมบนเตียงกับใคร ไม่ต้องตื่นนอนบนเตียงคนอื่น ไม่ต้องตอบคำถามคนอื่นว่าทำไมคริสถึงนอนร้องไห้ นอกจากตอบบี ผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องห่าเหวอะไรสำหรับคริส ซึ่งมันทำให้คริสสบายใจ คริสรู้สึกแบบนั้น แต่คงไม่บอกออกไปหรอก เพราะยังไงบีก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี

                “ท่าทางจะมีคำถามอยู่เต็มหัวไปหมดเลยสิ” คริสชี้วนไปที่หน้าของบี “หน้าเธอแม่งมีแต่เครื่องหมายเควสชั่นมาร์คเต็มไปหมด”

                “แค่ไม่เข้าใจ” บีเอ่ย ก็ไม่แปลกถ้าบีจะไม่เข้าใจ เพราะคริสเลือกที่จะไม่บอก หล่อนคิดว่าไม่บอกแล้วปล่อยให้ไม่เข้าใจดีกว่าบอกไปแล้วไม่เข้าใจยิ่งกว่าเดิม “ทำไมใช้ชีวิตที่มันผิดปกติ ได้เหมือนเป็นเรื่องปกติแบบนี้”

                “ยอมรับแล้วดิ ว่าชีวิตเราผิดปกติสำหรับเธอ”

                 “ต้องไม่แคร์อะไรเลยใช่ไหม ถึงใช้ชีวิตแบบนี้ได้”

                “แค่ยอมรับตัวเองได้ ยอมรับชีวิตของตัวเองได้ ก็ช่วยให้มีชีวิตอยู่บนโลกบ้าๆ นี่ได้แล้วล่ะ” คริสลุกจากเตียง คว้ากระเป๋าสะพายและทำท่าจะเดินจากไป

                “คริส” ลูกบิดประตูดูไกลออกไปแม้มันอยู่ห่างแค่เพียงเอื้อมมือเมื่อได้ยินน้ำเสียงนุ่มทุ้มของบีเรียก คริสหยุดเดินและหยุดฟัง “คือ...ถ้าเธอรู้สึกไม่โอเค ก็มาหาเราได้”

                ไม่รู้ทำไม เพราะน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนโยนนั่นทำให้คริสแปลกใจ น้ำเสียงที่ฟังดูแล้วไม่มีความรู้สึกไม่พอใจปนอยู่สักนิด ในความเป็นจริงแล้วบีควรไม่พอใจคริสสิ บีควรจะขยะแขยงผู้หญิงขี้เมาที่ทำตัวสำส่อน ควรด่าคริสที่มาใช้ชีวิตผิดปกติให้บีเห็น แล้วไล่ให้ไปไกลๆ ปิดประตูห้องใส่หน้าดังๆ แล้วบอกว่าอย่ากลับมาอีกนะแต่บีไม่ทำ

                “เธอบอกว่าเราไม่เหมือนคนอื่นที่เธอเคยเจอ เธอเลยมาหาเราที่นี่” ประโยคที่คริสพูดก่อนที่บีจะเปิดประตูรับคริสเข้ามาในห้องไม่สิ ในโลกของบีต่างหาก แม้ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรและทำไม แต่การที่จิตใต้สำนึกของคริสสั่งให้ผู้ชายคนนั้นพามาส่งที่นี่ บีรู้สึกได้คริสเต็มใจที่จะมา “เราไม่รู้หรอกว่าเธอเจออะไรมาบ้างถึงต้องนอนละเมอร้องไห้ให้เราเห็นตั้งสองครั้ง คือ เราก็ไม่ได้เข้าใจเธอนักหรอก แต่ถ้าเธอมาหาเราแล้วเธอรู้สึกโอเคขึ้นเธอก็มาเถอะ”

                “จะลงไปซื้อข้าว จะเอาอะไรไหม?” คริสเปลี่ยนเรื่องราวกับไม่ได้สนใจในสิ่งที่บีพูดมากนัก บีไม่ใส่ใจนักหรอก เพราะนี่คือการที่คริสยังไม่เดินจากไปแบบดื้อๆ เหมือนครั้งอื่นๆ และเหมือนคริสรู้ว่าบีอยากให้หล่อนอยู่ต่อ

                และคริสก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงยังไม่อยากกลับออกไปจากโลกของบี

                คงเพราะรสชาติเหล้าในปากจากเมื่อคืนยังไม่หายไป คริสเลยนั่งกินข้าวต้มกุ้งราวกับฝืนใจ และในที่สุดคริสก็ทนไม่ได้ที่จะฝืนกลืนมันลงคอบีมองทุกๆ อิริยาบถของคริส พลางคิดว่านี่คงเป็นมื้อเช้าที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตของบี เพราะบีไม่มีใครนั่งกินมื้อเช้าด้วยมานานมากแล้ว

                “รสxไม่แ_ก” คริสบ่นพึมพำกับตัวเอง ซึ่งบีได้ยินจริงๆ แล้วการตื่นมานั่งกินข้าวต้มกุ้งกับใครสักคนก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับคริสเช่นกัน เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของคริสมาก่อน

                นั่นสิ แล้วจะทำไปทำไมวะ

                “ถามจริง ปกติกินข้าวเช้ากี่โมง” บีเอ่ยถามเหมือนรู้ทันว่านี่ไม่ใช่เวลาอาหารเช้าของคริส

                “ห้าโมงเย็นอ่ะ”

                “ห้ะ” บีอุทานเบาๆ “นั่นข้าวเย็นแล้วป่ะ?”

                “ชีวิตผิดปกติก็เป็นแบบนี้แหละ” คริสตอบ บีรู้สึกได้ว่าหล่อนกำลังประชด 

                “เธอฝันร้ายบ่อยเหรอ?” บีวกกลับมาถาม เรื่องที่คริสนอนละเมอร้องไห้อีกครั้ง

                “เธอคิดว่าทำไมคนเราถึงฝันร้ายล่ะ?” คริสตอบกลับเป็นคำถาม

                “ก็คง...” บีคิด “ไปเจอเรื่องแย่ๆ แล้วเก็บเอามาคิด”

                “เธอคิดว่าคนอย่างเราจะเจอเรื่องแย่ๆ อะไร?" นั่นสิ--คริสดูเอ็นจอยกับชีวิตจะตายไป "อย่างมากก็แค่ผู้ชายพวกนั้นจูบไม่เร้าใจ นั่นน่ะแย่ที่สุดสำหรับเราละ"             

                “เวลาจูบกับคนที่เธอไม่รัก เธอรู้สึกยังไงอ่ะ?” ไหนๆ คริสก็พูดเรื่องจูบขึ้นมา มันทำให้บีคิดถึงเรื่องจูบของลิลลี่อีกครั้ง 

                “จะรู้สึกอะไร ก็ไม่ได้รักหนิ”

                “ไม่เลยสักนิดเหรอ?”

                 “ถ้าเกิดจูบเสร็จแล้วต้องมานั่งคิดทบทวนว่ารู้สึกยังไง ก็แปลว่าเริ่มรู้สึกหวั่นไหวแล้วแหละ” 

                  คงจริงอย่างที่คริสบอก บีอาจจะเกิดความรู้สึกอะไรสักอย่างขึ้นมาหลังได้รับสัมผัสอันเรียบง่าย นุ่มนวลและอ่อนโยนในคืนอันน่าสับสนนั้น ตั้งแต่ได้สัมผัสมือของลิลลี่ ได้มองรอยยิ้มสดใสราวกับท้องฟ้ายามเช้า มันคงตั้งแต่ตอนนั้นแหละ บีรู้สึก--แต่แค่ไม่รู้ว่ารู้สึกอะไร และควรจะต้องรู้สึกอะไรกันแน่ ก็คงเหมือนกับตอนนี้ที่บีรู้สึกอะไรบางอย่างต่อคนตรงหน้า ไม่ต่างกันเท่าไหร่เลย

                “ทำไมอ่ะ โดนใครจูบมา?”

                “เปล่า” บีรีบปฏิเสธ “แล้วเธอไม่คิดเหรอ ว่าถ้าคนที่เธอนอนด้วยรักเธอขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?”

                 “เรายอมให้พวกเขาเข้าหา แต่เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มวิ่งตาม เราจะวิ่งหนี”

                  "ทำไมอ่ะ?”

                  “ชีวิตเรามัน...ผิดปกติ” คริสย้ำคำว่าผิดปกติมากเป็นพิเศษ “เราไม่อยากเข้าไปเป็นความผิดพลาดในชีวิตของใคร” หรือชีวิตที่แลดูจะผิดปกติจากมนุษย์ทั่วไปจะเคยเป็นความผิดพลาดในชีวิตของใคร--แต่อย่างน้อยคริสก็ไม่น่าใช่ความผิดพลาดในชีวิตของบี ณ ตอนนี้

 

                ก่อนจะเดินเข้ามาในบาร์แจ๊สร้านประจำที่คุ้นเคย บีคิดแล้วคิดอีกว่าควรทำตัวอย่างไรเมื่อได้เจอกับลิลลี่ บรรยากาศจะน่าสับสนและตึงเครียดมากแค่ไหนหลังจากที่เกิดจูบอันรวดเร็วนั่นขึ้น แต่ทันทีที่หย่อนตัวนั่งลงกับเก้าอี้ ณ โต๊ะประจำ คราฟเบียร์ถูกเสิร์ฟอย่างเรียบง่าย ลิลลี่ทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในคืนนั้น หล่อนยังสดใสและทำตัวปกติมากซะจนบีก็สงสัยว่าจูบของหล่อนคือของจริงรึเปล่า? หรือบีแค่จินตนาการและเผลอไผลไปเอง สถานการณ์ตอนนี้จึงไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดจนเกินไปจากการที่ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรเรื่องจูบในคืนนั้นออกมา

                “อยากขึ้นไปดูโซนใหม่ของร้านไหม?”

                “ห้ะ?” มัวแต่คิดถึงเรื่องจูบนั้น บีเลยไม่ได้ฟังสิ่งที่ลิลลี่พูด

                “เนี่ย ไม่สนใจกันอีกแล้ว” ลิลลี่แกล้งทำหน้าเศร้า ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา “พอดีว่าจะต่อเติมส่วนบาร์รูฟท็อปน่ะ เผื่อลูกค้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศขึ้นไปรับลม ขึ้นไปดูกันไหม?”

                บีตกลงและเดินตามลิลลี่ไปอย่างว่าง่าย

                ข้างบนนี้ไม่มีเสียงเพลงจากในบาร์ นอกจากเสียงลมพัดและเสียงการจราจรในช่วงค่ำคืน มันเป็นลานดาดฟ้าโล่งๆ มีโต๊ะไม้วางอยู่ไม่กี่ตัว มีบาร์เครื่องดื่มที่กำลังต่อเติมและโคมไฟสไตล์ย้อนยุคแขวนอยู่ลิลลี่เดินออกมาจากห้องเก็บของเล็กๆ พร้อมกับกีต้าร์คลาสสิคเก่าๆ หนึ่งตัว หล่อนปัดฝุ่นออกและยื่นมันมาให้บี

                “ไอ้นี่มันยังใช้ได้รึเปล่าอ่ะพี่บี พอดีเจอมันเก็บอยู่ในห้อง”

                บีรับกีต้าร์มาถือไว้ มองดูหมุดปรับสายที่ยังใช้การได้ บีใช้เวลาประมาณสองนาทีเพื่อจูนเสียงกีต้าร์ให้ฟังดูเป็นเสียงที่แสตนดาร์ทมากที่สุด บีดีดคอร์ดซีสลับกับคอร์ดเอฟ ก่อนจะยื่นกีต้าร์คืนให้ลิลลี่ “ใช้ได้นะ แต่เปลี่ยนสายหน่อยก็ดี สายมันเก่ามากแล้ว”

                ลิลลี่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหายกลับเข้าไปในห้องเก็บของอีกครั้ง คงเพราะต้องการจะต่อเติมบาร์ด้านบนให้เป็นบาร์แบบรูฟท็อป ลิลลี่เลยต้องจัดการกับข้าวของในห้องนั้นหลังจากที่ไม่เคยขึ้นมาแตะมันเลย บีมองตามแล้วเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัวที่เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานงานที่หล่อนรัก

                 ลิลลี่ออกมาจากห้องเก็บของ ปัดมือสองสามทีเพื่อไล่ฝุ่น ขาเรียวยาวของหล่อนกำลังปีนบันไดขึ้นไปสำรวจดูด้านบน แต่จู่ๆ ลิลลี่ก็รีบปีนลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ บีกำลังคิดว่าหล่อนคงเจอเข้ากับหนูตัวใหญ่หรือไม่ก็แมลงสาบ

                “ลี่ เป็นอะไรรึเปล่า?” บีตะโกนถาม ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปหา

                “ตรงนี้มันสูงมากอ่ะพี่บี” ลิลลี่หอบหายใจ และรีบเดินออกมาจากตรงนั้น  ตึกสี่ชั้นอาจไม่สูงสำหรับบี แต่ถ้าสำหรับคนกลัวความสูงก็ไม่แน่ ตรงนั้นไม่มีคานกั้น เป็นร่องตึกยาวลงไปจนถึงพื้นดิน และดูเหมือนลิลลี่จะไม่รู้ว่าเป็นแบบนั้น

                “ใจเย็น กลัวความสูงเหรอเรา?” บีกึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะ

                “ใจหายเลย”

                “โอ๋ๆ ใจเย็นๆ” บียื่นมือไปแตะไหล่ลิลลี่เพื่อปลอบใจ “แล้วนี่ทำไมต้องมาทำอะไรเองด้วยล่ะ ให้พนักงานมาช่วยสิ หรือว่าให้พี่ช่วยไหม?”

                “ลี่แค่อยากตรวจดูความเรียบร้อยเฉยๆ อยากถามความคิดเห็นพี่บีด้วยว่าต้องตกแต่งแบบไหนถึงจะดี”

                “ได้สิ” คนตรงหน้ากลัวความสูง และบีไม่เคยเห็นใครกลัวความสูงได้น่ารักเท่านี้มาก่อน 

                  บีใช้เวลาอยู่บนดาดฟ้ากับลิลลี่โดยไม่รู้สึกเบื่อ บีชอบข้างบนนี้ ชอบลมเย็นๆ และชอบที่มีเด็กสาวรอยยิ้มสดใสคอยชวนคุยในหลายๆ เรื่อง บีรู้สึกเป็นตัวของตัวเองเมื่อได้อยู่กับลิลลี่ หล่อนทำให้บีไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยคำพูด ไม่ต้องเกร็งกับบทสนทนาอันเรียบง่าย  

               คริสมองขึ้นมาบนชั้นดาดฟ้า มองบีกับลิลลี่กำลังยืนคุยกันมองทั้งสองยิ้มและหัวเราะไปพร้อมๆ กัน--มองด้วยสีหน้าราบเรียบ

                การแสดงบนเวทีจบลงพร้อมกับเสียงโห่ร้องอย่างพอใจของลูกค้าในร้าน คริสโค้งตัวขอบคุณพวกเขาและลงจากเวที หายเข้าไปหลังร้านในจังหวะเดียวกันกับที่บีและลิลลี่เดินลงมาจากดาดฟ้า เป็นจังหวะประจัญหน้าโดยไม่คาดคิดและช่างน่าอึดอัด ไม่ใช่เพราะความแคบของทางเดินไปหลังร้าน แต่เป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างที่บีมีต่อผู้หญิงคนนั้นและเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ 

                “อ้าว โชว์จบแล้วเหรอ?” ลิลลี่เอ่ยทักทายคริส

                “อืม” คริสเสยผม บีมองเห็นเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นบนใบหน้าของหล่อน มองริมฝีปากสีแดงเข้มมองเพราะมันดึงดูดเหลือเกิน “ไปไหนกันมาอ่ะ?” คริสเอ่ยถาม ในคำถามที่รู้อยู่แล้ว

                “พาพี่บีขึ้นไปดูชั้นดาดฟ้าอ่ะ พอดีกะจะต่อเติมร้านตรงนั้น”

                “เออ พื้นฟลอว์ยังปูไม่เรียบนะ บอกอินทิเรียคนนั้นเรียกช่างมาแก้ด้วยล่ะ” คริสบอกลิลลี่ แต่ดูเหมือนตั้งใจจะบอกบีมากกว่า ลิลลี่คงสังเกตได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง หล่อนมองคริสสลับกับมองบี และบรรยากาศก็กลับเข้าสู่ความเงียบและสิ่งที่เข้ามาทำลายความเงียบก็คือชายหนุ่มปริศนาที่เดินตรงเข้ามาโอบเอวคริสให้เดินออกไปทางหลังร้านด้วยกัน บีเชื่อแล้วว่าคริสมีผู้ชายไม่ซ้ำคนในแต่ละคืน

                “ยังไงเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่บอกช่างให้มาแก้พื้นให้นะ” บีหันไปเอ่ยกับลิลลี่

                “ไว้ก่อนก็ได้พี่บี อย่าซีเรียส”

                “แต่คริสบอกว่า...”

                “ไปที่โต๊ะดีกว่า” ลิลลี่ตัดบทจบสนทนาไว้แค่นั้น

                บีควรรู้สึกอย่างไรกับบทสนทนาเมื่อครู่นี้ดี ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้อีกสักกี่เรื่อง 

                บีมองคริสนั่งดื่มอยู่กับผู้ชายปริศนาคนนั้น คริสยิ้มและหัวเราะกับเขาราวกับคืนนี้เป็นคืนที่หล่อนมีความสุขมากที่สุด ทั้งสองใกล้ชิดกันมากและคริสคงชอบที่ได้อยู่ใกล้กับเขา สายตาของคริสไม่มองใครเลยนอกจากเขาและมีแต่บีที่มองคริส ตอนนี้บีก็ยังนึกไม่ออก ว่าเรื่องเลวร้ายอะไรที่ทำให้คริสต้องนอนละเมอร้องไห้ เพราะเท่าที่เห็นชีวิตของคริสก็ดูมีความสุขดี กับผู้ชายและเหล้าในแก้ว

                บีควรละสายตามองคริสสักที ควรหันมาสนใจขวดคราฟเบียร์ที่วางอยู่ตรงหน้ากับเพลงโปรดที่กำลังบรรเลง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยอะไร เพราะบีก็ยังเหลือบมองดูคริสกับผู้ชายคนนั้นนัวเนียกันอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งบีไม่อยากจะเห็นบีตัดสินใจลุกเดินไปนั่งที่หน้าบาร์แทน อย่างน้อยรอยยิ้มสดใสของลิลลี่ก็พอดึงดูดความสนใจบีได้บ้าง ไม่สิ ดึงดูดได้มากทีเดียว

                “ทำไมมานั่งนี่ล่ะ?” ลิลลี่ถาม และเดินมานั่งด้วย

                “ไม่รู้ดิ" บีรู้อยู่เต็มใจว่าเพราะอะไร--บีไม่อยากมองเห็นคริสนั่งนัวเนียกับผู้ชายคนนั้น มันรกหูรกตา ยิ่งได้เห็นว่าคริสไม่ได้สนใจไยดีบี  ราวกับไม่ใช่คนที่เคยไปนอนที่ห้องของบีถึงสองครั้ง

                บทสนทนาเริ่มต้นขึ้น หรือจากนี้บีควรจะถาม เรื่องที่อยากถามสักที

                “คืนนั้น...” บีเว้นวรรค เมื่อเห็นลิลลี่ตั้งใจฟังและเห็นดวงตากลมโตจ้องมองมา “เอ่อ...คืนนั้น ลี่จูบพี่ทำไมอ่ะ?”

                “จริงสิ” ลิลลี่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “วันศุกร์นี้จะมีนักดนตรีแจ๊สจากแคนาดามาเล่น ลี่คิดว่าพี่บีต้องชอบแน่ๆ มาด้วยนะ ลี่จะจองโต๊ะไว้ให้โดยเฉพาะเลย”

                เสียงของบีเบาเกินไปรึเปล่า? ลิลลี่ไม่ได้ยินคำถามหรือว่าตั้งใจจะหลีกเลี่ยงคำถามด้วยการเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่น? บีไม่ได้สนใจนักดนตรีแจ๊สจากแคนาดาที่จะมาเล่นสักนิด สิ่งที่บีอยากรู้คือลิลลี่จูบเธอทำไม และบีก็อยากรู้ว่าบีรู้สึกอะไรกับเด็กคนนี้กันแน่ ถ้าหากบีไม่ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ บีคงตอบคำถามความรู้สึกตัวเองไม่ได้

                “เมื่อกี้ พี่ถามลี่ว่า...”

                “ไม่ต้องถามเหตุผลหรอกพี่บี เพราะลี่ไม่มีให้” ลิลลี่ตอบ แล้วบีควรจำทำยังไงกับคำตอบนี้ดี ควรจะปล่อยมันไปให้กลายเป็นเรื่องของคืนนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่มีต่อเด็กคนนี้ค้างคาต่อไปโดยไม่ต้องคิดทำอะไร ไม่ต้องไปหาเหตุผลอย่างที่ลิลลี่พูดงั้นเหรอ?

                ใครว่าลิลลี่เป็นคนอ่านออกง่าย ลิลลี่เองก็เข้าใจยากไม่แพ้คนอย่างคริสนักหรอก

               เสียงแก้วเหล้ากระทบกับโต๊ะดังขึ้น คริสปรากฎตัวด้วยการเดินมานั่งลงข้างๆ เติมเหล้าอย่างชำนาญและดื่มราวกับน้ำหวานอย่างเช่นทุกครั้งที่บีเคยเห็น ผู้ชายคนนั้นหายไปแล้วคริสถึงได้ย้ายตัวเองให้มานั่งที่นี่ คริสคงแค่แวะมาเติมแอลกอฮอล์เข้าร่างกายให้ได้เยอะๆ ก่อนที่จะออกไปกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง ออกไปโดยไม่กลับมาอีก 

               บีมองคริสหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ กลิ่นบุหรี่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ แต่มันก็ยังคงหอม--คริสชายตามามองบีและยื่นบุหรี่มาให้ หล่อนคงเข้าใจว่าบีอยากสูบบุหรี่ ถึงได้เอาแต่มอง

                "ไม่ล่ะ เราไม่สูบ" บีปฏิเสธ คริสพยักหน้ารับรู้และลดมือกลับไป 

                “สูบบุหรี่ตอนไหนเอ็นจอยที่สุดอ่ะ?” ลิลลี่เอ่ยถามอย่างอยากรู้

                “หลังมีเซ็กส์” คริสตอบ “มั้ง”

                “หูย ติดเรทว่ะ” ลิลลี่หัวเราะ

                คริสตอบคำถามได้ราวกับเป็นเรื่องปกติ คงจะเป็นอย่างนั้น สำหรับคริส บุหรี่หลังมีเซ็กส์คงละมุนละไมมากกว่าบุหรี่ทุกมวนบนโลก โดยเฉพาะเซ็กส์กับผู้ชายที่คริสพอใจจะมีด้วย คริสคงพอใจกับชีวิตตัวเอง ชีวิตของคริสที่มันแลดูผิดปกติสำหรับบี

                “พี่กลับก่อนนะ” ไม่รู้ทำไมบีถึงอยากมูฟตัวเองออกไปจากตรงนี้ เพราะเรื่องจูบของลิลลี่ที่ยังไม่เคลียร์ เรื่องบุหรี่หลังมีเซ็กส์ที่คริสรู้สึกเอ็นจอย หรือเพราะการประจัญหน้ากันระหว่างบีกับผู้หญิงสองคนนี้อีกครั้ง

                “อ้าว ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอพี่บี?”

                “ไม่ล่ะ ไว้วันศุกร์หน้าเจอกัน”

                “ได้” ลิลลี่โบกมือลาพร้อมรอยยิ้ม ส่วนคริสเพียงแค่ชายตามอง

                คริสนั่งดื่มไปเรื่อยๆ จน Absolut Raspberri ที่วางอยู่เหลือเพียงครึ่งค่อนขวด หล่อนมองลิลลี่กำลังวุ่นวายอยู่กับการบริการลูกค้า มองบาเทนเนอร์กำลังผสมเครื่องดื่มใส่แก้ว มองผู้คนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและหันมองตัวเองที่รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในบาร์แห่งนี้และถูกผู้คนมากมายกัดกิน คริสถอนหายใจและไม่รู้จะทำอะไร นอกจากดื่มเหล้า ดื่มเพื่อให้แอลกอฮอล์ชำระล้างความเจ็บปวดจากการถูกกัดกินให้จางหายไป

                “พี่ไปนอนที่ห้องเขามาอีกแล้ว” คริสเริ่มเปิดบทสนทนา เมื่อเห็นลิลลี่เดินเข้ามา “คนที่ชื่อบีนั่นน่ะ”

                “เหรอ?” ลิลลี่คลี่ยิ้มบางๆ ราวกับไม่ได้ตกใจอะไรมาก “คราวนี้ตั้งใจใช่ป่ะ?”

                “ไม่รู้ดิ” คริสเทเหล้าและยกดื่มอีกครั้ง “แปลกใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมต้องไป”

                "พี่คริสไม่เห็นเหมือนคนที่ไปนอนห้องพี่บีมาสองรอบเลยอ่ะ" ลิลลี่คิดแบบนี้ ก็คงเหมือนกับที่บีคิด 

                "เออ คงงั้นมั้ง" คริสยอมรับ พลางสายตาเลื่อนลอยกำลังมองลิลลี่ยื่นเช็ดแก้วเครื่องดื่มราวกับมันน่าสนใจมาก 

                “คืนก่อน...” ลิลลี่เปิดบทสนทนาบ้าง หลังจากที่คริสเงียบไป “คืนก่อน...ลี่จูบเขาอ่ะพี่คริส”

                 "จูบเหรอ?" คริสถามย้ำอีกครั้ง เพราะหล่อนคิดว่ากำลังฟังผิด

                “อืม” ลิลลี่พยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คริสเริ่มเข้าใจถึงคำถามที่บีถามเอาไว้ในเช้าวันนั้น ว่าการจูบกับคนที่ไม่ได้รู้สึกมันเป็นอย่างไร--นั่นเพราะบีจูบกับลิลลี่นั่นเอง

                “ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ?”

                “ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน” ลิลลี่ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ “คงเหมือนกับที่พี่คริสไปนอนห้องพี่บีได้ยังไงก็ไม่รู้นั่นแหละ”

                “ตั้งใจจูบรึเปล่า?"

                “ไม่รู้ว่ะ” ลิลลี่มีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นปม และในที่สุดลิลลี่ก็ตัดสินใจปล่อยให้ทุกอย่างมันจบลงแค่นั้น หล่อนไม่อยากคิดว่าทำไปเพราะอะไร เพราะยังไงก็หาคำตอบไม่ได้อยู่ดี “แม่งไม่มีเหตุผลเลยอ่ะพี่คริส”

                “อุ้มเหตุผลออกมาจากท้องพ่อท้องแม่รึไง ต้องคิดอะไรมากวะ? จูบเพราะอยากจูบก็พอแล้ว”

                 ลิลลี่ดูเหมือนเห็นด้วยกับคำพูดของคริส ลิลลี่ไม่ใช่คนประเภทที่ต้องถามหาเหตุผลจากการกระทำตลอดเวลา และคงเหมือนกันกับคริส--ถ้าเราหาเหตุผลจากสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้ นั่นก็เพราะว่ามันไม่มีเหตุผลมาตั้งแต่แรก แล้วจะนั่งคิดหาเหตุผลให้มันเสียเวลาไปทำไม

                “แล้วเขาว่ายังไงล่ะ คนที่ไม่รู้ห่าเหวอะไรคนนั้น”

                “ก็ดูสงสัย แต่ก็ยังปกติ”

                “เออ เชื่อแล้วว่าแม่งไม่รู้ห่าเหวอะไรจริงๆ” คริสหัวเราะในลำคอ เมื่อคำตอบที่ได้ตรงกับสิ่งที่คิด “จูบเขาอ่ะ ชอบเขาเหรอ?”

                “ชอบนี่มันต้องยังไงอ่ะ” ลิลลี่ตอบพลางมองสีหน้าเอือมระอาของคริส “นี่ไม่ได้กวนตีนนะ ลี่ไม่รู้จริงๆ”

                “เออ พี่ก็ไม่รู้ว่าการชอบใครสักคนมันเป็นยังไงเหมือนกันนั่นแหละ”

                “บอกไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าเขาเป็นคนที่ไม่รู้ห่าเหวอย่างที่พี่คริสบอก ลี่ก็ยังชอบที่เขาเป็นแบบนั้นนะแต่ก็ยังไม่อยากตัดสินว่าชอบเขาจริงๆ เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป”

                “เกิดขึ้นเร็วกับเกิดขึ้นช้าๆ มันก็ค่าเท่ากันป่ะ ยังไงก็ต้องชอบเขาเหมือนกัน สู้ชอบเขาเร็วๆ ตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าเหรอ?”

                “ถ้าเป็นพี่คริส พี่ไม่คิดแบบนี้หรอก” ลิลลี่เอ่ยอย่างรู้ทัน ไม่มีทางที่คริสจะยอมเปิดใจรับใครเข้ามาในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่พูดหรอก ใช่--มันไม่เคยเกิดขึ้นสักครั้ง ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครสักคนที่คริสนอนด้วย 

                 "แล้วสรุปมันยังไง?"

                 “ลี่รู้สึกว่าเข้ากับเขาได้ เหมือนเราสองคนเป็นสารเคมีชนิดเดียวกันอ่ะ เอาจริงๆ มันโคตรพิเศษเลยนะที่เจอคนเคมีตรงกันแบบนี้” 

                 คริสฟังและคิดตาม--สารเคมีงั้นเหรอ?--มันอารมณ์เหมือนเจอใครสักคนแล้วรู้สึกรักตั้งแต่แรกเห็นรึเปล่า? แต่คงไม่ใช่หรอก เพราะเรื่องแบบนั้นมันมีแต่ในละครน้ำเน่าหลังข่าวโทรทัศน์ แล้วไอ้สารเคมีที่ว่ามันเป็นยังไง คือการที่คนๆ หนึ่ง หลั่งสารเคมีที่มีปฏิกิริยาตรงกันกับอีกคนหนึ่ง ทำให้ทั้งสองเข้ากันได้ดีราวกับเกิดมาเพื่อกันและกัน แบบนั้นเหรอ? ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในชีวิตนี้คริสคงเป็นสารเคมีที่ไม่เคยมีปฏิกิริยาตรงกับใครเลย

                “แล้วจะรับมือกับเรื่องที่โคตรพิเศษเรื่องนี้ยังไงล่ะ?”

                “จะไปรู้เหรอ” ลิลลี่กึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะ “ถ้ารู้คงไม่มานั่งคุยกับพี่คริสอยู่ตรงนี้หรอก”

                “ลองเข้าใกล้เขามากกว่านี้ดิ เราอาจจะได้เห็นตัวตนของเขาในมุมที่ต่างไปจากสิ่งที่เราเห็น แล้วก็จะได้รู้ว่า--ความรู้สึกโคตรพิเศษที่เกิดขึ้น คืออะไรกันแน่”

               "ช่างมันเถอะ" ลิลลี่ตัดบท "ยังไม่อยากหาคำนิยามอะไรตอนนี้"

 

 

                  คริสไม่รู้ว่ากำลังทำในสิ่งที่เพิ่งแนะนำให้ลิลลี่ทำอยู่รึเปล่า เพราะรู้ตัวอีกที คริสก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องของบีและต้องการเปิดประตูเข้าไปในโลกของบีอีกครั้ง อย่างไร้เหตุผล

 







---------------------------------------------

จะไม่มีการชิงรักหักสวาทใดๆ ทั้งสิ้น 

เพราะนี่คือฟิคแห่งความสับสนและไร้เหตุผล

มันจะมีแต่ความสับสนเท่าน้านนนน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

723 ความคิดเห็น

  1. #607 nutte_BCRIS (@nutte_BCRIS) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 00:21
    โอ้ยนยยนยน อะไรเนี่ยนนยย
    #607
    0
  2. #592 ไรท์หมี@Dogmouthbear (@thefluffygang) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 23:19
    ทำไมชั้นหงุดหงิดคริสวะะะะะ 555555 ลี่สู้ๆ ลี่สู้ๆ 
    #592
    0
  3. #437 kaopodd2 (@kaopodd) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 11:31
    อ่าาาา งงไปหมดด
    #437
    0
  4. #216 nuuopor (@nuuopor) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 23:15
    สับสนไปหมดดดดด
    #216
    0
  5. #153 ploy_troll (@ploy_troll) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 20:37
    เพืฝิ่งเข้ามาอ่านน่ะค่ะ สนุกมากและก้อสับสนมากอ่ะไรท์
    #153
    0
  6. #51 namtan-beecris (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 15:23
    สับสนวนไป อยากใพ่พราบีกับลิลลี่...กันอีก รู้สึกน่ารักแปลกๆ
    #51
    0
  7. #50 ShaLam (@Ratmanee_kiekie) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 22:43
    ชอบความไร้เหตุผลของทุกตัวละคร ก็ไม่มีใครอุ้มเหตุผลออกมาจากท้องพ่อท้องแม่หรอกนะ 55555555
    #50
    0
  8. #49 everything (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 20:49
    ฮือ......ทำไมเราดูหลายใจจัง
    #49
    0
  9. #48 Fai-Emm (@faifem_) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 13:42
    อยากได้คุณบีผู้ไม่รู้ห่าเหวอะไรจังเลยค่ะ ละมุนมาก5555
    #48
    0
  10. #45 Minasorn_ (@nasorn-22) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 07:05
    สับสนๆ พี่บีผู้ไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยเหมือนเราตอนนี้ 555
    #45
    0
  11. #44 TIST_CHILL (@pammylover) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 01:05
    โอ้ยยยสับสนทั้งสามคนเลย
    #44
    0
  12. #43 Toeyy7038 (@Toeyy7038) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 01:04
    เกทับกันหรอสองคนนี้คนนึงบอกไปนอนห้องเขามาอีกคนบอกไปจูบเขามา โอ้ยย ไม่ใช่แค่ตัวละครสับสนคนอ่านก็สับสน จะว่าเหมือนเกทับกันก็ใช่แต่อ่านบรรทัดถัดลงมาก็ไม่ใช่อีก งงในงง เลย5555555555
    #43
    0
  13. #42 wellingfresh (@justmeandyou) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 00:19
    เรื่องบางเรื่องคิดมากก็ปวดหัว ไม่ต้องมีเหตุผลนี่แหล่ะน่าจะเป็นทางออกที่ดี
    #42
    0
  14. #41 NISI_WOO (@NISI_WOO) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 22:34
    สับสนจริงๆด้วย -_-
    #41
    0
  15. #39 2mate (@jaaoraraiake) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 21:41
    สับสบทั้งคู่ ไปๆมาๆรู้ตัวอีกทีชอบคนเดียวกันนะคะะ
    ชอบที่พี่คริสเรียกพี่บีว่า ?คนที่ไม่รู้ห่าเหวอะไรเลย?
    พี่บีก็ไม่รู้ห่าเหวอะไรจริงๆนั้นแหละ5555
    #39
    0
  16. #36 AeAnne_Saii (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 19:28
    สับสนตาม 😂
    #36
    0
  17. #35 Ryojin29 (@Ryojin29) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 18:38
    เอ้าเจ้ ไปห้องน้องเฉยยยยยยย
    #35
    0
  18. #34 homesixth (@homesixth) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 18:26
    ชอบอ่ะไรท์ เขียนน่าติดต่ม ชอบในความไม่รู้ของตัวบะคร เหตุผลบางทีก็ไม่จำเป็นสำหรับบางเรื่องราว
    #34
    0
  19. #31 ppp232 (@ppp23) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 16:09
    เอาจริงๆอ่านเรื่องนี้เรามีแต่คำถาม ทำไมว่ะ แบบนี้???? จริงๆ
    #31
    0
  20. #30 Delight (@delight25) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 16:01
    ชอบบทสนทนาระหว่างพี่คริสกับน้องลิลลี่ ที่พูดถึงพี่บีจัง เหมือนเพื่อนสาวกำลังปรึกษาปัญหาหัวใจ แล้วให้ฟีลแบบพี่บีเป็นน้องบีเลย น่ารัก ถึงน้องก็ดูอบอุ่น
    #30
    0