Cigarette After Sex (BeexCrisxLilly)

ตอนที่ 23 : ❀ Special for my dear readers. ❀

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 988
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    18 ธ.ค. 61

 

 


        


Special  for my dear readers :-)

 


 


            ฤดูหนาวปีนี้หนาวน้อยกว่าปีก่อนหลายเท่า เดือนธันวาคมควรประกอบไปด้วยลมหนาว อากาศแห้งๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไม่ใช่ท้องฟ้ามืดครึ้มเต็มไปด้วยเมฆหมอกทำท่าราวกับจะมีฝนตกลงมาขณะขับรถไปยังจุดหมาย ในที่สุดฝนก็โปรยปรายโดยไร้สัญญาณเตือนใดๆ นอกจากความอึมครึมของอากาศมันคือฝนในเดือนธันวาคมฝนที่พยากรณ์อากาศไม่เคยบอกว่าจะเกิดขึ้น  ไม่แปลกหากมีคนเปียกปอนเพราะนี่ไม่ใช่ฤดูฝน พวกเขาคงไม่ทันระวังตัวและเชื่อในพยากรณ์อากาศที่บอกว่าอีกไม่กี่วันจะหนาวจนปากสั่นมากเกิน

            ไม่ว่าเวลาจะพาสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป แต่สภาพอากาศยังคงไม่แน่นอนดังเดิม

          บีมองความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างชินชา สลับกับเม็ดฝนตกกระทบกระจกรถยนต์ บรรยากาศมันบังคับให้บีคิดถึงใครบางคนชะมัด

            ทั้งคนที่เคยโยนร่มคันใหญ่ทิ้งพุ่มไม้เพราะหงุดหงิดเมื่อพกมาแล้วฝนไม่ตกและคนที่เคยบอกว่านี่อาจเป็นฝนส่งท้ายฤดูก็ได้

 

 

 

               โถงตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งคือจุดหมายของบีราวกับได้ย้อนวันวานเมื่อได้มาที่นี่และเมื่อได้เห็นอุปกรณ์การทำงานที่เคยได้ใช้สมัยใส่ชุดนักศึกษา ดินสอ EE ปลายแหลมถูกเหลาจนกุดวางเรียงรายอยู่ในกล่องเหล็ก กระดานวาดภาพ กระดาษเขียนแบบ และสีหน้าเหนื่อยล้าของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ขณะกำลังตัดโมเดลเตรียมส่งอาจารย์บรรยากาศตอนนี้ทำให้บีคิดถึงตัวเองในอดีต

            และเพราะคิดถึงใครบางคนซึ่งยังไม่กลายเป็นอดีต บีจึงมาที่นี่

            ไม้สเกลถูกสะกิดที่ไหล่ คนที่รอคอยทำให้บีหลุดออกจากความคิด ท้องฟ้าไม่อาจสดใสเสมอไปโดยเฉพาะในยามฝนโปรย เช่นเดียวกับรอยยิ้มสดใสที่อาจหายไปในยามเหนื่อยล้า

            “สวัสดีค่ะ คุณอินทิเรีย” หล่อนยังอ่านออกง่ายเสมอสำหรับบี เพราะแม้ใบหน้ายิ้มแย้มแต่สายตากลับไม่เป็นเช่นนั้น อุปกรณ์ในกระเป๋าผ้าและรอยดำจากดินสอเปรอะมือบอกว่าคนตรงหน้าเพิ่งผ่านสงครามอะไรสักอย่างมาหมาดๆ

            “สวัสดีค่ะคุณว่าที่อินทิเรียมือเลอะอะไรขนาดนั้นน่ะ?”

            ลิลลี่มองมือตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เพิ่งโดนสั่งวาดเส้นจนมือหงิกน่ะสิ แถมต้องแก้งานต่ออีก โคตรเหนื่อยเลยอ่ะพี่บี

            “โคตรง่วงด้วยใช่ไหม ดูสิ ตาจะปิดอยู่แล้ว

            “อยากให้วันนึงมีสัก 100 ชั่วโมง จะได้มีเวลานอนเพิ่ม” ลิลลี่ทำหน้ายู่จนบีอดเอ็นดูไม่ได้และต้องเอื้อมมือไปยีผมของหล่อน “รู้งี้ตอนรู้ว่าสอบติดน่าจะนอนเยอะๆ เนอะ

            “อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ เชื่อพี่สิ

            “เชื่อค่ะคุณอินทิเรีย แต่มันเหนื่อยอ่ะ ไม่มีเวลาเหลือไปทำอะไรเลย ดูใต้ตาลี่สิดำยิ่งกว่าหมีแพนด้าอีก ครีมบำรุงอะไรก็ไม่ช่วยแล้ว

            การเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ๆ และการจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นที่ไม่ได้มองมานานกำลังทำให้บีคิดถึงความรู้สึกเก่าๆ และบรรยากาศเดิมๆ ก่อนที่คนตรงหน้ากลายเป็นนักศึกษาในคณะที่คาดหวังไว้ แต่เป็นเพียงเด็กสาวรอยยิ้มสดใสผู้ทำให้บาร์ทึบสว่างไสวขึ้นมาทันตา      

            “คนเราต้องพบเจอการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เองสินะ

            “ใช่แล้วคนเก่ง

             ลิลลี่ส่ายหน้ารัว “เริ่มไม่อยากโตแล้วอ่ะ

            “ถ้าไม่เติบโต ไม่เรียนรู้ ลี่จะได้เป็นอินทิเรียเก่งๆ ได้ยังไง?”

            “ใครจะรู้ว่ามันหนักหน่วงขนาดนี้ บางวันอดหลับอดนอนจนร้องไห้ก็มีลี่รู้ตัวเองดีว่าเปลี่ยนไปมากขนาดไหนตั้งแต่เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิต

            “พี่เข้าใจนะ ลี่จะเหนื่อย เพราะจะมีบททดสอบอะไรก็ไม่รู้มาให้แก้ไขและวัดความอดทนของลี่เยอะแยะไปหมด ถ้าลี่พยายามและผ่านมันไปได้ลี่ก็จะเก่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและจะภูมิใจในตัวเองที่สำคัญ ถ้าผ่านจุดนี้ไป ลี่จะเติบโตไปเป็นนักออกแบบที่ดีได้แน่นอน” ลิลลี่ตั้งใจฟังด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าตามเดิม ในฐานะที่เคยผ่านช่วงวัยนี้มาก่อน บีเข้าใจดีว่าหล่อนกำลังแบกรับอะไรอยู่ คงน่าเศร้าหากรอยยิ้มสดใสถูกความหมองหม่นอันเกิดจากการเติบโตกลืนหายไปตลอดกาล  “ยังไงก็แล้วแต่ ถึงจะเหนื่อยจะท้อแค่ไหนก็อย่าทิ้งความน่ารักสดใสและตัวตนที่ตัวเองเคยเป็นมาตลอดนะ

            "เข้าใจค่ะ ลี่ไม่ท้อหรอก"

            "ดีมากบียิ้มอย่างพอใจ พี่เชื่อว่าการได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราชอบและเราอยากเรียนจริงๆ น่ะ ถึงจะท้อยังไงก็ไม่มีวันล้มเลิกหรอก

            “แล้วก็อีกอย่างเพราะท้อมีไว้ให้ลิงถือ"

            "ว่าแล้ว..." บีมองออกว่าคนตรงหน้าอยากพยายามร่าเริงเพื่อกลบเกลื่อนความเหน็ดเหนื่อยจากการเติบโต เพราะในที่สุดรอยยิ้มที่ไม่ได้ออกมาจากความรู้สึกมันจะหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

            “ลี่ดูไม่สดใสเหมือนเดิมเลยเนอะ?” ลิลลี่ถอนหายใจอีกแล้ว “เกลียดการเปลี่ยนแปลงอ่ะ ไม่ชอบที่รู้สึกว่าอะไรๆ มันกำลังเปลี่ยนไปจากเดิมเลย

            “สำหรับพี่ลี่ไม่เคยเปลี่ยนเลย เป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น” บียิ้มให้กำลังใจคนตรงหน้า

            แม้เกลียดการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องยอมรับว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไปเปลี่ยนด้วยสภาพแวดล้อมรอบข้างที่พบเจอและสิ่งใหม่ที่เข้ามา เปลี่ยนจนแทบไม่รู้สึกตัวว่าเปลี่ยนซะด้วยซ้ำ เพราะรู้ตัวอีกทีวิถีชีวิตและความคิดแบบเดิมก็ถูกกลืนกินไปซะหมด

            ราวกับรอยยิ้มที่ค่อยๆ จางหายเป็นสัญญาณให้บีรู้ว่าลิลลี่ไม่ได้เหมือนเดิมอย่างที่เคยอีกแล้ว

            “ไปกินขนมกันไหม? เผื่อจะได้หายเหนื่อย

 

            ขนมถูกเสิร์ฟโดยพนักงาน แพนเค้กในจานและไอศกรีมสองลูกกำลังถูกราดด้วยน้ำผึ้งลิลลี่ตักมันเข้าปากแต่ไม่ได้แสดงออกว่ามันอร่อยมากนัก บีเคยมาที่นี่กับลิลลี่แล้ว ไม่บ่อยแต่ก็พอรู้ว่าของหวานคือสิ่งที่เด็กสาวโปรดปรานไม่แพ้การวาดรูปและทำงานศิลปะ

            “ของหวานทำให้อารมณ์ดีจริงเหรอ?” บีเอ่ยถามในฐานะคนที่ไม่ชอบกินของหวาน

            “โธ่ ทำให้อ้วนน่ะสิ ลี่น้ำหนักขึ้นตั้งแต่มาอยู่หอเนี่ย

            บีหัวเราะเมื่อเห็นคนตรงหน้าย่นจมูกและก้มมองท้องตัวเอง

            “เอ้อ ลืมถาม วันนี้คิดยังไงถึงมาหา?”

            “คิดว่าไงล่ะ?”

            “คิดถึงล่ะสิ

            “อื้มใช่” บีไม่ปฏิเสธสิ่งที่รู้สึก “ก็คิดถึง

            บทสนทนาเงียบลงไปเมื่อทั้งสองจ้องตากันและรับรู้ได้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง แม้มีรอยยิ้มจางๆ และการสื่อสารกันด้วยคำพูดสนิทสนม แต่สิ่งเดียวที่หลอกลวงไม่ได้คือดวงตาของอีกฝ่ายถึงเวลาต้องยอมรับว่าต่างฝ่ายต่างไม่มีใครเหมือนเดิมได้ตลอดไป แม้คนตรงหน้าไม่เหมือนเด็กสาวรอยยิ้มสดใสคนเดิม แต่ใช่ว่าเด็กสาวรอยยิ้มสดใสในวันนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง

            ในสายตาของลิลลี่อาจมองบีเปลี่ยนไปจากคนเดิมอยู่เช่นกันบีรู้ตัวดี เพราะเวลาไม่เคยหยุดสิ่งใดไว้กับที่และหมุนเวียนเปลี่ยนทุกอย่างตลอดเวลา

            “ใส่ชุดนักศึกษาแล้วน่ารักดีเหมือนกันนะเรา” บีตัดบทด้วยการเปิดบทสนทนาใหม่

            “แล้วตอนใส่ชุดนักเรียนไม่น่ารักรึไง?”

            “ก็น่ารัก

            “แล้วชอบชุดไหนมากกว่ากัน?”

            บีฟังคำถาม แล้วหวนคิดถึงคำถามลักษณะเดียวกันซึ่งเคยถูกถามไว้เมื่อนานมากแล้ว แต่ยังไม่นานพอให้บีลืมเลือน

 

            ระหว่างไฟสีส้มในหอศิลป์กับไฟหลากสีในบาร์ พี่บีชอบอะไรมากกว่ากัน?

          : ชอบทั้งสองอย่าง

          : แล้วชอบแบบไหนมากกว่า?

 

            “ชอบลี่เพราะฉะนั้นลี่ใส่อะไร พี่ก็ชอบ

            เวลาและการเปลี่ยนแปลงทำให้บีรู้ว่า ณ ตอนนี้ไม่มีความลังเลใจใดๆ หากจะตอบออกไป ไม่มีคนไม่รู้ห่าเหวอะไรที่กำลังทะเลาะกับความรู้สึกของตัวเองอย่างเช่นวันนั้น

            “พูดแบบนี้ถ้าพี่คริสได้ยินคงตบลี่แน่ๆ

            “คริสคงตบปากพี่มากกว่านะ

            ฝนหยุดตกแล้ว ไอน้ำบนกระจกกำลังสะท้อนกับแสงไฟสีส้มแสนสบายตาในร้านขนม ชวนให้คิดถึงไฟสีส้มเฉดสีเดียวกันในหอศิลป์ฯ และการจับมือเดินเล่นกับคนตรงหน้า มองภาพวาดทุกภาพอย่างไม่เข้าใจรู้เพียงแค่ว่ามันสวยงามมากก็พอถึงผ่านมานานแค่ไหน ก็ไม่นานพอให้ทั้งสองฝ่ายลืมความรู้สึกในวันนั้น

            ไม่รู้แบบไหนดีกว่ากัน ระหว่างจดจำความรู้สึกตอนนั้นและทำได้แค่คิดถึงมัน กับความรู้สึกตอนนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย?

            "คิดถึงเมื่อก่อนเนอะบียิ้มรับอย่างเข้าใจ เพราะบีก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ขอโทษนะ ที่ไม่ได้กลับไปที่บาร์เลย

            “ไม่เป็นไร พี่รู้ว่าลี่งานเยอะและชีวิตวุ่นวายแค่ไหน อยู่ในช่วงปรับตัวก็เป็นแบบนี้แหละ

            “แล้วพี่บีไปที่บาร์บ่อยไหม?”

            “ก็ไม่บ่อยเหมือนเมื่อก่อนหรอก พี่เองก็งานเยอะเหมือนกัน

            “พูดแล้วก็คิดถึงอ่ะตอนที่เห็นชั้นดาดฟ้าต่อเติมเสร็จเป็นครั้งแรก ตอนเห็นฟลอร์เต้นรำเต็มไปด้วยผู้คน เพลงแจ๊ส ไฟหลากสีและเหล้าหลายยี่ห้อที่ลี่เรียงมันบนชั้นวางแทบทุกคืนลี่คิดถึงบรรยากาศและความรู้สึกตอนนั้นจริงๆ

            “ไว้ทำงานเสร็จเมื่อไหร่ ก็หาเวลากลับไปที่บาร์บ้างสิ

            ลิลลี่ไม่สบสายตาบี และจู่ๆ รอยยิ้มก็เริ่มหายไป ราวกับมีความจริงบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย จริงๆ แล้วเรื่องงานเยอะหรือไม่มีเวลาไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ลี่ไม่กลับไปหรอก

            “ถ้างั้น ทำไมล่ะ?”

            “ไม่รู้สิถึงลี่จะคิดถึงบรรยากาศและความรู้สึกตอนนั้นมากแค่ไหน แต่ลี่ก็ไม่อยากกลับไปแตะมันอีก โดยเฉพาะความรู้สึกเก่าๆ ที่ผ่านมานานแล้วลิลลี่เงยหน้าขึ้นมามองตาบี  “รู้ไหม? ลี่ยังจำความรู้สึกคืนนั้นได้อยู่เลย

            “คืนที่เราเจอกันครั้งแรกใช่ไหม? พี่เองก็ยังจำได้เหมือนกัน

            ลิลลี่ส่ายหน้า คืนที่เราจูบกันครั้งแรกต่างหาก”  บียอมรับว่าผิดคาดเมื่อได้ฟัง และหากมีอะไรเหมือนเดิมก็คงเป็นความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองที่ลิลลี่มีเสมอมา “ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนโลกไร้แรงโน้มถ่วง ตัวเบาเหมือนกำลังลอยไปในอากาศ เหมือนในบาร์เหลือแค่เราสองคนเลยล่ะลี่ไม่รู้ว่าจะหาความรู้สึกแบบนั้นได้จากใครอีก ถ้าไม่ใช่พี่บี

            “ส่วนพี่ก็ได้แต่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก แถมยังมีหน้าถามลี่อีก ว่าจูบพี่ทำไม

            “ลี่ยังตลกหน้าพี่บีตอนนั้นอยู่เลย

            “อย่าแซวสิบียอมรับว่ากำลังเขินอดีต และแน่นอนว่ามันเป็นแค่อดีต แต่พี่ว่า ลี่ไม่ควรกลับไปแตะความรู้สึกพวกนั้นจริงๆ แหละ

            “เนอะ ผ่านมาตั้งนานแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งหลายอย่างในชีวิต แต่ทำไมกับบางความรู้สึกเราถึงจดจำมันได้ชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็ไม่รู้

            “คำตอบก็คือควรเลิกตั้งคำถามได้แล้ว ถึงตอนนี้ยังจำได้ แต่สักวันนึงมันจะเลือนลางไปตามเวลาเองแหละ

            “แต่ลี่อยากหาคำตอบให้ได้ เพราะลี่ไม่อยากรอให้เลือนลางไปตามเวลาที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน แล้วลี่ก็ไม่อยากรู้สึกแบบตอนนั้นอีกแล้ว

            บีสังเกตได้ถึงสัญญาณประหลาด  “เป็นอะไรรึเปล่าลี่?”

            “ลี่แค่บอกในสิ่งที่คิดเฉยๆ น่ะ

            “เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีไหม?”

            ลิลลี่ทำตามอย่างว่าง่าย จริงด้วย พี่คริสเป็นยังไงบ้าง?”

            แต่ก่อนจะได้คุยถึงบุคคลที่สาม เสียงริงโทนโทรศัพท์ของลิลลี่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนาก่อน หล่อนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อมองชื่อปลายสายและกำลังคิดว่าควรเลื่อนนิ้วรับสายนี้ดีหรือไม่ ระยะเวลาในการตัดสินใจไม่นานนักกำลังทำให้หล่อนกดล็อคหน้าจอและวางมันไว้ตามเดิม

            "ทำไมไม่รับล่ะ?”

            "ไม่แน่ใจว่าควรรับสายเขาตอนนี้ดีไหม"

            “ใครอ่ะ?” ไร้เสียงตอบจากลิลลี่ แต่สีหน้าที่บีได้มองบ่งบอกว่าปลายสายเมื่อครู่ไม่ใช่แค่คนอื่นแน่นอน แฟนเหรอ?"

            “ยังไม่ขั้นนั้น ก็คุยๆ กันอยู่อ่ะ

            และแล้วคนไม่รู้ห่าเหวอย่างบีก็เริ่มอ่านสถานการณ์ทุกอย่างออก “นิสัยดีรึเปล่า เอามาให้แสกนเลยนะ

            “ลี่ไม่โฟกัสใครเรื่องนิสัย พี่บีก็รู้หนิ"

            "แล้วลี่โฟกัสเรื่องอะไร?"

            "ถ้า ณ ตอนนี้ ก็คงเป็นแค่คนที่ทำให้ลี่สบายใจ และไม่น่าจะทำให้ลี่ต้องร้องไห้มั้ง” ลิลลี่เว้นระยะหาคำตอบ แต่เธอคิดคำตอบใดไม่ออกอีก "ส่วนนอกนั้นลี่ก็ยังไม่รู้เลยอ่ะ"

             "ไม่เห็นเป็นไรเลย อะไรที่มันจริงมันจะไม่มีคำนิยามให้วุ่นวาย ลี่เคยบอกพี่แบบนี้จำไม่ได้เหรอ?"

            “แต่ที่ผ่านมา ลี่เรียนรู้แล้วว่าการไม่มีคำนิยามคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนลี่คงทำตัวเป็นคนไม่รู้อะไรกับความสัมพันธ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้หรอก เพราะมันไม่แฟร์กับความรู้สึกของเขา ลี่คิดว่า...ลี่อยากลองหาคำนิยามให้กับอะไรสักอย่างดูบ้างแล้วล่ะ"

            บีรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าวันนี้ต้องเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเหมือนบีกำลังนับถอยหลังเพื่อรอวันให้เด็กสาวรอยยิ้มสดใสเติบโตกว่าในวันนั้น ไม่ใช่เพียงช่วงวัยที่ผลันเปลี่ยน แต่รวมไปถึงมุมมองความคิดและทัศนคติบางอย่างที่ต้องเปลี่ยนตามไปในสักวัน

            หากลิลลี่ในวันนี้คือลิลลี่ในวันนั้น หล่อนคงไม่ต้องพบเจอกับความสับสนและไม่ต้องอดทนอยู่กับการไร้คำนิยามของความสัมพันธ์ที่เคยคิดว่าคือความสัมพันธ์ที่ดีแต่ท้ายที่สุดกลับไม่ใช่ความสับสนคงกำลังสอนให้หล่อนเรียนรู้ที่จะเติบโตและเข้าใจจริงๆ สักทีว่าเราใช้ความใจดีกับทุกเรื่องไม่ได้ และบางสิ่งบางอย่างไม่ควรอยู่กับการไร้คำนิยามตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหล่อนเริ่มรู้สึกดีกับใครสักคน

            เพราะความสัมพันธ์ที่ดีจริงๆ ต้องมีความชัดเจน

            “พี่เข้าใจแล้วว่าทำไมลี่ถึงไม่อยากกลับไปแตะความรู้สึกเก่าๆ ที่บาร์

            “แล้วพี่บีเข้าใจรึเปล่าว่าทำไมลี่ถึงอยากเลิกรู้สึก?” บีให้คำตอบเป็นความเงียบ เพื่อรอลิลลี่เอ่ยอธิบายสิ่งที่คั่งค้างใจ เพราะความรู้สึกดีๆ พวกนั้นที่พี่บีเป็นคนทำได้แค่คนเดียว มันทำให้ลี่เริ่มต้นใหม่ไม่ได้สักที ทั้งๆ ที่พี่บีไม่ได้ขอร้องให้จำ และไม่ได้ขอร้องให้รอ

            คนที่เคยเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจแม้หลายสิ่งจะไร้คำนิยาม คนที่เคยบอกว่า อะไรที่มันจริง มันจะไม่มีคำนิยามให้วุ่นวายในวันนั้น คงเคยเจอการถูกทำร้ายความรู้สึกและความไม่ยุติธรรมในหลายๆ เรื่องจนเปลี่ยนไปเป็นไม่เหลือความอยากเข้าใจอะไรอีกเลย คงเคยร้องไห้เพราะความสับสน โลเลและความรู้สึกไม่จริงจากการโกหกตัวเองของบี

            ไม่แปลกเลยหากบีมีส่วนทำให้ความสดใสถูกแปดเปื้อน

            “พี่เข้าใจบีเอื้อมมือไปจับมือของลิลลี่เอาไว้ แต่ลี่รู้ใช่ไหมว่าความรู้สึกมันไม่แน่นอนขนาดไหน? วันนี้ลี่บอกว่าจำได้แต่อีกไม่นานถ้าลี่ลองเจอใครสักคนที่เข้ามาแทนที่พี่และแทนที่ความรู้สึกพวกนั้น สักวันลี่อาจจะลืมพี่ไปเอง ลืมในแบบที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังลืมเลยล่ะ

             “ถ้าเราไม่ได้อยู่สร้างความทรงจำให้กันและกัน การลืมมันจะง่ายขึ้นเหมือนที่พี่บีบอกใช่ไหม?”

             “พี่ให้คำตอบไม่ได้หรอก นอกจากลี่จะหาคำตอบด้วยตัวเอง

            “พี่บีโกรธไหม ที่ลี่ไม่อยากจำความรู้สึกตอนนั้นแล้ว?”

            “จะโกรธทำไมล่ะ บนโลกนี้มีอะไรอีกหลายอย่างรอให้ลี่ค้นพบและให้คำนิยามกับมัน น่าดีใจนะ ที่เขาคนนั้นกำลังจะกลายเป็นคำนิยามคำแรกในชีวิตของลี่

            “ถึงต่อจากนี้ลี่จะหาคำนิยามให้กับสิ่งไหนได้ แต่สิ่งเดียวที่ลี่ไม่อยากหาคำนิยามให้และไม่ว่ายังไงก็หาไม่ได้ ยังคือพี่บีเสมอนะเป็นพี่บีคนเดียว

             “เอาน่า อย่าคิดอะไรมากเลย ไม่ว่าลี่จะตัดสินใจทำอะไร พี่เชื่อว่ามันต้องเป็นทางที่ดีเสมอถ้าไม่นับเรื่องการรู้สึกดีกับคนห่าเหวอย่างพี่บีไม่ลืมพูดติดตลกเพื่อทำลายบรรยากาศที่เริ่มอึมครึมเหมือนสภาพท้องฟ้าในตอนนี้ บีกำลังงุนงงกับรอยยิ้มของตัวเอง ว่าออกมาจากความรู้สึกใดกันแน่

            ลิลลี่ยิ้มบางๆ ออกมา พยักหน้าอย่างเข้าใจและดูเหมือนสบายใจขึ้นกว่าเดิมขนมตรงหน้าเกิดไม่อร่อยขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่เจ้าตัวเคยนำเสนอว่าอร่อยนักหนา เรื่องในใจของลิลลี่ยังไม่หมดลง บีรับรู้ได้จากการที่หล่อนใช้ช้อนเขี่ยขนมในจานไป-มา

            บีเริ่มนับถอยหลังอีกครั้ง เพื่อรอให้ลิลลี่พูด

            “การหายไปของลี่จะมีผลกับพี่บีรึเปล่า?”

            “ทำไมล่ะ?”

            "หันกลับมาคราวนี้ พี่บีอาจไม่เจอลี่แล้วนะ"

            คนที่เคยพูดว่าจะอยู่ตรงนี้เสมอหันมาเมื่อใดก็พบเจอ เป็นคนเดียวกันกับคนที่พูดว่าอาจไม่เจอกันอีกแล้วเมื่อบีหันกลับมาเราต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและเงื่อนไขของเวลาไม่ได้ และไม่แปลกหากทำได้แค่ยอมรับความเป็นจริง

 

            ลี่จะอยู่ตรงนี้เสมอ เป็นที่ๆ พี่บีหันมาเมื่อไหร่ก็จะเจอ

            : หันกลับมาคราวนี้ อาจไม่เจอลี่แล้วนะ

 

            แม้ท้องฟ้าไม่เคยหายไปไหน แต่ท้องฟ้าไม่ได้เป็นของเราเพียงคนเดียวตลอดไป  แม้ท้องฟ้าไม่มีสิทธิเลือกคนมองขึ้นมา แต่ท้องฟ้ามีสิทธิเลือกว่าอยากให้ใครมอง

            ลิลลี่ถามย้ำอีกครั้งเมื่อบีนิ่งไป  “พี่บีการหายไปของลี่ มีผลกับพี่บีรึเปล่า?”

            “ลี่อยู่ให้พี่มองเห็นตรงนี้มานานแล้ว ไม่ต้องถามความรู้สึกของพี่หรอกนะ แค่ทำตามหัวใจตัวเองก็พอ ไม่ว่าลี่ตัดสินใจยังไงพี่เชื่อว่ามันคือทางที่ดีเสมอบีส่งยิ้มให้หล่อนอีกครั้งเพื่อย้ำความมั่นใจ เพราะฉะนั้นไปเถอะลี่นั่นคือทางที่ดีแล้ว

            บีกำลังส่งยิ้มให้ความทรงจำที่กำลังจะกลายเป็นอดีต ยังไงท้องฟ้าก็คือท้องฟ้า อาจสดใสหรือเต็มด้วยเมฆฝนในบางเวลาก็ยังปรากฎเด่นชัดให้แหงนหน้ามอง บียังมองเห็นลิลลี่ได้เสมอ ยังสามารถเฝ้าดูการเติบโตของหล่อนได้ในบางช่วงโอกาส หรือแม้แต่ในบางความทรงจำมันจะคอยย้ำว่าลิลลี่ไม่มีทางหายไป วันนี้บีกลับมาหาคนที่ยังไม่กลายเป็นอดีตเพื่อให้กลายเป็นอดีตโดยสมบูรณ์ตามเงื่อนไขของเวลา

            ลิลลี่จะเติบโตไปเป็นนักออกแบบที่ดีได้แน่นอน อาจออกแบบอะไรๆ ได้เก่งกว่าบีด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไร บีก็ไม่เคยออกแบบมันได้เลย

            “ลี่ยังฟังเพลงโปรดของพี่บีอยู่นะ

            ลิลลี่คงกำลังหมายถึงเพลง "Those Sweet Words" ของ  Norah Jones ที่บีชอบเผลอขยับปากร้องตามทุกครั้งเมื่อบาร์แห่งความสับสนบรรเลงเพลงนี้

            บียิ้มและตอบกลับไป แต่พี่ไม่ได้ฟังเพลงนี้มานานแล้ว

            “ทำไมล่ะ ไม่ชอบเพลงนี้แล้วเหรอ?”

            “ไม่มีใครชอบเพลงเดิมได้ตลอดหรอกบีคิดถึงเพลงรักที่ไม่มีแม้แต่คำว่ารักเพลงนั้นที่ใครบางคนเคยใช้เป็นวิธีบอกรักทางอ้อมแม้มันยังอยู่ในเพลย์ลิสความสัมพันธ์ แต่มันก็ไม่ใช่เพลงโปรดอีกต่อไป คงเหมือนดั่งเช่นเพลงๆ นี้

            “นั่นสินะ การเปลี่ยนแปลงคงเป็นแบบนี้นี่เอง

            “ใช่ การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่เราต้องเจอในทุกช่วงชีวิต

            “แต่ลี่หวังว่าพี่บีกับพี่คริสจะยังเป็นความสัมพันธ์ที่ดีให้กันเหมือนเดิมนะ

            “พี่เพิ่งบอกเมื่อกี้เอง ว่าไม่มีใครชอบเพลงเดิมได้ตลอดบีส่งยิ้มจางๆ ให้ลิลลี่ ยิ้มที่หล่อนไม่เข้าใจ

            ก่อนที่จะได้ไถ่ถามอะไรเพิ่มเติม การมาเยือนของใครบางคนแบบห่างๆ กำลังตัดขาดบทสนทนา เขาคนนั้นโบกมือให้ลิลลี่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและชูโทรศัพท์ในมือตัวเองขึ้นเป็นเชิงให้หล่อนรับสาย ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าเป็นใคร และเพียงเสี้ยววินาทีเสียงริงโทนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            “เอาล่ะ ถึงเวลาต้องแยกย้ายแล้วบีตัดบททุกอย่างไว้เท่านั้น แม้สีหน้าของเด็กสาวรอยยิ้มสดใสจะเต็มไปด้วยความฉงน

            “จะไม่บอกหน่อยเหรอ ว่าตอนนี้พี่บีกับพี่คริสเป็นยังไงบ้าง?”

            “ไม่ต้องกลับไปแตะความรู้สึกตอนนั้นแล้วล่ะบีลูบผมคนตรงหน้าเบาๆ  หากลิลลี่อยากเริ่มต้นใหม่ บีก็จะช่วยด้วยการจบเรื่องราวทุกอย่างไว้แค่นี้และขอให้เธอทำได้เร็วๆ พี่ขอกอดทีนึงสิ

            บีเอ่ยปากขอ และได้รับคำตอบเป็นการเข้ามาสวมกอดอย่างอ่อนโยน สัมผัสอันเรียบง่ายกำลังฝังลึกเข้าไปในความทรงจำของทั้งสองราวกับจะไม่มีวันลืม บีไม่รู้หรอกว่าการหายไปของลิลลี่จะเป็นระยะเวลายาวนานแค่ไหนและจะมีผลอะไรต่อบี แต่ระยะห่างเมื่อถอนกอด ระยะห่างเพียงหนึ่งฟุตของใบหน้า ทั้งสองจดจ้องสายตาของกันและกัน แช่เวลาเอาไว้โดยไม่มีฝ่ายใดเอื้อนเอ่ยคำลา เพราะรู้ดีว่าการจากลาโดยสมบูรณ์เริ่มต้นขึ้นแล้ว

            “ตั้งใจเรียนนะอินทิเรียคนเก่ง ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้เสมอ

            “ขอบคุณนะพี่บี

            บีตอบรับคำขอบคุณนั้นด้วยรอยยิ้มยินดี ก่อนแผ่นหลังที่เคยคุ้นจะก้าวเดินออกไปหาทางเดินใหม่และหายไปลับตา ทั้งสองจะคิดถึงกัน สักครั้งหนึ่งหรือมากกว่านั้นเมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าหรือหลับตามองอดีต การรับรู้ได้ถึงลมหนาวระหว่างหันหลังเดินกลับ บ่งบอกช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของฤดูที่มาพร้อมกับการจากไปท้องฟ้าสดใสพอดิบพอดี

 

            หลังจากวันนี้ฝนคงไม่ตกอีกแล้ว

            ฝนส่งท้ายฤดูจากไป พร้อมกับการกอดส่งท้ายความสัมพันธ์

 



--------------------------------------------------

 

 

 




 

            ถึง ผู้อ่านที่รัก

            เอาล่ะทำความเข้าใจกันก่อนว่าตอนนี้เรากำลังเมา

            อยากขอโปรยคำเตือนเอาไว้ก่อนที่คุณจะเคลื่อนสายตาอ่านประโยคถัดไป และเผื่อว่าเราเผลอทำเรื่องขาดสติโดยไม่รู้ตัว แต่คงไม่ทันการเพราะเราทำมันไปแล้ว การทำเรื่องขาดสติอย่างแรกของเราคือการกลับมาที่  maggie choo's ทั้งที่เคยบอกตัวเองว่าจะไม่กลับมาแตะความรู้สึกเก่าๆ และไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำที่จบไปนาน เพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเป็นไอ้กากที่กำลังหากินกับเรื่องราวเดิมๆ และไม่เริ่มต้นสร้างเรื่องใหม่สักที

            แต่อย่าถามหาความปกติในตัวคนบ้านักสร้างเรื่องห่าเหวอย่างเราเลย เพราะในที่สุดเราก็เข้ามาแล้ว เข้ามาในบาร์แจ๊สร้านโปรดของอินทิเรียคนหนึ่งผู้เคยขึ้นชื่อว่าไม่รู้ห่าเหวอะไรสักอย่าง คนที่เป็นต้นเหตุของความสับสนแบบอันลิมิเต็ดจนใครๆ ที่รับรู้เรื่องราวต่างพากันอุทานคำหยาบคายออกมาใส่อินทิเรียคนนั้นโดยไม่ได้นัดหมาย

            โปรดกรุณาอย่าคาดหวังกับเรื่องราวต่อไปนี้ เพราะการกลับมาที่นี่เกิดจากความขาดสติและไม่ได้มีความพิเศษอะไรนอกจากความคิดถึง ถ้าหากคุณคิดถึงที่นี่เหมือนกับเราก็ลองเดินเข้าไปแตะความรู้สึกเก่าๆ ด้วยกันได้ คงไม่มีเสียงนกเสียงกาที่ไหนกล่าวหาเราหรือคุณว่าเอาเรื่องราวที่ผ่านไปแล้วมาหากินเรียกเรตติ้งอีกรอบหรอกมั้ง

            เรามองบรรยากาศในบาร์แห่งความสับสน(ที่ไม่สับสนอีกต่อไป) พลางนึกว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วตั้งแต่จบเรื่องราวและแต่ละคนมีทางเดินเป็นของตัวเองโดยไม่ใช่เราเป็นผู้กำหนด? เวลานั้นแปลกว่าไหม? หากนับวันนับคืนเพื่อรอคอยอะไรบางอย่างมันจะยิ่งเดินช้า ราวกับต้องการกลั่นแกล้งให้คนรอทรมานใจเล่นๆแต่เมื่อมองนาฬิกาเวลาก็ยังคงหมุนไปตามเข็มสั้น เข็มยาวและเข็มวินาที แท้จริงแล้วเวลาก็เดินตามปกติของมัน

            หมดเบียร์ไปหนึ่งขวด เราจึงให้คำตอบกับเรื่องนี้ได้ว่า เวลาไม่ได้เดินช้า ความรู้สึกต่างหากที่เดินเร็ว

 


            เราคิดถึงประโยคที่ว่า ความเหงาช่วงเทศกาลคือความท้าทายของชีวิต เมื่อกำลังรู้สึกเหงาและมองเห็นบาร์แห่งนี้ถูกตกแต่งบรรยากาศให้เข้ากับเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน แสงไฟหลากสียังคงสวยงามเสมอเมื่อกระทบไปยังพื้นฟลอร์เต้นรำ เพลงแจ๊สคุ้นหูยังเปิดคลอเช่นนั้นตามเดิม เครื่องดื่มเรียงรายบนบาร์ถูกจัดวางเปลี่ยนตำแหน่งไปบ้างแต่เก้าอี้หน้าบาร์ตรงนั้นยังเหมือนเดิม แถมเรายังจำได้ดีว่าเคยเป็นที่นั่งของใครบางคนมาก่อนความรู้สึกยังเหมือนในคืนแรกที่ได้มาที่นี่ คืนที่เต็มไปด้วยความสับสนและไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยสักอย่าง 

            แต่เหงาชะมัดเมื่อมองไปไม่เจออินทิเรียคนนั้น นักเต้นดาวเด่นประจำบาร์และเด็กสาวรอยยิ้มสดใสเพราะเวลาใช่ไหมที่ทำให้พวกเธอหายไป?

            “ผมอยากบอกว่า ผมจำคุณได้นะครับ

            เสียงเข้มเอ่ยเมื่อนำเบียร์มาเสิร์ฟ แอบผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ใช่คนที่เรารอคอยจะเจอ แต่กลับกลายเป็นบาเทนเดอร์หน้าซื่อคนเดิม คนที่ไม่สามารถเปลี่ยนเหล้าให้กลายเป็นน้ำเปล่า คนที่ทำให้นักเต้นดาวเด่นประจำบาร์ค้นพบความจริงที่ว่า ความสุขก็คือความสุข ยังไงก็เปลี่ยนหรือแทนที่ด้วยอะไรไม่ได้

            ขอบคุณสำหรับการจดจำนะ แต่เราไม่อยากสนทนากับเขาเท่าไรนักเพราะอะไรคุณน่าจะรู้เราเพียงแต่ส่งยิ้มแห้งๆ หยิบเบียร์ขึ้นมาดื่มและปล่อยให้เขาเดินจากไปทำหน้าที่ของตัวเองโดยไร้บทสนทนาใดๆ อีก หมดเบียร์ไปอีกหนึ่งขวด เราจึงให้คำตอบกับเรื่องนี้ได้ว่า แม้ชีวิตจริงถูกใครลืมเลือนอีกสักกี่คน แต่ตัวละครที่ถูกสร้างมาจากวังวนของความรู้สึกยังคงจำเราได้เสมอ

 

 

             ผ่านมานานเท่าไรแล้วเรายังนั่งคิดหาคำตอบ แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อย้อนเวลากลับไปชื่นชมอดีตไม่ได้ ซ้ำร้ายกลับยังคิดถึงอยู่แทบทุกวัน ทั้งในยามหลับใหลและยามตื่นนอน เราถอนหายใจออกมาเหม่อมองไปยังฟลอร์เต้นรำว่างเปล่า เราไม่ได้พบกับนักเต้นดาวเด่นคนนั้นอีกเลย เดาว่าหล่อนคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วหรืออาจกำลังมีชีวิตที่ดีอยู่ไหนสักแห่งตามเส้นทางที่เราไม่ได้กำหนดและไม่อาจคาดเดา หรืออาจยังอยู่กับอินทิเรียคนนั้น รักกันตลอดกาลเหมือนรักน้ำเน่า หรือไม่ก็อาจจะพบความหายนะของความสัมพันธ์จนต้องแยกทาง

            หรือไม่บางทีเธอก็อาจจะ... 

            ช่างมันเถอะ จะเป็นอย่างไรก็เป็นไปเถอะ เราไม่ได้มีผลต่อการกำหนดชีวิตของดาวเหนือดวงนั้นอีกแล้ว

            “นี่!!!” 

             ใครเรียกวะ

             เธอไอ้ตัวดี!

             “คริส!” 

               ให้ตายเถอะ หล่อนยังอยู่ว่ะ! แถมยังดูสวยและเด็กขึ้นกว่าเดิมเพราะผมหน้าม้านั่นอีก ยอมรับตามตรงเราอยากเจอเด็กสาวรอยยิ้มสดใสคนนั้นมากกว่าคนที่มีสายตาอาฆาตเคียดแค้นอย่างคริสนะ แต่การกำลังคิดถึงอะไรบางอย่างหรือคิดถึงใครสักคนแล้วได้เจอกันโดยบังเอิญมันคือความบังเอิญที่ดีกับใจรึเปล่า? ถ้าใช่—คริสคงคือความบังเอิญนั้น

            “มาทำไม?” คำทักทายที่ห้วนที่สุดในโลกทำเราใจเต้นแรง การเดินดุ่มๆ มานั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้ามทำให้เราเริ่มหวั่นใจ อะไร? ทำไมต้องทำหน้าอย่างกับเห็นผี?”

            “เราไม่คิดว่าเธอยังอยู่” 

            “ก็ยังไม่ตาย ไอ้เวรนี่!” แน่นอน หล่อนยังปากคอยังเราะร้ายเหมือนเดิม

            “ไม่ๆๆ หมายถึงไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่อีกไง

            “ก็นั่นฟลอร์เต้นรำของเรา...หล่อนชี้ไปที่ฟลอร์ว่างเปล่ากระทบแสงไฟหลากสี โอ้รู้สึกชื่นใจดีจังเมื่อคริสบอกว่าฟลอร์นั้นเป็นของหล่อน เราต้องถามเธอมากกว่าว่ามานั่งหน้าโง่อะไรตรงนี้ทั้งๆ ที่ควรหายหัวไปตลอดกาลหลังจากพูดตอกย้ำเราในคืนนั้น

            เราไม่ได้ฟังที่คริสพูดเพราะมัวแต่ปลื้มอกปลื้มใจ เฮ้อ...ดีใจจังที่เธอยังอยู่

            “นี่กวนตีนเหรอ?”

             “ก็เรามาที่นี่โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอเธอไง อีกอย่าง เวลาก็ผ่านมานานมากแล้ว เราไม่คิดว่าเธอยังอยู่ตรงนี้ ที่เดิมที่เคยอยู่”   

            “เธอคิดว่าคนที่มีความสุขแค่ไม่กี่อย่างในชีวิตจะไปไหนได้ล่ะ?”

            “นั่นสินะถูกเผล็งเราโคตรเข้าใจอาการติดแหง็กอยู่กับอะไรบางอย่างและไปไหนไม่ได้เพราะมันคือความสุขปนความเจ็บปวด เข้าใจความรู้สึกของคริสแล้วว่าตอนนั้นมันน่าสมเพชแค่ไหน

             “โลกความจริงมันร้ายนักเหรอถึงต้องกลับมาที่โลกนี้?” เราไม่ตอบอะไรคริส นอกจากกระดกเบียร์ “สภาพดูไม่จืด แลดูไม่สตรองเหมือนตอนนั่งตอกย้ำเราในคืนนั้นเลยนะ คิดแล้วก็ยังแค้นไม่หาย ไอ้เวร

            รู้สึกดีใจจังที่ยังเป็นไอ้เวรของคริสอยู่เหมือนเดิม “ขอบคุณที่พ่นคำด่าออกมานะ เรารู้สึกกระปรี้กระเป่าเลยล่ะพอได้ฟัง

            “เอาอีกไหมล่ะ?”

            “พอก่อน” เรายกมือห้าม ก่อนจะถามถึงบุคคลที่ไม่เอ่ยไม่ได้ “ทำไมไม่มาพร้อมบีล่ะ?”

             ทำไมจะต้องมาพร้อมกัน ตัวไม่ได้ติดกันสักหน่อย

            “แหม...ย้อนกลับไปอ่านตอนจบหน่อยไหม? เธอน่ะ เสพติดบียิ่งกว่าแอลกอฮอล์ในเหล้าหรือนิโคตินในบุหรี่ซะอีก” เรากวนตีนคริสโดยไม่กลัวว่าจะโดนตบ 

            “ก็เธอเป็นคนกำหนดให้เรารักบีจนแทบบ้าคลั่งเองนี่หว่า

            “หรือจะบอกว่าตอนนี้ไม่ใช่แล้ว?”

              เธอไม่ใช่คนกำหนดเรื่องราวของเราอีกแล้ว มันก็เลยไม่ค่อยสวยหรูหรือเลี่ยนจนอ้วกแตกขนาดนั้นหรอกผ่านมาตั้งนานอ่ะ เธอคิดว่าคนเราจะเหมือนเดิมได้ตลอดเหรอ?”

            “ไม่เลย เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงดี เราถึงอยากรู้ว่าพวกเธอเปลี่ยนแปลงไปมาก-น้อยแค่ไหน หลังจากเราจบเรื่องทุกอย่างไว้อย่างแฮปปี้เอนดิ้ง

            “อยากรู้จริงๆ เหรอกลัวเธอผิดหวังอ่ะ อุตส่าห์พยายามหาทางจบให้แฮปปี้ขนาดนั้น” โหไม่อยากจะฟังต่อเลยว่ะ เรามองคริสนิ่งไปและพยายามทำตัวร่าเริงเข้าไว้ด้วยการทำตัวเป็นคู่สนทนาในวงเหล้าที่ดี 

            absolut raspberrie! เดี๋ยวเราสั่งให้เราดีดนิ้ว และทำท่าจะเรียกพนักงานเสิร์ฟ

            “ไม่ต้องหรอกเธอ เราคงไม่ได้ชอบกิน absolut raspberrie หรือเลือกสูบแต่ mevius ไปตลอดชีวิตหรอกนะการรักบีก็เหมือนกัน เธอเข้าใจรึเปล่าเธอคาดหวังว่าเราจะรักกันหวานชื่นตลอดไปไม่ได้หรอก

            เราค่อยๆ ลดมือลงอย่างเดิม และเตรียมตัวฟังความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาวเหนือดวงนี้  การจากลาอาจถูกวางและกำหนดไว้แล้ว เราเพียงแค่นับถอยหลังรอเวลาเพื่อกลับไปใช้ชีวิตของใครของมันในอีกไม่ช้า มันเปลี่ยนไปหมดแล้วใช่ไหมคริส?”

            “รู้ไหม สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคืออะไร?” เราตอบคำถามด้วยการขมวดคิ้วเป็นปม “พยากรณ์อากาศไงล่ะ พยากรณ์อากาศที่เธอบอกว่ามันไม่แน่นอนพอๆ กับความรู้สึก แม่งไม่แน่นอนยังไงก็ยังไม่แน่นอนอยู่อย่างนั้น ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

            “ไม่อินเหมือนเดิมแล้ว?” เราตัดสินใจถามไปตรงๆ

            “ถามจริง เธออ่านหนังสือเล่มเดิมด้วยความรู้สึกเดิมไปตลอดได้เหรอวะ?” คริสตอบกลับมาเป็นคำถาม และบทสนทนาประหลาดๆ กำลังเริ่มต้นขึ้น ครั้งแรกที่ได้อ่าน เธออาจจะสนุก ลุ้นและตื่นเต้น อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ แต่พออ่านจบและลองหยิบมันขึ้นมาอ่านใหม่ความรู้สึกแม่งก็เปลี่ยนแล้ว นักเขียนบางคนยังเบื่อหน่ายกับเรื่องราวของตัวเองเลย หรือเธอไม่เป็น?”

            “แต่การอ่านซ้ำ ทำให้เข้าใจเรื่องราวในหนังสือมากขึ้นไม่ใช่เหรอ?”

            “ใช่ เข้าใจมากขึ้น แต่ไม่น่าประทับใจเหมือนเดิม การรักบีก็คงประมาณนี้ คงเหมือนการอ่านหนังสือสักเล่มนี่แหละเราแอบเห็นคริสถอนหายใจ ราวกับมีเรื่องหนักหนาอะไรบางอย่างค้างคาอยู่ ก็คริสอ่านออกยากจะตายไปจ้างให้เราก็เดาไม่ออก เกลียดการเปลี่ยนแปลงว่ะ เธอว่าไหม? ทำไมความรู้สึกแม่งส้นตีนแบบนี้ คิดจะเปลี่ยนไปตอนไหนก็เปลี่ยน ไม่ทันได้ตั้งตัวเลย

            “ก็คงเหมือนการที่บีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ ทำให้เธอรักแบบไม่รู้ตัวนั่นแหละเรารู้สึกว่าคริสแอบเห็นด้วยกับคำพูดนี้ อะไรๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว แต่อย่ารีบร้อนนักสิ ไหนบอกว่าจะรักบีให้คุ้มค่ากับความเจ็บปวดและรักให้ความสับสนรู้ว่าเธอรักเป็นไงล่ะ?”

           “แต่เราเปลี่ยนไปว่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือทางที่ดีหรือทางที่แย่

           “ไม่มีใครดีสุดโต่ง หรือแย่สุดตีนไปซะทีเดียวหรอกน่า” 

             รู้สึกเหมือนต้องรับรู้เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาเลยล่ะ โธ่เอ๊ย อุตส่าห์หาตอนจบที่ดีที่สุดให้แล้วแท้ๆ ไหงทำพังซะได้ แต่ก็นะ เราไม่มีสิทธิกำหนดความสัมพันธ์ของคริสและบีอีกต่อไปแล้ว แถมตอนนี้ยังจะเอาตัวเองไม่ค่อยจะรอด หาเรื่องด้วยการเข้ามาแตะความรู้สึกเก่ารับรู้เรื่องราวห่าเหวพวกนี้ด้วยตัวเอง ช่างแม่งเถอะ หากความสัมพันธ์ของคริสและบีพังลงจริงๆ ก็คงไม่เป็นไรเพราะอย่างน้อยก็เคยได้ร่วมรักและได้ร่วมทาง

                “คืนนี้เขาจะมาที่นี่ไหม?” หมดเบียร์ขวดที่สามพอดี เราจึงเอ่ยหาบีอีกครั้ง

            “เขาจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว” คริสตอบพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากนั้น โอเค เราจะตายกับรอยยิ้มของคริส แต่เชี่ยน้ำตารื้นเฉยเลย ใจเราหล่นวูบไปกองกับพื้น อึ้งกิมกี่จนไม่ได้ยินเสียงรอบข้างนอกจากเสียงความคิดวนแล่นในหัวว่าเสียดาย และไม่อยากให้เป็นความจริง “และเธอควรกลับไปได้แล้ว ไอ้ตัวดี”

            “เราไม่ตอกย้ำอะไรเธอหรอกนะ สบายใจได้”

            “เราไม่ได้กลัวเรื่องนั้น แต่เราแค่เป็นห่วง” เราหูผึ่งทันทีที่ได้ยินและได้เห็นรอยยิ้มของคริส ทั้งที่ตอนแรกยังทำสายตาอาฆาตและนั่งหน้าเศร้าเมื่อเอ่ยถึงบี

            “หิมะตกแน่ ที่เธอพูดแบบนี้” เราหัวเราะ “จะห่วงเราเรื่องอะไร ในเมื่อเราหาเรื่องใส่ตัวด้วยการกลับมาที่นี่เอง”

            “ใช่ เธอหาเรื่องใส่ตัวตั้งแต่สร้างเรื่องราวนี้ขึ้นมาแล้วล่ะเธอเป็นคนทำให้ที่นี่มีแต่เพลงเก่าๆ ที่เธอชอบฟัง แต่ตอนนี้เธอกลับเลิกฟังมันไปแล้ว แถมยังมีเศษเสี้ยวความทรงจำซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด เพราะฉะนั้นอย่ากลับมาอีกเลยนะ อย่ากลับมาแตะมันให้เจ็บเล่นๆ อีก ถือว่าขอร้องในฐานะคนที่เข้าใจเธอดีกว่าใคร เราไม่อยากให้เธอกลับมาอีกแล้ว”

            เราพยักหน้าอย่างเข้าใจเพราะมันคือสิ่งที่ควรจะเป็น “ได้สิ เราจะทำตามที่เธอบอก”

            “ไปก่อนนะ หวังว่าจะไม่พบกันอีก”

            “เช่นกันนะคริส”

            โลกความจริงร้ายแล้วทำไมโลกนี้ต้องร้ายด้วยวะ? อนาจใจจริงๆ แล้วแบบนี้จะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นอีกรึเปล่า? คงไม่หรอก แล้วยังไงล่ะ? เราต้องกลับไปและห้ามกลับมาที่นี่งั้นเหรอ เวรเอ๊ย! เรานั่งคอตก ซึมยิ่งกว่าส้วมแถมเมายิ่งกว่าหมา อยากจะหันกลับไปสั่งเบียร์เพิ่มยังไม่มีแรง เริ่มเกลียดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คริสบอกจริงๆ แล้ว

            “คริสแกล้งคุณใช่ไหม?”

            “หืม?”

            เสียงเข้มของบาเทนเดอร์เอ่ยถาม แกล้งอะไรวะ? เราสับสนนิดหน่อย แต่พอมองตามที่เขาชี้ เราก็ตาเบิกโพลงเหมือนกำลังดูฉากพีคหักมุมขั้นสุดของหนังห่าเหวสุดตลกร้าย ดูสิคริสและบีนั่งส่งยิ้มให้เราตรงหน้าบาร์ ที่เดิม ตำแหน่งเดิม เพิ่มเติมคือกำลังเยาะเย้ย อ๋อ การถูกปั่นหัวมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เรากำลังเถียงกับตัวเองว่าจะลุกขึ้นไปหาพวกเธอหรือนั่งดีใจเงียบๆ คนเดียวตรงนี้เมื่อรู้ว่าทั้งสองยังไม่แยกทางกัน และเมื่อเบียร์หมดเราจะมูฟออกไป โดยไม่กลับมาอีก

            แน่นอน เราเลือกทางที่สอง อย่างไร้เหตุผลขอบคุณมากที่เป็นสิ่งเดียวที่ยังไม่เปลี่ยนไป เรามองตัวละครของตัวเองและไร้คำพูดใดอีกนอกจากขอบคุณ

 


            “ไม่ไปชนแก้วกับเขาหน่อยเหรอ?” คริสเอ่ยถามบี หลังจากหันกลับมาจากการเยาะเย้ยไอ้เวรนั่นเพื่อเป็นการแก้แค้น “แลดูเขาไม่ค่อยโอเค แต่แกล้งทำเป็นโอเคอยู่นิสัยเหมือนเธอเป๊ะ อย่างกับถอดกันมา”

            “ไม่ล่ะ เซ้นท์เราบอกว่าเราควรนั่งอยู่ตรงนี้มากกว่า” บีตอบพลางรับเบียร์จากบาเทนเดอร์มาดื่ม “วันนี้เราไปเจอลิลลี่มาด้วย”

            “รื้อฟื้นความทรงจำกันไปถึงไหนล่ะ?”

            “ไม่มีอะไรดีมากไปกว่าการรับรู้ว่าเขาสบายดี”

            บียิ้มให้เด็กสาวคนนั้นที่ควรยืนอยู่หน้าบาร์ และหันมายิ้มให้คริส ราวกับเรื่องราวหนักอึ้งในใจถูกปลดปล่อย ราวกับกุญแจขึ้นสนิมฝุ่นเขรอะได้ถูกปลดล็อค เมื่อคริสมองรอยยิ้มของบี คริสรับรู้ได้ถึงความสุข บีมีความสุขและความสุขของคนที่คริสรักก็คือความสุขของคริส

            อย่างที่บอก คริสรู้สึกว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไปจากคนหยาบกระด้าง นึกถึงแต่ตัวเองและไม่แคร์ใคร แต่วันนี้คริสกลับทำตรงกันข้ามสิ่งเหล่านั้นกับบี และเพราะการที่บียังคงเหมือนเดิม อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คริสเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อบี หากการรักบีคือการอ่านหนังสือสักเล่ม คริสคงกำลังอ่านหนังสือเล่มเดิมด้วยความไม่ประทับใจอันเกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งประกอบเข้ามาด้วยนั่นเอง

            “เธอเกลียดการเปลี่ยนแปลงรึเปล่าคริส?” บีเอ่ยถาม

             “ไม่หรอก เรารู้ว่าสักวันนึงอะไรๆ ก็ต้องเปลี่ยน”

            “เธอคาดหวังไหม ว่าเราจะไม่เปลี่ยน?”

            “ไม่รู้สิ เพราะสำหรับเรา เธอไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด” คริสไม่ได้หลอกตัวเอง บีไม่เปลี่ยนไปสำหรับหล่อนจริงๆ ซึ่งบีน่าจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำไมหล่อนจึงรู้สึกเช่นนี้

            “อะไรที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเราไม่เปลี่ยน?”

            “ถึงในบาร์จะมีคนมากมายและไฟสลัวมากแค่ไหน แต่เธอมักจะมองมาหาเราเป็นคนแรกถึงเราจะถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนแต่เธอจะตรงเข้ามาคว้ามือของเราไปจับไว้และยืนอยู่ข้างๆ เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นของเธอเพราะเธอมองเห็นเราก่อนคนอื่นเสมอ นั่นคือสิ่งที่เธอไม่เคยเปลี่ยน”

            “ก็เราไม่เคยละสายตาไปจากเธอได้เลยไงล่ะ” บีเอ่ยพร้อมกับขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ เท้าคางมองเข้าไปในดวงตายิ้มของคริส “แต่ถ้าสักวันนึงเราไม่มองเธอด้วยสายตาแบบนี้แล้วล่ะ?”

            “จะมองเราด้วยสายตาแบบไหนก็เรื่องของเธอ” คริสตอบด้วยน้ำเสียงที่ห้วนที่สุดในโลก “ขอแค่ยังอยู่มองเราตรงนี้ และไม่หายไปไหนก็พอ”

            “เราจะไม่ไปไหนหรอกนะ” บีเอ่ยย้ำสร้างความมั่นใจให้คริส ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันได้ แม้แต่คำพูดหรือคำสัญญา หากคำพูดสวยหรูแต่การกระทำเปลี่ยนไปก็ไร้ประโยชน์ “เราก็จะอยู่ตรงนี้แหละ จะอยู่ถอดเสื้อให้เธอใส่เวลารู้สึกว่าเธอกำลังหนาว...”

            แล้วบีก็ทำตามนั้นด้วยการถอดเสื้อยีนส์ออกมาห่มคลุมไหล่ให้คริส การกระทำของบีน่ารักจนคริสอยากจะบ้าตาย

            “จะอยู่เช็ดปากให้เวลาเห็นว่ามันเลอะ” แล้วบีก็ทำตามนั้นอีกด้วยการเอื้อมมือมาเช็ดริมฝีปากของคริสที่เปรอะขนมหน้าบาร์ที่กินไปเมื่อครู่ “แล้วก็จะอยู่คอยมารับเธอกลับบ้านทุกวัน ฟังเธอบ่นเวลาเจอลูกค้าเฮงซวย เราจะจูงมือเธอข้ามถนนทุกครั้ง จะไม่ปล่อยให้เธอต้องเดินกลับบ้านคนเดียว เราจะอยู่รอเธอเข้านอนและตื่นมามองเธอตอนหลับในทุกๆ เช้า ดีไหมคริส?”

            “ทำไมเธอใจดีแบบนี้วะ? ใจดีในแบบที่ไม่กลัวจะกลายเป็นช่องโหว่ให้เราทำร้ายเลย”

            “แล้วชอบไหมล่ะ?”

            “เกลียดมากกว่า” เห็นบีทำหน้าเศร้า คริสก็เลยต้องพูดออกไป “เพราะเราไม่เคยปฏิเสธเธอเลยสักครั้ง และแม่งทำให้เราไปไหนไม่รอดไงล่ะ”

            “งั้นก็อย่าไปไหนนะ”

            “เออ เราจะไม่ไปไหนหรอก เราจะอยู่เป็นความหายนะในชีวิตเธอในสักวัน”

            “ได้สิ แต่คงต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตก่อนนะ  ถึงจะมีวันนั้น”

            “จะอ้วก”

            “จะจูบ”

            “ไม่!” แต่ใครมันจะไปต้านทานดวงตาคู่นั้นของบีได้กันล่ะ เพราะอย่างนั้นคริสเลยต้องยอมเป็นฝ่ายรุกเข้าไปจูบซะเอง

            เราไม่เคยรู้สึกอยากอ้วกปนความดีใจขนาดนี้ ที่บอกว่าความสัมพันธ์ไม่หวานเลี่ยนเหมือนเดิมก็เพราะมันหวานเลี่ยนยิ่งกว่าเดิมสินะ จ้ะคริสจ้ะ

 


            ไม่มีใครชอบฟังเพลงเดิมได้ตลอดไป แต่ชอบฟังน้อยลงและฟังอย่างเข้าใจความหมายได้มากกว่าเดิม ไม่มีใครอ่านหนังสือเล่มไหนด้วยความรู้สึกเดิมได้เป็นครั้งที่สองแต่อ่านได้อย่างเข้าใจเรื่องราวมากขึ้นต่างหาก

            ทั้งสองยังอยู่ตรงนี้ ที่เดิมที่เคยอยู่ ที่เดิมที่ความสัมพันธ์เริ่มต้นขึ้น และหากจะมีใครหายไป นั่นคือเรื่องของเวลาที่สักวันจะหมุนวนกลับมาให้คำตอบ 

           


          ก่อนกลับออกไปและไม่กลับมาที่นี่อีก เราบังเอิญมองเห็นเด็กสาวรอยยิ้มสดใสยืนส่งยิ้มอยู่ด้านนอกของบาร์ 

          เราต่างส่งยิ้มให้บีและคริสเช่นเดียวกัน เราต่างทำอย่างนั้น ก่อนหันหลังกลับไปสู่ทางเดินของตัวเอง



------------------------------------------------------------







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

723 ความคิดเห็น

  1. #723 PNTM (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 06:13
    ดูไม่ค่อยเหลือความห่าเหวแล้ว5555555555
    #723
    0
  2. #720 nroarttsh10 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 15:29
    เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น :)
    #720
    0
  3. #710 TIST_CHILL (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 22:31
    ตกใจหมด555 ส่งลิลลี่มาให้เราได้นะคะ
    #710
    0
  4. #709 4530656 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 22:04
    ยิ้มแบบงงๆ ประทับใจแบบมึนๆ
    #709
    0
  5. #708 Delight (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 18:34
    คิดถึงนะคะ

    เป็นความห่าเหวที่ประทับใจ มันดูสับสนแต่ก็ชัดเจน และใช่ค่ ไม่มีใครชอบเพลงเดิมได้ตลอดหรอก แต่ถึงจะไม่ชอบเท่าเดิมแต่ก็ใช่ว่ามันจะหายไปสักหน่อยนิ บางอย่างมันจะอยู่ที่เดิมเสมอ ตัวหนังสือก็เช่นกันมันจะยังอยู่ที่เดิม รอให้เรากลับมาอ่านด้วยความเข้าใจใหม่ๆจากสายตาคู่เดิม
    #708
    0
  6. #707 homesixth (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 18:21
    ไม่มีใครชอบอะไรได้เหมือนเดิม ก็จริงนะ ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงได้ ความรักก็เช่นกัน แต่บางอย่างจะเปลี่ยนมันก็อาจจะนาน นานจนลมหายใจของเราอาจจะสั้นกว่าก็เป็นได้

    หนังสือเล่มเก่า อาจจะอ่านแล้วไม่ตื่นเต้นกับมันแล้ว ความรู้สึกประทับใจ อาจจะไม่เท่าครั้งแรก แต่ความหวง ความอยากให้คงอยู่ของเรื่องราวนั้น การอยากเก็บหนังสือเล่มนั้น มันก็เป็นความอุ่นใจอย่างหนึ่ง นี่คือสาเหตุเเห่งการเปย์ฟิค และฟิคไรต์ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่อยากเก็บไว้นะ ^^
    #707
    0
  7. #705 wwnnsk (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 09:01
    ชอบมาก ดีมากแต่งดีมากๆรูสึกมีกำลังใจขึ้นมากตอนอ่านที่คุณอินทิเรียให้กำลังใจว่าที่อินทิเรีย ชอบอ่ะ
    #705
    0
  8. #704 Horizon-i (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 06:38
    พออ่านแล้วร้องเชี่ยยยอีกแล้ว55 โดนหลอกอีกเเล้วแต่ดีแล้วนะที่เค้ายังอยู่ด้วยกันจับมือกันผ่านความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงมีทุกวันแหละทั้งตัวเราเอง ทั้งเค้าขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวเข้าหากันไหมหรือเลือกที่จะจากไป หนังสือเล่มเดิมอ่านรอบสองรอบสามแล้วมันไม่ตื่นเต้นแล้วก็จริงแต่ความสนุกที่ผ่านมาของมันคือของจริงความรักก็คือของจริงเวลามองย้อนไปมันมีความรักความรู้สึกดีๆอยู่ตรงนั้นเสมอ...รักนะคะคุณไรท์รอติดตามอยู่เสมอนะ
    #704
    1
    • #704-1 nongp_ss(จากตอนที่ 23)
      19 ธันวาคม 2561 / 15:16
      ขอบคุณมากนะคะ :)
      #704-1
  9. #703 yeeniscutegirl (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 00:03
    เอาล่ะ เราจะบอกว่านี่คงเป็นการคอมเมนต์ฟิคที่ยาวมาก ๆ ในรอบหลายเดือนของเรา ไม่รู้ว่าคุณอ่านแล้วจะตลกไหมหรืองงว่านังนี่มันอะไรขนาดนั้นวะหรือเปล่า—

    อย่างแรกเลยคือความรู้สึกตอนโนติแอปมันเด้งว่ามีตอนพิเศษน่ะ โอ้โห ใจหล่นไปเลยยังไงอย่างงั้น นึกว่าตัวเองตาฟาด แต่ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่กลับมาแตะเรื่องราวเดิม ๆ ที่สำหรับคุณเองไม่รู้ว่าการกลับมาแบบนี้มันจะดีหรือเปล่า

    เป็นตอนพิเศษที่อ่านได้สิบบรรทัดแรกก็รู้สึกว่า— เล่นกูอีกแล้วแน่ ๆ (ขออนุญาตหยาบคาบนิดนึงนะคะ) เราอ่านตอนนี้แล้วเหมือนเห็นภาพตัวเองสะท้อนอยู่ในตัวลิลลี่แต่อาจจะแตกต่างกันตรงที่ลิลลี่กำลังเจอใครที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนผ่านความรู้สึกนั้น— แต่เราไม่.

    ที่ลี่บอกว่าไม่อยากกลับไปเพราะไม่อยากกลับไปแตะเรื่องราวพวกนั้น เราก็ได้แต่พยักหน้ากับตัวเองแล้วกรีดร้องในใจว่ามันจริงที่สุดแล้ว การไม่กลับไปน่าจะเป็นทางที่ควรเลือกตั้งแต่แรกถ้าย้อนเวลากลับไปได้

    เราดีใจที่ลี่เลือกที่ทำแบบนี้ การไม่มีคำนิยามไม่ควรถูกนำมาใช้ในความสัมพันธ์จริง ๆ นั่นแหละคุณ และลี่ก็ทำให้เห็นว่าบทเรียนมันมีค่า ความทรงจำเหล่านั้นก็เช่นกัน

    เราตลกไปพร้อม ๆ กับเห็นใจ(?)ที่คุณโดนบีและคริสปั่นหัวขนาดนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณสองคนนั้นด้วยแหละมั้งที่ทำให้ทุกอย่างมันออกมาเป็นแบบนี้

    หวังว่าจะมีช่วงเวลาที่น่าจดจำกับบาร์แห่งนี้และทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นที่นี่นะคะ ขอบคุณสำหรับความทรงจำที่ยากจะลบและลืมจนถึงตอนนี้ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกอาจจะที่นี่หรือไม่ก็ที่ไหนสักที่ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ
    #703
    1
    • #703-1 nongp_ss(จากตอนที่ 23)
      19 ธันวาคม 2561 / 15:15
      เราขอบคุณ ที่คุณเข้าใจลิลลี่ และเข้าใจว่าเราสื่อสารอะไร :)
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ที่อ่านแล้วทำให้ยิ้มได้นะคะ
      ขอบคุณที่ยังไม่ลืมบาร์แห่งนี้ หวังว่าจะได้พบกันอีกที่ไหนสักที่เช่นกันค่ะ
      #703-1
  10. #702 magicoficetea (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 21:30
    แต่งดีมากๆๆๆๆๆ ที่สุดแล้วไรท์ ไม่ว่ายังไงสู้ๆนะคะ แต่งต่อไปเรื่อยๆเลยน้า อย่าท้อ เป็นกำลังใจให้นะคะ คนรักมากกว่าคนเกลียด ยึดแนวทางตัวเองต่อไปค่ะ อย่าเขวอย่าไปสนใจพวกทำอะไรไม่เป็นแล้วดีแต่ติคนอื่น
    #702
    1
    • #702-1 nongp_ss(จากตอนที่ 23)
      19 ธันวาคม 2561 / 15:06
      ไม่ท้อค่ะ เพราะท้อมีไว้ให้ลิงถือ อิอิ ขอบคุณนะคะ :)
      #702-1
  11. #701 summerboy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 20:50
    ไม่มีความสับสนห่าเหวอีกต่อไป ดีใจที่บีคริสยังหวานจนเลี่ยน ลิงลี่เริ่มเรียนรู้และเติบโต ไรท์เองคงคิดพวกเขา3คนมากๆใช่ไหมล่ะ ถ้าไรท์รู้สึกเหนื่อยหรือสับสนเรื่องอะไรอยู่ก็ขอให้มันผ่านพ้นไปไวๆน้าาา
    #701
    1
    • #701-1 nongp_ss(จากตอนที่ 23)
      19 ธันวาคม 2561 / 15:05
      ขอบคุณมากๆ นะคะ :)
      #701-1
  12. #700 Phatcharaphon_056 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 19:58
    โครตดีเลยงือออ สู้ๆนะงัล
    #700
    0
  13. #699 jahathy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 19:54
    ขอบคุณสำหรับตอนพิเศษนะคะ ดีมากกกกแง
    #699
    0
  14. #698 ijaowhann (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 19:47
    น่ารักมากๆเลย โครตดีเลยย หื้อออ คิดถึงไรท์เตอร์นะคะ สู้ๆ
    #698
    0
  15. #697 Realcatoon (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 19:26
    แง~ดีใจที่มีตอนพิเศษ รักมากๆๆๆๆๆๆ😘😘
    #697
    0