Cigarette After Sex (BeexCrisxLilly)

ตอนที่ 22 : End episode (part 2) : At the end of the confusion

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,947
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    17 ธ.ค. 60



End episode (part 2) : At the end of the confusion

 

 

                

               

                   ขนาดในความฝัน คริสยังหนีบีไปเลยความคิดนี้ดังขึ้นหลังตื่นจากฝันร้าย? ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าฝันร้ายได้หรือไม่ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงคริสก็หนีบีไปเช่นกัน คริสเดินหันหลังจากไปพร้อมใครอีกคนโดยไม่หันมามองบีอีก ทั้งฝันและจริงคงไม่ต่างกันเพราะไม่ว่าอย่างไรคริสก็จะไม่กลับมา แค่รู้สึกรักก็เหมือนเอาหัวใจไปผูกไว้ที่ตีนเขาแล้วความรู้สึกที่คริสเคยบอกมันเป็นแบบนี้เองสินะ บีเริ่มไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่ปรากฏว่าคริสเคยอยู่ในโลกของบียังจำเป็นอยู่หรือไม่ หากมันทำให้บีต้องคิดถึงคริสไม่หายทั้งๆ ที่ควรลืม แต่อย่างน้อยการปรากฎตัวของคริสในรูปภาพและความฝันก็ทำให้คริสมีตัวตนอยู่เสมอในโลกเหงาๆ ใบนี้บีหวังจะได้พบคริสอีกครั้ง ที่ใดก็ได้บนโลก ที่ใดก็ได้ที่เป็นที่ๆ มีจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนสองคน ที่ๆ โลกจะเหวี่ยงคริสกลับมาอีกครั้งโดยไม่ใช่แค่เพียงความบังเอิญ

            อาจเพราะบีเคยผลักคริสให้ตกลงมาจากชั้นดาดฟ้า ก็คงไม่ผิด หากตอนนี้คริสจะผลักบีออกไปจากโลกของคริสบ้าง พอได้แล้วบีบอกกับตัวเอง การคิดถึงคริสกินเวลาชีวิตของบีมานานมากเกินไปแล้ว บีเคยหวังว่าจะพบคริสอีกครั้ง แต่บีคงต้องยอมแพ้สักที หวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่บีจะบอกกับตัวเองว่าไม่มีคริสอยู่บนโลกเหงาๆ ของบีอีกแล้ว บีคิดอย่างนั้นขณะที่กำลังดึงภาพวาด ความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตออกจากผนังห้องนอนและเก็บมันใส่กล่องกระดาษและปิดตายความทรงจำเอาไว้อย่างแน่นหนาที่สุดในส่วนลึกของหัวใจ

                   ขนาดในความฝันคริสยังหนีบีไปไม่พ้นเลยความคิดดังขึ้นหลังจากตื่นจากฝันร้าย? ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าฝันร้ายได้หรือไม่เพราะในโลกแห่งความจริงคริสก็หนีบีไปไม่พ้นเช่นกัน บีที่ยืนอยู่ข้างๆ ภาพวาดดาวเหนือภาพนั้น จ้องมองมาพร้อยรอยน้ำตาและเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้คริสรู้ว่าบีไม่เคยลืมคริสได้ แต่คริสหวังว่าจะไม่ได้พบบีอีก ไม่ว่าจะที่ใดบนโลกบ้าๆ ใบนี้ ที่ใดก็ตามที่เป็นที่แห่งความทรงจำ คริสภาวนาขอให้โลกอย่าเหวี่ยงคริสกลับไปเหมือนเช่นวันนั้นที่หอศิลป์ด้วยความตั้งใจอีกเลย ฟังไม่ผิดหรอก มันคือความตั้งใจที่คริสกลับไปกลับไปทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเจอบีแต่ก็นะ บางทีโลกของความรู้สึกมันอธิบายยากกว่าโลกของเหตุผล ทั้งๆ ที่ความรู้สึกมักมาก่อนเหตุผลและก่อนที่สมองจะเริ่มประมวลว่ามันคือความรู้สึกอะไรเสมอคริสรู้ดีว่ามันบ้ามากแค่ไหนกับการเลือกเดินเข้าไปในโลกของคนที่อยากลืมว่าเคยรักอีกครั้ง เพื่อพบว่าความรู้สึกที่พยายามวิ่งหนีมาโดยตลอดได้ย้อนกลับมาหลังจากได้มองสายตาคู่เดียวบนโลกบ้าๆ ที่ทำให้หัวใจแช่แข็งอันเย็นระเยือกได้กลับมาเต้นแรงได้อีก จะหนีไปอีกนานแค่ไหนเรื่องร้ายๆ ในใจเนี่ย?ถ้าคริสไม่หนี ผลลัพธ์จะดีกว่าหรือไม่? ถ้าคริสไม่หนีแล้วคริสจะทำอย่างไรเพื่อให้ลืมบีสักที? 

                คริสหันมองชายหนุ่มที่นอนหงายเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียงบางที เพื่อนร่วมเตียงอาจหาได้ไม่ยาก แต่คนที่จะนั่งพูดคุยและรับรู้ความในใจของกันและกันอาจหาไม่ได้อีกเลยบนโลกบ้าๆ ใบนี้ ไม่มีใครอยู่ร่วมกับความเงียบของคริสได้ดีเท่าเด็กสาวรอยยิ้มสดใสผู้เข้าใจโลกและใครบางคนที่เคยเป็นดั่งความสุขไม่กี่อย่างบนโลกบ้าๆ ของคริส มันน่าอัศจรรย์นิดหน่อย ที่ว่า มีคนมากมายเดินผ่านเข้ามาและเดินออกไปจากชีวิตของคริส แต่บีแม่งยังเสือกเป็นแค่คนเดียวเท่านั้นที่คริสยังต้องการ ไอ้อินทิเรียคนที่ไม่เคยรู้ห่าเหวอะไรเลยนั่นแหละ คนที่มีส่วนช่วยออกแบบความสุขในชีวิตให้คริส คนที่ทำให้คริสไม่อยากมีบุหรี่หลังเซ็กส์กับใครอีก และในที่สุด เปอร์เซ็นต์ในการเลิกรักที่ครบหนึ่งร้อยมันกำลังค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ หลังจากวันนั้นที่ได้เจอบี ไอ้เวรเอ๊ย คริสอยากชูนิ้วกลางให้กับความรู้สึกของตัวเอง

         “คิดถึงเขาอีกแล้วเหรอ?” เสียงเข้มเอ่ยถามขณะยังหลับตา น้ำเสียงราบเรียบราวกับการที่คริสคิดถึงคนอื่นคือเรื่องปกติไร้เสียงตอบจากคริส นอกจากการขยับผืนผ้าห่มให้คลุมกาย “ถ้าเลิกคิดถึงไม่ได้ ก็ไม่ต้องฝืนหรอก สิ่งที่คุณควรเลิก คือเลิกพยายามเอาผมเข้ามาแทนที่เขาทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำไม่ได้สักทีสิ”

                คริสยอมรับแต่โดยดีว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง “แต่อย่างน้อย ระหว่างที่รอให้คุณแทนที่เขาได้ ฉันก็มีความสุขอยู่บ้าง”

                “ถ้าคุณมีความสุขจริงๆ คุณคงไม่ละเมอร้องไห้ให้ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอก ถ้าคุณรับผิดชอบความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ก็อย่าเสนอหน้าเข้าไปในความสัมพันธ์ของเขาตั้งแต่แรกสินี่ดีนะที่ผมยังไม่รักคุณ ไม่อย่างนั้นคงได้กลายเป็นเรื่องเศร้าอีกเรื่องแน่ๆ โชคดีที่ผมคอนโทรลความรู้สึกตัวเองได้ ส่วนคุณก็แทบไม่ต้องจะคอนโทรลอะไร...เพราะคุณไม่มีทางรักผมอยู่แล้ว”

                “ใช่เพราะถ้าเราเริ่มพยายามคอนโทรลอะไรสักอย่าง แม่งแปลว่าเราคอนโทรลไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งกับคุณ เราแทบไม่ต้องพยายาม”

                “ยังไงๆ ก็ไม่มีทางรักผมสินะ?”                                                                                                                    

                “เราไม่มีอารมณ์จะรักใครทั้งนั้นแหละ”

                ชายหนุ่มดีดตัวลุกขึ้นนั่งและถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย “ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่าควรรับมือกับคุณยังไง บางทีคุณก็ดูเหมือนมีใจให้ผม แต่ทุกครั้งหลังจากที่เรานอนด้วยกัน คุณมักจะหันหลังให้ผมเสมอ จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปแบบเงียบๆ ในตอนเช้า แทนที่จะได้กินข้าวด้วยกันสักมื้อ ไม่เหมือนที่ทำกับเขาเลยใช่ไหม?” ไร้เสียงตอบจากคริสอีกครั้ง และการไม่ตอบก็คือคำตอบที่ดีที่สุด “ช่วยบอกผมทีว่าเขาทำยังไงคุณถึงรักเขาได้?”

                “เขาไม่ได้ทำอะไรเลย” คริสตอบกลับมาโดยแทบไม่ต้องคิด “เขาโคตรซื่อบื้อ ไม่รู้ห่ารู้เหวอะไร แถมไม่ค่อยเข้าใจเราด้วยซ้ำ แต่เขากล้าเปิดรับเราเข้าไปในโลกของเขาด้วยความเต็มใจ ไม่เคยคาดหวัง ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเราเลย และเพราะเขาไม่เรียกร้องนี่แหละ เราเลยอยากให้ให้ใจ ให้ร่างกาย หรือแม้แต่ให้ความทรงจำมันตามหลอกหลอนมาจนถึงทุกวันนี้ เราให้เขาไปหมดแล้วทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเราเลย”

                “ให้เขาขนาดนั้นแล้วทำไมเขาถึงไม่เลือกคุณ?”

                “เพราะเขาต้องการเลือกความสัมพันธ์ที่ดี และเราไม่ใช่คนดี” คริสเอ่ยอย่างหมดหวังที่จะเป็นคนที่ดีไปกว่านี้ คริสรู้ตัวเองมาโดยเสมอ  

                “ความรักกับความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ของคู่กันหรอกนะ” ชายหนุ่มลุกขึ้น ไปหยิบเสื้อขึ้นมาสวม “คราวนี้ผมจะไม่ยอมเป็นฝ่ายมองคุณเดินออกไปจากห้องอีกแล้ว”

          “งั้นก็ไปซะ” คริสตัดสินใจเอ่ย หลังจากเขาพูดจบเพียงแค่เสี้ยววินาที พร้อมสีหน้าครุ่นคิดและคิ้วสองข้างที่ขมวดเป็นปม  คริสเอ่ยออกไปโดยไม่หันไปมองหน้าเขาด้วยซ้ำ

                  คิ้วเข้มของเขาก็คงขมวดเป็นปม แต่ก็ไม่แน่หรอก เพราะคริสไม่แม้แต่จะหันไปมอง “เพราะผมเรียกร้องจากคุณเยอะไปเหรอ?”

                “เพราะเราไม่อยากเสนอหน้าเข้าไปในความสัมพันธ์ของใคร ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีวันที่จะรักเขาได้ต่างหากมันคงเลวร้ายเกินไปถ้าจะเริ่มต้นรักคุณ ทั้งๆ ที่เรายังไม่ลืมเขา จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครแทนที่เขาอยู่ดี และที่ผ่านมาเราแค่หลอกตัวเอง” คริสหันมามองชายหนุ่มเพื่อเอ่ยย้ำเตือนในสิ่งที่ควรจะเป็นไปเป็นครั้งสุดท้าย “ไปซะเถอะคุณ อย่ามาเจอเราอีก”

                 คริสไม่เคยรอให้เกิดความรู้สึกรักผู้ชายคนนี้ คริสรู้ตัวตั้งแต่เจอเขาครั้งแรกว่าไม่มีทางรักเขาได้ ไม่สิคริสรู้ตัวตั้งแต่ได้รักบี รู้ว่าคริสจะไม่สามารถรักใครได้อีกแล้วนอกจากคนอย่างบี คนที่แม่งไม่มีอะไรให้น่ารัก เออ แม่งบ้าดีบางทีความรู้สึกก็ตลกร้ายกับเราแบบนี้แหละ คิดดูสิ บางทีเราไม่สามารถหาเหตุผลได้เลยว่าเรารักคนๆ นึงเพราะอะไร รู้ตัวอีกทีแม่งก็รักไปแล้ว แถมยังเลิกรักไม่ได้ซะด้วยไอ้ความรู้สึกส้นตีนนี่มันซ่อนอยู่ตรงไหนของหัวใจกันวะ? ถ้าหยิบเอาออกมาได้จะกระทืบให้แม่งจมดินเลย! คริสเอ่ยพูดกับหัวใจตัวเองด้วยความเกรี้ยวกราด และสมองกำลังสั่งการว่าเลิกถามหาเหตุผลอะไรกับสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกได้แล้วคำตอบที่ได้ ก็คือการเลิกตั้งคำถาม ทุกอย่างมันจบลงแบบนี้มาเสมอ จบลงตรงที่คริสหนีบีไปไม่พ้นสักที

          

                  เสียงการจราจรคับคั่งในคืนวันเสาร์ดังเล็ดลอดเข้ามาในบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่งบาร์ที่คริสไม่สนใจแม้แต่ชื่อ ไม่สนใจว่ามีเหล้ายี่ห้อโปรดหรือไม่ ไม่สนใจว่าเปิดเพลงอะไรและมีฟลอว์เต้นรำเหมือนบาร์แห่งความสับสนที่หล่อนจากมารึเปล่า? คริสไม่สนใจเลยสักนิดว่าเครื่องดื่มตรงหน้ามันคือเครื่องดื่มชนิดใดเพราะไม่ว่าพนักงานจะเอ่ยถามว่าคริสอยากดื่มอะไรคริสก็ไม่ยอมเอ่ยปากพูดกับเขาเลย จนในที่สุดเหล้าแปลกหน้าก็ถูกเสิร์ฟมาอย่างเก้ๆ กังๆ แต่คาดคะเนดูแล้วมันน่าจะเป็นเหล้าที่แพงที่สุดของบาร์กรังๆ แห่งนี้บรรยากาศมันค่อนข้างแย่เพราะนอกจากเพลงจะไม่เพราะ ก็ยังมีเสียงชะนีน้อยสองสามคนกำลังตัดพ้อเรื่องความรักจนเสียงดังลั่นราวกับที่นี่เป็นร้านของพวกแม่งอย่างนั้นแหละ จับใจความได้คร่าวๆ คือนางโดนผู้ชายทิ้งไปมีคนใหม่ กำลังชอกช้ำและอยากจะตายเต็มที่ เสียงเจื้อยแจ้วของชะนีน้อยยังคงดังไม่หยุด จนคริสรำคาญเต็มทีหลังจากน้ำเหล้าที่รสชาติแย่ที่สุดในโลกเข้าปากเป็นแก้วที่สาม

                “คร่ำครวญอะไรนักหนา ปัญญาอ่อน!” คริสหันไปตะคอกใส่ ชะนีน้อยสามคนนั้นหันมาทำหน้าอึ้งๆ และกระพริบตาปริบๆ ผู้คนในบาร์กรังๆ หันมามองคริสเป็นตาเดียว “อยากตายเหรอ? ไปตายซะสิ เนี่ย ข้ามถนนให้รถชนตายห่าไปเลย อีบ้า เห็นคุณค่าในตัวเองหน่อยสิวะ”

                “พี่เป็นใครเนี่ย อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย”

                “โอ๊ย นี่รู้ยิ่งกว่ารู้อีก อยากรู้เรื่องไหนอ่ะเดี๋ยวเล่าให้ฟัง” คริสตัดสินใจย้ายตัวเองไปนั่งลงที่โต๊ะของพวกหล่อนอย่างถือวิสาสะ ไม่สนไม่แคร์ว่าจะมีกี่สายตาจับจ้อง คริสทำแบบนั้นพร้อมสติที่เหลือเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ “อ่ะ ให้เลือกเรื่องที่รักเขาแต่เขาไม่เลือกเพราะไปเลือกอีกคนที่ดีกว่า เรื่องที่ไม่สามารถเป็นความสัมพันธ์ที่ดีของใครได้ เรื่องที่สารเคมีในตัวไม่เข้ากับใคร หรือว่าเรื่องที่พยายามเลิกรักยังไงก็เลิกรักไม่ได้เอาไง? จะเอาเรื่องไหน?” ไร้เสียงตอบจากชะนีน้อย คริสกระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเลยสักนิด “เวรเอ๊ย เรื่องของพวกแกมันเล็กยิ่งกว่าขี้มด มาเจอเรื่องของฉันไหม มาฟังสิ แล้วจะรู้ว่าแม่งชอกช้ำขนาดไหน ว่าไง จะฟังรึเปล่า?”

                แน่นอนว่าชะนีน้อยทั้งสามต่างพากันพยักหน้าหงึกๆ อยากจะฟังเรื่องราวความรักที่ชอกช้ำของผู้หญิงแปลกหน้าและแสนจะหยาบคายเช่นคริสคริสเล่าให้พวกเธอฟังทั้งหมด กินเวลาไปร่วมหนึ่งชั่วโมงในการระลึกความหลังทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองเสมอว่าลืมไปตั้งนานแล้ว แน่นอนชะนีน้อยทั้งสามกำลังทำหน้าเศร้าราวกับกำลังฟังโศกนาฎกรรมทำไมความเศร้ามันอยู่กับตัวเรานานนักวะ? นี่ไงล่ะบทพิสูจน์ที่ว่าคริสไม่เคยลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับบีได้เลย แถมยังจำความรู้สึกในทุกๆ ฉากทุกตอนได้อย่างแม่นยำ ความรู้สึกทุกอย่างมันยังคงชัดเจนราวกับคริสเพิ่งถูกบีปฏิเสธความสัมพันธ์บนชั้นดาดฟ้าไปเมื่อวานนี้ถ้าเราเริ่มพยายามคอนโทรลอะไรบางอย่าง แสดงว่าเราคอนโทรลไม่ได้ตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเรื่องห้ามรู้สึกกับบี หรือการพยายามเลิกรักบี และแล้ววันนี้คริสก็รู้ว่าคริสทำมันทั้งหมดไม่ได้มาตั้งแต่แรกแล้ว

                “เฮ้ย พี่ร้องไห้ทำไมอ่ะ?”

                คริสรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่อาบแก้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “เออแม่ง...เป็นห่าอะไรก็ไม่รู้ สงสัยจะเพราะคิดถึงเขา”

                “ถ้าคิดถึงเขาแล้วร้องไห้ จะคิดถึงทำไม?” คริสกำลังโดนย้อน “พี่แม่งก็ไม่ต่างจากพวกหนูหรอก”

                “อ่อนหัดเรื่องการคอนโทรลความรู้สึกมั้ง” คริสยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง

                “คิดถึงเขา แล้วเขาคิดถึงพี่รึเปล่า?”

                ไม่มีวันไหนที่เราลืมเธอได้เลย วันเวลาที่ผ่านทำให้เรารับรู้ว่า เราโกหกตัวเองมาเสมอว่าเราไม่ได้รักเธอคริสนึกถึงคำพูดและน้ำเสียงของบีในวันนั้น ก่อนจะพักบทสนทนาเอาไว้ คริสไม่เข้าใจสถานการณ์นักหรอก แต่คริสรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากความรู้สึกของบีมากที่สุดเท่าที่คริสเคยรู้สึกเอาล่ะ ถึงเวลาที่คริสต้องยอมรับความจริงสักทีว่าคริสดีใจที่ได้ยินบีพูดออกมาแบบนั้น “อืม เขาก็คงคิดถึง...”

                “แล้วรอบ้าไรอยู่ล่ะ? ต่างคนต่างคิดถึงกันก็กลับไปหากันสิ โลกนี้มันไม่ใช่ละครน้ำเน่าหรอกนะที่จะกลับไปแฮปปี้เอนดิ้งกันเมื่อไหร่ก็ได้อ่ะ” หล่อนทำหน้าเอือมระอานิดหน่อย หลังจากยกเหล้าขึ้นจิบก็เอ่ยถามต่อ “นี่รู้จักคำว่าความรักป่ะเจ๊?”

                คริสไม่รู้จักความรักมานานมากแล้วการเดินจับมือ บอกรักและให้คำมั่นสัญญาต่อกันไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของคริส บางทีก็แอบสงสัยว่าเคยมีความรักเกิดขึ้นในชีวิตบางไหม? หรือว่ารักที่คริสรู้จักไม่ใช่รักของจริง หรือว่าจะเป็นรักคนละรูปแบบจากรักของคนปกติทั่วไป แต่ทุกบทสนทนาอันแปลกประหลาด สัมผัสอันนุ่มนวล เสียงหัวเราะ รอยยิ้มหรือแม้แต่หยดน้ำตา เรื่องราวที่ผ่านมาคือของจริงทั้งหมด และถ้าไม่ได้เกิดจากความรัก แล้วมันจะเกิดจากอะไรล่ะวะ? อะไรที่ไม่เคยทำ อะไรที่ไม่เคยรู้สึก มันสามารถเกิดขึ้นและรู้สึกได้ก็ต่อเมื่อได้รักใครสักคนไม่ใช่รึไง?

                “ถ้ารักแล้วรู้ว่าต้องเสียใจ ทำไมถึงเลือกที่จะรักกันวะ?” คราวนี้เป็นคริสที่ต้องขอคำแนะนำจากเด็กสาวแปลกหน้าบ้าง พวกหล่อนมองหน้ากันเพื่อปรึกษาทางสายตาก่อนที่จะเอ่ยตอบ

                “มันก็คือรักอ่ะเจ๊ จะจบสุขจบเศร้ายังไงแม่งก็คือรักไง ไม่ง่ายหรอกกับการเจอใครสักคนที่เรารักได้อย่างเต็มใจอ่ะ” หล่อนตอบ “อย่ามองปลายทางดิเจ๊ มองระหว่างทางแล้วทำทุกอย่างให้มันดีก็พอแล้ว”

          แม้คริสเคยห้ามไม่ให้บีรู้สึก เคยขอให้บีคอนโทรลความรู้สึกของตัวเองทั้งๆ ที่รู้ว่าความรู้สึกมันแปรปรวนยิ่งกว่าสภาพอากาศ แม้คริสไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับบีแต่คริสมั่นใจว่าจะสามารถเป็นความรักที่ดีได้แน่ๆ ถึงจะหยาบคาย กร้านโลกและผ่านอะไรมามากมายก็เถอะ แต่คริสไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว คริสเปลี่ยนไปตั้งแต่เปิดรับคนไม่รู้ห่าเหวอะไรคนนั้นเข้ามาในโลกที่คริสสร้างกำแพงอันสูงชันเอาไว้กั้นขวาง รับเข้ามาโดยไม่คิดเลยว่าจะมีอิทธิพลต่อหัวใจได้ขนาดนี้

                ถ้าเป็นไปได้ เราอยากมีเธออยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในความทรงจำของเราคำพูดของบีย้อนกลับมาอีกครั้ง คำพูดประโยคสุดท้ายก่อนจะลาจากกันไปราวกับจะไม่ได้พบกันอีก พอกันทีไอ้ความสับสนอันแสนห่าเหว พอกันทีกับการคอนโทรลอะไรก็ตามที่คริสไม่สามารถคอนโทรลได้ สิ่งที่คริสควรทำต่อจากนี้คือการกลับไปยังเซฟโซนและหลุมหลบภัยจากโลกบ้าๆ ใบนี้ กลับไปหาบีที่มีแค่คนเดียวในโลก บีที่ยังเป็นความรักของคริสเสมอแม้จะไม่สามารถเป็นความสัมพันธ์ได้ก็ตาม แต่ช่างหัวความสัมพันธ์แม่งเถอะ! คริสจะไม่สนใจมันอีกต่อไปแล้ว คริสรู้เพียงอย่างเดียวคือคริสจะต้องไปหยุดยืนอยู่ที่บานประตูบานนั้นให้เร็วที่สุด ประตูที่บีเปิดต้อนรับให้คริสเข้าไปทุกครั้งด้วยความเต็มใจ คริสจะกลับไปเพื่อบอกทุกสิ่งทุกอย่างกับบีอีกครั้ง

                มันจะไม่สายเกินไปอีกแล้วมันจะไม่สายเกินไปเหมือนในคืนนั้นที่คริสช้ากว่าลิลลี่แค่ก้าวเดียว มันจะไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับคำว่าความรัก ความรักที่คนส่วนใหญ่ชอบพูดว่าแม่งชนะทุกอย่างนั่นแหละ ใช่ตอนนี้มันชนะความกลัวของคริสไปแล้วเรียบร้อย

 

                คริสเคยห้ามให้บีอย่ารู้สึก แต่คริสไม่เคยห้ามให้บีรอ แต่ไม่ว่ายังไงคริสก็จะไม่กลับมานั่นแหละ แล้วบีควรรอคริสต่อไปทั้งๆ ที่ไม่มีความหวังหรือบีควรจะเลิกรอและปล่อยให้ความรู้สึกได้เริ่มต้นใหม่กันแน่? ความสับสนคงอยากให้บีจมอยู่กับความคิดนี้สักพักด้วยการมอบเสียงเพลงที่คุ้นเคยให้ดังขึ้นอีกครั้งด้วยทำนองที่แตกต่างไปจากเดิม มันคือเพลงๆ เดิมที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีแค่สองชิ้นคืออิเล็กโทนและกีต้าร์ไฟฟ้า เพลงบอกรักที่ไม่มีแม้แต่คำว่ารักและเพลงบอกรักที่ฟังดูโศกเศร้าที่สุดในโลก บีไม่เจอคนที่เคยใช้เพลงนี้บอกรักบีทางอ้อมอีกเลยตั้งแต่วันนั้น และทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ บีก็ทำได้แค่คิดว่าบีอาจไม่หลงทาง ถ้าวันนั้นบีรักคริสอย่างไร้ความสับสนตั้งแต่แรก บีเอาแต่คิดว่าไม่อยากทำร้ายคริสด้วยสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์ แต่วันนี้บีกลับโหยหามันซะเอง

                ลมหนาวอันบางเบาพัดกระทบแขนของบีพร้อมกับท่อนฮุคของเพลงที่ดังขึ้น สายตาที่เหม่อมองท้องฟ้าสีดำพลันจับจ้องไปเห็นดาวดวงเดียวบนท้องฟ้าหลังจากที่มันไม่ปรากฎตัวมาเนิ่นนาน บีไม่รู้จะแปลกใจกับสิ่งใดก่อน ระหว่างลมหนาว ดาวเหนือ หรือเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นแน่นอน มันไม่มีเสียงเคาะประตูมานานพอสมควรตั้งแต่คริสจากไป ไม่มีผู้หญิงแปลกหน้ามาหาบีในสภาพเมาปลิ้นจนดูไม่จืดและไม่มีรอยยิ้มหลังบานประตูนั่นมานานมากพอจนบีอดไม่ได้ที่จะตกใจ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรงขึ้น แต่บีไม่อยากคาดหวังว่าจะเป็นคนที่คิดไว้ บีทนไม่ไหวแล้ว บีบอกกับตัวเองไม่ว่าคนหลังบานประตูจะเป็นใคร คริสหรือลิลลี่บีตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเริ่มต้นใหม่กับคนๆ นั้น คนที่ยังอยู่ในโลกของบีเสมอแม้ในวันที่บีอยากออกไปจากโลกนี้เต็มที บีเดินตรงไปและค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดประตูลมหนาว ดาวเหนือ เพลงรักที่ไม่มีคำว่ารัก กำลังประกอบอยู่ในฉากสำคัญของความสัมพันธ์ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

                รอยยิ้มสดใสเผยปรากฏ เป็นท้องฟ้ายามเช้าแทนที่จะเป็นดาวเหนือที่บีรอคอย ลิลลี่ดูจะแปลกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ บีก็ดึงมือของหล่อนขึ้นมาจับไว้และส่งยิ้มที่ยินดีที่สุด เมื่อเห็นว่าลิลลี่ไม่เคยหายไปจากโลกของบีไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม   พอเถอะจากนี้ไม่มีดาวเหนืออีกต่อไปแล้ว บีบอกกับตัวเอง

                “กลับมาเป็นความสัมพันธ์ที่ดีของพี่ไหม?”

                 

                คริสยืนมองบานประตูบานนี้อยู่นานสองนานพลางกำลังถกเถียงกับหัวใจตัวเอง มันคือประตูที่นำไปสู่เซฟโซนและหลุมหลบภัยจากโลกบ้าๆ ประตูที่นำไปสู่การพบเจอใครบางคนที่คริสกำลังวิ่งหนีมาโดยตลอด โคตรบ้าเลย สุดท้ายคริสก็เป็นคนที่กลับมาที่นี่ซะเอง กลับมาด้วยความเต็มใจอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง กลับมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับมาแล้วจะดีหรือแย่ แต่มันไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการไม่ทำตามความรู้สึกตัวเองอีกแล้วล่ะคริสกลั้นใจ รวบรวมความกล้าออกแรงเคาะประตูบานนั้นสามครั้งเช่นเดิมที่เคยท              ไม่นานนักเสียงลูกบิดประตูดังขึ้น และคริสก็ได้เอ่ยในสิ่งเดิมอย่างที่เคยทำมาก่อน 

                “อย่าเพิ่งเปิด!

                บุคคลที่อยู่หลังบานประตูทำตามคำสั่งด้วยการแง้มประตูไว้เพียงเล็กน้อย ก่อนที่คริสจะตัดสินใจเอ่ยในสิ่งที่อยากบอกออกไปทั้งหมด บอกบุคคลที่อยู่หลังประตูบานนั้นทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคือคนที่ต้องการให้ได้ยินหรือไม่ แต่ช่างมันเถอะ โชคชะตามันคงไม่เล่นตลกซ้ำสองกับคริสหรอกคริสหวังว่าอย่างนั้น

                “เรามีเรื่องอยากบอก” คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง “คือว่าถึงเราจะพาความรู้สึกกลับไปที่เก่ายังไงเราก็ทำไม่ได้หรอก เพราะทุกๆ ความรู้สึกของเรามันมีเธออยู่เต็มไปหมด เธอเคยถามว่าเราจะหนีไปอีกนานแค่ไหน? เราก็ถามตัวเองตลอดเหมือนกันว่าเราจะหนีไปทำไมถ้าเราหนียังไงก็หนีไม่พ้นสักที สำหรับเราสองคนจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีหรือความสัมพันธ์ที่หายนะห่าเหวก็เถอะ เราไม่รู้เรารู้แค่เรายังรักเธออ่ะ เรารู้แค่นี้ และเราไม่อยากเสียเธอไป เพราะคนที่เราวางใจที่จะรักแม่งมีแค่คนเดียว ก็คือเธอไงบีกลับมาเป็นความรักและความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตของเราอีกครั้งเถอะนะ”

                สิ้นประโยค บานประตูก็ค่อยๆ เปิดแง้มกว้างขึ้น แต่คริสไม่กล้าพอที่จะมองหน้าคนที่อยู่หลังประตูบานนั้นจึงตัดสินใจรั้งไว้และยังไม่ให้เปิด “เดี๋ยวก่อน...”

                เสียงหัวใจของคริสกำลังเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อรู้ว่าจะได้เจอคนที่อยากเจอ แค่เห็นประตูห้องของเขาก็พ่ายแพ้ขนาดนี้เลยเหรอวะ? คริสนึกหงุดหงิดตัวเองในใจที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนประเภทที่อ่อนไหวได้ง่ายๆ กับอีแค่เรื่องเล็กๆ คริสไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด หาเหตุผลให้การกระทำไม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหากความสับสนมองเห็นอยู่ ณ ตอนนี้ มันคงกำลังหัวเราะเยาะในความพ่ายแพ้ของคริสอย่างสะใจเอาสิ ความสับสน เชิญหัวเราะเยาะได้ตามสบาย เพราะตอนนี้บานประตูค่อยๆ ถูกเปิดออกแล้ว และคนตรงหน้าจะไม่มีวันเป็นคนอื่นซ้ำสองมันจะไม่มีคำว่าสายเกินไปซ้ำสองอีกแล้ว

                คริสยอมปล่อยมือจากประตูและเผชิญความจริง และเมื่อบานประตูถูกเปิดออก คนตรงหน้าก็ไม่ใช่คนที่คริสหวังว่าจะได้เจออยู่ดีเด็กสาวรอยยิ้มสดใสยืนอยู่หลังประตูบานนั้นอีกครั้ง และนั่นทำให้หัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผลหล่นฮวบไปอยู่ที่หัวแม่โป้งเท้า คริสอยากด่าอะไรก็ตามที่ขีดเขียนให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแบบนี้ และในที่สุดคริสก็ยังช้ากว่าลิลลี่เสมอและพ่ายแพ้อย่างย่อยยับมาโดยตลอด

          “ลี่”

                “พี่คริส...” ลิลลี่ส่งยิ้มทักทาย

                “จะเล่นตลกอะไรกันนักหนา” คริสยิ้มเยาะเย้ยให้กับความห่าเหวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับโชคชะตาไม่มีที่ว่างให้คริสได้บอกความในใจกับบีได้เลย “ทำไมต้องเป็นลี่ที่ได้ฟังแทนที่จะเป็นเขาอีกแล้ววะ? ทำไมเขาถึงไม่มีทางได้รับรู้สิ่งที่พี่อยากจะบอกเลยสักครั้ง ทำไมวะ? ทำไมพี่ต้องแพ้ลี่ตลอดเลย?”

                ลิลลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่ก็ดีใจนะ ที่ได้ยินพี่คริสพูดแบบเมื่อกี้ และเขาก็คงดีใจเหมือนกันถ้าได้ยิน”

                “แม่งไม่มีวันได้ยินหรอก ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนนั้น” คริสก้มหน้าลงอย่างหมดหวัง “ขอโทษทีนะ ไม่ได้ตั้งใจจะให้ความสับสนมันกลับมาอีกรอบหรอก แกล้งทำเป็นว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน”

                “พอดี ลี่แค่มาเอาของน่ะ” ลิลลี่ชูถุงกระดาษที่ใส่อุปกรณ์วาดภาพให้คริสดู ก่อนจะเปิดบานประตูนั้นให้กว้างขึ้น เผยให้เห็นร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ และยืนอยู่หลังบานประตูนั้นเช่นกัน คริสเงยหน้ามองบีที่จ้องมองมา จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรต่อ นอกจากสายตาของทั้งสองที่สอดประสานเข้าหากัน ลิลลี่รับรู้ได้ว่าความเศร้ากำลังจะจากไป ความสับสนกำลังจะลาลับในอีกไม่ช้านี้ “นี่ไง คนที่ควรได้ฟังก็กำลังฟังอยู่ตรงนี้แล้ว”

          บีหันมาเอ่ยกับคริส “เราจะไม่มีวันพลาดการได้ยินเธอพูดความในใจเหมือนครั้งนั้นอีกแล้วล่ะ”

                “ถ้าเธอได้ยินแล้วก็ช่วยให้คำตอบด้วย”

                คริสพยายามอดกลั้นอารมณ์ต่างๆ ที่ตีกันไปมา ไม่ใช่แค่คริสคนเดียวหรอก บีก็ต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน บีควรตอบคริสว่าอะไรดีล่ะ? ทั้งๆ ที่เมื่อกี้อยากจะยอมแพ้แล้วแท้ๆ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าโชคชะตาจะกำหนดอะไรมาให้ และใครจะไปรู้ว่าโลกจะเหวี่ยงคริสกลับมาอีกครั้งในตอนนี้ ตอนที่ความสับสนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งสองคน อยากจะยิ้มเยาะอย่างสะใจใช่ไหมล่ะความสับสน? แต่เสียใจด้วย เพราะในความสัมพันธ์นี้จะไม่มีที่ยืนให้กับความสับสนอีกต่อไป

                “เราขอโทษนะคริส” บีเว้นวรรคนานเกินไปล่ะมั้ง เพราะตอนนี้คริสรู้สึกถึงสัญญาณบางอย่างที่ไม่ค่อยจะดี คริสอยากจะหันหลังเดินกลับไป ณ ตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด หากบีจะบอกปฏิเสธคริสเป็นครั้งที่ร้อยล้าน เคยเจ็บมาขนาดนั้นทำไมไม่จำเลยวะอีเวร? คริสกำหมัดแน่นเมื่อฟังคำตอบ “เราขอโทษที่ต่อจากนี้ เราจะไม่ยอมปล่อยให้เธอหายไปไหนอีกแล้ว”

                คริสเงยหน้ามองบีที่กำลังยิ้ม ก่อนที่บีจะเดินเข้ามาโอบประคองศีรษะของคริสและดึงเข้าไปกอดเอาไว้ในอ้อมอกของร่างที่สูงกว่า มือที่ลูบไล้ไปตามเส้นผมทำให้คริสแทบไปไม่เป็น คริสแพ้แล้วบีก็เช่นกัน แพ้ให้กับความรู้สึกที่ร้องตะโกนว่ารู้สึกโหยหากันและกันมาอย่างเนิ่นนานโหยหาอย่างไม่รู้ตัว นี่ล่ะมั้ง การทำในสิ่งที่ถูกใจไม่ใช่ความถูกต้อง  

                “ถ้างั้น ที่พี่บีเคยรับปากไว้ก็ทำได้แล้วนะ เรื่องที่ขอให้เป็นความสุขของพี่คริสต่อไปน่ะ” ลิลลี่เดินเข้ามาหาคริสและจับมือของคริสมากุมไว้ พร้อมกับมอบรอยยิ้มสดใสที่ไม่มีความเศร้าปนอยู่ในแววตาอีกต่อไป “รู้ป่ะ? ตอนนี้มองหน้าพี่คริสแล้วไม่อึดอัดละ ยังไงก็ฝากทำตอนจบของความสัมพันธ์นี้ให้ดีที่สุดด้วยนะ”

                ลิลลี่เดินจากไปโดยไม่หันมามองอีก คริสไม่รู้ว่าเด็กสาวรู้สึกอะไรในใจ แต่คริสจะไม่รออีกแล้ว เพราะชีวิตจริงไม่ใช่ละครที่จะย้อนกลับแฮปปี้เอนดิ้งกันเมื่อไหร่ก็ได้ บีเองก็เช่นกันการได้พบดาวเหนือบนท้องฟ้าสีดำสุกสกาวอยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่บีรอคอยมาเนิ่นนาน รอยยิ้มของคริสหลังบานประตูคือสิ่งที่บีจะไม่มีวันปล่อยให้มันจางหายไป นับตั้งแต่วินาทีนี้บีจะไม่ออกแบบมันอีกแล้ว จะด่าว่าบีเป็นอินทิเรียที่ห่วยแตกที่สุดในโลกก็ด่าไปเถอะ แต่ไอ้คำว่าความสัมพันธ์น่ะมันออกแบบได้ซะที่ไหน สิ่งที่ทำได้คือปล่อยให้มันถูกขีดเขียนไปตามจังหวะของความรู้สึก หากในอนาคตมันจะพังหรือจะเละเทะสักแค่ไหน ก็ยังมีโอกาสแก้ไขมันได้ตราบที่ยังมีความสัมพันธ์นี้อยู่ในมือ

          ยินดีต้อนรับกลับสู่บาร์แห่งความสับสนทันทีที่คริสเดินก้าวเข้ามาที่นี่อีกครั้ง คริสรู้สึกได้ถึงเสียงทักทายจากสถานที่ที่คุ้นเคย ที่นี่คือโลกของคริส คือที่ๆ ทำให้คริสรู้สึกมีคุณค่าและมีตัวตน ที่ๆ ทำให้คริสได้พบกับใครบางคนโดยบังเอิญจนทำให้หัวใจอันด้านชาได้รู้จักคำว่าความรักอีกครั้ง เหล้าในแก้วถูกเสิร์ฟโดยบาเทนเดอร์หนุ่มคนเดิมที่ส่งยิ้มให้คริสเพื่อทักทาย คริสส่งยิ้มให้เขาเช่นกันแต่ก็ไม่รู้วาควรจะเอ่ยทักทายว่าอะไรดี จนในที่สุดเขาก็ต้องเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาซะเอง

                “ดีใจที่คุณกลับมา” เขาเอ่ยพร้อมสีหน้าที่บ่งบอกว่าโล่งใจ จากนั้นเขาก็เดินจากไป ราวกับรู้ว่าคริสคงไม่มีคำพูดใดที่จะทักทายเขา คริสมองเหล้ายี่ห้อโปรดในแก้วและกล่าวขอบคุณบาเทนเดอร์หนุ่มในใจ

         “ว่าจะรีโนเวทฟลอว์เต้นรำใหม่ พี่คริสว่าดีป่ะ?” เสียงใสๆ เอ่ยถาม บรรยากาศเดิมๆ ย้อนกลับมาอีกครั้งราวกับเป็นค่ำคืนแห่งความสับสนและไม่มีอะไรที่สมเหตุสมผลสักอย่าง

                “จะรีโนเวทไปทำไม?” คริสมองไปยังฟลอว์เต้นรำที่ยังใหม่และสวยงาม

                “ต้อนรับนักเต้นดาวเด่นประจำบาร์ไงล่ะ”

                “ถ้างั้น ขออินทิเรียคนนั้นเป็นคนออกแบบเหมือนเดิมนะ บนโลกนี้คงมีแค่เขาคนเดียวที่ออกแบบความสุขของพี่ได้”

                ลิลลี่ยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “คืนนั้นน่ะ เขาถามลี่ด้วยนะว่าจะกลับไปเป็นความสัมพันธ์ที่ดีของเขาได้ไหม”

                “แต่พี่เสือกไปหาเขาซะก่อน ไม่อย่างนั้นเขากับลี่อาจจะแฮปปี้เอนดิ้งกันไปตั้งนานแล้ว พี่นี่แม่งนางร้ายละครช่องเจ็ดชัดๆ” คริสกล่าวโทษตัวเองอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพราะลิลลี่ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดของคริส

                “ไม่ใช่หรอก” ลิลลี่ยิ้ม และเล่าเรื่องคืนนั้นให้คริสฟัง

  

              “กลับมาเป็นความสัมพันธ์ที่ดีของพี่ได้ไหม?”

             “แน่ใจเหรอพี่บี?”

            บีก้มหน้าลงอย่างยอมแพ้ คำถามเมื่อครู่มันเป็นแค่การลองใจตัวเองมากกว่าจะออกมาจากความต้องการที่แท้จริง “ไม่ใช่พี่ไม่ได้ต้องการไอ้คำๆ นี้อีกแล้วอ่ะลี่ ความสัมพันธ์ที่ดีมันไม่ใช่สิ่งที่พี่ต้องการเลย ทำไมพี่ต้องออกแบบมันด้วย? พี่ออกแบบมันไม่ได้ จะมีความสัมพันธ์ที่ดีไปเพื่ออะไรถ้ายังต้องเถียงกับใจตัวเองว่านี่คือสิ่งที่ต้องการจริงๆ รึเปล่า?”

            “งั้นก็รู้แล้วใช่ไหม ว่าความรู้สึกของพี่บีกำลังเรียกหาใครอยู่”

            และดูเหมือนความสับสนจะพึงพอใจในความชัดเจนของบี ถึงได้ส่งมอบเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอีกครั้งมาให้ เสียงเคาะประตูจากใครบางคนที่บีรอมาแสนนาน และประโยคบอกความรู้สึกในใจที่ทำให้บีดีใจที่สุดในชีวิตบีไม่ต้องการมันแล้วไอ้ความสัมพันธ์ที่ดีน่ะ เพราะตอนนี้สิ่งที่บีต้องการที่สุดคือคนที่เพิ่งเคาะประตูเมื่อครู่นี้


                ลิลลี่ยักไหล่ “ก็ตลกดีนะ เหมือนทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วว่าให้ดำเนินไปแบบนี้”

                “วันนี้เขาคงไม่มาใช่ไหม?” คริสเอ่ยถาม เพราะรู้ว่าวันนี้เป็นวันธรรมดาไม่ใช่คืนวันเสาร์อย่างทุกครั้ง

                “ใครว่าล่ะ?” ลิลลี่ยิ้ม พลางพยักหน้าไปยังประตูหน้าบาร์ที่ขาเรียวยาวของบีเพิ่งก้าวเข้ามาหมาดๆ ก่อนที่จะลุกไปทำหน้าที่ของตัวเองและปล่อยให้หัวใจสองดวงที่เคยห่างหายได้ทำความคุ้นเคยความรู้สึกด้วยกันอีกสักครั้ง

                บีเดินตรงมาที่หน้าบาร์ เดินมาพร้อมกับรอยยิ้ม ส่วนคริสคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั่งตัวแข็งทื่อเป็นก้อนอิฐทันทีที่บีนั่งลงข้างๆ นี่แหละคริสคนเดิมสำหรับบีคนที่หยาบกระด้าง หยิ่งยะโส และไม่สนใจโลก ไม่สนใจคนรอบข้างนอกจากเหล้ายี่ห้อโปรดในแก้ว อนาคตคือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เหมือนความสัมพันธ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันจะลงเอยอย่างไร คริสเคยบอกบีไว้แบบนั้น ซึ่งมันก็จริงทุกอย่างบางอย่างพลาดแล้วคือพลาดเลย บีอยากขอบคุณที่โชคชะตาขีดเขียนสิ่งที่เรียกว่าโอกาสให้บีได้แก้ตัว

                “เหมือนฝันเลย” บีเอ่ย

                “ให้ลองตบหน้าไหมล่ะ เผื่อจะตื่น”

                “ถ้าแลกกับการที่เธอไม่หายไปไหนอีก เรายอมให้ตบกี่ทีก็ได้”

                “เราสองคนนี่มันยังไงกันวะ?” คริสกระดกเหล้าจนหมดแก้ว เช็ดปากด้วยหลังฝ่ามือ หันมาจ้องมองบีราวกับอยากจะเกรี้ยวกราด “เหมือนจะลืมกันได้แล้ว แต่แม่งก็ไม่เหมือนจะกลับมารู้สึกเหมือนเดิมไม่ได้ แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่ดีเธอแม่งกำลังทำให้เรารู้สึกเหมือนนกป่าที่บินกลับมาตายรังอยู่ในกรงขังที่ทำให้มันสบายใจมากที่สุด ทั้งๆ ที่นกแม่งต้องไม่ชอบอยู่ในกรงอ่ะ เธอเข้าใจป่ะ?”

          “เราไม่ใช่กรงขังสำหรับเธอซะหน่อย”

                “เออ เธอไม่เคยขังเรา แต่เราเต็มใจบินกลับมาให้เธอขังเองไงล่ะเราเต็มใจกลับมาโคจรอย่างโดดเดี่ยวบนท้องฟ้ามืดๆ นั่นแค่เพราะต้องการให้เธอมองเห็นอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่จะตามมาคืออะไร”

                “อะไรจะตามมาก็ช่างมันเถอะ แต่บนโลกบ้าๆ ใบนี้ เธอจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้วนะคริส”

                “อย่ามาพูดจาน้ำเน่าเหมือนละครที่ใกล้จะจบได้ป่ะวะ? จะอ้วก”

                คริสมองค้อนพลางเบือนหน้าหนี มองเวลาที่บ่งบอกว่าได้เวลากลับไปยังความสุขครึ่งหนึ่งในชีวิตที่บีมีส่วนช่วยออกแบบให้ คริสตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยที่จะได้ขึ้นไปบนฟลอว์เต้นรำอีกครั้ง และกำลังใจก็ถูกส่งมาผ่านอ้อมกอดของบี ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไรให้มากความ สัมผัสอันนุ่มนวลได้เอ่ยแทนทั้งหมดแล้ว

          “รู้ไหม เราเกือบยอมแพ้ไปแล้วนะคริส” บีเอ่ยหลังจากถอนกอด

                “เป็นใครก็คงอยากยอมแพ้กันทั้งนั้นแหละ” คริสเอ่ยอย่างเข้าใจ “แต่ก็ดีใจนะ ที่เธอไม่ยอมแพ้ แถมทำเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ให้เป็นไปได้สักที”

                “เรื่องที่เราเลือกเธอ”

                คริสยิ้มออกมาเมื่อได้ยินดังนั้น ราวกับเป็นสิ่งที่คริสรอคอยจะฟังมาโดยตลอด ตั้งแต่บนชั้นดาดฟ้าคืนนั้น จนถึงกระทั่งวินาทีนี้                  

          

                  คิดว่าแปลกไหมที่สายตาของคนเราก็โฟกัสล็อคเป้าหมายไปที่คนๆ เดียว? บีเคยหาคำตอบให้ตัวเองว่าทำไมต้องมองไปที่นักเต้นดาวเด่นที่ออกสเต๊ปราวกับนักเต้นมืออาชีพอยู่ตลอดเวลาราวกับละสายตาไปไหนไม่ได้ และในวันนี้บีก็ได้คำตอบที่แท้จริงให้กับความรู้สึกสักที แม้ลิลลี่คือสิ่งที่บีอยากมองไปอย่างเนิ่นนานพร้อมความสบายใจ แต่บีต้องยอมรับว่าไม่เคยละสายตาไปจากคริสได้ และยิ่งไปกว่านั้น บีไม่สามารถละหัวใจไปจากคริสได้เช่นกัน

           “ของแถมจากทางร้านให้ลูกค้าประจำค่ะ” เสียงใสๆ เอ่ยขึ้นและยื่นเบียร์ยี่ห้อที่ไม่รู้จักให้บี ราวกับในวันแรกที่ได้เจอกัน ลิลลี่ยังเหมือนเดิมเสมอ แต่สิ่งที่จะไม่เหมือนอีกแล้วคือความรู้สึกและความทรงจำที่บีได้จากเด็กสาวรอยยิ้มสดใสคนนี้ คนที่มีอิทธิพลต่อความสับสนและต่อความรักของบี

                “ขอบคุณนะลี่” บีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลย”

                “ขอบคุณเช่นกันนะพี่บี ขอบคุณที่เข้ามาเป็นความทรงจำดีๆ ของลี่ด้วย” บีมองรอยยิ้มสดใส ที่ทำให้บาร์ทึบแสงสลัวสว่างขึ้นมาทันตา บีมองและดีใจที่จะได้มองมันต่อไปอีกนานเท่านาน นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรเกิดขึ้นมาตั้งแต่แรกตั้งแต่ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความสับสน ตั้งแต่ที่คริสกับลิลลี่เข้าไปเป็นความสับสนของบีพร้อมๆ กัน ไม่มีอะไรดีไปกว่าความสบายใจที่ลิลลี่มอบให้บีเสมอ และไม่มีอะไรดีไปกว่าความเข้ากันได้ราวกับเป็นสารเคมีที่มีปฏิกิริยาลงตัว มันดีอยู่แล้วที่เป็นแบบนี้ ดีจนไม่ต้องหาคำใดมานิยามอีกต่อไป

                

                    ราวกับเหตุการณ์ในคืนแรกได้ย้อนกลับมาอีกครั้งแต่ค่ำคืนที่ดูคล้ายคลึงกับค่ำคืนอันแสนสับสนค่ำคืนนั้นจะไม่เหลือแค่บีและเบียร์ยี่ห้อที่ไม่รู้จัก ความสัมพันธ์ที่ทับซ้อนและวกวนราวกับอยู่ในวงกลมที่เคยมีความสับสนเป็นตัวแปรได้หายไปแล้ว จะไม่มีไฟสีส้มในหอศิลป์ ไฟหลากสีในบาร์ ท้องฟ้ายามเช้าอันแสนสดใสและดาวเหนือดวงเดียวบนท้องฟ้าสีดำอีกต่อไป จากนี้จะมีแค่บี คริสและลิลลี่ ที่วนเวียนอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีตัวแปรคือความรักและความปรารถนาดีต่อกัน อาจยากในการทำความเข้าใจและอาจมองดูสับสนไร้ทิศทาง แต่จำได้ใช่ไหม?อะไรที่มันจริงมันจะไม่มีคำนิยามให้วุ่นวาย เช่นเดียวกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้วันใดวันหนึ่ง บีอาจเป็นความเจ็บปวดของคริสก็ได้คริสอาจทำความสัมพันธ์ให้พังลงอย่างที่เคยกลัวก็ได้ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นตราบใดที่เราไม่สามารถหยั่งรู้อนาคต แต่แล้วยังไงล่ะ? ความรักแม่งมาพร้อมกับความเจ็บปวดและเงื่อนไขเป็นร้อยๆ ข้อเสมอแหละ แต่โชคดีที่บีไม่เคยมีเงื่อนไขใดๆ สำหรับคริส เป็นคนที่คริสวางใจที่จะรัก เบื่อที่จะโบยบินอยู่ในโลกบ้าๆ เลือกที่จะฝากร่างกายและหัวใจไว้พักพิงในหลุมหลบภัยที่เต็มไปด้วยความสุข

           ร่างกายที่นอนเบียดเสียดกันอยู่ในผ้าห่มผืนหนาขยับให้เข้าใกล้และแนบแน่นกันเข้าไปอีกเมื่อรู้สึกถึงแสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีขาวเข้ามา บีลืมตามองคริสที่นอนซุกอยู่ในอ้อมกอดและยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่ความฝัน บีเหลือบมองภาพวาดความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตที่ถูกนำกลับมาแขวนบนผนังไว้เช่นเดิม ก่อนที่คริสจะเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

                 “อย่าทำตัวมีความสุขออกนอกหน้าได้ป่ะวะ?” เสียงแหบพร่าเอ่ยอู้อี้

                 “เพราะเธออยู่ตรงนี้เราเลยมีความสุขไง”

          “โธ่เอ๊ย เราเป็นความสุขให้ใครไม่ได้หรอก อีกอย่างเราไม่ใช่คนที่ยิ้มแล้วโลกสดใส เป็นท้องฟ้ายามเช้าหรือไฟสีส้มแสนสบายตาในหอศิลป์ไงล่ะ” บีรู้สึกได้ว่าคริสกำลังแกล้งพูดประชด “เธอคิดว่าถ้าตอนนั้นเราคบกันตั้งแต่แรก ตอนนี้จะเป็นยังไงอ่ะ?”

                “ไม่รู้สิ จะไปเดาถูกได้ยังไง เรื่องของเรามันคาดเดาไม่ได้มาตั้งนานแล้ว” บีตอบ

                “แต่เราว่า ถ้าเราคบกันตอนนั้น เราคงเลิกกันไปตั้งนานแล้วล่ะ”

                “โห ฟังดูน่าหดหู่นะ” บีหัวเราะ “แต่เรายังไม่เคยคบกันเลย รู้ได้ไงว่าเราจะเลิกกัน?"   

                 “นี่คือจะขอเราคบใช่ไหม?” คริสนอนหนุนไปที่หน้าอกของบี นอนจ้องมองใบหน้า สันจมูกและริมฝีปากเรียวบางเพื่อรอฟังคำตอบ

                “ใครว่าล่ะ เสียเวลาจะตาย จะคบกันไปทำไมในเมื่อเราก็รักกันซะขนาดนี้แล้ว”

                “เธอนี่แม่ง” เอาล่ะบีขอสรุปปฏิกิริยาของคริสว่า คริสกำลังเขิน และเป็นครั้งแรกที่บีมีโอกาสได้เห็น “ถามจริงๆ นะถ้าเกิดวันนึงเราทำให้เธอเสียใจขึ้นมา เธอจะทำยังไง?”

                “เสียใจเรื่อง?”

                “อย่างเช่น เราไปนอนกับผู้ชายคนอื่น”

                “ถ้าเธอไม่เห็นใจคนที่มีแค่เธอคนเดียวอย่างเรา เธอก็ทำไปเถอะคริส”

         “คิดว่าเราไม่กล้าเหรอ?” คริสท้าทาย แต่ก็ต้องพ่ายแพ้เมื่อได้มองแววตาของบี “เออเราไม่กล้าทำหรอก กว่าจะลงเอยกันแบบนี้ได้ต้องใจพังมากี่รอบก็ไม่รู้ จะยอมเสี่ยงใจพัง ความสัมพันธ์พังไปอีกเพื่ออะไร? เราแม่งไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับใครหรอก แต่เราว่าเราเป็นคนรักที่ดีได้ นี่ไม่ได้พูดเฟคๆ เหมือนคู่รักใหม่เขาพูดกันหรอกนะ เพราะสำหรับเราสองคนแม่งคงไม่มีช่วงโปรโมชั่นหรอก”

                บียิ้ม ก่อนจะประคองใบหน้าของคริสขึ้นมาจูบลงไปบนหน้าผาก “ไม่ต้องเป็นคนรักที่ดีก็ได้ แต่อยู่เป็นเธอคนเดิมของเราไปนานๆ ก็พอแล้ว”

                “ได้ เราจะอยู่เราจะรักเธอให้ความสับสนมันเห็นว่าเราก็รักเป็น” คริสตอบ พลางขยับตัวเข้ามาแนบชิดและจุมพิตลงบนริมฝีปากบางของบี ก่อนจะเอ่ยกระซิบอย่างแผ่วเบา “แต่เธอเผื่อใจไว้รอดูความหายนะของความสัมพันธ์ไว้ก็ดีนะ”

         บีจะไม่กลัวหากต้องเสียใจ เพราะสิ่งที่กลัวมากกว่าคือการไม่มีคริสอยู่เคียงข้าง

               เริ่มต้นด้วยเซ็กส์อาจไม่จบลงด้วยรักเสมอไปแม้ปลายทางจะเป็นแบบใดก็ไม่สำคัญเท่ากับระหว่างทางที่ก้าวเดิน โลกของบีและคริสถูกหลอมรวมเข้าเป็นโลกเดียวกันและกลายเป็นการเริ่มต้นใหม่โดยสมบูรณ์ จากนี้จะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีหรือความสัมพันธ์อันแสนห่าเหวก็เถอะ ทั้งสองจะไม่เชื่อไอ้ความสับสนที่คอยขีดเขียนอีกแล้วจนกว่าจะได้เจอและสัมผัสกับตัวเอง ไม่มีความสับสนและไม่มีบุหรี่หลังเซ็กส์รสละมุนอีกต่อไป คงไม่มีสิ่งใดละมุนละไมเท่ากับสัมผัสอันแสนนุ่มนวลที่ทั้งสองมอบให้แก่กัน ทั้งสองค่อยๆ เดินทางไปพร้อมกัน ไม่มีดาวเหนือที่คอยนำทาง มีเพียงความรู้สึกที่ชี้นำ

                “เรารักเธอนะคริส”

                “เพิ่งนึกได้ว่าต้องบอกเหรอ?”

                “ก็นะ สำหรับเธอ เรามันเป็นคนไม่รู้ห่าเหวอะไรอยู่แล้วหนิ”

                “เออ งั้นก็ไม่รู้ห่าเหวอะไรไปด้วยกันนี่แหละ” คริสเอ่ยสรุปทุกอย่าง “ไม่ต้องรู้ด้วยว่าต่อไปจะเป็นยังไง รักกันบนความไม่รู้แม่งก็น่าสนุกดีนะ ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้มันจะห่าเหวได้สักแค่ไหนกัน”

          “ถ้าอย่างนั้น เราจะรักเธอแบบไม่ต้องคอนโทรลอะไรอีกแล้วนะ”

                “ก็เอาสิ” คริสยิ้มมุมปาก “เราก็จะรักเธอให้มันสุดๆ เท่าที่จะรักใครสักคนได้เหมือนกัน จะรักให้สมกับที่เคยเจ็บมาในตอนแรก รักให้สมกับที่เธอกล้าเลือกสร้างความสัมพันธ์กับเรา”

                   ในที่สุดก็ดำเนินมาถึงตอนจบของความสบสน ลาก่อน--หวังว่าจะไม่ได้พบกันอีกนะความสับสน ถึงตอนนี้ ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกแล้ว ทั้งสองพร้อมจะเสี่ยงกับความสัมพันธ์ครั้งนี้เต็มที  

                    เสียงเพลงรักที่ไม่มีแม้แต่คำว่ารักดังคลอขึ้นมาขณะที่สองกายยังแนบชิดราวกับจะไม่แยกจาก ท่วงทำนองและเนื้อร้องดำเนินมาถึงท่อนฮุค มันคือความรู้สึกหลงรักเสมอมา และเธอจะได้เห็นมันในสักวัน บทเพลงที่ไพเราะที่สุดสำหรับความสัมพันธ์เพลงนี้ จะเป็นเพลงโปรดที่จัดอยู่ในเพลย์ลิสความรักของบีกับคริสไปอีกแสนนาน 

 

END




---------------------------


ปิดจ๊อบแล้วโว้ย โล่งใจโคตรๆ จบสักที 5555555


สั่งของฟิคกันได้นะฮะ ตามลิ้งค์นี้ https://goo.gl/forms/ZuYQejbc8c0r1NVy2 ได้ทั้ง #ฟิคbmt และ #ฟิคcas เลยนะ เพิ่มเติมในเล่มนิดนึงคือจะมีตอนพิเศษเพิ่มมา 1 ตอนนะฮะสำหรับ ฟิคcas สนใจก็สั่งจองกันได้ จริงๆ ก็อยากให้จองอ่ะ เพราะตอนพิเศษเด็ดดวงมาก เชื่อเถอะ คนละเล่มสองเล่มก็ว่ากันไป เพราะเงินส่วนนึงเอาไปทำบุญด้วยแหละ แบบนี่โอกาสทองแล้วนะ! ปิดจอง 10 มค. 61 เด้อ (ขายของนิดนึง)

สุดท้าย อยากขอบคุณทุกคนมากๆ ที่สนับสนุนผลงานของเรา และเปิดใจยอมรับความห่าเหวแบบอันลิมิเต็ดโดยเสมอมา

จริงๆ มีเรื่องอยากพูด อยากขอบคุณเยอะแยะไปหมดเลย แต่วันนี้ไม่ไหวละ เหนื่อยมาก......

แล้วพบกันใหม่ในฟิคเรื่องต่อไป สัญญาว่าจะไม่ห่าเหวแล้ว 55555 รักคนอ่านทุกคนนะคะ (แต่รักลิลลี่มากกว่า)


สุดท้าย 2 อยากแชร์ อยากติชม อยากพูดคุยอะไรก็เม้นท์ที่นี่ และที่ @nongp_ss นะคะ รักทุกคน <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

723 ความคิดเห็น

  1. #722 PNTM (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 05:38
    อ่านรวดเดียวจบเลย พูดอะไรไม่ออก ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้นะไรท์ ฟิคเรื่องเป็นความทรงจำของเราเลย
    #722
    0
  2. #695 withlove88 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 17:20
    อ่านจบพูดอะไรไม่เป็น นอกจาก ห่าเหว ไป 2 วัน

    ฮือใจพัง หน่วง พี่คะอยากเห็นเค้าหวานกัน

    ไม่เคยอยากฟิคหน่วงจนจบแบบนี้เลย

    ปวดใจ แต่งดีมาก อิน 😥
    #695
    0
  3. #676 pammylover (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 00:18
    พึ่งมาตามเก็บให้จบ เสียน้ำตาไปเยอะเลย ขอบคุณสำหรับฟิคเรื่องนี้นะคะ
    #676
    0
  4. #675 jaaoraraiake (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 00:04
    ในที่สุด..ฮือจะร้องแล้ว แล้วเขาก็ได้รักกัน..ผ่านมานานเหลือเกินกว่าจะรักกันได้ ยอมรับว่าเกือบปาโทรศัพท์ตอนเปิดประตูแล้วเป็นลิลลี่55555
    ขอบคุณฟิคดีๆค่ะไรท์ เป็นฟิคที่โคตรสับสนจริงๆ และเป็นความสัมพันธ์ที่ห่าเหวมาก แต่เป็นฟิคที่มีเอกลักษณ์และเค้าจดจำมากเลย หลังจากอ่านเรื่องนี้เพลงaffectionก็กลายเป็นเพลงโปรดของเค้าไปแล้ว..
    ใจหายนะคะ..คงคิดถึงบีที่ไม่รู้ห่าเหวอะไรเลย ลิลลี่ที่เป็นไฟหอศิลป์สีส้ม และคริสที่เป็นแสงไฟหลากสีในบาร์

    ในส่วนของตอนจบคือความสุขของคนอ่านมากค่ะ เค้าเป็นคนรักกันแล้ว เค้านอนกอดกัน เริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยกันแล้ว ฮือออ บีกับดาวเหนือของเขาา

    ดีใจที่สุดคือฟิคBMTทำเล่ม!! ซื้อแน่นอนค่ะฮือ ดีต่อใจจ <3 <3
    #675
    1
    • #675-1 naninas(จากตอนที่ 22)
      6 มกราคม 2561 / 11:23
      ขอบคุณค่าาา จองเล่มเลยยย น่ารักมากกกก
      #675-1
  5. #673 delight25 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 16:35
    ขอบคุณนะคะ สนุกมากๆค่ะ เป็นความสับสนที่เรายินดีจะอ่านซ้ำไปซำ้มา เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่อาจจะนิยามแต่ก็ช่างงดงาม อ่านแล้วรู้สึกว่าบางทีชีวิตและวามสัมพันธ์มันก็สีเทาดีๆนี่เอง อย่าไปหาเหตุผลอะไรให้มันมาก ถ้าใช่ก็ใช่ไม่ต้องพยายามเลย รอติดตามผลงานเรื่องต่อไปนะคะ PS. รอเล่มฟิคทั้ง2เรื่อง ปกสวยมากค่ะ
    #673
    0
  6. #672 lovefilmmy1906 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 21:15
    นี่เป็นตอนแรกที่อ่านแล้วยิ้มออกมาจากใจ
    ขอบคุณไรท์มากๆเลยนะคะสำหรับเรื่องดีๆแบบนี้ มันไม่ใช่แค่ฟิคอ่ะสำหรับเรา มันให้ข้อคิดหลายๆอย่างกับเรา เช่น อย่าพึ่งมารู้สึกเสียดายเมื่อมันสายไป
    ยอมรับนะว่าเรื่องนี้เราอาจจะไม่ได้ฟินแบบเรื่องอื่นๆ แต่แบบมันคือโลกแห่งความจริง แล้วเราก็เชื่อว่าคนอย่าง คริส บี ลิลลี่ มีอยู่จริง
    ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ขอบคุณจากใจ ♡
    #672
    1
  7. #671 m23maka (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 21:06
    อ่านจบแล้วก็ต้องจองหนังสือสิเนอะ อิอิ

    ก็แอบใจหายที่ฟิคจบแล้ว ต่อไปจะลุ้นกะอะไรดีละ แต่ก็ขอบคุณไรท์ที่สละเวลา

    มาเรียงร้อยถ้อยคำสวยๆ บางประโยคอ่านรอบเดียวไม่เข้าใจนะ (เราอาจคิดช้าไป)

    แตบางประโยคที่หยาบๆ เอ่อ เข้าใจๆกระจ่างเลย 555 ชอบที่ไรท์ถ่ายทอดอารมณ์ออกมา

    ทางตัวอักษรได้ชัดเจนและเจ็บปวดมาก อ่านเรื่องนี้ไม่เคยได้ยิ้มหรอก เครียดมันทั้งเรื่องหล่ะ แต่ชอบมากนะคะ



    หวังว่าไรท์จะเปิดเรื่องใหม่อีกนะคะ กลับไปพักสมองก่อนและยินดีกับบัณฑิตอีกครั้ง 

    และแอบเห็นว่าไรท์ได้งานทำแล้วด้วย เก่งเนอะจบแล้วก็ได้งานเลย ปรบมือๆๆ



    #671
    1
  8. #670 SuntreeV (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 13:52
    ขอบคุณค่ะ
    #670
    0
  9. #669 Mewcris (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 11:50
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆแบบนี้ ถึงจะทำให้เสียน้ำตาไปหลายตอนก้ตาม55555 เป็นเรื่องที่ต้องใช้สมาธิในการอ่านมากกก ยังไม่อยากให้จบเลยยน้ะเอาจิงๆ รักฟิคเรื่องนี้เด้อออ เราจะเปย์ฟิคคคค
    #669
    1
  10. #668 leslabelkanna (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 11:24
    เตรียมเปย์ๆๆๆ
    #668
    1
  11. #667 pim-pphj (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 11:17
    จบแบ้ววๆ ไรท์เก่งมากกก เป็นฟิคที่ประทับใจมากเยย ขอบคุณนะค้า:)
    #667
    0
  12. #666 imzii (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 10:29
    ตอนหลังประตูคือใจหล่นไปตาตุ่มมม โอ๊ยยยยย ไม่นะะะ แต่สุดท้ายความสับสนก็หายไป เย้ๆๆ กว่าจะลงเอยกัน เจ็บปวดกันไปเท่าไหร่ เสียน้ำตาไปเท่าไหร่ (นี่อินก็ร้องไห้ไปด้วย) ดีใจมากกกกที่สองคนได้ลงเอยกันสักที
    #666
    0
  13. #665 homesixth (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 08:48
    จบแล้ว หลังจากหน่วงมาตลอด ตอนแบยพูดหลังประตูนี่คือแบย ขอยกเลิกฟิคที่สั่งได้ไหม กลัวใจมาก 55
    ขอบคุณนะไรต์ สำหรับคว่มสับสนที่ทำเอาหน่วงทำเอารีดแทบร้องไห้มาตลอดเเทบทุกตอน สนุกมากค่ะ
    #665
    0
  14. #664 plaifha2544 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 05:32
    ❤️❤️❤️
    #664
    0
  15. #663 CBiobell (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 03:24
    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆนะไรท์ ชอบมากก เป็นเรื่องแรกเลยที่อ่านฟิคบีคริสจนจบเรื่อง. ไรท์แต่งเก่งมากค่ะ สู้ๆๆ
    #663
    0
  16. #662 Bee_mylady (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 00:38
    You did it!! " good job ka
    #662
    0
  17. #661 ppzmp (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 00:23
    ขอบคุณนะคะที่ทำให้ติดเรื่องๆนึงและเป็นหัวข้อเวลาสนทนากับเพื่อนอยู่ตลอด ฮือออออ รักมากๆถึงจะห่าเหวมากก็ตาม :))))
    #661
    0
  18. #660 Summer24 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 00:11
    เราชอบฟิคเรื่องนี้มากเลยย ถึงจะสับสนหน่อยๆแต่ชอบมาก ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆนะคะไรท์
    #660
    0
  19. #659 FicFanclubz (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 00:09
    จบแล้ว เย้ เป็นฟิคที่อยากให้รีบจบ 555 ความสับสนไม่ควรใช้เวลานานมันหน่วงหัวใจ อ่านตอนจบแบบไม่คาดหวังอะไรทั้งนั้น และมันก็ดีจริงๆ เป็นเรื่องห่าเหวที่ดีมากๆ ขอบคุณไรท์นะคะ
    #659
    0
  20. #658 MejiSwiftie (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 23:28
    ฮือออจบเเล้ว ทำไมรักฟิคเรื่องนี้จัง พอจบเเล้วก็ใจหายเเปลกๆ 😭
    #658
    1
  21. #657 kwanrawinunt (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 23:22
    ชอบประโยคที่ชะนีน้อย(?) บอกกับคริสที่สุดเลย ไม่ว่าปลายทางจะเป็นยังไง ขอให้ระหว่างทางมันดีก็พอ แต่ติดตรงที่พวกนางเรียกคริสว่าเจ๊นี่แหละ มันจีนมากไม่โอเค555555

    เราอยู่ทีมลิลลี่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นและไม่ว่าจะรู้ว่าฟิคเรื่องนี้จะจบที่ทีมดาวเหนือก็ตาม เพราะเราชอบลิลลี่ แค่นั้นแหละ เราชอบความสดใส ชอบรอยยิ้มที่อย่าว่าแต่บีเลย เราเองก็อยากจะมองรอยยิ้มนั้นไปนานๆเหมือนกัน ลิลลี่ไม่ผิดอะไรเลย ตอนนี้ลิลลี่ก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดของบีอยู่ ถึงสถานะนั้นจะเป็นน้องสาวก็เถอะ แต่ลิลลี่ก็เป็นความสบายใจของบีตลอดมาและตลอดไป แต่สารเคมีที่เหมือนกันมันอาจจะไม่ทำปฏิกิริยากันเท่านั้นเอง :( และถึงเราจะเชียร์ลิลลี่ แต่ก็ไม่รู้สึกเสียใจนะ เราดีใจที่เห็นลิลลี่ยังมีความสุขอยู่ ดีใจที่ลิลลี่เข้าใจโลกมากพอที่จะยิ้มได้เหมือนที่เคยเป็น

    สุดท้ายคืออยากจะบอกว่าฟิคเรื่องนี้ทำให้เราเพ้อทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์ที่สับสนบ่อยมาก555555 ขอบคุณไรท์มากที่ทำให้เราอินได้ขนาดนี้ จะรอเรื่องต่อไปแน่นอนค่ะ ^^
    #657
    1
  22. #656 jahathy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 23:21
    ขอบคุณที่ทำให้ตอนจบเป็นจบที่ยิ้มได้และเป็นยิ้มแรกตั้งแต่อ่านมานะคะ5555 ไรท์เก่งมากๆชอบมากๆเลย
    #656
    0