Cigarette After Sex (BeexCrisxLilly)

ตอนที่ 20 : Special Episode : In the night when we first met

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,796
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    27 พ.ย. 60


Special Episode : In the night when we first met 



 

            “อยากจะพบอีกสักครั้ง อยากให้เธอนั้นย้อนคืนมาใหม่ และในคราวนี้จะไม่ยอมให้เธอจากไป แต่อยากจะรู้ตอนนี้เธอ...อยู่ไหน”

                เนื้อหาของเพลงช่างเหมาะสมกับเรื่องราวของคนที่เรานัดให้มาพบที่ซอยรามบุตรีในเวลาสามทุ่มตรง เรานั่งรอเขาพร้อมกับเบียร์สามขวดที่ถูกเสิร์ฟไว้คอยและแก้วสองใบ เรามองนาฬิกาที่บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลานัด และมองท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางแสงสีของสถานบันเทิงซอยรามบุตรีในคืนนี้ ท้องฟ้าปลอดโปร่งมากพอให้มองเห็นดาวเหมือนที่ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ เราแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าคนที่เรานัดมาในคืนนี้ อาจได้เจอดาวเหนือบนท้องฟ้าสีดำอีกครั้ง 

                บีมาถึงแล้ว บีไม่ยินดีหรือยินร้ายที่ได้เจอกับเรา ใบหน้าของบีเรียบนิ่งออกไปทางหมองเศร้า ราวกับโลกเหงาๆ ของบีช่างเลวร้ายเมื่อดาวเหนือบนท้องฟ้าได้หายลับตาไป เรามองบีอย่างเข้าใจ ราวกับเรารู้จักกันมาเนิ่นนานทั้งๆ ที่เพิ่งได้เจอกันครั้งแรกแหงล่ะ ไม่มีใครบนโลกใบนี้เข้าใจบีได้ดีกว่าเราอีกแล้ว บีที่ ณ ตอนนี้กำลังใช้ความทรงจำและคืนวันเก่าๆ ลงโทษความผิดพลาดของตัวเอง บีที่กำลังทรมานแต่พลางรู้สึกว่ามันคือทรมานที่ปนไปด้วยความทรงจำที่จับต้องได้และมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ความทรงจำเป็นสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าบีเคยมีความหมายกับคนๆ หนึ่ง ในขณะที่คนๆ นั้นยังอยู่ที่นี่  และครั้งหนึ่งหัวใจที่ไม่รู้ห่าเหวอะไรได้ทำงานแม้มันจะทำงานไม่ต้องกับจุดประสงค์ของความรู้สึกไปสักหน่อยก็เถอะ

                “ที่นี่ความทรงจำของบีคงเยอะมาก” เราเอ่ยทักทายบีไปแบบนั้น และบีก็ไม่ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มบางๆ กลับมา เพราะเรารู้ว่าที่แห่งนี้คือแหล่งความทรงจำชั้นดีสำหรับบีที่มีต่อคริส มากกว่าที่บาร์แห่งความสับสนนั่นซะอีกในความคิดของบีส่วนใหญ่มักจะคิดถึงแต่ที่นี่ เรารู้ดีและนี่แหละคือสถานที่นัดพบที่ดีที่สุดสำหรับคนๆ นี้ที่ไม่เคยรู้ห่าเหวอะไร และมันเหมาะสมเหลือเกินที่คนไม่รู้ห่าเหวอะไรทั้งสองคนได้มานั่งคุยกัน

                “ยังคิดถึงเขาอยู่ไหม? ขอโทษที่ต้องถามออกมาตรงๆ”

                “ทำไมถึงถาม?” นั่นเพราะบีน่าจะรู้ดี ว่าเรารู้คำตอบแน่นอน เพราะเรารู้จักบีดีกว่าใคร

                “เรามองเห็นคริสอยู่ที่นี่ และอยู่ในแววตาของบีน่ะ”

                “อืม เราคิดถึงเขาเสมอแหละ” บียอมรับออกมาตรงๆ ราวกับไม่ต้องการจะปิดบังอะไรอีก “ตอนนี้มันเหมือนเรากำลังเดินหน้าต่อไป แต่เราก็ยังติดอยู่ ณ ตรงนั้น ตรงที่ที่มีความคิดถึงถ่วงไว้อยู่ เหมือนเราไม่สามารถตัดคริสออกไปจากใจได้ แม้ว่าเราจะตัดขาดความสัมพันธ์ออกจากกันแล้วก็ตาม เข้าใจไหม? ต้องเข้าใจสิ เพราะคุณสร้างเราขึ้นมา”

                “เราก็ไม่รู้ห่าเหวอะไรพอๆ กันนั่นแหละบี ไม่อย่างนั้นเราจะสร้างบีขึ้นมาได้มีตัวตนขนาดนี้เหรอ?” เราหัวเราะ พลางรินเบียร์ใส่แก้วให้บี ราวกับเป็นเพื่อนผู้มีหัวใจบอบช้ำสองคนนั่งปรึกษาปัญหาความรักด้วยกัน

                “ช่วยแนะนำหน่อยสิ ว่าเราควรทำยังไงต่อ?” นี่อาจเป็นคำถามโง่เง่าแต่บีคงไม่รู้จะไปปรึกษาใครอีกแล้วถ้าไม่ใช่เรา

                “บีเป็นต้นเหตุของความสับสนหนิ บีควรตัดเหตุผลทุกอย่างบนโลกนี้ทิ้งแล้วฟังแต่เสียงหัวใจตัวเอง คือบีจะเสียใจกับอะไรก็ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องภูมิใจกับการตัดสินใจของตัวเองอ่ะ คิดดูดิการเป็นคนโง่เง่าไม่รู้ห่าเหวอะไร แต่กลับมีผู้หญิงดีๆ สองคนมารักบี มันเป็นเรื่องพิเศษขนาดไหน?”

                “ต้นเหตุของความสับสนงั้นเหรอ?” บียิ้ม “มันก็เราทั้งคู่นั่นแหละ”

                “เออเนอะ” เราพยักหน้าและหัวเราะออกมา “แล้วถ้าคริสยอมให้บีรู้สึกด้วยตั้งแต่แรก บีจะเลือกคริสไหม?”

                “เราควรตอบยังไงอ่ะ?” บียังคงมีสีหน้าสับสน “คือถ้ามาถามตอนนี้ มันก็ตอบไม่ได้อยู่ดี เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในจุดนั้นแล้ว คุณก็น่าจะเข้าใจหนิ? ความรักมันประหลาดจะตาย มันมักส่งคนที่ใช่มาให้เราในเวลาที่ไม่ใช่เสมอแหละ”   

                เราขอชนแก้วกับบีและต่างฝ่ายต่างยกเบียร์ขึ้นดื่ม“แต่บีต่างไปจากนั้นหนิ เพราะบีเจอผู้หญิงสองคนที่ใช่ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันไหนช่วยเล่าถึงคืนที่เจอผู้หญิงสองคนนั้นเป็นครั้งแรกให้ฟังหน่อยสิ”

                บีทอดสายตาเหม่อลอยใช้ความคิดก่อนจะตอบ “คือ...เราเจอคริสก่อนเจอลิลลี่แค่ประมาณไม่กี่วินาทีหรอก เราจำได้คริสทำให้เราละสายตาไปไหนไม่ได้ จนกระทั่งลิลลี่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใส นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราละสายตาออกจากคริสและรู้สึกอยากมองรอยยิ้มนั้นไปนานๆ”

                “ฟังดูน่าสับสนตั้งแต่เริ่มแรก”

                “ใช่ มันน่าสับสนในแบบที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังสับสนอยู่” เราพยักหน้าอย่างเข้าใจ หากบีสับสนเราคงมากกว่านั้นคูณสอง เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวห่าเหวเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว จนกระทั่งมันดำเนินมาถึงช่วงเวลาที่ต้องแยกจากกันเพื่อให้ได้คิดถึงและให้รู้ว่าไม่มีใครแทนที่ใครได้ จากกันทั้งๆ ที่ยังรักและไม่กล้าพอจะเหนี่ยวรั้ง มันน่าเศร้ากว่าจากกันด้วยความเกลียดซะอีก “ในคืนที่เราเจอผู้หญิงสองคนนั้นเป็นครั้งแรก มันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่น่าแปลก ที่คืนนั้นกลับกลายเป็นคืนที่เราไม่เคยลืมไปจากใจได้เลยสักครั้ง”

                “เออ อย่างน้อยก็สับสนกับแค่ผู้หญิงสองคนนั้นหนิ บีก็ไม่ได้สับสนพร่ำเพื่อนี่หว่า เป็นความสับสนที่มีเหตุผลดีแหละ ถึงแม่งจะดูไร้เหตุผลก็เถอะ” เรายอมรับ เราพยายามแก้ตัวให้ตัวเองอย่างไม่ปฏิเสธ จริงๆ แล้วเรื่องนี้มันคือความสับสนที่มีเหตุผลและมีที่มาที่ไป เพียงแต่มันแลดูห่าเหวไปหน่อยเท่านั้นเอง พอมองบีเราก็รับรู้ได้ว่าบีกำลังบอบช้ำจนยับเยินแต่แค่ไม่แสดงอาการเพราะคงอยากแสดงออกว่ากำลังเข้มแข็ง แต่มีเหรอที่บีจะปิดบังคนที่สร้างบีขึ้นมาอย่างเราได้ “แต่เอาจริงๆ นะ วันนึงบีอาจจะเจอคนที่ไม่ทำให้บีสับสน และรู้ได้ทันทีว่าโลกเหวี่ยงเขามาเพื่อเป็นของบีตั้งแต่แรกอ่ะ ถ้าเกิดวันนี้บีอยู่ไม่ไหว แต่บีอยู่ไม่ไหวคนเดียวสักวันก็หาย ถ้าไปลากเขากลับมา วันหนึ่งก็ต้องเสียใจกันใหม่อยู่ดี ทั้งสามคนนั่นแหละ ไม่ใครก็ใคร” 

                บีถอนหายใจอย่างท้อแท้ พลางจ้องมองเราราวกับอยากจะสิ้นหวัง “ทำไมถึงสร้างเราขึ้นมาให้เป็นอินทิเรียที่ไม่เก่งเอาซะเลย”

                “บีเป็นอินทิเรียที่เก่งนะ บีเลือกออกแบบและเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดมาเสมอ นี่คือคุณสมบัติที่ดีของอินทิเรียไม่ใช่เหรอ? การออกแบบที่ไม่ได้มาจากการตามใจตัวเองน่ะแต่รู้ไหม? ในเรื่องของความสัมพันธ์บีจะเลือกสิ่งที่ดีจนมองข้ามสิ่งที่รักไปไม่ได้หรอกนะ แต่เราก็เข้าใจแหละว่าบีกำลังสับสน และไม่รู้ว่าควรต้องออกแบบมันยังไง เป็นธรรมดาที่มันต้องเกิดความผิดพลาด เราผิดเองแหละที่ให้บีใช้แต่สมองที่ไม่รู้ห่าเหวอะไร และไม่ใช้หัวใจมาตั้งแต่แรก”

                “ช่างเถอะ โลกของเรามันเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดเดาไม่ได้อยู่แล้ว” บียกเบียร์ขึ้นดื่มก่อนจะเอ่ยต่อ “ก็เหมือนพยากรณ์อากาศที่แม่งไม่เคยแน่นอนเลยสักวันนั่นแหละ”

                “แต่คืนนี้ท้องฟ้าโปร่งนะเว้ย อาจจะได้เจอดาวเหนืออีกครั้งก็ได้” เรากับบีต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีดำพร้อมๆ กัน “อยากเจอดาวเหนือดวงนั้นเร็วๆ และบอกความรู้สึกจริงๆ ออกไปโดยไม่มีความสับสนอีกรึเปล่า?”

                “ไม่ทันแม่งก็คือไม่ทันอ่ะ มันไม่ทันมาตั้งแต่แรกแล้ว” บีมีสีหน้าสิ้นหวังที่สุดในโลกเท่าที่เราเคยเห็นใครก็ตามสิ้นหวัง “แต่อย่างน้อยความรู้สึกมันก็เกิดขึ้นจริงๆเรากับคริสเคยมีความรักเข้ามาเกี่ยวข้องกันจริงๆ และมันเป็นเรื่องราวดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลานึงของชีวิต ไม่เจอกันมันอาจจะดีแล้ว อย่าให้เราต้องเจอคริสอีกเลย”

                “มันได้แค่นี้?”

                “ใช่ ให้มันจบแบบนี้คงดีที่สุดแล้ว”

                เรามองบีที่กำลังมีสีหน้าสิ้นหวังขณะมองไปบนท้องฟ้าที่ไม่มีดาวปรากฏอยู่เลยสักดวงทั้งๆ ที่เป็นคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งตามพยากรณ์อากาศและตามที่ดาวเหนือเคยบอกไว้ว่าจะออกมาให้พบ แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่มีดาวเหนือสักดวงในค่ำคืนนี้ เรามองบีพลางคิดถึงเรื่องราวในตอนจบที่เรากำลังจะดำเนินให้มันเป็นไปในอีกไม่กี่อึดใจ เราเคยผ่านการสูญเสีย ผ่านการพบเจอความสัมพันธ์ที่ไม่มีแม้แต่ภาพถ่ายหรือภาพวาด เรารู้ดีว่าการไม่มีหลักฐานสักชิ้นปรากฏว่าคนๆ นั้นเคยอยู่ในโลกของเรามาก่อนมันน่าเศร้าแค่ไหน ใช่มันไม่มีหลักฐานอะไรเลยนอกจากความทรงจำที่ชัดเจนในความรู้สึก

                เราไม่อยากให้บีต้องพบเจอความทรมานที่ติดตรึงอยู่กับความทรงจำโดยไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้เหมือนกับเรา และเราอยากลองให้โอกาสบี

                เบียร์ขวดสุดท้ายหมดลงแล้ว พร้อมกับบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับคืนที่บีได้เจอะเจอความสับสนทั้งสองของบีเป็นครั้งแรกได้จบลง เราสังเกตได้ว่าบีมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอยู่บ่อยครั้ง และมองหาใครบางคนที่น่าจะเดินผ่านมาในซอยรามบุตรีโดยบังเอิญอย่างเช่นครั้งที่แล้ว บีแม่งก็ยังโกหกความรู้สึกตัวเองอยู่เสมอนั่นแหละ ปากบอกว่าไม่อยากเจอแต่สายตากลับมองหา ในฐานะที่เป็นคนสร้างบีขึ้นมา เราขอเปิดเผยก็ได้ว่าบีพยายามตามหาดาวเหนือดวงนั้นด้วยแรงกำลังทั้งหมดที่ตัวเองมีมาโดยตลอดแต่บีคงลืมนึกไปว่าความบังเอิญมันมักจะไม่มีครั้งที่สอง สามหรือสี่ และแน่นอน เพราะความสับสนทำให้บีต้องสูญเสียดาวเหนือดวงนั้นไปตลอดกาล 

 


 

                ที่นี่คือบาร์แห่งความสับสน บาร์โปรดที่บีมาประจำในทุกคืนวันเสาร์ สำหรับบี ที่นี่มีเพลงแจ๊ส คราฟเบียร์ เด็กสาวรอยยิ้มสดใสและผู้หญิงกร้านโลกที่เปรียบเสมือนดาวเหนือดวงเดียวบนท้องฟ้าสีดำ แต่สำหรับเราไฟหลากสีในบาร์มองดูแล้วน่าเวียนหัว มันคงคล้ายกับความรู้สึกสับสนที่บีต้องเผชิญมันทุกครั้งที่ก้าวเข้ามา แต่ว่าถึงจะมึนงงแต่มันก็มองดูสวยงามเออ เชื่อแล้วแหละว่ามันคือบาร์แห่งความสับสนเรามองไฟหลากสีพลางคิดถึงไฟสีส้มที่หอศิลป์ พยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่าถ้าต้องเลือกเราจะเลือกอะไรดี? แน่นอน เราเลือกไม่ได้เพราะเราชอบมันทั้งคู่ถึงบีเป็นคนไม่รู้ห่าเหวแต่อย่างน้อยบีก็กล้าที่จะเลือก แม้จะเลือกตรงข้ามกับความรู้สึกก็เถอะ บียังเก่งกว่าเราซะอีก

                การมาของใครบางคนกำลังทำลายความคิด สองขาเรียวยาวก้าวเท้าเข้ามาในบาร์ราวกับเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยแม้จะจากมันไปนานพอสมควรแล้วก็เถอะ การมาของหล่อนกำลังสร้างความประหลาดใจให้กับพนักงานในบาร์และผู้คนบางส่วนที่พอจำได้ว่าหล่อนเคยเป็นนักเต้นดาวเด่นประจำบาร์แห่งนี้ แต่หล่อนไม่แยแสใครเลย นอกจากถอดเสื้อคลุมพาดไว้ที่พนักพิงโซฟา เผยให้เห็นผิวขาวเนียนตัดกับเสื้อกล้ามสีดำ ผมสั้นสีน้ำตาลถูกเสยขึ้นด้วยแว่นตากันแดดที่เหน็บไว้กับเสื้อในตอนแรก หล่อนมองเราสลับกับมองเหล้ายี่ห้อโปรดที่ถูกวางไว้คอยราวกับเรารู้ใจหล่อนดีกว่าใคร

                “กว่าจะเจอกันได้” เราเอ่ยทักหล่อนไปแบบนั้น ทันทีที่หล่อนหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาในบาร์แห่งความสับสน หล่อนนั่งไขว่ห้าง กอดอก และจ้องมองมาที่เราสลับกับเหลือบมองไปที่ฟลอว์เต้นรำเป็นระยะๆ ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าหล่อนคิดถึงสิ่งนั้นมากแค่ไหนสิ่งที่เรียกว่าความสุขครึ่งหนึ่งในชีวิต แน่นอน หล่อนคิดถึงฟลอว์เต้นรำ ไม่ใช่อินทิเรียที่ออกแบบมัน 

                หล่อนยังคงชอบดื่ม absolute rassberri เช่นเดิม หล่อนดื่มราวกับกำลังกระหายน้ำ ดื่ม ดื่มและดื่มจนมันเหลือเพียงครึ่งขวดในเวลาอันรวดเร็วโดยยังไม่ได้เปิดบทสนทนากันเลยสักคำ จริงๆ แล้วเรากล้าๆ กลัวๆ ที่จะเปิดบทสนทนากับหล่อนอยู่ไม่น้อย ก็ดูสิผู้หญิงกร้านโลก ราวกับผ่านอะไรมามากมายบนโลกบ้าๆ แถมยังเพิ่งเผชิญกับเรื่องราวอันน่าสับสนจนเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์ซึ่งหล่อนเกลียดยิ่งกว่างูและแมลงสาปมาหมาดๆ หากให้เดา คงมีคำด่าอันหยาบคายและรุนแรงที่จะส่งมาให้เราอยู่เต็มหัวของหล่อน

                “คริส” เราเอ่ยเรียกคนตรงหน้าด้วยชื่อที่เราคุ้นเคยและเห็นมันอยู่ในความคิดทุกวันเพราะหล่อนคือตัวละครที่มีชีวิตของเรา “เรามาเริ่มคุยกันเลยดีไหม?”

                “ก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนา ช่วยกรุณารู้เอาไว้ด้วยว่าเราเกลียดเธอพอๆ กับที่เกลียดคนไม่รู้ห่าเหวอะไรคนนั้น”

                และแน่นอน นี่คือคำด่าคำแรกจากคริส แต่น่าแปลกเมื่อเราฟังแล้วกลับยิ้มออกมาไม่หรอก เราไม่ได้โรคจิตที่ดีใจเพราะโดนด่า แต่เพราะเรารู้สึกว่าคริสไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยสักนิด คริสยังเป็นคริสคนเดิมเสมอสำหรับเรา และอาจจะสำหรับอินทิเรียคนนั้นด้วยซ้ำ อาการกล้าๆ กลัวๆ ในตอนแรกของเราหายไปสนิทเพราะคำด่าที่ออกมาจากปากของคริสคนเดิมคนนี้นี่แหละเรายกเบียร์ของเราขึ้นมาดื่มและเอ่ยถามคริสพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นสิ่งยียวน “แน่ใจเหรอว่าเกลียดเขาน่ะ?”

                “ใช่ เกลียดเขาและเกลียดเธอด้วย แต่น่าจะเกลียดเธอมากกว่าเพราะเธอแม่งห่าเหวยิ่งกว่าคนๆ นั้นคูณสอง”  คริสจ้องหน้าเราราวกับอยากจะฆ่าให้ตายหลังจากพ่นคำด่าคำที่สองออกมา “เธอแม่งห่าเหวจริงๆ นะรู้ตัวไหม? เพราะเธอคนเดียวที่ไม่ปล่อยให้เราออกมาจากความสับสนบ้าบอนั่น ทั้งๆ ที่เราก็อยากจะออกมาตั้งหลายครั้ง ไอ้เวรเอ๊ย”

                และนี่คือคำด่าคำที่สามและสี่ และเราคาดว่าน่าจะมีอีกนับไม่ถ้วน “คือเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังเธอด่าเราหรอกนะคริสเธอไม่ต้องด่าเราหรอก เพราะมีคนด่าเราแทนเธอเยอะแล้ว ถ้าคำด่าเป็นกระสุน ตัวเราคงพรุนไม่เหลือชิ้นดีไปตั้งนานแล้วล่ะซึ่งถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่ทำให้มันห่าเหวขนาดนี้หรอก เราก็ไม่รู้ตัวพอๆ กับเธอและทุกคนนั่นแหละว่าเรื่องราวมันจะกลายเป็นความห่าเหว แต่ยังไงก็เถอะ ตอนนี้เธอก็ออกมาจากความห่าเหวนั้นได้แล้วหนิ?”

                คริสเสยผมและยกเหล้าขึ้นดื่ม บ่งบอกให้รู้ว่าหล่อนเริ่มใจเย็นลง “ก็ใช่”

                “ดีแล้วล่ะ เพราะเราก็คงไม่ทำให้เธอต้องกลับไปอีกแน่ๆ”

                “อย่าให้เราต้องกลับไปเจอเขาอีก” คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แม้แต่เดินสวนกันก็ไม่เอา เข้าใจใช่ไหม?”

                เราไม่เอ่ยอะไรต่อเพราะไม่รู้ว่าจะรับปากคริสดีหรือไม่ และไม่รู้ว่าใช่ทางที่ถูกต้องรึเปล่านี่ไงล่ะ เราสับสนยิ่งกว่าอินทิเรียคนนั้นจริงๆ เพราะความไม่รู้ ไม่รู้และไม่รู้ของเรานี่แหละถึงทำให้เรื่องราวมันดำเนินมาด้วยความห่าเหวจนกู่ไม่กลับแบบนี้  “ไม่อยากเจอเขาอีกตลอดไปงั้นเหรอ?”

                “ไม่อยากเจอเขา และไม่อยากเจอเธอด้วย เออ เรามาทำบ้าอะไรที่นี่วะ? นี่รู้ตัวไหมว่าพาเรากลับเข้ามาในวังวนแห่งความสับสนอีกแล้ว ตั้งใจจะกวนตีนเราใช่ไหมถึงนัดมาเจอที่นี่? ไอ้...” ก่อนที่คริสจะพ่นคำด่าออกมา เราควรต้องหยุดและอธิบายเหตุผลออกไปซะก่อน

                “พอก่อน” เรายกมือขึ้นห้าม “เราก็แค่อยากให้เธอกลับมาที่นี่เพื่อตอกย้ำตัวเองว่าเธอเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิมแล้วจริงๆ อย่างที่ทุกคนอยากให้เป็นไง ถือว่านี่เป็นบททดสอบก็แล้วกัน”

                “ยังทดสอบกันไม่พอใช่ไหม?” เสียงแหบพร่าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ และเราทำได้แค่ส่งยิ้มกลับไปโดยไม่พูดอะไรต่อ เรากำลังกวนตีนคริสเรารู้ตัวด่ามาอีกสิ หรือจะเอาเหล้าสาดใส่หน้าเราก็ได้ มาเถอะ หลายๆ คนคงอยากให้ทำ แต่โชคดีของเรา ที่คริสไม่ทำ “มีอะไรจะคุยก็รีบๆ พูดมา เราไม่อยากอยู่ที่นี่นานเกินไป”

                “หลายๆ คนคงอยากรู้ว่าเธอเป็นยังไงบ้าง?”

                “ยังไม่ตาย” คริสตอบด้วยน้ำเสียงที่ห้วนที่สุดในโลก 

                “กับผู้ชายคนนั้น ก็ยังมีความสุขกันดี?”

                “นี่ไอ้เวร ขอร้องล่ะ อย่าถามในสิ่งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วได้ไหม?” คริสเกรี้ยวกราดใส่เราเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็นับไม่ถ้วนและดูเหมือนคริสเพิ่งรู้ตัวว่าคำที่ด่าออกมามันย้อนเข้าตัวเอง ก็ใช่น่ะสิคริสน่ะเป็นคนประเภทที่ชอบถามในสิ่งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วเสมอ โดยเฉพาะการถามว่า อินทิเรียคนนั้นไม่มาเหรอ ทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเขามาที่นี่ทุกคืนวันเสาร์ “เธอไม่ใส่แม้กระทั่งชื่อ หน้าตา รูปร่างให้ผู้ชายคนนั้น ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนเป็นบุคคลนิรนามซะด้วยซ้ำ ไม่เคยบรรยายเลยด้วยว่าเรากับเขากำลังมีความสุขและรักกันดีจริงๆ รึเปล่าน่ะเหรอ? แม่งจะตัดสินว่าเขาเป็นความสุขของเราได้ยังไง ในเมื่อเธอไม่ได้จงใจให้เป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก”

                เรายักไหล่ยียวนคริสอีกครั้ง  “แต่เธอบอกว่าเขาเป็นความสุขของเธอและเป็นคนที่เธอวางใจที่จะรักนี่นา”

                “เราแค่บอกว่าถึงจะเกลียดความสัมพันธ์มากแค่ไหน แต่ลึกๆ แล้วก็ยังต้องการใครสักคนที่รู้สึกวางใจที่จะรักและการมีความสุขได้โดยไม่มีเขามันดีกว่าจริงๆ ต่างหากล่ะโว้ย ไอ้บ้านี่จะกวนตีนกันไปถึงไหน จะต้อนเราให้จนมุม ให้ยอมรับให้ได้เลยใช่ไหมว่ายังไม่ลืมไอ้คนไม่รู้ห่าเหวคนนั้นน่ะ”

                “ยอมรับแล้วสิ?”

                “ไม่ยอม” 

                “งั้นตอบมา ว่าไม่ได้รักเขาแล้ว”

                คริสนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบ “มันไม่ใช่แบบเดิมอีกแล้ว”

                “ตอบไม่ตรงคำถามนะ แต่ก็จะไม่คาดคั้นหรอก” 

                “เราไม่เรียกร้องให้เขากลับมา แต่ก็ไม่ได้ต้องการจะไล่เขาไปไกลๆ หรอกนะ ไม่รู้สิ เราแค่รู้สึกว่า แบบนี้มันคงดีกว่า แบบที่ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวของกันและกัน ต่างคนต่างกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองและไม่ต้องกลับไปแตะความรู้สึกเก่าๆ อีกน่ะ”

                เราพยักหน้ารับรู้เอาล่ะ มาเล่นเกมจับผิดผู้หญิงกร้านโลกกันดีกว่าคุณผู้อ่าน “งั้นช่วยเล่าเรื่องคืนนั้นให้ฟังหน่อยสิคืนที่เธอเจอกับเขาครั้งแรกน่ะ”

                “นี่จะมาย้อนความทรงจำของเราทำไม?”

                “มันเป็นสเปเชี่ยลอีพิโสด เราจำเป็นต้องทำ” เรายกเบียร์ขึ้นดื่มและเอ่ยถามต่อ “จริงไหมที่เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาอยากนอนกับเธอ ถึงได้แกล้งเมาแล้วให้เขาหิ้วขึ้นห้องน่ะ?”

                คริสคงอยากด่าเรา แต่ห้ามใจเอาไว้ด้วยการยกเหล้าขึ้นดื่มแทน “เออ เราคิดว่าเขาอยากนอนกับเราเหมือนที่คนอื่นๆ เขาคิดกัน แต่พอเขาพูดมาว่า เขาไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เราเคยเจอ นั่นทำให้เราต้องเปลี่ยนความคิดทุกอย่าง เขาไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ นั่นแหละ อย่างที่รู้ๆ กัน เขาไม่ใช่คนประเภทที่เราคิดว่าจะเจอบนโลกบ้าๆ นี่ไงล่ะ เราถึงต้องย้อนวนกลับไปหาเขาทุกทีเพราะเขาคือความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตของเรา มันไม่มีเหตุผลอะไรมากกว่านี้นักหรอก”

                เราพยักหน้ารับรู้อีกครั้ง ราวกับทำเป็นเชื่อในสิ่งที่คริสพูด “คิดยังไงที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นดาวเหนือเหรอคริส?

                คริสขมวดคิ้วด้วยสีหน้าฉงน “ดาวเหนือคืออะไร มีชีวิตไหม หรือเป็นแค่ดาว?”

                “เป็นดาว ที่มีชีวิตก็คือเธอ”

                “เหมือนเซเลอร์มูนไหม เห็นว่าพวกนางมีดาวประจำตัวกัน”

                “ไม่เกี่ยว” เราเริ่มจะท้อแท้ใจ “เอาเป็นว่า คุณดาวเหนือจะกลับมาให้คนที่รอคอยมองเห็นอีกรึเปล่า? หลายคนถามหาเธอและอยากเจอเธอนะ”

                “ไม่ค่อยเข้าใจอ่ะ” คริสส่ายหน้า “แต่เอาจริงๆ เราไม่ได้หายไปไหนหรอก เราก็อยู่บนท้องฟ้าสีดำนั่นแหละ เราอยู่ตรงนั้นมาเสมอ อยู่ที่ว่าท้องฟ้าจะโปร่งมากพอให้มองเห็นได้ชัดเจนแค่ไหน” ราวกับดาวเหนือตั้งใจจะบอกให้อินทิเรียคนนั้นรับรู้มากกว่าว่าหล่อนอยู่ตรงนี้มาเสมอ อยู่มาเนิ่นนานและไม่เคยคิดจะจากไปไหนเอาล่ะ จะไม่ขอลงลึกถึงรายละเอียดเพราะมันอาจส่งผลต่อตอนจบของเรื่องราว เราตัดสินใจเปิดดูในสิ่งที่หลายๆ คนฝากคำพูดและคำถามต่างๆ มาให้คนตรงหน้า 

             “รู้สึกยังไงอ่ะ ที่มีบทบาทแค่ในตอนกลางคืน?”

                “ก็เราเป็นดาวเหนือสำหรับคนพวกนั้นหนิ เราก็ต้องมีบทบาทแค่ตอนกลางคืนอยู่แล้ว ยากตรงไหน? มันเป็นความตั้งใจของเธอตั้งแต่แรกไม่ใช่รึไง?” เรายักไหล่ และเห็นด้วยในสิ่งที่คริสพูด นั่นแหละ มันคือความตั้งใจของเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องลงลึกถึงรายละเอียดให้มันมากความ คริสคือดาวเหนือผู้โดดเดี่ยวบนท้องฟ้าสีดำ และเป็นตอนกลางคืนสำหรับโลกเหงาๆ ของอินทิเรียคนนั้น ไม่ใช่ท้องฟ้ายามเช้าอันแสนสดใสเหมือนกับลิลลี่

                เราตัดสินใจเปิดอ่านข้อความต่างๆ ที่หลายคนส่งต่อมาเพื่ออยากบอกกับดาวเหนือดวงนี้ “ทุกคนอยากให้เธอเข้มแข็ง และแน่นอน ตอนนี้เธอเข้มแข็งมากพอแล้ว ทุกคนดีใจที่เธอเข้มแข็งขึ้น และเธอไม่ใช่คนที่ล้มเหลวทางความสัมพันธ์ แต่มันเป็นเพราะแค่เขาเดินเข้ามาในโลกของเธออย่างผิดเวลา ทุกคนไม่รู้ว่าเธอเปลี่ยนไปเพราะอะไร จะเพราะผู้ชายนิรนามคนนั้นที่เราสร้างขึ้นมาหรือเพราะเธอเลิกรักเขาได้จริงๆ แต่ถ้าการที่เธอกลับไปเป็นตัวของตัวเองมันดีกว่าเยอะเลย” คริสพยักหน้าและรอฟังในสิ่งที่เราจะพูดต่อไป “แต่อย่างที่เขาเคยบอกเอาไว้ว่าอยากให้เธอเจอคนที่ดีกว่า แล้วถ้าวันนึงเธอย้อนกลับไปเจอเขาในวันที่เขาดีขึ้นกว่าเดิม ไร้ความสับสนและความห่าเหว และเขาทำให้เธอมั่นใจว่าเขาเลือกเธอจริงๆ ถึงตอนนั้นเธอจะทำยังไง?”

                “จะไปรู้อนาคตได้ยังไง?” คริสนั่งเท้าคาง เราไม่เคยเห็นคริสในมุมที่ต้องใช้สมองมากขนาดนี้ “เอาจริงๆ เรายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงอยากได้หลักฐานว่าครั้งนึงเราเคยอยู่ในโลกของเขาด้วย ช่วยตอบหน่อยสิ?”

                “เราเคยมีความสัมพันธ์ที่ไม่มีแม้แต่ภาพถ่ายมาก่อน เราเลยเข้าใจบีว่าหลักฐานที่บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งเธออยู่ในโลกของเขามันสำคัญแค่ไหน” คริสฟังและพยายามทำความเข้าใจ หรือเพราะความสัมพันธ์ที่จับต้องไม่ได้จำเป็นต้องมีหลักฐานมายืนยัน? แต่แค่ความรู้สึกข้างในมันยืนยันได้ไม่พอเหรอวะ? “แล้วแม่งก็โคตรบ้าเลย ความสัมพันธ์ที่ไม่มีแม้แต่ภาพถ่ายนี่แหละ ที่แม่งกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ลืมยากที่สุด ไม่รู้เอาห่าเหวอะไรมาจำนักหนา”

                “จำกันด้วยความรู้สึกเนี่ย แม่งลืมยากและทรมานที่สุดแล้ว” คริสเอ่ยราวกับรู้ดีว่ามันยากมากแค่ไหน “แต่เอาจริงๆ เรากับเขาจะนับเป็นความสัมพันธ์ได้รึเปล่าก็ไม่รู้ ถึงจะนอนด้วยกันมาตั้งห้าครั้งก็เถอะ” 

                เรายิ้มเมื่อเห็นว่าคริสยังไม่ลืมเรื่องนี้ “ใช่ไหม? ถ้านับเป็นความสัมพันธ์ไม่ได้ทำไมถึงยังหนีไปไหนไม่พ้นสักที? งั้นเธอก็น่าจะเข้าใจบีเขานะ”

                “ฝากบอกอะไรเขาหน่อยสิ” คริสนิ่งไปครู่นึง นิ่งไปโดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคริสกำลังคิดอะไรอยู่ “บอกให้เขาปล่อยเราไปเถอะ อย่าให้เราติดอยู่ในความคิดและความรู้สึกของเขาอีก บอกให้เขาทำให้ได้”

                “จะขอให้เขาทำแบบนั้น ทั้งๆ ที่เธอก็ยังทำไม่ได้เหรอคริส” เรายิ้มออกมาทันทีเมื่อรู้ว่าคริสกำลังโกหกตัวเองอีกแล้ว เอออาจเป็นเพราะเราเองนี่แหละที่ไม่ทำให้มันชัดเจนสักทีว่าผู้ชายนิรนามคนนั้นทำให้คริสมีความสุขและวางใจที่จะรักจริงๆ รึเปล่า “เรารู้จักเธอดีกว่าใครนะ รู้ด้วย ว่าใจเธอคิดอะไรอยู่ ที่เธอเล่าเรื่องคืนที่เธอเจอเขาครั้งแรกให้ฟังเมื่อกี้ เธอก็กำลังโกหกเราว่าคืนนั้นเธอไม่ได้รู้สึกอะไร”

                ดูเหมือนคริสจะจนมุมจริงๆ นี่ไม่ใช่การหักมุมหรอกนะ แต่เป็นการนำเสนอความจริงความจริงที่ว่าในค่ำคืนอันน่าสับสนคืนนั้นที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มันมีรายละเอียดอะไรมากมายที่คุณอาจยังไม่รู้ คริสอาจโกหกพวกคุณได้ แต่คริสไม่สามารถโกหกตัวเองและไม่สามารถโกหกคนที่สร้างคริสขึ้นมาอย่างเราได้หรอก การจับผิดจบลงแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นความจริงที่ออกมาจากปากของเจ้าตัว

               “เออ...เราแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเขา ทั้งๆ ที่เรามองเห็นเขาเป็นคนแรก ตั้งแต่เขาก้าวเท้าเข้ามาในบาร์และนั่งลงที่โต๊ะประจำ เราเห็นเขาแบบนั้นมาสักพักใหญ่ จนถึงคืนอันน่าสับสนคืนนั้นที่เขาจ้องมองเราแทบตาไม่กระพริบ นั่นอาจเป็นคืนที่เราเจอกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เราเห็นเขามานานแล้ว นานมากพอที่จะรู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง และเพลงโปรดของเขาคือเพลงอะไร” คริสเอ่ย พลางมองไปที่ฟลอว์เต้นรำ “วินาทีที่เขาบอกว่าเขาไม่เหมือนกับคนอื่นที่เราเคยเจอและตอนที่เรารู้ว่าเขาคืออินทิเรียที่ออกแบบความสุขของเรา นั่นทำให้เรารู้สึกดีกับเขาจนแทบหมดใจ วินาทีที่เขาบอกว่าอยากรู้จักเรา เรากลับไปนั่งคิดทั้งวันทั้งคืนว่าจะยอมให้เขารู้จักเราดีรึเปล่า? ถึงเขาดูเซ่อซ่า ไม่รู้ห่าเหวอะไร แต่เราก็ยังชอบที่เขาเป็นแบบนั้คุ้นๆ ไหมประโยคนี้? มันเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ลิลลี่คิดไงล่ะ เรากับลิลลี่รู้สึกกับเขาเหมือนกันทั้งคู่ โดยที่ทุกอย่างมันเริ่มต้นตั้งแต่ในคืนนั้น...”

                “เธอสนใจเขาตั้งแต่คืนนั้น?”

                “เราไม่ได้สนใจเขา แต่เขาเข้ามาในความคิดและเข้ามาในสายตาของเราตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้” คริสก้มหน้าลง ราวกับกำลังยอมรับความจริงกับคนที่สร้างหล่อนขึ้นมา “แต่ก็นั่นแหละ ในที่สุดเราก็แพ้ลิลลี่ คนที่มีสารเคมีลงตัวกับเขาทุกอย่างเอาจริงๆ ก็อย่าไปว่าเขาเลย การเจอผู้หญิงสองคนพร้อมๆ กันในคืนเดียวแล้วต้องตัดสินใจเลือก มันยากแค่ไหนเธอก็น่าจะรู้ตอนนี้เราไม่อยากเจอเขาแล้ว และมันคงเป็นทางที่ดีที่สุดที่เราจากมา”

                “เธอไม่อยากเจอเขา แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าเธอยังเจอเขาทุกวันในความทรงจำ”

                “มันได้แค่นี้แหละ เข้าใจไหมว่าเรากับเขามันได้แค่นี้จริงๆ 

                “มันสิ้นหวังขนาดนั้นเลยเหรอ?”

                “ความสัมพันธ์ของเรากับเขาถูกออกแบบมาให้ไม่มีหวังตั้งแต่ต้นต่างหาก และเขานั่นแหละ ที่เป็นอินทิเรียคนที่ออกแบบมันเอง” คริสเอ่ยในสิ่งที่เราเองก็ต้องยอมรับ เราเองก็มีส่วนทำให้อินทิเรียคนนั้นต้องตัดสินใจเลือกแบบนี้ “ถ้าวันนึงเราจะกลายเป็นแค่ความทรงจำของเขา เราก็อยากเป็นความทรงจำที่ดีมากกว่านะ เราไม่อยากเป็นเรื่องร้ายๆ หรือความผิดพลาดในชีวิตของใคร เธอก็น่าจะรู้”

                “อยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไหม?” เราถามคริส ที่กำลังทอดสายตาเหม่อลอยไปยังฟลอว์เต้นรำตลอดเวลา “ยังยืนยันคำตอบเดิมไหม ว่าจะย้อนกลับไปเพื่อไม่รักเขา”

                 “การรักเขา ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป ถ้าเลือกได้ก็อยากกลับไปรักให้มันสุดๆ กว่านี้ รักให้เขาเห็นว่าเรารัก รักให้แม่งเป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากพอให้เขาเลือกเราไงล่ะ” คริสถอนหายใจออกมาเบาๆ “เออเราอยากย้อนกลับไป และบอกเขาว่า เราจะไม่ห้ามให้เขารู้สึก และเราจะบอกเขาว่าเรารู้สึกกับเขาตั้งแต่วินาทีนั้นวินาทีที่เรานอนด้วยกันครั้งแรก”

                “อยากให้เรื่องนี้จบยังไงเหรอคริส?” เราตัดสินใจถามออกไป ถามทั้งๆ ที่เราก็ยังไม่สามารถหาคำตอบให้กับตอนจบของเรื่องราวอันน่าสับสนนี้ได้ เราถามในมุมมองของคนที่เข้าไปรับรู้เรื่องราว มากกว่าเป็นคนที่กำหนดเรื่องราว

                “จะจบยังไงก็เถอะ เราเชื่อว่าเธอมีตอนจบที่ดีที่สุด” คริสเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยกมือขึ้นมองนาฬิกา “เราต้องไปแล้ว หวังว่าคงไม่ต้องลงลึกว่าเราอยู่ที่ไหน และกำลังทำอะไรอยู่หรอกนะ”

                “ไม่ต้องหรอก” เราพยักหน้า “เธอไปเถอะ วันนี้เราสนทนากันมาพอแล้ว”

                เหล้าแก้วสุดท้ายหมดลง พร้อมกับดาวเหนือเพียงดวงเดียวบนท้องฟ้าสีดำกำลังลับหายไปจากสายตาของเรา 

                

 


 

                เรามาที่หอศิลป์ฯ ในวันเสาร์ตอนบ่ายเพื่อพบกับใครบางคนใครบางคนที่เปรียบเสมือนท้องฟ้ายามเช้าอันแสนสดใสโดยไม่ต้องเติมแต่งสีสันใดๆ ใครบางคนที่เข้าใจโลก เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้ดี เข้าใจแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะไร้คำนิยาม ใครบางคนที่มั่นคงต่อความรู้สึกของตัวเอง เข้มแข็งและกล้าตัดสินใจที่สุดเท่าที่เราเคยรู้จัก เราพบหล่อนแล้ว หล่อนเดินมาด้วยท่าทีสบายๆ ในชุดลำลองตามสไตล์ของคนชอบงานศิลปะ ดูๆ แล้วไม่มีคำนิยามใดสามารถนิยามความเป็นหล่อนได้หล่อนน่ารัก ยิ้มสดใส อย่างที่เราได้รู้จักจริงๆหล่อนชื่อ ลิลลี่ เป็นเด็กอายุสิบห้าย่างสิบหก ตัวสูง หุ่นดี ผิวขาว แม้อยู่ในใบหน้าสดไร้เครื่องสำอางก็ยังมองดูน่ารัก เป็นธรรมชาติและแทบจะไม่ประดิษฐ์ 

                “ไม่ได้เจอกันนานเลย” เราเอ่ยทักทายหล่อนไปแบบนั้น ทั้งๆ ที่ในความจริงเราเพิ่งเจอหล่อนเมื่อไม่กี่วันมานี้

                “พี่เจอลี่ทุกวันนั่นแหละ” หล่อนเอ่ย พลางส่งยิ้มหวานจนใจของเราพองโต “พี่เจอลี่ในความคิด เพราะลี่อยู่ในความคิดของพี่แทบตลอดเวลา จริงไหม?”

                “คงงั้นมั้ง”  เราหัวเราะ และเรายอมรับว่ากำลังเขินตัวละครเด็กสาวรอยยิ้มสดใสที่ชื่อ ลิลลี่ ซึ่งกำลังนั่งส่งยิ้มอยู่ตรงหน้า ฟังไม่ผิดหรอกลิลลี่เป็นตัวละคร แต่ทว่าหล่อนกลับมีชีวิตจิตใจแม้เป็นเพียงแค่เรื่องสมมติ หล่อนมีตัวตนอยู่จริงบนโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับเรา และอาจมีตัวตนจริงๆ ในความรู้สึกของคนอ่าน แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือหล่อนมีตัวตนจริงๆ สำหรับอินทิเรียที่ชื่อ บี และนักเต้นดาวเด่นประจำบาร์แห่งความสับสนที่ชื่อ คริส

                “ก่อนจะถามอะไร อยากให้ช่วยดูภาพวาดภาพนึงก่อนอ่ะ” หล่อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม และหยิบภาพวาดออกมาจากแฟ้มงานยื่นให้เราดูเรามองภาพนั้นไปแบบอึ้งๆ เพราะมันสวยมากซะจนน่าใจหาย “นี่เป็นภาพที่ลี่จะใช้จัดแสดงที่หอศิลป์ในเดือนหน้า พี่คิดว่าดีไหม?”

                “ดีสิ” เราตอบกลับไปโดยแทบไม่ต้องคิด พลางส่งรูปภาพคืนให้ “สวยมาก ลี่เก่งมากเลย”

                “ยังไงก็มาดูด้วยนะ จะจัดแสดงเดือนหน้านี้แล้ว”

                “มาแน่นอน” เราส่งยิ้มเพื่อให้หล่อนมั่นใจ

                เราถือวิสาสะชวนลิลลี่เดินเล่นในหอศิลป์ด้วยกัน เหมือนกับที่หล่อนเคยทำกับบีเท่าที่สังเกต ลิลลี่ยังคงมีรอยยิ้มสดใสมอบให้เราและคนรอบข้างเสมอ ลิลลี่ยังเป็นคนเดิมตั้งแต่วันแรกที่เราสร้างหล่อนขึ้นมาจนกระทั่งในวันนี้ที่เรื่องราวทุกอย่างดำเนินมาจนถึงจุดเปลี่ยน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลิลลี่ก็ยังเป็นลิลลี่คนเดิม คนที่ทำให้โลกสดใสได้ด้วยรอยยิ้ม และคนที่ทำให้คนรอบข้างสบายใจที่สุดสำหรับเรา

                “รู้ไหม เคยมีคนบอกว่าคนแบบลี่ไม่มีอยู่จริงบนโลกด้วยนะ” เราตัดสินใจเอ่ย ขณะเดินมาหยุดที่ภาพวาดสีน้ำมันภาพหนึ่ง

                “คนแบบลี่?” หล่อนเลิกคิ้ว พลางหันมาทำหน้าสงสัยได้น่ารักที่สุดเท่าที่เราเคยพบ “คนแบบไหนเหรอ?”

                “ก็...คนที่ใจดี ใจกว้าง เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแม้จะไม่มีคำนิยามน่ะ แถมยังเปิดโอกาสให้คริสตั้งหลายครั้งอีกต่างหาก ส่วนใหญ่คนเขาคงไม่ทำกัน”

                ลิลลี่หัวเราะ ราวกับรู้ตัวว่าตัวตนของหล่อนอาจเคยสร้างความอึดอัดใจให้ใครต่อใคร ลิลลี่เข้าใจหากคนอื่นจะไม่เข้าใจ และไม่คิดจะหาคำใดว่าอธิบายเลยสักนิด “มันแย่มากใช่ไหม?”

                “พี่ว่ามันดีมากต่างหาก ถูกหาว่าเป็นคนที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกมันพิเศษจะตาย เจ็ดพันล้านคนมีแค่ลี่คนเดียวนะเว้ย” เราสองคนต่างหัวเราะให้กัน “จริงๆ ก็สงสัยนะ คือถ้าลี่เปิดโอกาสให้คริสขนาดนั้น ทำไมไม่ยกบีให้คริสไปตั้งแต่แรกล่ะ จะครึ่งๆ กลางๆ อยู่ทำไม?”                

                “เคยบอกแล้วไง ว่าทุกอย่างมันต้องแฟร์อ่ะ” ลิลลี่ตอบ “พี่บีควรเลือกใครสักคนจากความรู้สึกจริงๆ มากกว่าเลือกเพราะใครคนใดคนนึงหลีกทางให้ ทั้งลี่และพี่คริสมีสิทธิที่จะได้รักพี่บีเท่าๆ กัน เพราะไม่มีใครมาก่อนหรือมาหลัง อีกอย่าง การที่ลี่ไม่ปล่อยให้พี่คริสหายไปจากบทสนทนาและความคิดของพี่บี มันก็ทำให้พี่บีรู้ใจตัวเองจริงๆ เหมือนในตอนนี้ไง”

                “แล้วทำไมถึงไม่ยอมปล่อยบีไปตั้งแต่แรก?”

                “พี่...ลี่เพิ่งเคยรู้สึกรักใครเป็นครั้งแรกก็ครั้งนี้แหละ นี่ไม่ได้กวนตีนเลยนะ ลี่พูดจริงๆ” แม้เราชอบมองรอยยิ้มของลิลลี่ แต่รอยยิ้มที่เจือปนไปด้วยความเศร้าสร้อยในแววตาคือสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น “ถ้าพี่ให้ลี่ปล่อยความรักของลี่ไปง่ายๆ คนอื่นก็คงหาว่าคนแบบลี่ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้อยู่ดีนั่นแหละ แล้วพอลี่ไม่ยอมปล่อย ก็กลับมาถามว่าทำไมไม่ยอมปล่อยไปตั้งแต่แรกคือไม่ว่าลี่จะทำอะไรลี่ก็ต้องเป็นฝ่ายรู้สึกผิดงั้นเหรอ? ทำไมการที่ลี่แฟร์เกมกับทุกคนถึงกลายเป็นเรื่องผิดไปหมดเลยล่ะ? การที่ลี่รักพี่บีและไม่กล้าพอที่จะปล่อยเขาไป เหมือนกับที่พี่คริสไม่กล้าปล่อยความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตไป ทำไมถึงกลายเป็นลี่ที่ผิดคนเดียวล่ะพี่?”

                สำหรับเรามันไม่มีใครผิดใครถูกมาตั้งแต่แรกหรอกใจจริงเราไม่อยากแก้ตัวแทนใครแม้แต่กับบีหรือกับคริสและปล่อยให้คนอื่นเข้าใจกันไปในมุมของเขานั่นแหละ แต่รู้อะไรไหม?สิ่งนึงที่เรารับรู้ได้เมื่อได้คุยกับลิลลี่ คือเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าภายใต้รอยยิ้มสดใสราวกับท้องฟ้ายามเช้ากำลังแบกรับความเจ็บปวดอะไรเอาไว้บ้าง เพราะเราเห็นลิลลี่ในมุมเดียวมาตลอด มุมของคนที่มองโลกในแง่ดีและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง และรู้อะไรไหม? คนที่เจ็บปวดไม่แพ้ใครและน่ากอดให้กำลังใจที่สุดก็คือเด็กคนนี้นี่แหละ ยิ่งมองเข้าไปในแววตาหม่นหมองที่ถูกกลบด้วยรอยยิ้มนั่นแล้วมันทำให้เรารู้สึกรักเด็กคนนี้เหลือเกิน

                “แต่พี่ไม่ต้องปลอบใจลี่หรอกนะ” ลิลลี่เอ่ยอย่างรู้ทัน “เพราะลี่รู้ ว่าพี่เข้าใจลี่ดีกว่าใคร เพราะพี่เป็นคนสร้างลี่ขึ้นมา ถึงคนอื่นจะไม่เข้าใจ แต่พี่ พี่บี พี่คริส เข้าใจลี่ก็พอแล้วแหละ”

                “แล้วลี่คิดว่าตอนไหนที่ทำให้ลี่ตัดสินใจได้ว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับบีเหรอ?”

              “ก็คงหลังจากที่พี่คริสหายไป” ลิลลี่เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มที่ค่อยๆ จางหายตาม “การรับรู้ว่าคนข้างๆ กำลังคิดถึงคนอื่นมันก็น่าเจ็บปวดแหละพี่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ พี่คริสก็ไม่ใช่คนอื่นทั้งกับลี่และกับพี่บีอยู่ดีจะว่าลี่ใจกว้างเกินไปก็ว่าเถอะ แต่ถ้าพี่เป็นห่วงใครสักคนมากๆ พี่จะเข้าใจแต่พี่ก็ต้องเข้าใจแหละเนอะ เพราะพี่เป็นคนสร้างลี่ขึ้นมา”

                “ต้องใจแข็งขนาดไหนเนี่ย?”

                “มันไม่มีคำว่าใจแข็ง-ใจอ่อนหรอกพี่อย่างที่บอก เราสามคนเป็นห่วงกันจนเป็นวงกลมอ่ะ เราสามคนไม่ใช่แค่คนอื่นสำหรับกันและกันไง มันเลยยากมากๆ กับการต้องเลือกตัดสินใจเลือกที่จะทำอะไรสักอย่าง”

                “ช่วยเล่าเรื่องคืนนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหม คืนที่ลี่เจอกับบีเป็นครั้งแรกน่ะ”

                “คืนนั้นลี่เห็นพี่บีมองพี่คริสตลอดเลย” ใช่ไม่ว่าอย่างไรบีก็สนใจคริสมากกว่าลิลลี่มาโดยตลอด “มองตั้งแต่พี่คริสเต้นจนกระทั่งตอนลงจากเวที มองหาจนลี่อดไม่ได้ที่จะเข้าไปทักทายและหาเรื่องคุยด้วยการเสิร์ฟเบียร์ให้โดยอ้างว่าเป็นของแถมให้ลูกค้าประจำน่ะต่ลี่เห็นพี่บีมานานแล้วแหละ พี่บีมาที่บาร์ทุกคืนวันเสาร์ ดูดนตรีกับการแสดงเสร็จก็จะสั่งเบียร์อีกขวดแล้วกลับออกไป เห็นอยู่แบบนี้มาประมาณสองเดือน เห็นจนจำได้ว่าพี่บีชอบดื่มเบียร์ยี่ห้ออะไร เอางานมานั่งทำจนรู้ว่าเป็นอินทิเรีย ชอบฟังเพลงไหนเป็นพิเศษและชอบวงดนตรีวงไหนของร้านบ้าง ลี่เห็นมาตลอดเลยนะพี่เห็นตั้งแต่คืนแรก จนถึงคืนนั้นที่เป็นคืนแรกที่เราเจอกันอย่างเป็นทางการน่ะ”

                “ตกหลุมรักบีตั้งแต่ตอนนั้น?”

                “ลี่ไม่รู้หรอกว่าการตกหลุมรักมันเป็นยังไง แต่การที่สายตาของเรามองไปที่เขาบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล ก็อาจจะเรียกว่าตกหลุมรักแหละมั้ง และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ พี่บีก็คงตกหลุมรักพี่คริสตั้งแต่ตอนนั้นเหมือนกันแหละ ตอนที่พี่บีละสายตาไปจากพี่คริสไม่ได้” ลิลลี่ทอดสายตาเหม่อลอยคิดถึงความรู้สึกในค่ำคืนนั้นทั้งของตัวเองและของบี “แต่รู้ไหม? ที่พี่บีได้มาออกแบบฟลอว์เต้นรำให้ที่ร้านมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะ พี่ก็รู้หนิ แต่พี่แค่ไม่ได้เอ่ยออกไปให้คนอื่นได้รู้ เพราะตั้งใจจะมาเฉลยในตอนนี้”

                เรามองตาลิลลี่ และเข้าใจซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรต่อ นั่นแหละมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริงๆ ขอโทษที่ต้องมาเฉลยเอาในตอนนี้ว่าลิลลี่พยายามเสาะหาที่อยู่บริษัทของบีจนเจอและติดต่อให้ทีมอินทิเรียของบีมาออกแบบฟลอว์เต้นรำให้ เป็นจังหวะประจวบเหมาะกับการจะรีโนเวทฟลอว์เต้นรำโดยถามความคิดเห็นจากนักเต้นดาวเด่นประจำบาร์และความคิดที่จะรีโนเวทโซนชั้นดาดฟ้าพอดี หากพูดให้ง่ายๆ คือจังหวะเวลาทุกอย่างช่างเป็นใจให้ลิลลี่กับบีได้เริ่มทำความรู้จักกัน และเข้ากันได้ดีจนเหมือนเป็นสารเคมีที่มีปฏิกิริยาที่ลงตัวมากที่สุด จังหวะเวลาของลิลลี่กับบีตรงกันเสมอ แต่คุณเข้าใจไหมล่ะ? ว่าบางที จังหวะเวลากับความรู้สึกมันเป็นคนละเรื่องกัน มันไม่เลือกหรอกว่าจะรู้สึกกับคนที่มาก่อน มาหลังหรือมาพร้อมๆ กัน ถ้ามันจะรู้สึกมันก็จะรู้สึกทันที

                “จริงๆ ก็ไม่อยากให้ใครรู้หรอก อยากให้มันเป็นความลับต่อไปเรื่อยๆ นั่นแหละ แต่ไหนๆ เรื่องราวมันก็เดินมาจนถึงตอนนี้แล้ว” ลิลลี่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับกำลังโล่งใจ “ถ้าลองย้อนกลับไปอ่านช่วงท้ายของอีพิโสดแรก คนก็คงน่าจะเข้าใจว่าลี่พูดว่าดีใจที่ได้เจอพี่บีอีกทำไม”

                “แล้วถ้าย้อนเวลากลับไปในคืนแห่งความสับสนคืนนั้นที่ลี่เจอเขาเป็นครั้งแรกได้ ลี่อยากย้อนกลับไปทำอะไรไหม?”

                “ถามว่าอยากย้อนกลับไปไหม ก็อยากย้อนกลับไปนะ อยากกลับไปสัมผัสความรู้สึกตกหลุมรักดูอีกสักครั้ง จะได้เข้าใจชัดๆ อีกรอบว่า อ๋อการตกหลุมรักใครสักคนมันเป็นแบบนี้นี่เอง”

                “แล้วอยากทำอะไรไหม?”

                “ลี่ต้องทำอะไรล่ะ?”

                “อย่างเช่น ถ้ารู้ว่าตอนนี้ความสับสนทำให้เรื่องราวมันวุ่นวาย ลี่อาจจะย้อนกลับไปเพื่อไม่ตกหลุมรักเขา”

                “ถ้าลี่บอกว่าจะย้อนกลับไปไม่รักพี่บี เพื่อให้พี่บีกับพี่คริสได้ลงเอยกันตั้งแต่แรก มันก็จะฟังดูเป็นคนใจกว้างที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกอีกใช่ไหมล่ะ?” ลิลลี่หัวเราะ ซึ่งเราไม่ทราบได้ว่านั่นคือสิ่งที่หล่อนต้องการให้เป็นจริงๆ หรือไม่ ก่อนที่ลิลลี่จะส่ายหน้ารัว เพื่อปฏิเสธในสิ่งที่เราเสนอว่าอยากให้เป็น “ไม่อ่ะ ถึงลี่จะมีโอกาสได้ย้อนเวลากลับไปอีกสักร้อยพันครั้ง ลี่ก็ยังเลือกที่จะตกหลุมรักเขาอยู่ดี มันไม่บ่อยนักหรอกที่เจอใครสักคนที่เราตกหลุมรักโดยที่เราและเขาแทบไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติซะจนไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ พี่ก็น่าจะเข้าใจนี่ เพราะพี่ก็คงเคยตกหลุมรักใครสักคนโดยที่พี่แทบไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรในตัวเขาเหมือนกัน”

                นอกจากลิลลี่จะเข้าใจอะไรๆ ได้ดี ลิลลี่ก็ยังเข้าใจคนที่ห่าเหวไม่แพ้ใครอย่างเราเช่นกันรากับลิลลี่เดินเล่นในหอศิลป์ไปด้วยกันเรื่อย จนเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ได้ตั้งตัว ใกล้ถึงเวลาที่เราต้องล่ำลาเด็กสาวรอยยิ้มสดใสคนนี้ไปสักที

                “ลี่อยากให้เรื่องนี้จบแบบไหน?”

                ลิลลี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่จริงใจที่สุดสำหรับเรา “จริงๆ สำหรับลี่อ่ะ ไม่ต้องลงเอยที่แฮปปี้เอนดิ้งก็ได้นะ ถึงไม่ได้อยู่ในฐานะคนรักแต่ขอแค่ได้มองเห็นกันอยู่เสมอ ในทุกช่วงเวลาของชีวิตก็พอ”

                เราพยักหน้ารับรู้ในสิ่งที่ลิลลี่อยากให้เป็น แต่เรายังไม่อยากรับปากว่าจะให้มันเป็นไปตามนั้นได้ถึงเวลาต้องเอ่ยล่ำลาเด็กสาวรอยยิ้มสดใสคนนี้และเอ่ยอำลาความสับสนอันแสนยาวนาน เพื่อกลับไปสู่โลกของตัวเองกันสักที “หมดเวลาของความสับสนจริงๆ แล้วนะลิลลี่”

                “อื้ม...เวลาของความสับสนมันหมดไปนานแล้วแหละ” ลิลลี่พยักหน้า และคิดถึงบุคคลที่สองและสามที่เกี่ยวข้องในความสับสนอันแสนห่าเหวครั้งนี้ที่มันไม่มีอยู่จริงเหมือนกับสี Purple ที่ไม่มีอยู่ในสเปกตรัมของแสง แต่ทว่ามันสามารถทำให้เรารับรู้และมีตัวตนที่จับต้องได้ “เวลาในการรักพี่บีของพี่คริสอาจหมดลงไปด้วยเมื่อถึงวันที่พี่คริสเลิกรักพี่บีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับลี่ลี่ไม่เคยหมดเวลาในการเลิกรักพี่บีได้เลย ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ จนกว่าจะถึงวันนึงลี่อาจเจอใครสักคนที่เข้ากันกับลี่และสามารถแทนที่พี่บีได้จริงๆ”

                “ขอบคุณที่มาเดินเล่นในหอศิลป์ด้วยกันในวันนี้นะท้องฟ้าของพี่”

                “ขอบคุณเช่นกันนะที่สร้างลี่ขึ้นมาได้มีตัวตนสำหรับพี่มากขนาดนี้” หล่อนส่งยิ้มและแววตาที่บ่งบอกว่าแค่คำขอบคุณคงไม่พอ “หวังว่าจะได้พบเจอกันอีก ในโลกแห่งความเป็นจริงนะ”

                “เช่นกันนะลิลลี่”

                เรามองแผ่นหลังของลิลลี่ค่อยๆ เดินลับตาหายไปท่ามกลางผู้คนมากมาย พลางหวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบเจอบุลคลที่ไม่น่าจะมีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างเด็กสาวรอยยิ้มสดใสที่เข้าใจทุกอย่างโดยไร้นิยาม บนโลกแห่งความเป็นจริงของเรา





—————————-

อีพีหน้าตอนจบแล้วจ้ะ

รู้สึกจะมีรวมเล่ม ต้องรอติดตาม 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

723 ความคิดเห็น

  1. #638 SomNongnapas (@SomNongnapas) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 20:39
    เห้ยย อีพีนี้มันเจ๋งมากไรท์ จุกอกมากกก
    #638
    0
  2. #637 cakeptmhy (@CAKEPTM) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 23:08
    ไม่เคยอ่านอะไรแล้วจุกจนไม่รู้จะคอมเม้นอะไรแบบนี้เลยค่ะ เข้าใจทุกตัวละครเลย เข้าใจแบบเข้าใจอะ แล้วก็พอเดาตอนจบไปในทางนึงแล้ว แต่เป็นทางที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น อาจจะเรามีความเห็นแก่ตัว ไม่เหมือนตัวละครในเรื่องนี้ก็ได้ค่ะ 55555555555555
    #637
    0
  3. #636 lovefilmmy1906 (@lovefilmmy1906) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 21:09
    ไรท์ทำให้เรารู้สึกว่า ทุกตัวละครมีชีวิตจริงๆ ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้นะคะ เราไม่คาดหวังหรอกว่าตอบจบจะต้องแฮปปี้แอนดิ้ง เพราะเราก็เชื่อเหมือนกันว่าไรท์มีตอนจบที่ดีที่สุดแล้ว
    #636
    0
  4. #635 nutte_BCRIS (@nutte_BCRIS) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 02:07
    เห้ยยย เราชอบอ่ะ เหมือนเป็นการทบทวนตัวเองและตัวละครจริงๆ เป็นการเล่าเรื่องที่ มีเสน่ห์มากๆเลย ชอบบบบ ตอนหน้าจบแล้วว จะจบยังไง งื้ออออออ แค่ตอนนี้ก็บีบใจจ
    #635
    0
  5. #634 ST. Apollo (@SuntreeV) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 00:36
    คือดี ^^ ไม่รู้ตอนจบจะเป็นยังไง ไม่คาดเดาใดๆ ทั้งสิ้น เวลานี้
    เผลอๆ ในเรื่องที่บอกว่าจบ แต่ในโลกของพวกเขา 3 คน ก็ยังโลดแล่นต่อไป แค่หวังว่าโลกที่พวกเขาจะเดินต่อไป โดยที่พวกเราไม่ได้อยู่ดู พวกเขาจะมีความสุขดี หรือพบความสุข ที่ทำให้คนอ่านสบายใจได้ว่า อย่างน้อยชีวิตพวกเขาที่กำลังเดินอยู่ก็มีความสุขดีอยู่
    #634
    0
  6. #633 2mate (@jaaoraraiake) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 22:25
    เป็นช่วงไรท์เตอร์คุยกับตัวละครที่มีเสน่ห์ดีนะ ไรท์เองก็บอกว่าตัวเองแต่งมาโดยไม่รู้ห่าเหวและสับสน(ซึ่งเราเห็นด้วย..มันสับสนมาก)

    ถึงความรู้สึกของทั้งคู่คือดูเจ็บปวดมากๆอ่ะ คริสถึงจะบอกว่ามีความสุขแล้ว เข้มแข็งขึ้นแล้ว แต่ก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี ยังลืมบีไม่ได้ บีก็ลืมคริสไม่ได้.. แล้วทั้งคู่ต้องเจ็บปวดแบบนี้ไปเรื่อยๆทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มความสัมพันธ์เป็นคนรักกันจริงๆเลยอ่ะหรอ.. มันคงจะเศร้าถ้าจบกันไปแบบเดินคนละทางแล้วรอเวลาให้โลกเหวี่ยงมาเจอกันบ้าง อยากให้คริสกับบีได้ลองเริ่มรักกันใหม่จริงๆนะ..

    ใจหายนะคะที่ตอนหน้าจบ..ขออีกหน่อยได้มั้ยคะ ใจพังมาทั้งเรื่องแล้ว.. ขอเขาหวานกันบ้างฮือ..

    ส่วนลิลลี่คือยังดีเหมือนเดิมเลย เราหวังว่าลิลลี่จะได้เจอคนดีๆ ถึงอิพี่บีจะมีอิทธิพลต่อใจขนาดไหนก็เหอะ ลี่ยังไปได้อีกไกลนะ
    #633
    0
  7. #630 Phatcharaphon_056 (@Mewcris) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 14:17
    ไม่อยากให้คริสกลับมาเลย มันฝังใจกลัวคริสเสียใจอีกไม่อยากให้กลับไปในโลกของบีอีกแล้ว
    #630
    0
  8. #627 Third Party (@FicFanclubz) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 23:30
    จริงๆไม่ว่าจะเลือกใครสุดท้ายก็รักทั้งคู่ เราเคยเป็นแบบบี เลือกคนแบบลิลลี่แม้ไม่ได้รักมากกว่า #เข้าใจความรู้สึกห่าเหวของบีเป็นอันมาก 555 # หากย้อนเวลากลับไปได้ เราก็จะเลือกเหมือนเดิม ....ถ้าเป็นบีล่ะ ?? อยากรู้ตอนจบไวๆแล้ว
    #627
    0
  9. #626 สุโยมิ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 22:14
    รู้สึกว่าบีกับคริสควรกลับมาคู่กันอะ ยังไงเขาก็ยังรู้สึกต่อกันอยู่ ถึงแม้จะโกหกใจตัวเองยังไงก็เถอะ ส่วนลี่อะ น้องดูแลตัวเองได้ เป็นคนที่ส่องแสงเองได้เหมือนพระอาทิตย์อะ
    #626
    0
  10. #625 WalkWithher (@WalkWithher) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 20:35
    ไม่รู้ดิเราอยากให้พี่คริสกลับไปเพราะยังไงถ้าพี่บีเลือกคริสจิงๆแล้วไม่สับสนแล้วพี่คริสก้อคงได้ความสูขครึ่งนึงในชิวิตคืนอยากให้พี่คริสมีความสูขยังไงในใจลึๆพี่คริสก้อยังรักอยู่และรักมากด้วยเราว่า
    #625
    0
  11. #624 kwanrawinunt (@kwanrawinunt) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 20:29
    ลิลลี่ของเรา มากอดปลอบหน่อยมาา รักเธอมากนะ รอยยิ้มของเธอไม่คู่ควรกับบีหรอก.. เราจะรอวันที่เธอเจอคนที่ใช่จริงๆนะ :)
    #624
    0
  12. #623 Ryojin29 (@Ryojin29) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 18:56
    เอาจริงๆตอนนี้ ถึงรู้ว่าบีกับคริสยังมีความรู้สึกกันอยู่ เราก็ไม่อยากให้คริสกลับมาอ่ะ งือออ ไม่รู้ซิ ตอนคริสเจ็บมันฝังใจมั้ง กลัวคริสเสียใจอีก เพราะชั้นทีมคริส
    #623
    0